﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:01.063

2
00:00:02.429 --> 00:00:05.055
ตัวโปรแกรมที่เราจะใช้เขียน

3
00:00:06.911 --> 00:00:07.176

4
00:00:07.419 --> 00:00:07.972

5
00:00:08.647 --> 00:00:08.990

6
00:00:09.031 --> 00:00:11.383
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

7
00:00:12.609 --> 00:00:12.879

8
00:00:13.189 --> 00:00:13.445

9
00:00:14.020 --> 00:00:15.919
ก็จะเป็นโปรแกรม

10
00:00:18.698 --> 00:00:22.839

11
00:00:20.239 --> 00:00:22.847

12
00:00:21.388 --> 00:00:22.820

13
00:00:26.647 --> 00:00:27.136

14
00:00:27.217 --> 00:00:36.208
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันก็คือภาษา SQL ซึ่งโปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมก็จะมีอยู่แล้วนะคะ

15
00:00:36.238 --> 00:00:36.865

16
00:00:36.816 --> 00:00:40.024
น่าจะเป็นโปรแกรม Microsoft Access นะคะ

17
00:00:40.791 --> 00:00:45.848
มันจะมีความสามารถที่พิมพ์ภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

18
00:00:46.170 --> 00:00:49.363
แล้วก็ในส่วนของตัวโปรแกรมนี้นี่

19
00:00:49.318 --> 00:00:49.790

20
00:00:49.759 --> 00:00:59.024
หน้าตาการทำงานมันก็จะคล้ายๆกับโปรแกรม Excel ที่เราเคยใช้กันอยู่แล้วนะคะเก็บข้อมูลเป็นรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

21
00:00:59.562 --> 00:01:03.842
เราก็จะได้การทำงานที่มันง่ายขึ้นนะคะ

22
00:01:04.110 --> 00:01:07.111
โดยตัว Microsoft Access นะคะ

23
00:01:07.119 --> 00:01:07.403

24
00:01:07.247 --> 00:01:17.247
ในรูปโปรแกรมมันก็จะเป็นสีส้มๆนะมันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะอย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ

25
00:01:19.097 --> 00:01:19.347

26
00:01:19.799 --> 00:01:27.030
โหลดโปรแกรมนี้นี่มันจะมีความสามารถทางการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ตั้งโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน

27
00:01:26.846 --> 00:01:27.313

28
00:01:27.168 --> 00:01:32.625
ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงานในฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

29
00:01:32.748 --> 00:01:33.013

30
00:01:33.579 --> 00:01:39.427
มันเลยเหมาะที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมเอาไว้ใช้งานนะคะ

31
00:01:39.859 --> 00:01:40.129

32
00:01:40.118 --> 00:01:47.942
รวมถึงคนที่อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่หรือเขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกันนะคะ

33
00:01:48.828 --> 00:01:51.634
เพราะว่าวิธีการใช้งานมันก็ค่อนข้างสะดวก

34
00:01:52.030 --> 00:01:52.237

35
00:01:52.281 --> 00:01:55.226
แล้วก็ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่ายนะคะ

36
00:01:55.488 --> 00:01:58.251
คำสั่งไม่ดูสับสนวุ่นวายมากนะคะ

37
00:01:59.522 --> 00:01:59.741

38
00:01:59.909 --> 00:02:00.260

39
00:02:00.228 --> 00:02:10.228
หน้าตาตอนสร้างฐานข้อมูลมันก็จะเริ่มต้นประมาณนี้เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมการมันจะมีส่วนการทำงานหลักอยู่ด้านบนเราจะเรียกว่าริบบอน

40
00:02:10.795 --> 00:02:11.163

41
00:02:11.118 --> 00:02:12.323
ด้านบนนะคะ

42
00:02:13.165 --> 00:02:17.828
ในรูปนี่มันก็จะเป็นเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างของต่างๆนะคะ

43
00:02:19.515 --> 00:02:19.750

44
00:02:19.767 --> 00:02:25.682
แล้วก็การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลเราสามารถทำได้

45
00:02:25.656 --> 00:02:25.964

46
00:02:25.915 --> 00:02:27.695
การสร้างรายงานนะคะ

47
00:02:28.867 --> 00:02:35.434
เส้นสมมุติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อเราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

48
00:02:35.847 --> 00:02:36.131

49
00:02:36.109 --> 00:02:46.109
เราสามารถสร้างรายงานออกมาได้เหมือนกันรวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นๆตามเงื่อนไขเราก็สามารถทำได้ในส่วนการสืบค้นเรียกดูข้อมูลการใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเองนะคะ

50
00:02:50.766 --> 00:02:58.005
เราจะไม่ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่างเราจะได้รู้ด้วยว่าภาษาที่เราใช้ Few a จะเป็นอย่างไรนะคะ

51
00:02:59.475 --> 00:03:03.525
หน่วยตารางที่อยู่ในโปรแกรม access นะคะ

52
00:03:04.480 --> 00:03:04.704

53
00:03:04.736 --> 00:03:06.511
รูปแบบของตารางนี่

54
00:03:07.616 --> 00:03:15.286
ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้วนะคะถ้าเราต้องการจะบันทึกหรือเก็บข้อมูลที่

55
00:03:15.307 --> 00:03:15.869

56
00:03:15.875 --> 00:03:16.110

57
00:03:16.715 --> 00:03:20.161
เราก็ต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

58
00:03:20.174 --> 00:03:24.239
เหมือนอาทิตย์ก่อนก่อนที่อาจารย์ให้นักศึกษาลองเปิดโปรแกรมดู

59
00:03:24.206 --> 00:03:27.034
บางคนยังจะพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

60
00:03:27.096 --> 00:03:29.455
เพราะว่าเราไม่มีตารางนะคะ

61
00:03:30.745 --> 00:03:39.114
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้เพราะเรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลยนะคะการสร้างตารางในที่นี้มันก็คือการตั้งชื่อ

62
00:03:39.076 --> 00:03:41.581
กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

63
00:03:41.514 --> 00:03:43.172
นั่นก็คือเรา

64
00:03:43.236 --> 00:03:48.288
ถ้าตามใน Excel ก็จะมีเป็นคอลัมน์ Column ใช่ไหมคะ

65
00:03:48.108 --> 00:03:48.612

66
00:03:48.748 --> 00:03:50.894
หนังเอกซ์ก็เหมือนกัน

67
00:03:51.244 --> 00:03:55.173
มันก็จะกำหนดว่าหัวคอลัมน์แต่ละคนรำก็คือฟิวส์นี่แหละ

68
00:03:55.023 --> 00:04:01.175
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้างแล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนั้นนี่

69
00:04:01.305 --> 00:04:01.563

70
00:04:01.816 --> 00:04:02.889
มีอะไร

71
00:04:03.036 --> 00:04:03.780
นะคะ

72
00:04:04.565 --> 00:04:06.668
ตัวหนังสือเท่านั้น

73
00:04:06.625 --> 00:04:09.304
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

74
00:04:09.246 --> 00:04:11.220
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

75
00:04:11.676 --> 00:04:12.880
ค่าตัวเลข

76
00:04:12.954 --> 00:04:18.293
ต้องไม่เกิน 10 ตัวอะไรก็ว่าไปรวมถึงต้องกำหนดคีย์หลักนะคะ

77
00:04:18.405 --> 00:04:18.654

78
00:04:18.596 --> 00:04:23.726
การกำหนดคีย์หลัก MXS มันต้องได้กดปุ่มเดียวมันก็เสร็จเลยนะคะ

79
00:04:23.595 --> 00:04:27.969
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

80
00:04:28.075 --> 00:04:30.511
มันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรนะคะ

81
00:04:31.798 --> 00:04:32.033

82
00:04:32.188 --> 00:04:32.420

83
00:04:32.375 --> 00:04:32.603

84
00:04:32.635 --> 00:04:32.943

85
00:04:33.206 --> 00:04:33.449

86
00:04:33.394 --> 00:04:37.958
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้เราทบทวนกันอีกรอบนะคะ

87
00:04:38.196 --> 00:04:38.405

88
00:04:38.457 --> 00:04:42.300
โทรอยู่ในหน้าจอตอนนี้คือเราเรียกว่าตาราง

89
00:04:42.234 --> 00:04:42.492

90
00:04:42.495 --> 00:04:43.239
นะคะ

91
00:04:43.455 --> 00:04:45.162
มีแถวมีคอลัมน์

92
00:04:45.115 --> 00:04:45.997
นะคะ

93
00:04:46.596 --> 00:04:46.866

94
00:04:47.047 --> 00:04:49.282
แนวตั้งเราเรียกว่าคอลัมน์

95
00:04:49.474 --> 00:04:52.728
โทรศัพท์ในระบบการจัดการฐานข้อมูลก็คือ

96
00:04:53.314 --> 00:05:00.914
ในตารางนี้ก็จะมีอยู่ 4 ฟิวส์ก็คืออีกรอบนะคะมี 3 ทอดก็คือ 3 แถวข้อมูลนะคะ

97
00:05:00.875 --> 00:05:03.567
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วยนะคะ

98
00:05:03.895 --> 00:05:04.119

99
00:05:04.214 --> 00:05:04.455

100
00:05:04.861 --> 00:05:05.091

101
00:05:05.115 --> 00:05:07.046
มีตัว H n

102
00:05:07.156 --> 00:05:10.039
มันย่อมาจากรหัสผู้ป่วยนะคะ

103
00:05:10.107 --> 00:05:11.629
เข้า Number

104
00:05:13.635 --> 00:05:21.272
มีชื่อมีนามสกุลปีที่อยู่ก็จะเป็นตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่ายนะคะตัวอย่างอย่างง่ายส่วนในตัวโปรแกรม

105
00:05:21.124 --> 00:05:21.384

106
00:05:21.443 --> 00:05:21.659

107
00:05:22.274 --> 00:05:22.498

108
00:05:22.475 --> 00:05:22.973

109
00:05:22.725 --> 00:05:24.641
เราจะสร้างตารางนะคะ

110
00:05:25.095 --> 00:05:25.339

111
00:05:25.867 --> 00:05:30.791
โดยที่เราจะมากำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

112
00:05:30.735 --> 00:05:30.958

113
00:05:31.056 --> 00:05:35.584
เราจะมากำหนดตรงที่ส่วนของการดีไซน์ก็คือการออกแบบ

114
00:05:35.474 --> 00:05:38.039
มันก็จะถามว่าอย่างในส่วนตรงนี้

115
00:05:37.975 --> 00:05:40.591
อันนี้มันเป็นเมนูภาษาอังกฤษนะคะ

116
00:05:41.435 --> 00:05:43.722
คอลัมน์อะไรนะคะ

117
00:05:43.676 --> 00:05:43.960

118
00:05:44.315 --> 00:05:46.600
เก็บข้อมูลชนิดอะไรนะคะ

119
00:05:46.755 --> 00:05:46.979

120
00:05:47.006 --> 00:05:47.233

121
00:05:47.584 --> 00:05:47.824

122
00:05:48.355 --> 00:05:50.205
บางทีตัว ID นี่

123
00:05:50.524 --> 00:05:50.793

124
00:05:50.714 --> 00:05:57.465
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันก็จะเป็น Auto มันจะเพิ่มไปเรื่อยๆตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

125
00:05:57.385 --> 00:05:58.059

126
00:05:58.665 --> 00:05:58.866

127
00:05:58.985 --> 00:05:59.204

128
00:05:59.234 --> 00:06:05.406
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะเราไม่ได้อยากได้ตัวเลข 1 2 3 4 5 ไปเรื่อยๆ

129
00:06:05.324 --> 00:06:06.715
บางทีก็

130
00:06:06.674 --> 00:06:13.032
อาจจะไม่ได้เป็นไปได้ทุกระบบนะคะมันอาจจะต้องมีตัวหนังสือที่มีปลาผสมกับตัวเลข

131
00:06:13.335 --> 00:06:13.565

132
00:06:13.717 --> 00:06:15.430
รหัสนักศึกษา

133
00:06:15.575 --> 00:06:18.799
1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้นะคะ

134
00:06:18.976 --> 00:06:19.234

135
00:06:19.358 --> 00:06:20.703
มันจะต้องกำหนด

136
00:06:20.637 --> 00:06:21.125

137
00:06:21.154 --> 00:06:24.758
ปีการศึกษาตามรหัสคณะ

138
00:06:24.735 --> 00:06:26.392
หลักสูตร

139
00:06:27.943 --> 00:06:31.829
ยกเลิกมาเป็นถึงที่ของเราว่าเป็นเลขที่อะไรนะคะ

140
00:06:33.836 --> 00:06:34.218

141
00:06:34.284 --> 00:06:41.593
ตัวอย่างถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางชีวิตจริงนี่มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวกับที่เราเคยเห็น

142
00:06:41.392 --> 00:06:41.631

143
00:06:41.718 --> 00:06:43.362
หลังด้านซ้ายนะคะ

144
00:06:44.084 --> 00:06:44.341

145
00:06:44.403 --> 00:06:49.089
จะเป็นตัวอย่างของตารางทั้งหมดที่เราเอามาเชื่อมโยงกัน

146
00:06:49.916 --> 00:06:52.401
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตารางนะคะ

147
00:06:52.733 --> 00:06:54.918
มันเป็นระบบงานใหญ่ๆ

148
00:06:55.295 --> 00:07:05.152
รวมถึงการกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามาอย่างเช่น ID เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆอัตโนมัติ

149
00:07:05.734 --> 00:07:06.245

150
00:07:06.444 --> 00:07:08.752
ส่วนเลขประจำตัวผู้ป่วย

151
00:07:09.005 --> 00:07:10.839
เขาจะให้กรอกนะคะ

152
00:07:10.865 --> 00:07:11.211

153
00:07:12.143 --> 00:07:16.796
เราก็จะมีคำอธิบายด้วยว่าไอ้คำย่อหรือหัวตารางนี่

154
00:07:17.338 --> 00:07:19.888
ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไรนะคะ

155
00:07:19.834 --> 00:07:20.113

156
00:07:20.665 --> 00:07:21.167

157
00:07:21.554 --> 00:07:23.369
อย่าง oss

158
00:07:23.353 --> 00:07:23.723

159
00:07:23.673 --> 00:07:24.358

160
00:07:24.315 --> 00:07:26.178
อย่าลืม

161
00:07:26.175 --> 00:07:28.098
ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

162
00:07:28.285 --> 00:07:30.193
จำเป็นต้องกิน

163
00:07:30.204 --> 00:07:33.937
นามสกุลเราจะระบุสีด้วยนะคำอธิบายนะคะ

164
00:07:34.567 --> 00:07:35.245

165
00:07:35.204 --> 00:07:37.920
ในส่วนของฐานข้อมูล

166
00:07:37.894 --> 00:07:38.155

167
00:07:38.087 --> 00:07:43.155
พ่อเป็นพจนานุกรมข้อมูลหรือ Data Dictionary นะคะ

168
00:07:43.084 --> 00:07:43.369

169
00:07:43.476 --> 00:07:45.647
ก็คือสิ่งที่เราต้องบอกนะคะ

170
00:07:46.034 --> 00:07:52.909
สมมุติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ใหม่ในการทำงานนะคะเห็นคำย่อ TT Daily

171
00:07:53.145 --> 00:07:54.218
คืออะไร

172
00:07:54.674 --> 00:07:54.923

173
00:07:54.937 --> 00:07:58.420
ขับรถเข้ามาทำงานต่อเขาแล้วเขาไม่ชัด

174
00:07:58.333 --> 00:08:00.250
ว่าไอ้คำศัพท์คำนี้

175
00:08:00.446 --> 00:08:00.859

176
00:08:00.894 --> 00:08:03.072
อะไรคือข้อมูลอะไรที่ต้องกรอก

177
00:08:03.454 --> 00:08:04.210
นะคะ

178
00:08:05.070 --> 00:08:09.097
มันคือสถานภาพสมรสสมมุติเขาไม่ได้บอกเราไว้

179
00:08:09.095 --> 00:08:09.367

180
00:08:09.925 --> 00:08:10.181

181
00:08:10.244 --> 00:08:20.244
เราก็ต้องมากวาดเราจะทำความเข้าใจได้ว่าสรุปข้อมูลนี้เขาต้องการทำอะไรได้ทันแน่เพราะฉะนั้นการเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นสำหรับการจัดการฐานข้อมูลนะคะ

182
00:08:23.956 --> 00:08:24.256

183
00:08:24.273 --> 00:08:24.496

184
00:08:25.176 --> 00:08:25.601

185
00:08:25.946 --> 00:08:26.379

186
00:08:26.715 --> 00:08:27.164

187
00:08:26.903 --> 00:08:27.169

188
00:08:27.285 --> 00:08:30.911
ส่วนด้านล่างจะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลนะคะ

189
00:08:31.002 --> 00:08:32.843
เส้นจำนวนเงินเดือน

190
00:08:34.525 --> 00:08:36.772
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

191
00:08:37.286 --> 00:08:47.286
บางคนเงินเดือนเยอะหรือบางคนเงินเดือนน้อยเราสามารถกำหนดได้ว่าตัวเลขที่สามารถกำหนดเข้าไปได้มากขนาดไหนเงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพถ้ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

192
00:08:51.506 --> 00:08:51.787

193
00:08:51.824 --> 00:08:54.252
ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะๆนะคะ

194
00:08:54.324 --> 00:08:57.143
เลข 67 หลักมันไม่พอแน่นอนนะคะ

195
00:08:58.354 --> 00:09:03.575
เราก็มากำหนดตรงนี้ด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูลขนาดไหน

196
00:09:03.483 --> 00:09:03.789

197
00:09:03.745 --> 00:09:12.729
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลักเราก็มากำหนดตรงกับโรตีข้างล่างตรงนี้นะคะ

198
00:09:15.655 --> 00:09:16.141

199
00:09:16.103 --> 00:09:19.325
การสร้างตารางโดยใช้มุมมองการออกแบบ

200
00:09:19.436 --> 00:09:20.185
นะคะ

201
00:09:20.975 --> 00:09:27.115
มันก็จะมีกำหนดไว้ว่าชื่อของฟิลด์ก็คือแต่ละคอลัมน์ควรจะตั้งชื่อว่าอะไร

202
00:09:27.126 --> 00:09:30.667
ควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

203
00:09:31.733 --> 00:09:32.006

204
00:09:31.923 --> 00:09:33.954
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

205
00:09:33.915 --> 00:09:35.629
พวกเครื่องหมายคำถาม

206
00:09:36.673 --> 00:09:36.880

207
00:09:37.314 --> 00:09:41.083
เครื่องหมายแฮชแท็กอะไรพวกนี้นะคะหรือจุดจุดจุด

208
00:09:41.025 --> 00:09:42.345
อันเดอร์สกอร์

209
00:09:42.373 --> 00:09:42.645

210
00:09:42.954 --> 00:09:45.054
เส้นใต้เราจะไม่ใส่

211
00:09:45.575 --> 00:09:45.844

212
00:09:46.536 --> 00:09:47.207

213
00:09:47.115 --> 00:09:49.721
รวมถึงประเภทของข้อมูลนะคะ

214
00:09:50.633 --> 00:09:51.017

215
00:09:51.024 --> 00:09:54.911
คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์หรือฟิวส์นั้นๆ

216
00:09:54.993 --> 00:09:56.501
รหัสสินค้า

217
00:09:56.844 --> 00:10:00.233
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

218
00:10:00.505 --> 00:10:01.706
ราคา

219
00:10:02.802 --> 00:10:03.497
นะคะ

220
00:10:03.703 --> 00:10:04.130

221
00:10:03.845 --> 00:10:05.767
ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

222
00:10:05.688 --> 00:10:05.885

223
00:10:05.944 --> 00:10:07.150
เราไม่พิมพ์

224
00:10:07.357 --> 00:10:15.689
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่กไก่อีก 2 ตัวแทนเลข 0 ไม่ใช่นะคะเพราะฉะนั้น 500 ตัวเลขเป็นอย่างเดียว

225
00:10:15.623 --> 00:10:15.873

226
00:10:17.096 --> 00:10:20.782
สมมุติถ้าข้อมูลนั้นๆจะต้องนำไปคำนวณ

227
00:10:20.932 --> 00:10:21.679
นะคะ

228
00:10:21.955 --> 00:10:22.187

229
00:10:22.343 --> 00:10:25.889
ควรจะต้องเป็นข้อมูลชนิดอะไรเช่นอายุนะคะ

230
00:10:25.993 --> 00:10:26.225

231
00:10:26.192 --> 00:10:31.641
เอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณมันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่หรืออย่างไร

232
00:10:31.574 --> 00:10:32.191

233
00:10:32.473 --> 00:10:32.765

234
00:10:32.854 --> 00:10:37.657
เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลตรงนั้นด้วยนะคะเป็นวันเข้าทำงาน

235
00:10:37.784 --> 00:10:41.250
แรกจนถึงปัจจุบันเขาทำงานมาแล้วกี่ปี

236
00:10:41.695 --> 00:10:42.129

237
00:10:42.012 --> 00:10:44.392
จะใช้วันที่ในการคำนวณนะคะ

238
00:10:45.153 --> 00:10:50.040
เราก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วยถ้าสมมุติคุณไม่ได้ทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

239
00:10:50.217 --> 00:10:50.439

240
00:10:51.042 --> 00:10:51.483

241
00:10:51.494 --> 00:10:54.455
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Tech นะคะ

242
00:10:54.952 --> 00:10:56.300
ว่าจะเป็นข้อมูล

243
00:10:56.305 --> 00:11:01.114
ตัวอักษรตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็นตัวเก่าหรือเป็นเหตุ

244
00:11:00.972 --> 00:11:01.203

245
00:11:01.293 --> 00:11:03.870
คำนวณเพื่อนบ้านนักศึกษา

246
00:11:03.793 --> 00:11:06.113
คุณเราจะไม่นำมาบวกกัน

247
00:11:06.933 --> 00:11:07.217

248
00:11:07.062 --> 00:11:07.551

249
00:11:07.894 --> 00:11:16.288
เราจะไม่มีผลในการคำนวณนะคะจะเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉยๆสัญลักษณ์เครื่องหมายมันอาจจะจำเป็นที่จะต้องใส่สัญลักษณ์

250
00:11:16.154 --> 00:11:16.592

251
00:11:16.544 --> 00:11:16.789

252
00:11:17.314 --> 00:11:19.428
เล่นอย่างคำนำหน้าชื่อ

253
00:11:19.484 --> 00:11:21.281
บางคนก็พิมพ์นางสาว

254
00:11:21.473 --> 00:11:22.301
คำคม

255
00:11:22.243 --> 00:11:23.889
พิมพ์น้อยจุด 2 จุด

256
00:11:24.483 --> 00:11:29.125
มันก็มีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวนะคะที่ผสมกัน

257
00:11:29.873 --> 00:11:31.570
รวมถึง

258
00:11:31.403 --> 00:11:34.218
ตัวเลขก็ต้องมีหลายประเภทเหมือนกัน

259
00:11:34.675 --> 00:11:40.775
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขอาจจะเป็นจำนวนเงินเก็บเงินก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

260
00:11:40.954 --> 00:11:41.628

261
00:11:41.653 --> 00:11:41.910

262
00:11:42.352 --> 00:11:42.609

263
00:11:43.063 --> 00:11:45.005
ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็นไผ

264
00:11:45.183 --> 00:11:53.082
ข้อมูลที่เราจะเก็บข้อมูลได้มีถึง 255 เท่านั้นแล้วก็เป็นจำนวนเต็มใส่เป็นทศนิยมไม่ได้นะคะ

265
00:11:53.113 --> 00:11:55.300
ข้อมูลที่เป็น integer

266
00:11:55.623 --> 00:11:59.125
น่าจะเป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 30,000

267
00:11:59.395 --> 00:11:59.611

268
00:11:59.522 --> 00:12:03.140
หมายถึงลด 30,000 บาทจำนวนเต็มบวก

269
00:12:03.053 --> 00:12:06.693
จำนวนเต็มบวกกับจำนวนเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

270
00:12:07.472 --> 00:12:07.962

271
00:12:08.433 --> 00:12:08.683

272
00:12:08.624 --> 00:12:10.523
ถ้าเป็นรองอิฐ

273
00:12:11.064 --> 00:12:15.516
เมื่อกี้เป็นหลักหมื่นมันจะกลายเป็น 2 พันล้าน

274
00:12:16.055 --> 00:12:16.329

275
00:12:16.823 --> 00:12:20.038
สีเหมาะกับการใช้งบประมาณอีกเยอะมากๆ

276
00:12:20.603 --> 00:12:22.115
หรือข้อมูล

277
00:12:22.202 --> 00:12:22.484

278
00:12:23.034 --> 00:12:23.413

279
00:12:24.124 --> 00:12:29.491
เงินใดๆก็ตามที่เป็นตัวเลขที่เงินมากกว่าค่าอินเตอร์ธรรมดา

280
00:12:29.514 --> 00:12:30.828
ขึ้นไปนะคะ

281
00:12:31.363 --> 00:12:32.121

282
00:12:32.133 --> 00:12:32.690

283
00:12:32.714 --> 00:12:32.930

284
00:12:33.095 --> 00:12:36.510
ก็จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะคะ

285
00:12:36.623 --> 00:12:38.619
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

286
00:12:38.673 --> 00:12:39.424
นะคะ

287
00:12:39.373 --> 00:12:39.645

288
00:12:40.205 --> 00:12:43.554
เส้นทางตรงนิยมที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวกนะคะ

289
00:12:45.145 --> 00:12:45.397

290
00:12:45.594 --> 00:12:45.823

291
00:12:45.786 --> 00:12:46.213

292
00:12:46.163 --> 00:12:46.443

293
00:12:46.482 --> 00:12:47.366
ออกมา

294
00:12:47.442 --> 00:12:48.327
Double

295
00:12:48.535 --> 00:12:48.765

296
00:12:49.493 --> 00:12:57.613
ใช้กับตัวเลขที่เป็นทศนิยมอย่างเช่นบางทีซื้อของเราจะเห็นว่าเขาคำนวณเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย

297
00:12:57.504 --> 00:13:00.522
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา

298
00:13:00.774 --> 00:13:05.823
เขาแสดงจนถึงจุดทศนิยม 1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่งก็ว่ากันไป

299
00:13:06.023 --> 00:13:09.808
ปวดมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่งนะคะ

300
00:13:09.746 --> 00:13:10.024

301
00:13:10.443 --> 00:13:10.694

302
00:13:11.403 --> 00:13:11.694

303
00:13:12.304 --> 00:13:12.599

304
00:13:12.555 --> 00:13:21.590
ออกมาวันที่เวลาอาจจะเป็นการระบุข้อมูลที่เป็นรูปแบบวันที่ 1 ต.ค. ก็แล้วแต่จะระบุก็ได้นะคะ

305
00:13:21.524 --> 00:13:21.746

306
00:13:21.712 --> 00:13:21.945

307
00:13:21.973 --> 00:13:27.101
โดยที่มันอาจจะเป็นระบบเป็นก็คือจะมีทั้งวันที่และเวลา

308
00:13:27.232 --> 00:13:29.026
ส่วนมากก็จะเป็น

309
00:13:28.952 --> 00:13:29.189

310
00:13:29.084 --> 00:13:30.992
วันเดือนปีแค่นั้นนะคะ

311
00:13:32.294 --> 00:13:32.517

312
00:13:32.805 --> 00:13:33.256

313
00:13:33.064 --> 00:13:33.336

314
00:13:33.252 --> 00:13:33.513

315
00:13:33.767 --> 00:13:36.303
Yes No question นะคะ

316
00:13:36.716 --> 00:13:38.490
ใช่หรือไม่นะคะ

317
00:13:38.433 --> 00:13:38.693

318
00:13:38.635 --> 00:13:44.908
มันจะเป็นคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ค่าคือมีอยู่

319
00:13:45.163 --> 00:13:46.231
จริงหรือเท็จ

320
00:13:46.195 --> 00:13:50.426
เช่นตอนนี้คุณเป็นนักศึกษาเขาจะถามว่าจริงหรือเท็จ

321
00:13:50.424 --> 00:13:50.647

322
00:13:50.616 --> 00:13:55.869
ถ้าไปศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes ก็คือใช่ถ้าเรียนจบแล้วก็จะบอกว่า No นะคะ

323
00:13:55.994 --> 00:13:56.280

324
00:13:56.513 --> 00:13:56.723

325
00:13:56.702 --> 00:13:56.978

326
00:13:57.275 --> 00:13:57.782

327
00:13:57.722 --> 00:14:02.775
apoel เลขนะคะว่าจะเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

328
00:14:03.674 --> 00:14:09.592
นะคะฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เราแน่รูปภาพด้วยเช่นเราสมัครเป็นสมาชิก

329
00:14:09.512 --> 00:14:09.901

330
00:14:09.835 --> 00:14:11.606
หรือสมัครเรียนหนังสือ

331
00:14:12.583 --> 00:14:13.730
สมัครสอบ

332
00:14:14.124 --> 00:14:16.867
รูปภาพแนบใบเสร็จ

333
00:14:17.774 --> 00:14:20.079
ถ้าเป็นระบบขายของเป็นระบบ

334
00:14:20.072 --> 00:14:22.910
โอนเงินก็แลกรูปภาพมาด้วยนะคะ

335
00:14:23.733 --> 00:14:23.950

336
00:14:23.993 --> 00:14:24.224

337
00:14:24.313 --> 00:14:24.529

338
00:14:24.692 --> 00:14:34.692
ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าอย่างที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้เป็นภาพนะคะก็จะเป็นบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลยนะคะ

339
00:14:36.672 --> 00:14:36.893

340
00:14:37.056 --> 00:14:44.261
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไรการป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหนเราสามารถกำหนดได้นะคะ

341
00:14:44.873 --> 00:14:50.731
คำอธิบายข้อมูลเช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลลงไปในระบบบางอัน

342
00:14:50.632 --> 00:14:53.046
เรานี่เอาเมาส์ไปชี้

343
00:14:53.074 --> 00:14:56.933
เขาจะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

344
00:14:57.115 --> 00:14:57.389

345
00:14:57.623 --> 00:14:57.885

346
00:14:58.265 --> 00:14:58.551

347
00:14:58.513 --> 00:15:05.063
ถ้าเราบอกว่าให้ตอกบัตรประชาชนพอมาปุ๊บเขาก็จะบอกว่าให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

348
00:15:05.954 --> 00:15:06.899
เป็นต้น

349
00:15:07.164 --> 00:15:07.424

350
00:15:07.423 --> 00:15:08.103
นะคะ

351
00:15:08.441 --> 00:15:08.718

352
00:15:08.954 --> 00:15:12.087
อาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้นเช่น

353
00:15:12.806 --> 00:15:14.088
เขาถามว่า

354
00:15:14.792 --> 00:15:19.991
ส่วนมากวันเกิดกูจะเป็นวันที่ 1 มกราคมปี 2000 อะไรก็ว่าไป

355
00:15:20.046 --> 00:15:20.736

356
00:15:21.004 --> 00:15:21.437

357
00:15:21.581 --> 00:15:27.487
เป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนเป็นค่าอื่นอาจจะเป็นเงินบริจาค

358
00:15:28.245 --> 00:15:29.120
นะคะ

359
00:15:29.144 --> 00:15:29.392

360
00:15:29.973 --> 00:15:30.389

361
00:15:30.354 --> 00:15:34.766
ค่าเริ่มต้นอาจจะเป็น 10 บาทคุณอาจจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ

362
00:15:34.973 --> 00:15:35.212

363
00:15:35.483 --> 00:15:35.701

364
00:15:35.671 --> 00:15:36.094

365
00:15:36.703 --> 00:15:39.578
การกำหนดเงื่อนไขของข้านะคะ

366
00:15:39.713 --> 00:15:41.222
เช่นเงินเดือน

367
00:15:42.593 --> 00:15:44.377
ต้องเป็นบวกเสมอ

368
00:15:44.392 --> 00:15:44.597

369
00:15:45.282 --> 00:15:52.966
เขาบอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไหร่บอกเงินเดือนติดลบ 5,000 คือยังไม่ได้ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่ใช่นะคะ

370
00:15:54.123 --> 00:15:57.435
ก็ต้องฆ่ามันฆ่าก็ต้องเป็นบวกเสมอ

371
00:15:57.451 --> 00:15:59.754
อายุจะต้องเป็น

372
00:15:59.704 --> 00:16:01.933
นวนเต็มบวกไม่ได้นะคะ

373
00:16:01.941 --> 00:16:02.219

374
00:16:02.262 --> 00:16:02.563

375
00:16:03.415 --> 00:16:07.820
การกำหนดข้อความที่แสดงทางไขข้อมูลที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข

376
00:16:07.773 --> 00:16:09.858
เล่นใส่อายุเป็น -20

377
00:16:10.913 --> 00:16:11.172

378
00:16:11.553 --> 00:16:14.806
มันก็จะมีคำสั่งแจ้งเตือนเข้ามาว่า

379
00:16:15.323 --> 00:16:15.593

380
00:16:15.582 --> 00:16:18.548
ไม่ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้นนะคะ

381
00:16:18.534 --> 00:16:19.002

382
00:16:18.914 --> 00:16:19.184

383
00:16:19.362 --> 00:16:19.585

384
00:16:19.493 --> 00:16:22.372
ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้

385
00:16:22.312 --> 00:16:22.682

386
00:16:23.012 --> 00:16:24.983
รวมถึงข้อมูลที่

387
00:16:24.942 --> 00:16:26.207
จำเป็นต้องตอบ

388
00:16:26.222 --> 00:16:26.452

389
00:16:26.546 --> 00:16:26.826

390
00:16:26.923 --> 00:16:28.474
เว้นว่างไม่ได้

391
00:16:28.782 --> 00:16:29.049

392
00:16:29.233 --> 00:16:35.909
เลขบัตรประชาชนคุณจะบอกว่าไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้นะคะเพราะฉะนั้นต้องกรอกทุกครั้ง

393
00:16:36.215 --> 00:16:36.475

394
00:16:36.666 --> 00:16:36.926

395
00:16:37.112 --> 00:16:37.356

396
00:16:37.363 --> 00:16:42.498
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใดๆก็ตามไอ้เลขบัตรประชาชนกับเลข

397
00:16:42.682 --> 00:16:44.857
ข้อมูลที่ต้องปรับเสมอนะคะ

398
00:16:44.994 --> 00:16:45.212

399
00:16:45.434 --> 00:16:46.954
ปล่อยวางไม่ได้

400
00:16:47.553 --> 00:16:47.828

401
00:16:48.123 --> 00:16:48.350

402
00:16:48.643 --> 00:16:50.246
การกำหนดค่าคีย์หลัก

403
00:16:50.245 --> 00:16:50.472

404
00:16:50.751 --> 00:16:51.498
นะคะ

405
00:16:51.594 --> 00:16:51.881

406
00:16:52.031 --> 00:16:52.252

407
00:16:52.553 --> 00:16:52.796

408
00:16:52.933 --> 00:16:57.958
เป็นไงมากถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหนให้เป็นคีย์หลัก

409
00:16:57.876 --> 00:16:58.162

410
00:16:58.251 --> 00:16:59.471
คลิกที่

411
00:16:59.473 --> 00:16:59.772

412
00:17:00.873 --> 00:17:04.728
คอลัมน์นานๆหรือฟิวส์นั้นๆแล้วก็กดไอ้ตัวลูกกุญแจ

413
00:17:04.594 --> 00:17:06.643
กุญแจทำไมถึงครีม

414
00:17:06.904 --> 00:17:09.225
Family Tree นั่นแหละนะคะ

415
00:17:09.463 --> 00:17:09.731

416
00:17:10.102 --> 00:17:11.708
ให้เลือกกด

417
00:17:11.634 --> 00:17:13.871
มันก็จะเป็นการแจ้ง

418
00:17:13.822 --> 00:17:14.070

419
00:17:14.522 --> 00:17:15.920
ระบบเลยว่า

420
00:17:15.994 --> 00:17:17.135
ท่านี้

421
00:17:17.533 --> 00:17:18.665
คือค่า

422
00:17:18.621 --> 00:17:18.892

423
00:17:18.813 --> 00:17:19.094

424
00:17:19.132 --> 00:17:19.386

425
00:17:19.266 --> 00:17:19.535

426
00:17:19.961 --> 00:17:22.033
ที่หลักของตารางนี้นะคะ

427
00:17:22.853 --> 00:17:23.082

428
00:17:23.232 --> 00:17:23.463

429
00:17:23.622 --> 00:17:23.897

430
00:17:24.073 --> 00:17:29.287
ความสัมพันธ์มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

431
00:17:29.514 --> 00:17:29.777

432
00:17:30.287 --> 00:17:30.565

433
00:17:30.472 --> 00:17:37.607
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องนี้นอกของแต่ละตารางที่มันอ้างถึงทีหลังของอีตาราง 1 นะคะ

434
00:17:37.713 --> 00:17:37.959

435
00:17:39.122 --> 00:17:44.180
อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในตัวโปรแกรมว่ามันจะอ้างอิงอย่างไรนะคะ

436
00:17:44.182 --> 00:17:50.547
นึกว่าโปรแกรมมันก็จะง่ายมากมันก็จะมีให้เรากดได้เลยตามลูกศรสีแดงชี้นะคะ

437
00:17:51.102 --> 00:17:51.350

438
00:17:51.357 --> 00:17:51.598

439
00:17:51.741 --> 00:17:51.955

440
00:17:52.513 --> 00:17:55.406
โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

441
00:17:55.592 --> 00:17:55.831

442
00:17:56.552 --> 00:17:56.772

443
00:17:56.932 --> 00:17:57.152

444
00:17:57.121 --> 00:18:01.334
ว่าเราจะสร้างทีมหลักอย่างไรอันไหนจะเป็นความสัมพันธ์นะคะ

445
00:18:02.182 --> 00:18:07.950
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องรู้แล้วว่าหลังที่เราสร้างมันสัมพันธ์กันอย่างไร

446
00:18:08.016 --> 00:18:10.887
ER diagram มาแล้ว

447
00:18:10.833 --> 00:18:11.072

448
00:18:11.094 --> 00:18:14.387
เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ให้ทำร้ายหนู

449
00:18:14.423 --> 00:18:16.845
ผู้แต่งหนังสืออ่านหนังสือ

450
00:18:16.982 --> 00:18:19.606
ควรจะมีความสัมพันธ์อย่างไรนะคะ

451
00:18:20.893 --> 00:18:21.127

452
00:18:21.021 --> 00:18:21.251

453
00:18:21.912 --> 00:18:26.275
อย่างเช่นตัวอย่างถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้

454
00:18:26.395 --> 00:18:28.917
วิธีการยกของตาราง

455
00:18:29.152 --> 00:18:29.379

456
00:18:29.352 --> 00:18:29.593

457
00:18:30.373 --> 00:18:30.877

458
00:18:31.204 --> 00:18:32.751
ให้ดูเลยว่าตลาด

459
00:18:32.744 --> 00:18:34.189
กลับตารางนี้

460
00:18:34.983 --> 00:18:36.828
เขามีความสัมพันธ์กัน

461
00:18:38.633 --> 00:18:40.045
อย่างตารางนี้ค่ะ

462
00:18:40.041 --> 00:18:41.447
2 ตารางนี้

463
00:18:42.032 --> 00:18:43.558
มีความสัมพันธ์แบบ

464
00:18:44.721 --> 00:18:46.143
นึ่งกับมากกว่า 1

465
00:18:47.093 --> 00:18:47.639

466
00:18:47.992 --> 00:18:53.695
อาจารย์เคยบอกว่าแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือสัญลักษณ์เครื่องหมาย

467
00:18:54.074 --> 00:18:57.197
เขาอาจจะไม่ได้ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

468
00:18:58.753 --> 00:18:59.037

469
00:18:59.074 --> 00:19:03.332
แต่มันเป็นความหมายเดียวกันคือวันทรูมันนี่ก็คือ

470
00:19:03.682 --> 00:19:06.897
หนึ่งมีความสัมพันธ์มากกว่า 1 กับอะไรนะคะ

471
00:19:07.392 --> 00:19:08.472
เพราะฉะนั้น

472
00:19:08.943 --> 00:19:09.960
เราอ่าน

473
00:19:10.034 --> 00:19:13.085
หนังสือบางเล่มก็อาจจะเขียนแบบนี้นะคะ

474
00:19:13.872 --> 00:19:19.076
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย

475
00:19:18.991 --> 00:19:22.553
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งนะคะหนึ่งต่อหนึ่ง

476
00:19:23.604 --> 00:19:23.869

477
00:19:24.112 --> 00:19:30.244
บางรูปแบบมันก็จะไม่เขียนกำหนดไว้เลยจะให้รู้ไว้ว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ

478
00:19:30.782 --> 00:19:30.992

479
00:19:31.422 --> 00:19:32.869
one-2-call

480
00:19:32.772 --> 00:19:34.041
วันนี้นะคะ

481
00:19:35.333 --> 00:19:35.607

482
00:19:36.161 --> 00:19:39.159
ข้อพิจารณาในการสร้างข้อมูล

483
00:19:39.555 --> 00:19:39.815

484
00:19:40.512 --> 00:19:45.765
เราต้องรู้ว่าเราต้องสร้างฐานข้อมูลเพื่อมาทำงานเกี่ยวกับระบบอะไร

485
00:19:46.471 --> 00:19:47.166
นะคะ

486
00:19:47.183 --> 00:19:47.429

487
00:19:47.696 --> 00:19:51.596
เหมือนในตัวอย่างก็คือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

488
00:19:51.542 --> 00:19:51.824

489
00:19:51.733 --> 00:19:55.118
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้างนะคะ

490
00:19:55.313 --> 00:20:00.254
มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางอาจารย์ยกตัวอย่างมันมากกว่านั้น

491
00:20:00.512 --> 00:20:01.007

492
00:20:00.764 --> 00:20:04.928
คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกใหม่นะคะ

493
00:20:05.053 --> 00:20:05.319

494
00:20:05.444 --> 00:20:05.809

495
00:20:05.832 --> 00:20:08.118
รวมถึงรายละเอียดในตาราง

496
00:20:08.962 --> 00:20:10.805
ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

497
00:20:11.201 --> 00:20:12.273
เครื่องไหน

498
00:20:14.413 --> 00:20:16.448
มันจะพังไฟตกหรือ

499
00:20:18.444 --> 00:20:18.721

500
00:20:18.701 --> 00:20:18.910

501
00:20:19.084 --> 00:20:19.973
ต่อไป

502
00:20:19.913 --> 00:20:20.144

503
00:20:20.365 --> 00:20:22.540
ก็ต้องดูในตาราง

504
00:20:22.674 --> 00:20:22.873

505
00:20:22.874 --> 00:20:24.144
อะไรคือขี้เหล้า

506
00:20:24.663 --> 00:20:28.619
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเองอย่างที่เราจำได้นะ

507
00:20:29.142 --> 00:20:32.793
ความสำคัญของตารางข้อมูลเป็นความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ

508
00:20:34.463 --> 00:20:34.739

509
00:20:34.711 --> 00:20:38.093
มีค่าที่ต้องมาประมวลผลคำนวณใหม่นะคะ

510
00:20:39.141 --> 00:20:39.410

511
00:20:39.651 --> 00:20:39.929

512
00:20:40.164 --> 00:20:41.756
เช่นอายุสมาชิก

513
00:20:42.342 --> 00:20:42.566

514
00:20:43.171 --> 00:20:44.824
หรือวันเข้าทำงาน

515
00:20:44.772 --> 00:20:45.052

516
00:20:45.091 --> 00:20:49.410
ทำงานมาแล้วกี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนอะไรก็ว่าไปนะคะ

517
00:20:49.452 --> 00:20:49.688

518
00:20:50.732 --> 00:20:54.576
การจัดการแสดงผลของทางหน้าจอเป็นอย่างไรสามารถ

519
00:20:54.712 --> 00:20:55.267

520
00:20:55.472 --> 00:20:56.805
ออกมาได้ไหม

521
00:20:56.882 --> 00:20:57.139

522
00:20:57.072 --> 00:20:58.466
ข้อมูลเบื้องต้น

523
00:20:58.422 --> 00:21:03.587
พี่จะใส่ใส่แล้วเป็นอย่างไรเอาไปใช้กับระบบงานอะไรเอาไปผนวก

524
00:21:05.272 --> 00:21:07.127
แล้วไม่มีปัญหาใหม่นะคะ

525
00:21:07.263 --> 00:21:07.512

526
00:21:07.451 --> 00:21:14.653
อันนี้คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาจากระบบ 1 ขนาดระบบเล็กยังต้องพิจารณาตาม

527
00:21:14.561 --> 00:21:16.161
ข้อมูลนี้เช่นเดียวกันนะคะ

528
00:21:16.612 --> 00:21:16.840

529
00:21:17.064 --> 00:21:17.312

530
00:21:17.893 --> 00:21:20.722
กลับก่อนที่เราจะเรียนในตัวโปรแกรม

531
00:21:20.912 --> 00:21:21.182

532
00:21:21.291 --> 00:21:21.544

533
00:21:21.553 --> 00:21:26.301
เราต้องรู้จักคำสั่งที่เราจะสั่งให้ฐานข้อมูลมันทำงานก่อนนะคะ

534
00:21:26.414 --> 00:21:26.632

535
00:21:26.993 --> 00:21:27.347

536
00:21:27.313 --> 00:21:30.574
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ

537
00:21:30.653 --> 00:21:34.474
เป็นภาษา SQL นะคะ Query Language นะคะ

538
00:21:34.873 --> 00:21:35.945
ตัวนี้นะคะ

539
00:21:36.542 --> 00:21:36.792

540
00:21:37.314 --> 00:21:37.606

541
00:21:38.392 --> 00:21:42.952
การเรียนภาษา SQL นะคะมันก็ไปเรียนรู้คำสั่งพื้นฐาน

542
00:21:43.002 --> 00:21:43.233

543
00:21:43.322 --> 00:21:48.415
สำหรับข้างโครงสร้างของฐานข้อมูลคำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

544
00:21:48.266 --> 00:21:51.649
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข

545
00:21:51.653 --> 00:21:53.451
อันนี้เราต้องทราบนะคะ

546
00:21:53.904 --> 00:21:54.138

547
00:21:55.434 --> 00:22:01.084
ซึ่งภาษา SQL เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนะคะ

548
00:22:01.392 --> 00:22:01.662

549
00:22:02.614 --> 00:22:04.386
คำสั่งที่ใช้ในการ

550
00:22:04.401 --> 00:22:07.406
จัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ

551
00:22:08.577 --> 00:22:08.859

552
00:22:09.026 --> 00:22:09.274

553
00:22:09.531 --> 00:22:14.000
ปุ่มคำสั่งของ SQL จะมีอยู่ 3 กลุ่มคำสั่ง

554
00:22:14.594 --> 00:22:21.220
ความสำเร็จก็จะเป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูลสร้างฐานข้อมูลด้วยนะคะ

555
00:22:21.953 --> 00:22:28.032
กำหนดโครงสร้างของตารางกลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่มลบเปลี่ยนแปลง

556
00:22:27.911 --> 00:22:31.229
ข้อมูลก็คือเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเองนะคะ

557
00:22:31.373 --> 00:22:37.581
ปลุกที่ 3 จะเป็นปุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้างแล้วก็กำหนดโครงสร้างให้กับตารางนะคะ

558
00:22:37.844 --> 00:22:42.318
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่ไม่ได้ใช้แค่สำหรับนิยามข้อมูล

559
00:22:42.911 --> 00:22:44.433
เป็นการสร้างด้วยนะคะ

560
00:22:45.912 --> 00:22:46.108

561
00:22:47.134 --> 00:22:49.553
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่

562
00:22:49.572 --> 00:22:50.645
ถ้าเราเห็น

563
00:22:51.041 --> 00:22:52.634
กระบอกแบบนี้นี่

564
00:22:53.283 --> 00:22:56.445
หัดในหนังสือหรือว่าในทางเชิงสากล

565
00:22:57.902 --> 00:23:04.831
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้ในสัญลักษณ์ใดๆที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์นี่

566
00:23:04.873 --> 00:23:08.418
เขาจะรู้ไว้นะว่าอันนี้คือฐานข้อมูลนะคะ

567
00:23:10.133 --> 00:23:11.428
ส่วนข้อมูลผลลัพธ์

568
00:23:11.992 --> 00:23:16.278
ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ

569
00:23:16.544 --> 00:23:22.571
อันนี้ก็แสดงว่าคนไปอ่านหนังสือเธอหนังสือเล่มอื่นแล้วเขาเขียนแบบนี้ก็ให้เข้าใจหรือเปล่า

570
00:23:22.632 --> 00:23:25.435
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

571
00:23:25.514 --> 00:23:29.365
ดูรายงานออกมาผลลัพธ์ของรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

572
00:23:31.474 --> 00:23:31.738

573
00:23:32.111 --> 00:23:32.354

574
00:23:32.552 --> 00:23:32.808

575
00:23:32.810 --> 00:23:37.143
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้นนะคะ

576
00:23:37.484 --> 00:23:37.733

577
00:23:37.672 --> 00:23:37.933

578
00:23:37.991 --> 00:23:43.255
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง Select

579
00:23:43.633 --> 00:23:44.056

580
00:23:43.832 --> 00:23:45.157
วันนี้นะคะ

581
00:23:45.362 --> 00:23:47.987
select2 นะคะ

582
00:23:47.992 --> 00:23:48.270

583
00:23:48.445 --> 00:23:50.250
นักศึกษาบางคน

584
00:23:50.493 --> 00:23:50.722

585
00:23:50.751 --> 00:23:51.546
พิมพ์

586
00:23:51.643 --> 00:23:54.132
คนรับไม่ได้เหมือนเพื่อนบางทีพิมพ์ผิด

587
00:23:54.333 --> 00:23:55.027

588
00:23:56.322 --> 00:23:56.554

589
00:23:56.644 --> 00:23:56.912

590
00:23:57.095 --> 00:24:00.349
นะคะบางครั้งก็ตกใจไม่ต้องตกใจ

591
00:24:00.353 --> 00:24:00.629

592
00:24:00.671 --> 00:24:05.932
ผลลัพธ์มันไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่านะคะ

593
00:24:06.190 --> 00:24:09.970
สัญลักษณ์อะไรไหมตกทำอะไรหรือเปล่านะคะ

594
00:24:10.731 --> 00:24:11.882
ขอเช็คด้วย

595
00:24:12.022 --> 00:24:12.218

596
00:24:12.667 --> 00:24:13.188

597
00:24:13.622 --> 00:24:18.232
คำสั่งพื้นฐานก็ขึ้นต้นด้วย select ตามมาด้วยฟอร์มนะคะ

598
00:24:18.877 --> 00:24:24.604
ตีเหล็กก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลอะไรนะคะอย่างที่บอกนะคะ

599
00:24:24.634 --> 00:24:27.255
ต้องพยายามภาษาอังกฤษนิดนึงนะคะ

600
00:24:27.972 --> 00:24:28.246

601
00:24:28.102 --> 00:24:29.925
เพราะว่ามันจำเป็นนะคะ

602
00:24:30.081 --> 00:24:30.344

603
00:24:30.272 --> 00:24:30.500

604
00:24:30.790 --> 00:24:34.160
ปลอมก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหนนะคะ

605
00:24:34.433 --> 00:24:35.376
where

606
00:24:35.654 --> 00:24:39.436
หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง

607
00:24:40.394 --> 00:24:41.593
Group by

608
00:24:42.385 --> 00:24:44.223
ข้อมูลจะถูกรวม

609
00:24:44.313 --> 00:24:46.738
ข้อมูลเดียวกันหรือไม่นะคะ

610
00:24:47.706 --> 00:24:51.540
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียงอย่างไรนะคะ

611
00:24:51.790 --> 00:24:54.097
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

612
00:24:54.751 --> 00:24:57.292
อาทิตย์นี้ดูตัวอย่างคำสั่งก่อนนะคะ

613
00:24:57.751 --> 00:24:57.966

614
00:24:59.743 --> 00:25:02.227
อันนี้เป็นตัวอย่างของข้อมูลนะคะ

615
00:25:02.243 --> 00:25:04.089
อะไรหลังจากนี้ไป

616
00:25:04.352 --> 00:25:08.603
เราจะดูคล้ายๆแบบนี้เหมือนกันมีตารางอยู่ 2 ตารางนะคะ

617
00:25:08.971 --> 00:25:11.192
ครั้งแรกเป็นตารางหนังสือ

618
00:25:12.233 --> 00:25:14.740
ตารางที่ 2 เป็นตารางสำนักพิมพ์

619
00:25:14.864 --> 00:25:15.538
นะคะ

620
00:25:15.882 --> 00:25:16.124

621
00:25:16.522 --> 00:25:19.898
หลังแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ

622
00:25:20.053 --> 00:25:21.504
รหัสสำนักพิมพ์

623
00:25:21.782 --> 00:25:22.780
ราคา

624
00:25:23.380 --> 00:25:24.067
นะคะ

625
00:25:24.081 --> 00:25:24.326

626
00:25:24.982 --> 00:25:30.578
ตารางที่ 2 เป็นตารางสำนักพิมพ์ B รหัสสำนักพิมพ์แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์นะคะ

627
00:25:31.262 --> 00:25:34.408
คำสั่งการแสดงผลบนขวาตรงนี้นะคะ

628
00:25:34.793 --> 00:25:38.942
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ด้านล่างนะคะ

629
00:25:40.162 --> 00:25:40.537

630
00:25:40.480 --> 00:25:41.420
ตัวอย่าง

631
00:25:41.963 --> 00:25:42.195

632
00:25:42.932 --> 00:25:47.819
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตารางคำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ Siri

633
00:25:47.850 --> 00:25:48.112

634
00:25:48.236 --> 00:25:49.302
from

635
00:25:49.841 --> 00:25:50.533
นะคะ

636
00:25:50.871 --> 00:25:51.077

637
00:25:51.313 --> 00:25:51.534

638
00:25:51.834 --> 00:25:55.525
เวลาอ่านคำสั่งเราจะดูตรงนี้นะคะตรงนี้

639
00:25:56.312 --> 00:25:56.542

640
00:25:56.691 --> 00:25:59.510
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้นะคะ

641
00:26:01.563 --> 00:26:01.773

642
00:26:02.142 --> 00:26:02.497

643
00:26:02.652 --> 00:26:06.651
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะดอกจัน

644
00:26:06.562 --> 00:26:06.805

645
00:26:07.525 --> 00:26:10.463
หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุกๆคอลัมน์

646
00:26:13.540 --> 00:26:18.384
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

647
00:26:18.604 --> 00:26:18.870

648
00:26:19.954 --> 00:26:21.664
จากตารางอะไร

649
00:26:22.062 --> 00:26:23.007
นะคะ

650
00:26:23.351 --> 00:26:23.630

651
00:26:23.861 --> 00:26:25.631
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

652
00:26:25.780 --> 00:26:26.530
นะคะ

653
00:26:26.610 --> 00:26:26.984

654
00:26:28.660 --> 00:26:31.891
ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

655
00:26:32.633 --> 00:26:34.367
คำสั่งก็คือ Siri

656
00:26:35.583 --> 00:26:38.292
เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ

657
00:26:38.462 --> 00:26:40.807
select star from book

658
00:26:41.032 --> 00:26:44.660
ก็คือเอาข้อมูลทุกแถวตึกคอลัมน์จากตาราง book

659
00:26:46.024 --> 00:26:50.849
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงข้อมูลทั้งหมดในตารางบุ๊คนั่นเองนะคะ

660
00:26:52.431 --> 00:26:55.111
ถามว่าคำสั่งนี้ใครสั่ง

661
00:26:57.171 --> 00:27:03.719
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

662
00:27:04.924 --> 00:27:09.543
คำสั่งที่เกิดขึ้นให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ select from นะคะ

663
00:27:10.435 --> 00:27:10.680

664
00:27:10.683 --> 00:27:20.190
อันนี้ก็คือ select Star ก็คือเอาทุกแบบทุกคอลัมน์และถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะเรากำหนดได้ไหมเราก็หมดได้ค่ะคำสั่งต่อมา

665
00:27:21.132 --> 00:27:22.201
เป็นสีเหล็ก

666
00:27:22.352 --> 00:27:24.530
ก็คือเรื่องชื่อกับราคา

667
00:27:26.382 --> 00:27:26.578

668
00:27:26.511 --> 00:27:27.731
จากตาราง book

669
00:27:27.661 --> 00:27:27.884

670
00:27:28.632 --> 00:27:28.866

671
00:27:29.271 --> 00:27:33.103
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ก็จะแสดงผลเฉพาะชื่อ

672
00:27:33.811 --> 00:27:36.110
ราคาของหนังสือเท่านั้น

673
00:27:36.441 --> 00:27:36.724

674
00:27:38.492 --> 00:27:38.854

675
00:27:38.941 --> 00:27:48.173
เขาว่าอย่างที่อาจารย์เคยบอกมุมมองของผู้ใช้งานของแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมดบางคนอยากรู้ข้อมูลแค่ 2 อย่าง

676
00:27:48.103 --> 00:27:48.346

677
00:27:48.293 --> 00:27:50.326
สามารถทำได้ไหมทำได้ค่ะ

678
00:27:50.471 --> 00:27:52.406
ดูเขาพูดอย่างเดียวก็ทำได้

679
00:27:52.581 --> 00:27:57.313
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากรู้ข้อมูลจากตารางไหนคอลัมน์อะไร

680
00:27:57.192 --> 00:27:58.332
ระบุไป

681
00:27:58.733 --> 00:28:02.522
ระบบจัดการฐานข้อมูลก็จะดึงข้อมูลมาให้เราดูนะคะ

682
00:28:03.922 --> 00:28:04.201

683
00:28:04.112 --> 00:28:05.129

684
00:28:05.203 --> 00:28:07.649
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

685
00:28:09.112 --> 00:28:16.420
แค่เอาล่ะมันไม่พอแล้วเราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการเพิ่มเงื่อนไขก็คือคำสั่ง Where นะคะ

686
00:28:17.631 --> 00:28:17.986

687
00:28:18.022 --> 00:28:22.009
ว่าจะเป็น select from Where นะคะไล่ลำดับลงมานะคะ

688
00:28:23.912 --> 00:28:25.892
โดยอาจจะมีเงื่อนไข

689
00:28:25.900 --> 00:28:28.132
น่าจะเป็นเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

690
00:28:28.145 --> 00:28:28.372

691
00:28:28.392 --> 00:28:31.319
เวลาเปรียบเทียบนะคะดูสัญลักษณ์ตรงนี้

692
00:28:31.340 --> 00:28:32.934
มันจะเป็นมากกว่า

693
00:28:34.104 --> 00:28:34.779
นะคะ

694
00:28:35.121 --> 00:28:36.320
มากกว่าเท่ากับ

695
00:28:36.340 --> 00:28:36.617

696
00:28:36.851 --> 00:28:38.310
100 กว่านะคะ

697
00:28:38.902 --> 00:28:39.389

698
00:28:39.091 --> 00:28:40.222
พวกนี้นะคะ

699
00:28:40.241 --> 00:28:40.471

700
00:28:40.692 --> 00:28:44.484
น้อยกว่าเท่ากับมากกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากับนะคะ

701
00:28:46.331 --> 00:28:49.653
อันนี้เป็นเท่ากับมากกว่าน้อยกว่าอย่างนี้นะคะ

702
00:28:50.374 --> 00:28:52.941
เดี๋ยวจะทำตัวขั้นให้ทีหลังนะคะ

703
00:28:53.765 --> 00:28:54.005

704
00:28:54.662 --> 00:28:55.143

705
00:28:55.112 --> 00:29:00.986
การรวบรวมเป็นและเป็นหรือคล้ายๆกับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเรียนไปแล้วนะคะ

706
00:29:00.941 --> 00:29:05.430
เป็นการปฏิเสธเช่นไม่เอาข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่างนี้

707
00:29:06.773 --> 00:29:09.065
ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

708
00:29:09.142 --> 00:29:09.640

709
00:29:10.931 --> 00:29:11.230

710
00:29:11.511 --> 00:29:11.776

711
00:29:11.833 --> 00:29:12.046

712
00:29:11.952 --> 00:29:13.538
ให้มันปลดดูซิ

713
00:29:13.551 --> 00:29:13.819

714
00:29:13.871 --> 00:29:17.790
ว่าข้อมูลไหนมีช่องว่างข้อมูลตรงไหนหายไป

715
00:29:17.722 --> 00:29:22.087
เขาเป็นช่วงเช่นช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

716
00:29:24.072 --> 00:29:27.146
หรือในชื่อใครมีชื่อมีจอจาน

717
00:29:28.804 --> 00:29:31.225
หรือในชื่อใครมีสระเอ

718
00:29:32.780 --> 00:29:35.174
ตรวจสอบข้อความนะคะ

719
00:29:36.171 --> 00:29:38.885
เพศในข้อความนั้นมีคำว่านาย

720
00:29:40.530 --> 00:29:49.903
ก็เอาคนที่มีคำขึ้นต้นคำว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะมันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะอันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ

721
00:29:49.951 --> 00:29:53.342
กลับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับ

722
00:29:53.404 --> 00:29:54.665
ไม่เท่ากับนะคะ

723
00:29:56.102 --> 00:29:56.301

724
00:29:56.292 --> 00:29:56.676

725
00:29:58.404 --> 00:29:58.781

726
00:29:58.794 --> 00:29:59.086


