(คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง - ผู้บรรยาย ๑) สวัสดีค่ะท่านผู้ชมคะ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขอนำท่านผู้ชมรับชมการถ่ายทอดสด การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งในการนี้เป็นพระราชพิธีสำคัญ ในส่วนของพระราชพิธีเบื้องปลายค่ะ วันนี้ดิฉันสายสวรรค์ ขยันยิ่ง รับหน้าที่เป็นผู้บรรยาย (คุณเกียรติยา ธรรมวิภัชน์ - ผู้บรรยาย ๒) ค่ะ ดิฉัน เกียรติยา ธรรมวิภัชน์ นะคะ และร้อยเอก นายแพทย์ ยงยุทธ มัยลาภ ค่ะ เป็นผู้บรรยายภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งคุณผู้ชมสามารถรับฟังการบรรยายการถ่ายทอดสดในภาคภาษาอังกฤษได้นะคะ หากโทรทัศน์ของท่านมีระบบเสียง ๒ ภาษา หรือรับชมได้ทางช่อง TGN หรือทาง Facebook NNT ค่ะ (คุณสายสวรรค์) คุณผู้ชมคะ การเสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นโบราณราชประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาค่ะ การเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า “พยุหยาตราทางสถลมารค” การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ ก็คือ “พยุหยาตราทางชลมารค” เป็นการแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ทั้งการเสด็จพระราชดำเนินไปในการรบ การพระราชพิธี หรือเสด็จพระราชดำเนินไปในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และโดยส่วนพระองค์ด้วยนะคะ นอกจากนี้ยังจัดขึ้นในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้เฝ้าทูลละอองอุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมีค่ะ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ ๔-๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งในวันที่ ๕ พฤษภาคม ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีกันถ้วนหน้าด้วยความปลื้มปิติแล้วนั้นนะคะ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการเด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย ในวันนี้เส้นทางจากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ ระยะทาง ๓.๔ กิโลเมตรค่ะ ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน (คุณเกียรติยา) ใช่แล้วค่ะ แล้วก็ในวันนี้นะคะ ก่อนที่จะมีพิธีสำคัญเกิดขึ้นนะคะ ในช่วงเช้านี้ กองทัพเรือก็ได้จัดพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือพระราชพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะมีการออกเรือด้วยนะคะ โดยพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนะคะ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ค่ะ อีกสักครู่เราจะมีภาพให้คุณผู้ชมได้ติดตามรับชมกันนะคะ และที่คุณผู้ชมได้ชมอยู่ขณะนี้ก็คือภาพของประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษานะคะ ที่เดินทางมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอนะคะ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาในการเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะ (คุณสายสวรรค์) นี่เป็นภาพบรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้นะคะ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีบรวงสรวงเรือแม่ย่านาง โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคค่ะ โดยก่อนที่จะเดินทางไปในการพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือ ก็จะไปที่โบสถ์วัดวงศมูลวิหาร สักการะพระพุทธรูปในพระอุโบสถ สักการะพระวิษณุกรรม แล้วจึงประกอบพิธีบรวงสรวงแม่ย่านางเรือพระราชพิธี ณ อู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือค่ะ การบวงสรวงแม่ย่านางเรือนั้นเป็นพิธีสำคัญสำคัญนะคะ ที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณ ว่าเรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือสิงสถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดแก่เรือ ดังนั้น ก่อนจะออกเรือทุกครั้ง หรือว่าการนำเรือไปใช้งานแล้ว จึงมักจะกระทำพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ หรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ ซึ่งถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อเนื่องมาค่ะ หลังจากพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบวงสรวงแม่ย่านางเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญกำลังใจของทุกคนแล้ว ในช่วงบ่ายก็จะมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ค่ะ กองทัพเรือโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายจัดขบวนเรือ จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ได้เรือพระราชพิธีในริ้วขบวน ทั้งสิ้น ๕๒ ลำนะคะ ซึ่งรวมถึงเรือพระที่นั่ง ๔ ลำด้วย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ถ้าสังเกตจากแผนผังที่อยู่หน้าจอในเวลานี้ ก็จะเห็นว่าเรือพระที่นั่งจะอยู่ในริ้วกลาง ซึ่งเป็นริ้วเรือพระที่ัน่ง เป็นริ้วสำคัญทั้งหมด ซึ่งจัดขึ้น ๕ ริ้ว ๓ สายนะคะ ก็จะเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เป็นไปตามรูปแบบตามโบราณราชประเพณีค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะ ที่คุณผู้ชมเห็นอยู่นี้คือเรือพระที่นั่งนะคะที่สำคัญค่ะ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนะคะ ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งที่สร้างขึ้นครั้งแรก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยลำปัจจุบันนั้นเป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ค่ะ โขนเรือปิดทอง ประดับกระจกเป็นรูปพญาอนันตนาคราช หรือพระยานาค ๗ เศียร กลางลำเรือทอดบุษบกให้ประดิษฐานพระพุทธรูปหรือผ้ากฐิน ลำเรือภายนอกทาสีเขียว ส่วนท้องเรือนั้น ภายในทาสีแดง ตัวเรือมีความยาวประมาณ ๔๔ เมตรนะคะ ใช้กำลังพลรวมจำนวน ๗๒ นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๙ นาย ประกอบด้วย นายเรือ ๒ นาย นายท้าย ๒ นาย ฝีพาย ๕๔ นายนะคะ มีคนถือธงท้าย ๑ นาย พลสัญญาณ ๑ นาย คนถือฉัตร ๗ นาย คนขานยาว ๑ นาย พนักงานเห่เรือ ๑ นาย แล้วก็เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอีก ๓ นายด้วยกันค่ะ (คุณสายสวรรค์) เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขณะนี้ได้เทียบที่ฉนวนประจำท่าวาสุกรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรียบร้อยแล้วนะคะ สาเหตุที่ต้องเทียบเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเป็นลำแรก ก็เพราะว่าจะใช้เป็นเรืออัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ นำเรือพระที่นั่งนะคะ นั่นหมายความว่า สักครู่หนึ่งท่านผู้ชมจะเห็นริ้วขบวนเรือ จะเห็นเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนำอยู่เป็นลำที่ ๑ ในริ้วกลางค่ะ ก่อนหน้าที่จะถึงพระราชพิธีนี้นะคะ ทางกองทัพเรือและทุกฝ่ายก็ได้มีการตระเตรียมความพร้อม แล้วก็มีการซักซ้อมในเรื่องของการจัดริ้วขบวนได้อย่างสวยงาม ทั้ง ๕๒ ลำนะคะ โดยที่บอกว่าเป็น ๕ ริ้ว ๓ สายนั้น ต้องมีการควบคุม สั่งการ มีความพร้อมเพรียงเป็นอย่างมาก เดี๋ยวเราจะพาไปดูเบื้องหลัง บางช่วงบางตอนนะคะว่ากว่าที่จะมาถึงวันนี้มีการซ้อมโดยใช้ระบบเทคโนโลยีใช้ GPS เข้ามาควบคุมทิศทางการจัดริ้วขบวนเรือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามอย่างไรค่ะ (เสียงวอ) กระแสน้ำจะเปลี่ยนเป็นน้ำนิ่ง และน้ำลงเล็กน้อย การพายจะเบาขึ้นตามลำดับ ขอให้ขวานฟ้าบ้าบิ่น รายงานเวลาผ่านสะพานปิ่นเกล้าให้ชัดเจน เรือทุกลำ เรือทุกลำจากจุลดิษฐ์ ปฏิบัติหน้าที่เตรียมออกเรือ เตรียมออกเรือ เรือทุกลำ… ขวานฟ้าตัดพาย… เริ่มออกเดินทางขวานฟ้าบ้าบิ่นพายเต็มใบ พายหนัก ใช้ตาราง ๗ อยู่ตอนนี้ ขอให้ปรับระยะต่อหน้าตัดให้ได้ ขวานฟ้าเลี้ยวซ้าย ๑ เมตร แซง ๑ แซง ๑ ตอบรับด้วย นารายณ์ตอบรับด้วย ตอนนี้เริ่มทิ้งห่าง แซง ๑ ทราบ (คุณสายสวรรค์) นี่คือเบื้องหลังการฝึกซ้อมก่อนที่จะมาถึงวันจริง ซึ่งมีความหมาย ความสำคัญ และมีการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ริ้วขบวนนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม และไม่ว่ากระแสน้ำจะเป็นอย่างไร ท่านผู้ชมจะสังเกตว่าจากภาพผู้ควบคุมโดย GPS นั้นนะคะ จะเห็นแนวเรือเป็นสีต่าง ๆ ตรงตามเส้นของริ้วขบวน ซึ่งนี่คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของฝีพาย กำลังพล และผู้ควบคุมเรือทุกลำรวมไปถึงการฝึกซ้อม แล้วก็การออกแบบแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ นะคะ ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ จริง ๆ มีเบื้องหลังอีกมากมายนะคะ แต่ว่าในระยะเวลาอันสั้นก็คงจะให้ได้เห็นเบื้องหลังแต่เพียงเท่านี้ก่อน ซึ่งอีกสักครู่ หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ใกล้จะถึงเวลาเสด็จนะคะ โดยตามหมายกำหนดการก็คือเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. นะคะ จุดที่ท่านผู้ชมเห็นอยู่นี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของริ้วขบวนค่ะ ริ้วขบวนนี้เริ่มต้นตั้งแต่ท่าวาสุกรี ท่าวาสุกรีนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ นะคะ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากประพาสยุโรปครั้งแรก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น เพื่อเป็นพระราชอุทยานที่ประทับแห่งใหม่นอกพระบรมมหาราชวังค่ะ แล้วก็โปรดให้สร้างท่าเทียบเรือประจำพระราชวังดุสิต อยู่ระหว่างวัดเทวราชกุญชรและวัดราชาธิวาสค่ะ โดยสร้างขึ้นเป็นพระตำหนักแพอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์เป็นผู้ดูแลกำกับการสร้างท่าเทียบเรือนี้จนแล้วเสร็จ ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๒ นะคะ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สืบทอดมาตามโบราณราชประเพณี เพราะว่าตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า พระราชวังหลวงจะต้องมีอาณาเขตติดกับแม่น้ำ เพื่อเอื้ออำนวยกับการเดินทางทางชลมารค ตลอดจนการศึกสงคราม การใช้แม่น้ำเป็นแนวป้องกันข้าศึกก็ดี สืบเนื่องมาจนกรุงรัตนโกสินทร์ พระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นพระราชวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีท่าเทียบเรือพระที่นั่งนะคะ ก็คือท่าราชวรดิฐ ซึ่งอีกสักครู่ ริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคก็จะยาตราไปจบที่ท่าราชวรดิฐนะคะ ส่วนท่าวาสุกรีนี้ ชื่อที่มาก็สืบเนื่องมาจากคติโบราณ ว่าพระเจ้าแผ่นดินเปรียบเสมือนพระนารายณ์ ซึ่งมีครุฑเป็นพาหนะ แต่เวลาจะเสด็จทางน้ำจะต้องอาศัยพญานาค ซึ่งเป็นเจ้าแห่งน้ำในการเสด็จ ดังปรากฏนามของพญานาคตนหนึ่งที่มีชื่อว่า “วาสุกรี” นะคะ ก็เลยมีประวัติว่าได้รับพระราชทานชื่อท่าน้ำนี้ว่า “ท่าวาสุกรี” ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา ปัจจุบันท่าว่าสุกรียังคงเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต แล้วก็เป็นท่าเรือหลวงที่ใช้เทียบเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีต่าง ๆ เสมอมา และยังใช้เป็นที่เก็บเรือพระราชพิธีบางองค์ด้วยนะคะ นอกจากนี้ ท่านผู้ชมคงจะคุ้นเคยกับข่าวในพระราชสำนักเวลาที่มีวันสำคัญ ดังเช่นวันคล้ายวันประสูติของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือวันคล้ายวันพระราชสมภพนี่นะคะ ก็จะใช้เป็นที่ทรงลอยพระประทีป ทรงปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยโค ในวันสำคัญดังกล่าวด้วยค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะ แล้วก็เมื่อสักครู่ ที่ได้กล่าวถึงเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนะคะ จะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ นะคะ เราจะนำท่านผู้ชมไปติดตามรับชมพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ นะคะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นค่ะ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ ๓ รอบ โดยทรงประกอบพิธีสมโภช เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๐๖ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นับเป็นการจัดสร้างพระไทยประจำรัชกาลตรงตามตำรับ และพิธีที่มีมาแต่โบราณกาลทุกประการนะคะ พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๙ ค่ะ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ประทับนั่งแบบภายใต้ฉัตร ๕ ชั้น ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๗.๕ เซนติเมตรนะคะ สูงเฉพาะองค์พระ ๒๒.๕ เซนติเมตร พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง แบบวัชราสนะ ภูมิสปรรศมุทรา คือประทับนั่งขัดสมาธิที่เพชรนะคะ พระหัตถ์ซ้ายวางเหนือพระเพลา ในกริยาทรงถือตาลปัตร และพระหัตถ์ขวาชี้ลงพระธรณี ในลักษณะปางมารวิชัย นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน ตรงตามคัมภีร์มหาปุริสลักขณะ พระพักตร์เป็นรูปไข่ผ่าซีก ละม้ายศิลปะสุโขทัยที่เรียกว่า หน้านาง พระนลาฏค่อนข้างกว้าง พระขนงโก่ง พระเนตรมองลงยังเบื้องล่าง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เรียว และพระกรรณยาวเกือบจรดพระอังสา สำหรับพระเศียรนั้นประกอบด้วยเม็ดกระศก เป็นตุ่มขนาดเล็ก มีพระเกตุมาลาและรัศมีรูปเปลวเพลิงอยู่เบื้องบนค่ะ องค์พระพุทธรูปครองอุตราสงค์เรียบ ห่มเฉียง มีชายอุตราสงค์พาดบนพระอังสาห้อย ยาวจรดพระนาภี ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบนะคะ อันเป็นพุทธลักษณะของศิลปะสุโขทัย ที่สื่อถึงความสุข ความเจริญ โดยปรากฏขอบที่ข้อพระบาททั้ง ๒ ข้าง นอกจากนี้ยังมีตาลปัตรที่ทรงถือค่ะ มีลักษณะเรียวแหลมคล้ายรูปใบโพธิ์ หล่อด้วยเงินจำหลักลาย พระพุทธรูปนั้นประทับนั่งเหนือฐานปัทม์ ประกอบด้วยกลีบบัวหงายซ้อนกัน ๓ ชั้น ชั้นล่างเป็นฐานขาสิงห์ สื่อถึงฐานของเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อแบบไตรภูมิ และฐานเขียงจำหลักคำจารึกภาษาบาลี เบื้องหน้าฐานมีผ้าทิพย์ขนาดใหญ่ จำหลักลายลงยาสีห้อยปกคลุมฐานปัทม์และฐานขาสิงห์ ซึ่งพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๙ นี้จะนำออกในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล และวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงนับเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ช่วยอภิบาลพิทักษ์รักษาตลอดจนประสิทธิ์ประสาทพร ให้กับองค์พระมหากษัตริย์ และพสกนิกรของพระองค์เสมอมาค่ะ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรนั้น ทรงหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์องค์นี้ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ นะคะ และก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญไปประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน ร่วมกับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ทุกรัชกาลค่ะ เมื่อมีงานพระราชพิธีจึงอัญเชิญออกไปประดิษฐานในมณฑลพิธี แล้ววันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ ประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งลำแรกในริ้วขบวนสายกลาง นำเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งลำทรงนะคะ โดยจะมีเจ้าพนักงานภูษามาลา ถวายพระกลด พัดโบกรูปช้อย เจ้าพนักงานเครื่องสูงถวายบังสูรย์นะคะ ประจำอยู่ด้านหลังบุษบกด้วยค่ะ (คุณสายสวรรค์) นี่คือบริเวณสวนสวนสันติไชยปราการนะคะ ซึ่งก็จะเป็น ๑ ในแนวชลวิถีที่ริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจะยาตราผ่านในวันนี้นะคะ ทุก ๆ จุดที่มีพื้นที่ และประชาชนสามารถเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จได้ ก็จะมีคนเดินทางหลั่งไหลกันมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้านะคะ แล้วก็จุดคัดกรองก็จะเริ่มเปิดให้ประชาชนเข้าจุดคัดกรอง ผ่านเข้าพื้นที่เฝ้าได้ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นมาค่ะ ประชาชนพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองนะคะ บ้างก็มีพระบรมฉายาลักษณ์ บ้างก็มีธงประจำพระองค์ มีธงพระปรมาภิไธย ติดไม้ติดมือเชิญมา เพื่อที่จะเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ในระหว่างที่ริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนผ่านนะคะ (คุณเกียรติยา) จากการไปสอบถามประชาชนที่มารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จนั้นนะคะ หลายคนก็บอกว่าอยากจะมาเห็นบรรยากาศจริง ๆ ในสถานที่จริง ๆ เลย ชมผ่านโทรทัศน์ ไม่เหมือนจริงนะคะ จะได้เห็นบรรยากาศ ได้ยินเสียงแจวเรือ ได้ยินเสียงเห่เรือ รู้สึกว่าน่าประทับใจมากกว่านะคะ เป็นการสอบถามประชาชนมา บอกว่าขอมาสักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มาชื่นชมพระบารมี และก็เห็นพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ด้วยค่ะ (คุณสายสวรรค์) มีวัด ๖ วัด ที่อยู่ในแนวลำน้ำเจ้าพระยา ที่เป็นเส้นทางของริ้วขบวน ได้เชิญประชาชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ด้วยนะคะ ในช่วงที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านก็จะมี ๖ วัด ที่จะมีการเจริญพระพุทธมนต์เฉพาะช่วงที่เรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน พอผ่านพ้นไปแล้ว ประชาชนก็ดูริ้วขบวนในริ้วหลัง ๆ ตอนหลัง ๆ กันต่อค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะ ซึ่งจุดที่ประชาชนสามารถเข้าชมพระราชพิธีนี้นะคะ ก็มีทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มี ๕ จุดหลัก ๆ ด้วยกันนะคะ ชมฟรีด้วยนะคะ ได้แก่ สวนหลวงพระราม ๘ คือเชิงสะพานพระราม ๘ ฝั่งธนบุรีค่ะ สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ สถานีรถไฟธนบุรีเดิม สวนนคราภิรมณ์ ท่าเตียน แล้วก็ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์นะคะ ก็เป็นสถานที่ที่มีอัฒจรรย์นะคะให้ประชาชนได้ไปเฝ้านะคะเต็มแน่นทีเดียวค่ะ (คุณสายสวรรค์) นอกจากเจ้าหน้าที่ที่คอยอำนวยความสะดวกตามจุดต่าง ๆ แล้วนะคะ ก็จะมีเหล่าจิตอาสาพระราชทานนะคะ กระจายกันอยู่ เพื่อที่จะดูแลประชาชนอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ จะมีอยู่ทุกจุดนะคะ สามารถที่จะดูแลประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในวันนี้ได้อย่างทั่วถึงค่ะ วันนี้ อากาศดีนะคะ (คุณเกียรติยา) ค่ะท้องฟ้าแจ่มใส (คุณสายสวรรค์) บรรยากาศดีมากนะคะ ก็เป็นวันอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่งนะคะ แล้วก็ภาพที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็จะเป็นอีก ๑ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่จะติดตาตรึงใจพวกเราไปตลอดนานแสนนานนะคะ มีจิตอาสาพระราชทานที่เป็นชาวต่างชาติด้วยนะคะ มาลงทะเบียน แล้วก็อาสาที่จะมาช่วย ช่วยได้เยอะทีเดียวค่ะ เพราะว่ามาช่วยสื่อสารภาษาต่างประเทศกับนักท่องเที่ยวที่มาอยู่ ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะชมริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันนี้ด้วย ก็จะมีจิตอาสาพระราชทานชาวต่างชาตินะคะ สวมเครื่องแบบนะคะ มีหมวกฟ้า ผ้าพันคอเหลืองนะคะ อยู่ตามจุดต่าง ๆ ตลอดแนวลำน้ำค่ะ สะพานพระราม ๘ เป็นอีกจุดหนึ่งนะคะ ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่สวยงาม ที่เราจะได้เห็นตลอดการถ่ายทอดสดในการยาตราริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันนี้ ในขณะนี้ เรือพระราชพิธีทั้งสิ้น ๕๒ ลำ รวมทั้งเรือพระที่นั่ง ๔ ลำ ได้ตั้งขบวนเรือ โดยหัวขบวนของเรือพระราชพิธีอยู่ที่บริเวณธนาคารแห่งประเทศไทยค่ะ และท้ายขบวนอยู่ที่ก่อนถึงสะพานกรุงธนนะคะ จากนั้น เมื่อได้เวลาเสด็จพระราชดำเนิน ขบวนเรือก็จะเคลื่อนออกจากจุดตั้งขบวน มุ่งหน้าไปทางพระบรมมหาราชวัง ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตรค่ะ ใช้เวลาในการเคลื่อนขบวนจากจุดเริ่มต้น ถึงที่หมายประมาณ ๔๐ นาทีนะคะ การจัดรูปขบวนเรือก็แบ่งออกเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ดังที่ท่านผู้ชมได้เห็นจากแผนผังกราฟิกไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วอีกสักครู่ก็จะได้ชมริ้วขบวนจริง ๆ ที่ยิ่งใหญ่งดงามตระการตาค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะสำหรับเรือพระราชพิธีที่คุณผู้ชมจะได้เห็นอีกสักครู่นะคะ หลายลำทีเดียวก็ได้มีการชำรุดเสียหายนะคะ จากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ค่ะ โดยอู่เรือพระราชพิธีถูกระเบิดได้รับความเสียหาย สำนักพระราชวังก็เลยตรวจสอบนะคะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ค่ะ พบเรือประเภทลายทองคงสภาพดี จำนวน ๑๒ ลำนะคะ แต่บางส่วนตัวเรือชำรุด โขนเรืออยู่ในสภาพดีจำนวน ๘ ลำนะคะ ก็เลยมีการมอบหมายให้กรมศิลปากรนั้นเป็นผู้ดูแลรักษา จัดการซ่อมโรงเรือ และก็เรือพระราชพิธี และก็จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี เมื่อปี ๒๕๑๗ นะคะ เพื่อเก็บรักษาเรือพระราชพิธีจำนวน ๙ ลำนะคะ แล้วก็มีการซ่อมบำรุงดูแลตลอดเวลาให้มีความงดงามนะคะ เมื่อนำมาใช้ในพระราชพิธีจะทำให้เกิดความสง่างาม อย่างที่อีกสักครู่หนึ่ง คุณผู้ชมจะได้เห็นประจักษ์กับสายตานะคะ (คุณสายสวรรค์) หากจะกล่าวถึงขบวนเรือของพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีมาตั้งแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ก็ปรากฏว่าพระร่วงทรงใช้เรือออกไปลอยกระทง หรือว่าพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ ใช้เผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือน ๑๒ ครั้นต่อมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งอยุธยานั้นเป็นเมืองเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำลำคลองมากมายหลายสาย ชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวกรุงเก่าจึงต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมา เวลารบทัพจับศึก ก็ใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏมีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยาค่ะ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก เป็นเวลาราษฎรว่างเว้นการทำนา จึงเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมขบวนทัพเรือกอปรกับเป็นฤดูกาลทอดกฐิน พระเจ้าแผ่นดินจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนเรือรบแห่แหนให้ไพร่พลรื่นเริงในการกุศล และถือเป็นการฝึกซ้อมเรือกระบวนยุทธอยู่ตลอดเวลาด้วย มีการค้นพบหลักฐานเรื่องเรือพระราชพิธีที่ชัดเจน ตั้งแต่สมัยอยุธยา จากกฎมณเฑียรบาล กฎหมายตราสามดวง ซึ่งสันนิษฐานว่าตราขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถค่ะ มีการกล่าวถึงเรือประกอบยศ มีกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนเรือหลวง และการใช้เรือพระที่นั่งในการพระราชพิธีต่าง ๆ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยอยุธยานั้น สันนิษฐานว่ามีการจัดรูปขบวนเป็น ๒ แบบ คือขบวนหยุหยาตราทางชลมารคอย่างใหญ่ และขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างน้อย จากหลักฐานในประวัติศาสตร์ขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยอยุธยา ได้แก่ ขบวนพยุหยาตราเพชรพวง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชค่ะ มีบันทึกไว้ว่าเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างใหญ่ มีจำนวนเรือในขบวนถึง ๑๑๓ ลำนะคะ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระเจ้าแผ่นดินมักเสด็จโดยขบวนเรือ ไปเพื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ เช่น เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐิน ฉลองพระอาราม เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท และใช้เพื่อการแห่รับช้างเผือก เป็นต้นค่ะ ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏวรรณกรรม กาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เป็นหลักฐานแสดงถึงเรือพระราชพิธีตอนปลายไว้ด้วยนะคะ และถือว่ากาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรนั้นเป็นต้นแบบในการประพันธ์กาพย์เห่เรือในยุคหลัง ๆ ต่อมาด้วย พอถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้ต่อเรือรบใช้ในราชการสงคราม และคงให้สร้างเรือสำหรับเกียรติยศของแผ่นดินด้วยนะคะ ดังปรากฏในการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น แห่อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางจากท่าเจ้าสนุกมาสู่กรุงธนบุรี เป็นต้น มีหลักฐานบันทึกว่ามีเรือขบวนถึง ๑๑๕ ลำค่ะ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการสร้างเรือพระที่นั่งขึ้น เนื่องด้วยการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นตำรา ภายหลังจากสร้างพระนครแล้วเสร็จ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๘ ตามธรรมเนียมครั้งกรุงศรีอยุธยา และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดให้สร้างเรือพระที่นั่ง และเรืออื่น ๆ เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากค่ะ ในรัชกาลที่ ๔ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้โปรดให้จัดขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางชลมารค เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างใหญ่ เรือในขบวนครั้งนั้นมีจำนวน ๒๖๙ ลำนะคะ พลฝีพายถึง ๑๐,๐๐๐ นาย จึงอาจกล่าวได้ว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนคร ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ค่ะ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดกระหม่อมให้จัดขบวนพยุหยาตราเลียบพระนคร เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๖ และใช้ในการพระราชพิธีอื่น ๆ ขบวนเรือในช่วงต้นรัชกาลก็ยังคงบริบูรณ์นะคะ จากหลักฐานปรากฏในโคลงทวาทศมาส แล้วก็มีการสร้างเรือพระที่นั่งเพิ่มเติมขึ้นอีก อาทิ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ก็มีการพัฒนาในเรื่องของการเดินทางต่าง ๆ มีถนนหนทาง มีการคมนาคมทางบกเพิ่มมากขึ้นนะคะ การเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ก็ทั้งทางบก ทางน้ำ มีความเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ความสำคัญของการใช้เรือพระที่นั่งก็ลดน้อยลงในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ นะคะ แต่ว่าในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ นั้น ก็ยังคงมีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนคร เพียงแต่ว่ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับยุคสมัยค่ะ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต วางระเบียบริ้วขบวนเรือพระราชพิธี สำหรับเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นใหม่ เป็น ๕ แบบนะคะ มีขบวนพยุหยาตราใหญ่ ใช้เรือ ๔๘ ลำ ขบวนพยุหยาตราน้อย ใช้เรือ ๓๙ ลำ แล้วก็มีขบวนราบใหญ่ ขบวนราบน้อย ขบวนราบย่อนะคะ สุดแท้แต่ลักษณะของการเสด็จพระราชดำเนิน และก็การประกอบริ้วขบวนค่ะ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มิได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ในการพิธีบรมราชาภิเษก แต่ว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูขบวนพยุหยาตรทางชลมารคขึ้น ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เนื่องในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษค่ะ ครั้งนั้นอัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฎก และพระสงฆ์ เรียกว่า “ขบวนพุทธพยุหยาตรา” จัดเป็นขบวนพยุหยาตราน้อย เนื่องจากมีเรือจำนวนไม่มากพอที่จะจัดริ้วขบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่นะคะ ต่อมาจึงมีการบูรณะซ่อมแซมเรือพระราชพิธีที่เสียหายอย่างหนักจากการถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และมีการซ่อมสร้างเรือพระราชพิธีเพิ่ม ต่อเรือดั้งครบ ๑๑ คู่ ต่อเรือรูปสัตว์ครบ ๔ คู่ สามารถจัดขบวนพยุหยาตราใหญ่ได้ ในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕ และมีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เพิ่มขึ้นอีก ๑ ลำ ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ทำให้มีเรือพระราชพิธีทั้งสิ้น ๕๒ ลำ นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมานะคะ พร้อมกันนี้ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระอิสริยยศในขณะนั้น ทรงปรับริ้วขบวนใหม่ มีลักษณะเหมือนดาวล้อมเดือน และใช้เป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบันค่ะ ในรัชกาลที่ ๙ มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารครวม ๑๑ ครั้ง เป็นการเสด็จพระราชดำเนิน ๑๔ ครั้ง อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๑ ครั้ง และจัดแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ๒ ครั้ง โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ครั้งหลังสุด จัดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระวชิราเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษานะคะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้ปวงชนชาวไทยได้ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่เป็นเอกลักษณ์งดงามยิ่งใหญ่เพียงชาติเดียวในโลก และบัดนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด มาจนถึงรัชสมัยของพระองค์ค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะ เมื่อสักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นนะคะ เป็นพลับพลาที่ประทับของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นะคะ บริเวณสวนสันติชัยปราการค่ะ ซึ่งจะประทับทอดพระเนตร พระราชพิธีสำคัญนี้ด้วยนะคะ ซึ่งอย่างที่คุณสายสวรรค์ได้กล่าวไว้ว่า ในขบวนเรือนั้นมีจำนวน ๕๒ ลำ เรือที่สำคัญและโดดเด่น ก็คงหนีไม่พ้นเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์นะคะ ซึ่งชื่อเรือพระที่นั่งก็ได้กล่าวถึงนะคะ ตั้งแต่… ค่ะสมเด็จพระกนิษฐาธราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาประทับบริเวณพลับพลา สวนสันติชัยปราการ พร้อมด้วยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน และก็ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นะคะ เพื่อทอดพระเนตรการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ นะคะ บริเวณสวนสันติชัยปราการ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งนะคะที่จะได้เห็นขบวนเรือที่มีความสวยงามนะคะ นอกจากอีกหลาย ๆ จุด ที่มีการกำหนดสถานที่เอาไว้ให้กับประชาชนได้เข้าชมพิธีอันสำคัญนี้นะคะ จะเห็นได้ว่า ทุกพื้นที่นั้นเต็มแน่นไปหมดทีเดียวนะคะ ประชาชนพร้อมใจกันที่จะมารอชมนะคะ หลายท่านบอกว่ามาชมการซ้อมแล้ว แต่ว่าวันจริงก็อยากจะมาชมอีกนะคะ เพราะว่าไม่เหมือนกันคนละบรรยากาศนะคะ อย่างที่เห็นก็จะมีจิตอาสาพระราชทานนะคะ ก็เดินทางมาเข้าร่วมดูความเรียบร้อยนะคะ นี่เป็นช่างภาพสื่อมวลชนค่ะ ก็ประจำตามจุดต่าง ๆ นะคะ เฝ้ารอบันทึกภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญ และวันพรุ่งนี้ ทุกท่านก็จะได้รับชมผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์นะคะ จะได้ชมความงดงามนี้ เผยแพร่ไปทั้งประเทศไทยแล้วก็ทั่วโลกด้วย ความงดงามหนึ่งเดียวของงานพระราชพิธีครั้งนี้นะคะ สำหรับกำลังพล ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนี้ จะมีทั้งสิ้น ๒,๔๓๑ นายนะคะ ในจำนวนนี้เป็นกำลังพลที่เป็นฝีพาย แล้วก็เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่อยู่ประจำเรือ ๒,๒๐๐ นาย กว่าจะมาถึงวันนี้ มีการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นฝีพาย และก็ประจำอยู่ในเรือแต่ละลำอย่างเหมาะสมค่ะ กองทัพเรือนั้นได้คัดเลือกบุคลากรในหน่วยงานในสังกัด ซึ่งก็กระจายกันอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศนะคะ ก็มีการคัดเลือกเสร็จแล้ว มีการฝึกซ้อมอยู่ที่ตั้งของหน่วยนั้น ๆ ก่อนนะคะ เมื่อได้เวลาอันเหมาะสมแล้ว ก็มีการมาฝึกซ้อมรวมกันที่กรุงเทพมหานคร กว่าที่จะลงน้ำได้ ก็ผ่านขั้นตอนในการฝึกซ้อมหลายขั้นตอนมากนะคะ เพื่อให้ท่วงท่าลีลาในการพาย แม้แต่กระทั่งองศาในการยกพายขึ้นมา เป็นองศาที่เท่าเทียมกัน แล้วก็ดูมองจากทิศไหนก็ให้สวยงามเหมือนกันเท่ากันหมดนะคะ ดังนั้น การคัดเลือกกำลังพลตั้งแต่ต้นทางก็มีความสำคัญในเรื่องของรูปร่างนะคะ นอกนั้นก็มาฝึกกระบวนในการพาย แล้วก็ลีลาท่าทางในการพายนะคะ ต้องสง่างาม เข้มแข็ง แล้วก็การพายเป็นจังหวะจะโคน แล้วก็มีการฝึกเห่ เพื่อที่จะต้องเห่รับด้วยนะคะ การฝึกก็กว่าจะลงน้ำ มีการฝึกตั้งแต่บนเขียง ก็คือทำเหมือนกับเป็นโครงเรือสำรองขึ้นมานะคะ คือจำลองขึ้นมาแล้วก็สามารถให้นั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อที่จะดูท่าทางก่อน ยังไม่ลงน้ำ แต่พอช่วงต้น ๆ ที่มีการฝึกแบบลงน้ำ ทุกคนก็ต้องปรับสภาพ ปรับร่างกาย และก็ท่าทางใหม่ เพราะว่าการฝึกอยู่บนบกก็จะไม่มีเรื่องของกระแสน้ำเข้ามาเป็นปัจจัย (คุณเกียรติยา) ทั้งลม ทั้งน้ำ (คุณสายสวรรค์) ใช่ค่ะ พอลงน้ำก็ต้องฝึกว่าจะทรงตัวอย่างไร จะทำอย่างไรให้ควบคุมเรืออยู่ได้ในขณะที่ท่วงท่าลีลาก็จะต้องมั่นคง แข็งแรง แล้วก็สง่างามด้วยนะคะ ดังนัั้น กว่าที่ท่านผู้ชมจะได้เห็นวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่รับผิดชอบในการฝึกกำลังพลฝีพาย ก็คือกองทัพเรือนะคะ ก็ได้ฝึกซ้อมมาร่วมปีค่ะ ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งซ้อมย่อยหลายครั้ง ซ้อมใหญ่หลายครั้ง แล้วก็มีการซ้อมใหญ่แบบที่แต่งกายเสมือนจริงไปแล้ว ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคมที่ผ่านมาด้วยนะคะ หลายคนบอกว่าไปดูแล้วล่ะตั้งแต่วันที่ ๗ เพราะว่าอยากเห็นว่าวันจริงนี่แต่งกายจะสวยงามขนาดไหนนะคะ แล้ววันนี้ก็มาดูอีก (คุณสายสวรรค์) ใช่แล้วค่ะ (คุณเกียรติยา) ต้องมาซ้ำนะคะ ครั้งเดียวไม่พอนะคะ เขาบอกว่าในการฝึกเรืออย่างที่คุณสายสวรรค์ได้กล่าวไว้นะคะ ผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญก็คงหนีไม่พ้นนายเรือค่ะ เป็นผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของเรือนะคะ โดยพลเรือพระที่นั่งจะมีนายเรือ ๒ คนด้วยกัน หน้าที่นายเรือนี่ ก็คือนำเรือให้ปลอดภัย ดูแลกำลังพลในเรือ ดูแลความปลอดภัยของเรือทั้งหมด และที่สำคัญก็คือนายเรือต้องควบคุมดูแลเรื่องเกี่ยวกับฝีพาย ต้องพายให้พร้อมกันนะคะ ควบคุมให้เรืออยู่ในทิศทางที่กำหนด ให้อยู่ในตำแหน่ง สถานีที่กำหนด ต้องควบคุมเรื่องเวลาที่คณะกรรมการกำหนดไว้ด้วยว่าจะต้องไปถึงจุดนั้นจุดนี้กี่โมงนะคะ ถ้าหากเห็นว่าเรือของตัวเองไปไม่ทันขบวน หรือฝีพายอาจจะพายเร็วไป ช้าไป นายเรือก็มีหน้าที่ที่จะสังเกต สั่งฝีพายให้พายเร็วขึ้น หรือว่าช้าลงนะคะ นอกจากนี้แล้วนะคะ โดยเฉพาะในเรือพระที่นั่งนั้นจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษนะคะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพลสัญญาณ ก็มีหน้าที่สำคัญเช่นกันค่ะ จะนั่งอยู่ที่หัวเรือ หันหน้าเข้ามาด้านในเรือ รอดูคำสั่งจากสัญญาณมือของนายเรือ ที่จะส่งมาว่า จะให้ฝีพายทำอย่างไรนะคะ คำสั่งส่วนมากก็อย่างเช่น ฝีพายให้พายท่านกบิน พายผสม หรือว่าให้พายทางซ้ายทางขวานะคะ และที่สำคัญ หนีไม่ได้คือเรื่องฝีพายเป็นกำลังพลสำคัญอย่างยิ่งค่ะ เป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องอาศัยกำลังพลมากที่สุดในเรือ แต่ละลำก็จะมีฝีพายที่มีพละกำลังมากทีเดียว สักครู่คุณผู้ชมจะได้เห็นนะคะ ว่าแต่ละคนนั้นมีความแข็งแรงแค่ไหนในการพายเรือแต่ละลำออกไปนะคะ ต้องมีการฝึกซ้อมอย่างที่คุณสายสวรรค์บอกว่าหลายต่อหลายครั้งทีเดียว ทั้งซ้อมย่อยซ่อมใหญ่ กว่าจะมาถึงวันนี้ ซึ่งสักครู่จะได้ปรากฏต่อสายตาของคุณผู้ชมล่ะค่ะ ว่ามีความสง่างาม แข็งแรงมากน้อยแค่ไหนนะคะ (คุณสายสวรรค์) ในระหว่างการยาตราริ้วขบวน คุณผู้ชมจะสังเกตเห็นท่าพายเรือของฝีพายได้นะคะ คือจะมีหลายท่าค่ะ ๑. ก็คือท่านกบิน เป็นท่าพายที่จะยกพายขึ้นพ้นน้ำ ทำมุม ๔๕ องศา ประดุจนกบิน ซึ่งถ้านกบินนี้ท่านผู้ชมจะเห็นว่าจะใช้กับเรือพระที่นั่งเท่านั้นนะคะ ๒. ก็คือท่าพลราบ จะเป็นท่าการพายโดยไม่ยกไม้พายให้พ้นกราบเรือ ซึ่งจะใช้กับเรือทุกลำในขบวนค่ะ มีท่าผสม เป็นท่าพายที่ผสมกันระหว่างท่าพายนกบินกับพลราบ ก็จะใช้ตอนเสด็จ ซึ่งเป็นการพายทวนน้ำที่ผ่าน ๆ มา ก็มักจะฝึกเอาไว้ เวลาที่เสด็จกลับทางชลมารคนะคะ ก็จะเป็นการพายทวนน้ำก็จะต้องใช้ท่าผสม ส่วนท่าพายธรรมดาก็เป็นท่าเหมือนพายเรือธรรมดาทั่วไปค่ะ จะมีท่าทางที่พิเศษที่สุด และในวันนี้จะมีการใช้ท่านี้ตลอดริ้วขบวนตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเสร็จสิ้นไปจนถึงท่าราชวรดิฐ นั่นก็คือท่านกบินของเรือพระที่นั่ง ซึ่งวันนี้ คุณผู้ชมจับตาดูให้ดีนะคะ ว่ากว่าจะฝึกซ้อมกันมาได้ร่วมปี แล้วท่านกบินในวันนี้จะสวยงาม สมพระเกียรติขนาดไหนค่ะ (คุณเกียรติยา) ค่ะ เรื่องของการเห่เรือก็สำคัญค่ะคุณสายสวรรค์คะ การเห่เรือ ก็เป็นทำนองหนึ่งของการร้อง หรือว่าออกเสียงประกอบให้จังหวะแก่ฝีพายในการพายเรือ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพายเรือพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคนะคะ อีกสักครู่คุณผู้ชมก็จะได้ฟังการเห่เรือที่ไพเราะเช่นกันนะคะ ในช่วงของการยาตราริ้วขบวนจะไม่มีการบรรยายนะคะ (คุณสายสวรรค์) ใช่ค่ะ (คุณเกียรติยา) จะให้คุณผู้ชมได้รับอรรถรสจากการฟังกาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีทั้งหมด ๓ บทด้วยกัน ก็คือ บทสรรเสริญพระบารมี บทที่ ๒ เป็นบทชมเรือขบวน นะคะ และบทที่ ๓ คือบทชมเมือง ประพันธ์โดย นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ค่ะ ส่วนผู้ที่เห่ก็คือ นาวาโท ณัฐวัฒน์ อร่ามเกื้อ นะคะ เป็นพนักงานเห่ อีกสักครู่เสียงจะดังกึกก้องทั่วท้องน้ำนะคะ เจ้าพระยา หลายคนถามว่าพนักงานเห่อยู่ตรงไหน ก็คือจะประจำอยู่ในเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชนะคะ (คุณสายสวรรค์) ใช่ค่ะ (คุณเกียรติยา) และวันนี้นะคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะฉลองพระองค์ด้วยทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์นะคะ เป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงในพระราชพิธีสำคัญ อย่างเช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเสด็จเลียบพระนคร พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินนะคะ โดยเดิมฉลองพระองค์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เรียกว่า “ฉลองพระองค์เครื่องต้น” อย่างบรมราชาภิเษก จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ ก็มีการออกงานฉลองพระองค์สำรับนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกว่า “เครื่องพระราชภูษิตาภรณ์” อย่างวันบรมราชาภิเษก เมื่อเสด็จเลียบพระนคร จะเปลี่ยนไปใช้ว่า “เครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์” นะคะ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อทรงฉลองพระองค์สำรับนี้ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีการออกนามว่า “ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูสิตาภรณ์” ค่ะ นอกจากนี้จะทรงสายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สวมใส่สร้อยจุลจอมเกล้านะคะ ส่วนผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพระราชพิธีวันนี้จะแต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายสูงสุดตามที่มีหมายกำหนดการโปรดเกล้าออกมานะคะ นี่คือจุดเริ่มต้นของริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันนี้ซึ่งคือบริเวณท่าวาสุกรีค่ะ