(อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ เดี๋ยว เริ่มเลยแล้วกันนะคะ ล่ามได้ยินไหมคะ (ล่าม) ได้ยินค่ะ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ ก็อาทิตย์นี้ นะคะ จะเป็นการแนะนำ ตัวโปรแกรมที่เราจะใช้เขียน ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างง่ายก่อนแล้วกันนะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกับมันได้ หลายโปรแกรมมากนะคะ อาจจะเป็น My SQL หรือเป็น Oracle แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันก็คือภาษา SQL ซึ่งโปรแกรมในเครื่องเรา ถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมก็จะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม Microsoft Access นะคะ มันก็จะมีความสามารถที่จะพิมพ์ คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย แล้วก็ในส่วนของตัวโปรแกรมนี้นี่ หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้วนะคะ เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน เราก็จะได้ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ โดยที่โปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้ง การจัดการฐานข้อมูล แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน ในฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษานี่ เรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งานนะคะ รวมถึงคนที่อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่ เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก แล้วก็ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่าย คำสั่งนี่คือซับซ้อนวุ่นวายมากนะคะ หน้าตาตอนสร้างฐานข้อมูลมันก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยมาดูในตัวโปรแกรมกัน มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ เราจะเรียกว่าเป็น Ribbon ข้างบนนะคะ ในรูปนี่ มันก็จะเป็นเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างของตารางนะคะ แล้วก็การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลเราก็สามารถทำได้ การสร้างรายงานนะคะ เช่น สมมุติมีรายชื่ออยู่ 10,000 รายชื่อ เราอยากให้มันออกมาเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง เราก็สามารถสร้างรายงานออกมาได้เหมือนกัน รวมถึงการสืบค้น การเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ตามเงื่อนไข เราก็สามารถทำได้ ในส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเองนะคะ เราจะไม่ใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง เราจะได้รู้ด้วยว่า เวลาที่เราใช้ภาษา SQL นี่ มันทำงานอย่างไรนะคะ โดยตารางที่อยู่ในโปรแกรม Access นะคะ รูปแบบของตารางนี่ ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้วนะคะ ถ้าเราต้องการจะบันทึกหรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อน ถึงจะใช้งานได้ เหมือนอาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้นักศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย เพราะว่าเรายังไม่มีตารางนะคะ มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้เพราะเรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลยนะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อแล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย นั่นก็คือเราก็จะมีถ้าเราใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ ๆ ใช่ไหมคะ ใน Access ก็เหมือนกันเราก็จะกำหนดว่าหัวคอลัมน์แต่ละคอลัมน์นี่ ก็คือฟิลด์นี่แหละนะคะ มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง แล้วก็ คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนั้นนี่ มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้นหรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข ค่าตัวเลขจะต้องไม่เกิน 10 ตัว อะไรก็ว่าไป รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลักนะคะ การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม Access นี่ก็ง่าย กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลยนะคะ แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป ว่ามันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรนะคะ ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลอันนี้ เราทบทวนกันอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราจะเรียกว่าตารางนะ นะคะ มีแถวมีคอลัมน์นะคะ แนวตั้ง เราจะเรียกว่าคอลัมน์ ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูลก็คือ Field อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Field ก็คือ 4 คอลัมน์นะคะ มี 3 Records ก็คือ 3 แถวข้อมูลนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วยนะคะ ไอ้ตัว HN นี่ มันย่อมาจากรหัสผู้ป่วยนะคะ Hospital Number แล้วก็จะมีชื่อ มีนามสกุลมีที่อยู่อันนี้เป็น ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่ายนะคะ ตัวอย่างอย่างง่าย ส่วนในตัวโปรแกรม เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่การเราจะมากำหนดคุณสมบัติ ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้นะคะ เราจะมากดกำหนดตรงที่ในส่วนของการ Design ก็คือการออกแบบ มันก็จะถามว่าอย่างในส่วนตรงนี้ อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษน่ะนะคะ ว่าชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร บางทีตัว ID นี่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่า มันจะเป็น Auto มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข 1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ นี่ บางทีก็มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบนะคะ มันอาจจะต้องมีตัวหนังสือ ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่ เข้ามาใหม่เราจะ 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้นะคะ มันจะต้องกำหนดเฉพาะเช่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา ตามมาด้วยรหัสคณะ ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเราเลขที่อะไรนะคะ ตัวอย่าง ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่ได้มีข้อมูลแค่ นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น อย่างด้านซ้ายนะคะ ก็จะเป็นตัวอย่างของ ตารางทั้งหมดที่มันเอามาเชื่อมโยงกัน มีไม่ต่ำกว่า 20 ตารางนะคะ ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ รวมถึงการกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อัตโนมัติ ส่วนเลขประจำตัวผู้ป่วย เขาจะให้กรอกนะคะ แล้วก็จะมีคำอธิบายด้วยว่าไอ้คำ... คำย่อหรือหัวตารางนี่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไรนะคะ อย่าง Old HN ก็คือเลขบัตรเดิม ต้องพิมพ์อย่างไร หรือไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์ นามสกุล เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยในคำอธิบายนะคะ ถ้าในส่วนของฐานข้อมูล เราจะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูลหรือ Data Dictionary ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก อย่างสมมุติว่าคุณอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงานนะคะ เห็นคำย่อ ptMarry คืออะไร สมมติเรามาทำงานต่อจากเขา แล้วเขาไม่เขียนอธิบายไปว่า ไอ้คำศัพท์คำนี้ มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องกรอกนะคะ นั่นคือสถานภาพสมรส สมมุติเขาไม่ได้บอกเราไว้ เราก็ต้องมา กว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า เอ๊ะ สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นการเขียนคำอธิบาย ก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูลนะคะ อ้อ ส่วนด้านล่าง จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลนะคะ เช่นจำนวนเงินเดือน เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อยเราก็สามารถกำหนดได้ว่า ตัวเลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่ มากขนาดไหน เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ ถ้าสมมุติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอนนะคะ เราก็ต้องมากำหนดตรงนี้ด้วยว่า ข้อมูลที่ใส่ได้ ควรจะเป็นข้อมูลขนาดไหน หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก เราก็จะมากำหนดตรง Properties ข้างล่างตรงนี้นะคะ การสร้างตารางโดยใช้มุมมองการออกแบบนะคะ มันก็จะมีการกำหนดไว้ว่า ชื่อของฟิลด์ก็คือชื่อแต่ละคอลัมน์ ควรตั้งชื่ออะไร ควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ พวกเครื่องหมายคำถาม เครื่องหมาย # อะไรพวกนี้นะคะ หรือ … _ ขีดเส้นใต้ เราจะไม่ใส่ รวมถึงประเภทของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จะเก็บในคอลัมน์หรือฟิลด์นั้น ๆ เช่น รหัสสินค้า มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขแล้วก็ตัวอักษรผสมกัน ส่วนราคานะคะ ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว เราไม่พิมพ์ เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่ ก ไก่ อีก 2 ตัวแทนเลข 0 มันไม่ใช่นะคะ เพราะฉะนั้น 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว กับถ้าสมมุติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ นะคะ คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่หรืออย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วยนะคะ อย่างเช่น วันเขาทำงาน วันแรกจนถึงปัจจุบันเขาทำงานมาแล้วกี่ปี ก็จะใช้วันที่ในการคำนวณนะคะ เราก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้าสมมุติว่าคุณได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Text นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข ตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ เราจะไม่เอามาบวกกัน มันไม่มีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์ อย่างคำนำหน้าชื่อ บางคนก็จะพิมพ์นางสาว บางคนพิมพ์ น.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์ มีเครื่องหมาย มีตัวอักขระนะคะ ที่ผสมกัน รวมถึงตัวเลข ก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลข อาจจะเป็นจำนวนเงิน การเก็บเงินก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น Byte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้นะคะ ข้อมูลที่เป็น Integer ก็จะเป็นค่าตัวเลขระหว่าง -30,000 กว่า ไปจนถึง 32,000 เป็นจำนวนเต็มบวกนะคะ เป็นเต็มบวกกับเต็มลบ ไม่มีจุดทศนิยม ถ้าเป็น Long Integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น มันจะกลายเป็นประมาณ 2,000 ล้าน อันนี้เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ หรือข้อมูล เงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่มากกว่าค่า Integer ธรรมดาขึ้นไปนะคะ Single จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะคะ อาจจะมีค่าไปจนถึงติดลบนะคะ เป็นทั้ง… เป็นทั้งทศนิยมที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวกนะคะ ต่อมา Double จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยมอย่างเช่น บางทีเราไปซื้อของ เราจะเห็นว่าเขาคำนวณเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่า การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา เขาแสดงผลจนถึงทศนิยม 1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง ก็ว่ากันไป แต่ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่งนะคะ ต่อมาวันที่เวลา ก็จะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่ เป็น ค.ศ. หรือ พ.ศ. ก็แล้วแต่เราจะระบุก็ได้นะคะ โดยที่มันจะอาจจะเป็นระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบวันเดือนปีแค่นั้นนะคะ กับ Yes/No Question นะคะ ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำถาม คำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ค่า ก็คือจริงกับเท็จ เช่น ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา เขาเลยถามว่าจริงหรือเท็จ ถ้าเป็น... ยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes ก็คือใช่ ถ้าเรียนจบแล้วก็อาจจะบอกว่า No นะคะ กับ OLE Object นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่ เอาไว้ในการแนบรูปภาพนะคะ ฐานข้อมูลบางอย่าง เขาให้เราแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร อาจจะเป็นสมาชิก หรือสมัครเรียนหนังสือ หรือสมัครสอบ เขาก็จะให้เราแนบรูปภาพ แนบใบเสร็จ ถ้าเป็นระบบขายของกันแบบ ใบเสร็จโอนเงิน ก็แนบเป็นรูปภาพมาด้วยนะคะ ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่า เหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลยนะคะ แล้วก็รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน เราสามารถกำหนดได้นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลลงไปนี่ ในระบบบางอันถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้ เขาก็จะมีคำอธิบายว่า ในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ปึ๊บ เขาก็จะบอกว่าให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก เป็นต้นนะคะ กับอาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น เขาถามวันเกิด ส่วนมากวันเกิด ค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 อะไรก็ว่าไปนะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้น คุณก็เปลี่ยนค่าอื่น หรืออาจจะเป็นเงินบริจาคนะคะ ค่าเริ่มต้นอาจจะเป็น 10 บาท คุณอาจจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ กับการกำหนดเงื่อนไขของค่านะคะ เช่นเงินเดือน จะต้องเป็นบวกเสมอ จะบอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไร คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000 คือยังไม่ทำถูกทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่นะคะ ก็ต้องค่าบางค่าจะต้องเป็นบวกเสมอ เช่น อายุ จะต้องเป็นจำนวนเต็มบวก เต็มลบไม่ได้นะคะ กับการกำหนดข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข เช่น ใส่อายุเป็น -20 มันก็จะมีคำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น ก็จะเป็นแบบนี้ เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอก จะเว้นว่างไม่ได้ เช่นเลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นต้องกรอกทุกครั้ง หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องกรอกเสมอนะคะ จะปล่อยว่างไม่ได้ การกำหนดค่าคีย์หลักนะคะ ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหน ให้เป็นคีย์หลัก คลิกที่ คอลัมน์นั้น ๆ หรือฟิลด์นั้น ๆ แล้วก็กดไอ้ตัวรูปกุญแจ ตัวกุญแจจะหมายถึงคีย์หลัก หรือว่า Primary Key นี่แหละนะคะ แค่เลือกแล้วก็กด มันก็จะ เป็นการแจ้ง ในระบบเลยว่า ไอ้ค่านี้ คือค่าคีย์หลักของตารางนี้นะคะ กับความสัมพันธ์มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่งนะคะ ก็อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในตัวโปรแกรมว่ามันจะอ้างอิงกันอย่างไรนะคะ ในตัวโปรแกรมนี่ มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย ตามลูกศรสีแดงชี้นะคะ เป็นโปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะว่า เราจะสร้างคีย์หลักอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์นะคะ ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องรู้แล้วว่าตารางที่เราสร้างนี่ มันสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะว่าเราเคยวาด ER Diagram มาแล้วก็คือเหมือนตัวอย่าง ที่อาจารย์ให้ทำร้านหนังสือ ว่าผู้แต่งหนังสือ กับหนังสือ เขาควรจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ อย่างเช่นตัวอย่าง ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง ให้ดูเลยว่าตารางนี้กับตารางนี้ เขามีความสัมพันธ์กัน อย่างตารางนี้ค่ะ 2 ตารางนี้มีความสัมพันธ์แบบ 1 กับมากกว่า 1 อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือ สัญลักษณ์เครื่องหมาย เขาอาจจะไม่ได้ใช้ตัว M เหมือนที่อาจารย์สอน แต่มันเป็นความหมายเดียวกัน คือ 1 to Many ก็คือ 1 มีความสัมพันธ์มากกว่า 1 กับอะไรนะคะ เพราะฉะนั้นเรา เราอ่านหนังสือบางเล่มก็อาจจะเขียนแบบนี้นะคะ ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 นะคะ 1 ต่อ 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลย เพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่า มันแปลความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ นี่ 1 to 1 1 to Many นะคะ ข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูล เราต้องรู้ว่า เราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อมาทำงานเกี่ยวกับระบบอะไรนะคะ เหมือนในตัวอย่างก็คือร้านเช่าหนังสือหรือร้านขายหนังสือ ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้างนะคะ มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางที่อาจารย์ยกตัวอย่างมันมากกว่านั้น คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหมนะคะ รวมถึงรายละเอียดในตาราง ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง เครื่องไหน ไฟตกเหรอ ต่อไปก็ต้องดูว่าในตารางอะไรคือคีย์หลักก็คือ ค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเอง อันนี้เราจำได้นะ ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลมีความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ มีค่าที่ต้องมาประมวลผลหรือมีการคำนวณไหมนะคะ เช่น อายุสมาชิก หรือวันเข้าทำงาน ทำงานมาแล้วกี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนอะไรก็ว่าไปนะคะ การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหมนะคะ ข้อมูลเบื้องต้นที่จะใส่ ใส่แล้วเป็นอย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร เอาไปผนวกกับแล้ว มันมีปัญหาไหมนะคะ อันนี้คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาสักระบบหนึ่ง ขนาดระบบเล็ก ๆ ก็ยังต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกันนะคะ กับก่อนที่เราจะเรียนในตัวโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะสั่งให้ฐานข้อมูลมันทำงานก่อนนะคะ ภาษาที่ใช้ในการจัดการอ่านข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL นะคะ Structured Query Language ตัวนี้นะคะ การเรียนภาษา SQL นะคะมันก็จะเป็นเรียนรู้คำสั่งพื้นฐาน สำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูล เพิ่ม ลบ แก้ไข อันนี้เราต้องทราบนะคะ ซึ่งภาษา SQL นี่เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนะคะ เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมีอยู่ 3 กลุ่มคำสั่ง คำสั่งแรกก็คือคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างฐานข้อมูลด้วยนะคะ กำหนดโครงสร้างของตาราง กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่ม ลบ เปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็คือเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเองนะคะ ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้าง แล้วก็กำหนดโครงสร้างให้กับตารางนะคะ อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่ ไม่ได้แค่สำหรับนิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วยนะคะ อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่ ถ้าเราเห็นทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทางเชิงสากลนี่ เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้ ในสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์นี่ เขาจะรู้เลยว่าอันนี้คือ ฐานข้อมูลนะคะ ส่วนข้อมูลผลลัพธ์ ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือ เจอหนังสือเล่มอื่น แล้วเขาเขียนแบบนี้นี่ ก็ให้เข้าใจว่า ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูล ใช้คำสั่ง เพื่อเรียกดูรายงานออกมา ผลลัพธ์ของรายงานเป็นอย่างไรนะคะ อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้นนะคะ คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง SELECT ตัวนี้ S-E-L-E-C-T นะคะ นักศึกษาบางคนเวลาพิมพ์ ทำไมผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนเพื่อน บางทีพิมพ์ผิดนะคะ บางครั้งก็จะตกใจไม่ต้องตกใจ ถ้าผลลัพธ์มันไม่ออกมา เรามานั่งไล่ดูก่อนว่า เราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่านะคะ ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตกคำอะไรหรือเปล่านะคะ ก็เช็กด้วย ส่วนมากคำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย SELECT ตามมาด้วย FROM นะคะ SELECT ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร อย่างที่บอกนะคะ ต้องพยายามภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง เพราะว่ามันจำเป็นนะคะ FROM ก็คือ เราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหนนะคะ WHERE หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง GROUP BY ข้อมูลจะถูกรวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่นะคะ มีเงื่อนไขอะไรอีกไหม รวมถึงการจัดเรียงอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู อาทิตย์นี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อนนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างคำ... ของข้อมูลนะคะ สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดูคล้าย ๆ นี้เหมือนกัน มีตารางอยู่ 2 ตารางนะคะ ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์นะคะ ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ รหัสสำนักพิมพ์ ราคานะคะ ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์นะคะ คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้นะคะ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่างนะคะ ตัวอย่าง คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง คำสั่งที่ง่ายที่สุดก็คือ SELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดูตรงนี้นะคะตรงนี้ ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไร ดูตรงนี้นะคะ ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ ดอกจัน หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์ หรือเราจะสามารถระบุได้ว่า เราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน จากตารางอะไรนะคะ ตัวอย่างเช่นตัวนี้นะคะ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์ คำสั่งก็คือ SELECT ไอ้เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ SELECT * FROM Books ก็คือ เอาข้อมูลทุกแถว ทุกคอลัมน์ จากตาราง Books ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง Books นั่นเองนะคะ ถามว่าคำสั่งนี้ ใครสั่ง บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูล หรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้ คำสั่งที่เกิดขึ้น ที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ SELECT FROM นะคะ อันนี้คือ SELECT * ก็คือเอาทุกแถวทุกคอลัมน์ แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะ เรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ คำสั่งต่อมา เป็น SELECT ก็คือเลือกชื่อกับราคา จากตาราง Books ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ ก็จะแสดงผลเฉพาะชื่อ กับราคาของหนังสือเท่านั้น เพราะว่าอย่างที่อาจารย์เคยบอก มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้ แค่เราต้องบอกให้ถูกว่า คุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน คอลัมน์อะไร ระบุไป ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลขึ้นมาให้เราดูนะคะ ต่อมา ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ แค่เอา column มันไม่พอแล้ว เราอย่าเพิ่มเงื่อนไข คำสั่งที่ในการ ใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง WHERE มันก็จะเป็น SELECT FROM WHERE ไล่ลำดับลงมานะคะ โดยอาจจะมีเงื่อนไข อาจจะเป็นเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้ มันจะเป็นมากกว่านะคะ มากกว่าเท่ากับน้อยกว่านะคะ พวกนี้ น้อยกว่าเท่ากับ มากกว่าเท่ากับ อันนี้ไม่เท่ากับนะคะ อันนี้เป็นเท่ากับ มากกว่าน้อยกว่า เป็นอย่างนี้นะคะ เดี๋ยวจะทำตัวคั่นให้ทีหลัง หรือการรวบรวม เป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอาข้อมูลนักศึกษาชายอย่างนี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง ให้มันตรวจดูสิว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง ข้อมูลตัวไหนหายไป ตรวจสอบเป็นช่วงเช่น ช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน หรือในชื่อใครมีสระเอ ตรวจสอบข้อความนะคะ เช่นในข้อความนั้นมีคำว่านาย ก็คนที่มี คำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ อันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ เท่ากับมากกว่าน้อยกว่า มากกว่าเท่ากับ น้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับนะคะ อย่างตัวอย่าง การค้นหาแบบมีเงื่อนไขนะคะ อันแรกก็คือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง Books โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1,000 เงื่อนไขแรกคือ แสดงผลเฉพาะชื่อ กับราคานะคะ แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ ราคาน้อยกว่า 1,000 มาดูที่ราคาค่ะ อันนี้น้อยกว่า 1,000 อันนี้น้อยกว่า 1,000 นี่ น้อยกว่า 1,000 1,000 แสดงผลไหมคะ ไม่แสดงผล 1,950 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น ส่วนที่มันแสดงผล มีอยู่ 5 แถวนะคะ แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้นะคะ อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้อาจารย์ให้ดูภาพก่อนนะคะ คราวนี้เงื่อนไขเหมือนเดิมค่ะ แตกต่างกันตรงที่ว่า คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 แสดงว่า เล่มที่มีราคา 1,000 มันก็จะเอามาแสดงผลด้วย เพราะฉะนั้นต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่าเขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับนะคะ เหมือนบางทีเวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เราให้มันจัดเรียงตามราคา ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุด ไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท เขาก็จะจัดเรียงมาให้ ก็ใช้คำสั่งนี้แหละค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรานะคะ เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งาน เราไม่รู้ว่าข้างในมันนี่ เขาเขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้วนะคะ ว่า คำสั่งคอมพิวเตอร์ ต้องสั่งมันว่าอย่างไร ต่อมา เป็นคำสั่งเดิม แต่เปลี่ยนเงื่อนไข ก็คือ ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 เพราะฉะนั้นก็แสดงผล หนังสือทุกเล่ม ยกเว้นเล่มที่มีราคา 1,000 จะไม่แสดงผล ดูดี ๆ นะคะเงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียวนะคะ ถ้าสมมุติว่าในข้อสอบอาจารย์ถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่าจากคำสั่งนี้นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะเป็นอย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะนะคะ มันสามารถทำได้หลายเงื่อนไขไหม ได้นะคะ ก็จะมีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ AND หรือ OR AND ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ อย่างตัวนี้คำสั่งเราดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น OR นะคะ ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไขคือราคามากกว่า 500 หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500 จะมีอยู่ 2 เล่ม ตัวนี้นะคะ แล้วก็รหัสหรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 อันนี้ ๆ ๆ เพราะฉะนั้น จะแสดงผล 5 เล่มนะคะ ถามว่าทำไมอันนี้มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล ก็เพราะว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12 มันก็เลยแสดงผลด้วยนะคะ เป็น 5 เล่ม ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา เป็น AND AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อนะคะ อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้นะคะ แต่อันนี้จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้นนะคะ เงื่อนไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500 และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเองนะคะ ก็จะมีเล่มนี้ 500 เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันเกิน 1,000 เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีแค่ 2 เล่มเท่านั้นตามเงื่อนไขนะคะ แล้วมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม มีได้ค่ะ เป็นได้ทั้ง AND และ OR นะคะ ถ้าอันไหนเป็น AND ก็คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เช่น ราคามากกว่าเท่ากับ 500 มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มนี้นะคะ มีเล่มนี้นะคะ หรือ PID ก็คือรหัสสำนักพิมพ์ = 4 = 4 มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มนี้ค่ะ มีเล่มนี้ มีเล่มนี้ ทำไมถึงเอา เพราะมันเป็นคำสั่ง OR OR ก็คือสามารถยอมรับได้นะคะ ก็แสดงผลมา 5 เล่ม อันนี้เป็นเงื่อนไขนะคะ แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่นะคะ เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่างนะคะ กับต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธก็คือไม่เอานะคะ ก็คือคำสั่ง NOT อย่างเช่นคำสั่งนี้ เงื่อนไขคือ ไม่เอารหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4 อันนี้ตัดไป ๆ ๆ เพราะฉะนั้นแสดงผลที่เหลือ อันนี้คือเงื่อนไขง่าย ๆ อย่างเช่น เราหาซื้อของออนไลน์ ไม่อยากได้สีแดง เราก็เลยบอกว่า ไม่เอาสีแดง มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้นะคะ หรือการหาค่าว่าง หรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ เช่น ลองดูสิว่าในราคาน่ะ ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง NONE ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ค่าว่างตัวนี้ ก็จะมีอยู่เล่มเดียวที่ไม่มีข้อมูลสำนักพิมพ์ ไม่มีข้อมูลราคา มีเล่มเดียว อันนี้เอาไว้เช็กว่า ข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายไปหรือเปล่า ก็สามารถ ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้นะคะ ในทางกลับกันให้มันเช็กว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ไม่ใช่ค่าว่าง ก็ใช้คำสั่งที่ ใกล้เคียงกันแค่นั้นเองนะคะ เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยามลองแปลดู คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมากนะคะ ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ ค่อนข้างยาว เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง BETWEEN AND นะคะ ก็คือระหว่างเท่าไรถึงเท่าไรนะคะ ในทาง… ในเทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้นะคะ ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10-20 เราพิมพ์แค่นี้เองนะคะ แต่ถ้าเราไม่ใช้ เราจำคำสั่ง BETWEEN AND ไม่ได้ เราต้องพิมพ์ยาวมากแบบนี้นะคะ คำสั่งตัวนี้ มันเลยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น พิมพ์น้อยลงนะคะ อย่างเช่นตัวนี้นะคะ เงื่อนไขคือ ให้เลือก ชื่อหนังสือกับราคามาโดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500 ถึง 1,000 ก็มีกี่เล่มค่ะ มีอยู่ 2 เล่ม 500 กับ 1,000 นะคะ พิมพ์สั้นลงเยอะเลยนะคะ พิมพ์สั้นลงเยอะเลย กับเงื่อนไขต่อมา เงื่อนไขคือราคาไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1,000 มีอะไร 500 ตัดออก 1,000 ตัดออก เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่ ทุกเล่มเลย ยกเว้นเล่มที่ราคา 500 เกือบ 1,000 นะคะ หรือเราอาจจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการนะคะ เราจะใช้คำสั่ง เงื่อนไขเพิ่มเติมเข้ามาคือคำ IN I-N ตัวนี้นะคะ I-N ตัวนี้ เช่น ข้อมูลที่เราต้องการก็คือ อาจจะมีตัวเลข ให้หาตัวเลขคี่ ระหว่าง 1-10 นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็น 1, 3, 5, 7, 9 อันนี้เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ ระหว่าง 1-10 นะคะ ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย ส เสือ ม ม้า มีอะไรบ้าง สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไป สมมติในฐานข้อมูลนะคะ ตัวอย่างก็คือ เงื่อนไขให้แสดงชื่อหนังสือกับราคา ที่ราคาหนังสือ นี่ค่ะ IN มีค่า 250 หนังสือเล่มละ 500 750 1,000 เล่มไหนบ้างมี 250 มีไหม มี 1 เล่ม 500 มีไหม 500 มี 1 เล่ม 750 มีไหม ไม่มี 1,000 มีไหม มี เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่มนะคะ ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอนะคะ ก็แสดงว่า ในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750 แค่นั้นเองนะคะ หรือการค้นหาหนังสือที่ราคาไม่อยู่ในราคาที่ 250 250 ตัดออกไป ไม่เอา 500 เอาไหม ไม่เอา 750 ไม่มี 1,000 มีตัดออก เพราะฉะนั้นแสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ เพราะเขาบอกว่าไม่เอาหนังสือราคา 250 ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000 เพราะฉะนั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองก็คือการตัดออกนั่นแหละนะคะ ต่อมาคราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความนะคะ เป็นตัวอักษรก็ได้ จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง IN คราวนี้จะเป็นคำสั่ง LIKE LIKE เหมือนกด LIKE นี่แหละนะคะ ก็จะเป็นค้น การค้นหาส่วนของข้อความ บางครั้งเราอาจจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้ เช่น จำชื่อเขาไม่ได้น่ะ เขาน่าจะชื่อสมสม พงษ์พงษ์ อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ ของชื่อของคนที่ชื่อว่าสมพงษ์ อาจจะจำคำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้ อาจจะจำได้บางส่วน ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกัน เช่นบางคนอาจจะพิมพ์คำว่า microsoft ผิด หรือจำไม่ได้ ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความนะคะ โดยที่การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่ไม่จำกัดตัวอักษร เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว * เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดูนะคะ หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร เราจะใช้เป็น _ หรือเครื่องหมายคำถาม ถ้าในส่วน ของโปรแกรม Microsoft Access นะคะ เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม หรือเป็นวงเล็บ วงเล็บ เป็นวงเล็บสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ ให้ตัวอักษรใด ๆ ที่ปรากฏในช่อง จะต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ มันจะเป็นการบอกว่า ไม่เอาตัวอักษรนั้นนะคะ หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้ เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกัน มันจะได้เห็นภาพนะคะ อย่างเช่นเงื่อนไขคือ ให้ค้นหาชื่อหนังสือราคาจากตารางหนังสือโดยที่ ชื่อหนังสือนะคะ ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้ ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้คือ ขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้ ในตารางเราลองดูสิคะ ขึ้นต้นด้วยตัว N มี 1 ชื่อ มี 2 ชื่อ เพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อัน ขึ้นต้นด้วยตัว N นะคะ อันอื่นไม่ได้ขึ้นต้นด้วยตัว N แล้ว เงื่อนไขต่อมา หาชื่อหนังสือ ที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่ในชื่อนั้นมีตัว C ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้นะคะ แต่ตรงในนั้นน่ะ ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C อันแรกชื่อแรกมีไหมค่ะ ไม่มี ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่มีตัว C หนังสือต่อมา มีไหมมีตัว C มี ตัวนี้ก็มีนะคะ ตัวนี้ ถามว่าได้ได้อย่างไร ก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ อาจจะขึ้นด้วยตัว C ก็ได้ นะคะ ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้นก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม นะคะ 4 เล่ม อันนี้คือผลลัพธ์ เพราะฉะนั้นบางทีนี่ อาจารย์อยากค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ จำชื่อจริงเขาไม่ได้ จำได้แค่ว่ามีคำว่า พรพรอะไรสักอย่างอะไรอย่างนี้นะคะ ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกันนะคะ ตัวอย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้ หมายความว่า ข้างหน้าตัว e 1 ตัวอักษรเท่านั้นนะคะ เป็น 1 ตัว แต่ตามหลังตัว e เป็นกี่ตัวก็ได้ เรามาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่าในหนังสือเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว e มีตัวหนังสืออยู่ก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม ตัวหนังสือที่นำหน้าตัว e จะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้นนะคะ นะคะ เล่มนี้ล่ะ มีตัว e แต่ก่อนหน้าตัว e มีหนังสือ ตัวหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้นะคะ เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วยตัว e ได้ ตัวนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้ เล่มนี้ได้ ขึ้นต้นด้วยตัว e ขึ้นต้นด้วย 1 ตัว ก่อนหน้าตัว e แค่นั้น เพราะฉะนั้นมีหนังสือแค่ 2 เล่มนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้ เพราะก่อนหน้าตัว e มีตัวหนังสือมากกว่า 1 ตัวนะคะ ผิดเงื่อนไข เงื่อนไขต่อมานะคะ เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O ตามหลังด้วยอะไรก็ได้นะคะ ก็จะมีอยู่กี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้ ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้ มีตัว O ไหม มีตัว O 1 เล่ม ก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่มนะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไข แต่เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกคุณจะต้องได้ทำเอง อาจารย์อาจจะให้คุณสร้าง แล้วก็อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูสิ แล้วให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด พวกคุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก อย่างเช่นข้อมูลสัปดาห์หน้า อาจารย์อาจจะบอกว่า ให้แสดงผล คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วย ส เสือ กับตัว อ อ่าง อาทิตย์หน้า นักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้วนะ เงื่อนไขต่อมา ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว N ตามหลังด้วยอะไรก็ได้ อันนี้ก็หลายเล่มเลยนะคะ ก็เล่มนี้ ๆ ๆ ๆ ๆ นะคะ แค่นี้เอง นี่ ต่อมา จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำนะคะ มี 2 คำสั่ง ก็จะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะกำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียวนะคะ โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์ กับคำสั่ง ถ้าต่อมาเป็น DISTINCT ตัวนี้นะคะ ก็ลบทิ้งทั้งแถว เดี๋ยวเราดูตัวอย่างกันนะคะ โดยคำสั่งก็คือ ให้เลือกกำจัด ชื่อซ้ำ ชื่อที่ซ้ำนะคะ จากตาราง STUDENT ดูในตาราง STUDENT ในช่องชื่อนะคะ ดูเฉพาะชื่อนะ นะคะ อันไหนชื่อซ้ำ มีซ้ำ 1 คน ก็คือชื่อแดง เพราะฉะนั้น การแสดงผลก็จะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้นนะคะ ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ มันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันนี่ ตัดชื่อซ้ำออกนะคะ อันนี้คือคำสั่ง กับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถวนะคะ อย่างตอนนี้ ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่ ไม่ซ้ำกัน แต่จะมีอันนี้ ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้งแถวออก นะคะ อันนี้ก็คือเดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ ดีกว่านะคะ เพราะว่าอันนี้ตัวอย่าง มันอาจจะยังดูเห็นภาพไม่ชัดมันยังดูน้อยไป เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่ เราจะได้ทำเยอะกว่านี้นะคะ ต่อมาจะเป็นการเรียงลำดับข้อมูลนะคะ ก็จะใช้คำสั่ง ORDER BY นะคะก็คือการเรียงลำดับนะคะ ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง Books โดยให้เรียงลำดับ ตามราคาถ้าเราไม่สั่งเพิ่มเติม มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก คำสั่งนี้ก็คือ OREDR BY PRICE ก็คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก ก็จะเรียงศัพท์ใหม่ สับเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียงจากมากไปหาน้อย เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า DESC ตรงนี้ นะคะ มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง แต่ให้เรียงจากราคามากไปหาราคาน้อยนะคะ ต้องบอกด้วย เหมือนเวลาเราใช้เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน ไส้ในของโปรแกรมมันก็คือคำสั่งที่เราเรียนวันนี้นะคะ นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว เราจะต้องเป็น อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วยนะ กับมันก็จะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นในการจัดการฐานข้อมูลด้วย อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวก การนับ การหาค่าเฉลี่ยนะคะ ไอ้ AVG ตัวนี้มันย่อมาจาก Average ก็คือการหาค่าเฉลี่ยนะคะ หาค่าน้อยที่สุด ค่ามากที่สุด อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างง่าย ก็ต้องเอามาใช้ด้วยนะคะ อย่างเช่น ให้รวม ราคาทั้งหมด แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า SUMPRICE ตัวนี้นะคะ ให้รวมราคาทั้งหมดใส่ในคอลัมน์ใหม่นะคะ Field ใหม่จากตาราง Books เพราะฉะนั้นผลลัพธ์จากคำสั่งนี้ ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน ให้เราได้ผลลัพธ์ตัวนี้นะคะ ก็ไม่ยาก ถ้าเราจำคำสั่งได้ ไม่ยากเลย มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ ให้นับจำนวนจากรหัสหนังสือทั้งหมด จากตาราง Books โดยให้ชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า COUNTBOOK ก็คือให้นับจำนวน BookID ก็คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม มันก็นับมาได้ 7 เล่ม อันนี้คือมันง่าย มันมอง มัน… เรามองดูด้วยสายตาเราก็รู้ แต่ถ้าข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่ม สมมุติว่า ให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาวิทยาลัย มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล แล้วสมมุติว่าเราไปฝึกงาน แล้วมี เจ้าหน้าที่ถามว่า ให้เด็กฝึกงานไปดูสิว่ามีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับ ไม่ใช่ เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้ ในห้องสมุดมันมีหนังสือกี่เล่มนะคะ หรือในอนาคตคุณต้องได้ฝึกงานแน่นอนหรือเขาอาจจะบอกว่า เด็กฝึกงานไปนับสิ ของในโกดังมีกี่ชิ้น คุณจะไปนั่งนับเหรอนะคะ มันก็สามารถมีวิธีการ จากฐานข้อมูลนี่แหละ นับดูสิว่าสรุปสินค้าเรามีกี่อย่าง คุณจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะในชีวิตจริงนะคะ คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ หรือการหาค่าเฉลี่ยนะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า AVGPRICE ก็คือ Average Price นั่นเองคือค่าเฉลี่ย แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย ต่อเล่มประมาณ 642.14 ตัวนี้นะคะสมมุติว่า มีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้ ต่อมาเขาถามว่า ราคาหนังสือที่ถูกที่สุดในร้านเท่าไร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมันแสดงผลสิว่า ราคาสินค้าที่ถูกที่สุดนะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่ ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือถ้าเรามองด้วยสายตา เราก็ทราบแหละว่า 150 แต่อย่างที่อาจารย์บอก ถ้าเกิดสินค้ามันมีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น คุณจะมานั่งไล่ดู เสียเวลาค่ะ ฐานข้อมูลจัดการได้ ให้มันค้นหาให้คุณเลย ไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอนนะคะ หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้เป็น MAXPRICE นะคะก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูลนะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข ในเงื่อนไขตัวอย่างก็คือใช้คำสั่ง GROUP BY นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข เช่น ให้ดูช่องนี้นะคะ รหัสสำนักพิมพ์ รวมราคาออกมานะคะ รวมราคาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์ คำสั่งก็คือ สำนักพิมพ์นี้ อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไรนะคะ อย่างเช่นสำนักพิมพ์หมายเลข 4 มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม มันก็จะรวมให้ว่า มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ เป็นราคาเท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมงาน อาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12 มี 3 เล่ม รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง GROUP BY ก็คือจัดกลุ่มออกมานั่นเองนะคะ หยุดการจัดกลุ่มข้อมูล เช่น นักศึกษา ปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน อาจจะรวมโดยทั้งคณะ หรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไขนะคะ ถ้ามีกำเนิด เงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้วเมื่อกี้ คือเราให้ จัดกลุ่มเป็นรหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีสะท้อนเงื่อนไขเข้ามาอีก เราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง HAVING ตัวนี้ ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอนะคะ จากเมื่อกี้นี้ เราเพิ่มเข้าไปอีกว่า ให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5 มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์ แล้วแต่เราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีกนะคะ เพราะว่าอย่างที่บอก มุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่า เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน อยากได้รายงานแบบไหนนะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดนะคะ ต่อมาจะเป็นส่วนของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมู ก็คือเป็นการเพิ่ม แก้ไข การลบข้อมูลนะคะ การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง INSERT INTO แล้วก็ใส่ VALUE รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้นะคะ เช่นตัวอย่าง ข้อมูลเดิม จะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ คำสั่งที่เพิ่มเติมก็คือ อันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมน์ไหน แต่ถ้าเราพิมพ์แบบนี้ แสดงว่า เรารู้แล้วว่า ข้อมูลที่เราจะใส่นี่ มันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ ถ้าคุณสลับตำแหน่ง มันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิด คอลัมน์ถูก ไม่รู้ นะคะ คำสั่งก็คือ INSERT INTO ตัวนี้นะคะ ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Books ซึ่งมีค่าดังนี้ 1009 SQL 5 520 ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้อง เพราะคำสั่ง ให้ใส่ข้อมูลนี่ มันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด ใส่ 520 มาอยู่ตรงนี้แทนนี่ มันก็จะกลายเป็น BookID 520 นะคะ แต่อันนี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า เราเรียงลำดับตามคอลัมน์ถูกต้องแค่นั้นเอง ต่อมา เพื่อความชัวร์ เราอาจจะระบุชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้นะคะว่าข้อมูล 1010 นี่ให้อยู่ใน BookID นะ ชื่อหนังสือ VB รหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250 ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้ อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่า เราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่านะคะ อันนี้คือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง INSERT INTO สำหรับการเพิ่มข้อมูล ต่อมาจะเป็นคำสั่งในการปรับปรุงข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูลนะคะ จะใช้คำสั่ง UPDATE SET ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้นะคะ รูปแบบคำสั่ง UPDATE ก็คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง Books โดยมีค่าคือ ให้ราคาทั้งหมดบวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท พอพิมพ์ตัวนี้ปึ๊บ ราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก เดิม 50 บาททุกเล่ม เหมือนตัวนี้ค่ะ จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ ก็จะมีแล้ว 50 บาท อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมุติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้นี่ เรานั่งพิมพ์ทีละอันก็ได้ค่ะ แต่ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 10,000 ชิ้น แล้วเขาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคา คุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกอัน ๆ ๆ เมื่อไหร่จะเสร็จ เพิ่มขึ้นชิ้นละ 10 บาท มีของอยู่ 100,000 ชิ้น นั่งพิมพ์ไป 100,000 ครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูล เราพิมพ์แค่ 2 บรรทัด ทุกอย่างเสร็จหมดเลยนะคะ นี่คือการปรับปรุงฐานข้อมูล อันนี้คือก็คือประโยชน์ 1 ของฐานข้อมูลนะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเหล่านี้นี้่บางทีเราต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่ เหนื่อยมาก ๆ นะคะ อันนี้คือประโยชน์ ถ้าเรารู้คำสั่งนะคะ ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Books โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว ของมันถูก ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไป อย่างเช่นวันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้ พิมพ์เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่งนะคะ ถามว่าแล้วสินค้าในบริษัทอื่นจะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท ตัวนี้นะคะ คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ DELETE FROM ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Books โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบ เฉพาะ BookID ที่มีค่า 1010 จากเดิมจะมีตัวนี้เราก็ลบออก ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบนี้ อันนี้ คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้านะคะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา ให้นักศึกษาเพิ่มฐานข้อมูลเอง พิมพ์เองนะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง กรอกข้อมูลเองทั้งหมด ลองเพิ่มลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเองนะคะ สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้ SELECT FROM, DELETE FROM, UPDATE, SET, INSERT INTO อะไรก็ว่าไป มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ อาทิตย์หน้า วอร์มนิ้วมือมาให้พร้อม เพราะเราต้องพิมพ์เอง เครื่องใครเครื่องมันนะคะ เครื่องใครเครื่องมัน ใครพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง ก็จะได้คล่องนี่แหละอาทิตย์หน้านะคะ หัดพิมพ์บ่อย ๆ เพราะว่าการพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรมนะคะ อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้าก็มาให้เร็วหน่อยเพราะว่าเราจะเป็นปฏิบัตินะคะ ก็ขอบคุณล่าม ขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ โอเคค่ะ ขอบคุณมากนะคะ [สิ้นสุดการถอดความ]