[เสียงดนตรี] (ครูจันทิมา) สวัสดีค่ะ สวัสดีนะคะ คุณครูและนักเรียนปลายทางที่น่ารักทุกคนค่ะ วันนี้นะคะเรากลับมาพบกันในรายวิชาศิลปะ สาระดนตรี นาฏศิลป์ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ค่ะ วันนี้พบกับคุณครูจันทิมาอนุกูล หรือว่า "ครูแต๊ก" ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ และคุณครูปิยะณัฐ หนูรัตน์ หรือนักเรียนปลายทางเรียกว่า "ครูเบสต์" อีกเช่นเคยครับ (ครูจันทิมา) ค่ะวันนี้นะคะ ครูแต๊กและครูเบสต์นะคะ ก็มีเนื้อหานะคะ เกี่ยวกับสาระดนตรี นาฏศิลป์นะคะ ต่อจากสาระทัศนศิลป์นั่นเองนะคะ ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กับครูตูนกับครูอาร์ตไปนะคะ ในช่วงนี้ก็จะเป็นในส่วนของดนตรี นาฏศิลป์นั่นเองค่ะ และเรื่องราววันนี้นะคะ ที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้กันค่ะ ในเรื่องของดนตรีในยุคสมัยค่ะ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาบทเรียนนะคะ เรามาดูจุดประสงค์กันก่อนเลยค่ะ ไปเลยค่ะ จุดประสงค์การเรียนรู้ของเราวันนี้นะคะ ข้อ ๑ เลยนะคะ อธิบายดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับและข้อ ๒ นะครับ จำแนกเครื่องดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ ครับ (ครูจันทิมา) ข้อ ๓ ค่ะ นะคะ ตระหนักและเห็นคุณค่าของดนตรีนะคะ ในแต่ละยุคสมัยค่ะ นะคะ เด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้ค่ะ ในเรื่องของดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ ค่ะ วันนี้ค่ะครูเบสต์ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) เด็ก ๆ คะ คุณครูมี ๑ คำถามค่ะ มาถามเด็ก ๆ ของคุณครูนะคะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) นักเรียนเคยพบเห็น เครื่องดนตรีอะไรบ้างคะ ทั้งไทยทั้งสากลเลยนะคะ ลองตอบกันมาค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) นักเรียนสามารถยกมือตอบ กับคุณครูปลายทางได้เลยนะคะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ ทวนคำถามอีกครั้งนะครับ นักเรียนเคยพบเห็นเครื่องดนตรีอะไรบ้างครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ ทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากลเลยนะคะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ [เสียงดนตรี] (ครูจันทิมา) นักเรียนเคยพบเห็น กันมากมายเลยค่ะครูเบสต์นะคะ แล้วครูเบสต์ล่ะคะ เคยพบเห็นเครื่องดนตรีอะไรบ้างคะ (ครูปิยะณัฐ) สำหรับครูเบสต์นะครับ ครูเบสต์พบเห็นเครื่องดนตรีทั้งไทยและสากล มากมายเลยครับครูแต๊กครับ แต่วันนี้นะครับ นักเรียนปลายทางครับ ครูเบสต์จะยกตัวอย่างนะครับ เดี๋ยวเรามาที่เครื่องดนตรีไทยนะครับ สำหรับเครื่องดนตรีไทย ที่ครูเบสต์เคยเห็นนะครับ ๑. เลย ครูเบสต์เคยเห็น ระนาดเอกครับครูแต๊กครับ ลักษณะการตีก็จะจับไม้ตีแบบนี้ครับนักเรียนครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ระนาดเอกครับ อย่างที่ ๒ นะครับ ครูเบสต์เคยเห็นจะเข้ครับนักเรียนครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ จะเข้ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ลักษณะก็จะดีดใช่ไหมครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูปิยะณัฐ) จึงจะทำให้เกิดเสียงนั่นเองครับ นักเรียนครับ ต่อมาครับ เรามาฝั่งดนตรีสากลกันบ้างครับ สิ่งที่ครูเบสต์เคยเห็นนะครับ นั่นก็คือแซกโซโฟนครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) แซกโซโฟนค่ะ (ครูปิยะณัฐ) อันนี้เสียงไพเราะมากมายเลยครับ ต่อไปนะครับ เครื่องดนตรีสากลที่ครูเบสต์เคยเห็นนะครับ นั่นก็คือทรัมเป็ตครับ (ครูจันทิมา) ทรัมเป็ตค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ใช่แล้วครับ (ครูจันทิมา) เครื่องดนตรีสากลที่ครูเบสต์พูดถึงนี่ ก็คือจะเป็นในส่วนของเครื่องเป่านั่นเองนะคะ เห็นไหมคะเด็ก ๆ คะ เด็ก ๆ เห็นเหมือนกับครูเบสต์ หรือว่าแตกต่างอย่างไรบ้างค่ะ เห็นไหมคะ มีทั้งเหมือน แล้วก็มีทั้งแตกต่างค่ะครูเบสต์ นะคะ วันนี้ค่ะเราจะมานะคะ เรียนรู้กันนะคะ ในเรื่องของดนตรีในยุคสมัยค่ะ เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้ว่า ดนตรีนี่เขาเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหนนะคะ (ครูปิยะณัฐ) และวิวัฒนาการเป็นมาอย่างไร (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ วันนี้นะคะ จะเป็นในส่วนของดนตรีไทยนะคะ ที่คุณครูนำเนื้อหามาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กันค่ะ คุณครูแจ้งให้เด็ก ๆ ทราบก่อนนะคะ ว่าให้เด็ก ๆ นะคะ เตรียมสมุดนะคะ เตรียมสมุดนะคะ ขึ้นมาด้วยนะคะ เดี๋ยวมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ทำด้วย แล้วก็ช่วงที่คุณครูสอนไปนี่ เด็ก ๆ สามารถจดบันทึกนะคะ จดบันทึกได้นะคะ ในแต่ละยุคสมัยนี่ มีส่วนไหนที่สำคัญบ้างนะคะ เดี๋ยวเราจะต้องทำกิจกรรมในช่วงท้ายกันค่ะ เราไปดูเนื้อหากันเลยค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) ยุคสมัยนะคะ ของดนตรีไทยค่ะ นะคะ ยุคสมัยของดนตรีไทยนะคะ การจำแนกเครื่องดนตรีไทยตามยุคสมัยนะคะ สามารถจำแนกได้ทั้งหมด ๔ สมัยนะคะ ได้แก่ มีอะไรบ้างนะคะ (ครูปิยะณัฐ) เรามาดูครับนักเรียนครับ สมัยที่ ๑ นะครับ สมัยสุโขทัยครับ สมัยที่ ๒ ครับ สมัยอยุธยาครับ สมัยที่ ๓ ครับ สมัยธนบุรีนะครับนักเรียนครับ และสุดท้ายของเราเลย สมัยรัตนโกสินทร์นั่นเองครับ (ครูจันทิมา) นี่ค่ะ เราแบ่งออกเป็น ๔ สมัยนะคะ นั่นก็คือจะมีสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี แล้วก็สมัยรัตนโกสินทร์นั่นเองค่ะ เรามาดูนะคะ สมัยแรกกันเลยนะคะ นั่นก็คือสมัยสุโขทัยค่ะ ในส่วนของสมัยสุโขทัยนะคะ ชาวไทยนะคะ มีความสนุกสนาน กับการเล่นดนตรีนะคะ และร้องเพลงกันมาก ๆ นะคะ ดังที่ปรากฏนะคะในหลักฐานศิลาจารึกค่ะ ของพ่อขุนรามคำแหงนะคะ ท่านได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยค่ะ ในสมัยสุโขทัยนะคะ ได้จากวงดนตรีไทยในสมัยนั้นนะคะ นั่นก็คือ ได้แก่ วงแตรสังข์นะคะ ที่ใช้บรรเลงในพระราชพิธีต่าง ๆ นั่นเองค่ะ ก็คือในสมัยสุโขทัยนี่ ก็จะมีวงขึ้นมา ๑ วงนะคะ นั่นก็คือวง... (ครูปิยะณัฐ) วงแตรสังข์ครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) วงแตรสังข์นั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ต่อไปนะครับ สมัยสุโขทัยครับนักเรียนครับ จะประกอบด้วยเครื่องดนตรี แตรฝรั่ง แตรงอน ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และวงมโหระทึกนะครับ และมีวงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด และฉิ่งครับนักเรียนครับ นอกจากนี้นะครับ ยังมีเครื่องดนตรี เช่น พิณ และซอสามสายอีกด้วยครับ (ครูจันทิมา) ในสมัยสุโขทัยนะคะ ก็จะมีเครื่องดนตรีนะคะ หลากหลายชนิดเลยนะคะเกิดขึ้นนะคะ ก็จะมีในส่วนของแตรสังข์ แตรงอนนะคะ ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึกนะคะ แล้วก็ยังมีวงปี่พาทย์เครื่องห้าค่ะ ซึ่งจะประกอบด้วยนะคะ ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด แล้วก็ฉิ่งค่ะ แล้วก็นอกจากนี้ ก็คือมีพิณและซอสามสายอีกด้วยนะคะ เห็นไหมคะ ในยุคสมัยสุโขทัยนี่ ก็จะมีเครื่องดนตรีนะคะ ขึ้นมาหลากหลายชนิดแล้วค่ะครูเบสต์นะคะ ทีนี้ค่ะเรามาดู... (ครูปิยะณัฐ) ภาพ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ จะเป็นวงดนตรีในสมัยสุโขทัยค่ะ นะคะ เด็ก ๆ ลองดูสิ อันนี้นะคะ เขาเล่นกันนะคะ ก็จะมีซอสามสาย แล้วก็มีบัณเฑาะว์ค่ะครูเบสต์นะคะ เด็ก ๆ สังเกตจากภาพ เห็นไหมคะ ซึ่งท่านที่อยู่ตรงกลางนี่ ก็อาจจะประกอบจังหวะนะคะ หรืออาจจะเป็นคนขับร้องค่ะ ก็จะมีในส่วนซอสามสายนะคะ ซอสามสายนี่ เขาก็จะเป็นเครื่องดนตรี ประเภทในส่วนของเครื่องสีนะคะ เครื่องสีบัณเฑาะว์นี่ ก็จะเป็นในส่วนของเครื่องตีนั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) และเหตุที่เรียกว่า "ซอสามสาย" นั่นก็คือซอนี้นะครับ ก็มี ๓ สายด้วยกันครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ ก็จะมีซออื่นนะคะ ที่มีแค่ ๒ สายค่ะ นะคะ ทีนี้เรามาดูต่อค่ะครูเบสต์นะคะ ต่อมาค่ะ ในสมัยอยุธยาค่ะ ในสมัยอยุธยาค่ะ เป็นช่วงที่เมืองนะคะ มีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลาค่ะ จึงทำให้ดนตรีไทยนะคะ ไม่เจริญก้าวหน้ามากนักค่ะ และยังคงมีเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์นะคะ เครื่องห้าเท่าเดิมค่ะ ทำเหมือนกับ เท่ากับวงในสมัยสุโขทัยค่ะ (ครูปิยะณัฐ) เท่ากันเลย (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูจันทิมา) จนมาเพิ่มนะคะ เพิ่มระนาดเอกในภายหลังค่ะ ในช่วงตอนปลายสมัยอยุธยาค่ะ ในช่วงอยุธยานี่ ก็คือดนตรีนี่ เขาก็จะไม่ไม่มีความเจริญก้าวหน้า นั่นก็คือไม่ได้รับ... (ครูปิยะณัฐ) ความรับความนิยมเท่าที่ควรครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ จะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรค่ะ นะคะ ก็คือเครื่องดนตรีนี่ ก็ยังคงเท่าเดิมนะคะ (ครูปิยะณัฐ) ก็ยังคงมีอยู่ใช่ไหมครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูจันทิมา) มีในช่วงปลายค่ะ ที่จะมีระนาดเอกเพิ่มเข้ามานะคะ ทีนี้เรามาดูนะคะ วงปี่พาทย์เครื่องห้ากันบ้างค่ะ (ครูปิยะณัฐ) สำหรับวงปี่พาทย์เครื่องห้านะครับ ครูแต๊กครับ ก็จะประกอบไปด้วยนะครับ ๑. เลย ตะโพนครับ ต่อมานะครับนักเรียนครับ ปี่ครับ ต่อมาครับ ฆ้องวงครับ และถัดไปก็จะเป็นกลองทัดครับนักเรียนครับ และก็จะมีต่อมานะครับ ก็คือฉิ่งครับ และสิ่งสุดท้าย เครื่องดนตรีสุดท้าย ที่เราเพิ่มเข้ามา นั่นก็คือระนาดเอกครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ ระนาดเอกนั่นเองนะคะ ที่เพิ่มเติมขึ้นมา จากวงปี่พาทย์เครื่องห้าเดิมนะคะ อันนี้ก็คือเป็นในส่วนของวงปี่พาทย์เครื่องห้าค่ะ ต่อไปค่ะ เรามาดูนะคะ สมัยธนบุรีกันบ้างค่ะ นะคะ ในสมัยธนบุรีนะคะ จะมีวงดนตรีทั้งหมดนะคะ ๓ ประเภทค่ะ ครูเบสต์นะคะ คือ จะมีวงปี่พาทย์ค่ะ วงมโหรี และวงเครื่องสายค่ะ อันนี้นะคะ เราจะแบ่งเป็น ๓ วงนะคะ แต่ก็จะมีเครื่องดนตรีของชาติต่าง ๆ นะคะ เข้ามาในไทยหลายชนิดค่ะ คือ เข้ามาผสมในวงด้วยนะคะ แล้วก็ดังปรากฏนะคะ ในหมายกำหนดของการของพระมหากษัตริย์ค่ะ ในสมัยนั้นนะคะ ว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ นะคะ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภชนะคะ อันนี้ถือว่าเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งค่ะ ที่นะคะ มีเครื่องดนตรีนะคะ เข้ามาหลากหลายชาติค่ะ ที่เข้ามาในไทยนั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) เรามาดูนะคะ ในส่วนของวงมโหรีค่ะ อันนี้คุณครูเป็นแค่ตัวอย่างนะคะ ตัวอย่างของวงมโหรีในสมัยนี้นะคะ เห็นไหมคะ ก็จะมีกระจับปี่ค่ะ เด็ก ๆ เห็นไหมคะ เป็นเครื่องใหญ่ ๆ คล้าย ๆ กีตาร์นะคะ กระจับปี่ มีซอสามสายนะคะ แล้วก็มีเครื่องประกอบจังหวะนั่นเองค่ะ นะคะ อันนี้ก็คือเป็นในส่วนของวงมโหรีเครื่องสี่ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) ทีนี้เรามาดู ในสมัยรัตนโกสินทร์กันบ้างค่ะครูเบสต์ (ครูปิยะณัฐ) สำหรับในสมัยรัตนโกสินทร์นะครับ นักเรียนครับ มีความก้าวหน้าทางดนตรีมากนะครับ เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ ๑ นะครับ ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์ เป็น ๒ ลูกครับครูแต๊กครับ และเพิ่มระนาดเอก ในวงมโหรีปี่พาทย์ อีก ๑ รางครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ เห็นไหมคะ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี่ ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นนะคะ เป็น ๒ ลูก เพราะฉะนั้น จากเดิมนี่ จากภาพเมื่อสักครู่นี้ เด็ก ๆ จะเห็นกลองทัดนะคะ มีแค่ ๑ ลูกนะคะ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี่ ก็เพิ่มมาอีก ๑ ลูก เป็น ๒ ลูกค่ะ แล้วก็เพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก ๑ รางค่ะ นะคะ ต่อมาค่ะ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ นะคะ เด็ก ๆ ดูนะคะ ว่าในสมัยนี้นะคะ เครื่องดนตรีมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง ที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ เริ่มมีอยู่นะคะ วงปี่พาทย์นะคะ บรรเลงประกอบเสภาค่ะ นะคะ จึงได้นำเปิงมางนะคะ มาติดข้าวสุกค่ะ ถ่วงเสียงให้ต่ำลง เราเรียกว่า "สองหน้า" ค่ะ นะคะ ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภานั่นเองค่ะ นะคะ ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๒ นี่ ที่เพิ่มมา ก็คือสองหน้านะคะ หรือว่าเปิงมางนะคะ เปิงมาง จริง ๆ นี่ เขาจะมีทั้งหมด ๗ ลูกค่ะ นะคะ โดยเขาจะมี ๑ ลูกนะคะ ที่เขานำมาถ่วงเสียงนะคะ แล้วก็เรียกว่า "สองหน้า" นะคะ เพื่อจะมาใช้ประกอบนะคะ เสภานั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) ทีนี้เรามาดูหน้าตาของสองหน้ากันค่ะ สองหน้าหรือว่ากลองสองหน้านะคะ เด็ก ๆ สังเกตดูนะคะ ดูสิ... (ครูปิยะณัฐ) เราจะสามารถตีได้ทั้ง ๒ ฝั่ง ใช่ไหมครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ เราสามารถตีได้ทั้ง ๒ ฝั่งเลยค่ะ เห็นไหมคะ กลองสองหน้านะคะ ทำมาจากหนังนะคะ เป็นเครื่องดนตรีประเภทของเครื่องตี ที่ทำมาจากหนังนั่นเองค่ะ นะคะ อันนี้ก็คือกลองสองหน้าค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ที่เพิ่มเข้ามา ในรัชกาลที่ ๒ ครับนักเรียนครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ต่อมาครับ เราจะมาดูในรัชกาลที่ ๓ นะครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีผู้สร้างระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็กครับครูแต๊กครับ นะครับ ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้น ในสมัยนั้นนะครับ นอกจากนี้นะครับ ยังมีการนำปี่นอกนะครับ เข้ามาผสมเข้าคู่กับปี่ในครับครูแต๊กครับ และเครื่องดนตรีเดิมนะครับ ก็คือตะโพน กลองทัด ฉิ่ง นะครับ ก็ยังมีเช่นเดิมค่ะนะครับ และรวมทั้งมีวงมโหรีเครื่องคู่ เกิดขึ้นมาใหม่นะครับครูแต๊กครับ เอาละครับ โดยมีการนำระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก และขลุ่ยหลีบนะครับ ให้เข้าคู่กับเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิม นั่นเองครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ เพราะฉะนั้นนี่ วงปี่พาทย์นี่ แต่เดิมนี่ก็จะมีเป็นเครื่องเดี่ยวใช่ไหมคะ (ครูปิยะณัฐ) ใช่แล้วครับ (ครูจันทิมา) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี่ เขาก็จะเพิ่มมาเป็นเครื่องคู่นะคะ (ครูปิยะณัฐ) จริง ๆ เดี๋ยวครูเบสต์ ขอฝากนักเรียนปลายทางนิดหนึ่งนะครับ นักเรียนอาจจะจำสับสน เหมือนครูเบสต์สมัยประถมเลยครับครูแต๊กครับ คำว่า "ปี่พาทย์เครื่องคู่" "มโหรีเครื่องคู่" นักเรียนอาจจะเข้าใจว่า จะต้องมีระนาดเอก ๒ รางใช่หรือไม่ มีขลุ่ย ๒ เลา ใช่หรือไม่ จริง ๆ แล้วเขามีคู่ของเขานะครับครูแต๊ก เช่น ระนาดเอกก็จะต้องคู่กับระนาดทุ้ม (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ฆ้องวงใหญ่ก็จะต้องคู่กับฆ้องวงเล็ก อย่างนี้เป็นต้นครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ นะคะ ก็คือระนาดเอกนี่ก็คู่ระนาดทุ้ม แต่เราจะไม่ได้ใช้ระนาดเอก ๒ ราง หรือระนาดทุ้ม ๒ รางใช่ไหมคะ ในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ จริง ๆ แล้วนี่ ระนาดเอกคู่กับระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่คู่กับฆ้องวงเล็ก แบบนี้ค่ะ นะคะ อันนี้ก็คือเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ หรือว่ามโหรีเครื่องคู่ค่ะ นะคะ เด็ก ๆ ต้องจำให้ถูกต้องนะคะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ ต่อมาเรามีภาพนะครับ ให้นักเรียนได้ดูนะครับ นี่ก็คือภาพของระนาดทุ้มในรัชกาลที่ ๓ ครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ อันนี้นะคะ ก็คือระนาดทุ้ม ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นะคะ เด็ก ๆ ดูหน้าตา เห็นไหมคะ จะคล้าย ๆ กับระนาดเอกเลยนะคะ แต่ว่าตัวรางจะไม่เหมือนกัน ลูกนะคะ เห็นไหมคะ ลูกของระนาดทุ้มนี่ จะมีน้อยกว่า แต่ลูกใหญ่กว่า (ครูปิยะณัฐ) ลูกใหญ่กว่า และเสียงมีน้ำหนักที่ทุ้มกว่าใช่ไหมครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ เสียงก็จะทุ้มต่ำค่ะ ค่ะ ระนาดทุ้มนะคะ จะเป็นในส่วนของประเภทเครื่องตีนะคะ ที่ทำจากไม้นั่นเองค่ะ ทีนี้มาดูต่อนะคะ ก็จะมีฆ้องวงเล็กนะคะ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี่ เด็ก ๆ จำง่าย ๆ เลย ก็คือก็จะมีระนาดทุ้ม แล้วก็ฆ้องวงเล็กนะคะ ที่เพิ่มมาในวง ใช่แล้วค่ะ ที่เพิ่มเข้ามานะคะ เด็ก ๆ สังเกตดูนะคะ อันนี้ก็คือหน้าตาของฆ้องวงเล็กวงเล็กนั่นเอง (ครูปิยะณัฐ) แต่เอ๊ะครับครูแต๊กครับ ฆ้องวงเล็กกับฆ้องวงใหญ่แตกต่างกันอย่างไรครับ (ครูจันทิมา) เช่นเดียวกับระนาดเอก กับระนาดทุ้มค่ะ จะคล้าย ๆ กันเลย ก็คือฆ้องวงเล็กนี่ ลูกนี่จะเล็กกว่า ตัวของฆ้องวงนะคะก็จะเล็กกว่า มีความเล็กกว่า แล้วก็เสียงก็จะแหลมกว่าค่ะ ขนาดลูกก็จะไม่เท่ากันค่ะ นะคะ ก็จะสังเกตได้ง่ายนะคะ ก็คือจะแตกต่างกันเลยค่ะครูเบสต์ อันนี้นะคะ ก็คือฆ้องวงเล็ก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นะคะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) ต่อมาค่ะ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ค่ะ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นะคะ จะมีวงปี่พาทย์นะคะ ที่มีความเจริญก้าวหน้านะคะ มีความเจริญมาก ๆ เลยนะคะ โดยมีเพิ่มเครื่องดนตรีอีกแล้วค่ะครูเบสต์ นะคะ ก็จะเพิ่มระนาดทุ้มเหล็กค่ะ เอ๊ะ ระนาดทุ้มเหล็กนะคะ แล้วก็ระนาดเหล็กค่ะ ก็คือนั่นก็คือระนาดเอกเหล็กนั่นเองนะคะ เพิ่มเข้ามาในวงปี่พาทย์นะคะ แล้วก็เราก็จะเรียกวงปี่พาทย์นี่ จากที่เราเรียก "วงปี่พาทย์เครื่องคู่" ใช่ไหมคะ ตอนนี้ก็กลายเป็น "วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่" นะคะ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่แล้ว เพราะว่าเราเพิ่มระนาดทุ้มเหล็ก และระนาดเหล็กเข้ามาค่ะ ทีนี้เรามาดูหน้าตาของระนาดทุ้มเหล็กค่ะ เด็ก ๆ สังเกตดู เห็นไหมคะ เขาจะทำมาจากโลหะค่ะ แต่ตัวรางนี่ ก็คือทำมาจากไม้ แต่ว่าลูกของมันนี่ ก็คือทำมาจากโลหะนั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับครูแต๊กครับ ครูเบสต์สงสัยครับ ว่าหนักไหมครับ น้ำหนักของระนาดทุ้มเหล็กครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) หนักมาก ๆ เลยค่ะครูเบสต์ นะคะ แต่ก็เสียงนะคะ เสียงก็จะไพเราะด้วยนะคะ จะมีเสน่ห์นะคะ ของระนาดทุ้มเหล็กนะคะ เสียงก็จะแตกต่าง เวลาเราตีจากไม้ค่ะครูเบสต์นะคะ อันนี้ก็คือเป็นในส่วนของระนาดทุ้มเหล็ก ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั่นเองค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ ต่อมาครับนักเรียนครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ครับ ได้เกิดวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ครับครูแต๊กครับ ฟังดี ๆ นะครับนักเรียนครับ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ครับ รวมทั้งนะครับ ยังนำฆ้องชัยหรือฆ้องหุ่ยนะครับ มา ๗ ลูกนะครับ เทียบเสียง เรียงลำดับ ตีห่าง ๆ นะครับ คล้ายกับเบสของฝรั่งเพิ่มเข้ามาครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นะคะ เราก็จะมีเกิดวงขึ้นมาค่ะ ๑ วง นั่นก็คือวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นั่นเองนะคะ แล้วก็เขาใช้ฆ้องหุ่ยค่ะ หรือว่าฆ้องชัยนะคะ ๗ ลูกค่ะ นะคะ มาไล่ลำดับเสียงนะคะ ตีก็ลักษณะคล้าย ๆ กับเบสของฝรั่งนั่นเองค่ะ ทีนี้เรามาดูนะคะ หน้าตานะคะของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์กันค่ะ ครับเด็ก ๆ ลองสังเกตสิคะ ว่าฆ้องหุ่ยอยู่ตรงไหนเอ่ย (ครูปิยะณัฐ) ฆ้องหุ่ยอยู่ตรงไหนเอ่ย (ครูจันทิมา) ด้านหลังเลย เห็นไหมคะ ฆ้องหุ่ยนะคะ จะมีทั้งหมด ๗ รูปนะคะ ก็จะมีเครื่องดนตรีนะคะ ตามนี้นะคะ (ครูปิยะณัฐ) นักเรียนก็จะพบอะไรบ้างครับ จะมีระนาดเอกใช่ไหมครับครูแต๊กครับ ถ้านักเรียนสังเกต ระนาดระนาดทุ้มนะครับ (ครูจันทิมา) ระนาดเหล็กค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ มีฆ้องวงนะครับ (ครูจันทิมา) เรามีในส่วนซอนะคะ แล้วก็เครื่องเป่าเครื่องตีนะคะ แล้วก็เครื่องประกอบจังหวะนะคะ แล้วก็ฆ้องหุ่ยนะคะ ที่คุณครูได้บอกไปนะคะ จะมีทั้งหมด ๗ ลูกนั่นเอง (ครูปิยะณัฐ) ที่เพิ่มเข้ามานะครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ อันนี้นะคะ ก็เป็นในส่วนของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ (ครูจันทิมา) ต่อมาค่ะ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นะคะ การดนตรีนี่มีความเจริญมากเลยนะคะ เจริญขึ้นมาก ๆ เลยค่ะ ครูเบสต์นะคะ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ ทรงตั้งกรมมหรสพค่ะ เป็นกรมบัญชาการนะคะ กรมโขนหลวงนะคะ กรมพิณพาทย์หลวงนะคะ กลองเครื่องสายฝรั่งหลวงค่ะ และกรมช่างมหาดเล็กค่ะ สำหรับสร้างและซ่อมสิ่งที่เป็นศิลปะต่าง ๆ ของไทยนั่นเองค่ะ นะคะ ในรัชกาลที่ ๖ นะคะ ท่านก็ได้ทรงเห็นความสำคัญค่ะ ของการดนตรีนะคะ ของศิลปะต่าง ๆ ค่ะ ท่านก็ได้ตั้งกรมต่าง ๆ ขึ้นมานะคะ เพื่อดูแลนะคะ เพื่อดูแลนะคะ แล้วก็เพื่อซ่อมแล้วก็สร้างนะคะ สิ่งต่าง ๆ นะคะ ที่อยู่ในศิลปวัฒนธรรม ของไทยเรานั่นเองค่ะครูเบสต์นะคะ ทีนี้ต่อมารัชกาลที่ ๗ ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ต่อมาในรัชกาลที่ ๗ นะครับ นักเรียนครับ พระองค์นะครับ ยังทรงพระราชนิพนธ์ เพลงนะครับ ราตรีประดับดาว เถา (ครูจันทิมา) เถา ค่ะ คุณครูเบสต์ (ครูปิยะณัฐ) เถา ใช่ไหมครับ ต่อมานะครับ เพลงเขมรละออองค์ เถา นะครับ และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้นครับ ครูแต๊กครับ ต่อมา เมื่อหลังมีการเปลี่ยนแปลง การปกครองนะครับ ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ครับ การดนตรีได้ค่อย ๆ เสื่อมลงครับครูแต๊กครับ แต่การเสื่อมลง ณ ที่นี้ ก็คือได้รับความนิยมลดลงนั่นเองครับ ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะครับนักเรียนครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ นะคะ ในรัชกาลที่ ๗ นะคะ ท่านก็ได้ทรงนะคะ พระราชนิพนธ์เพลงนะคะ เป็นเพลงเถานะคะ หลากหลายเพลงเลยค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ใช่แล้วนะครับ แต่เอ๊ะ ครูแต๊กครับ ค่ะคำว่า "เถา" นะครับ ทำไมถึงจะต้องต่อท้ายด้วยเพลงต่าง ๆ มีความหมายว่าอย่างไรครับ (ครูจันทิมา) คำว่า "เพลง" เขาเรียกว่า "เพลงเถา" ค่ะครูเบสต์ นะคะ เพลงเถานี่ เป็นเพลงที่มีอัตราทั้งหมด ๓ อัตรา อยู่ใน ๑ เพลงค่ะ ก็คือจะมีอัตราจังหวะ ๓ ชั้น ๒ ชั้น แล้วก็ไล่มาเป็นชั้นเดียวค่ะ เขาเรียกว่า "เพลงเถา" ค่ะครูเบสต์ (ครูปิยะณัฐ) ก็จะมีจังหวะทั้งช้า ปานกลาง และเร็วเลยใช่ไหมครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ จะมีทั้ง ๓ อัตราจังหวะในเพลงนี้ค่ะ ก็คือเขาก็จะเรียกว่า "เพลงเถา" นั่นเองค่ะครูเบสต์ (ครูปิยะณัฐ) ใช่แล้วครับ เช่น เพลงราตรีประดับดาว นะครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ (ครูปิยะณัฐ) และเพลงเขมรและออองค์นั่นเองครับ นักเรียนครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ ต่อมานะคะ ก็คือจากที่ในสมัยรัชกาลที่ ๗ แล้วนะคะ ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงขึ้นมาแล้วนะคะ จนมาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไปแล้วนะคะ จึงได้มีการฟื้นฟูดนตรีขึ้นมาใหม่ค่ะ เมื่อสักครู่นี้... ขออภัยค่ะ เมื่อสักครู่นี้นี่ การดนตรีนี่ ได้เสื่อมลงใช่ไหมคะ ไม่ได้รับความนิยมใช่ไหมคะ พอมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ค่ะ ก็ได้ฟื้นฟูดนตรี ใช่แล้วค่ะ ฟื้นฟูดนตรีขึ้นมาใหม่ค่ะ จนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลที่ ๙ นะคะ รัชกาลที่ ๑๐ เลยนะคะ ก็คือท่านทรงนะคะ ปรีชาสามารถ ทางด้านดนตรีสากลนะคะ และยังได้พระราชนิพนธ์เพลงขึ้นมา หลากหลายเพลงค่ะ แต่พระองค์นะคะ ถึงจะเชี่ยวชาญนะคะ ทางด้านดนตรีสากล แต่ท่านก็ยังทรงสนพระทัยนะคะ ในการดนตรีไทยด้วยค่ะ อันนี้นะคะ ก็คือเป็นในส่วนของ วงเครื่องดนตรีต่าง ๆ นะคะ ที่เกิดขึ้นในสมัยต่าง ๆ นะคะ ที่คุณครูได้ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กันนะคะ เด็ก ๆ จำได้หรือเปล่าคะ ว่าแต่ละยุค แต่ละสมัยนี่ มีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง แล้วมีวงอะไรบ้างค่ะ วันนี้นะคะ คุณครูก็มีตัวอย่างค่ะ มีสื่อวีดิทัศน์นะคะ มาให้เด็ก ๆ ได้ชมกันค่ะ ว่าการบรรเลงดนตรีหรือว่าการบรรเลงวงนะคะ เป็นวงดนตรีไทยะคะ มีการบรรเลงกันอย่างไรค่ะครูเบสต์ นะคะ แล้วก็เสียงจะออกมาเป็นอย่างไร มีเครื่องดนตรีอะไรบ้างค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเราไปชมกันเลยค่ะ [เสียงเอฟเฟกต์] [สื่อวีดิทัศน์ "การบรรเลงปี่พาทย์เครื่องคู่"] [เสียงบรรเลงปี่พาทย์เครื่องคู่] (ครูจันทิมา) เอาล่ะค่ะเด็ก ๆ คะ เป็นอย่างไรบ้างคะ เป็นวงดนตรีนะคะ ที่คุณครูนำมาให้เด็ก ๆ ได้ชม ได้ฟังกันนะคะ มีเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดเลยนะคะ อยู่ในวงนี้ค่ะครูเบสต์ค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ไพเราะมาก ๆ เลย ใช่ไหมครับนักเรียนครับ นักเรียนยังได้เห็น วิธีการบรรเลงต่าง ๆ ด้วยครับครูแต๊กครับ และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับนักเรียนครับ วันนี้ครับ คุณครูจะต้องขอขอบคุณนะครับ สื่อวีดิทัศน์ที่ใช้ในการศึกษานะครับ การบรรเลงวงปี่พาทย์เครื่องคู่ครับ เผยแพร่โดย สำนักการสังคีต กรมศิลปากรนั่นเองครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ นะคะ เห็นไหมคะ ยังมีเครื่องดนตรีนะคะ อีกหลากหลายชนิดเลย เห็นไหมคะ ในส่วนที่คุณครูนำมาให้เด็ก ๆ ได้ชมกันนี่ นั่นก็คือวงปี่พาทย์เครื่องคู่นั่นเองนะคะ เห็นไหมคะ จากที่เด็ก ๆ ครูเบสต์นะคะ สงสัยนะคะ แล้วก็เด็ก ๆ สังเกตดู เห็นไหมคะ ระนาดเอกคู่กับระนาดทุ้มครับ ฆ้องวงใหญ่คู่กับฆ้องวงเล็กนั่นเองใช่ไหมคะ อันนี้ก็คือเป็นในส่วนของตัวอย่างนะคะ การบรรเลงวงปี่พาทย์เครื่องคู่ค่ะ วันนี้ค่ะ คุณครูมีกิจกรรมมาให้เด็ก ๆ ได้ทำกันค่ะ กิจกรรมของเราวันนี้นะคะ ดนตรีในยุคสมัยค่ะ จากที่คุณครูนะคะ ให้เด็ก ๆ ได้เตรียมสมุดแล้วใช่ไหมคะ เด็ก ๆบางคนนี่อาจจะจดบันทึกค่ะครูเบสต์นะคะ สรุปประเด็นสำคัญค่ะ (ครูปิยะณัฐ) อันนี้ดีเลยครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ เพราะว่าเราจะทำกิจกรรมกันในวันนี้นะคะ นั่นก็คือให้นักเรียนนะคะ สรุปประเด็นสำคัญค่ะ ของประวัติดนตรีในสมัยต่าง ๆ นะคะ ตั้งแต่สมัยแรกเลยใช่ไหมคะ สุโขทัยนะคะ อยุธยา ธนบุรี แล้วก็สมัยรัตนโกสินทร์นะคะ แล้วก็ในรัชกาลต่าง ๆ นี่ มีอะไรที่สำคัญบ้าง (ครูปิยะณัฐ) เรามีเครื่องดนตรีประเภทไหน ชนิดไหนที่เพิ่มเข้ามาครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ มาดูในส่วนของคุณครูปลายทางกันค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ สำหรับบทบาท ของคุณครูปลายทางนะครับ ขอความกรุณานะครับ ให้คุณครูปลายทางครับ ควบคุมชั้นเรียนนะครับ ดูแลความเรียบร้อย และตรวจสอบความถูกต้องนั่นเองครับ (ครูจันทิมา) ใช่แล้วค่ะ นะคะ อีกครั้งนะคะ ที่เด็ก ๆ จะต้องทำนะคะ นั่นก็คือเด็ก ๆ จะต้องสรุปประเด็นค่ะ ว่าในสมัยต่าง ๆ นี่ มีเหตุการณ์อะไรสำคัญ ที่เกี่ยวกับดนตรีไทยนะคะ หรือว่ามีเครื่องดนตรี หรือมีวงดนตรีอะไรบ้างค่ะ แต่เดี๋ยวคุณครูจะวนสไลด์ให้เด็ก ๆ ได้ดูด้วยค่ะ (ครูปิยะณัฐ) และนักเรียนนะครับ ยังสามารถระบายสี ตกแต่งเพิ่มเติมครับ สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนไป ในรายวิชาของทัศนศิลป์ นำมาใช้ได้อีกด้วยครับครูแต๊กครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ ถ้าพร้อมแล้วนะคะ เราไปทำกิจกรรมนี้กันเลยค่ะ [เสียงเอฟเฟกต์] [เสียงดนตรี] [เสียงนาฬิกานับถอยหลัง] [เสียงเอฟเฟกต์] (ครูจันทิมา) เอาล่ะคะเด็ก ๆ คะ เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการสรุปประเด็นนะคะ ความสำคัญนะคะ ในยุคสมัยต่าง ๆ นะคะ ว่ามีเครื่องดนตรี มีวงดนตรีอะไรเกิดขึ้นบ้างค่ะ นะคะ เด็ก ๆ ถ้าทำไม่เสร็จ สามารถกลับไปทำต่อเป็นการบ้านได้ (ครูปิยะณัฐ) ใช่แล้วครับนักเรียนครับ (ครูจันทิมา) วันนี้นะคะ ในส่วนของวันนี้ เด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้นะคะ ในเรื่องของดนตรีในยุคสมัยต่าง ๆ นะคะ ว่ามีเครื่องดนตรี หรือว่ามีวงนะคะ เกิดขึ้นนะคะ มากมายเลยค่ะครูเบสต์นะคะ และในครั้งต่อไปค่ะ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องอะไรกันค่ะ (ครูปิยะณัฐ) ครับ สำหรับในครั้งต่อไปนะครับ นักเรียนปลายทางของคุณครู จะได้เรียนรู้ ในเรื่องของเครื่องดนตรีกับวัฒนธรรม จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวรอติดตามครับ (ครูจันทิมา) ค่ะ วันนี้นะคะ ครูแต๊กและครูเบสต์นะคะ ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่ในครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ (ครูปิยะณัฐ) สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]