﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.010 --> 00:00:08.010

3
00:00:08.014 --> 00:00:12.014

4
00:00:12.018 --> 00:00:16.018

5
00:00:16.019 --> 00:00:20.019

6
00:00:20.022 --> 00:00:24.022

7
00:00:24.023 --> 00:00:28.023

8
00:00:28.027 --> 00:00:32.027

9
00:00:32.029 --> 00:00:36.029

10
00:00:36.031 --> 00:00:40.031

11
00:00:40.034 --> 00:00:44.034

12
00:00:44.035 --> 00:00:48.035

13
00:00:48.036 --> 00:00:52.036

14
00:00:52.041 --> 00:00:56.041

15
00:00:56.043 --> 00:01:00.043

16
00:01:00.044 --> 00:01:04.044

17
00:01:04.050 --> 00:01:08.050

18
00:01:08.055 --> 00:01:12.055

19
00:01:12.056 --> 00:01:16.056

20
00:01:16.058 --> 00:01:20.058

21
00:01:20.061 --> 00:01:24.061

22
00:01:24.062 --> 00:01:28.062

23
00:01:28.064 --> 00:01:32.064

24
00:01:32.070 --> 00:01:36.070

25
00:01:36.071 --> 00:01:40.071

26
00:01:40.073 --> 00:01:44.073

27
00:01:44.075 --> 00:01:48.075

28
00:01:48.077 --> 00:01:52.077

29
00:01:52.082 --> 00:01:56.082

30
00:01:56.084 --> 00:02:00.084

31
00:02:00.087 --> 00:02:04.087
(อาจารย์ธิดารัตน์) ปลายทางได้รับข้อมูลครบถ้วน

32
00:02:04.089 --> 00:02:08.089
หรือเปล่านั่นเองนะคะ หัวข้อวันนี้ก้จะมี

33
00:02:08.091 --> 00:02:12.091
หลักการพื้นฐาน ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน

34
00:02:12.092 --> 00:02:16.092
IEEE  802.3 นะคะ

35
00:02:16.093 --> 00:02:20.093
การทำงานนะคะ ของรูปแบบ

36
00:02:20.094 --> 00:02:24.094
CSMA/CD

37
00:02:24.095 --> 00:02:28.095
การเชื่อมต่อและชนิดของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

38
00:02:28.096 --> 00:02:32.096
นั่นเอง

39
00:02:32.098 --> 00:02:36.098
เรามาดู

40
00:02:36.099 --> 00:02:40.099
นะคะ เกริ่นนำนิดหนึ่งนะคะ ว่าตัว

41
00:02:40.100 --> 00:02:44.100
มาตรฐาน IEEE 802.3 นี่ ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน

42
00:02:44.102 --> 00:02:48.102
ที่มีต้นกำเนิดนะคะ มาจากตัวเครือข่าย

43
00:02:48.103 --> 00:02:52.103
เฉพาะ CsmA/

44
00:02:52.104 --> 00:02:56.104
CD นะคะ ตัวเครือข่ายนี้ก็มาจาก

45
00:02:56.105 --> 00:03:00.105
มาจาก Aloha อันนี้ก็จะเป็นคำที่เราเคยได้ยิน

46
00:03:00.106 --> 00:03:04.106
กันอยู่แล้วนะ aloha เคยได้ยินกันไหม

47
00:03:04.107 --> 00:03:08.107
ก็จะเป็น

48
00:03:08.108 --> 00:03:12.108
บริษัทของ Xerox นะคะ ที่ได้พัฒนา

49
00:03:12.109 --> 00:03:16.109
ตัวเครือข่ายตัวนี้ขึ้นมานะคะ โดยการเชื่อมต่อ

50
00:03:16.110 --> 00:03:20.110
คอมพิวเตอร์ภายในองค์กรของเรา ตัว Xerox

51
00:03:20.111 --> 00:03:24.111
นั่นเองนะคะ ว่าเขามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ 100 เครื่อง

52
00:03:24.112 --> 00:03:28.112
นะคะ ในตัวองค์กร จะทำอบ่างไรให้ตัว

53
00:03:28.113 --> 00:03:32.113
เครื่องคอมพิวเตอร์นี้สามารถส่งข้อมูลระหว่างตัวคอมพิวเตอร์

54
00:03:32.115 --> 00:03:36.115
ได้นั่นเอง โดยระยะ

55
00:03:36.116 --> 00:03:40.116
ระยะความยาวของเครื่องนะคะ

56
00:03:40.116 --> 00:03:44.116
อยู่ที่ ก็คือความห่างนั่นเอง อยู่ที่

57
00:03:44.117 --> 00:03:48.117
1 กิโลเมตรนะคะ แล้วก็สามารถส่งความเร็วข้อมูลได้

58
00:03:48.118 --> 00:03:52.118
2.94 mbps พูดง่าย ๆ ก็คือ

59
00:03:52.118 --> 00:03:56.118
เป็นต้นแบบที่เริ่มทำการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่อง

60
00:03:56.120 --> 00:04:00.120
คอมพิวเตอร์เริ่มแรกนั่นเอง โดยบริษัท Xerox ว่า

61
00:04:00.121 --> 00:04:04.121
ส่งข้อมูลอย่างไรนะคะ มีเครื่องคอมพิวเตอร์เท่าไรที่ใช้ในการสื่อสาร

62
00:04:04.122 --> 00:04:08.122
นั่นเอง โดยระบบตัวนี้ก็จะเรียกว่า "ETHERNET"

63
00:04:08.123 --> 00:04:12.123
ที่เราใช้เป็นคำที่เรียกอยู่ ณ ปัจจุบัน

64
00:04:12.124 --> 00:04:16.124
ตัวระบบ

65
00:04:16.125 --> 00:04:20.125
อินเทอร์เน็ตนะคะ บริษัท Xerox

66
00:04:20.126 --> 00:04:24.126
DEC ได้พัฒนานะคะ

67
00:04:24.127 --> 00:04:28.127
ร่วมมือตัวมาตรฐานจนจากเมื่อกี้

68
00:04:28.128 --> 00:04:32.128
ความเร็วของเราเริ่มจากที่ 2.94

69
00:04:32.130 --> 00:04:36.130
Mbps พูดง่าย ๆ ก็คือมีการพัฒนามากขึ้นเพื่อ

70
00:04:36.133 --> 00:04:40.133
ที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ

71
00:04:40.133 --> 00:04:44.133
ที่ 10 mbps นะคะ

72
00:04:44.137 --> 00:04:48.137
จนได้รับเป็นตัวมาตราฐาน IEEE

73
00:04:48.138 --> 00:04:52.138
802.3 นั่นเอง ข้อแตกต่าง

74
00:04:52.139 --> 00:04:56.139
นะคะ สำหรับ มาตรฐาน IEEE 802.3 และ

75
00:04:56.140 --> 00:05:00.140
การสื่อสารของเราก็จะเป็นแบบ

76
00:05:00.142 --> 00:05:04.142
CSMA/CD นั่นเอง คืออย่างไร

77
00:05:04.143 --> 00:05:08.143
ตัวการสื่อสารนะคะ CSMA/CD นี่ก็จะเป็น

78
00:05:08.144 --> 00:05:12.144
การสื่อสารที่กำหนดความเร็ว

79
00:05:12.146 --> 00:05:16.146
คงที่ไว้ที่ 10 Mbps

80
00:05:16.147 --> 00:05:20.147
แล้วส่งในสายส่งที่

81
00:05:20.148 --> 00:05:24.148
เป็น Coaxial แล้วความต้านทาน 50 โอห์ม

82
00:05:24.149 --> 00:05:28.149
ก็คือกำหนดขนาดของสายพูดง่าย ๆ ก็คือ

83
00:05:28.153 --> 00:05:32.153
ชนิดนี้ รูปแบบนี้ และ

84
00:05:32.155 --> 00:05:36.155
ส่งความเร็วได้ที่เท่าไร ก็คือกำหนดไว้เลย

85
00:05:36.158 --> 00:05:40.158
ว่าตามตัวนี้นะถึงจะเป็น IEEE 802.3 นั่นเอง

86
00:05:40.160 --> 00:05:44.160
และ ณ ปัจจุบันก็มีการปรับ

87
00:05:44.161 --> 00:05:48.161
พูดง่าย ๆ ปรับให้มันดีขึ้น

88
00:05:48.161 --> 00:05:52.161
หรือขนาดสาย หรือประเภทของสายที่มัน

89
00:05:52.164 --> 00:05:56.164
หลากหลายมากขึ้นในการรองรับเกี่ยวกับการส่งข้อมูลระหว่าง

90
00:05:56.165 --> 00:06:00.165
คอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ

91
00:06:00.166 --> 00:06:04.166
โดยมาตรฐานตัวนี้นะคะ 802.3

92
00:06:04.173 --> 00:06:08.173
ของเรานะคะ ก็จะครอบคลุม

93
00:06:08.174 --> 00:06:12.174
ถึง Local area network

94
00:06:12.175 --> 00:06:16.175
ภายในตัวเครือข่าย CSMA/

95
00:06:16.176 --> 00:06:20.176
CD ของเรานะคะ อัตราส่งข้อมูล

96
00:06:20.177 --> 00:06:24.177
ของเรา ก็จะเริ่มตั้งแต่

97
00:06:24.181 --> 00:06:28.181
1-100 นะคะ Mbps นะคะ โดยใช้

98
00:06:28.182 --> 00:06:32.182
ส่งในสายสื่อสารที่มี

99
00:06:32.183 --> 00:06:36.183
ชนิดต่าง ๆ นะคะ ตามมาตรฐานตรงนี้

100
00:06:36.184 --> 00:06:40.184
การส่งข้อมูลนะคะ ก็จะมีการ

101
00:06:40.186 --> 00:06:44.186
แตกต่างกันนิดหนึ่งนะคะ เวลาส่งข้อมูลนี่มันจะมี

102
00:06:44.187 --> 00:06:48.187
หัวนะคะ หรือจุดเริ่มต้น

103
00:06:48.188 --> 00:06:52.188
ในการส่งข้อมูลนะคะ บางส่วนก็จะ

104
00:06:52.188 --> 00:06:56.188
แตกต่างกันนะคะ ตามประเภทนะคะ

105
00:06:56.189 --> 00:07:00.189
หรือตามความยาวนะคะ ของตัวข้อมูลที่ได้

106
00:07:00.190 --> 00:07:04.190
ทำการส่งข้อมูลนั่นเอง

107
00:07:04.191 --> 00:07:08.191
ตัวมาตรฐาน IEEE

108
00:07:08.192 --> 00:07:12.192
802.3 ก็จะพูดถึงวเธีส่ง

109
00:07:12.194 --> 00:07:16.194
ว่าส่งอย่างไร ส่วนตัว Ethernet นะคะ

110
00:07:16.196 --> 00:07:20.196
ก็จะหมายถึง ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่

111
00:07:20.197 --> 00:07:24.197
เป็น Local Area Network ใน

112
00:07:24.198 --> 00:07:28.198
มาตราฐาน IEEE 802.3

113
00:07:28.201 --> 00:07:32.201
นั่นเองนะคะ ตัวนี้หมายถึงวิธีการส่ง มาตรฐานนี้ส่งแบบนี้นะ

114
00:07:32.203 --> 00:07:36.203
และส่วนตัว ETHERNET ก็คือ

115
00:07:36.204 --> 00:07:40.204
เป็นสายชนิดหนึ่งในมาตรฐาน IEEE 802.3

116
00:07:40.205 --> 00:07:44.205
นั่นเองนะคะ ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ใน

117
00:07:44.206 --> 00:07:48.206
ประเภทเดียวกันนั่นเอง

118
00:07:48.207 --> 00:07:52.207
ถัดมา

119
00:07:52.208 --> 00:07:56.208
มาตรฐาน IEEE 802.3 นี่

120
00:07:56.209 --> 00:08:00.209
ในการส่งข้อมูลใน Loca area net

121
00:08:00.210 --> 00:08:04.210
นะคะ จะมีหลักการเหมือนการสนทนาเหมือนที่อาจารย์

122
00:08:04.211 --> 00:08:08.211
พูดอยู่ตอนนี้ สมมติ

123
00:08:08.212 --> 00:08:12.212
ถ้าอาจารย์เป็นผู้ส่งข้อมูลนะคะ ให้

124
00:08:12.213 --> 00:08:16.213
กับนักเรียนทุกคน ทุกคนนั่งตั้งใจฟัง

125
00:08:16.214 --> 00:08:20.214
ก็จะได้รับข้อมูลหรือว่าสารที่อาจารย์สื่อไปครบทุกคน

126
00:08:20.215 --> 00:08:24.215
กระนั้น ถ้ามีคนอื่น หรือว่า

127
00:08:24.216 --> 00:08:28.216
คนที่พูดมาพร้อมกับอาจารย์มันจะทำให้

128
00:08:28.217 --> 00:08:32.217
การสื่อสาร หรือว่าการส่งข้อมูลของอาจารย์นี่

129
00:08:32.218 --> 00:08:36.218
จะไม่ได้ยินใช่ไหม อาจจะมีเพื่อนพูดขึ้นมานะคะ มันจะ

130
00:08:36.218 --> 00:08:40.218
ทำให้สิ่งที่อาจารย์พูดนะคะ นักเรียนคนอื่นก็จะ

131
00:08:40.220 --> 00:08:44.220
ไม่สามารถได้ยินได้ ก็จะเรียกว่าการ

132
00:08:44.221 --> 00:08:48.221
ชนกันของข้อมูล หรือว่าชนกันของเสียง

133
00:08:48.224 --> 00:08:52.224
จนทำให้ทั้ง 2 คนนี่ต้องหยุดการพูดแล้วต้องสลับ

134
00:08:52.227 --> 00:08:56.227
กันพูดเพื่อให้ทุก ๆ คนนี่ สามารถรับฟัง

135
00:08:56.230 --> 00:09:00.230
สิ่งที่แต่ละผู้ส่งนะคะ หรือผู้พูด

136
00:09:00.231 --> 00:09:04.231
แต่ละคนจะพูดนั่นเอง เพื่อที่จะได้รับข้อมูล

137
00:09:04.232 --> 00:09:08.232
ลักษณะเหมือนกันเลย การสนทนากับตัว

138
00:09:08.234 --> 00:09:12.234
แลนของเราในการส่งข้อมูล

139
00:09:12.235 --> 00:09:16.235
วิธีการนะคะ ส่งข้อมูล

140
00:09:16.237 --> 00:09:20.237
ของแลน IEEE 802.3

141
00:09:20.238 --> 00:09:24.238
ที่ทำงานแบบ CSMA/CD นะคะ

142
00:09:24.239 --> 00:09:28.239
ก็จะมีหลักการเดียวกันเหมือนการพูดสนทนา

143
00:09:28.241 --> 00:09:32.241
ที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั่นเองนะคะ นั่นก็คือ

144
00:09:32.243 --> 00:09:36.243
เวลานะคะ ที่เราจะส่งสัญญาณนะคะ

145
00:09:36.244 --> 00:09:40.244
ข้อมูลนะคะ ไปยังปลายทาง ก็จะดู

146
00:09:40.245 --> 00:09:44.245
ว่า ช่องทางในการส่งน่ะ

147
00:09:44.246 --> 00:09:48.246
ว่างหรือเปล่านะคะ ก็คือไม่มีการส่ง

148
00:09:48.247 --> 00:09:52.247
ข้อมูล หรือว่าไม่มีใครพูดในที่ประชุม เงียบอยู่ เ

149
00:09:52.249 --> 00:09:56.249
ที่จะพูดหรือว่าส่งข้อมูลไปยังปลายทาง

150
00:09:56.250 --> 00:10:00.250
ได้ แต่ถ้ากรณีที่

151
00:10:00.251 --> 00:10:04.251
มีการส่งข้อมูล

152
00:10:04.252 --> 00:10:08.252
2 เครื่องพร้อมกัน ในสายส่งสัญญาณ

153
00:10:08.253 --> 00:10:12.253
เดียวกัน ตัวนี้จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูล

154
00:10:12.254 --> 00:10:16.254
นะคะ ดังนั้นก็จะเริ่ม

155
00:10:16.255 --> 00:10:20.255
การชนกันของข้อมูลก็จะทำการ

156
00:10:20.255 --> 00:10:24.255
ส่งข้อมูล ใหม่อีกรอบ 1 เพราะส่งไปแล้วง

157
00:10:24.256 --> 00:10:28.256
ปลายทางเขาไม่ได้รับ ทั้งผู้ส่งทั้ง 2 คน ก็จะเริ่ม

158
00:10:28.257 --> 00:10:32.257
การส่งขึ้นมาใหม่ โดยทำการสุ่มช่วง

159
00:10:32.258 --> 00:10:36.258
เวลาขึ้นมา ทำอย่างไรให้ผู้ส่งทั้ง 2 คนนี่

160
00:10:36.259 --> 00:10:40.259
สามารถส่งข้อมูลได้ โดย

161
00:10:40.260 --> 00:10:44.260
ปลายทางรับข้อมูลนะคะ ก็คือต้องมีการ

162
00:10:44.261 --> 00:10:48.261
จับตัวเวลาขึ้นมาสุ่มเวลาว่า

163
00:10:48.262 --> 00:10:52.262
นาย A คนที่ 1 ส่งช่วงเวลานี้

164
00:10:52.263 --> 00:10:56.263
นาย B คนที่ 2 ส่งช่วงเวลานี้ เพื่อให้

165
00:10:56.264 --> 00:11:00.264
ข้อมูลที่ส่งไปไล่ลำดับกันแล้วก็ถึงปลายทางใน

166
00:11:00.265 --> 00:11:04.265
ที่สุดนั่นเอง

167
00:11:04.266 --> 00:11:08.266

168
00:11:08.267 --> 00:11:12.267
หาดกกรณีเมื่อเราสุ่มขึ้นมาแล้ว เกิด

169
00:11:12.269 --> 00:11:16.269
ชนกันของสัญญาณอีก 1 ครั้ง เราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลา

170
00:11:16.270 --> 00:11:20.270
ของเพื่อนที่จะส่งข้อมูลนี่

171
00:11:20.271 --> 00:11:24.271
เขาจะส่ง ณ เวลาไหน แต่กรณีถ้า

172
00:11:24.272 --> 00:11:28.272
ใจตรงกันขึ้นมานะคะ มันก็จะทำการส่งข้อมูล

173
00:11:28.274 --> 00:11:32.274
พร้อมกันนะคะ ดังนั้น

174
00:11:32.275 --> 00:11:36.275
นะคะ เมื่อส่ง

175
00:11:36.276 --> 00:11:40.276
ข้อมูลนะคะ คนแรกส่งข้อมูลไปที่ช่วงเวลา

176
00:11:40.277 --> 00:11:44.277
0 นะคะ และคนที่ 2

177
00:11:44.278 --> 00:11:48.278
ส่งข้อมูลไปช่วงที่เวลาหนึ่งนะคะ หากทั้ง 2

178
00:11:48.279 --> 00:11:52.279
เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องนะคะ

179
00:11:52.280 --> 00:11:56.280
ส่งเวลานะคะ ตัวนี้นะคะ คนละช่วงเวลา

180
00:11:56.281 --> 00:12:00.281
และก้จะไม่เกิดการชนกัน

181
00:12:00.282 --> 00:12:04.282
และถ้าเกิดส่งในช่วงเวลาเดียวกัน แน่นอน

182
00:12:04.284 --> 00:12:08.284
ก็เกิดการชนกันแน่นอน

183
00:12:08.285 --> 00:12:12.285
อันนี้ก็จะเป็นนะคะ ตัว

184
00:12:12.286 --> 00:12:16.286
แก้ปัญหาในกรณีที่เกิดการชนกัน

185
00:12:16.287 --> 00:12:20.287
ของข้อมูลโดยการสุ่มค่าขึ้นมา

186
00:12:20.288 --> 00:12:24.288
ของเวลา ที่ 2 ยกกำลัง n

187
00:12:24.289 --> 00:12:28.289
ก็คือ 2 ในการสุ่มถ้าชนครั้งที่ 1

188
00:12:28.290 --> 00:12:32.290
ก็ 2 ยกกำลัง 1 2 ยกกำลัง 1 มีค่าเท่ากับ

189
00:12:32.291 --> 00:12:36.291
2 ใช่ไหม ก็ต้องมี 2 ค่านะคะ ในการสุ่ม

190
00:12:36.292 --> 00:12:40.292
ตัวเวลาขึ้นมาเพื่อทำการสลับระหว่าง

191
00:12:40.293 --> 00:12:44.293
ส่งข้อมูลนั่นเอง

192
00:12:44.294 --> 00:12:48.294
โดย

193
00:12:48.295 --> 00:12:52.295
ช่วงเวลานะคะ ที่เราใช้

194
00:12:52.296 --> 00:12:56.296
จะอยู่ที่ 51.2 ไมโครวินาที

195
00:12:56.297 --> 00:13:00.297
นะคะ

196
00:13:00.298 --> 00:13:04.298
อัตราการส่งอยู่ที่ 10 Mbps

197
00:13:04.299 --> 00:13:08.299
นะคะ แล้วก็สายในการสื่อสารหรือสายในการส่งทั้งหมด

198
00:13:08.300 --> 00:13:12.300
จะมีความยาวจำกัดที่ 2,500 เมตรนั่นเอง

199
00:13:12.301 --> 00:13:16.301
กรณีที่สุ่มไปแล้ว

200
00:13:16.304 --> 00:13:20.304
อย่างที่บอกมันต้องมีโอกาสความน่าจะเป็น ที่

201
00:13:20.305 --> 00:13:24.305
จะส่งข้อมูลพร้อมกันแล้วเกิดการชนกันของข้อมูล

202
00:13:24.307 --> 00:13:28.307
เกิดขึ้น สมมติเกิดการชนกัน

203
00:13:28.308 --> 00:13:32.308
ที่ 2

204
00:13:32.309 --> 00:13:36.309
เราก็จแก้ปัญหาเหมืออ่อนนเดิม ก้จะสุ่มข้อมูล

205
00:13:36.310 --> 00:13:40.310
ครั้งแรกชนกัน ครั้งที่ 2 ก็ยังชนกันอีก ก็สุ่ม

206
00:13:40.311 --> 00:13:44.311
ข้อมูลออกมาเป็น 2 ยกกำลัง 2

207
00:13:44.312 --> 00:13:48.312
ก็จะได้ 4 ค่า

208
00:13:48.313 --> 00:13:52.313
แต่ละเครื่องก้จะได้ค่า Random Time

209
00:13:52.314 --> 00:13:56.314
Randam Time ขึ้นมา หรือการสุ่มเวลานั่นเอง

210
00:13:56.315 --> 00:14:00.315
หากกรณีส่งไปอีกครั้งที่ 3

211
00:14:00.316 --> 00:14:04.316
ยังเกิดการชนกันของข้อมูลอีก

212
00:14:04.317 --> 00:14:08.317
นะคะ ตัวระบบหรือว่าผู้ส่งก้จะทำการ

213
00:14:08.318 --> 00:14:12.318
สุ่มค่าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะตาม

214
00:14:12.319 --> 00:14:16.319
จำนวนครั้งที่ชนกันของข้อมูล

215
00:14:16.320 --> 00:14:20.320
ก็จะเป็น 2 ยกกำลัง 3

216
00:14:20.321 --> 00:14:24.321
ตัวค่าก็จะเพิ่มเวลานะคะ

217
00:14:24.322 --> 00:14:28.322
มากขึ้นนั่นเอง โดยสูตรในการคำนวณ

218
00:14:28.324 --> 00:14:32.324
Random time ก็คือชนกี่ครั้ง ก็จะ

219
00:14:32.325 --> 00:14:36.325
มาเป็นที่ 2 ยกกำลัง i

220
00:14:36.327 --> 00:14:40.327
-1 ก็คือจำนวนครั้ง 2 ยกกำลังลบ 1 จำนวน

221
00:14:40.327 --> 00:14:44.327
ครั้งในการชนแล้วก็ลบ 1 นะคะ วิธีการ

222
00:14:44.328 --> 00:14:48.328
นี้นะคะ สถานีก็จะทำการส่ง

223
00:14:48.329 --> 00:14:52.329
ข้อมูลของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

224
00:14:52.330 --> 00:14:56.330
เพื่อแก้ปัญหาการชนกันของข้อมูล

225
00:14:56.332 --> 00:15:00.332
โดยเรียกว่า "Binary Exponential Back off"

226
00:15:00.334 --> 00:15:04.334
ชนก็สุ่มเวลา ชนก็

227
00:15:04.335 --> 00:15:08.335
สุ่มใหม่แล้วก็ส่งค่าใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่า

228
00:15:08.336 --> 00:15:12.336
ข้อมูลจะส่งไปยังปลายทางเรียบร้อยนั่นเอง

229
00:15:12.337 --> 00:15:16.337
กระบวนการที่เราส่งข้อมูลเบื้องต้นนะคะ ในตัว

230
00:15:16.338 --> 00:15:20.338
มาตรฐานนะคะที่เกิดขึ้น

231
00:15:20.339 --> 00:15:24.339
มาของตัว 802.3

232
00:15:24.340 --> 00:15:28.340

233
00:15:28.341 --> 00:15:32.341
มาดูนะคะ

234
00:15:32.343 --> 00:15:36.343
การแบ่งนะคะ

235
00:15:36.346 --> 00:15:40.346
ตัวมาตรฐาน 802.3

236
00:15:40.347 --> 00:15:44.347
เราก้แบ่งเป็นตัวมาตราฐาน baseband

237
00:15:44.348 --> 00:15:48.348
กับ Broadband เราจะมาพิจารณา

238
00:15:48.352 --> 00:15:52.352
ตัวสัญลักษณ์ที่เขียนตัวมาตรฐาน

239
00:15:52.354 --> 00:15:56.354
ไว้นั่นเองนะคะ โดย Baseband

240
00:15:56.355 --> 00:16:00.355
นะคะ จะเป็นสัญญาณดิจิทัล

241
00:16:00.356 --> 00:16:04.356
ส่งข้อมูล โดยมาตรฐานก็จะเป็น

242
00:16:04.357 --> 00:16:08.357
ตัวอักษร โดยกำหนดตัวเลข

243
00:16:08.358 --> 00:16:12.358
นะคะ ด้านหน้าและ

244
00:16:12.359 --> 00:16:16.359
ตัวเลขด้านหลังเพื่อบอกระยะทางในการส่ง

245
00:16:16.361 --> 00:16:20.361
หรือสายส่งประเภทนั้น ๆ นะคะ

246
00:16:20.362 --> 00:16:24.362
broadband ก็จะเป็นการส่งสัญญาณแบบ anal

247
00:16:24.364 --> 00:16:28.364
ตัว analog

248
00:16:28.365 --> 00:16:32.365
ก็จะแทนด้วยคำว่า Broad

249
00:16:32.366 --> 00:16:36.366
ด้านหน้าก็จะมีตัวเลขนะคะ ด้านหลังก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีตัวเลข

250
00:16:36.367 --> 00:16:40.367
บอกประเภท หรือว่าชนิดของสายส่งต่าง ๆ

251
00:16:40.368 --> 00:16:44.368
นั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างนะคะ ตัวนี้

252
00:16:44.369 --> 00:16:48.369
เป็นสัญลักษณ์ของ 1Base5 นะคะ

253
00:16:48.372 --> 00:16:52.372
ก็คือ 10 หมายถึงการส่งข้อมูลได้ที่ 10

254
00:16:52.373 --> 00:16:56.373
mbps นะคะ ความเร็วในการส่งนั่นเองว่าส่งได้

255
00:16:56.375 --> 00:17:00.375
ที่เท่าไร baseband ก็จะเป็นประเภทของสาย

256
00:17:00.377 --> 00:17:04.377
ว่าสายตัวนี้ ส่งเป็นสัญญาณอะนาล็อก

257
00:17:04.378 --> 00:17:08.378
สัญญาณดิจิทัลนะคะ ถ้าแทนด้วยระยะทางในการส่ง

258
00:17:08.381 --> 00:17:12.381
ของตัว ประเภทนั่นว่าส่งได้ที่

259
00:17:12.382 --> 00:17:16.382
เท่าไร ก็จะเป็นที่ 500 เมตร นะคะ

260
00:17:16.383 --> 00:17:20.383
ความเร็ว ประเภท

261
00:17:20.384 --> 00:17:24.384
แล้วก็ระยะทาง

262
00:17:24.385 --> 00:17:28.385
ตัวมาตรฐานนะคะ ที่เราแยกออกเป็น 2 แบบ

263
00:17:28.386 --> 00:17:32.386
มี baseband นะคะ broadband

264
00:17:32.387 --> 00:17:36.387
ก็จะมี

265
00:17:36.388 --> 00:17:40.388
10Base5 แล้วก็ Base2 10Base-T

266
00:17:40.389 --> 00:17:44.389
ก็เป็น Twispair 1Base5

267
00:17:44.390 --> 00:17:48.390
นะคะ แล้วก็ 100Base-T

268
00:17:48.391 --> 00:17:52.391
นะคะ ก็จะเป็นประเภทของสายด้วย

269
00:17:52.392 --> 00:17:56.392
ว่าเป็นอย่างไรนะคะ

270
00:17:56.393 --> 00:18:00.393
ฝั่งถัดมา อีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็น Broadband

271
00:18:00.395 --> 00:18:04.395
สัญญาณแบบ analog นะคะ

272
00:18:04.396 --> 00:18:08.396
ก้จะเป็น 10base

273
00:18:08.396 --> 00:18:12.396
ว่าสามารถส่งในสายสัญญาณแบบไหน อัตรา

274
00:18:12.397 --> 00:18:16.397
เร็วในการส่งข้อมูลเท่าไร ที่ระยะทาง

275
00:18:16.398 --> 00:18:20.398
เท่าไรนั่นเองนะคะ

276
00:18:20.399 --> 00:18:24.399
คราวนี้เราจะมาดู

277
00:18:24.400 --> 00:18:28.400
องค์ประกอบของตัวอินเทอร์เน็ต ตัว

278
00:18:28.401 --> 00:18:32.401
เวลาเราจะส่งข้อมูล เราจะส่งเฉพาะข้อมูลข่าวสาร

279
00:18:32.402 --> 00:18:36.402
ที่เราต้องการส่งไหมนะคะ ถ้าส่งไปแค่ข้อมูล

280
00:18:36.403 --> 00:18:40.403
ข่าวสาร แน่นอนปลายทางก้ไม่สามารถที่จะรับได้

281
00:18:40.404 --> 00:18:44.404
ว่าข้อมูลที่ส่งไปนี่ไปยังที่ไหน เหมือนเวลา

282
00:18:44.406 --> 00:18:48.406
เราส่งจดหมายน่ะค่ะ จดหมายจะต้องมีจ่าหน้าซอง

283
00:18:48.407 --> 00:18:52.407
นะคะ ผู้ส่งเป็นใคร ผู้รับเป็นใคร เช่นเดียวกันกับ

284
00:18:52.410 --> 00:18:56.410
การส่งข้อมูลในรูปแบบ Ethernet เหมือน

285
00:18:56.411 --> 00:19:00.411
ข้อมูลต้นทางว่าส่งมาจากไหน ข้อมูลปลายทาง

286
00:19:00.412 --> 00:19:04.412
ว่าผู้รับเป็นใครนะคะ โดยเราจะมาดูส่วนประกอบ

287
00:19:04.413 --> 00:19:08.413
เริ่มแรกของเรานะคะ Preamble นะคะ

288
00:19:08.415 --> 00:19:12.415
ตัวนี้นะคะ จะมีความยาว

289
00:19:12.418 --> 00:19:16.418
7 ไบต์ เรียนคณิตศาสตร์มาแล้วนะ พวกบิต ไบต์

290
00:19:16.419 --> 00:19:20.419
binary นะคะก็จะ

291
00:19:20.420 --> 00:19:24.420
เอาไว้ให้ผู้รับเทียบสัญญาณ

292
00:19:24.421 --> 00:19:28.421
ของนาฬิกา ก็คือเวลาเราส่ง เวลา

293
00:19:28.422 --> 00:19:32.422
ผู้รับรับข้อมูลนะคะ จากผู้ส่งนะคะ ตัวเวลา

294
00:19:32.424 --> 00:19:36.424
ก็คือในการรับและส่งข้อมูลก็ต้องให้มันตรงกัน

295
00:19:36.425 --> 00:19:40.425
นะคะ ถัดมา f of f

296
00:19:40.426 --> 00:19:44.426
Start Of Frame ก็คือ

297
00:19:44.427 --> 00:19:48.427
จะเริ่มหลังจากเฟรมตัวนี้ไปแล้วจะเป็นข้อมูลนั่นเอง

298
00:19:48.430 --> 00:19:52.430
start ตรงไหน

299
00:19:52.431 --> 00:19:56.431
แล้วถัดมาเฟรม

300
00:19:56.432 --> 00:20:00.432
ถัดมาอันที่ 3 นะคะ

301
00:20:00.436 --> 00:20:04.436
ส่งไปยังปลายทาง

302
00:20:04.437 --> 00:20:08.437
คือใครผู้รับเป็นใคร

303
00:20:08.438 --> 00:20:12.438
มาจากผู้รับคนไหน Source

304
00:20:12.439 --> 00:20:16.439
Address นะคะ แล้วก็

305
00:20:16.440 --> 00:20:20.440
ความยาว Data range

306
00:20:20.442 --> 00:20:24.442
ความยาวเท่าไร ส่งไปเยอะไหม ส่งไปน้อยไหม

307
00:20:24.443 --> 00:20:28.443
เราต้องมีข้อจำกัดนะคะ ของตัวความยาว

308
00:20:28.446 --> 00:20:32.446
ในการส่งข้อมูลหรือเปล่านั่นเอง

309
00:20:32.449 --> 00:20:36.449
เมื่อกี้

310
00:20:36.450 --> 00:20:40.450
source กับ destination ก็จะมี 6 ไบ

311
00:20:40.451 --> 00:20:44.451
length นะคะ ก็จะมีความยาว

312
00:20:44.452 --> 00:20:48.452
0 นะคะ ถึง 2 ไบต์นะคะ

313
00:20:48.454 --> 00:20:52.454
แต่ถ้าความยาวของตัวข้อมูลของเรานี่

314
00:20:52.455 --> 00:20:56.455
เราส่งไปน้อยนะคะ มันก็จะต้องมีการเพิ่ม

315
00:20:56.456 --> 00:21:00.456
ข้อมูลเข้าไปนะคะ ตัวนี้

316
00:21:00.457 --> 00:21:04.457
จะซ้อนส่วนของตัวเข้าไป

317
00:21:04.459 --> 00:21:08.459
ถึงเรยีกว่า Pad นั่นเอง

318
00:21:08.460 --> 00:21:12.460
ความยาวขั้นต่ำในการส่งข้อมูลเริ่มต้น

319
00:21:12.463 --> 00:21:16.463
นั่นเองนะคะ pad

320
00:21:16.465 --> 00:21:20.465
ที่อาจารย์บอกมันเพิ่มเข้าไปในตัว DL หรือ

321
00:21:20.466 --> 00:21:24.466
ตัวข้อมูลของเรานะคะ ก็จะเป็นข้อมูลหลอกตัวนี้

322
00:21:24.467 --> 00:21:28.467
ผู้รับ รับข้อมูลไปก็จะไม่มีอะไร

323
00:21:28.468 --> 00:21:32.468
มันเป็นความกว้างของตัวข้อมูลเท่านั้นเอง

324
00:21:32.469 --> 00:21:36.469
นะคะ ถัดมา

325
00:21:36.471 --> 00:21:40.471
Checksum เอาไว้ทำอะไร

326
00:21:40.472 --> 00:21:44.472
เวลาเราส่งไป ผู้รับรับตัวข้อมูล

327
00:21:44.473 --> 00:21:48.473
ว่าข้อมูลที่รับนี่มาครบถ้วน

328
00:21:48.474 --> 00:21:52.474
ไหม ส่งไปกี่ไบต์

329
00:21:52.475 --> 00:21:56.475
ส่ง 1-10 ไป ปลายทางรับได้แค่ 6-10 หรือเปล่า

330
00:21:56.477 --> 00:22:00.477
จำนวนไบต์เท่าไร ข้อความ

331
00:22:00.477 --> 00:22:04.477
เกิด lose หรือว่าหายระหว่างทาง

332
00:22:04.478 --> 00:22:08.478
หรือไม่นะคะ ส่งที่ช่วยตรวจสอบนะคะ

333
00:22:08.479 --> 00:22:12.479
ความผิดพลาดตรงนี้ จะเรียกว่า "

334
00:22:12.480 --> 00:22:16.480
CRC นะคะ Cyclic

335
00:22:16.481 --> 00:22:20.481
redundancy นะคะ

336
00:22:20.482 --> 00:22:24.482
ไว้เช็กนั่นเอง ถ้ามันไม่ครบถ้วน

337
00:22:24.483 --> 00:22:28.483
ต้นทางก็จะได้ทำการส่งตัวข้อมูล

338
00:22:28.484 --> 00:22:32.484
มาใหม่ เพื่อให้ปลายทางนี่ รับข้อมูล

339
00:22:32.485 --> 00:22:36.485
นี้อย่างครบนั่นเองนะคะ ไม่ใช่ว่าส่งมา

340
00:22:36.486 --> 00:22:40.486
แล้วแบบไม่ครบถ้วน การสื่อของเรา

341
00:22:40.487 --> 00:22:44.487
ระหว่างต้นทางกับปลายทางมันก็จะเป็นการตีความ

342
00:22:44.487 --> 00:22:48.487
ที่ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ

343
00:22:48.488 --> 00:22:52.488
ถัดมา

344
00:22:52.489 --> 00:22:56.489
เดี่ยวขอสรุปเป็นตารางอีก 1 รอบนะคะ

345
00:22:56.489 --> 00:23:00.489
ประเภทของตัวมาตรฐาน IEEE

346
00:23:00.490 --> 00:23:04.490
ว่ามีสายประเภทไหน

347
00:23:04.492 --> 00:23:08.492
ของสายแล้วก็จำนวนโหนดนะคะ

348
00:23:08.495 --> 00:23:12.495
และข้อดีของเขานั่นเอง โดยเริ่มแรกอยู่ที่

349
00:23:12.497 --> 00:23:16.497
10Base5 ก็จะเป็น Coaxial

350
00:23:16.498 --> 00:23:20.498
ที่เป็นความหนา

351
00:23:20.501 --> 00:23:24.501
พูดง่าย ๆ เป็นตัวเริ่ม ๆ เลย เป็นตัวเริ่มแรก

352
00:23:24.502 --> 00:23:28.502
ในการส่งข้อมูล หรือว่าเป็นสายเริ่มแรกที่

353
00:23:28.504 --> 00:23:32.504
ใช้ในการเชื่อมต่อตัวระบบคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ จะมีความยาวอยู่ที่

354
00:23:32.505 --> 00:23:36.505
500 เมตรนะคะ จำนวน Node

355
00:23:36.507 --> 00:23:40.507
ที่จะเพิ่มตัวอุปกรณ์นะคะ เข้ามา

356
00:23:40.509 --> 00:23:44.509
ตัวนี้ ตัวนี้ใช้เป็นตัว

357
00:23:44.510 --> 00:23:48.510
Backbone ถัดมา

358
00:23:48.511 --> 00:23:52.511
10Base2 ก็จะเป็น

359
00:23:52.512 --> 00:23:56.512
ของสายที่เล็กลง

360
00:23:56.513 --> 00:24:00.513
ยาวเหลือที่ 200 แล้วก้จำนวนโหนด

361
00:24:00.514 --> 00:24:04.514
ต่อ Secment ก็อยู่ที่ 30

362
00:24:04.515 --> 00:24:08.515
เป็นระบบที่ราคาถูก

363
00:24:08.516 --> 00:24:12.516
สายมันความบางมันลดลงนะคะ

364
00:24:12.517 --> 00:24:16.517
ขนาดของสายก้ส่งผลต่อ

365
00:24:16.518 --> 00:24:20.518
ตัวราคาด้วยนะคะ มันก็จะค่อนข้างถูก ต่อไป 10Base-T

366
00:24:20.520 --> 00:24:24.520
ตามที่ก็เป็น Twisted pair

367
00:24:24.521 --> 00:24:28.521
ณ ปัจจุบันนั่นเองนะคะ ความยาวของ segment ก็จะอยู่ที่ 100

368
00:24:28.522 --> 00:24:32.522
นะคะ จำนวนโหนดนะคะ อยู่ที่

369
00:24:32.523 --> 00:24:36.523
1,024 โหนดต่อ Segment นั่นเอง อันนี้ก็

370
00:24:36.527 --> 00:24:40.527
จะดูแลรักษาง่ายนะคะ ในการ

371
00:24:40.528 --> 00:24:44.528
เชื่อมต่อตัวอุปกรณ์นั่นเอง

372
00:24:44.529 --> 00:24:48.529
แล้วก็ตัวสุดท้ายของเรานะคะ ก้เป็น

373
00:24:48.530 --> 00:24:52.530
F ก็จะแทนด้วย Fiber Optic ตัวสาย ตัวใยแก้วของเรา

374
00:24:52.531 --> 00:24:56.531
นะคะ ก็สามารถที่จะมีความยาว

375
00:24:56.533 --> 00:25:00.533
ของ segment สูงที่สุดนะคะ อยู่ที่ 2,000 เมตร

376
00:25:00.535 --> 00:25:04.535
ตัวจำนวนโหนดนี่มี

377
00:25:04.536 --> 00:25:08.536
ความเท่ากันนะคะ ของตัว T และตัว F อยู่ที่ Twisted Pair

378
00:25:08.537 --> 00:25:12.537
กับตัว fiber op อยู่ที่ 1024

379
00:25:12.539 --> 00:25:16.539
อันนี้ก็จะค่อนข้างส่งข้อมูลได้ไกล ก็คือสามารถเชื่อม

380
00:25:16.540 --> 00:25:20.540
ต่อระหว่างตึกได้นั่นเองนะคะ

381
00:25:20.541 --> 00:25:24.541
เดี๋ยวเรามาดู

382
00:25:24.543 --> 00:25:28.543
รูปภาพกันนิดหนึ่ง ดูก็จะ

383
00:25:28.543 --> 00:25:32.543
เป็นลักษณะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่าย

384
00:25:32.543 --> 00:25:36.543
เบื้องต้นเลยนะคะ เวลาเราต่อเครื่องคอมพิวเตอร์

385
00:25:36.544 --> 00:25:40.544
เข้ากับสายส่งสัญญาณของเราว่ามันมีการเชื่อมต่อ

386
00:25:40.546 --> 00:25:44.546
อย่างไร ระยะทางในการติดตั้ง

387
00:25:44.547 --> 00:25:48.547
เครือข่ายก็จะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่าง

388
00:25:48.548 --> 00:25:52.548
เครื่องความยาว Segment แล้วก็

389
00:25:52.549 --> 00:25:56.549
ความยาวสูงสุดแล้วก็จำนวนเครื่อง เพราะ

390
00:25:56.550 --> 00:26:00.550
บางประเภทของสายส่งนี่เขาก็รองรับ

391
00:26:00.551 --> 00:26:04.551
นะคะ ของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ไม่เท่ากัน

392
00:26:04.553 --> 00:26:08.553
นั่นเอง ไม่ว่าจะเป้นสาย Co

393
00:26:08.554 --> 00:26:12.554
Twisted Pair Fiber Optic ต้องดูว่าใช้สายประเดภ่

394
00:26:12.555 --> 00:26:16.555
นะคะ

395
00:26:16.556 --> 00:26:20.556
อันนี้จะเป็นระยะห่างของแต่ละ segment ก็จะอยู่ที่ 500

396
00:26:20.557 --> 00:26:24.557
นะคะ ระยะห่างของตัวเครื่องคอมพิวเตืข

397
00:26:24.558 --> 00:26:28.558
นะคะ อยู่ที่ 2.5 เมตร

398
00:26:28.559 --> 00:26:32.559
สูงสุดนั่นเอง

399
00:26:32.560 --> 00:26:36.560
เริ่มแรกมาดูที่ 10Base5

400
00:26:36.561 --> 00:26:40.561
นะคะ gid

401
00:26:40.563 --> 00:26:44.563
ตัวนี้ก็จะมี... เริ่มแรกก็ต้องมี

402
00:26:44.564 --> 00:26:48.564
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ ตัว

403
00:26:48.565 --> 00:26:52.565
transciever

404
00:26:52.568 --> 00:26:56.568
ที่จะเชื่อมต่อระหว่างตัวสายส่ง

405
00:26:56.572 --> 00:27:00.572
กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ

406
00:27:00.573 --> 00:27:04.573
ตัวสายส่งกับตัวรับจะเรียก

407
00:27:04.576 --> 00:27:08.576
ว่าตัว Transciever หรือตัว Media

408
00:27:08.577 --> 00:27:12.577
MAU แล้วก้เชื่อมต่อกับ

409
00:27:12.578 --> 00:27:16.578
ตัวนี้ก็เป็นตัวพวกการ์ดแลนต่าง ๆ

410
00:27:16.579 --> 00:27:20.579
ที่เข้ามาอยู่ในตัวเคส

411
00:27:20.580 --> 00:27:24.580
คอมพิวเตอร์ของเรานั่นล่ะ เวลาเราจะเชื่อมต่อเราก็จะมีสายแลน

412
00:27:24.581 --> 00:27:28.581
แล้วก้มีการ์ดแลน แล้วก้เอาสายมาเชื่อมต่อ

413
00:27:28.582 --> 00:27:32.582
กับอุปกรณ์ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ของเราเริ่มแรกนี่เป็น

414
00:27:32.583 --> 00:27:36.583
ใช้

415
00:27:36.584 --> 00:27:40.584
อุปกรณ์ที่เป็น coaxial นั่นเองนะคะ

416
00:27:40.585 --> 00:27:44.585
เขาก็จะบอกระยะ

417
00:27:44.586 --> 00:27:48.586
สามารถส่งข้อมูลได้ที่ 10 Mbps นะคะ เป็น Baseband

418
00:27:48.587 --> 00:27:52.587
ได้ระยะทาง 500 เมตรนั่นเอง

419
00:27:52.588 --> 00:27:56.588
ตามนี้มันก็

420
00:27:56.589 --> 00:28:00.589
จะตีค่าแสดงผลลัพธ์ออกมา

421
00:28:00.592 --> 00:28:04.592
จากตัวสัญลักษณ์นะคะ ของตัวมาตรฐานเองว่าอุปกรณ์ใช้

422
00:28:04.595 --> 00:28:08.595
แบบไหน สายแบบไหน ได้กี่เครื่อง ระยะทางเท่าไร

423
00:28:08.596 --> 00:28:12.596

424
00:28:12.597 --> 00:28:16.597
มันก็จะรายละเอียดตามนี้

425
00:28:16.598 --> 00:28:20.598
RG-8 ก็จะแทนด้วย Thick

426
00:28:20.599 --> 00:28:24.599
ก็คือเป็นสาย Coxial ที่มีความหนา

427
00:28:24.601 --> 00:28:28.601
ความยาวไม่เกิน

428
00:28:28.602 --> 00:28:32.602
500 ต่อละ Segment

429
00:28:32.604 --> 00:28:36.604
แต่ละเครื่องคอมฯ นั่นแหละ ความยาวรวมเรามี

430
00:28:36.605 --> 00:28:40.605
คอมทั้งหมดเท่าไร ความยาวรวม

431
00:28:40.607 --> 00:28:44.607
2,500 RG-8 อย่าลืมว่าเป็น GB

432
00:28:44.608 --> 00:28:48.608
นะคะ แล้วก็มีอุปกรณ์ต่อเชื่อมนะคะ แล้ว

433
00:28:48.609 --> 00:28:52.609
เป็นตัว Transeiver แล้วก็สายส่งเชื่อม

434
00:28:52.609 --> 00:28:56.609
ไปยังตัว nic card หรือ

435
00:28:56.610 --> 00:29:00.610
interface gard นั่นเอง

436
00:29:00.612 --> 00:29:04.612
อยู่ที่สาย Coaxial ที่

437
00:29:04.614 --> 00:29:08.614
มีความหนา ถัดมา

438
00:29:08.617 --> 00:29:12.617
ถ้าแบบผอมบ้าง ก็จะ

439
00:29:12.618 --> 00:29:16.618
มีความบางลง ราคาก็ค่อนข้างถูกลง

440
00:29:16.619 --> 00:29:20.619
นั่นเองนะคะ ลักษณะคล้ายกัน แต่

441
00:29:20.620 --> 00:29:24.620
ตัวที่เชื่อมระหว่างตัวสายส่งกับตัวอุปกรณ์นะคะ

442
00:29:24.621 --> 00:29:28.621
ตัวนี้จะเรียกว่า

443
00:29:28.622 --> 00:29:32.622
BNC เมื่อกี้หัวมันเป็นแบบ tran

444
00:29:32.623 --> 00:29:36.623
ถูกไหมคะ อันนี้จะเป็น

445
00:29:36.625 --> 00:29:40.625
ตัว BNC ซึ่ง BNC ก็จะเป็นหัว T ที่อาจารย์เคย

446
00:29:40.626 --> 00:29:44.626
ยกตัวอย่างในการเข้าสายโคแอกซ์เชียล

447
00:29:44.627 --> 00:29:48.627
รูปแบบ t connector นั่นเองนะคะ

448
00:29:48.628 --> 00:29:52.628
ลักษณะต่ออุปกรณ์เหมือนกันเลย เปลี่ยนแค่

449
00:29:52.628 --> 00:29:56.628
สายส่งแล้วก็ตัวต่อนะคะ

450
00:29:56.629 --> 00:30:00.629
ความเร็วเท่ากัน 10 mpbs

451
00:30:00.630 --> 00:30:04.630
mbps ความเร็ว baseband

452
00:30:04.632 --> 00:30:08.632
เมื่อกี้ได้ที่เท่าไร

453
00:30:08.633 --> 00:30:12.633
ที่ 5 นะคะ 500 เมตร อันนี้ก็ลดลงนะคะ อยู่ที่

454
00:30:12.634 --> 00:30:16.634
ประมาณ 200 เมตร หรือว่าเขา

455
00:30:16.635 --> 00:30:20.635
กะเผื่อพวกสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ตัวสัญญาณ

456
00:30:20.638 --> 00:30:24.638
มันได้ประมาณ 185 เมตรนะคะ

457
00:30:24.639 --> 00:30:28.639
RG-58 จะเป็น Thin Coaxial

458
00:30:28.640 --> 00:30:32.640
8 จะเป็น Think

459
00:30:32.641 --> 00:30:36.641
ใช้ตัว BNC-T connector ในการเชื่อมต่อเข้า

460
00:30:36.644 --> 00:30:40.644
สายแลนเข้ากับตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

461
00:30:40.646 --> 00:30:44.646
ของเรานั่นเอง ตัวที่ให้จำนี่

462
00:30:44.647 --> 00:30:48.647
ค่อนข้างเยอะนิดหนึ่ง

463
00:30:48.649 --> 00:30:52.649
ถัดมา 10Broad3 ก็จะเป็นตามช

464
00:30:52.650 --> 00:30:56.650
ก็เป็น ตัามชื่อ ก็เ

465
00:30:56.651 --> 00:31:00.651
10 เหมือนกัน ความเร็วเท่ากัน Base เหมือนกัน ความเร็วต่างกัน

466
00:31:00.652 --> 00:31:04.652
สายต่างกัน 3 อันแล้ว สายแรกเป็นสายอ้วน

467
00:31:04.653 --> 00:31:08.653
แล้วก็สายตีคู่พันเกลียวของเรา

468
00:31:08.655 --> 00:31:12.655
หรือ UGP unchill

469
00:31:12.656 --> 00:31:16.656
ลักษณะ

470
00:31:16.657 --> 00:31:20.657
การเชื่อมต่อเขาเราเมื่อกี้

471
00:31:20.658 --> 00:31:24.658
ในการเชื่อมต่อของตัว coaxial จะไม่มีตัว

472
00:31:24.659 --> 00:31:28.659
อุปกรณ์ที่เรียกว่าฮับในการเชื่อมต่อ

473
00:31:28.660 --> 00:31:32.660
ในอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อที่เป็น Twisted Pair เพิ่มเข้ามานี่จะเป็น

474
00:31:32.661 --> 00:31:36.661
Hub จะเป็นลักษณะหน้าตาคล้าย ๆ

475
00:31:36.662 --> 00:31:40.662
กับตัว switch ของตัวปัจจุบันที่มีหรือ

476
00:31:40.663 --> 00:31:44.663
น้อยกว่า หรือว่าด้อยกว่านั่นเอง เวลาส่ง

477
00:31:44.664 --> 00:31:48.664
เข้าไปทุกพอร์ต จะมีการเชื่อมต่อหรือไม่เชื่อมต่อก็สามารถส่งได้

478
00:31:48.665 --> 00:31:52.665
ดังนั้นมันก็จะค่อนข้างสิ้นเปลือง ทรัพยากร

479
00:31:52.666 --> 00:31:56.666
เป็นต้นแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ

480
00:31:56.667 --> 00:32:00.667
ของสายตีคู่พันเกลียวของเรา

481
00:32:00.668 --> 00:32:04.668
แต่ละพอร์ตของ Hub ก็จะมี RJ-45

482
00:32:04.669 --> 00:32:08.669
ในการเชื่อมต่อตัว พูดง่าย ๆเหมือนสายแลนของเรา ที่

483
00:32:08.670 --> 00:32:12.670
ใช้ ณ ปัจจุบันนะ ก็จะมีพอร์ตตัวผู้ตัวเมีย

484
00:32:12.671 --> 00:32:16.671
แล้วก็เชือมต่อกับตัว

485
00:32:16.672 --> 00:32:20.672
เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อันนี้ก็จะเป็น 10Base-T

486
00:32:20.673 --> 00:32:24.673
Twisted pair Ethernet ของเรานะคะ

487
00:32:24.674 --> 00:32:28.674
3 สาย สายอ้วน สายผอม แล้วก็สาย

488
00:32:28.675 --> 00:32:32.675
ตีคู่พันเกลียว ถัดมา

489
00:32:32.676 --> 00:32:36.676

490
00:32:36.677 --> 00:32:40.677
1 base 5 หรือว่า starlan

491
00:32:40.678 --> 00:32:44.678
อันนี้ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ของ

492
00:32:44.680 --> 00:32:48.680
AT&T นะคะ พูดง่าย ๆ เป็น

493
00:32:48.681 --> 00:32:52.681
ผลิตภัณฑ์บริษัทที่ผลิตโทรคมนาคม

494
00:32:52.682 --> 00:32:56.682
ของอเมริกา ช่วงหนึ่งก็มีการเอา

495
00:32:56.683 --> 00:33:00.683
แรก ๆ ก็จะมีบางคนที่ใช้ตัวอุปกรณ์

496
00:33:00.684 --> 00:33:04.684
นี้เกี่ยวกับพวกมือถือ

497
00:33:04.685 --> 00:33:08.685
ตัวสื่อสารต่าง ๆ นี่ก็เอามาขายในประเทศไทยบ้างนะคะ

498
00:33:08.686 --> 00:33:12.686
ความเร็วนะคะ ก็ตามเลขเลย

499
00:33:12.689 --> 00:33:16.689
ก็จะเป็นความเร็วที่ 1 mbps

500
00:33:16.690 --> 00:33:20.690
ขนาด

501
00:33:20.691 --> 00:33:24.691
ของเครื่อข่ายเป็นแบบ Daisy chain

502
00:33:24.692 --> 00:33:28.692
ตัวนี้นะคะ ของตัวbaseband

503
00:33:28.693 --> 00:33:32.693
ความยาวนะคะ อยู่ที่

504
00:33:32.694 --> 00:33:36.694
500  เมตร จากรูปเราจะเห็นว่า

505
00:33:36.695 --> 00:33:40.695
สาย Twisted Pair ของเราก็ใช้ Hub ตัวนี้ก็ใช้ Hub

506
00:33:40.696 --> 00:33:44.696
นะคะ แต่เราจะเห็นว่าการต่อเชื่อมอุปกรณ์

507
00:33:44.700 --> 00:33:48.700
สามารถเชื่อมนะคะ จาก

508
00:33:48.701 --> 00:33:52.701
อุปกรณ์ไปยังอุปกรณ์ได้

509
00:33:52.702 --> 00:33:56.702
แล้วค่อยเชื่อมอุปกรณ์ตัวหลักเข้าไปยังตัวพอร์ต

510
00:33:56.703 --> 00:34:00.703
ของ hub เพื่อรับส่งข้อมูล

511
00:34:00.704 --> 00:34:04.704
จากเครือข่ายหรือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ

512
00:34:04.705 --> 00:34:08.705
ได้นั่นเอง ตัวนี้

513
00:34:08.706 --> 00:34:12.706
อันนี้ก็จะเป็น 1Base5 นั่นเอง ถ้าเป็นตัว

514
00:34:12.707 --> 00:34:16.707
เมื่อกี้นะคะ ที่เป็น twiste ก็จะเชื่อม

515
00:34:16.709 --> 00:34:20.709
ต่อเครื่องตัวนี้เลย

516
00:34:20.710 --> 00:34:24.710
นะคะ เชื่อมเครื่องใคร เครื่องมันเลย ถ้าเป็น

517
00:34:24.713 --> 00:34:28.713
ตัวนี้นะคะ

518
00:34:28.717 --> 00:34:32.717
ก็คือสามารถที่จะทำการเชื่อมอุปกรณ์

519
00:34:32.718 --> 00:34:36.718
ระหว่างกันก่อนแล้วเอาอุปกรณ์หลัก

520
00:34:36.719 --> 00:34:40.719
ตัวหนึ่งนะคะ เชื่อมไปยัง Port Hub

521
00:34:40.720 --> 00:34:44.720
รับส่งข้อมูลได้เช่นเดียวกัน

522
00:34:44.721 --> 00:34:48.721
สาย utp ก็เหมือนกันก็จะเป็น unshield

523
00:34:48.722 --> 00:34:52.722
ที่เป็น twisted pair

524
00:34:52.724 --> 00:34:56.724
10base3 ของเราเมื่อกี้

525
00:34:56.725 --> 00:35:00.725
ใช้ UTP เหมือนกัน

526
00:35:00.726 --> 00:35:04.726
ถัดมานะคะ

527
00:35:04.727 --> 00:35:08.727
ก็จะเป็นตัว Fast Ethernet

528
00:35:08.728 --> 00:35:12.728
นะคะ IEEE 802

529
00:35:12.730 --> 00:35:16.730
.3u เนื่องจากตัวมาตรฐานนี่ก็จะต้องมีการพัฒนา

530
00:35:16.731 --> 00:35:20.731
เพื่อรองรับกับการใช้งานเราก็จะเห็นว่าการรับ

531
00:35:20.734 --> 00:35:24.734
ข้อมูลหรือว่าการเข้าไปเข้าถึงข้อมูลของแต่ละ

532
00:35:24.735 --> 00:35:28.735
ชนิดนะคะ ของแต่ละอุปกรณ์ ระยะเวลา

533
00:35:28.736 --> 00:35:32.736
ที่จะแสดงผลลัพธ์ก็จะเพิ่ม ก็คือ

534
00:35:32.737 --> 00:35:36.737
พัฒนาให้มันดีขึ้นนะคะ เพิ่มศักยภาพ

535
00:35:36.738 --> 00:35:40.738
นะคะ ทำให้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลนี่น้อยลง

536
00:35:40.739 --> 00:35:44.739
ดังนั้นตัว Fast Enthenet ก็เข้่าม

537
00:35:44.739 --> 00:35:48.739
เข้าถึงข้อมูลได้ช้านะคะ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็จะ

538
00:35:48.740 --> 00:35:52.740
สูงนะคะ เป็นมาตรฐาน

539
00:35:52.741 --> 00:35:56.741
นะคะ ที่รับส่งข้อมูลที่สูงนะคะ จนเรียกว่า Fast Ethernet

540
00:35:56.742 --> 00:36:00.742
Fast Ethernet

541
00:36:00.743 --> 00:36:04.743
สามารถส่งข้อมูลได้ 100 Mbps ส่วนมากที่เราเห็น

542
00:36:04.745 --> 00:36:08.745
ที่อาจารย์พูดไป 4 ตัว จะเริ่มที่

543
00:36:08.746 --> 00:36:12.746
นะ Mbps นั่นเอง

544
00:36:12.747 --> 00:36:16.747
แล้วก็

545
00:36:16.748 --> 00:36:20.748
ลดการชนกันของข้อมูล ที่บอกว่าส่งข้อมูลไปพร้อมกันแล้ว

546
00:36:20.749 --> 00:36:24.749
เกิดการชนกันของข้อมูลในท่อส่งสัญญาณ

547
00:36:24.750 --> 00:36:28.750
เราก็เลยต้องสุ่มในการส่งข้อมูลไปอีกรอบ ดังนั้น เราก็เลย

548
00:36:28.751 --> 00:36:32.751
เสียเวลานะคะ ส่งข้อมูลก็ช้า อันนี้

549
00:36:32.752 --> 00:36:36.752
ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหา ลดเวลาในการส่งข้อมูลนะคะ จาก

550
00:36:36.755 --> 00:36:40.755
100 เป็น 10 จาก 100 นาโน

551
00:36:40.756 --> 00:36:44.756
วินาที เป็น 10 วินาที

552
00:36:44.757 --> 00:36:48.757
ทำให้อัตราส่งข้อมูลสูงขึ้น จาก 10

553
00:36:48.758 --> 00:36:52.758
จากเดิม จากเดิมเป็น 10 Mbps เป็น 100 Mbps

554
00:36:52.759 --> 00:36:56.759
per sec นั่นเอง ตัวด้านหน้ามาตรฐาน IEEE ของเรา

555
00:36:56.760 --> 00:37:00.760
นั่นเองนะคะ ตัวนี้

556
00:37:00.761 --> 00:37:04.761
เป็นมาตราฐาน IEEE 802.

557
00:37:04.762 --> 00:37:08.762
.3u

558
00:37:08.763 --> 00:37:12.763
กับ 10 เมื่อกี้

559
00:37:12.765 --> 00:37:16.765
ก็ 10 เท่านะคะ ขนาดเฟรม พูดง่าย ๆ

560
00:37:16.766 --> 00:37:20.766
ลดทุกอย่างนะคะ เพิ่มความเร็ว ลดขนาด

561
00:37:20.768 --> 00:37:24.768
ใช้ Topology แบบ Star ลักษณะแบบ

562
00:37:24.769 --> 00:37:28.769
ต่อกับอุปกร์ hub ก็คือต่อกับอุปกรณ์

563
00:37:28.770 --> 00:37:32.770
ตรงกลางแล้วก็กระจายตัวสายออกไปนั่นเอง

564
00:37:32.771 --> 00:37:36.771
นะคะ มาตราฐานย่อยก็จะมี

565
00:37:36.772 --> 00:37:40.772
100Bas นะคะ เป็นสาย UTP

566
00:37:40.773 --> 00:37:44.773
ตามตัวอักษรเลยนะ T ก็จะเป็น

567
00:37:44.775 --> 00:37:48.775
twisted pair l ก็จะเป็น fiber

568
00:37:48.777 --> 00:37:52.777
ก้จะเป็นสาย UTP

569
00:37:52.779 --> 00:37:56.779
CAT-3 ก็จะมีประสิทธิภาพในการส่งที่ดีขึ้น

570
00:37:56.781 --> 00:38:00.781
นั่นเอง

571
00:38:00.782 --> 00:38:04.782
จำนวน 4 คู่ สายใยแก้ว

572
00:38:04.783 --> 00:38:08.783
นะคะ UTP หรือว่า CAT-5

573
00:38:08.784 --> 00:38:12.784
จำนวน 2 คู่นั่นเองนะคะ ก็ตามตัวอักษรย่อนั่นเองนะคะ

574
00:38:12.785 --> 00:38:16.785
อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่พัฒนา ให้มันดี

575
00:38:16.786 --> 00:38:20.786
ยิ่งขึ้นนั่นเองนะคะ ก็

576
00:38:20.787 --> 00:38:24.787
ก็ถัดมา

577
00:38:24.789 --> 00:38:28.789
เร็วยิ่งขึ้นนะคะ เมื่อกี้ 100

578
00:38:28.791 --> 00:38:32.791
mbps คราวนี้ก็จะเป็น gbps

579
00:38:32.792 --> 00:38:36.792
ก็จาก 100 มาเป็น 1,000

580
00:38:36.793 --> 00:38:40.793
ใช้ Topology ก็คือเชื่อมต่อ Star

581
00:38:40.793 --> 00:38:44.793
นะคะ ก็ ณ ปัจจุบันของเราก็ใช้เหมือนเดิมนะ การรับส่งข้อมูล

582
00:38:44.794 --> 00:38:48.794
เหมือนที่เราใช้ในห้องแลปเช่นเดียวกัน

583
00:38:48.795 --> 00:38:52.795
นะคะ ตัวมาตรฐาน

584
00:38:52.796 --> 00:38:56.796
นะคะ ก็จะมีอะไรบ้างนะคะ ก็จะมี

585
00:38:56.797 --> 00:39:00.797
ตัวนี้ 1000นะ 1000bas

586
00:39:00.798 --> 00:39:04.798
base tx

587
00:39:04.799 --> 00:39:08.799
ไล่มา LX นะคะ ตัวย่อของเรา

588
00:39:08.800 --> 00:39:12.800
ก็จะมีอะไรบ้าง ที่ก็จะเป็น

589
00:39:12.801 --> 00:39:16.801
ตัว Twisted Pair Unshield ของเรา

590
00:39:16.802 --> 00:39:20.802
สามารถใช้ระยะได้ที่

591
00:39:20.803 --> 00:39:24.803
25 เมตร

592
00:39:24.804 --> 00:39:28.804
ถ้าเป็น Base-TX ก็จะเป็น

593
00:39:28.805 --> 00:39:32.805
สาย STP ก็จะมีทั้ง UTP STP

594
00:39:32.808 --> 00:39:36.808
และระยะทางก็เท่ากันที่ 25 เมตร

595
00:39:36.809 --> 00:39:40.809
นะคะ ถัดมา

596
00:39:40.810 --> 00:39:44.810
Base-FX กับ L

597
00:39:44.811 --> 00:39:48.811
เป็นการส่งแบบ

598
00:39:48.812 --> 00:39:52.812
ใยแก้วนะแสง short แล้วก็ long นั่นเอง

599
00:39:52.813 --> 00:39:56.813
ก็คือในการส่งตัวข้อมูล

600
00:39:56.814 --> 00:40:00.814
นะคะ ในการส่งตัวกำเนิด ในการส่ง

601
00:40:00.817 --> 00:40:04.817
สัญญาณนั่นเองนะคะ จะใช้แบบ Multimode

602
00:40:04.818 --> 00:40:08.818
ส่วนตัวนี้จะใช้เป็นแบบ

603
00:40:08.820 --> 00:40:12.820
อันนี้ใช้ Short-wave อันนี้เป็น Long-wave

604
00:40:12.821 --> 00:40:16.821
ตัวอักษร FX ถ้าเป็น L ก็จะเป็น

605
00:40:16.823 --> 00:40:20.823
Long X นั่นเอง ตัว Long-wave

606
00:40:20.824 --> 00:40:24.824
ทางก็จะเท่ากันอยู่ที่ 550 นะคะ

607
00:40:24.827 --> 00:40:28.827
พูดง่าย ๆ ก็คือแต่ละประเภทในการ

608
00:40:28.828 --> 00:40:32.828
ยิงลำแสงในการส่งข้อมูลของเรานั่นเอง

609
00:40:32.829 --> 00:40:36.829
ถ้าเป็นแบบ Long-wave นะคะ

610
00:40:36.830 --> 00:40:40.830
สำหรับแบบ multimode แต่ถ้าเป็นแบบ singlemode

611
00:40:40.831 --> 00:40:44.831
นะคะ จาก 550 เมื่อกี้ก็จะเป็น

612
00:40:44.832 --> 00:40:48.832
5000 อย่างที่บอกไปอยู่แล้วประเภทการส่ง

613
00:40:48.833 --> 00:40:52.833
ยิงส่งสัญญาณนะคะ ถ้าเป็น single mode จะค่อนข้างส่งสัญญาณ

614
00:40:52.834 --> 00:40:56.834
ระยะไกลกว่าอยู่แล้วนะคะ อันนี้ก็จะ

615
00:40:56.835 --> 00:41:00.835
พัฒนาขึ้นมาเป็น Gigabit Ethernet

616
00:41:00.837 --> 00:41:04.837
นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือไล่ลำดับมา

617
00:41:04.840 --> 00:41:08.840
ที่ทำการสร้างตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

618
00:41:08.841 --> 00:41:12.841
ภายในองค์กรนะคะ จาก 100 เครื่องเพิ่มขึ้น

619
00:41:12.843 --> 00:41:16.843
เป็นหลาย ๆ ร้อยแล้วก็เป็นพันเครื่อง

620
00:41:16.844 --> 00:41:20.844
แล้วก้สามารถที่จะปรับสายให้มันมีคุณภาพใน

621
00:41:20.846 --> 00:41:24.846
การรองรับในการส่งข้อมูลที่มันมากขึ้น ระยะเวลา

622
00:41:24.847 --> 00:41:28.847
ในการส่งข้อมูลก็น้อยลงนะคะ

623
00:41:28.847 --> 00:41:32.847
อันนี้ก็จะเป็นตัว

624
00:41:32.851 --> 00:41:36.851
มาตราฐาน 802.3 นะคะ

625
00:41:36.852 --> 00:41:40.852
วันนี้ก็จะเป็นคร่าว ๆ ของหลักการในการส่งนั่นเอง

626
00:41:40.854 --> 00:41:44.854
ว่าส่งแบบไหน มีปัญหาแล้วส่งแบบไหน

627
00:41:44.854 --> 00:41:48.854
มีข้อมูลอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร

628
00:41:48.855 --> 00:41:52.855
สัญลักษณ์ของตัวมาตรฐาน แทนด้วยจตัวอักษร

629
00:41:52.856 --> 00:41:56.856
แปลว่าอะไรนะคะ มีการเปรียบเทียบกันไหม ส่งข้อมูล

630
00:41:56.857 --> 00:42:00.857
อย่างไรนั่นเองนะคะ

631
00:42:00.858 --> 00:42:04.858
วันนี้ก็จะมีคำถามท้าย

632
00:42:04.859 --> 00:42:08.859
บทเรียนนะคะ ทั้งหมด 4 ข้อนะคะ

633
00:42:08.860 --> 00:42:12.860
ให้นักศึกษาทำนะคะ

634
00:42:12.861 --> 00:42:16.861
คำถามท้ายบทเรียนในห้องเรียน วันนี้ก็จะ

635
00:42:16.863 --> 00:42:20.863
มีเนื้อหาเยอะเท่าไรนะ เอามา

636
00:42:20.864 --> 00:42:24.864
ดูเบื้องต้นของตัวมาตรฐาน

637
00:42:24.866 --> 00:42:28.866
วันนี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว

638
00:42:28.869 --> 00:42:32.869
เพราะว่าเราเข้าใจตัว

639
00:42:32.870 --> 00:42:36.870
มาตรฐานตัว 802.3 แล้ว อาจารย์พูดถึง baseband

640
00:42:36.871 --> 00:42:40.871
ไปคร่าว ๆ เบื้องต้นว่าทำ

641
00:42:40.872 --> 00:42:44.872
และส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเอง แล้วมีการ

642
00:42:44.873 --> 00:42:48.873
เชื่อมต่อแบบไหน มีรูปให้น่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

643
00:42:48.874 --> 00:42:52.874
มี

644
00:42:52.874 --> 00:42:56.874
คำถามไหมคะสำหรับบทนี้ วันนี้

645
00:42:56.875 --> 00:43:00.875
อ๋อ

646
00:43:00.876 --> 00:43:04.876
กระบวนการแก้ไขปัญหาการชนกันของข้อมูล

647
00:43:04.877 --> 00:43:08.877
ที่มันเป็น CRC การชนกัน

648
00:43:08.879 --> 00:43:12.879
ของข้อมูล เราก็จะแรนด้อมตัวเวลาขึ้นมา

649
00:43:12.879 --> 00:43:16.879
ครั้งที่ 1 นะคะ ก็จะทำการ Random 2 ยกกำลังขึ้นมา

650
00:43:16.880 --> 00:43:20.880
1 ครั้งขึ้นมาก็จะได้ 2

651
00:43:20.881 --> 00:43:24.881
การตัวเวลาอยู่ที่ 0 กับ 1

652
00:43:24.881 --> 00:43:28.881
ก้เริ่มทำการส่งครั้งที่ 0 ก่อน แล้วสค่อยครั้งที่ 1

653
00:43:28.882 --> 00:43:32.882
ถ้าชนกันก็จะ Random ค่าขึ้นมาเป็น 2 ยกกำลัง 2

654
00:43:32.883 --> 00:43:36.883
เหมือนหน้า สไลด์

655
00:43:36.885 --> 00:43:40.885

656
00:43:40.885 --> 00:43:44.885

657
00:43:44.888 --> 00:43:48.888
การแก้การชนกันของข้อมูล

658
00:43:48.890 --> 00:43:52.890
ที่เรียกว่า binary

659
00:43:52.891 --> 00:43:56.891
นะคะ ก็จะมีการสุ่มค่าเวลาขึ้นมาป้องกัน

660
00:43:56.891 --> 00:44:00.891
ชนกัน ก็สุ่มมาใหม่ สุ่มมาใหม่เรื่อย ๆ จนกระทั่ง

661
00:44:00.893 --> 00:44:04.893
ข้อมูลของเราไม่ชนกันแล้วก็ส่งข้อมูลได้อย่างครบถ้วนไปยังปลาย

662
00:44:04.895 --> 00:44:08.895
ทางนั่นเองนะคะ

663
00:44:08.896 --> 00:44:12.896
ตัวอักษรโดนมากเลยเมื่อกี้

664
00:44:12.898 --> 00:44:16.898
อันนี้ก็จะเป้นแก้ปัญหาการชนกันนะ

665
00:44:16.899 --> 00:44:20.899
เหมือนเวลาเราคุยกับเพื่อนนี่ คุยกันทั้งหมด 30 กว่าคนอย่างนี้

666
00:44:20.900 --> 00:44:24.900
สมมติทั้งหมด 30 คน พูด

667
00:44:24.901 --> 00:44:28.901
พร้อมกัน 2 คนเสียงมันก็จะดังพร้อมกัน อาจารย์ก็จะต้อง

668
00:44:28.902 --> 00:44:32.902
หาเวลาที่อาจารย์และนักเรียนเงียบ

669
00:44:32.903 --> 00:44:36.903
พูดมาใหม่ พอพูดพร้อมกันอีกก็ชนกันอีก ก็ต้องรอช่วงเวลา ถูกไหมคะ

670
00:44:36.904 --> 00:44:40.904
เหมือนเราคุยสนทนากันทั่วไปเลย

671
00:44:40.905 --> 00:44:44.905
พร้อมกัน 2 คนแน่นอนนี่ เสียงมันสู้กัน

672
00:44:44.905 --> 00:44:48.905
มันฟังไม่ออกว่า ผู้ส่ง

673
00:44:48.906 --> 00:44:52.906
เขาจะส่งสารอะไร อาจารย์จะพูดอะไร เพื่อนจะพูดอะไรใช่ไหมคะ

674
00:44:52.907 --> 00:44:56.907
เราก็ต้องแบบ หาช่วงเวลาที่มันว่าง ๆ นี่พูดมา

675
00:44:56.908 --> 00:45:00.908
ทุกคนเงียบแล้วเราพูดได้ ก็จะได้ยินกันทุกคน

676
00:45:00.909 --> 00:45:04.909
นั่นเอง

677
00:45:04.910 --> 00:45:08.910
โอเคนะ ข้อ 3

678
00:45:08.911 --> 00:45:12.911

679
00:45:12.913 --> 00:45:16.913
Checksum

680
00:45:16.915 --> 00:45:20.915
Checksum

681
00:45:20.917 --> 00:45:24.917
RG-58

682
00:45:24.918 --> 00:45:28.918
RG-58 คืออะไร RG-8

683
00:45:28.922 --> 00:45:32.922
คือสายประเภทไหน พูดไปแล้วเมื่อกี้

684
00:45:32.925 --> 00:45:36.925
คร่าว ๆ นะคะ

685
00:45:36.928 --> 00:45:40.928
ก็จะรู้ อยู่ในสไลด์หมดค่ะ ไม่น่าจะมีปัญหานะ

686
00:45:40.929 --> 00:45:44.929

687
00:45:44.930 --> 00:45:48.930
มีคำถามอะไรเพิ่มไหมคะ

688
00:45:48.931 --> 00:45:52.931

689
00:45:52.934 --> 00:45:56.934

690
00:45:56.935 --> 00:46:00.935

691
00:46:00.937 --> 00:46:04.937

692
00:46:04.938 --> 00:46:08.938
พิมพ์ผิด

693
00:46:08.941 --> 00:46:12.941
โอเค ถ้าไม่มีคำถามอะไรก็...

694
00:46:12.942 --> 00:46:16.942

695
00:46:16.943 --> 00:46:20.943
ทำเหมือนกันค่ะ ก็ค่อยมาส่งวันหลัง

696
00:46:20.944 --> 00:46:24.944
หรือฝากเพื่อนมาส่งก็ได้

697
00:46:24.946 --> 00:46:28.946

698
00:46:28.948 --> 00:46:32.948

699
00:46:32.949 --> 00:46:36.949

700
00:46:36.951 --> 00:46:40.951
4 ข้อนะวันนี้ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

701
00:46:40.954 --> 00:46:44.954
มีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ

702
00:46:44.955 --> 00:46:48.955

703
00:46:48.958 --> 00:46:52.958

704
00:46:52.959 --> 00:46:56.959
โอเควันนี้ เตรียมพร้อม

705
00:46:56.962 --> 00:47:00.962
มาอย่างดีนะคะ ทำการบ้านมาก่อน รวดเร็วมาก

706
00:47:00.963 --> 00:47:04.963

707
00:47:04.964 --> 00:47:08.964

708
00:47:08.965 --> 00:47:12.965

709
00:47:12.969 --> 00:47:16.969

710
00:47:16.971 --> 00:47:20.971

711
00:47:20.973 --> 00:47:24.973

712
00:47:24.975 --> 00:47:28.975

713
00:47:28.977 --> 00:47:32.977

714
00:47:32.979 --> 00:47:36.979

715
00:47:36.980 --> 00:47:40.980

716
00:47:40.981 --> 00:47:44.981

717
00:47:44.982 --> 00:47:48.982

718
00:47:48.987 --> 00:47:52.987

719
00:47:52.989 --> 00:47:56.989

720
00:47:56.991 --> 00:48:00.991
ถ้าไม่มีคำถามอะไรนะ ก็...

721
00:48:00.993 --> 00:48:04.993
ขอบคุณล่ามทางไกลนะคะ สำหรับวันนี้

722
00:48:04.994 --> 00:48:08.994
สวัสดีค่ะ

723
00:48:08.996 --> 00:48:12.996
โอเคนะคะ ก็

724
00:48:12.997 --> 00:48:16.997
ใครยังไม่เสร็จก็ทำ

725
00:48:16.998 --> 00:48:20.998
แล้วก็มาส่งนะคะ 4 ข้อ

726
00:48:20.999 --> 00:48:24.999
เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ ก่อน

727
00:48:25.000 --> 00:48:29.000
แยกคลาสนะคะ

728
00:48:29.001 --> 00:48:33.001

729
00:48:33.002 --> 00:48:37.002

730
00:48:37.003 --> 00:48:41.003

731
00:48:41.005 --> 00:48:45.005

732
00:48:45.007 --> 00:48:49.007
เดี๋ยวเช็ก

733
00:48:49.009 --> 00:48:53.009
ศิริรัตน

734
00:48:53.011 --> 00:48:57.011
ศิริรัตน์ โอเค

735
00:48:57.012 --> 00:49:01.012
อดิศร

736
00:49:01.013 --> 00:49:05.013

737
00:49:05.015 --> 00:49:09.015

738
00:49:09.019 --> 00:49:13.019

739
00:49:13.021 --> 00:49:17.021

740
00:49:17.022 --> 00:49:21.022

741
00:49:21.023 --> 00:49:25.023

742
00:49:25.026 --> 00:49:29.026

743
00:49:29.028 --> 00:49:33.028

744
00:49:33.030 --> 00:49:37.030

745
00:49:37.033 --> 00:49:41.033

746
00:49:41.035 --> 00:49:45.035

747
00:49:45.036 --> 00:49:49.036

748
00:49:49.038 --> 00:49:53.038

749
00:49:53.040 --> 00:49:57.040

750
00:49:57.042 --> 00:50:01.042

751
00:50:01.044 --> 00:50:05.044

752
00:50:05.047 --> 00:50:09.047

753
00:50:09.049 --> 00:50:13.049

754
00:50:13.050 --> 00:50:17.050

755
00:50:17.051 --> 00:50:20.052

756
00:50:21.052 --> 00:50:21.052


