Accuracy : 41.68%
Insertion : 1028
Deletion : 16047
Substitution : 588
Correction : 13649
Reference tokens : 30284
Hypothesis tokens : 15265

(อาจารย์เกวลี)โอเคเดี๋ยวเริ่มเลยแล้วกันนะคะโอเคค่ะวันนี้จเป็นเนื้อหาบททา(-ี)-่2นะะจา(ะ)เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลแล้วก็ทฤษฎีเกี่ยวกับแบบจำลองข้อมูลนะคะข้อมูลที่เราใช้อยู่ปัจจุบันนี-้(-่)บางทีทุกคนก็จะไม่รู้ว่าทำไมเราต้องเก็บเห-ื-ั(อ)นนักศึกษา1คนทำไมต้องถามด้วยรอ(-่ะ)ว่าเราชื่ออะไรนามสกุลอะไรเรียนจบที่ไหนมาา(ะ)ะเกรา(ด)เฉลี่ยตอนจบม.6ค(ร)-ือจบสายอาชีพได้เกรดเฉลี่ยเท่าไ-่เทอมที่แล้วเราเรียนไปกี่วิชานะคะได้คะแนนเท่าไรได้เกรดเท่าไรทำไมต้องเก็บแบบนี้นะคะทุกอย่างมันก็จะมีเหตุมีผลเพราะว่าข้อมูลทุกรูปแบบนี-้(-่)มันก็จะมีเนื้อหาความสำคัญของชุดข้อมูลตามนั้นอยู่นะคะโดยที่เราจอ(ะ)เรียกสิ่งนั้นว่าแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบฐานข้อมูลหรือว่าสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลนะคะมันก็จะเป็นข้อกำหนดแล้วก็ข้อตกลงรวมถึงขอบเขตหรืออาจจะเป็นกรอบความคิดนะคะในการบรรยายว่าฐานข้อมูลนั้นควรจะเป็นอย่างไรรา(นะ)า(ะ)โครงสร้างก็คือข้อมูลที่เราจะเก็บมีอะไรบ้างส่วนประกอบที่เอามาประกอบกันจนเป็นระบบฐานข้อมูลมีอะไรนะคะระ(ดย)-ีศ(-่)สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่มันจะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่3ส่วนนะคะก็คือในตัวของสถาปัตยกรรมของระบบเองนะคะแล-้(ะ)ก็ความเป็นอิสระของข้อมูลนะคะเดี๋ยวจะอธิบายว่าแต่ละอันคืออะไรกับภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลนะคะ3อย่างนี้ต(ะ)-่ต้องทำงานร่วมกันโดยสถาปัตยกรรมของฐานข้อมูลนี่มันจะเป็นเหมือนกับขอบเขตนะคะหรือกรอบถ้าเป็นภาษาทางเชิงวิชาการเรียกว่า"กรอบ"ที่ใช้ประโยชน์ในการบรรยายม(-่)าทำไมเราถึงสร้างฐานข้อมูลแบบนี้ทำไมเราถึงเก็บข้อมูลแบบนี้จ(ล)ได(ใน)-้ฐานข้อมูลนี-้(-่)เรามีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลย(บ)บไห-่างไร(น)บ้างนะคะซึ่งหลักๆแล้วนี่โครงสร้างที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูลนี่มันจะมีอยู่3ระดับนะคะมีระดับภายนอกระดับภายในแล้วก็ระดับแนวคิดเดีอาจา(-๋)วจ-์(ะ)อธิบายไปทีละอย่างทีละอย่างนะคะความเป็นอิสระของข้อมูลคืออะไรนะคะก็คือการที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลอาจจะเป็นในระดับของการออกแบบฐานข้อมูลหรือระดับถึงขั้นการเก็บข้อมูลแล้วก็ได้โดยที่ถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลโปรแกรมที่ใช้งานจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนะคะโปรแกรมก็อยู่ส่วนของโปรแกรมข้อมูลก็อยู่ส่วนของข้อมูลจะแยกออกจากกันนะคะโดยที่ผู้ใช้งา-ี่จะมองเห็นแค่ว่าการเก็บข้อมูลระดับภายนอ-็คือเราเก็บข้อมูลอะไรบ้างา(ะ)ะเหมือา(น)เวลาคุณอยากเล่นt(T)ikt(T)okอยากเล่นf(F)acebookอยากเล่นอ(I)n-ิน(s)tagramสตาแกรมเขาก็จะถามว่าคุณชื่ออะไรมีอีเมลหรือเปล่ามีเบอร์โทรศัพท์ไหมมีรูปโปรไฟล์เป็นรูปอะไรอันนี้คือข้อมูลระดับภายนอกที่ผู้ใช้งานอย่างเราๆนี่เป็นคนให้ข้อมูลไปแล้วก็เป็นสิ่งที่เราเป็นคนเห็นเองว่าข้อมูลที่กรอกลงไปนี่มีข้อมูลอะไรบ้างนะคะจะ(ต่)ถามว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงได้ไหมว่านอกจากรูปภาพนี-่-้(อ)ยากใหย(-้)เขาขอเกี่จะ(ยว)-ับอะไรดีล่ะสถานะการเรียนเราจะไปบอกเขาว่าอยกบอกอยากให้เพิ่มเมนูตรงนี้ได้ไหมเราทำไม่ได้นะคะรา-่(ะ)-ันนั้นเป็นระดับโครงสร้างระดับแนวคิดระดับภายใน-ื(-ึ)-่อ(ง)ผู้ใช้งานธรรมดานี่จะแก้ไขไม่ได้นะคะโดยที่เพราะฉะนั้-ี่สมมติเรามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเราจะเรียกว่าเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระดับที่ต่ำก็คือข้อมูลส่วนตัวเรานี่แหละนะคะถ้าเราเปลี่ยนแปลงเฉพาะข้อมูลเราตัวเองนี่มันจะไม่กระค(ท)บกับคนอื่นรวมถึงไม่ได้กระทบกับFacebookไม่ได้กระทบกับInstagramTikTokเขาก็ยังใช้งานปกติต(-้)-่อถึงแม้ว่าคุณจะบอกว่าเปลี่ยนแปลงอาจจะเปลี่ย-็แปลงรูปโปร-์ไฟล์ถามว่าโปรแกรมมันจะพังไหมไม่นะคะอันนี้คือการเปลี่ยนแปลงระดับต่ำก็คือเป็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้งานโดยตรงนะคะความเป็นอิสระของข้อมูลเชิงตรรกะก็คือการเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเช่นคุณอยากจะ...วันนี้เรา-ัปล(ร)-ูก(ป)ไป4ล(ร)-ูก(ป)นะคะคุณอยากจะสลับตำแหน่งรา(นะ)แ(ย)-้ว(ย)จากรูปสุดท้ายมาเป็นรูปที่1ถามว่าโปรแกรมนั้นจะพังไหมไม่พังนะคะเพราะมันเป็นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกไม่ได้เปลี่ยนแปลงโ(C)odค้ด(e)โปรแกรมไ-่ไจะ(ด้)บอกให้ผู้ดูแลระบบลบเมนูตรงนี้ออกไม่ใช่นะคะอันนี้ก็คือถ้าผู้ใช้งานอยากเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของตัวเองย่านี้ก็ใช้งานได้เลยนะคะไม่กระทบกับคนอื่นไม่กระทบกับระบบโดยรวมนะคะรวมถึงความเป็นอิสระของข้อมูลเชิงกายภาพนะคะถ้าสมม-ุติว่าวันหนึ่งFacebookย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลคนใช้งานถามว่า-้ก(ย)ะ(ก)เครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งถามว่าเรายังใช้Facebookได้ไหมใช้ได้มันไม่กระทบกับเรานะคะมันถือว่าเป็นโครงสร้างของข้อมูลระดับภายในก็คือผู้ให้บริการเขาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไ(ย)-้ายจากเครื่องAไปยab(-ัง)เครื่องBแต่ผู้ใช้งานก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆอาจจะมีช่วงที่แบบRestartเครื่องของตัวSองเครื่องเซิร์ฟเว(e)rveอร-์(r)ของเขาบ้างอะไรอย่างนี้นะจ(ค)แต่ถามว่าFacebookเราหายไปไหมไม่หายนะคะอันนี้คือตัวอย่างคร่าวๆว่าเชิงตธอจะ(รร)ล(ะ)-ับเป็นอย่างไรเชิงกาส(ย)ภาพเป็นอย่างไรอ(-่)มาภาษาหลักของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะก็จะมีอยู่3ภาษาหลักๆนะคะอันนี้หมายถึงว่าภาษาเชิงโครงสร้างที่ใช้นะคะไม่ได้หมายถึงชื่อภาษาทางโปรแกรมอันแรกก็คือภาษาสำหรับนิยามข้อมูลนะคะก็จะเป็นภาษาที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูลรา(นะ)ะว่าระดับแนวคิดก็ค-่า(-ือ)-ุน(ณ)วางแผนไว้ว่าอย่างไรอย่างเช่นอาจารย์อาจจะพอคุ-ู(ณ)เรียนปีสูงขึ้นจะต้องไป(-้)ทำProjectถ(อ)-้จะเขียนโปรแกรมเป็นของตัวเองสมม-ุติว่าได้ทำโพรเจกต์Project(เ)-ี่ยวล(ก)-ับร้านขายหนังสือในร้านหนังสือร้านหนึ่งเราจะต้องเก-็-ี-่(บ)ยวข้อมูง(ล)อะไรบ้างเราต้องเขียนออกมาให้ได้นะคะสิปี(-่ง)นี้เราจะเรียกว่า"ระดับแนวคิด"เราจะมาให้ความหมายว่าในฐานข้อมูลเห(ร)ล่านี-้(-่)ระหว่างผู้ใช้งานสมาชิกเจ้าของร้านสามารถทำอะไรได้บ้างสิ่งเหล่านี้จะเรียกว่า"View"นวิว(ะคะ)รื-ั(อ)-่ามุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนเอาง่ายๆยกตัวอย่างอีกแล้วFacebookFacebookในหน้าที่ค-ุน(ณ)ดูกับหน้าที่เพื่อนดูอาจจะไม่เหมือนกันในFacebookเราสามารถกำหนดได้ว่ารูปนี้ฉันจะเก็บไว้ดูคนเดียวหรือรูปนี้จะใ-่าย(ห้)เพื่อนดูได้รูปนี้จะให้ใครก็ได้มาดูไม่ได้ปิดกั้นอย่างนี้ก็มีอันนี้คือการกำหนดสถานะของมุมมองในการดูข้อมูลของเรานะคะเราจะกำหนดตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูลเลยว่าผู้ใช้งานแต่ละคนดูข้อมูลส่วนไหนได้บ้างนะคะต่อมาเป็นภาษาในการจัดการฐานข้อมูลอัน-ี-่า(-้)จะเป็นภาษาเชิงp(P)rogrammingเค(ซึ)รื-่ห(ไ)า(-้)สำหรับการจัดการข้อมูลภายในฐานข้อมูลนะคะก็จะเป็นตั้งแต่การค้นหาข้อมูลการเพิ่มการลบการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลา(ะ)า(ะ)อันนี้-่(-็)จะสามารถทำได้ตามสิทธิ์ของผู-้าวโพดใช้งานแต่ละคนบางคนค้นหาได้แต่เพิ่มไม่ได้ละ(าง)ร(น)เพิ่มได้แต่ห้ามลบรา(นะ)า(ะ)อันนี้ก็เป็นคำสั่งที่ใช้ภายในฐานข้อมูลต่อมาแ(เ)-็ล(น)ภาษาควบคุมนะคะมันจะเป็นภาษาที่เอาไช(ว)-้สำหรับการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลเช่นอะไรบ้างอย่างเช่นอาจารย์ให้ค-ุน(ณ)กรอกชื่อนะคะกรอกชื่อแต่ว่านักศึกษาบางคนลืมเปลี่ยนภาษาหรือลืมเปลี่ยนปุ่มหรือเปิดปุผ(-่)มตัวเลขไว้นะคะกลายเป็นว่าพิมพ์ชื่อตัวเองเป็นตัวเลขภาษาระดับควบคุมก็คือ-ั-่าจะเป็นการตรวจสอบว่อ(า)ข้อมูลที่นักศึกษาใส่มาถูกหรือผิดเช่นอาจารย์กำหนดให้อ(ร)อกได้เฉพาะตัวหนังสือเท่านั้นใส่ตัวเลขไม่ได้นะคะหรือการเกิดภาวะพร้อมกันอย่างเช่นจองตั๋วคอนเสิร์ตดังมากเข้ามาจองพร้อมกันสัก50,000คนเราจะมีการจัดการคน50,000คนอย่างไรา(ะ)า(ะ)ให้สามารถทำงานได้อันนี้คือการเกิดภาวะพร้อมกันก็คธ(-ื)อเข้ามาใช้งานระบบพร้อมกันทั้งหมดนะคะโดยสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่มันก็จะมีการศึกษาท-ั้-ำ(ง)โครงสร้างองค์ประกอบหลักของระบบา(ะ)า(ะ)ทั้งฐานข้อมูลหนอ(-้)าท-ิต(-ี่)ย์แต่ละองค์ประกอบแต่ละคนแต่ละผู้ใช้งานนะคะรวมถึงการเขียนโปรแกรมเพื่อสื-่บ(อ)สาน(ร)แล-้วกะ(-็)ติดต่อกับส่วนอื่นๆนะคะในระบบฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้มีแค่โปรแกรมเดียวที่ในการทำงาะคะอาทิตย์ที่แล้วเคยบอกแล้วว่าระบบบัญชีระบบบุคคลระบบการเงินก็ใช้ฐานข้อมูลร่วมกัะคะโดยที-่ถ้าสมมติว-่เรามีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมนะคะโครงสร้างของฐานข้อมูลจะยังอยู่นะคะข้อมูลจะไม่หายไปไหนเพราะเราเปลี่ยนแค่ตัวโปรแกรมเราไม่ได้เปลี่ยนทั้งโครงสร้างนะคะถ้าสมม-ุติว่าเปลี่ยนโปรแกรมใหม่มันก็จะมีการเชื่อมต่อที่ทำให้ข้อมูลมันสามารถทำงานได้นะคะโดยระบบฐานข้อมูลนี-้(-่)มันก็จะเป็นการเอาข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กรหรือข้อมูลที่เราต้องการจะเพิ่มเติมนะคะที่มีความเกี่ยวข้องกันมารวมไว้ในที่เดียวกัะคะโดยผู้ใช้งานในฐานข้อมูลนี่จะมองมุมมองรีวิวหรือViewที่แตกต่างกันไปตามสิทธิ์ของการใช้งาะคะโดยที่ผู้ใช้งานนี-้(-่)ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเร...ถ้าสมม-ุติว่าคุณเป็นผู้ใช้งานทั่วไปเขาจำเป็นจะต้องรู้ไหมว่าโปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมอย่างไรโปรแกรมเมอร์ใช้วิธีอะไรในการแสดงภาพโปรแกรมเมอร์ทำอย่างไรให้เราดูYouTubeได้อันนี้ไม่จำเป็นต้องรู้า(ะ)า(ะ)โดยที่ของสิ่งเหล่านี้มันสามารถซ่อนรายละเอียดไว้ได้จะ(ต่)ถามว่าให้แสดงออกมาได้ไหมแสดงได้ส(ต)-่Userหรือผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้เพราะฉะนั้นเราก็ซ่อนไว้ได้นะคะยกเว้นบางอย่างนี่ให(ไอ)-้เป็นภาษาโปรแกรมนี่เหมือตั้ง(น)เวลาเราใช้GoogleChromeหาข้อมูลนี่เราก็สามารถดูได้ว่า-้น(ด)โปรแกรมที่ผู้ดูแลระบบเขาเขียนไว้นี่เขาเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้างก็ดูได้นะคะจะ(ต่)ถามว่าพ่อแม่เราจะอยากรู้ไหมว่าGoogleเขียนโปรแกรมอย่างไรก็คงไม่นะคให(ะไ)ม่จำเป็นต้องเปิดไม่จำเป็นต้องเปิดดูแต่ถามว่าเปิดดูได้ไหมก็บางส่วนก็เปิดดูได้นะคะโดยสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่มีอยู่3ระดับนะคะเหมือนที่พูดไปตอนต้นก็คือมีระดับภายนอกระดับแนวคิดและก็ระดับภายใะคะมี3ระดับโดยแสดงเป็นแผนภาพแบบนี้นะคะเดี๋ยวขีดเส้นให้ด-้(-ู)วยอันนี้ระดับภายนอกนะคะเดี๋ยวเติมเส้นแบบนี้โทศ(ด)-ัพ(บ)ท์ภายนอ-็คือเราอาจจะมีผู้ใช้งาน1คน2คนค(ร)-ือหลายคนแต่ละคนอาจจะใช้ระบบเดียวกันแต่หน้าจอที่ดูอยู่ไม่เหมือนกันก็ได้า(ะ)ะอย่เช่นนักศึกษาเข้าไปใช้ระบบทะเบียนคนหนึ่งดูเกรดว(ค)-ันที่2พิมพ์ใบลงทะเบียนคนที่3อาจจะค้นหาคำอธิบายรายวิชาถามว่าเขาใช้โปรแกรมเดียวกันไหมระบบเดียวกันไหมใช่ระบบเดียวกันแต่เขาอาจจะทำงานไม่เหมือนกันก็ได้นะคะคุณอยากดูตรงไหนก็ได้หรืออาจจะดูเหมือนกันก็ได้แต่จะต้องเป็นข้อมูลของตัวเองอย่างเช่นเกกู(-ุณ)จะดูของเพื่อนไม่ได้เพราะแต่ละคนมีสิทธิ์ของตัวเองเท่านั้ะคะจะไปละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นไม่ได้นะคะอันนี้ก็มันจะมีกฎหมายอยู่เวลาเราจะดูข้อมูลใครหรือโพสเดอะทอยล(ต์ร)-ูก(ป)ใครหรือพิมพ์ถึงใครมีกฎหมายกำหนดนะคะต่อมาเป็นในระดับแนวคิดก็จะดูแล้วว่าโครงสร้างฐานข้อมูลที่เราออกแบบไว้สำหรับการทำงานมันจะเป็นเหมือนตัวที่ไว้จัดการว่าUserหรือผู้ใช้งานแต่ละค-ี่เรียกข้อมูลอะไรขึ้นไปดูเป็นตัวจัดการหลังจากนั้นก็จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบภายในเพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลไปแสดงผลนะคะการทำงานจะมีส่วนAmazonน(ล)-ัก3ส่วนด(แ)-ัง(บ)นี้นะคะที่เราใช้งานกันแตะ(-่)ถามว่าUserจำเป็นต้องรู้-ี่ยวล(ก)-ับแนวคิดระดับภายในไหมไม่จำเป็ะคะเขาก็จะดูแต่เฉพาะข้อมูลที่ตนเองสนใจในระดับภายนอกเท่านั้นนะคะเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องแยกออกเป็น3ระดับแยกออกจากกันทำไมเราไม่รวมกันไว้นะคะอ-ัะไ(นแ)ก็คือผู้ใช้งานแต่ละค-ี่ก็อาจจะเข้าถึงข้อมูลตัวเดียวกันได้แต่อาจจะเรียกดูผลไม่เหมือนกันเห-ื-ั(อ)นบางคนอย่างที่บอกค่ะเข้าไปใช้ระบบทะเบียนคนนึ-่งดูเกรดคนนึ-่ดูลงทะเบียนคนนึ-่งค้นหาคำอธิบายรายวิชาหน้าตาแตกต่างกันแต่ก็ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันนะคะผู้ใช้งานจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงได้ก็คือคุณจะไม่สามารถพิมพ์หรือเรียกใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลได้โดยตรงจะต้องผ่านระบบจัดการฐานข้อมูลเท่านั้ะคะAdminนะคะในฐานข้อมูลก็คือผู้บริหารฐานข้อมูลหรือว่าd(D)atabaseAdminนี่ตัวย่อก็คือd(D)Bba(A)สามารถแก้ไขโครงสร้างของฐานข้อมูลได้เข้าไปดูข้อมูลที่เก็บไว้ได้นะคะแต่จะต้องไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้ใช้งานก็คือก(ต)-่อนที่คุณอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลอยู่ผู้ใช้งานก็ยังต้องสามารถทำงานได้ปกตินะคะโครงสร้างระดับภายในฐานข้อมูลนะคะจ-ำ(ะ)ไม่ได้รับผลกระทบถ้าคุณมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมซึ่งจะอยู่ในลักษณะของเชิงกายภาพนะคะถ้าเปลี่ยนโปรแกรม-ึ๊ร(บ)เปลี่ยนจากโปรแกรมAi(ไ)-็น(ช้)โปรแกรมBข้อมูลจะต้องไม่หายไปไหนอันนี้คือเหตุผลที่3ส่วนนี้เราจำเป็นจะต้องแยกออกจากกันนะคะมาดูรายละเอียดเพิ่มเติมนะคะสำหรับระดทา(-ับ)ภายในน่(ก็)จะเป็นระดับที่จัดเก็บข้อมูลอยู่ในลักษณะโครงสร้างที่เราออกแบบไว้แล้วนะคะถ้าเราเก็บข้อมูลได้ดีมันก็จะมีผลต่อความเร็วแล-้(ะ)ก็ประสิทธิภาพในการเรียกใช้ข้อมูลนะคะโท(ใน)ศ(ด)-ัพ(บ)ท์ภายในนี่มันก็จะเป็นการดูว่าเรามีการสำรองข้อมูลหรือเปล่าเข(ร)าเก็บข้อมูลอย่างไรนะคะส่วนมากข้อมูลในฐานข้อมูลนี่อาจจะเก็บข้อมูลอยู่ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้นะคะใน(มี)การทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้-่วง(ม)กับระบบปฏิบัติการด้วยทำไมถึงบอกว่าการจัดเก็บข้อมูลที่ดีมีผลต่อความเร็วแล้ก็ประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลนะคะเวลาเราเก็บข้อมูลนี-้(-่)จะเห็นได้ว่าทำไมเราต้องเรียงลำดับตามรหัสนักศึกษาด้วยเอา207ขึ้นก่อน201ได้ไหมได้แตะ(-่)ถามว่าเวลาเราค้นหาข้อมูลถ้าเราเรียงตามลำดับแน่นอนมันค้นหาข้อมูลเร็วกว่าเราก็มาตกลงกันเลยว่าเราจะเรียงลนระ(-ำ)ดับนักศึกษาในห้องด(-ี)-้อย่างไรอย่างเช่นซึ่งมาตรฐานทั่วไปก็-ั(ะ)เรียงตามรหัสนักศึกษาจากน้อยไปมากใช่ไหมคะแต่ถ้าเราไม่มีรหัสนักศึกษาล่ะโดยหลักทั่วไปก็จะให้เรียงตามกไก่ถึงฮนกฮูกใช่ไหมคะแล้วแต-่ว-่เราทำข้อตกลงอย่างไรหรือบางฐข้อมูลก็จะบอกว่าเรียงตามอายุใครอายุมากขึ้นก่อนล(ร)-ืออะไรอีกล่ะเพศชายขึ้นก่อนเพศหญิงตามมาคนเกิดวันอาทิตย์ขึ้นก่อนกษ์(รือ)คนเกิดวันจันทร์ขึ้นก่อนแล้วแต่โครงสร้างที่เรากำหนดไว้ทำไมเพื่อใลย(ห้)-ัา(น)หาข้อมูลได้เร็วเพราะเรารู้แล้ว-่าเกณฑ์ในการจัดเรียงข้อมูลมันคืออะไรเพราะว่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสก์มันไม่เรียง12345ให้เรานะคะมันจะเก็บแบบกระจัดกระจายอยู่ตรงไหนก็ได้ที่มันมีพื้นที่ว่างแต่มันจะใช้เลขแทนตำแหน่งอย่างเช่นสินสมุทรอาจารย์กำหนดให้เป็น001001ในฮาร์ดดิสก์อาจจะเก็บตรงไหนก็ได้แต่ถ้าสมม-ุติอาจารย์ไม่ใส่001ล่ะอาจารย์ใส-่คำว-่า"สินสมุทร"มันจะค้นหาข้อมูลเร็วขึ้นไหมท(-้)แทนด้วยตัวเลขเรียงตามลำดับมันก็จะค้นหาข้อมูลได้เร็วขึ้นเหมือนอาจารย์เรียงลำดัน(บ)-ัต(ส)-ักศึกษาจากน้อยไปหามากเวลาเช็กชื่ออาจารย์ก็เชา(-็)ได้เร็วขึ้นว่ารหัสคนไหนหายไปหรืออาจารย์บางท่านห้องนี้นักศึกษาไม่เยอะมันก็ง่ายแต่บางวิชาอาจารย์สอน50-60คนขึ้นไปจำไม่ได้จำไม่ไหวนะคะการเรียงลำดับจากน้อยไปหามากก็ทำให้อาจารยน(-์)เช็ค(ก)ได้ง่ายขึ้นว่าใครมาใครขาดนะคะเพราะฉะนั้นอีกอย่างหนึ่งก็คือเวลาเราทำกิจกรรมใดๆก็ตามทำไมเวล...เห-ือนสอบบรรจุก็ได้ค่ะสอบบรรจ-ุค-ุครูทำไมเขาถึงไม่เรียงลำดับตาร(ม)างคะแนนเพราะมันก็จะมีข้อสังเกตหรือข้อสงสัยเกิดขึ้นเขาก็เลยตัดปัญหา-้วยการเรียงลำดับตามเลขที่สมัครเพื่อให้มันค้นหาข้อมูลองาก็(ผู้)สมัครคนนัา(-้)นได้ง่ายและก็ประกาศผลได้อ(-็)-่าๆ(ย)นะคะแต่ว่าแต่ก็แล้วแต่ถ้ามีผู้ดูแลระบบก็(ขา)อยากดูข้อมูลแบบไหนก็แล้วแต่สิ่งที่เขาจะเรียกขึ้นมาดูนะคะอันนี้คือระดับภายในอ(-่)มาระดับแนวคิดน่(ก็)จะเป็นโครงสร้างของฐานข้อมูลโดยรวมเราต้องดูว่าเราจะเก็บข้อมูลอะไรในฐานข้อมูลของเราแต่ละข้อมูลมีส่วนอะไรที่มีความสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันบ้างนะคะโดยการกระทำจ(ใ)ะทำแสดง(ๆ)ก็ตามที่เกิดขึ้นในระดับแนวคิดนะคะจะทำอยู่บนโครงสร้างฐานข้อมูลที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้ะคะในระดับแนวคิดจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะคะอย่างเช่นจำนวนe(E)ntityEnC(t)ityก็คือส่วนของคอลัมน์นะคะอย่างเช่นนักศึกษา1คนจะมีทั้งหมดกี่Entc(i)tyที่เข้ามาเกี่ยวข้องนะคะก็จะมีEntแอนต(i)t-ี-้(y)ของอาจารย์า(ะ)า(ะ)เป็นคอลัมน์อาจารย์...ไม่ใช่สิเป็นตารางของอาจารย์ฝ(า)-ั(า)-่งนักศึกษาตารางรายวิชามาเกี่ยวข้องกันใน1ตารางะปร-้า(ะ)ล(อ)-ัไปด้วยAttag(r)ibul(t)eคือตัวนี้นะคะคือคอลัมน์นักศึกษา1คนจะมีกี่Attributeอา-ิต(าร)ย์-ำไ(-ูง)-่ายได-้(ๆ)เลยอาจจะมีประมาณสมม-ุติว่าจะมี3คอลัมน์3AttribuSCB(te)คอลัมน์ที่1รหัสนักศึกษาระร(อลั)น์ที่2ชื่อ-นามสกุลข(ค)ลั-้(ม)ง(-์)ที่3น(อ)-่จะเป็นที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์หรือชื่อเล่นก็ได้นะคะโดยแต่ละตาราง-ือแตย(-่)ละEอ(n)tit-ียดซ(y)-ิตี้จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือว่าr(R)elationshipนะคะเช่นทำไมตารางอาจารย์กัาจ(บต)ารย์กรร(งน)-ักศึกษาจะต้องมีความสัมพันธ์กัา(น)-ี(ช)-่นอาจาร-์สอนวิชาวข(นี)-้ในใองกัน(บ)ลงทะเบียนเรียนของทุกคนมีไหมมีแล้วลงทะเบียนวิชานี้มีชื่จารยน(-์)ไห-ีอาจารย์ก็สามารถดูได้เหมือนกันว่าวิชานี้มีใครลงทะเบ-ียนเร-ียนได(ว)-้บ้างเพราะฉะนั้นอาจารย์กับนักศึกษาจะต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างน้อย3ตารางก็คือตจ(า)างอาจย์ก็คือจะเก็บข้อมูลอาจารย์ตารางนักศึกษาก็จะเก็บข้อมูลนักศึกษาตารางการลงทะเบียนเรียนก็จะรู้แล้วว่าเทอม-ี้อาจารย์สอนวิชาอะไรบ้างนักศึกษาโ(ล)งเรียนวิชาอะไรบ้างนะคะอันนี้ก็เป็นความสัมพันธ์แบบง่ายๆนะคะอันนี้ก็เหมือนกันระดับภายนอกจะเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานเรียกดูข้อมูลนะคะผู้-้งาแต่ละคนอาจจะดูข้อมูลเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้นะคะโดยที่ฐานข้อมูลนี่สามารถมีมุมมองหรือเค้าร่างภายนอกได้หลายรูปแบบแล้วแต่นะคะอย่างเช่นตัวอย่างนี้มีผู้ใช้งาน3คนนะคะเรีจะ(ยก)ดูข้อมูลในฐานข้อมูลเดียวกันน(ต)-่จะเป็นคนละตารางเข(ร)ว่าใน1...ในฐานข้อมูล1ฐานข้อมูลนี่มัลอาจ(น)จะมีตารางได้เยอะมากนะคะแต่ทุกตารางจะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างUserหรือผู้ใช้งานคนที่Aอาจจะเล(ร)-ี-ือ(ย)กดูแค่ชื่อกับเบอร์โทรศัพท์เท่านั้นก็ได้นะคะUserหรือผู้ใช้งานคทีKT(-่)Bอาจจะขอดูข้อมูลรหัสนักศึกษาชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ก็ได้แล้วแต่นะคะคนที่4(C)อาจจะไม่อยากดูข้อมูลของทุกคนอาจจะอยากดูว่าเทอมนี้มีวิชาอะไรเปิดสอนบ้างรหัสวิชาอะไรชื่อวิชาอะไรมีกี่หน่วยกิตก็ได้จากในฐานข้อมูลเดียวกันแต่แค่เอามาจากคนละตารางแค่นั้นเองนะคะประโยชน์ของสถาปัตยกรรมทั้ง3ระดับนะคะกล(ะด)-ับภายในระดับภายนอกแล-้วกะ(-็)แนวคิดแน่นอนมุมมองของผู้-้งาแต่ละคนกล(-็)-ับ(า)มารถทำงานได้โดยอิสระแยกจากกัะคะอาจจะมีการนำข้อมูลหลายๆตารางมารวมกันรา(นะ)า(ะ)เพื่อให้สามารถครอบคลุมในการเรียกดูข้อมูลได้อาจจะมองคนละมุมกันแต่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันได้แล้วก็ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลที่เก็บไว้นี่อยู่ตำแหน่งไหนของฮาร์ดดิสก์ไม่จำเป็นต้องรู้รู้แค่ว่าฉันอยากเรียกข้อมูลขึ้นมาดูได้ม(-็)-่ต้องดูได้นะคะโดยThe(ที่)Adminนี่จะเป็นคนดูแลเองว่าข้อมูลที่เราเก็บที่ถูกเก็บไว้นี่จะต้องจัดเก็บอยู่ตรงไหนแล้วก็เป็นคนที่ดึงข้อมูลน-ัา(-้)นๆเข้ามาให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้นะคะประโยชน์ข้อต่อมาคือความเป็นอิสระของข้อมูลอย่างที่บอ-็คือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมทุกอย่างจะต้องไม่ถูกได้รับผลกระทบา(ะ)า(ะ)งานต้องยังสามารถเก็บได้หรือโปรแกรมก็ยังต้องทำงานได้ไม่(ถ้า)มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลนะคะไม่ใช่ว่ามีคนนึ-่งเปลี่ยนนามสกุลฐานข้อมูลท-ัา(-้)งมหาวิทยาลัยผิดพลาดหมดเลยอันนี้ไม่ได้นะคะหรือบางคนเพิ่มที่อยู่กลายเป็นว่าที่อยู่เหมือนกันทั้งมหาวิทยาลัยอ-่างนี้ก็ไม่ได้นะคะข้อมูลจะต้องเป็นอิสระจากกันหรือว่าวันนี้อาจารย์บอกว่าฐานข้อมูลอาจารย์อยากใช้MicrosoftAccessวันดีคืน(อ)ดีบอก(าง)คนอยากบอกว่าเปลี่ยนไปใช้โปรเ(แ)มอื่นได้ไหมต้องเปลี่ยนได้นะคะไม่ใช่ว่าใช้โปรแกรมเดียวไปตลอดไม่ได้ถ้าสมม-ุติมีโปรแกรมที่ดีกว่าแล้วเราอยากเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนได้โดยที่ข้อมูลเราไม่หายนะคะอันนี้คือความเป็นอิสระของข้อมูลอันนี้พูดไปแล้วนะคะอันนี้พูดไปแล้วนะเดี๋ยวนะMappingอันนี้พูดไปแล้วต่อมาแบบจำลองข้อมูลนะคะแบบจำลองข้อมูลนี่มันก็จะเป็นแบบจำลองที่ไว้ใช้สำหรับการอธิบายแล้วก็การจัดการข้อมูลที่จะเกิดขึ้นในฐานข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลแต่ละตารางจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้างข้อบังคับของข้อมูลในระบบที่จะมีการเพิ่มลบเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆจะต้องมีกฎเกณฑ์ใดๆบ้างนะคะทั้งนี้ก็เพื่อใช้สำหรับการเป็นข้อตกลงแล้วก็สื่อสารระหว่างคนออกแบบฐานข้อมูลกับคนที่ใช้งานฐานข้อมูลให้เข้าใจตรงกันนะคะว่าถ้าเรามีระบบนี้คุณจะสามารถทำอะไรได้บ้างทำอะไรไม่ได้เรียกดูข้อมูลแบบไหนแก้ไขข้อมูลอย่างไรทำแบบไหนถึงจะบันทึกข้อมูลได้ถ้าอยากลบรหัสนักศึกษาออกได้ไหมอยากเป็นนักศึกษาแต่ไม่มีรหัสนักศึกษาได้ไหมไม่ได้ก็ต้องเข้าใจตรงกันนะคะอันแรกนะคะแบบจำลองข้อมูลนี่จะมีอยู่2ประเภทประเภทแรกก็คือเป็นแบบจำลองที่ใช้การบรรยายนะคะบรรยายโดยรวมทั้งหมดของระบบว่ามีอะไรบ้างนะคะซึ่งจะนำเสนอในลักษณะของการวาดภาพโดยที่ในฐานข้อมูล1ฐานข้อมูลนี่จะหมายถึงการเก็บตารางกี่ตารางนะคะก็คือEntityนี่แหละนะคะกับแต่ละตารางมีความสัมพันธ์อะไรบ้างเราจะต้องวาดรูปโยงเส้นขีดเส้นใต้ตีกรอบเดี๋ยวอันนี้จะเป็น...ในครั้งถัดๆไปจะเป็นการวาดรูปเดี๋ยวถ้าวันไหนจะวาดรูปอาจารย์จะให้ถือกระดาษA4มาด้วยนะคะถ้าใครเคยเรียนสมัยมัธยมได้วาดMindmapวาดแผนภาพการวาดในฐานข้อมูลก็จะไม่ค่อยต่างกันค่ะแต่ว่าสัญลักษณ์แต่ละสัญลักษณ์ที่เอามาใช้ในการวาดรูปของเรามันมีความหมายนะคะไม่ใช่อยากวาดอยากใส่วงรีอยากใส่สี่เหลี่ยมอยากใส่สามเหลี่ยมอยากใส่วงกลมนึกอยากใส่อะไรก็ใส่ไม่ได้นะคะมันจะมีกฎอยู่โดยการวาดแบบนี้นี่หรือการสร้างแบบจำลองแบบนี้นี่จะนำเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างคนออกแบบกับคนใช้งานให้เห็นภาพคร่าวๆว่าระบบที่เรากำลังจะทำขึ้นมานี่มันทำงานอย่างไรนะคะเก็บข้อมูลแบบไหนใช้ข้อมูลอะไรได้บ้างนะคะต่อมาจะเป็นแบบจำลองที่ใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างของฐานข้อมูลนะคะคุณสมบัติของแบบจำลองข้อมูลที่ดีจะต้องเป็นรูปหรือเป็นแบบจำลองที่เอามาวางแล้วถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์เลยเขาก็จะเข้าใจนะคะมีสาระสำคัญไม่มีการซ้ำซ้อนกันนะคะซึ่งในที่นี้ก็คือในแต่ละตารางมันไม่ควรจะมีการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันอย่างเช่นตารางนี้เก็บข้อมูลนักศึกษาไปแล้วอีกตารางหนึ่งก็ยังจะเก็บอีกอันนี้ไม่ทำนะคะจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกันของแต่ละตารางแล้วก็มีความยืดหยุ่นง่ายในการแก้ไขในอนาคตนะคะและแบบจำลองของข้อมูลไม่ควรจะตายตัวเลยว่าโปรแกรมที่เรา...หรือฐานข้อมูลที่เรากำลังจะออกแบบต้องใช้โปรแกรมนี้เท่านั้นเราจะไม่ทำแบบนี้นะคะจะต้องเป็นฐานข้อมูลที่สามารถทำร่วมกับโปรแกรมใดก็ได้นะคะเพราะมันจะ...ไม่อย่างนั้นมันจะขัดกับกฎความเป็นอิสระของข้อมูลก็คือถ้าสมมติเปลี่ยนโปรแกรมแล้วระบบเราพังนี่อันนี้ยอมรับไม่ได้นะคะโดยแบบจำลองนี่ก็จะมีหลายรูปแบบแบบแรกจะเป็นเชิงRecordก็คือจะเป็นการเก็บเป็นแถวเป็นแถวไปเรื่อยๆนะคะแต่ละแถวก็หรืออาจจะเรียกว่า"รายการข้อมูล"แต่ละแถวจะต้องไม่ซ้ำกันจะต้องแตกต่างกันนะคะก็จะมีอยู่3แบบแบบจากบนลงล่างแบบเครือข่ายและก็แบบมีความสัมพันธ์นะคะกับแบบจำลองเชิงวัตถุนะคะจะมองทุกอย่างให้เหมือนเป็นวัตถุตารางก็เป็นวัตถุชนิดหนึ่งนักศึกษาก็เป็นวัตถุชนิดหนึ่งนักศึกษา1คนจะมีวัตถุในตัวเองเก็บอะไรบ้างนะคะเช่นวัตถุที่ชื่อว่ารหัสนักศึกษาวัตถุที่ชื่อว่าชื่อ-นามสกุลวัตถุที่มันหมายถึงเบอร์โทรศัพท์นะคะซึ่งส่วนใหญ่เวลาเราวาดหรือโครงสร้างฐานข้อมูลเราจะใช้แบบจำลองเชิงวัตถุนะคะก็คือตัวแรกเลยสิ่งที่เราจะวาดเรียกว่า"ERDiagram"นะคะERDiagramอันนี้คืออย่างน้อยทุกคนจะต้องวาดได้เข้าใจสัญลักษณ์แต่ละอันว่ามันมีความสำคัญอย่างไรนะคะระดับปริญญาตรีนี่วาดERDiagramได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วนะคะแบบจำลองข้อมูลจะมีส่วนประกอบอยู่3ส่วนนะคะส่วนโครงสร้างก็จะเป็นส่วนประกอบที่เก็บสัญลักษณ์รวมทั้งกฎระเบียบที่ทุกคนจะต้องตกลงร่วมกันเพื่อใช้ในการสร้างฐานข้อมูลนะคะมาตรฐานเลยก็คือข้อมูลทุกอย่างที่เราจะเก็บจะอยู่ในรูปแบบของตารางในรูปแบบของแถวกับคอลัมน์อันนี้น่าจะเคยใช้งานExcelมาแล้วรวมถึงรู้จักว่าตารางคืออะไรนะคะตารางก็จะเป็นแบบนี้เหมือนเวลาเราใส่ข้อมูลทั่วๆไปอย่างนี้นะคะเป็นตีเส้นตีกรอบอย่างนี้อันนี้คือตารางนะคะมีแถวกับคอลัมน์ส่วนของการปรับปรุงก็จะเป็นส่วนที่ชนิดของการทำงานต่างๆตั้งแต่การปรับปรุงข้อมูลหรือการเรียกดูข้อมูลในฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานข้อมูลเช่นเราอาจจะเพิ่มในส่วนของSocialMediaของนักศึกษาเข้ามามหาวิทยาลัยอยากรู้ว่าชื่อFacebookคุณชื่อว่าอะไรแต่จะต้องไม่กระทบกับฐานข้อมูลหลักนะคะซึ่งนิยมใช้ชุดคำสั่งของภาษาSQLอันนี้ก็เราก็จะเรียนเหมือนกันนะคะภาษาSQLในการจัดการกับข้อมูลรวมถึงกฎของความคงสภาพเพื่อใช้สำหรับควบคุมความถูกต้องของข้อมูลแล้วก็เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้มาถูกต้องเช่นรหัสนักศึกษาจะต้องเป็นตัวเลขเท่านั้นเป็นตัวหนังสือไม่ได้นะคะความแน่นอนของข้อมูลที่ถูกต้องที่บันทึกลงในฐานข้อมูลนะคะเวลาเราเรียกดูข้อมูลปึ๊บเราจะได้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เราได้มาเป็นข้อมูลที่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นนะคะนี่ก็จะซ้ำๆกันแบบจำลองฐานข้อมูลนะคะในการตัดสินใจเลือกใช้แบบจำลองฐานข้อมูลนี่มันก็จะเป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับการออกแบบฐานข้อมูลนะคะซึ่งเราก็จะแบ่งเป็นประมาณ5รูปแบบเพื่อให้เราตัดสินใจว่าเราจะออกแบบฐานข้อมูลด้วยแบบจำลองแบบไหนนะคะอันแรกเลยเป็นแบบลำดับชั้นนะคะเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุดใช้มานานมากนะคะโครงสร้างของข้อมูลหรือไฟล์จะถูกจัดเก็บไว้จากบนลงล่างนะคะลักษณะคล้ายๆกับรากของต้นไม้นะคะโดยไฟล์ต่างๆจะต้องมีพ่อก็คือเป็นถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือOneParentก็คือมันจะออกจากข้อมูลเดียวเท่านั้นแล้วค่อยๆแตกสาขาออกไปนะคะความถูกต้องในการเก็บข้อมูลค่อนข้างที่จะสูงความคงสภาพของข้อมูลก็คือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมีน้อยมากแต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้เพราะมันยากต่อการไล่ลำดับของข้อมูลนะคะมันเวลาจะหาข้อมูลทีหนึ่งก็ต้องวิ่งไปข้างบนแล้วค่อยลงมาข้างล่างใหม่จะหาข้อมูลทีหนึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่ข้างบนแล้วค่อยมาข้างล่างเหมือนเวลาคุณอะไรล่ะสมมติตึกนี้มี10ชั้นอยากไปชั้น3คุณจะขึ้นจากข้างล่างไปชั้น3เลยไม่ได้คุณต้องขึ้นไปชั้น10ก่อนแล้วค่อยเดินลงมาชั้น3ทุกครั้งนะคะแบบจำลองข้อมูลตัวนี้ถามว่าดีไหมดีแต่ทำงานช้านะคะลักษณะก็จะเป็นแบบนี้นะคะเริ่มจากตรงนี้กว่าจะลงมาถึงตรงนี้ได้ต้องผ่านทุกชั้นนะคะถ้าเราอยากดูข้อมูลตรงนี้เลยนี่ตรงนี้ที่อาจารย์วงๆไว้นี่เข้ามาตรงนี้เลยได้ไหมไม่ได้เพราะกฎของมันคือต้องเริ่มจากบนสุดค่อยลงมาข้างล่างมันดีค่ะแต่มันช้านะคะจะเป็นประมาณนี้นะคะเป็นRootลงมาตรงนี้เหมือนข้อมูลแบบนี้ค่ะอันนี้คือแบบจำลองที่เราวาดกันจริงๆนะคะสมมติอาจารย์อยากดูข้อมูลของคนนี้นะคะระดับล่างสุดเลยอาจารย์จะเข้ามาดูข้อมูลคนนี้โดยตรงไม่ได้อาจารย์จะต้องสั่งผ่านจากด้านบนค่อยๆลงมาตามลำดับชั้นตามลำดับชั้นเรื่อยๆจนถึงตรงนี้ถามว่าถ้าเราเป็นผู้ใช้งานจริงนี่เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันหาข้อมูลช้าแต่ในทางการทำงานทางกายภาพของคอมพิวเตอร์นี่มันทำงานโดยคิดเป็นหน่วยใหญ่ๆก็คือเป็นวินาทียิ่งใช้เวลาในการหาข้อมูลนานเท่าไรก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนะคะเพราะฉะนั้นเหมือนในยุคปัจจุบันทำไมทุกคนอยากได้คอมพิวเตอร์ที่เร็วคิดเร็วหาข้อมูลเร็วนะคะถามว่าอันนี้มันช้าจนเราทนไม่ได้ไหมถ้าข้อมูลมันมีแค่นี้มันทนได้ค่ะแต่ถ้าข้อมูลมันมากกว่านี้ล่ะหลายลำดับชั้นกว่านี้ล่ะแค่หาชื่อคนอาจจะรอเป็นชั่วโมงก็ได้ถ้าจำนวนข้อมูลมันเยอะนะคะอันนี้ก็เป็นแบบจำลองข้อมูลที่ถามว่าทำงานได้ดีค่ะแต่ว่าอาจจะเสียเวลานะคะข้อดีก็คือเข้าใจง่ายลักษณะเหมือนรากของต้นไม้อย่างที่บอกนะคะข้อมูลมีความสัมพันธ์แบบ1ต่อมากกว่า1จริงๆอยากพูดภาษาอังกฤษมากกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบOne-to-Manyก็คือพ่อ1คนมีลูกได้หลายคนประมาณนี้นะคะความสามารถในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลมีสูงนะคะข้อมูลที่เหมาะจะใช้งานในการแบบจำลองแบบนี้ควรน่าจะเป็นข้อมูลแบบที่เป็นการเรียงลำดับแบบต่อเนื่องนะคะที่จะเหมาะที่จะใช้แต่มันก็มีข้อเสียอย่างที่บอกนะคะมันไม่สามารถรองรับข้อมูลที่มีความสัมพันธ์แบบMany-to-Manyได้เดี๋ยวเรื่องOne-to-OneOne-to-Many,Many-to-Manyนะคะ1ต่อ1,1ต่อหลายสิ่งหรือหลายสิ่งต่อหลายสิ่งอะไรพวกนี้เดี๋ยวเราจะเรียนในบทถัดๆไปนะคะบางคนก็คืออะไรนะคะเดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอียดในบทถัดๆไปโดยแบบจำลองแบบลำดับชั้นนี่ความยืดหยุ่นมันก็จะน้อยนะคะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมีความยุ่งยากเพราะทุกอย่างจะต้องเริ่มจากด้านบนถ้าเปลี่ยนตรงใดตรงหนึ่งต้องไล่ดูทั้งหมดเพราะมันอาจจะกระทบกับอีกส่วนอื่นก็ได้นะคะอย่างที่บอกค่ะการค้นหาข้อมูลระดับล่างๆจะต้องทำตั้งแต่บนลงล่างลงมาเข้าไปหาโดยตรงไม่ได้นะคะเสียเวลาแล้วก็ทำให้การเขียนโปรแกรมในอนาคตมันยากเพราะทุกอย่างจะต้องวนกลับมาจุดเริ่มต้นวนกลับมาจุดเริ่มต้นเสียเวลามากนะคะมันก็เลยมีการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่ายขึ้นมานะคะโดยแบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่ายนี่จะใช้ตัวชี้ตำแหน่งที่เรียกว่า"Pointer"ก็คือใช้ลูกศรนะคะใช้ลูกศรก็จะมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในแต่ละแถวเข้าด้วยกันนะคะก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้นะคะข้อมูลสามารถวิ่งผ่านกันได้ไม่จำเป็นต้องจากบนลงล่างมาอาจจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้แล้วคราวนี้นะคะลักษณะของแบบจำลองเชิงเครือข่ายก็จะเป็นแบบนี้นะคะแต่ก่อนเราจะเริ่มจากบนลงล่างใช่ไหมคะคราวนี้ถ้าใบส่งของนี่มันสามารถไปหาใครได้บ้างใบส่งของ1ใบมีข้อมูลอะไรบ้างก็คือรายการในใบส่งของใครเป็นคนขายใครเป็นคนซื้อเขาจ่ายเงินแบบไหนอันนี้ไม่ต้องจากบนลงล่างใช่ไหมคะหรือจะดูว่าพนักงานวันนี้ขายของอะไรได้บ้างก็สามารถดูได้ลูกค้าคนนี้อยู่ในใบส่งของไหนใครเป็นคนขายลูกค้าจ่ายเงินอย่างไรก็ดูได้ดูได้ทุกตำแหน่งนะคะโดยที่ไม่ต้องเริ่มจากบนลงล่างสามารถเข้าไปดูได้โดยตรงข้อดีแบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่ายนะคะก็ความซ้ำซ้อนในการเกิดขึ้นของข้อมูลก็น้อยกว่าลำดับชั้นเรียกดูข้อมูลแบบไป-กลับได้ง่ายนะคะเพราะว่าการค้นหาข้อมูลทำได้ดีกว่าเพราะว่ามีตัวชี้ตำแหน่งหรือว่าPointerในการเข้าถึงข้อมูลได้ในทันทีนะคะแต่ถามว่าสิ่งที่มีข้อดีมันก็ต้องมีข้อเสียนะคะข้อเสียก็คือการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลมีน้อยนะคะแล้วก็สิ้นเปลืองพื้นที่ในการเก็บตัวชี้ตำแหน่งถ้าตารางข้อมูลมันมีแค่นี้น่ะค่ะมันก็ไม่เปลืองหรอกแต่ถ้าสมมติว่ามันเป็นระดับห้างสรรพสินค้าล่ะร้านค้าใหญ่ๆข้อมูลเกิดขึ้นแทบจะทุกนาทีมันก็ต้องมีตัวชี้ตำแหน่งเก็บทุกๆๆๆสิ่งที่เกิดขึ้นทำไมถึงบอกว่าเปลืองไม่ได้เพราะถ้าในเชิงธุรกิจอะไรที่เป็นสิ่งที่เราต้องจ่ายเพิ่มเช่นการซื้อฮาร์ดดิสก์เพิ่มเพื่อเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นต้นทุนหมายความว่าคุณจะต้องลงทุกเพิ่มขึ้นในสิ่งที่อาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นนะคะแล้วก็การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็อาจจะมีความยุ่งยากเพราะหลายๆอย่างมันเชื่อมต่อกันอยู่เช่นอยู่ดีๆอาจารย์อยากบอกว่าอาจารย์อยากตัดใบส่งของออกแล้วพนักงานกับลูกค้าเขาจะเชื่อมโยงกันอย่างไรผ่านสินค้าหรือแล้วคุณไม่ต้องไปส่งของลูกค้าหรือนะคะอันนี้ก็จะมีข้อสงสัยกับข้อที่ต้องมาคิดตามเหมือนกันว่าถ้าเราจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งบางตำแหน่งสำหรับการชี้ตำแหน่งนะคะมันต้องทำอย่างไรมันก็เลยมีการพัฒนาขึ้นมาอีกเป็นแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะก็จะเป็นแบบจำลองข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันเพราะว่านำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นตารางเข้าใจง่ายมีแถวมีคอลัมน์นะคะสามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับตารางอื่นๆได้ง่ายนะคะแต่เราจะใช้สิ่งที่เรียกว่า"กุญแจ"หรือ"Key"เพื่ออ้างอิงไปยังตารางอื่นๆเหมือนอย่างนี้อันนี้คือตารางพนักงานขายตารางลูกค้าอะไรพวกนี้ค่ะเราไม่รู้ว่าเราจะอ้างอิงด้วยอะไรใช่ไหมคะอย่างเช่นใบส่งของนี้มีของอยู่5อย่างเราก็รู้ว่าแค่5อย่างไม่ได้มีจุดสังเกตใดๆให้รู้นะคะมันก็เลยมีการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า"Key"หรือกุญแจขึ้นมานะคะโดยกุญแจของ1คนนี่มันสามาถเป็นได้ทั้งกุญแจหลักหรือคีย์หลักแล้วก็คีย์รองได้เดี๋ยวรายละเอียดของคีย์หลักคีย์รองคีย์ภายนอกนะคะจะอธิบายโดยละเอียดในบทถัดๆไปนะคะอันนี้เอาให้เห็นคร่าวๆก่อนอย่างเช่นนะคะตารางนี้นะคะอันแรกจะเป็นตารางเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสาขาสมมติว่าเราเปิดร้าน...ร้านค้ามีตารางเกี่ยวกับเก็บข้อมูลสาขาที่เราเปิดกับตารางพนักงานทำไมรหัสสาขาอาจารย์ต้องขีดเส้นใต้ด้วยทำไมรหัสพนักงานก็ต้องขีดเส้นใต้ด้วยความสำคัญมีอยู่นะคะว่าไม่ใช่ขีดเฉยๆเพื่อเน้นให้พวกคุณอ่านไม่ใช่มันแสดงให้เห็นว่าในตารางนี้สิ่งใดที่ขีดเส้นใต้ข้อนั้นข้อมูลในตารางนั้นจะซ้ำกันไม่ได้เราเรียกสิ่งนี้ว่า"คีย์หลัก"นะคะรหัสพนักงานขีดเส้นใต้ก็แสดงว่ารหัสพนักงานแต่ละคนจะต้องไม่ซ้ำกันเพราะรหัสพนักงานเป็นคีย์หลักแต่ถ้าสังเกตดีๆในตารางพนักงานทำไมมีรหัสสาขาโผล่ขึ้นมาตรงนี้ด้วยแล้วทำไมไม่ขีดเส้นใต้ล่ะในตารางนี้เพราะในตารางพนักงานรหัสสาขาไว้สำหรับเป็นคีย์นอกในการเชื่อมต่อกันว่า2ตารางนี้มันมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะเดี๋ยวจะอธิบายอีกทีหนึ่งว่าทำไมต้องมีความสัมพันธ์กันล่ะเอาง่ายๆเลยค่ะพนักงานคนที่1ถ้าอาจารย์ไม่มีรหัสสาขาคุณจะรู้ไหมว่าพนักงานคนนี้ทำงานที่สาขาไหนไม่รู้เลยหรืออาจจะบอกว่าสาขาอุดรฯมีใครทำงานบ้างรู้ไหมถ้าไม่เชื่อมกับตารางพนักงานก็ไม่รู้เลยนะคะเดี๋ยวจะอธิบายอีกทีหนึ่งในบทของการวาดความสัมพันธ์นะคะข้อดีของแบบจำลองเชิงสัมพันธ์ที่เป็นตารางอ่านง่ายเข้าใจง่ายเพราะนำเสนอในลักษณะของตารางสามารถเลือกดูข้อมูลได้ตามสิ่งที่เราสนใจความซับซ้อนข้อมูลก็มีน้อยเพราะว่าข้อมูลในเชิง2มิตินี่พอมันมองนี่มันมองง่ายความปลอดภัยค่อนข้างดีนะคะเพราะว่าผู้ใช้งานก็จะไม่รู้ว่าเราเก็บข้อมูลอย่างไรรู้แค่ว่าอยากเรียกใช้ข้อมูลอะไรได้บ้างนะคะแล้วก็โครงสร้างของข้อมูลแน่นอนถ้าเราเปลี่ยนโปรแกรมก็ยังสามารถทำงานได้นะคะแต่ข้อเสียของมันก็มีนะคะก็คือค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงนะคะเพราะว่าทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการนี่คะอันนี้พูดไปแล้วนะแม(ต)ปปิ-้มีสมรอั(รถ)น(ท)-ี-้พ(-่ส)-ูงนิหนึ่งระมวลแ(ผ)-้องเร็ต(ะ)คะการปอบมาแบ(รั)-ำล(รุ)แก้ไขข้อมูลก็อาจน(จ)ะมีความยุ่งยากค(เ)พราะว่าไม่รู้ะจำลอง(ว่า)ข้อมูลภามั(ยใ)จะ(-ี่)ป(ก)-็นแริงๆแ-ำอ(-้)ท(น)-ี่ใ(ม)-ันเช้สำหร-ั(ป)-็บ(น)ธิ(ย่)งไรมีคนเดียวที่แ(ร)-ู้ก็คืละก(อ)ร(น)จัดการฐานข้อมูล-ี-่จ(า)เ(-ั)-้นบางครั้งกิดขึ(ผู)-้ช้งาน-ี่ฐ(อ)จจะคที่ต้องคีย์ข้อม-ูลเข้าไปก็อาจจะเริ่มง-ูลค(ง)-่รุปว่า-ัมพ(ฉ)-ันต้องกรอกธ์ร(ข)-้อมูลอไรทหว-่(-ำ)ง(ม)ข้อมูลมันไม่ผ่านแต-่(น)ล(ค)อยต(-่)งเช่นร(อ)ง(จ)จะไม่มเ(-ี)อันนี้มกิดขึ-้(-ั)ก็จะเกีอ(-่)วเนื-่องไปถึงการออกแางไ(บ)ะบ-้วยเหมือางข้อ(น)-ั(า)งค-ับ(นใ)ส่ง(ล)บัตรประชาชนไม่ครบ13หลักถ-้าผูอม(-้ด)-ูในระบบออกแบบไม่ท(ด)-ีมันก-่(-็)จะไม่มีก(จ)-้งเตือารเพิ(นว)-่ม(เ)-ัตรประชาชนคุณน่เปลี่ยนแปลงแก(ะ)ไม่ครบ-้ไข(คน)ด(ช)ๆต-้านก็จะเริ่มงงแล้วว่าเอ้มีกฎเ(า)ฉันณ(ผ)-ิ-์(ด)อะไรบ้างนะคะมันท(ต)-ั้งแต่การ-ี้(ออ)แบบเล-็(ย)เพราะฉะนั้นคนดู-ื่อใช้ส-ำห(แล)-ั(ะ)เป(บก)-็น(ต)-้อตกลแ(ป)-้ว(ง)-ั-็(น)-ิ่งที่จะเก-ื่อ(-ิ)ดขึ้นดสารสำหร(-้)-ับ(ย)น(-ื)ออาจจะมีการแจ้งเตือนว่าเราผิดพลากแบบฐา(ด)ตรงไหนข้อมูลจะเก(ป)-็อะไรได้ช(บ)-้นะคะเหมือนการเก็บข้อมูลรูปภาพรูปภาพต้องขนาดเท่น(ไ)า(ต)นข-้องเป็นภามูล(พ)สีไหใ(ม)รือต-้องป็นภาพขาวดำเข้(ท่)นั้ใ(น)-้องอธิบง(า)ยให้ก(ช)-ัดเจนนะคะเพราะว่าถ้าเรามีกาปรบ(-ั)นี(ปร)-้ค-ุงข้ณสา(อ)าร(-ูล)-ีหนึ่ง-ำอะไรไ(น)-ี-้(-่)-้างท-ีถ้าผู้ใ-ำ(ช)-้งาอะไร(น)ไม่ได(เข)-้อยใจมกดูแ(-ั)บบไห-็จ-้(ะ)ขข้อ-ูลอย-่งไรทำอย่งไรถ-ึงจะบันทึกลงฐานข้อมูลได้นะคะกับแบบจำลองถ(ข)-้มูลเชิงวัตถุนะคะส่วนมากจะเป็นการออกแบบเพื่อเขียนแอปพลิเคชัยากลบรหัส-ักศึกษาออกไนะคะมอด้ไหม(ง)ทุกอย-่งใหก(-้)เป็นวัตถุช-ิดหนึ่งนะคะมัน-ักศึษาแต่ไม-็จ-่(ะ)มีกาห่อ-ุ้มว-ัตถส(-ุ)นั-้นกศ-ึ(ๆ)กษาว้-้วยอะไรบ้างนะค-้ไหม(ะ)อัไม-่(น)ด(-ี)-้ก็ต(พ)-้เรียนปีสู-ึ้นทุกคน-้า(ก)-็จะได้เรียนการทำงานเชิงวัตถุใจตรง(ม)ขึ-ั(-้)นนะคะอั-ี้ปีแ(1)-็า(ฐ)แ(น)บบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้ก็เต็มที่แล้วนะคะอันนี้อาารย์เอามาให้รู้จัะมีอย-ู(ก)เฉยๆเพราะว่าถ้าเป็นฐานข้อมูลหรือการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุใดๆก็ตามมันจะทำงานซับซ้อนได้ดีกว่ามันเหมาะกับกา-่2ประเภทประเภทแกเธอเป็นแบบจ(ท)-ำลอานเท(ก)-ี่ช(ว)-้า(-ั)รรย(ภ)าพกราฟิกการเก็บวีดิโอเสียงอย่างเช่นเราเล่นFacebookมีหมดเลยทั้งภาพทั้งวิดีโอทั้งเสียงที่เราต้องเก็บข้อมูลแล้วก็สามารถเายราคาบรรยายโดยรวมทั้งหมดขงระบบว่ข้อมูลที่มีอยู่หรือะไรบ-้(น)ค(า)แล้ะซึ-่(ว)นีงจะน-ำ(-่)ส(ร)-ีอ(ย)น(ก)ลับมาใช้ซ้ำได้ง่ายกวกษณะของก(-่)าร-ูปแบบจา(-ั)ภ(ก)พ(ร)โดยที่ในฐานข้อมูลชนิดอ1ฐา(-ื่)ๆแต่ข้อเสีมูลจะหมา-ึ(อ)งการทำงานชิงวัตถุก็คือจบ(ะ)าร(-้อ)ก(ม)-ีความชำ-่ตาร(น)งร(ญม)กๆแล้วก็เข้าใจในการมองโปรแกรมหรือคาattนั่นแห(ม)องข้อมูลนะคะมองทุกอย่างให้เป็นวัตถุชนิดหนึ่งอาจจะต้องใช้ปรละนะคะแต่ลสบการณ์ในการจัดการกับข้อมูลทาราง(-ี่)มีความส(ซ)-ำค-ัญอะไรบ(ซ)-้อนมกๆพง(อ)เราอายุเท่านี้อาจจะยังไม่เห็นความซับซ้อนของข้อมูลนาจ(ะค)-่ถ-้ามัองวาดรู(นไ)ย(-ำ)านจริงๆนี่ถ้าคุณต้องดูแลระบบใหญ่ๆใดๆก็ตามนี่ข้อมูลมันก็จะเริ่มซับซ้อนขึ้นมีส่วนย่อยๆเกิดขึ้นมากมายนะคะเพราะฉะนั้นการที่เราจะเป็นคนที่ออกแบบข้อมูลหรือดูแลฐานข้อมูลนี่เราจะต้องมองภาพโดยรวมทั้งหมดให้ได้นะคะเหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่างตอนแรกครั้งหน้าๆถ้ามีให้วาดรูปอาจารย์ก็จะเริ่มถามแล้วว่าเคยไปห้องสมุดไหมนะคะเคยยืมหนังสือหรือเปล่าการที่เราจะยืมหนังสือห้องสมุดได้มันจะต้องเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างเช่นเราเป็นสมาชิกห้องสมุดไหมนะคะแล้วเราไปห้องสมุดเราจะยืมหนังสือมันจะต้องมีข้อมูลหนังสือที่เราจะยืมไหมนะคะชื่อหนังสืออะไรหนัเ(ง)-้(-ื)ข(ม)-ีดเ(หั)-้(ห)-ัต(ง)สือ-้ตีก(ห)-ืปล่ายืมไ-้ก-ี-๋(-่)-ั-ี(น)-้จ(ค)ใครเป็นคนแต่งหนังสือเล่รั้งถัดไปใ(ม)นันการวาดรูปถ-้าวัไห-ีะ(-่)แค่วาดร(ก)-ูปอจารย-์(-ื)มหนังสือเล่มเดียวข้อมูลที่เกจะให้ถือกระดาษA4มา(-ิ)ขึ-้นก็มีเยอะแวยราคา(ล)-้า(ว)ใครเป็น-ืมใครเป็นคนแต่งยืมได้กี่วันหนังสือชื่ออะไรเลขหนังสืออะไรนักศึเรียนในสมัยมัธยมเรียกว่าMindMapวาดแผนภาพษาคนไหนเป็นคนยืมนะคะอันนี้ก็แค่ยืมหนังสือเฉยๆใารวาดฐานข้อม(ส)อบหรือใ-ูลก็จะไม่ค่อย(น)ชีวิ-่า(ริ)พว-ัน-ุณจะต้องเจออ-่ไรต(ท)-ี-่เยอะกว่าส(น)-ี้เ-ัญล-ั(ย)อะนะคะกับอีกอักษณ์แต่ละสัญลักษณ(น)หนึ่งนะคะเป็น-์ที่เ(แ)บบจำลงฐนข้อ-ูลแบบหลายมิตินะคะใครเคาใช้ในการ(ย)เล่วาด(น)รูบิกลักษณะหลายๆมิติจะเ-็อ(น)แบบงเรา(น)-ั-้เลยนะคะเป็นก้อนมีความหมาย(ๆ)นะคะไ(เ)ม่ใช่ย(ก)รเ-็ว(บ)ข้อมูลส่วนมากจะเป็นเกี่ยวกับเชิงธุรกิจเสียมากกว่านะคะอาจจะเป็นเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์สินค้าอาจจะเกี่ยวข้องกับขายที่ไหนวันที่เท่าไรมาประมวลผลเป็นตารางเพราะว่าทุกอย่างจะทับซ้อนกันไปอีกเยอะมากขายอะไรขายที่ไหนขายเมื่อไรในสินค้าชนิดเดียวนะคะเหมือนข้อมูลเวลาเราซื้อของวันหา(ม)ดอากใ(-ุเท)-่ง(ไ)ผลิตท-ี-่ผ(ห)นส่วนประกอบอะ-่สี-่เ(ไร)หล-ี(า)-่ๆทุม(ก)อยากใส-่งข้อ-ูเ(ล)หล-ี(า)-่ม(ต)ย(ร)งจะซ้อน-ันเป็นมิติใส-่(เ)งกาเราดูขนไม(1ห)-่อยากใส่อ(ว)ไ(ป)-็ใ(อบ)ส่ไ-ีอ-่(ะ)ด(ร)-้นะคะ-ั(ล)-ิจะ(ตท)-ี-่ไหนต้องบริโภคกรดอยู่การ-ันาดแบบน(ท)-ี-้(-่)น(ท)-ี-่าไย(ร)ครเป็นคนผลิตใครเปนการ(-็)นคนนำเข้าหลายๆอสร(ย่)-้างซ้อนทแ(-ั)กับ(น)นเป็นหลายๆมิตินะคะลักษณะค-ำ-้ายๆรูปทอ(ร)งแบบนี้นะคะแ-ี(ค)-่นำเสนให(ชิ)-้กิ-ียวเก็บข้อมูลเยอะมากนะคะเป็นแบบนี้จริงๆวันนี้ก็จะไม่มีอะไรมความเข้ใจตรงกันกเพว่าเปค(-็)อ(แ)ค่แนะนำเพื่ก(ป)-ูแบบกับผ-ู(ท)างในการวาดภาพแ-้ใช้งานเห-็(ผ)เ(า)ERของเราในบทต่อไปนะคะวันนี้ก็มีกๆ(า)-้ที(าน)-่า(ม)-ือน-ำล-ังจ(ค่)1-ำ(0)-ึ-้อเหมือนเดิมทำใส่ม(ก)ระดม(ร)ท(ย)-ำงานอ(ส)-่ไรนะคะเ-็(-ื)บข-้อหาที่-ู(จ)ะตลแบ(อ)ไห(ก็)นข้ม(ย)-ู-่ในสได์ะไ(จา)ย์หไ(ม)-้บ(แล)-้า(ว)นะคะก็ไ-ั(-่)-่าะมีปัญหาอะไรมีะเป(อ)ะไรสงสัยไหมคะเดี๋ยวจะ-็นแบบจ(ไ)ด้-ำ(ป)-่ยทำานไม่ท(ม)-ีอย-่างนั้นเดใช้อธิบา(-ี๋)ค(จ)งส(ให)-้นัา(-่)ขอ(ทำ)านนะคะกา(-็)ข(-ื)-้อหาประ-ูล(ณ)-ีะ(-้)-่ค(ล)-่-ุณ(า)บ(ว)-ันนี้เนื้อหาติของแบ(ไ)ม่เบจำล(ย)ง(ะ)-้บคุณมากนะคะวันนี้โอเคขอบคุณค่มูลที่ด-ี(ะ)

More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-01-17 17:55:53
- exported from : Accuracy Worker
- version :develop
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}