﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:01.190

2
00:00:02.229 --> 00:00:02.483

3
00:00:02.345 --> 00:00:02.766

4
00:00:02.665 --> 00:00:03.072

5
00:00:02.986 --> 00:00:03.447

6
00:00:03.307 --> 00:00:03.790

7
00:00:04.394 --> 00:00:05.661
โอเคค่ะ

8
00:00:05.616 --> 00:00:06.047

9
00:00:05.804 --> 00:00:12.678
วันนี้จะเป็นเนื้อหาบทที่ 2 นะคะจะเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูล

10
00:00:13.305 --> 00:00:13.576

11
00:00:13.494 --> 00:00:16.828
แล้วก็ทฤษฎีเกี่ยวกับแบบจำลองข้อมูลนะคะ

12
00:00:16.764 --> 00:00:17.334

13
00:00:17.218 --> 00:00:22.791
ข้อมูลที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี่บางคนก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเก็บ

14
00:00:23.104 --> 00:00:28.187
เหมือนนักศึกษา 1 คนทำไมต้องถามด้วยล่ะว่าเราชื่ออะไรนามสกุลอะไร

15
00:00:28.487 --> 00:00:30.202
เรียนจบที่ไหนมานะคะ

16
00:00:30.205 --> 00:00:30.957

17
00:00:30.980 --> 00:00:31.197

18
00:00:31.101 --> 00:00:34.689
เกรดเฉลี่ยตอนจบม 6 หรือจบสายอาชีพ

19
00:00:34.624 --> 00:00:35.111

20
00:00:35.077 --> 00:00:36.927
ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไร

21
00:00:37.254 --> 00:00:40.134
เทอมที่แล้วเราเรียนไปกี่วิชานะคะ

22
00:00:40.133 --> 00:00:40.562

23
00:00:40.385 --> 00:00:40.642

24
00:00:40.574 --> 00:00:45.017
ได้คะแนนเท่าไรได้เกรดเท่าไรทำไมต้องเก็บเท่านี้นะคะ

25
00:00:45.064 --> 00:00:49.706
ทุกอย่างมันก็จะมีเหตุมีผลเพราะว่าข้อมูลทุกรูปแบบนี่

26
00:00:50.195 --> 00:00:50.481

27
00:00:50.646 --> 00:00:51.114

28
00:00:50.838 --> 00:00:53.649
มันก็จะมีเนื้อหาความสำคัญ

29
00:00:53.904 --> 00:00:55.936
ขอชุดข้อมูลนั้นๆอยู่

30
00:00:55.825 --> 00:00:56.585
นะคะ

31
00:00:56.724 --> 00:00:57.104

32
00:00:57.565 --> 00:01:05.985
โดยที่เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบฐานข้อมูลหรือว่าสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลนะคะ

33
00:01:06.274 --> 00:01:06.673

34
00:01:06.783 --> 00:01:08.185
มันก็จะเป็น

35
00:01:08.134 --> 00:01:14.486
ข้อกำหนดแล้วก็ข้อตกลงรวมถึงขอบเขตหรืออาจจะเป็นกรอบความคิดนะคะ

36
00:01:14.607 --> 00:01:15.047

37
00:01:14.926 --> 00:01:19.820
ในการบรรยายว่าฐานข้อมูลนั้นๆควรจะเป็นอย่างไรนะคะ

38
00:01:19.725 --> 00:01:29.102
โครงสร้างก็คือข้อมูลที่เราจะเก็บมีอะไรบ้างส่วนประกอบที่เอามาประกอบกันจนเป็นระบบฐานข้อมูลมีอะไรนะคะ

39
00:01:29.713 --> 00:01:35.725
โดยที่สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่มันมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วนนะคะ

40
00:01:35.615 --> 00:01:36.046

41
00:01:36.053 --> 00:01:42.552
เมื่อคืนในตัวของสถาปัตยกรรมของระบบเองนะคะแล้วก็ความเป็นอิสระของข้อมูลนะคะ

42
00:01:42.653 --> 00:01:46.108
เดี๋ยวจะอธิบายว่าแต่ละอันคืออะไรนะคะ

43
00:01:46.116 --> 00:01:49.590
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลนะคะ

44
00:01:49.383 --> 00:01:52.023
ถามอย่างนี้จะต้องทำงานร่วมกัน

45
00:01:52.203 --> 00:01:52.639

46
00:01:52.715 --> 00:01:52.904

47
00:01:53.225 --> 00:01:57.394
โดยสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลหนี้

48
00:01:57.524 --> 00:01:58.989
มันจะเป็นเหมือนกับ

49
00:01:58.933 --> 00:02:00.972
ขอบเขตนะคะหรือกรอบ

50
00:02:01.104 --> 00:02:01.705

51
00:02:01.682 --> 00:02:03.537
ถ้าเป็นภาษา

52
00:02:03.544 --> 00:02:03.943

53
00:02:03.994 --> 00:02:04.259

54
00:02:04.635 --> 00:02:04.915

55
00:02:04.894 --> 00:02:12.851
ทางเชิงวิชาการเรียกว่ากรอบที่ใช้ประโยชน์ในการบรรยายว่าทำไมเราถึงสร้างฐานข้อมูลแบบนี้

56
00:02:13.214 --> 00:02:15.577
ทำไมเราถึงเก็บข้อมูลแบบนี้

57
00:02:15.524 --> 00:02:15.823

58
00:02:15.719 --> 00:02:19.907
แล้วในฐานข้อมูลเรามีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลแบบไหนบ้างนะคะ

59
00:02:19.886 --> 00:02:20.154

60
00:02:20.204 --> 00:02:22.430
ซึ่งหลักๆแล้วนี่

61
00:02:22.446 --> 00:02:27.182
โครงสร้างที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูลมันจะมีอยู่ 3 ระดับนะคะ

62
00:02:27.172 --> 00:02:30.827
คือระดับภายนอกระดับภายในแล้วก็ระดับแนวคิด

63
00:02:30.962 --> 00:02:34.163
อาจารย์จะอธิบายไปทีละอย่างทีละอย่างนะคะ

64
00:02:34.224 --> 00:02:34.438

65
00:02:34.733 --> 00:02:34.988

66
00:02:35.183 --> 00:02:39.170
ความเป็นอิสระของฐานข้อมูลคืออะไรนะคะ

67
00:02:39.165 --> 00:02:42.808
ก็คือการที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล

68
00:02:42.874 --> 00:02:43.123

69
00:02:43.571 --> 00:02:47.230
อาจจะเป็นในระดับของการออกแบบฐานข้อมูล

70
00:02:47.364 --> 00:02:48.318
หรือระดับ

71
00:02:48.324 --> 00:02:51.260
ถึงขั้นการเก็บข้อมูลแล้วก็ได้

72
00:02:51.202 --> 00:02:56.714
โดยที่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล

73
00:02:56.653 --> 00:02:56.909

74
00:02:57.222 --> 00:02:59.064
โปรแกรมที่ใช้งาน

75
00:02:59.272 --> 00:02:59.748

76
00:02:59.721 --> 00:03:02.868
จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนะคะ

77
00:03:02.934 --> 00:03:03.439

78
00:03:03.374 --> 00:03:08.719
โปรแกรมก็อยู่ส่วนของโปรแกรมข้อมูลก็อยู่ส่วนของข้อมูลจะแยกจากกันนะคะ

79
00:03:09.273 --> 00:03:12.746
โดยที่ผู้ใช้งานจะมองเห็นแค่ว่า

80
00:03:12.851 --> 00:03:13.141

81
00:03:13.053 --> 00:03:13.308

82
00:03:13.245 --> 00:03:13.653

83
00:03:13.562 --> 00:03:17.672
การเก็บข้อมูลระดับภายนอกก็คือเราเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

84
00:03:17.602 --> 00:03:18.086

85
00:03:18.691 --> 00:03:18.904

86
00:03:18.813 --> 00:03:21.111
เหมือนเวลาคุณอยากเล่น

87
00:03:21.121 --> 00:03:22.012
tiktok

88
00:03:21.950 --> 00:03:22.523

89
00:03:22.653 --> 00:03:24.439
อยากเล่น facebook

90
00:03:24.452 --> 00:03:26.297
อยากเล่นอินสตาแกรม

91
00:03:26.693 --> 00:03:27.124

92
00:03:27.085 --> 00:03:27.706

93
00:03:27.724 --> 00:03:32.875
เขาก็จะถามว่าคุณชื่ออะไรมีอีเมลหรือเปล่ามีเบอร์โทรศัพท์ไหม

94
00:03:32.842 --> 00:03:35.214
มีรูปโปรไฟล์เป็นรูปอะไร

95
00:03:35.152 --> 00:03:38.098
อันนี้คือข้อมูลระดับภายนอก

96
00:03:38.092 --> 00:03:38.350

97
00:03:38.671 --> 00:03:39.122

98
00:03:38.993 --> 00:03:39.344

99
00:03:39.501 --> 00:03:42.401
ที่ผู้ใช้งานอย่างเราๆนี่เป็นผู้ให้

100
00:03:42.902 --> 00:03:48.887
งานไปแล้วก็เป็นผู้ที่เห็นเองว่าข้อมูลที่กรอกลงไปมีอะไรบ้างนะคะ

101
00:03:48.855 --> 00:03:51.880
แต่ถามว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงได้ไหมว่า

102
00:03:52.061 --> 00:03:53.466
นอกจากรูปภาพ

103
00:03:53.412 --> 00:03:53.645

104
00:03:53.601 --> 00:03:53.830

105
00:03:53.852 --> 00:03:56.423
อยากให้เขาขอเกี่ยวกับอะไรดีล่ะ

106
00:03:56.733 --> 00:03:56.983

107
00:03:57.315 --> 00:03:57.698

108
00:03:58.212 --> 00:03:58.480

109
00:03:58.414 --> 00:04:05.346
สถานะการเรียนเราจะไปบอกเขาว่าอยากบอกอยากให้เพิ่มเมนูตรงนี้ได้ไหม

110
00:04:05.574 --> 00:04:07.067
รอทำไม่ได้นะคะ

111
00:04:07.121 --> 00:04:14.065
เพราะอันนั้นเป็นระดับโครงสร้างระดับแนวคิดระดับภายในซึ่งผู้ใช้งานธรรมดาจะแก้ไขไม่ได้นะคะ

112
00:04:14.683 --> 00:04:15.071

113
00:04:15.132 --> 00:04:15.390

114
00:04:15.451 --> 00:04:15.707

115
00:04:15.832 --> 00:04:17.233
โดยที่

116
00:04:17.241 --> 00:04:23.225
เพราะฉะนั้นนี่สมมุติว่ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเราเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงข้อมูลระดับที่ต่ำ

117
00:04:23.200 --> 00:04:23.628

118
00:04:23.522 --> 00:04:25.585
ข้อมูลส่วนตัวเรานี่แหละ

119
00:04:25.762 --> 00:04:26.226

120
00:04:26.144 --> 00:04:26.454

121
00:04:26.401 --> 00:04:34.118
ถ้าเราเปลี่ยนแปลงข้อมูลของเราเองจะไม่กระทบกับคนอื่นรวมถึงไม่ได้กระทบกับ Facebook ไม่ได้กระทบกับ Instagram

122
00:04:34.021 --> 00:04:36.791
ติดต่อเขาก็ยังใช้งานปกติได้

123
00:04:36.713 --> 00:04:40.183
ถึงแม้เขาบอกว่าเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงรูปโปรไฟล์

124
00:04:40.430 --> 00:04:43.004
ถามว่าโปรแกรมจะพังไหมใหม่

125
00:04:43.120 --> 00:04:43.747
นะคะ

126
00:04:43.762 --> 00:04:44.049

127
00:04:44.274 --> 00:04:44.500

128
00:04:44.463 --> 00:04:50.324
อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงระดับต่ำก็คือเป็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้งานโดยตรงนะคะ

129
00:04:50.873 --> 00:04:51.381

130
00:04:51.452 --> 00:04:51.649

131
00:04:52.733 --> 00:04:52.935

132
00:04:52.922 --> 00:04:53.241

133
00:04:53.493 --> 00:04:53.785

134
00:04:54.260 --> 00:04:54.675

135
00:04:54.581 --> 00:04:55.189

136
00:04:55.612 --> 00:05:01.407
ความเป็นอิสระของข้อมูลเชิงตรรกะก็คือการเปลี่ยนแปลงมุมมอง

137
00:05:02.719 --> 00:05:02.983

138
00:05:02.910 --> 00:05:04.769
ของผู้ใช้งาน

139
00:05:04.971 --> 00:05:05.250

140
00:05:05.221 --> 00:05:07.584
อย่างเช่นคุณอาจจะ

141
00:05:07.651 --> 00:05:09.938
อัพรูปเป็น 4 รูปนะคะ

142
00:05:10.021 --> 00:05:11.299
คุณ

143
00:05:11.441 --> 00:05:13.374
น่าจะสลับตำแหน่งนะคะ

144
00:05:13.363 --> 00:05:13.636

145
00:05:13.551 --> 00:05:16.899
ย้ายจากรูปสุดท้ายเป็นรูปที่ 1

146
00:05:17.070 --> 00:05:19.385
ถามว่าโปรแกรมนั้นจะพังไหม

147
00:05:19.369 --> 00:05:20.611
ไม่พังนะคะ

148
00:05:20.981 --> 00:05:24.069
เพราะมันถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอก

149
00:05:23.990 --> 00:05:26.306
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโค้ดโปรแกรม

150
00:05:26.230 --> 00:05:28.349
ไม่ได้บอกให้

151
00:05:29.180 --> 00:05:29.428

152
00:05:29.441 --> 00:05:31.872
ผู้ดูแลระบบลบ

153
00:05:32.250 --> 00:05:32.604

154
00:05:32.648 --> 00:05:35.523
เมนูตรงนี้ออกไม่ใช่นะคะ

155
00:05:35.524 --> 00:05:35.769

156
00:05:35.709 --> 00:05:35.969

157
00:05:35.975 --> 00:05:42.739
อันนี้ก็คือถ้าผู้ใช้งานอยากเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของตัวเองอย่างนี้ก็ใช้งานได้เลยนะคะ

158
00:05:42.891 --> 00:05:43.325

159
00:05:43.400 --> 00:05:47.015
ไม่กระทบกับคนอื่นไม่กระทบกับระบบโดยรวมนะคะ

160
00:05:47.050 --> 00:05:51.015
รวมถึงความเป็นอิสระของข้อมูลเชิงกายภาพนะคะ

161
00:05:51.149 --> 00:05:51.564

162
00:05:51.603 --> 00:05:52.198

163
00:05:52.240 --> 00:05:54.410
ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่ง

164
00:05:54.421 --> 00:05:55.242
Facebook

165
00:05:55.379 --> 00:05:55.737

166
00:05:55.700 --> 00:05:59.155
ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูล

167
00:05:59.352 --> 00:06:00.690
คนใช้งาน

168
00:06:00.703 --> 00:06:01.053

169
00:06:01.020 --> 00:06:06.282
ถามว่าย้ายจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งถามว่าเรายังใช้ Facebook ได้ไหม

170
00:06:06.270 --> 00:06:06.675

171
00:06:06.461 --> 00:06:08.836
ใช้ได้มันไม่กระทบกับเรานะคะ

172
00:06:09.032 --> 00:06:09.258

173
00:06:09.292 --> 00:06:12.934
มันถือว่าเป็นโครงสร้างของข้อมูลระดับภายใน

174
00:06:12.998 --> 00:06:13.431

175
00:06:13.379 --> 00:06:19.054
ก็คือผู้ให้บริการเขาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนย้ายจากเครื่อง a ไปยังเครื่อง B

176
00:06:19.280 --> 00:06:19.527

177
00:06:19.599 --> 00:06:20.335

178
00:06:20.370 --> 00:06:30.370
ผู้ใช้งานก็ยังสามารถใช้งานทำงานได้อย่างปกติไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆอาจจะมีช่วงที่แบบ Restart เครื่องของตัวเซิร์ฟเวอร์ของเขาบ้างอะไรอย่างนี้นะคะ

179
00:06:32.529 --> 00:06:32.769

180
00:06:32.789 --> 00:06:35.946
แม่ถามว่า Facebook เราหายไปไหนไม่หายนะคะ

181
00:06:35.870 --> 00:06:39.267
อันนี้คือตัวอย่างคร่าวๆว่าเชิงตรรกะเป็นอย่างไร

182
00:06:39.328 --> 00:06:41.168
เชิงกายภาพเป็นอย่างไร

183
00:06:41.309 --> 00:06:41.597

184
00:06:41.570 --> 00:06:42.002

185
00:06:41.959 --> 00:06:42.174

186
00:06:42.151 --> 00:06:42.389

187
00:06:42.280 --> 00:06:42.704

188
00:06:42.662 --> 00:06:43.230

189
00:06:43.240 --> 00:06:47.237
ต่อมาภาษาหลักของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

190
00:06:47.330 --> 00:06:47.705

191
00:06:47.720 --> 00:06:48.132

192
00:06:48.170 --> 00:06:50.609
ว่าจะมีอยู่ 3 ภาษาหลักๆนะคะ

193
00:06:50.669 --> 00:06:51.179

194
00:06:51.252 --> 00:06:55.480
อันนี้หมายถึงว่าภาษาเชิงโครงสร้างที่ใช้นะคะ

195
00:06:55.410 --> 00:06:58.098
ไม่ได้หมายถึงชื่อภาษาทางโปรแกรม

196
00:06:58.230 --> 00:06:58.555

197
00:06:58.488 --> 00:06:58.860

198
00:06:58.740 --> 00:07:02.143
อันแรกคือภาษาสำหรับนิยามข้อมูลนะคะ

199
00:07:02.129 --> 00:07:02.335

200
00:07:02.260 --> 00:07:02.487

201
00:07:02.649 --> 00:07:02.884

202
00:07:03.089 --> 00:07:03.469

203
00:07:03.408 --> 00:07:07.540
ก็จะเป็นภาษาที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูล

204
00:07:07.768 --> 00:07:08.225

205
00:07:07.967 --> 00:07:08.394

206
00:07:08.218 --> 00:07:08.513

207
00:07:08.609 --> 00:07:08.830

208
00:07:08.799 --> 00:07:12.646
นะคะว่าระดับแนวคิดคือคุณวางแผนไว้ว่าอย่างไร

209
00:07:12.638 --> 00:07:12.915

210
00:07:12.768 --> 00:07:12.986

211
00:07:12.961 --> 00:07:13.223

212
00:07:13.338 --> 00:07:15.842
อย่างเช่นอาจารย์อาจจะ

213
00:07:16.358 --> 00:07:19.736
พอกูเรียนปีสูงขึ้นจะต้องได้ทำโปรเจค

214
00:07:19.690 --> 00:07:20.962
อาจจะต้องเขียน

215
00:07:21.159 --> 00:07:23.085
โปรแกรมเป็นของตัวเอง

216
00:07:23.148 --> 00:07:23.967
สมมุติ

217
00:07:23.978 --> 00:07:27.252
ว่าทำโปรเจคเป็นร้านขายหนังสือ

218
00:07:27.178 --> 00:07:31.445
ในร้านขายหนังสือร้านหนึ่งเราต้องเก็บอะไรบ้างเราต้องเขียนให้ได้นะคะ

219
00:07:31.481 --> 00:07:31.728

220
00:07:31.667 --> 00:07:36.045
สิ่งนี้เราจะเรียกว่าระดับแนวคิดเราจะมาให้ความหมายว่า

221
00:07:36.279 --> 00:07:36.600

222
00:07:36.529 --> 00:07:36.741

223
00:07:36.729 --> 00:07:37.009

224
00:07:36.979 --> 00:07:38.584
ในฐานข้อมูลเรานี่

225
00:07:38.579 --> 00:07:38.969

226
00:07:39.172 --> 00:07:42.819
ระหว่างผู้ใช้งานสมาชิกเจ้าของร้าน

227
00:07:43.201 --> 00:07:43.475

228
00:07:43.389 --> 00:07:49.886
สามารถทำอะไรได้บ้างสิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าวิวนะคะหรือว่ามุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคน

229
00:07:49.798 --> 00:07:50.068

230
00:07:50.760 --> 00:07:51.012

231
00:07:50.948 --> 00:07:57.274
เอาง่ายๆยกตัวอย่างอีกแล้ว Facebook Facebook ในหน้าที่คุณดูกับหน้าที่เพื่อนดูอาจจะไม่เหมือนกัน

232
00:07:57.811 --> 00:07:58.058

233
00:07:58.058 --> 00:08:02.615
ใน Facebook เราสามารถกำหนดได้ว่ารูปนี้ฉันจะเก็บไว้ดูคนเดียว

234
00:08:02.929 --> 00:08:03.143

235
00:08:03.048 --> 00:08:05.896
หรือรูปนี้จะให้เพื่อนดูได้

236
00:08:05.808 --> 00:08:08.304
รูปนี้จะให้ใครก็ได้มาดู

237
00:08:08.952 --> 00:08:09.172

238
00:08:09.207 --> 00:08:09.467

239
00:08:09.458 --> 00:08:09.705

240
00:08:09.649 --> 00:08:12.478
ไม่ได้ปิดกั้นอย่างนี้ก็มี

241
00:08:12.539 --> 00:08:17.160
อันนี้คือการกำหนดสถานะของมุมมองในการดูข้อมูลของเรา

242
00:08:17.089 --> 00:08:17.714

243
00:08:17.848 --> 00:08:18.250

244
00:08:18.300 --> 00:08:23.766
เราจะกำหนดตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูลเลยว่าผู้ใช้งานแต่ละคน

245
00:08:24.008 --> 00:08:24.250

246
00:08:24.392 --> 00:08:27.071
ดูข้อมูลส่วนไหนได้บ้างนะคะ

247
00:08:27.653 --> 00:08:27.915

248
00:08:27.969 --> 00:08:28.222

249
00:08:28.237 --> 00:08:28.466

250
00:08:28.369 --> 00:08:32.391
ตอบมาเป็นภาษาในการจัดการฐานข้อมูล

251
00:08:32.328 --> 00:08:34.818
อันนี้เป็นภาษาเชิง programming

252
00:08:34.888 --> 00:08:36.566
ซึ่งไว้ใช้สำหรับ

253
00:08:36.758 --> 00:08:39.767
จัดการฐานข้อมูลภายในฐานข้อมูลนะคะ

254
00:08:39.700 --> 00:08:45.096
ก็จะเป็นตั้งแต่การค้นหาข้อมูลการเพิ่มการลบการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล

255
00:08:45.411 --> 00:08:45.624

256
00:08:45.788 --> 00:08:46.020

257
00:08:46.300 --> 00:08:47.230

258
00:08:47.387 --> 00:08:47.643

259
00:08:47.578 --> 00:08:47.869

260
00:08:47.767 --> 00:08:48.009

261
00:08:48.159 --> 00:08:52.188
อันนี้ก็จะสามารถทำได้ตามสิทธิ์ของผู้ใช้งานแต่ละคน

262
00:08:52.378 --> 00:08:52.642

263
00:08:52.697 --> 00:08:52.937

264
00:08:53.159 --> 00:08:53.414

265
00:08:53.349 --> 00:08:55.979
บางคนค้นหาได้แต่เพิ่มไม่ได้

266
00:08:56.040 --> 00:08:56.231

267
00:08:56.422 --> 00:08:56.630

268
00:08:56.608 --> 00:08:58.918
บางคนเพิ่มได้แต่ห้ามลบ

269
00:08:58.920 --> 00:08:59.183

270
00:08:59.168 --> 00:08:59.927

271
00:09:00.007 --> 00:09:01.939
อันนี้ก็เป็นคำสั่ง

272
00:09:01.929 --> 00:09:04.683
ที่ใช้ภายในฐานข้อมูล

273
00:09:04.808 --> 00:09:08.207
ตอบมาเป็นภาษาที่ใช้ควบคุมนะคะ

274
00:09:08.208 --> 00:09:08.410

275
00:09:08.328 --> 00:09:08.577

276
00:09:08.458 --> 00:09:09.023

277
00:09:09.099 --> 00:09:13.794
มันจะเป็นภาษาที่เอาไว้สำหรับการควบคุมการถูกต้องของข้อมูล

278
00:09:13.968 --> 00:09:14.181

279
00:09:14.100 --> 00:09:15.757
เช่นอะไรบ้าง

280
00:09:15.770 --> 00:09:18.529
อย่างเช่นอาจารย์ให้คุณกรอกชื่อ

281
00:09:18.456 --> 00:09:19.166
นะคะ

282
00:09:19.488 --> 00:09:20.574
บอกชื่อ

283
00:09:20.964 --> 00:09:24.024
แต่ว่านักศึกษาบางคนลืมเปลี่ยนภาษา

284
00:09:24.157 --> 00:09:26.003
หรือลืมเปลี่ยนปุ่ม

285
00:09:25.959 --> 00:09:26.224

286
00:09:26.408 --> 00:09:28.333
หรือเปิดปุ่มตัวเลขไว้

287
00:09:29.218 --> 00:09:29.611

288
00:09:29.668 --> 00:09:30.616

289
00:09:30.567 --> 00:09:30.871

290
00:09:30.760 --> 00:09:33.960
กลายเป็นว่าพิมพ์ชื่อตัวเองเป็นตัวเลข

291
00:09:33.969 --> 00:09:39.298
ภาษาระดับควบคุมก็คือมันจะเป็นการตรวจสอบว่าข้อมูลที่นักศึกษาใส่มา

292
00:09:39.469 --> 00:09:40.606
ถูกหรือผิด

293
00:09:40.690 --> 00:09:41.115

294
00:09:41.068 --> 00:09:44.864
เช่นอาจารย์กำหนดให้กรอกได้เฉพาะตัวหนังสือเท่านั้น

295
00:09:44.848 --> 00:09:46.960
ใส่ตัวเลขไม่ได้นะคะ

296
00:09:46.967 --> 00:09:47.209

297
00:09:47.160 --> 00:09:47.587

298
00:09:47.537 --> 00:09:49.886
หรือการเกิดภาวะพร้อมกัน

299
00:09:49.777 --> 00:09:50.874
อย่างเช่น

300
00:09:50.809 --> 00:09:51.076

301
00:09:51.068 --> 00:09:51.467

302
00:09:51.328 --> 00:09:51.580

303
00:09:51.771 --> 00:09:53.422
จองตั๋วคอนเสิร์ต

304
00:09:53.368 --> 00:09:55.159
ดังมาก

305
00:09:55.170 --> 00:09:55.360

306
00:09:55.286 --> 00:09:55.491

307
00:09:55.417 --> 00:09:58.986
เข้ามาจองพร้อมกันสัก 50 คน

308
00:09:58.888 --> 00:09:59.272

309
00:09:59.328 --> 00:10:02.914
เราจะมีการจัดการคน 50 คนอย่างไร

310
00:10:03.429 --> 00:10:03.658

311
00:10:03.938 --> 00:10:04.249

312
00:10:04.257 --> 00:10:09.583
นะคะให้สามารถทำงานได้อันนี้คือการเกิดภาวะพร้อมกันก็คือ

313
00:10:09.578 --> 00:10:12.361
เข้ามาใช้งานระบบพร้อมๆกันทั้งหมดนะคะ

314
00:10:13.358 --> 00:10:13.643

315
00:10:13.548 --> 00:10:13.816

316
00:10:13.678 --> 00:10:21.119
โดยสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลมันก็จะมีการศึกษาโครงสร้างองค์ประกอบหลักของระบบนะคะ

317
00:10:21.236 --> 00:10:26.635
ทั้งฐานข้อมูลหน้าที่ของแต่ละองค์ประกอบแต่ละคนแต่ละผู้ใช้งานนะคะ

318
00:10:26.687 --> 00:10:26.913

319
00:10:26.937 --> 00:10:27.311

320
00:10:27.327 --> 00:10:27.546

321
00:10:27.647 --> 00:10:32.399
รวมถึงการเขียนโปรแกรมเพื่อสื่อสารแล้วก็ติดต่อส่วนอื่นๆ

322
00:10:32.708 --> 00:10:33.595
นะคะ

323
00:10:33.728 --> 00:10:34.056

324
00:10:34.119 --> 00:10:39.904
ในระบบฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้มีแค่โปรแกรมเดียวที่ทำงานนะคะอาทิตย์ที่แล้วเคยบอกแล้วว่า

325
00:10:39.888 --> 00:10:40.131

326
00:10:40.136 --> 00:10:45.140
ระบบบัญชีระบบบุคคลระบบการเงินก็ใช้ฐานข้อมูลร่วมกันนะคะ

327
00:10:45.326 --> 00:10:45.542

328
00:10:45.517 --> 00:10:48.642
โดยที่ถ้าสมมุติว่า

329
00:10:48.600 --> 00:10:50.835
เรามีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมนะคะ

330
00:10:50.898 --> 00:10:53.721
โครงสร้างของฐานข้อมูลจะยังอยู่นะคะ

331
00:10:53.777 --> 00:10:54.129

332
00:10:54.098 --> 00:10:54.562

333
00:10:54.288 --> 00:10:56.922
ข้อมูลจะไม่หายไปไหน

334
00:10:56.936 --> 00:11:06.864
เพราะเราเปลี่ยนแค่ตัวโปรแกรมเราไม่ได้เปลี่ยนทั้งโครงสร้างนะคะถ้าสมมุติว่าเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ก็จะมีการเชื่อมต่อที่ทำให้ข้อมูลมันสามารถทำงานได้นะคะ

335
00:11:07.109 --> 00:11:07.372

336
00:11:08.068 --> 00:11:08.353

337
00:11:09.538 --> 00:11:09.792

338
00:11:09.727 --> 00:11:10.023

339
00:11:09.987 --> 00:11:10.492

340
00:11:10.498 --> 00:11:11.447

341
00:11:11.458 --> 00:11:18.845
โดยระบบฐานข้อมูลนี่มันก็จะเป็นการเอาข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กรหรือข้อมูลที่เราจะเพิ่มเติมนะคะ

342
00:11:19.088 --> 00:11:22.222
ที่มีการเกี่ยวข้องกันมารวมไว้ที่เดียวกันนะคะ

343
00:11:22.165 --> 00:11:22.366

344
00:11:22.415 --> 00:11:26.134
โดยผู้ใช้งานในฐานข้อมูลจะมองมุมมอง

345
00:11:26.066 --> 00:11:26.291

346
00:11:26.327 --> 00:11:27.204
หรือวิว

347
00:11:27.218 --> 00:11:27.622

348
00:11:27.412 --> 00:11:30.947
ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของการใช้งานนะคะ

349
00:11:31.577 --> 00:11:31.786

350
00:11:31.707 --> 00:11:32.329

351
00:11:32.287 --> 00:11:33.367
โดยที่

352
00:11:33.366 --> 00:11:33.940

353
00:11:33.887 --> 00:11:39.283
ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้ว่าถ้าเราสมมุติว่าเป็นผู้ใช้งานทั่วไป

354
00:11:39.208 --> 00:11:46.603
เขาจำเป็นจะต้องรู้ไหมว่าโปรแกรมเมอร์จะต้องเขียนโปรแกรมอย่างไรโปรแกรมเมอร์ใช้วิธีอะไรในการแสดงภาพ

355
00:11:46.567 --> 00:11:46.965

356
00:11:46.887 --> 00:11:49.830
โปรแกรมเมอร์ทำอย่างไรให้เราดู YouTube ได้

357
00:11:50.411 --> 00:11:52.409
อันนี้ไม่จำเป็นต้องรู้

358
00:11:52.326 --> 00:11:53.024
นะคะ

359
00:11:53.299 --> 00:11:58.818
โดยที่สิ่งของเหล่านี้สามารถซ่อนรายละเอียดไว้ได้

360
00:11:58.809 --> 00:12:01.880
แต่ถามว่าให้แสดงออกมาได้ไหมแสดงได้

361
00:12:02.136 --> 00:12:05.242
ใส่ User หรือผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้

362
00:12:05.146 --> 00:12:07.562
เพราะฉะนั้นเราก็ซ่อนไว้ได้นะคะ

363
00:12:07.515 --> 00:12:07.962

364
00:12:07.645 --> 00:12:07.970

365
00:12:07.968 --> 00:12:08.368

366
00:12:08.086 --> 00:12:12.141
ยกเว้นบางอย่างให้เป็นภาษาโปรแกรมเหมือนเวลาเราใช้

367
00:12:12.197 --> 00:12:15.203
Google Chrome หาข้อมูล

368
00:12:15.208 --> 00:12:15.476

369
00:12:15.397 --> 00:12:20.447
เราก็สามารถดูได้ว่าโค้ชโปรแกรมที่ผู้ดูแลระบบเขาเขียนไว้

370
00:12:20.327 --> 00:12:23.153
เขาเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้างก็ดูได้นะคะ

371
00:12:23.086 --> 00:12:23.651

372
00:12:23.597 --> 00:12:24.929
แต่ถามว่า

373
00:12:25.006 --> 00:12:30.209
พ่อแม่เราจะอยากรู้ไหมว่า Google เขียนโปรแกรมอย่างไรก็คงไม่นะคะ

374
00:12:30.326 --> 00:12:35.582
ไม่จำเป็นต้องเปิดดูแต่ถามว่าเปิดดูได้ไหมบางส่วนก็เปิดดูได้นะคะ

375
00:12:35.517 --> 00:12:35.781

376
00:12:36.405 --> 00:12:36.839

377
00:12:36.927 --> 00:12:37.310

378
00:12:37.117 --> 00:12:37.318

379
00:12:37.755 --> 00:12:42.697
โดยสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลมีอยู่ 3 ระดับนะคะ

380
00:12:42.685 --> 00:12:46.550
เหมือนที่พูดไปตอนต้นก็คือมีระดับภายนอกระดับ

381
00:12:46.597 --> 00:12:52.241
แนวคิดแล้วก็ระดับภายในนะคะมี 3 ระดับโดยแสดงเป็นแผนภาพแบบนี้นะคะ

382
00:12:52.558 --> 00:12:52.935

383
00:12:53.576 --> 00:12:55.426
เดี๋ยวขีดเส้นให้ด้วย

384
00:12:55.567 --> 00:12:55.951

385
00:12:55.946 --> 00:12:56.384

386
00:12:56.776 --> 00:12:57.849

387
00:12:57.997 --> 00:13:00.117
อันนี้ระดับภายนอกนะคะ

388
00:13:01.136 --> 00:13:01.417

389
00:13:01.327 --> 00:13:08.724
เดี๋ยวเติมเส้นแบบนี้ระดับภายนอกก็คือเราอาจจะมีผู้ใช้งาน 1 คน 2 คนหรือหลายคน

390
00:13:08.635 --> 00:13:11.565
แต่ละคนอาจจะใช้ระบบเดียวกัน

391
00:13:12.287 --> 00:13:12.755

392
00:13:12.475 --> 00:13:12.749

393
00:13:12.667 --> 00:13:15.332
แต่หน้าจอที่ดูไม่เหมือนกันก็ได้

394
00:13:15.237 --> 00:13:15.505

395
00:13:15.615 --> 00:13:16.499
นะคะ

396
00:13:16.516 --> 00:13:19.257
อย่างเช่นนักศึกษาไปใช้ระบบ

397
00:13:19.847 --> 00:13:20.288

398
00:13:20.285 --> 00:13:21.429
ทะเบียน

399
00:13:21.377 --> 00:13:22.326

400
00:13:22.336 --> 00:13:23.761
คนหนึ่งดูเกรด

401
00:13:23.886 --> 00:13:24.279

402
00:13:24.075 --> 00:13:24.511

403
00:13:24.266 --> 00:13:24.496

404
00:13:24.648 --> 00:13:26.057
คนที่ 2

405
00:13:26.126 --> 00:13:27.648
พิมพ์ใบลงทะเบียน

406
00:13:28.105 --> 00:13:32.601
คนที่ 3 อาจจะค้นหาคำอธิบายรายวิชา

407
00:13:32.528 --> 00:13:35.946
ถามว่าเขาใช้โปรแกรมเดียวกันไหมระบบเดียวกันไหม

408
00:13:35.986 --> 00:13:37.840
ใช่ระบบเดียวกัน

409
00:13:37.848 --> 00:13:40.671
แต่เขาอาจจะทำงานไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ

410
00:13:40.666 --> 00:13:43.866
คุณอยากดูตรงไหนก็ได้นะคะหรืออยากดู

411
00:13:43.926 --> 00:13:52.559
เหมือนกันก็ได้นะคะแต่ต้องเป็นข้อมูลของตัวเองอย่างเช่นเกรดคุณจะดูของเพื่อนไม่ได้เพราะแต่ละคนมีสิทธิ์ของตนเองเท่านั้น

412
00:13:52.577 --> 00:13:52.810

413
00:13:52.765 --> 00:13:53.063

414
00:13:53.155 --> 00:13:53.534

415
00:13:53.349 --> 00:13:54.158
นะคะ

416
00:13:54.685 --> 00:13:58.101
จะไปละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นไม่ได้นะคะ

417
00:13:58.026 --> 00:13:58.232

418
00:13:58.156 --> 00:13:58.567

419
00:13:58.855 --> 00:14:04.109
อันนี้ก็มันจะมีกฎหมายอยู่เวลาเราจะดูข้อมูลใคร

420
00:14:04.366 --> 00:14:06.353
หรือโพสต์รูปใคร

421
00:14:06.285 --> 00:14:07.945
หรือพิมพ์ถึงใคร

422
00:14:08.016 --> 00:14:08.582

423
00:14:08.527 --> 00:14:08.956

424
00:14:08.725 --> 00:14:10.646
มีกฎหมายกำหนดนะคะ

425
00:14:10.576 --> 00:14:11.272

426
00:14:11.215 --> 00:14:12.431
ต่อมา

427
00:14:12.495 --> 00:14:14.051
เป็นในระดับแนวคิด

428
00:14:14.617 --> 00:14:15.440

429
00:14:15.385 --> 00:14:19.364
ก็จะดูแล้วว่าโครงสร้างฐานข้อมูลที่เราออกแบบไว้

430
00:14:19.287 --> 00:14:21.101
สำหรับการทำงาน

431
00:14:21.027 --> 00:14:23.778
มันจะเป็นเหมือนตัวที่ไว้จัดการว่า

432
00:14:23.787 --> 00:14:24.018

433
00:14:23.965 --> 00:14:26.534
User หรือผู้ใช้งานแต่ละคน

434
00:14:26.655 --> 00:14:28.833
เรียกข้อมูลอะไรขึ้นไปดู

435
00:14:28.968 --> 00:14:33.805
ตัวจัดการหลังจากนั้นจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบภายใน

436
00:14:34.218 --> 00:14:37.876
เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลไปแสดงผลนะคะ

437
00:14:37.939 --> 00:14:41.415
การทำงานจะมีส่วนหลักๆ 3 ส่วนแบบนี้นะคะ

438
00:14:41.458 --> 00:14:43.316
ที่เราใช้งานกัน

439
00:14:43.316 --> 00:14:48.199
แต่ถามว่า User จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับแนวคิดระดับภายในไหม

440
00:14:48.186 --> 00:14:49.489
ไม่จำเป็นนะคะ

441
00:14:49.596 --> 00:14:49.912

442
00:14:49.846 --> 00:14:54.539
เขาก็จะดูแต่เฉพาะข้อมูลที่ตนเองสนใจระดับภายนอกเท่านั้นนะคะ

443
00:14:55.165 --> 00:14:55.391

444
00:14:55.425 --> 00:14:55.674

445
00:14:55.745 --> 00:14:55.961

446
00:14:56.450 --> 00:15:01.774
เหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องแยกออกเป็น 3 ระดับแยกออกจากกัน

447
00:15:01.836 --> 00:15:06.897
ทำไมเราไม่รวมกันไว้นะคะอันแรกก็คือผู้ใช้งานแต่ละคน

448
00:15:06.958 --> 00:15:09.581
ก็อาจจะเข้าถึงข้อมูลตัวเดียวกันได้

449
00:15:09.706 --> 00:15:10.060

450
00:15:10.095 --> 00:15:10.358

451
00:15:10.293 --> 00:15:12.857
แต่อาจจะเรียกดูผลไม่เหมือนกัน

452
00:15:12.787 --> 00:15:13.013

453
00:15:13.165 --> 00:15:16.814
เหมือนบางคนอย่างที่บอกค่ะเข้าไปใช้ระบบทะเบียน

454
00:15:16.755 --> 00:15:19.702
คนหนึ่งดูเกรดคนหนึ่งลงทะเบียน

455
00:15:19.767 --> 00:15:22.772
คนหนึ่งค้นหาคำอธิบายรายวิชา

456
00:15:22.715 --> 00:15:24.434
หน้าตาแตกต่างกัน

457
00:15:24.505 --> 00:15:26.947
แต่ก็ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

458
00:15:26.756 --> 00:15:27.453
นะคะ

459
00:15:27.906 --> 00:15:28.529

460
00:15:28.486 --> 00:15:28.924

461
00:15:28.864 --> 00:15:32.510
ผู้ใช้งานจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยตรงได้

462
00:15:32.447 --> 00:15:34.817
ก็คือคุณจะไม่สามารถพิมพ์

463
00:15:34.766 --> 00:15:34.987

464
00:15:35.726 --> 00:15:36.163

465
00:15:35.977 --> 00:15:37.630
หรือเรียกใช้

466
00:15:37.706 --> 00:15:38.128

467
00:15:38.284 --> 00:15:38.735

468
00:15:38.405 --> 00:15:38.627

469
00:15:38.536 --> 00:15:41.030
ข้อมูลในฐานข้อมูลได้โดยตรง

470
00:15:41.036 --> 00:15:44.108
จะต้องผ่านระบบจัดการฐานข้อมูลเท่านั้นนะคะ

471
00:15:44.046 --> 00:15:44.500

472
00:15:44.244 --> 00:15:44.703

473
00:15:44.626 --> 00:15:46.407
Admin นะคะ

474
00:15:46.420 --> 00:15:51.745
ในฐานข้อมูลก็คือผู้บริหารฐานข้อมูลหรือว่า database Admin นี่

475
00:15:51.866 --> 00:15:54.072
ตัวย่อก็คือ dba

476
00:15:54.104 --> 00:15:54.384

477
00:15:54.295 --> 00:15:57.419
สามารถแก้ไขข้อมูลฐานข้อมูลได้

478
00:15:57.365 --> 00:15:57.575

479
00:15:57.564 --> 00:15:57.796

480
00:15:57.685 --> 00:16:00.251
เข้าไปดูข้อมูลที่เก็บไว้ได้นะคะ

481
00:16:00.651 --> 00:16:01.023

482
00:16:01.286 --> 00:16:01.535

483
00:16:01.404 --> 00:16:01.657

484
00:16:01.607 --> 00:16:04.934
แต่จะต้องไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้ใช้งาน

485
00:16:05.377 --> 00:16:07.412
ก็คือตอนที่คุณอาจจะ

486
00:16:07.434 --> 00:16:13.912
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลอยู่ผู้ใช้งานก็ยังต้องสามารถทำงานได้ตามปกตินะคะ

487
00:16:14.024 --> 00:16:17.489
โครงสร้างระดับภายในฐานข้อมูลนะคะ

488
00:16:17.614 --> 00:16:18.090

489
00:16:17.805 --> 00:16:18.340

490
00:16:18.255 --> 00:16:25.453
จะไม่ได้รับผลกระทบถ้าคุณมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมซึ่งจะอยู่ในลักษณะของเชิงกายภาพนะคะ

491
00:16:25.624 --> 00:16:25.908

492
00:16:26.005 --> 00:16:30.385
ถ้าเปลี่ยนโปรแกรมปุ๊บเปลี่ยนจากโปรแกรมเอไปใช้โปรแกรมบี

493
00:16:30.296 --> 00:16:37.102
ข้อมูลจะต้องไม่หายไปไหนอันนี้คือเหตุผลนะคะที่สามส่วนนี้เราจำเป็นจะต้องแยกออกจากกันนะคะ

494
00:16:37.346 --> 00:16:37.568

495
00:16:37.536 --> 00:16:37.784

496
00:16:38.624 --> 00:16:38.880

497
00:16:39.134 --> 00:16:39.372

498
00:16:39.264 --> 00:16:39.534

499
00:16:40.806 --> 00:16:41.621

500
00:16:41.706 --> 00:16:43.744
มาดูรายละเอียด

501
00:16:44.075 --> 00:16:44.427

502
00:16:44.394 --> 00:16:47.844
เพิ่มเติมนะคะสำหรับระดับภายใน

503
00:16:47.914 --> 00:16:48.748

504
00:16:48.685 --> 00:16:54.387
ก็จะเป็นระดับที่จัดเก็บข้อมูลอยู่ในลักษณะโครงสร้างที่เราออกแบบไว้แล้วนะคะ

505
00:16:54.325 --> 00:16:54.539

506
00:16:54.443 --> 00:16:54.678

507
00:16:54.895 --> 00:16:57.017
ถ้าเราเก็บข้อมูลได้ดี

508
00:16:56.956 --> 00:16:57.332

509
00:16:57.466 --> 00:16:57.826

510
00:16:57.845 --> 00:17:05.048
มันก็จะมีผลต่อความเร็วแล้วก็ประสิทธิภาพในการเลือกใช้ข้อมูลนะคะในระบบภายใน

511
00:17:05.795 --> 00:17:06.046

512
00:17:05.985 --> 00:17:06.870

513
00:17:06.943 --> 00:17:10.791
มันก็จะเป็นการดูว่าเรามีการสำรองข้อมูลหรือเปล่า

514
00:17:10.725 --> 00:17:12.710
รอเก็บข้อมูลอย่างไร

515
00:17:12.894 --> 00:17:13.797

516
00:17:13.733 --> 00:17:14.300

517
00:17:14.244 --> 00:17:14.659

518
00:17:14.695 --> 00:17:15.151

519
00:17:15.405 --> 00:17:19.237
นะคะส่วนมากข้อมูลในฐานข้อมูล

520
00:17:19.305 --> 00:17:20.249
อาจจะเก็บ

521
00:17:20.393 --> 00:17:25.478
ข้อมูลในฮาร์ดดิสก็ได้มีการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ

522
00:17:25.395 --> 00:17:25.664

523
00:17:25.646 --> 00:17:25.872

524
00:17:26.037 --> 00:17:27.571
สามารถเขียน

525
00:17:27.566 --> 00:17:27.947

526
00:17:27.765 --> 00:17:33.307
รวมกันได้กับระบบปฏิบัติการด้วยทำไมถึงบอกว่าการจัดเก็บข้อมูลที่ดี

527
00:17:33.276 --> 00:17:35.503
มีผลต่อความเร็วแล้วก็

528
00:17:35.644 --> 00:17:36.593
ประสิทธิภาพ

529
00:17:36.726 --> 00:17:38.451
การเข้าข้อมูลนะคะ

530
00:17:38.533 --> 00:17:42.245
เวลาเราเก็บข้อมูลเราจะเห็นได้ว่าทำไม

531
00:17:42.944 --> 00:17:43.258

532
00:17:43.395 --> 00:17:43.968

533
00:17:43.968 --> 00:17:47.176
เราต้องเรียงลำดับตามรหัสนักศึกษาด้วย

534
00:17:47.244 --> 00:17:47.596

535
00:17:47.625 --> 00:17:48.076

536
00:17:47.756 --> 00:17:48.142

537
00:17:48.845 --> 00:17:52.481
เอา 207 ขึ้นก่อน 201 ได้ไหม

538
00:17:52.365 --> 00:17:53.496
ได้

539
00:17:53.443 --> 00:18:00.129
แต่ถามว่าเวลาเราค้นหาข้อมูลถ้าเราเรียงตามลำดับแน่นอนเราค้นหาข้อมูลเร็วกว่า

540
00:18:00.045 --> 00:18:05.867
เราก็มาตกลงกันเลยว่าเราจะเรียงลำดับนักศึกษาในห้องนี้อย่างไรอย่างเช่น

541
00:18:06.076 --> 00:18:11.218
ซึ่งมาตรฐานทั่วไปก็จะเรียงตามรหัสนักศึกษาจากน้อยไปมากใช่ไหมคะ

542
00:18:11.137 --> 00:18:11.675

543
00:18:11.650 --> 00:18:14.089
แต่ถ้าเราไม่มีรหัสนักศึกษาล่ะ

544
00:18:14.013 --> 00:18:14.218

545
00:18:14.145 --> 00:18:14.396

546
00:18:14.404 --> 00:18:14.723

547
00:18:14.723 --> 00:18:16.310
โดยหลักทั่วไป

548
00:18:16.326 --> 00:18:19.285
ก็จะเรียงตามกอไก่ถึงฮอนกฮูก

549
00:18:19.207 --> 00:18:20.289
ใช่ไหมคะ

550
00:18:20.234 --> 00:18:20.450

551
00:18:20.615 --> 00:18:20.898

552
00:18:21.124 --> 00:18:28.695
แล้วแต่ว่าเราทำข้อตกลงอย่างไรหรือวางฐานข้อมูลก็จะบอกว่าเรียงตามอายุอายุใครมากขึ้นก่อน

553
00:18:28.565 --> 00:18:29.976
เหลืออะไรอีกล่ะ

554
00:18:29.964 --> 00:18:32.731
เพศชายขึ้นก่อนเพศหญิงตามมา

555
00:18:32.655 --> 00:18:34.640
คนเกิดวันอาทิตย์ขึ้นก่อน

556
00:18:34.650 --> 00:18:39.723
หรือคนเกิดวันจันทร์ขึ้นก่อนแล้วแต่โครงสร้างที่เรากำหนดไว้

557
00:18:39.647 --> 00:18:39.886

558
00:18:39.894 --> 00:18:40.845
ทำไม

559
00:18:41.113 --> 00:18:47.083
เพื่ออะไรเพื่อให้มาถามข้อมูลได้เร็วเพราะเรารู้แล้วเกณฑ์จัดการข้อมูลคืออะไร

560
00:18:47.005 --> 00:18:49.373
เพราะว่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์

561
00:18:49.315 --> 00:18:49.584

562
00:18:49.503 --> 00:18:49.754

563
00:18:49.694 --> 00:18:49.935

564
00:18:49.825 --> 00:18:50.130

565
00:18:50.085 --> 00:18:53.247
มันไม่เรียน 12345 ให้เรานะคะ

566
00:18:53.226 --> 00:18:54.259
มันจะเรียน

567
00:18:54.244 --> 00:18:55.957
แบบกระจัดกระจาย

568
00:18:55.976 --> 00:18:56.279

569
00:18:56.365 --> 00:18:56.573

570
00:18:56.616 --> 00:18:59.447
อยู่ตรงไหนก็ได้ที่มันมีพื้นที่ว่าง

571
00:18:59.363 --> 00:19:01.687
แต่มันจะใช้เรียกแทนตำแหน่ง

572
00:19:01.688 --> 00:19:01.930

573
00:19:01.936 --> 00:19:02.256

574
00:19:02.325 --> 00:19:02.799

575
00:19:02.836 --> 00:19:04.431
อย่างเช่นสินสมุทร

576
00:19:04.943 --> 00:19:05.236

577
00:19:05.393 --> 00:19:05.831

578
00:19:05.773 --> 00:19:06.408

579
00:19:06.673 --> 00:19:09.937
อาจารย์กำหนดให้เป็น 001

580
00:19:09.945 --> 00:19:17.356
001 ในฮาร์ดดิสก์อาจจะเก็บตรงไหนก็ได้แต่ถ้าสมมุติอาจารย์ไม่ใส่ 001 ล่ะใส่คำว่าสินสมุทร

581
00:19:17.633 --> 00:19:19.806
มันจะหาข้อมูลเร็วขึ้นไหม

582
00:19:19.743 --> 00:19:19.999

583
00:19:20.006 --> 00:19:20.515

584
00:19:21.215 --> 00:19:25.539
ค่าแทนตัวเลขเรียงตามลำดับมันก็จะหาข้อมูลได้เร็วขึ้น

585
00:19:25.445 --> 00:19:29.096
เหมือนอาจารย์เรียงลำดับนักศึกษาจากน้อยไปหามาก

586
00:19:29.104 --> 00:19:33.228
เวลาเช็คชื่ออาจารย์ก็เช็คชื่อได้เร็วขึ้นว่าคนไหนหายไป

587
00:19:33.715 --> 00:19:36.145
หรือห้องนี้นักศึกษาไม่เยอะ

588
00:19:36.144 --> 00:19:37.361
มันก็ง่าย

589
00:19:37.424 --> 00:19:41.796
แต่บางวิชาอาจารย์สอน 50-60 คนขึ้นไป

590
00:19:42.426 --> 00:19:42.650

591
00:19:42.874 --> 00:19:45.277
จำไม่ได้จำไม่ไหวนะคะ

592
00:19:45.433 --> 00:19:50.392
การเรียงลำดับราคาจากน้อยไปหามากก็ทำให้อาจารย์เช็คได้ง่ายขึ้น

593
00:19:50.434 --> 00:19:52.553
ว่าใครมาใครขาดนะคะ

594
00:19:52.803 --> 00:19:53.229

595
00:19:53.313 --> 00:19:56.525
เพราะฉะนั้นอีกอย่างหนึ่งก็คือเวลาเรา

596
00:19:57.992 --> 00:20:03.897
ทำกิจกรรมใดๆก็ตามทำไมเวลาเหมือนสอบบรรจุก็ได้ค่ะสอบบรรจุครู

597
00:20:03.813 --> 00:20:04.077

598
00:20:04.073 --> 00:20:07.410
ทำไมเขาถึงไม่เรียงลำดับตามคะแนน

599
00:20:07.404 --> 00:20:09.835
เพราะมันก็จะมีข้อสังเกต

600
00:20:09.845 --> 00:20:10.043

601
00:20:09.963 --> 00:20:10.224

602
00:20:10.485 --> 00:20:10.682

603
00:20:10.675 --> 00:20:12.657
หรือข้อสงสัยเกิดขึ้น

604
00:20:12.594 --> 00:20:16.644
เขาก็เลยตัดปัญหาโดยการเรียงลำดับตามเลขที่สมัคร

605
00:20:17.204 --> 00:20:17.455

606
00:20:17.466 --> 00:20:17.665

607
00:20:17.915 --> 00:20:18.301

608
00:20:18.424 --> 00:20:18.697

609
00:20:18.684 --> 00:20:24.726
เพื่อให้มันค้นหาข้อมูลของผู้สมัครคนนั้นได้ง่ายแล้วก็ประกาศผลได้ง่ายนะคะ

610
00:20:24.963 --> 00:20:32.940
แต่ว่าแต่ก็แล้วแต่ถ้ามีผู้ดูแลระบบเขาอยากดูข้อมูลแบบไหนก็แล้วแต่สิ่งที่เขาจะเรียกขึ้นมาดูนะคะ

611
00:20:33.543 --> 00:20:34.950
อันนี้คือระดับ

612
00:20:35.465 --> 00:20:35.975

613
00:20:36.044 --> 00:20:37.129
ภายใน

614
00:20:37.574 --> 00:20:37.836

615
00:20:37.763 --> 00:20:38.398

616
00:20:38.354 --> 00:20:40.142
ต่อมาระดับแนวคิด

617
00:20:40.149 --> 00:20:40.372

618
00:20:40.724 --> 00:20:40.999

619
00:20:40.844 --> 00:20:41.413

620
00:20:41.428 --> 00:20:44.817
ก็จะเป็นโครงสร้างของฐานข้อมูลโดยรวม

621
00:20:44.886 --> 00:20:49.117
เราต้องดูว่าเราจะเก็บข้อมูลอะไรในฐานข้อมูลของเรา

622
00:20:49.686 --> 00:20:50.964
แต่ละข้อมูล

623
00:20:51.033 --> 00:20:54.492
มีส่วนอะไรที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันบ้างนะคะ

624
00:20:54.752 --> 00:20:55.138

625
00:20:55.327 --> 00:20:57.491
โดยการกระทำ

626
00:20:57.445 --> 00:21:00.905
ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นในระดับแนวคิดนะคะ

627
00:21:01.025 --> 00:21:01.292

628
00:21:01.285 --> 00:21:01.727

629
00:21:01.925 --> 00:21:02.128

630
00:21:02.173 --> 00:21:06.023
จะทำอยู่บนโครงสร้างฐานข้อมูลที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้นนะคะ

631
00:21:06.155 --> 00:21:07.171

632
00:21:07.113 --> 00:21:08.837
ในระดับแนวคิด

633
00:21:08.773 --> 00:21:10.820
จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะคะ

634
00:21:10.833 --> 00:21:11.112

635
00:21:11.153 --> 00:21:11.379

636
00:21:11.345 --> 00:21:11.853

637
00:21:11.796 --> 00:21:12.694
อย่างเช่น

638
00:21:13.003 --> 00:21:13.206

639
00:21:13.203 --> 00:21:13.594

640
00:21:13.523 --> 00:21:13.794

641
00:21:13.715 --> 00:21:14.118

642
00:21:13.903 --> 00:21:14.219

643
00:21:14.165 --> 00:21:16.202
จำนวนเอนทิตี้

644
00:21:16.205 --> 00:21:17.915
เอนทิตี้ก็คือ

645
00:21:17.939 --> 00:21:19.862
ส่วนของคอลัมน์

646
00:21:19.803 --> 00:21:20.491
นะคะ

647
00:21:21.594 --> 00:21:21.863

648
00:21:21.724 --> 00:21:24.537
อย่างเช่นนักศึกษา 1 คน

649
00:21:24.533 --> 00:21:25.804
จะมีทั้งหมด

650
00:21:25.885 --> 00:21:26.383

651
00:21:26.524 --> 00:21:29.466
เอนทิตี้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ

652
00:21:29.603 --> 00:21:29.877

653
00:21:29.794 --> 00:21:30.367

654
00:21:30.306 --> 00:21:30.570

655
00:21:30.568 --> 00:21:33.688
entity ของอาจารย์

656
00:21:34.017 --> 00:21:35.560

657
00:21:35.493 --> 00:21:36.115

658
00:21:36.075 --> 00:21:39.221
เป็นคอลัมน์อาจารย์เป็นตารางของอาจารย์

659
00:21:39.203 --> 00:21:42.212
ตารางนักศึกษาตารางรายวิชา

660
00:21:42.474 --> 00:21:42.781

661
00:21:42.723 --> 00:21:42.982

662
00:21:42.926 --> 00:21:44.530
มาเกี่ยวข้องกัน

663
00:21:44.465 --> 00:21:49.008
ใน 1 ตารางจะประกอบไปด้วยแอตทริบิวต์คือตัวนี้นะคะ

664
00:21:49.133 --> 00:21:50.794
คือคอลัมน์

665
00:21:50.734 --> 00:21:51.054

666
00:21:50.995 --> 00:21:51.686

667
00:21:51.633 --> 00:21:54.913
นักศึกษา 1 คนจะมีกี่ SCB

668
00:21:54.963 --> 00:21:55.364

669
00:21:55.354 --> 00:21:56.889
จำง่ายๆเลย

670
00:21:56.953 --> 00:21:58.482
อาจจะมีประมาณ

671
00:21:58.612 --> 00:22:02.497
สมมุติว่าจะมีประมาณ 3 คอลัมน์ 3 แอตทริบิวต์

672
00:22:02.526 --> 00:22:03.033

673
00:22:03.044 --> 00:22:05.868
คอลัมน์ที่ 1 คอลัมน์นักศึกษา

674
00:22:05.983 --> 00:22:08.370
คอลัมน์ที่ 2 ชื่อนามสกุล

675
00:22:08.365 --> 00:22:08.579

676
00:22:08.554 --> 00:22:08.751

677
00:22:08.684 --> 00:22:13.370
คอลัมน์ที่ 3 อาจจะเป็นที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์หรือชื่อเล่นก็ได้

678
00:22:13.355 --> 00:22:13.614

679
00:22:13.546 --> 00:22:14.165
นะคะ

680
00:22:14.244 --> 00:22:18.027
โดยแต่ละตารางหรือแต่ละ entity

681
00:22:18.285 --> 00:22:21.880
จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการหรือว่า relationship

682
00:22:21.802 --> 00:22:22.503

683
00:22:22.573 --> 00:22:22.961

684
00:22:22.897 --> 00:22:28.007
เช่นทำไมอาจารย์ตารางกับอาจารย์นักศึกษาถึงต้องมีความสัมพันธ์กัน

685
00:22:27.894 --> 00:22:32.585
เช่นอาจารย์สอนวิชานี้ในใบลงทะเบียนเรียนของทุกคนมีไหม

686
00:22:32.632 --> 00:22:33.270

687
00:22:33.473 --> 00:22:33.726

688
00:22:33.852 --> 00:22:34.290

689
00:22:34.305 --> 00:22:34.592

690
00:22:34.755 --> 00:22:35.112

691
00:22:34.886 --> 00:22:38.141
แล้วลงทะเบียนวิชานี้มีชื่ออาจารย์ไหมมี

692
00:22:38.144 --> 00:22:38.439

693
00:22:38.336 --> 00:22:38.590

694
00:22:38.525 --> 00:22:38.749

695
00:22:39.103 --> 00:22:41.669
อาจารย์สามารถดูได้เหมือนกันว่า

696
00:22:41.735 --> 00:22:45.296
วิชานี้ใครสามารถลงทะเบียนได้บ้าง

697
00:22:45.325 --> 00:22:53.238
อาจารย์กับนักศึกษาต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างน้อย 3 ตารางอาจารย์ตารางก็เก็บข้อมูลตารางอาจารย์นักศึกษาก็เก็บข้อมูลนักศึกษา

698
00:22:53.395 --> 00:22:53.795

699
00:22:53.525 --> 00:22:56.011
อาจารย์ลงทะเบียนเรียนก็รู้แล้วว่า

700
00:22:56.334 --> 00:22:57.223
อาจารย์

701
00:22:57.235 --> 00:23:00.769
สอนวิชาอะไรบ้างนักศึกษาลงทะเบียนวิชาอะไรบ้าง

702
00:23:00.692 --> 00:23:01.399

703
00:23:01.333 --> 00:23:01.753

704
00:23:01.723 --> 00:23:04.221
อันนี้ก็เป็นความสัมพันธ์แบบง่ายๆนะคะ

705
00:23:04.286 --> 00:23:04.680

706
00:23:04.603 --> 00:23:06.144
อันนี้ก็เหมือนกัน

707
00:23:06.207 --> 00:23:06.590

708
00:23:06.334 --> 00:23:11.786
ระดับภายนอกจะเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานเรียกดูข้อมูล

709
00:23:11.715 --> 00:23:13.119
นะคะ

710
00:23:13.372 --> 00:23:13.639

711
00:23:13.633 --> 00:23:16.200
ผู้ใช้งานแต่ละคนจะดูข้อมูล

712
00:23:16.204 --> 00:23:21.208
เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้นะคะโดยที่ฐานข้อมูลสามารถมีมุมมอง

713
00:23:21.384 --> 00:23:21.843

714
00:23:21.836 --> 00:23:22.278

715
00:23:22.093 --> 00:23:24.657
หรือเค้าร่างภายนอกได้หลายรูปแบบ

716
00:23:24.913 --> 00:23:25.134

717
00:23:25.233 --> 00:23:26.828
แล้วแต่นะคะ

718
00:23:26.837 --> 00:23:27.042

719
00:23:26.963 --> 00:23:28.681
อย่างเช่นตัวอย่างนี้

720
00:23:28.624 --> 00:23:30.614
มีผู้ใช้งาน 3 คน

721
00:23:30.555 --> 00:23:30.799

722
00:23:30.804 --> 00:23:31.352

723
00:23:31.253 --> 00:23:32.396
นะคะ

724
00:23:32.474 --> 00:23:32.866

725
00:23:32.986 --> 00:23:37.351
เรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูลเดียวกันแต่อาจจะเป็นคนละตาราง

726
00:23:37.403 --> 00:23:37.819

727
00:23:38.163 --> 00:23:41.312
เพราะว่าในฐานข้อมูล 1 ฐานข้อมูลหนี้

728
00:23:41.242 --> 00:23:44.256
อาจจะมีตารางได้เยอะมากนะคะ

729
00:23:44.195 --> 00:23:47.281
แต่ทุกตารางจะต้องมีความสัมพันธ์กัน

730
00:23:47.273 --> 00:23:50.136
อยาก User หรือผู้ใช้งานคนที่ A

731
00:23:50.154 --> 00:23:50.455

732
00:23:50.475 --> 00:23:50.725

733
00:23:50.724 --> 00:23:54.990
อาจจะเรียกดูแค่ชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์เท่านั้นก็ได้

734
00:23:55.474 --> 00:23:55.909

735
00:23:55.725 --> 00:23:56.163

736
00:23:55.924 --> 00:23:56.550
นะคะ

737
00:23:56.944 --> 00:23:57.752

738
00:23:57.772 --> 00:23:58.096

739
00:23:58.034 --> 00:24:01.283
User หรือผู้ใช้งานคนที่บี

740
00:24:01.292 --> 00:24:03.349
อาจจะขอดูข้อมูลรหัส

741
00:24:03.352 --> 00:24:04.777
นักศึกษา

742
00:24:04.885 --> 00:24:08.723
ชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ก็ได้แล้วแต่

743
00:24:09.942 --> 00:24:10.704

744
00:24:10.772 --> 00:24:11.017

745
00:24:11.805 --> 00:24:12.101

746
00:24:12.390 --> 00:24:12.647

747
00:24:12.573 --> 00:24:12.814

748
00:24:12.702 --> 00:24:12.950

749
00:24:12.893 --> 00:24:13.410

750
00:24:13.403 --> 00:24:15.133
คนที่ซี

751
00:24:15.136 --> 00:24:21.361
อาจจะไม่ได้อยากดูข้อมูลของทุกคนอาจจะดูว่าเทอมนี้มีวิชาอะไรเปิดสอนบ้าง

752
00:24:21.488 --> 00:24:24.555
รหัสวิชาอะไรชื่อวิชาอะไร

753
00:24:24.743 --> 00:24:26.588
มีกี่หน่วยกิตก็ได้

754
00:24:26.533 --> 00:24:26.760

755
00:24:27.243 --> 00:24:27.470

756
00:24:27.434 --> 00:24:33.034
จากในฐานข้อมูลเดียวกันแต่แค่เอามาจากคนละตารางแค่นั้นเองนะคะ

757
00:24:33.524 --> 00:24:33.728

758
00:24:33.643 --> 00:24:33.895

759
00:24:33.843 --> 00:24:34.067

760
00:24:35.186 --> 00:24:35.445

761
00:24:35.503 --> 00:24:35.779

762
00:24:35.694 --> 00:24:35.953

763
00:24:36.022 --> 00:24:36.225

764
00:24:37.622 --> 00:24:37.822

765
00:24:37.943 --> 00:24:38.168

766
00:24:38.132 --> 00:24:38.418

767
00:24:38.452 --> 00:24:38.972

768
00:24:39.163 --> 00:24:40.603

769
00:24:40.566 --> 00:24:45.003
ประโยชน์ของสถาปัตยกรรมทั้ง 3 ระดับนะคะ

770
00:24:44.994 --> 00:24:48.579
ระดับภายในระดับภายนอกแล้วก็ระดับแนวคิด

771
00:24:49.028 --> 00:24:54.777
แน่นอนกูมองของผู้ใช้งานแต่ละคนก็สามารถทำงานได้อิสระแยกจากกัน

772
00:24:54.982 --> 00:24:55.745
นะคะ

773
00:24:55.884 --> 00:24:56.140

774
00:24:56.073 --> 00:24:56.582

775
00:24:56.964 --> 00:24:58.898
อาจจะมีการ

776
00:24:58.953 --> 00:24:59.179

777
00:24:59.203 --> 00:24:59.437

778
00:24:59.724 --> 00:25:02.826
นำข้อมูลหลายๆตารางมารวมกันนะคะ

779
00:25:03.124 --> 00:25:03.877

780
00:25:04.335 --> 00:25:09.024
เพื่อให้สามารถครอบคลุมในการเรียกดูข้อมูลได้

781
00:25:08.952 --> 00:25:09.158

782
00:25:09.652 --> 00:25:11.449
อาจจะมองคนละ

783
00:25:11.575 --> 00:25:13.099
มุมกัน

784
00:25:13.303 --> 00:25:16.179
แต่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันได้

785
00:25:16.503 --> 00:25:23.088
แล้วก็ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลที่ถูกเก็บไว้อยู่ตำแหน่งไหนของฮาร์ดดิสก์

786
00:25:23.875 --> 00:25:24.076

787
00:25:24.063 --> 00:25:25.402
ไม่จำเป็นต้องรู้

788
00:25:25.417 --> 00:25:34.430
รู้แค่ว่าฉันอยากเรียกคืนข้อมูลขึ้นมาดูได้ก็ต้องดูได้โดยที่ Admin จะเป็นคนดูแลเองว่าข้อมูลที่เราเก็บ

789
00:25:34.324 --> 00:25:35.797
ที่ถูกเก็บไว้

790
00:25:35.722 --> 00:25:37.760
จะต้องจัดเก็บอยู่ตรงไหน

791
00:25:37.712 --> 00:25:37.984

792
00:25:38.093 --> 00:25:43.300
แล้วก็เป็นคนที่ดึงข้อมูลนั้นๆเข้ามาให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้นะคะ

793
00:25:43.993 --> 00:25:44.235

794
00:25:44.184 --> 00:25:44.555

795
00:25:44.884 --> 00:25:45.138

796
00:25:45.593 --> 00:25:50.849
ประโยชน์ข้อต่อมาก็คือความเป็นอิสระของข้อมูลก็คือ

797
00:25:50.782 --> 00:25:56.413
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมทุกอย่างจะต้องไม่ได้รับผลกระทบ

798
00:25:56.603 --> 00:25:56.843

799
00:25:56.731 --> 00:26:04.615
งานต้องยังสามารถเก็บได้หรือโปรแกรมก็ยังสามารถทำงานได้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลนะคะ

800
00:26:04.483 --> 00:26:04.809

801
00:26:04.873 --> 00:26:05.294

802
00:26:05.253 --> 00:26:08.153
ไม่ใช่ว่ามีคนหนึ่งเปลี่ยนนามสกุล

803
00:26:08.332 --> 00:26:08.589

804
00:26:08.522 --> 00:26:08.791

805
00:26:08.843 --> 00:26:09.298

806
00:26:09.043 --> 00:26:13.723
ฐานข้อมูลทางมหาวิทยาลัยผิดพลาดหมดเลยอันนี้ไม่ได้นะคะ

807
00:26:13.844 --> 00:26:14.481

808
00:26:14.426 --> 00:26:16.665
หรือบางคนเพิ่มที่อยู่

809
00:26:16.663 --> 00:26:21.289
กลายเป็นว่าที่อยู่เหมือนกันทั้งมหาวิทยาลัยอย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ

810
00:26:21.461 --> 00:26:29.020
ข้อมูลต้องเป็นอิสระจากกันหรือว่าวันนี้อาจารย์บอกว่าฐานข้อมูลอาจารย์อยากใช้ Microsoft Access

811
00:26:29.083 --> 00:26:29.349

812
00:26:29.603 --> 00:26:29.859

813
00:26:29.853 --> 00:26:30.090

814
00:26:30.172 --> 00:26:33.378
วันดีคืนดีบางคนอยากบอกว่าเปลี่ยนไปใช้

815
00:26:33.572 --> 00:26:33.895

816
00:26:33.892 --> 00:26:36.072
โปรแกรมอื่นได้ไหม

817
00:26:36.204 --> 00:26:37.667
เปลี่ยนได้นะคะ

818
00:26:37.732 --> 00:26:40.305
ไม่ใช่ว่าใช้โปรแกรมเดียวไปตลอด

819
00:26:40.753 --> 00:26:41.135

820
00:26:41.324 --> 00:26:42.279
ไม่ได้

821
00:26:42.481 --> 00:26:42.929

822
00:26:42.735 --> 00:26:46.970
ถ้าสมมุติมีโปรแกรมที่ดีกว่าแล้วอยากเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนได้

823
00:26:46.963 --> 00:26:47.593

824
00:26:47.601 --> 00:26:52.160
โดยที่ข้อมูลเราไม่หายอันนี้คือความเป็นอิสระของข้อมูล

825
00:26:52.794 --> 00:26:53.076

826
00:26:53.115 --> 00:26:53.340

827
00:26:53.495 --> 00:26:53.790

828
00:26:54.002 --> 00:26:54.241

829
00:26:54.264 --> 00:26:54.499

830
00:26:54.453 --> 00:26:54.836

831
00:26:55.093 --> 00:26:55.799

832
00:26:55.742 --> 00:26:56.011

833
00:26:55.934 --> 00:26:56.361

834
00:26:56.121 --> 00:26:57.782
อันนี้พูดไปแล้วนะคะ

835
00:26:57.921 --> 00:26:58.209

836
00:26:58.302 --> 00:26:58.735

837
00:26:58.567 --> 00:26:58.786

838
00:27:00.483 --> 00:27:01.090

839
00:27:01.055 --> 00:27:02.332
อันนี้พูดไปแล้วนะ

840
00:27:03.434 --> 00:27:04.376
เดี๋ยวนะ

841
00:27:04.526 --> 00:27:05.471

842
00:27:05.805 --> 00:27:06.812
ปิ้ง

843
00:27:06.763 --> 00:27:12.401
อันนี้พูดไปแล้วตอบมาแบบจำลองข้อมูลนะคะ

844
00:27:13.612 --> 00:27:14.430

845
00:27:14.382 --> 00:27:14.908

846
00:27:14.832 --> 00:27:17.348
แบบจำลองข้อมูลที่ก็เป็น

847
00:27:17.263 --> 00:27:17.512

848
00:27:17.452 --> 00:27:19.935
ไว้ใช้สำหรับการอธิบาย

849
00:27:20.343 --> 00:27:24.507
แล้วใช้สำหรับการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในฐานข้อมูล

850
00:27:24.564 --> 00:27:29.126
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลของแต่ละตารางจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

851
00:27:29.053 --> 00:27:29.445

852
00:27:29.445 --> 00:27:35.499
ข้อบังคับของข้อมูลในระบบที่จะมีการเพิ่มลบเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ

853
00:27:35.713 --> 00:27:35.967

854
00:27:35.902 --> 00:27:38.474
จะต้องมีกฎเกณฑ์อะไรบ้างนะคะ

855
00:27:38.603 --> 00:27:38.898

856
00:27:38.792 --> 00:27:41.728
ทั้งนี้ก็เพื่อใช้สำหรับการ

857
00:27:41.672 --> 00:27:41.884

858
00:27:41.801 --> 00:27:42.148

859
00:27:42.184 --> 00:27:46.933
เป็นข้อตกลงแล้วก็ข้อสื่อสารระหว่างคนออกแบบฐานข้อมูล

860
00:27:46.990 --> 00:27:50.797
กับคนที่ใช้งานฐานข้อมูลให้เข้าใจตรงกันนะคะ

861
00:27:50.962 --> 00:27:51.357

862
00:27:51.473 --> 00:27:51.766

863
00:27:51.662 --> 00:27:56.688
ว่าถ้าเรามีระบบนี้ควรจะสามารถทำอะไรได้บ้างทำอะไรไม่ได้

864
00:27:56.723 --> 00:27:59.992
เรียกดูข้อมูลแบบไหนแก้ไขข้อมูลอย่างไร

865
00:28:00.052 --> 00:28:02.387
ทำแบบไหนถึงจะบันทึกข้อมูลได้

866
00:28:02.680 --> 00:28:02.932

867
00:28:03.003 --> 00:28:03.429

868
00:28:03.265 --> 00:28:03.689

869
00:28:03.774 --> 00:28:06.652
ถ้าอยากลบรหัสนักศึกษาออกได้ไหม

870
00:28:06.592 --> 00:28:09.727
อยากเป็นนักศึกษาแต่ไม่มีรหัสนักศึกษาได้ไหม

871
00:28:09.864 --> 00:28:12.286
ไม่ได้ก็ต้องเข้าใจตรงกันนะคะ

872
00:28:12.294 --> 00:28:12.692

873
00:28:13.323 --> 00:28:13.519

874
00:28:13.833 --> 00:28:14.071

875
00:28:14.852 --> 00:28:15.135

876
00:28:15.042 --> 00:28:15.295

877
00:28:15.172 --> 00:28:15.391

878
00:28:15.434 --> 00:28:17.479
อันแรกนะคะ

879
00:28:17.742 --> 00:28:18.093

880
00:28:18.191 --> 00:28:18.578

881
00:28:18.511 --> 00:28:18.725

882
00:28:18.763 --> 00:28:24.915
แบบจำลองข้อมูลจะมีอยู่ 2 ประเภทประเภทแรกก็คือเป็นแบบจำลองที่ใช้การบรรยาย

883
00:28:25.754 --> 00:28:25.988

884
00:28:26.130 --> 00:28:26.837

885
00:28:26.842 --> 00:28:27.117

886
00:28:27.163 --> 00:28:30.703
บรรยายโดยรวมทั้งหมดของระบบว่า

887
00:28:30.611 --> 00:28:31.954
มีอะไรบ้าง

888
00:28:32.286 --> 00:28:32.556

889
00:28:32.471 --> 00:28:32.740

890
00:28:32.792 --> 00:28:33.817
นะคะ

891
00:28:34.083 --> 00:28:34.365

892
00:28:34.273 --> 00:28:37.526
ซึ่งจะนำเสนอในลักษณะของการวาดภาพ

893
00:28:37.603 --> 00:28:37.899

894
00:28:37.851 --> 00:28:38.292

895
00:28:38.432 --> 00:28:38.937

896
00:28:38.881 --> 00:28:41.636
โดยที่ในฐานข้อมูล 1 ฐานข้อมูลนี้

897
00:28:42.153 --> 00:28:43.613
จะหมายถึง

898
00:28:43.563 --> 00:28:43.967

899
00:28:43.812 --> 00:28:44.437

900
00:28:44.394 --> 00:28:47.008
การเก็บตารางกี่ตารางนะคะ

901
00:28:47.273 --> 00:28:47.514

902
00:28:47.402 --> 00:28:49.990
ก็คือเอ็นติตี้นี่แหละนะคะ

903
00:28:49.891 --> 00:28:50.843

904
00:28:50.992 --> 00:28:51.217

905
00:28:51.121 --> 00:28:51.385

906
00:28:51.561 --> 00:28:57.135
กลับตารางแต่ละตารางมีความสัมพันธ์อะไรบ้างเราต้องวาดรูปโยงเส้น

907
00:28:57.001 --> 00:28:58.350
ขีดเส้นใต้

908
00:28:58.806 --> 00:28:59.526

909
00:28:59.442 --> 00:29:00.590
ตีกรอบ

910
00:29:00.531 --> 00:29:00.829

911
00:29:00.851 --> 00:29:01.360

912
00:29:01.563 --> 00:29:05.859
เดี๋ยวอันนี้จะเป็นในครั้งถัดไปจะเป็นการวาดรูป

913
00:29:06.042 --> 00:29:06.291

914
00:29:06.161 --> 00:29:06.616

915
00:29:06.432 --> 00:29:06.850

916
00:29:06.681 --> 00:29:11.877
เดี๋ยวถ้าวันไหนจะวาดรูปอาจารย์จะให้ถือกระดาษ A4 มาด้วยนะคะ

917
00:29:11.804 --> 00:29:12.348

918
00:29:12.383 --> 00:29:12.654

919
00:29:12.573 --> 00:29:12.829

920
00:29:12.701 --> 00:29:12.936

921
00:29:12.895 --> 00:29:15.454
ถ้าใครเคยเรียนสมัยมัธยม

922
00:29:15.521 --> 00:29:16.962
ใครวาดมายแมพ

923
00:29:17.001 --> 00:29:18.461
วาดแผนภาพ

924
00:29:19.364 --> 00:29:19.759

925
00:29:19.683 --> 00:29:22.821
การวาดในฐานข้อมูลก็จะไม่ค่อยต่างกันค่ะ

926
00:29:23.084 --> 00:29:27.532
แต่ว่าสัญลักษณ์แต่ละสัญลักษณ์ที่เอามาใช้ในการวาดรูปของเรา

927
00:29:27.762 --> 00:29:29.542
มันมีความหมายนะคะ

928
00:29:29.555 --> 00:29:35.076
ไม่ใช่อยากวาดอยากใส่วงรีอยากใส่สี่เหลี่ยมอยากใส่สามเหลี่ยมอยากใส่วงกลม

929
00:29:35.513 --> 00:29:38.137
นึกอยากใส่อะไรก็ใส่ไม่ได้นะคะ

930
00:29:38.131 --> 00:29:39.673
มันจะมีกรดอยู่

931
00:29:39.611 --> 00:29:40.008

932
00:29:40.121 --> 00:29:44.871
โดยการวาดแบบนี้นี่หรือการสร้างแบบจำลองแบบนี้นี่

933
00:29:44.802 --> 00:29:44.996

934
00:29:44.922 --> 00:29:51.982
จะนำเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างคนออกแบบกับคนใช้งานให้เห็นภาพคร่าวๆว่า

935
00:29:52.162 --> 00:29:55.641
ระบบที่เราจะทำขึ้นมามันทำงานอย่างไรนะคะ

936
00:29:55.954 --> 00:29:56.202

937
00:29:56.082 --> 00:29:59.401
เก็บข้อมูลแบบไหนใช้ข้อมูลอะไรได้บ้างนะคะ

938
00:29:59.472 --> 00:29:59.712

939
00:30:00.115 --> 00:30:00.453

940
00:30:00.568 --> 00:30:00.844

941
00:30:01.001 --> 00:30:06.980
ต่อมาจะเป็นแบบจำลองที่ใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างของฐานข้อมูลนะคะ

942
00:30:07.032 --> 00:30:07.463

943
00:30:07.542 --> 00:30:07.832

944
00:30:07.863 --> 00:30:08.309

945
00:30:08.123 --> 00:30:08.411

946
00:30:08.445 --> 00:30:08.666

947
00:30:08.955 --> 00:30:18.955


