(อาจารย์เกวลี) สวัสดีค่ะ ได้ยินนะคะ โอเคค่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวเริ่มเลยนะคะ วันนี้จะเป็นบทที่ 8 นะคะ เราจะมีอยู่ 10 บท เหลืออีก 2 บท เราก็จะได้ทำปฏิบัตินะคะ วันนี้จะเป็นเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของฐานข้อมูลนี่ มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนะคะ ทั้งเป็นการเพิ่ม ลบ แก้ไข เราจะเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง รวมถึงถ้าสมมุติว่าระบบฐานข้อมูลเรามีปัญหา เราจะทำการกู้คืนระบบอย่างไรหรือ จะสำรองข้อมูลอย่างไร เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูลนะคะ โดยรายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันจะมีนิยามอยู่ 3 ยุคนะคะ ยุคแรกก็คือ File ที่เราเก็บรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงไว้นี้นะคะ เราจะเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลหลัก ซึ่งจะเป็นการเก็บเป็นแบบเรียงลำดับนะคะ หรือ Sequential File ที่เป็นการเรียงข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อมาจะเป็นยุคที่ 2 ตอนแรกเราจะเก็บข้อมูลเป็นเหมือนอาจจะเป็นคล้าย ๆ File กระดาษ พอยุคที่ 2 นี่เราจะเริ่มใช้เป็นพวก Disk หรือ Harddisk นี่เก็บข้อมูลนะคะ ซึ่งการเก็บข้อมูลใน Harddisk นี่ มันจะไม่เป็นการเก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับแล้วนะคะ ซึ่งรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี่ จะหมายถึงทุกทุกกิจกรรมที่ทำอยู่บน File ข้อมูลของเรานะคะ เช่น อาจจะตอนเช้า 10 โมงมีการเพิ่มข้อมูลนะคะ 10 โมงครึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นนะคะ อันนี้จะเริ่มเป็นยุคที่ 2 พอยุคที่ 3 นะคะ ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันนี้แหละ การเก็บข้อมูลนะคะ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระบบจัดการฐานข้อมูลนี่ จะอยู่ในรูปแบบของกลุ่มคำสั่งนะคะ โดยใช้ภาษาที่ใช้จัดการฐานข้อมูลระดับตรรกะนะคะ ที่อาจจะมีการยอมให้ละเมิดกฎความคงสภาพของข้อมูลบางกฎได้นะคะ หรือกฎที่บังคับความถูกต้องของฐานข้อมูล แต่จะต้องเป็นเกี่ยวข้องกับกฎของการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ นะคะ เราจะต้องใส่ข้อบังคับไว้ว่าข้อมูลเหล่านี้ ถ้าสมมุติว่าคุณ ใส่ข้อมูลผ่ดพลาดจะเป็นอย่างไร ถ้าใส่ข้อมูลถูกต้อง ระบบจะแจ้งเตือนอย่างไรนะคะ ซึ่งกฎต่าง ๆ พวกนี้นี้ที่อยู่ในฐานข้อมูล จะถูกบังคับใช้โดยระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ อันนี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในยุคปัจจุบัน เราจะใช้กลุ่มของคำสั่งภาษาที่จัดการฐานข้อมูลนะคะ ซึ่งในวิชานี้เราจะเรียนเกี่ยวกับภาษา SQL เบื้องต้นนะคะ โดยเริ่มแรกนะคะ การ… รายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันอาจจะเกิดขึ้นกับระบบที่ใช้งานคนเดียวนะคะ หรือเป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันหลายคน หรืออาจจะเป็นการทำงานที่พร้อม ๆ กันไปนะคะ ซึ่งการทำงานพร้อมกันนี่ก็จะมีอยู่ 2 แบบ ก็คืออาจจะเป็นการทำงานที่ มีรายการลำดับที่ 1 รายการลำดับที่ 2 นะคะ สลับกันทำงานในเวลาเดียวกันนะคะ สลับกัน กับอย่างที่ 2 นะคะ ก็คือจะเป็นการทำงานพร้อม ๆ กัน อาจจะมีทั้ง 2 งาน 3 งาน 4 งานว่าไป เป็นงานที่มากกว่า 1 สมมุติว่ามีเป็นร้อยงาน แต่ทุกอย่างจะประมวลผลพร้อม ๆ กันนะคะ อันนี้คือการทำงานของรายการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในฐานข้อมูล อย่างเช่น ระบบ… อาจจะเป็นระบบใบเรียกชื่อนักศึกษานะคะ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมี 300 คน สามารถเข้าใช้ระบบนี้ได้พร้อมกัน อาจจะมีการประมวลผลรายชื่อนักศึกษาได้พร้อม ๆ กัน 300 คนก็ได้นะคะ อันนี้ก็คือการประมวลผลมากกว่า 1 คนนะคะ ในเวลาเดียวกันนี่ อาจจะมีสัก 10 คนดูข้อมูลนักศึกษาชุดเดียวกันก็ได้ แต่ถามว่ามันจะทำงานได้ไหม มันก็ต้องทำงานได้นะคะ ซึ่งการทำงาน 1 คนกับการทำงานหลายคนนะคะ มันจะมีแนวทางหรือข้อกำหนดประเภทของฐานข้อมูลไว้อีกแบบหนึ่งนะคะ โดยที่จะกำหนดจำนวนของผู้ใช้งาน ที่สามารถเข้าใช้งานพร้อม ๆ กันได้นะคะ อย่างเช่นว่าบางระบบในระบบจัดการฐานข้อมูลนี่ เขาจะกำหนดไว้ว่า ในเวลานั้นจะต้องมีผู้ใช้งานแค่คนเดียวที่ทำงานอยู่ หรือถ้าเป็นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยทั่วไปในโลกของความเป็นจริง ส่วนมากเขาจะให้ผู้ใช้งานนี่ สามารถเข้าใช้... เข้าใช้งานได้พร้อมกันหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน แต่จะมีการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เท่ากัน เข้าใช้งานพร้อมกันก็จริงค่ะ แต่บางคนอาจจะแค่ดูข้อมูล บางคนอาจจะมาลบข้อมูล บางคนอาจจะมาแก้ไขบางส่วน บางคนอาจจะมาเพิ่มข้อมูลเข้าไป ในหลาย ๆ คนนี่ เขาอาจจะทำงานพร้อม ๆ กัน แต่สิทธิ์ในการแก้ไขหรือการเพิ่มเติมใด ๆ ก็ตามนี่ จะไม่เท่ากันนะคะ โดยรายการเปลี่ยนแปลงนี่มันจะเป็นเกี่ยวกับการประมวลผลของโปรแกรมนะคะ ที่ทำงานในเชิงตรรกะ ก็คือเป็น อาจจะคิดว่าข้อมูลนี้จริงหรือเท็จ ข้อมูลนี้ถูกหรือผิดนะคะ โดยรายการเปลี่ยนแปลงนี่ จะประกอบไปด้วยการปฏิบัติที่ ทั้งหน่วยประมวลผลทั้งฐานข้อมูล อาจจะมีกระบวนการทำงานหลาย ๆ กระบวนการเกิดขึ้นพร้อมกันนะคะ ซึ่งการทำงานของฐานข้อมูลนี่ จะเป็นการกระทำผ่านโปรแกรมประยุกต์นะคะ ที่เดี๋ยวอีก 2 สัปดาห์เราจะได้เรียน โดยใช้ภาษาระดับสูงนะคะ ภาษา SQL ที่เราจะเรียนเราถือว่าเป็นภาษาระดับสูง เพราะเป็นภาษาที่ มนุษย์อ่านแล้วเข้าใจ ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากที่สุด แต่นักศึกษาต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษนะคะ เพราะฉะนั้นคุณพิมพ์คำสั่งเป็นภาษาไทยนี่ ระบบจะไม่ประมวลผลเลยนะคะ สำหรับ SQL เบื้องต้น โดยรายการเปลี่ยนแปลงทุกรายการ จะต้องมีจุดเริ่มต้นแล้วก็จุดของสิ้น… จุดสิ้นสุดนะคะ เหมือนคุณไปกดเงินอยู่หน้ามหาวิทยยาลัย จุดเริ่มต้นคืออะไร คือการใส่บัตร ATM เข้าไป หรือตอนนี้ไม่มีใครกดเงินโดยใช้บัตร ATM แล้ว จุดเริ่มต้นคือเข้าแอปพลิเคชัน กดถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร ทุกอย่างจะเป็นขั้นตอน ทำตามขั้นตอนไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดสิ้นสุดคือ คุณได้รับเงินออกจากเครื่อง ATM นะคะ ซึ่งทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ว่าคุณเริ่มกดรหัสเมื่อเวลาเท่าไรนะคะ คุณยืนยันยอดเงินกี่โมง เงินออกจากตู้กี่โมง ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้นะคะ ถ้าหากว่าในการจัดการฐานข้อมูลนี้ มันจะมีรายการเปลี่ยนแปลงนะคะ ที่อาจจะ… User ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือนะคะ มีไว้อ่านเฉย ๆ นะคะ ถ้าศัพท์ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Read Only นะคะ เอามาดูอย่างเดียว อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ก่อให้เกิดการผลกระทบกับฐานข้อมูล เช่น คุณแค่อยากดูยอดเงินปัจจุบันว่ามีเงินเท่าไร เราแค่ดู ถามว่าคุณจะถอนเงินไหม ไม่ แค่อยากรู้ว่าตอนนี้ฉันมีเงินกี่บาท เราจะเรียกว่ารายการนั้นคือ หรือกระบวนการนั้นว่าเป็นการอ่านอย่างเดียว ไม่มีการแก้ไขนะคะ โดยกระบวนการทำงานของฐานข้อมูลนะคะ อย่างเริ่มต้นก็คือมันจะเรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อนนะคะ เรียกข้อมูลว่าสมมุติว่า อยากดูว่าวันนี้เราจากถอนเงิน แต่เราจำไม่ได้ว่าเรามีเงินกี่บาท เราจะต้องทำการเรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อนว่า เงินในบัญชีเรานี้เรามีเท่าไรนะคะ หน้าจอมันก็แสดงผลว่าเรามีเงินเท่าไร หลังจากนั้น จะเป็นการเขียนหรือการแก้ไขหรือการลบนะคะ ซึ่งขั้นตอนที่ 3 นี่ จะอยู่ที่ว่าเราจะโอนเงิน หรือเราจะถอนเงินนะคะ หรือเราจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้นะคะ แต่ทุกอย่างจะต้องมีจุดเริ่มต้นนะคะ อย่างตัวอย่างตัวนี้ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงนะคะ อย่างสมมุติให้ T นี่ ตัว T นะคะ เป็นรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เขาต้องการจะโอนเงินจากบัญชีของ A จำนวน 5,000 บาท ไปยังบัญชี B นะคะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตอนแรกเราจะต้องดูข้อมูลก่อนว่า ในบัญชี A ที่เขาบอกว่าเขาจะโอนเงินไปนี่ บัญชี A จะโอน 5,000 บาท ขั้นตอนแรกคือดูก่อนสิว่า บัญชี A มีเงินถึง 5,000 บาทไหม มีเกินหรือเปล่านะคะ เพราะฉะนั้นพอเช็กยอดเงินเสร็จปึ๊บ เราก็จะมาหักบัญชี เช่นสมมุติเขามี 5,100 บาท อย่างนั้นแสดงว่ามีจะ… มียอดเงินพอที่จะโอนไปให้ ก็จะทำการลบเงินออกไป 5,000 ลบไปแล้ว 5,000 ใช่ไหมคะ เพราะว่าเราจะโอน เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้ว บัญชี A จะต้องเหลือเงิน 100 บาท ใช่ไหม เวลาเราโอนเงินเราถอนเงิน เขาจะบอกยอดเงินปัจจุบันของเราด้วย อันนี้เป็นเรื่องปกติใช่ไหมคะ หลังจากนั้น เราก็จะมา ดูว่าเอ๊ะเขาจะโอนไปที่บัญชี B ใช่ไหมคะ เราก็เอายอดเงินบัญชี B ขึ้นมาดูสิว่ามีเท่าไร บัญชี B อาจจะมีอยู่ 1,000 บาทนะคะ เอาใหม่ ๆ 1,000 บาท บัญชี B มี 1,000 บาท พอ A โอนมาอีก 5,000 บาท เราก็ต้องอัปเดตหรือการปรับปรุงข้อมูลบัญชี B จาก 1,000 บาท ก็จะเพิ่มเป็น 6,000 บาท อันนี้คือรายการเปลี่ยนแปลงของการโอนบัญชีนะคะ แต่ทุกลำดับขั้นตอนจะต้องมีวันที่เวลากำหนดไว้ทุกการเปลี่ยนแปลง เป็นวินาทีเลยด้วยซ้ำนะคะ พอมันมีการเปลี่ยนแปลงแล้วนี่ เราใช้งานไปเรื่อย ๆ ระบบมันอาจจะมีปัญหา มันจะต้องมีการสำรองข้อมูลนะคะ พอเราสำรองข้อมูลไว้ ทำไมเราต้องสำรองข้อมูลนะคะ ถ้าเรามีข้อมูลสำรองไว้ ถ้าระบบเรามีปัญหาเราสามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้ ทำไมเราถึงจำเป็นต้องกู้คืนข้อมูล เกิดเมื่อกี้นี้ เป็นคุณกำลังโอนเงิน แล้วไฟดับ คุณโอนไปแล้ว 5,000 บาท แต่ไฟดับพอดี เงินคุณออกไปแล้ว แต่บัญชีที่คุณจะโอนให้ เงินยังไม่ได้ เพราะไฟดับพอดีทำอย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นถือว่าระบบล่ม มันจะต้องมีการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะต้องรับผิดชอบว่า ทุก ๆ การทำงานที่เกิดขึ้นในรายการเปลี่ยนแปลง จะต้องทำเสร็จเรียบร้อย มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง บันทึกข้อมูลถาวร ถ้าโอนไป เงินออกจากบัญชีคุณ แต่ปลายทางยังไม่ได้รับ ถือว่าการทำรายการเปลี่ยนแปลงนั้นยังไม่สมบูรณ์นะคะ โดยที่ระบบจัดการฐานข้อมูลจะไม่อนุญาตให้บางกระบวนการทำงาน ของรายการเปลี่ยนแปลงนะคะ จะถูกส่งเข้าไปฐานข้อมูลนะคะ เหมือนจะเป็นไปได้ไหมว่า กำลังจะโอนเงิน 5,000 บาท แล้วก็กำลังจะถอนอีก 3,000 บาท ในเวลาเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการทำงานจะต้องเป็นตาม รายการที่กระทำอยู่รายการเดียวเท่านั้น จะทั้งถอนทั้งโอนไม่ได้ ต้องเลือกก่อนว่า สรุปคุณจะโอนก่อน หรือคุณจะถอนนะคะ เพราะว่าถ้าบังเอิญว่าคุณปล่อยให้มีการกระทำมากกว่า 2… มากกว่า 1 การกระทำขึ้นมาพร้อมกัน มันจะเอาไป… มันจะสามารถไปเกิดปัญหา ความไม่ถูกต้องแน่นอนของข้อมูล เช่น เรามีเงิน 5,000 บาท เราอยากโอน 5,000 บาท แล้วเราก็จะถอน 3,000 บาท มันเป็นไปไม่ได้นะคะ เหมือนบางคนมีแอปโทรศัพท์ แต่บัตร ATM อยู่กับแม่ จะโอนเงินให้เพื่อน 5,000 บาท มั่นใจว่าตัวเองมี 5,000 บาท แต่แม่กดไปแล้ว 3,000 บาท แล้วพยายามโอน มันโอนไม่ได้ค่ะ เพราะว่ายอดเงินมันไม่พอ เพราะฉะนั้นใครผิด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ซึ่งปัญหานะคะ การที่ระบบล่มนะคะ มันจะมีอยู่ 3 ประเภท แบบแรกก็คือรายการเปลี่ยนแปลงผิดพลาด กับข้อ 2. เป็นปัญหาที่ระบบ ข้อ 3. จะเป็นปัญหาที่สิ่งวัตถุที่ไว้ใช้เก็บข้อมูลนะคะ โดยที่ปัญหาที่เกิดระหว่างการประมวลผล บางครั้งอาจจะเกิดจากคอมพิวเตอร์พังนะคะ หรืออาจจะเป็นปัญหาของรายการเปลี่ยนแปลงมัน Error ก็อาจจะเป็น Code โปรแกรม อาจจะมีปัญหานะคะ การเรียกดูข้อมูลอาจจะถูกดัก เจอรายการเปลี่ยนแปลงที่มีความผิดปกติ เช่น บอกว่ามีคนโอนเงินมา แต่จริง ๆ แล้วไม่พบรายการข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่โอนไปแล้ว แต่ยอดเงินมันไม่ขึ้นนะคะ รวมถึงกระบวนการควบคุมการประมวลผลพร้อมกันจะทำอย่างไรนะคะ อาจจะมีเกี่ยวกับอุปกรณ์พัง Harddisk พัง บางคนใช้งานนาน ๆ อากาศร้อน คอมพิวเตอร์ก็พังได้เหมือนกันนะคะ เหมือนบางคน เปิดคอมพิวเตอร์ไว้ไม่เคยปิดเลย พอช่วงฤดูร้อน มันร้อนมาก ไอ้ตัว Mainboard งอ เพราะความร้อนก็มี รวมถึงอาจจะเกี่ยวกับไฟดับ ไฟไหม้ อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมวลผลมีปัญหาเช่นเดียวกันนะคะ ในการทำงานบางอย่าง อาจทำไปสู่ นำไปสู่การล่มของระบบ เช่น คุณใส่ข้อมูลเยอะเกินไป เหมือนเวลาเราเขียนโปรแกรมแล้วมันไม่รู้จบ หรือการที่เอา 0 มาหาร ซึ่งเวลาเราเอา 0 มาหารนี่ มันจะหาค่าไม่ได้ ตอนที่เราเขียนโปรแกรม ระบบก็จะล่ม รวมถึงตรรกะของการเขียนโปรแกรมอาจจะผิด เช่น อย่างไรดี ถ้าคนผมสั้น สมมติตรรกะโปรแกรม คนผมสั้นจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ถามว่าจริงไหม ไม่จริง ผู้ชายผมยาวก็มี ผู้หญิงผมสั้นก็มี อันนี้คือตรรกะผิดพลาด เราจะมากำหนดอย่างนี้เลยไม่ได้นะคะ เหมือนเวลาเรา Scan ใบหน้าอย่างนี้ แล้วบอกว่า โอ๊ย ผมสั้นมาต้องเป็นผู้ชายแน่นอน ซึ่งมันไม่จริงนะคะ หรือ User หรือผู้ใช้งานอาจเป็นการหยุดที่ไม่ถูกต้อง ระหว่างประมวลผล เช่นกำลัง Download เอกสาร หรือกำลังทำธุรกรรม บางคนกำลังโอนเงินอยู่ แล้วไม่ได้ใช้เน็ตในโทรศัพท์ ใช้เน็ต Wi-Fi มีคนถอดปลั๊กออก การโอนเงินของตอนนั้นของคุณอาจจะมีปัญหาก็ได้นะคะ อันนี้คือการทำงานอาจจะมีการผิดพลาดหรือปัญหาเกิดขึ้น อันนี้ก็อธิบายไปแล้วนะ อันนี้เปลี่ยนแปลง ซึ่งด้วยสาเหตุเหล่านี้นี่ เราเลยจำเป็นจะต้องมีทั้งการกู้คืน แล้วก็การสำรองข้อมูลนะคะ โดยการกู้คืนฐานข้อมูลนี่ ก็คือกระบวนการที่ทำให้ฐานข้อมูลของเรานี่ กลับสู่สภาวะเดิม ที่สามารถใช้งานได้นะคะ ถ้า ณ ขณะนั้นถ้ามันมีความขัดข้องหรือข้อผิดพลาดระหว่างการประมวลผลนะคะ ซึ่งการฟื้นสภาพหรือการกู้คืนนี่ มันจะเป็นการที่ระบบจัดการฐานข้อมูลนี่ ย้อนกลับไปยังข้อมูล ก่อนที่จะเกิดความเสียหายนะคะ โดยที่ฐานข้อมูลอาจจะเกิดความขัดข้องหรือความเสียหายของระบบ ไม่ว่ากรณีใด ๆ นะคะ มันจะทำให้ข้อมูลนั้นนี่ ไม่ถูกต้องแล้วก็เชื่อถือไม่ได้ เราจะต้องย้อนกลับไปนะคะ เพราะฉะนั้นการกู้คืนฐานข้อมูลนี่ มันจะเป็นมีวิธีการในการเอาข้อมูลที่ถูกทำลาย หรืออาจจะถูกเปลี่ยนแปลงให้กลับคืนมา อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือเหมือนเดิมนะคะ ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลเช่นเดียวกันนะคะ โดยการกู้คืนข้อมูลหรือการฟื้นสภาพนี่ มันจะเป็นการทำให้เรามั่นใจว่ารายการที่ทำของเรานี่ ที่ถูกยกเลิกไป หรืออาจจะมีความผิดพลาดต่าง ๆ เช่น อาจจะเกิดจากโปรแกรม ระบบมันเสีย Harddisk เสีย ไฟดับ ไฟตกนะคะ สิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายของฐานข้อมูล หรือการทำงานอื่น ๆ ที่ทำงานร่วมกันของข้อมูลนั้น ๆ นะคะ โดยรูปแบบของลักษณะของความผิดพลาดนะคะ อันแรกระบบล่มซึ่งอันนี้เราก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่ ความขัดข้องจากอุปกรณ์บันทึกข้อมูลนะคะ Harddisk เสีย SSD เสีย ความผิดพลาดของตัวโปรแกรม ภัยธรรมชาติ อย่างเราเป็นเรียนทางคอมพิวเตอร์ เราจะต้องไปดูแลคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าคุณไม่ดูแลเอาใจใส่ ไม่ทำความสะอาด ไม่เช็กความพร้อมของอุปกรณ์ คิดว่า โอ๊ะ ไม่เป็นไรหรอก แต่เปิดฝาหลังคอมพิวเตอร์มา มีแต่ฝุ่น ถามว่าฝุ่นมันสะสมมาก ๆ สักวันมันจะช็อต แล้วคอมคุณก็จะพัง อันนี้คือความไม่ดูแลเอาใจใส่ หรือเอาของเข้ามากินในห้อง น้ำหกใส่คอมพิวเตอร์ คอมฯ ของคุณก็พัง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวถ้ามีโอกาส ที่วกคุณได้ไปดูงานห้องคอมพิวเตอร์ ที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ เขาจะห้ามของกินทุกชนิด รองเท้าต้องสะอาด ถุงเท้าต้องสะอาด ห้องคอมพิวเตอร์บางห้อง ต้องใส่หมวกคลุมผม ไม่ให้ผมร่วงลงไป เพราะบางทีถ้าพัดลมมันพัด แล้วมันไปเกิดช็อตที่ใบพัดของ ระบบทำความเย็น คอมพิวเตอร์อาจจะเสียหายได้ หรือรวมถึงการก่อวินาศกรรม ถ้าเราดูหนังหลาย ๆ เรื่องนะคะ เขาก็จะมีการวางระเบิดห้องคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นสาเหตุเช่นเดียวกันนะคะ ประเภทของเหตุขัดข้องก็มีอยู่ 3 ลักษณะหลัก ๆ นะคะ อันแรกจะเป็นความขัดข้องของระบบนะคะ เช่นความขัดข้องของระบบปฏิบัติการนะคะ ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานไปได้ การ... อาจจะต้องมีการปิดเปิดเครื่องใหม่หรือ Restart นะคะ ซึ่งจะมีผลกับทุก ๆ รายการเปลี่ยนแปลงที่กำลังทำงานอยู่ อาจจะไม่ถึงขั้นทำลายข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ เราจะเรียกการขัดข้องแบบนี้ว่าเป็นการขัดข้องแบบ เขาเรียกว่าอย่างเบาละกันนะคะ โดยข้อมูลไม่หาย แต่ข้อมูลที่อยู่ใน Harddisk นี่ บางครั้งอาจจะ ต่อไปครั้งหน้าที่มีการเรียกการทำงานมันอาจจะช้านะคะ เพราะว่าส่วนมากข้อมูลเราจะเก็บไว้ใน Harddisk ซึ่ง Harddisk ไม่มีไฟฟ้าก็สามารถเก็บข้อมูลได้นะคะ อันนี้ก็คือการ... ความขัดข้องแบบที่ยังพอรับได้ ปิด-เปิดเครื่องใหม่ก็หายนะคะ แต่ถ้าเป็นความขัดข้องของรายการเปลี่ยนแปลงนะคะ ก็จะมีอยู่ 2 ลักษณะ บางครั้งมันจะเป็นความขัดข้องที่อาจจะป้องกันได้ จากโปรแกรมที่เราเขียนไว้นะคะ หรือโปรแกรมที่เราใช้งาน โดยมีทั้งภายในภายนอกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างสมมุติว่าเป็นความขัดข้องที่สามารถป้องกันได้จากภายในโปรแกรมนะคะ เช่น ถ้าเราจะโอนเงินสมมุติว่าเราอยากโอน 500,000 บาท นะคะ แต่จริง ๆ เรามีอยู่ 500 บาท โปรแกรมก็จะเริ่มตรวจสอบแล้วความผิดพลาดแล้วว่า แล้วก็แสดงผลว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ ต้องยกเลิกรายการนี้ หรือกลับไปแก้ไขจำนวนเงินใหม่ อันนี้คือเราสามารถป้องกันความเสียหายได้นะคะ อันนี้ก็คือ มันจะเป็นเกี่ยวกับตรรกะแนวคิดอยู่แล้ว เงินไม่พอจะโอนได้อย่างไร อันนี้เป็นพื้นฐานง่าย ๆ เป็นต้น หรือถ้าไม่สามารถป้องกันได้ เช่น ข้อมูลมันเยอะเกิน อย่างเช่น อาจจะเคยได้ยินข่าวว่ามี Hacker พยายาม เอาข้อมูลเหมือนพยายามโจมตี Server Server หนึ่งนะคะ ซึ่ง Server นี้อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยเราก็ได้ สามารถทำงานได้พร้อมกันเต็มที่ 500 คน แต่ Hacker ใช้ User เป็น 1 ล้านคนมาโจมตี มันจะทำให้ระบบเรานี่ไม่สามารถรับได้ ระบบก็จะล่ม เพราะเรารับได้เต็มที่ 500 แต่คนล้านคนพยายามเข้ามา หรือพยายามกรอกข้อมูลนี่ มันเป็นไปไม่ได้เลย ระบบก็จะพังนะคะ แบบนี้เป็นต้น อันนี้คือไม่สามารถป้องกันในจากโปรแกรมเราได้เลย กับอีกอย่างหนึ่ง ความขัดข้องของอุปกรณ์ อาจจะพัง หัวอ่านสะเทือน กระทบกัน เหมือนนักศึกษาบางคนชอบใช้โน้ตบุ๊กแล้วปิดฝาพับลง ไม่ปิดเครื่อง เครื่องก็จะยังทำงานอยู่ เวลาคุณขี่มอเตอร์ไซค์ ตกหลุม ขึ้นเนิน มันสะเทือน อุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋าเป้เรามันยังทำงาน มันก็จะสะเทือนไปด้วย มันก็อาจจะพัง คอมฯ คุณก็จะพัง เพราะบางทีหัวอ่าน Harddisk คุณมันทำงานอยู่ พอมันโดนกระแทก หัวอ่านมันจะเป็นเข็มเล็ก ๆ มันก็พังนะคะ อันนี้ก็ระวังด้วย อันนี้ก็คือความเสียหายของอุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะถ้ามันพัง เราแก้ไขไม่ได้ เพราะเหมือนมันหักไปแล้ว มันเสียไปแล้วนะคะ ข้อมูลเราก็ไม่ได้สำรอง อันนี้ก็คือข้อผิดพลาดจากอุปกรณ์เก็บข้อมูล ความจำเป็นของการกู้คืนข้อมูลก็แน่นอนค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะสำรองข้อมูลกับอะไร ใส่ Harddisk ไว้ไหม หรือใส่ USB ไว้ หรืออัปโหลดขึ้นบน Google Drive หรือบน Cloud ก็ว่าไปนะคะ ซึ่งประเภทของ ที่เก็บข้อมูลสำรองจะมีอยู่ 3 แบบนะคะ 3 แบบ อันนี้ถ้านับเป็นอุปกรณ์นะที่จับต้องได้ อันแรกเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูลได้ต่อเมื่อมีไฟฟ้านะคะ ในกรณีที่ไม่มีไฟฟ้า ข้อมูลพวกนี้จะหายไป สิ่งเหล่านี้ก็คือ RAM เราเรียนประกอบคอมมาแล้ว RAM จะเป็นการ์ดแผ่นเล็ก ๆ นะคะ มันจะเป็นพื้นที่สำหรับสำรองข้อมูลตอนที่คอมพิวเตอร์เราทำงานอยู่ ถ้าเราปิดปึ๊บ ข้อมูลในนั้นจะหายไปนะคะ กับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ก็คือ Harddisk ซึ่งอุปกรณ์ประเภทนี้นี่ มักจะเกิดปัญหาก็คือ Harddisk พัง หัวอ่านมันหัก หรือตัว Disk เป็นรอยนะคะ เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังด้วย กับอันต่อมาเป็น Stable ก็คือ อันนี้จะเป็นค่อนข้างโบราณ ไม่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า ส่วนมากจะไว้ใช้ในการสำรองข้อมูลมากกว่า ลักษณะเป็นเทปแม่เหล็ก เพราะราคาค่อนข้างถูก แต่การเรียกดูข้อมูลมันจะช้านะคะ แต่ว่าส่วนมากเขาเลยใช้เป็นที่เก็บข้อมูล ไม่ได้เอามาประมวลผลทุกวันนะคะ ก็ถามว่านิยมใช้ไหม ก็ไม่น่ะค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เขาก็ใช้ Harddisk กันหมด อย่างน้อยน่ะนะคะ ต่อมาประเภทของความผิดพลาดมีอยู่ 4 ประเภทนะคะ อันแรกก็คือความผิดพลาดทางตรรกะนะคะ ก็บางทีก็เกิดความผิดพลาดตั้งแต่ตอนเราที่เขียนโปรแกรมมันผิด เช่น โปรแกรมไม่ยอมทำงานเพราะว่า บัตรประชาชนคุณกำหนดไว้เป็น 15 หลัก ความจริงมีแค่ 13 พอกรอกไม่ครบ ระบบทำงานไม่ได้ ผู้ใช้งานกรอกถูกแล้ว 13 ตัว แต่ระบบบอกว่ามันต้อง... มันหายไป 2 ตัว อันนี้ก็คือตรรกะมันผิด โปรแกรมมันผิด เราเขียนผิดเองนะคะ ก็เป็นถือไว้เป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง หรือว่านามสกุล กรอกเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่บังเอิญคุณไม่ได้ปิดความผิดพลาดตรงนี้ มีคนมาปั่น มาป่วนระบบคุณ แล้วเขาใช้นามสกุลเป็นตัวเลข ระบบยอมให้ Save หรือยอมให้บันทึกข้อมูล สรุปคุณก็ได้ข้อมูลขยะเข้ามา ทำให้เปลืองการประมวลผลข้อมูลอีกนะคะ กับความผิดพลาดของระบบนะคะ เช่น ปัญหาการจัดระดับงานผิดพลาด แล้วมันเลยเกิดปัญหาระบบหยุดการทำงานของมันเอง ล็อกไม่ให้คุณทำงานนะคะ แบบนี้ รวมถึงความผิดพลาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เช่น เหมือนตึกนี้ ไฟไม่สม่ำเสมอ ไฟตกบ่อย ข้อมูลหายบ่อยนะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในห้องนี้ เมื่อก่อนเราเลยมีอุปกรณ์สำรองไฟ แต่พออุปกรณ์สำรองไฟใช้ไปนาน ๆ ไฟตกบ่อย ก็พังเหมือนกันนะคะ อันนี้ก็จะเป็นความผิดพลาดของระบบ รวมถึงความผิดพลาดของระบบอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลนะคะ เช่นปัญหา บางที Harddisk ของเรานี่ พอเราอย่างที่อาจารย์บอก พวกคุณไม่ได้ปิดเครื่อง Harddisk มันทำงานตลอด แล้วหัวเข็มบางทีมันสะเทือน ไอ้ตัวหน้า... หน้าจานแม่เหล็กที่เก็บข้อมูลของเรานี่ มันเลยเป็นรอยขูดขีด เป็นรอย เหมือนสมัยเด็ก ๆ พวกคุณดูแผ่น CD น่ะค่ะ ถ้าแผ่น CD เป็นรอย หนังในแผ่น CD เรานี่ก็จะดูแล้วมันก็จะกระตุก อาจจะดูไม่ได้เลย เพราะว่าเราเก็บรักษาไม่ดี อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นการใช้อุปกรณ์ใด ๆ ที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นี่ มันค่อนข้างมีราคา แล้วก็มีความสำคัญ อาจจะมีข้อมูลสำคัญอยู่ในนั้น เราก็ต้องช่วยกันรักษาด้วยนะคะ การกู้ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้านะคะ มีอยู่ 3 แบบ แบบแรกก็จะเป็นการกู้ข้อมูลที่อาศัยข้อมูลที่เก็บจาก เขาจะเรียกว่า รายการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ สมมุติว่า เหมือนกับเวลาเราไปเซ็นชื่อ หรือการเก็บข้อมูลว่าวันนี้คุณมาเรียนกี่โมง กลับบ้านกี่โมงนะคะ มันก็จะมีการเก็บไว้ เป็นลำดับรายการ เป็นหมายเลขการเปลี่ยนแปลง มีการกระทำอะไรบ้าง ชื่อตารางมาจากไหน เปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไรนะคะ ลักษณะของการเก็บข้อมูลจะเป็นตารางแบบนี้ เช่น สมมุติ 10 โมง 12 นาที เริ่มทำงานนะคะ นาทีต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของพนักงาน ลำดับที่เท่าไรนะคะ ข้อมูลเดิมลำดับที่ 1 เปลี่ยนเป็นลำดับที่ 8 แบบนี้เป็นต้นนะคะ อันนี้ก็คือเขาจะรู้เลยว่า ทุก ๆ กี่นาทีมีข้อมูลอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีรายการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง อย่างเช่นรายการเปลี่ยนแปลงที่ 1 เปลี่ยนแปลงที่ 2 เปลี่ยนแปลงที่ 3 สังเกตว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นที่จุด START เหมือนกัน ต้องมีการเริ่มทำงาน อย่างเหมือนรายการเปลี่ยนแปลงที่ 1 เห็นไหมคะ เริ่มต้นเมื่อ 10 โมง 12 นาที สถานะ COMMIT ก็คือยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตอน 10 โมง 18 นาที ก็คือเราทำงานในการแก้ไขข้อมูลนี่ใช้เวลา 6 นาที มันจะเก็บทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน 6 นาทีนั้นนะคะ อย่างเช่น START นะคะ เช่น สถานะก็คือ START ก็คือรายการจะเริ่มต้นทำงานนะคะ COMMIT ก็คือทำงานเสร็จ UPDATE ก็คือ รายการถูกบันทึกแล้ว แล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่า สถานะหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 สถานะนะคะ สำหรับการเก็บข้อมูลเป็นประเภท Log File ก็คือเป็นการเก็บ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่นเอง การกู้คืนในเกิดจากเหตุขัดข้องแบบความผิดพลาดของระบบ เราจะมีจุดที่เป็นเหมือนจุดตรวจสอบนะคะ ถ้าสมมุติว่าทำงานแล้วยังไม่ถึงจุดตรวจสอบ แล้วถ้าระบบล่ม เราจะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าการทำงานของเราเลยจุดตรวจสอบแล้ว แล้วระบบจึงล่ม เราจะเริ่มการทำงานใหม่ที่จุดตรวจสอบนั้นนะคะ ก็คือไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด จะเริ่มตรงจุดที่เรา Mark ไว้ หรือเราตั้งธงไว้นั่นเองนะคะ เดี๋ยวอันนี้ค่อยอธิบายเพราะว่าเป็นตัวเลขเยอะนะ แบบนี้นี่ค่ะ อย่างเช่นตัวนี้ค่ะ จุด Check Point ถามว่าตัวกระบวนการทำงานที่ 1 T1 เริ่มต้นตรงนี้ ถึงตรงนี้ ถามว่ามันทำงานเสร็จไหม ทำงานเสร็จเรียบร้อยนะคะ T1 ไม่มีปัญหาอะไร T2 ล่ะ T2 ทำงานผ่านจุดตรวจสอบที่ 1 เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจุดที่ระบบจะล่ม ถามว่า T2 ทำงานเสร็จไหม T2 ทำงานเสร็จนะคะ T3 ทำ... เริ่มทำงานตรงนี้ ผ่านจุดตรวจสอบ ทำงานจนถึงจุดผิดพลาด ถามว่า T3 จะเริ่มทำงานที่ไหน จะไม่เริ่มตรงนี้นะคะ จะเริ่มตรงที่จุดตรวจสอบตรงนี้ T4 เริ่มทำงานตรงนี้เสร็จตรงนี้ ไม่อยู่ในจุดตรวจสอบก็จริง แต่เราก็นับว่าเขาทำงานเสร็จเรียบร้อยนะคะ ส่วน T5 ทำงานหลังจากจุดตรวจสอบ แล้วทำไม่เสร็จ T5 จะทำอย่างไร T5 ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดนะคะ อันนี้คือการทำงานของจุดตรวจสอบ จะเห็นได้ว่า ถ้าคุณทำงานผ่านจุดตรวจสอบก็จริง แต่ถ้าระบบมันทำงานเสร็จ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าการทำงานมีปัญหา แล้วผ่านจุดตรวจสอบแล้ว เราจะไม่เริ่มใหม่ทั้งหมดเราจะเริ่มต้นแค่ตรงที่จุดตรวจสอบนะคะ อันนี้เป็นแบบการกู้คืนข้อมูลแบบใช้จุดตรวจสอบ กับการกู้คืนแบบ ทำคล้าย ๆ กับว่าเป็นสำเนาข้อมูลนะคะ ก็ส่วนมากตัวนี้การกู้คืนตัวนี้จะใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเยอะพอสมควร เพราะไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ เกิดขึ้นในระบบของเรา มันจะทำสำเนาซ้ำไว้ด้วยเสมอ เหมือนกับเงานะคะ เขาเรียกว่าเหมือนเราเดินไปก็จะมีเงาติดตัวเราไปด้วย เราเดินซ้ายก็เงาไปทางซ้าย เราเดินขวาก็เป็นทางเงาทางขวา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดการกระทำใด ๆ ขึ้น จะมีสำเนาไว้ด้วยเสมอนะคะ อันนี้เป็นการทำแบบ Shadow Paging นะคะ ต่อมา เป็นการกู้ข้อมูลจากการสำรองข้อมูลที่ไม่ใช้ไฟฟ้านะคะ ส่วนมากก็จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็น Harddisk หรือว่าเทปแม่เหล็กนะคะ แต่แบบนี้นี่ เราจะไม่ทำสำเนาตลอดเวลา เราจะมีการกำหนดช่วงเวลาในการสำรองข้อมูล เช่นทุก ๆ 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือนว่าไป แต่ถ้าเป็นข้อมูลปริมาณมากนะคะ อย่างในธนาคารนี่ เขาจำเป็นจะต้องสำรองข้อมูล แทบจะตลอดเวลาเลย เพราะเขามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มันจะพลาดไม่ได้ วันนี้อาจจะทำงานได้ พรุ่งนี้อาจจะไฟไหม้ห้องเก็บข้อมูลหรือเปล่าเราไม่รู้นะคะ โดยการกู้คืนข้อมูลแบบนี้นี่ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เขาจะต้องมีการซ้อมด้วย ว่าถ้าเกิดวันนี้นี่ ระบบเราล่ม 2 ทุ่ม พรุ่งนี้ต้องทำงาน จะทำอย่างไร ถ้าใครที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมด จะต้องมาซ้อม อาจจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง พรุ่งนี้ต้องทำงานเหมือนเดิม เงินต้องอยู่เหมือนเดิม ต้องกู้คืนระบบให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง จากข้อมูลทั้งหมดนะคะ จะต้องมีการซ้อมด้วย เช่น สมมุติว่าคุณมีข้อมูลที่เก็บไว้มันอาจจะเป็น Harddisk ประมาณ เป็นพัน ๆ Harddisk พัน ๆ ลูก คุณจะเรียกข้อมูลกลับคืนมาอย่างไร ให้เสร็จภายในพรุ่งนี้เช้า เขาต้องซ้อมนะคะ บางทีถ้าเป็นคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และเฝ้า Server นี่ บางทีต้องมานอนเฝ้าห้องด้วยซ้ำ เขาก็จะห้ามของกินห้ามสูบบุหรี่ ห้อง Server ก็จะหนาวมาก อาจจะต้องนอนในนั้น บางคนมีถุงนอนด้วยซ้ำ เพื่อเฝ้าอุปกรณ์เก็บข้อมูลนะคะ การกู้ข้อมูลจะเป็นการโอนข้อมูลจากอุปกรณ์เก็บข้อมูลทั้งหมดกลับมา แล้วก็จะเอารายการเปลี่ยนแปลงที่มีการเก็บ Log File ก็คือการเก็บเวลาการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ที่ทำงานสมบูรณ์นะคะ ก็จะมาบันทึกไว้ในระบบที่เรากู้คืนมาใหม่ทั้งหมด ก็คือเหมือนกับถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราก็จะก๊อบมันมาทั้งหมดนะคะ วันนี้ก็จะประมาณนี้เพราะว่า เราจะไม่เน้นว่าพวกคุณจะต้องสำรองข้อมูลเองทั้งหมดนะ อันนี้ให้รู้ไว้ เพราะว่าอันนี้มันจะเป็นฐานข้อมูลขั้นสูง ซึ่งจะเรียนในปีที่สูงกว่านี้นะคะ เป็นวิชาเฉพาะทาง แต่ว่าภาษา SQL นี่ทุกคนจะต้องได้เรียนนะคะ อาทิตย์หน้าจะเป็นตัวอย่างคำสั่งภาษา SQL นะคะ ที่ทุกคนจะต้องจำแล้วก็ทำให้ได้นะคะ ว่าแต่ละคำสั่งมันมีความสำคัญอย่างไร กระบวนการทำงาน เราจะเขียน เขียนโปรแกรมอย่างไรในการเรียกดูข้อมูล ใครยังใช้โปรแกรมไม่เป็น เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะพาดูอย่างง่ายก่อน ว่าแต่ละคำสั่งมันต้องทำงานอย่างไร ถ้าเราจะเรียกดูข้อมูลเราจะต้องใช้คำสั่งอะไรนะคะ ถ้าจะเพิ่มข้อมูลใช้คำสั่งอะไร แก้ไขข้อมูล ลบข้อมูล ต้องทำอย่างไร แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักนะคะ เพราะฉะนั้นพยายามจำแล้วก็พิมพ์ให้ถูก หรือแปลความหมายมันได้ยิ่งดีว่าคำศัพท์คำนี้ถ้าเป็นภาษาไทยมันคืออะไร ทำไมเราถึงเลือกใช้คำนี้นะคะ เหมือนเวลาสมมติว่าต่อไปปี 3 ไปฝึกงาน เขาถามว่ารู้จักฐานข้อมูลไหม รู้จักคำสั่งนี้หรือเปล่านะคะ เราจะได้ตอบเขาได้ว่าอย่างน้อยเรารู้ว่าคำสั่งนี้มันทำงานอย่างไรนะคะ วันนี้ไม่มีการบ้านนะคะ เพราะว่าต้องขอนุญาตไปประชุมตอนบ่าย 2 พอดีนะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ แต่ว่าอาทิตย์หน้านะคะ เตรียมตัวมาดี ๆ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษกันนะคะ วันนี้ก็ขอบคุณล่าม แล้วก็ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]