(อาจารย์เชาวนี) นักเรียนพร้อมไหมคะ ค่ะ เจอกัน สำหรับ ม.6 นะคะ ค่ะ สวัสดีนะคะ สวัสดีน้องล่ามอีกครั้งหนึ่งนะคะ เมื่อกี้เราได้สอน ม. น้อง ๆ ไปนะคะ น้อง ๆ ม.5 เขาเรียนเรื่องเลขยกกำลังนะคะ ซึ่งเราก็เคยเรียนมาแล้ว ทีนี้ของ ม.6 นะคะ จำได้ไหมคะว่า สัปดาห์ที่แล้วเราเรียนอะไรไปบ้างนะคะ ของ ม.6 นั้น เราเรียนเรื่องสถิติแล้วก็ข้อมูลนะคะ เราเรียนมาแล้วนะคะ สัปดาห์แรกที่เราไปมาเจอกันนี้ เรามาเจอกัน เราให้ตัวอย่างของกรณีหรือปัญหานะคะ ที่ต้องใช้สถิติถูกไหม เพราะว่าในชีวิตประจำวันของเรานี่ มันเจอปัญหา เยอะมากนะคะ มันเจอปัญหาตั้งเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกับตัวเอง กับเพื่อนนะคะ กับครอบครัวนะคะ หรือแม้กระทั่งในการทำงานของเด็ก ๆ เอง ที่อยู่ในเรือนนอนนะคะ ก็จะเจอปัญหาต่าง ๆ ที่จะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลานะคะ ทีนี้วันนี้นะคะ เราจะมาเรียนหัวข้อที่ 3 นะคะ เรื่องของสถิติกับการตัดสินใจ แล้วก็การวางแผนนะคะ เมื่อไหร่ที่เรามีปัญหา แล้วเราจะต้องคิดแล้วก็ตัดสินใจนี่ มันมีวิธีไหนที่ให้เราได้ตัดสินใจนะคะ มาทบทวนกันนะคะ สถิติ ความหมายของสถิติคืออะไรนะคะ สถิติ จำได้ไหมคะ มันก็คือวิชาวิชาหนึ่งนะคะ ที่เกี่ยวกับการรวบรวม รวบรวมอะไรล่ะ ข้อมูลค่ะ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเก็บมานี้ เอามารวบรวมแล้วจะผ่านการวิเคราะห์นะคะ เอามาเสร็จแล้วก็วิเคราะห์เพื่อที่จะหาข้อสรุปนะคะ เอาไปอธิบายคำตอบหรือว่าคำถามที่อยู่ในใจเราที่เราสงสัยนะคะ เราก็จะได้ คำตอบนั้นออกมา โดยอาศัยอะไร อาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ใช่ไหม อย่างเช่น ฝนตกไหม ฝนตกไหม ทำไมตอนเย็นดูข่าวนะคะ ดูข่าวนักเรียนเห็นไหม เขาจะพยากรณ์ออกมาเลยว่า วันนี้จะมีฝนตกตรงไหน บริเวณไหนนะคะ ในประเทศไทย แล้วก็ตกมากน้อยแค่ไหน ถูกไหม อันนี้คือการเก็บข้อมูลซ้ำ ๆ นะคะ ที่เกิดขึ้นนะคะ ตั้งแต่อดีต ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แล้วเอามาพยากรณ์นะคะ เอามาคิดคำนวณ วิเคราะห์นะคะ แล้วก็สามารถที่จะวางแผนได้ว่าในอนาคตนี่ เราจะมีวิธีการอย่างไร บริหารจัดการอย่างไรนะคะ ซึ่งการวิเคราะห์ก็แบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกันนะคะ อะไรบ้าง นะคะ ส่วนแรก สถิติเชิงพรรณนานะคะ แบ่งเป็น 2 ส่วน อันนี้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ก็คือตัวเลขถูกไหมคะ ตัวเลขนักเรียนจำไว้นะ คำว่าสถิติเชิงพรรณนานะคะ หมายถึง ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะที่กว้าง ๆ นะคะ เป็นการวิเคราะห์ขั้นแรกนะคะ ตัวเลขที่เราเก็บมา ก็คือตัวเลขของข้อมูลทั้งหมดนะคะ ที่มีนะคะ อันนี้ง่าย ๆ ใช้การวิเคราะห์ง่าย ๆ นะคะ ส่วนสถิติอนุมาน สถิติเชิงอนุมาน หมายถึง การเก็บข้อมูลมาจากกลุ่มตัวอย่างนะคะ จำได้ไหม อันที่ 2 อนุมานนี่ ประชากรเยอะมากเลยนะคะ คนเยอะมาก เราไม่สามารถที่จะไปเก็บข้อมูลน่ะ คนเยอะ ๆ ได้ เราก็เลยเลือกนะคะ เลือกตัวแทนออกมา เลือกตัวแทนออกมาโดยวิธีการ เลือกตัวแทนนั้นนะคะ จะต้องเป็นตัวแทนที่มีความเหมาะสมนะคะ เหมาะสม ไม่ใช่เลือกมาแต่กลุ่มเดียว ไม่ได้ จะต้องเฉลี่ยกันออกมา หาตัวแทนออกมา หาตัวแทนจากกลุ่มนั้นนะคะ จากประชากรทั้งหมดออกมา แล้วก็ทำการวิเคราะห์นะคะ วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่จะไปคิด ไป ตอบโจทย์ว่า อ๋อ ตัวอย่างมาแบบนี้ วิเคราะห์ข้อมูลออกมาแบบนี้ แล้วสามารถเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดได้ ตอบได้ทั้งหมดว่า เออ มันน่าจะเป็นแบบนี้นะ นะคะ ทำไมเราถึงจะต้องใช้สถิติเชิงอนุมาน เวลาเราทำโครงการหรือว่าการเก็บข้อมูลที่มีข้อมูลเยอะ ๆ นะคะ มันจะต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งงบประมาณมาก ใช้ทั้งคนเก็บก็เยอะนะคะ แล้วก็ช้าด้วย เพราะฉะนั้น วิธีการนี้ก็เลยถูกนำมาใช้นะคะ การวิเคราะห์แบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ อันนี้เรียบร้อย แล้วทีนี้มาดูแหล่งที่มาของข้อมูลบ้าง แหล่งที่มาก็มีแค่ 2 แหล่งข้อมูลนะคะ ที่ครูปิ๊กเอามาให้เด็ก ๆ ดู แหล่งแรกก็คือเรียกว่าปฐมภูมิ ก็คือ เริ่มแรกนั่นแหละ แหล่งนี้ก็คือเป็นการเก็บข้อมูลโดยตรงนะคะ เราไปถาม แล้วได้ข้อมูลมาเอง ไม่ผ่านใครนะคะ อันนี้ ไปเก็บ ไปถาม ไปสังเกตเองเลยนะคะ ไปทำเอง ข้อมูลนี้ เชื่อถือได้ไหม เชื่อถือได้ เพราะว่าเราเป็นคนเก็บเองนะคะ ทีนี้ 2 แหล่งทุติยภูมิ เอามาจากไหนตัวนี้ เราไม่ได้เก็บเอง เราไปดูข้อมูลนะคะ จากที่อื่นมา ที่เขาเป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือได้นะคะ ไม่ใช่ไปดูของใครก็ได้ เอามานะคะ ไม่ได้ ข้อมูลตัวนี้ก็จะไม่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้น แหล่งข้อมูลตัวนี้ จะต้องเป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือนะคะ ปฐมภูมิเก็บเองนะคะ เก็บข้อมูลเอง ทุติยภูมิเราไม่ได้เก็บนะคะ เราไปเอาที่เขาทำมาแล้วนะคะ เอามาใช้ ทีนี้การเก็บข้อมูล เก็บมาจากไหนบ้าง เก็บมาจากทะเบียนประวัติ เห็นไหมคะ ทะเบียนประวัติเยอะมาก ที่สำนักงานตำรวจใช่ไหม เวลาอุบัติเหตุอะไรต่าง ๆ เขาก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้ ใครทำผิด ขับรถชน หรือว่ามีคดีอะไร ก็เก็บใส่แฟ้มเป็นทะเบียนประวัติ ถ้าหน่วยงานไหนต้องการข้อมูลเอามาใช้ ก็ต้องไปขอเขา เพราะฉะนั้น แหล่งข้อมูลที่มา อันนี้เป็นปฐมภูมิหรือทุติยภูมิคะ เราไม่ได้ทำเอง เราไปขอเข้ามาเป็นอันไหนลูก แหล่งข้อมูลเป็นอันที่ 1 อันหรืออันที่ 2 ปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ ถูกต้อง แล้วทำไมตอบครูคนเดียว ใช่ ดู ดูนะคะ เด็ก ๆ ดูนะ ถูกต้องนะคะ ตอบมา 2-3 คน อันนี้ก็ถือว่าเข้าใจนะ ทีนี้ดูนะ วิธีการเก็บข้อ 2 จากการสำรวจนะคะ ลงไปสำรวจเอง ลงไปสำรวจเอง เพราะฉะนั้นเป็น 1 หรือ 2 แหล่งข้อมูลที่ได้ เป็น 1 หรือ 2 ลูก ข้อ 2 นะคะ ถ้าเราจะไปสำรวจ อย่างเช่น สำรวจการแต่งกายของนักเรียนนะคะ ว่าเรียบร้อยไหม แล้วเราไปสำรวจเอง หรือว่าไปสำรวจว่า ชุดลูกเสือของนักเรียนห้องเรา มีใครบ้างที่ไม่ครบนะคะ ไม่เรียบร้อย อันนี้ก็คือการสำรวจข้อมูล อันนี้เราไปเก็บเองไหม เราไปเก็บเองนะคะ เพราะฉะนั้น เป็นอันไหน เป็นอันที่ 1 หรืออันที่ 2 เป็นอันแรก ถูกต้องนะคะ ปฐมภูมินะ เป็นปฐมภูมิ เหตุผลเพราะอะไร ง่ายมากนะลูกนะ ดูแค่ว่า ฃข้อมูลนั้น ถ้าเราไปเก็บเอง จะอยู่ที่แหล่งปฐมภูมิ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไปเอาข้อมูลมาจากที่อื่น อันนี้เรียกว่าแหล่งทุติยภูมินะคะ อันที่ 3 กับอันที่ 4 จากการทดลอง แล้วก็จากการสังเกตเป็นอย่างไรคะ ทดลองกับสังเกตเราทำเองใช่ไหม อย่างการทดลองที่เราไปแข่ง KidBright มา เราทดลอง เรื่อง ว่ามันจะทำได้หรือทำไม่ได้ เราทำเองไหม เราทำเองนะคะ เราไม่ได้ไปให้คนอื่นทำ อันนี้เราก็จะเป็นมาจากปฐมภูมิ การสังเกตก็เหมือนกันนะคะ ส่วนใหญ่ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 นี่ จะมาจากแหล่งปฐมภูมิ ก็คือเก็บข้อมูลเองนะคะ ข้อมูลที่ได้นี่ เราเก็บเอง แต่อันแรกนี่ เอามาจากที่อื่นนะคะ อันนี้ทบทวนนะคะ ทีนี้มาถึงการนำเสนอข้อมูล หลังจากที่เราได้ข้อมูลมาแล้ว วิธีการนำเสนอข้อมูลมีอะไรบ้างนะคะ ส่วนมาก เพื่อให้คนเข้าใจได้ง่าย นำมาใช้ได้ง่ายนะคะ จะมีอยู่ 2 แบบนะคะ แบบแรกก็คือแบบตาราง อย่างนี้ เป็นตัวอย่างนะคะ จำนวนบุคลากรของโรงเรียนโสตอุดรฯ นี่ เมื่อปีที่แล้ว เรารู้เลยพอทำตาราง อ๋อ คอลัมน์นี้คือผู้บริหาร มาดูจำนวนตัวเลข เท่าไร แล้วบุคลากรทั้งหมดรวมเป็นเท่าไร แค่ดูตารางนี่เราสามารถเข้าใจทันที ไม่ต้องไปดูรายชื่อบุคลากรทั้งหมดแล้วเอามานั่งคิดใช่ไหมคะ อันนั้นไม่เอา มันช้า ถ้าสรุปตัวนี้ออกมาแล้วเป็นการนำเสนอข้อมูลขั้นตอนสุดท้ายเลยนะคะ หลังจากที่เราได้ข้อมูลมาแล้ว เวลานำมาทำนำเสนอข้อมูลออกมาเป็นตาราง ดูง่ายไหมคะ ดูง่ายแล้วก็ดูเข้าใจขึ้นนะคะ เร็วด้วยมองแล้วก็จับได้เลยว่า เออ เขาถามอะไร เราก็ตอบได้ทันทีนะคะ อันที่ 2 เป็นแบบแผนภาพ แผนภาพนะคะ จะเป็นได้ทั้งกราฟนะคะ แผนภาพต้นไม้ก็ได้ หรือว่าเป็นแบบครึ่งวงกลม เป็นแบบวงกลมนะคะ แผนภูมิแท่ง แผนภูมิต้นไม้ พวกนี้ได้หมดเลย ที่เราเคยเรียนมาใน ม.ต้น นะคะ อันนี้ก็คือวิธีการนำเสนอข้อมูลนะคะ มาเริ่มเรียนกันในหัวข้อที่วันนี้ที่เราจะต้องเรียนก็คือ สถิติกับการตัดสินใจและการวางแผนนะคะ เห็นภาพนี้ไหม นักเรียนเห็นภาพนี้ไหมคะ แต่ละคนมีแต่คำถามอยู่ในหัวใช่ไหม ใช่ไหม มีแต่คำถาม อะไร ทำอย่างไร มันคืออะไร จะตัดสินใจอย่างไร ในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าถึงเราไปนอนนี่ คำถามที่เราเจอตลอด มันเยอะมากนะคะ มันเยอะมากเลย ทำไมถึงมีคำถาม เพราะมันต้อง… มันต้อง… มันต้องคิดนะคะ แล้วก็ตัดสินใจ ทีนี้มาดูวิธีการ ในชีวิตประจำวันของเราน่ะ มีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลานะคะ ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นน่ะ จะตัดสินใจเพื่อตัวเอง ตัดสินใจแทนให้เพื่อน ตัดสินใจให้ญาติ ตัดสินใจให้หน่วยงานนะคะ อันนี้มาดูตัวอย่าง คำถามเขามีอะไร อันนี้ เย็นนี้เราจะกินอะไรที่ไหนดี เป็นคำถามไหม เราต้องคิดไหมคะ ต้องคิดไหม แต่นักเรียนไม่ต้องคิดถูกไหม อยู่ในโรงเรียนเพราะมันมีรายการอาหาร คุณครูคิดมาให้แล้ว ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเราอยู่ที่บ้านหรือว่าเราไปที่อื่นอย่างนี้นะ เราก็ต้องคิดอาหารของเราเองถูกไหม นี้คำถาม อย่างเป็นครูปิ๊กนะ ที่อยู่ที่บ้านนี้ ครูก็จะคิดแล้ว เอ๊ะ เย็นนี้ฉันจะกินอะไรนะ ฉันจะไปกินที่ไหนดี เห็นไหมคะ อันนี้ ก็เลือกแล้วแต่เรา ไปกินเนื้อย่าง เห็นไหม แต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกัน ในภาพครูเอามาแค่กินไก่แล้วกัน ไก่ทอด KFC ดีกว่าเย็นนี้นะคะ เอ๊ะ หรือจะไปกินพิซซ่าดี อร่อยนะคะ พิซซ่าอร่อย ชอบไหม ชอบไหม ใครชอบกินพิซซ่าบ้าง ชอบไหมคะ นิดเดียว นิดเดียว ไม่ชอบเหรอลูก ไม่ชอบ แล้วถ้า แล้วใครชอบกินไก่ย่างส้มตำ ข้าวเหนียว ชอบ อร่อย ใช่ ลูกอีสานชอบกินอาหารอีสานนะคะ ใช่ไหม โอ้ ชอบเนื้อย่างมากกว่าก๋วยเตี๋ยวนะคะ เห็นไหม ครูเอามาตัวอย่างแค่นี้ แต่นักเรียนแต่ละคนนะคะ คิดอาหารเป็นของตัวเอง อันนี้ก็คือขึ้นอยู่กับตัวเองเลย ถามว่า ข้อนี้น่ะ เย็นนี้จะกินอะไรที่ไหนนี่ มันเป็นการตัดสินใจของใคร เป็นของตัวเอง ของเพื่อน ของญาติ หรือของหน่วยงาน ใครจะเป็นคนตัดสินใจ อันนี้เป็นคำถาม ครูถามว่า เย็นนี้เราจะไปกินอะไรที่ไหน เราถามใครคะ เราถามตัวเอง ใช่ อันนี้เป็นการตัดสินใจของตัวเองนะคะ ก็เป็นตัวเองที่ตัดสินใจ มาดูตัวอย่างต่อไปนะคะ เอ๊ะ ตอนนี้เราอยู่ ม.6 แล้วใช่ไหม คิดหรือยังคะ อนาคตต่อไป อนาคตต่อไปฉันจะเรียนต่อดีไหม เอ๊ะ หรือว่าฉันจะทำงานดี แล้วฉันจะทำงานอะไร มีคำถามไหมคะ ตอนนี้อยู่ในหัวของนักเรียน นักเรียนมีคำถามอยู่แล้ว นักเรียนมีคำถามอยู่แล้วตอนนี้นะคะ เขาจะคิดแล้ว ไปเรียนต่อปริญญาตรีดีกว่า ใช่ไหม เอ๊ะ หรือว่าที่บ้านฉันทำนานะ มี 100 ไร่ที่บ้านทำนา เราจะต้องไปช่วยพ่อช่วยแม่ทำนานะคะ เพราะฉะนั้น ไม่แล้ว ไม่เรียนต่อ เราไปทำงาน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ ก็เป็นอาชีพได้ หรือบางคนจบ ม.6 ไปทำงานที่โรงงานถูกไหม ไปทำงานโรงงานต่าง ๆ ก็ หลายอย่างนะคะ ที่เราจะทำ แต่สิ่งนี้ เป็นสิ่ง เป็นคำถามที่เราจะต้องรู้แหละว่าเราจะต้องเลือกอะไร สุดท้ายจริง ๆ เมื่อไหร่ที่เราจบ ม.6 นะคะ เมื่อถึงเวลาจริง ๆ เราจะต้องตัดสินใจ เราจะต้องตัดสินใจเลือก นั่นแหละ อันนี้คือจุดสำคัญนะคะ เพราะฉะนั้นการคิดนี่ เราจะเลือกอันไหนที่จะเหมาะกับเรานะคะ ครูปิ๊กถาม ต้นตอนนี้ ถามต้น ตอนนี้ถ้าจบ ม.6 แล้ว จะเรียนต่อหรือทำงาน ถ้าจะทำงานนี่ จะทำอะไร อ๋อ จะเรียนปริญญาตรีเห็นไหม ทำไม ทำไมถึงอยากเรียนปริญญาตรี ออกมายืนข้างหน้าหน่อยลูก เดี๋ยวปรับสไลด์ให้เห็นนะคะ ถามนะคะ ต้น ไม่ได้ยินเสียงล่ามค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยว (ล่าม) คุณครูได้ยินไหมคะ (อาจารย์เชาวนี) ได้ ได้ยินแล้วค่ะ ได้ยินแล้วค่ะ โอเคค่ะ ถามต้นว่า จบ ม.6 ไปแล้ว ต้นจะตัดสินใจเรียนต่อหรือว่าทำงาน ถ้าเรียนต่อ จะเรียน ปริญญาตรีหรือว่าจะไปเรียนสายอาชีพนะคะ เรียนที่ไหน คิดไว้อย่างไร (ล่าม) น่าจะเรียนระดับปริญญาตรีต่อครับ (อาจารย์เชาวนี) แล้วไปเรียนที่ไหน เลือกไว้หรือยัง เลือกไว้หรือยังลูก ว่าเราจะไปเรียนที่ไหน ไม่ต้องมองเพื่อน อันนี้เป็นของตัวเองนะคะ ดูเพื่อนไม่ต้อง เพราะเป็นการคิดแล้วก็วางแผนของตัวเองนะคะ จะไปเรียนที่ไหนคะ ป.ตรี จะเรียนที่ไหน ถามว่าจะไปเรียน เพราะว่าต้นตอบชัดเจนมากเลยว่า จบ ม.6 แล้วฉันจะไปเรียนต่อปริญญาตรี ครูปิ๊กถามต่อว่า ไปเรียนปริญญาตรี แต่จะไปเรียนที่ไหน อยากไปเรียนที่ไหน มหาลัยไหนนะคะ (ล่าม) มหาวิทยาลัย น่าจะเป็นอาชีพครับคุณครู (อาจารย์เชาวนี) อ๋อ แสดงว่าน่าจะไปเรียนสายอาชีพนะคะ ไปเรียนสายอาชีพใช่ไหม แต่ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยอะไรนะคะ วิทยาลัยอะไร เพราะว่าเรายังไม่มีข้อมูลอยู่ในหัวถูกไหมลูก แต่เรารู้แล้วว่าเราชอบที่จะทำงานสายอาชีพมากกว่านะคะ ถูกไหม ถูกไหม โอเค เก่งมากนะคะ เชิญนั่งค่ะ เชิญนั่งขอบคุณมาก ทีนี้เบนซ์บ้าง เบนซ์บ้าง นี่ คำถามเดียวกันเลยเบนซ์จะเรียนต่อหรือจะทำงานลูก (ล่าม) ถ้าเรียนจบนะคะ ก็น่าจะใช้เวลา 1 ปีค่ะ คุยกับคุณพ่อคุณแม่ น่าจะไปสมัครที่ราชสุดาฯ ค่ะ ในปี 2568 ค่ะ ต้องรอ 1 ปีค่ะ เรียนที่ราชสุดาฯ ค่ะ สาขาครูค่ะ (อาจารย์เชาวนี) อ๋อ อันนี้ชัดเจนมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนมากนะคะ แสดงว่าอะไร แสดงว่าเบนซ์นี้เป็นคนที่มีข้อมูลอยู่ในหัวแล้วนะคะ รู้ตัวเองด้วยว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากเป็นอะไรในอนาคต แล้วก็รู้ข้อมูลมาอีกนะ ว่า 1 ปีนี้ ปีนี้ที่จบแล้วปีต่อไปนี่ เขายังไม่เปิดรับนะคะ ราชสุดาฯ ยังไม่เปิดรับ คุณก็เลยจะไปทำงานช่วยแม่ก่อน ก็รอไปก่อน อันนี้คือการวางแผนนะคะ เป็นการนำข้อมูลที่เรามีนี่มาวางแผน เก่งมากนะคะ ดีมากเลยนะคะ ครูปิ๊กฝากให้ทุกคนนะคะ ดูตัวอย่างของเบนซ์น่ะ ดูตัวอย่างของเบนซ์นะลูก เพราะว่าตอนนี้เราโตแล้วลูก เราโตแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความคิด ความคิดจะถูกหรือผิดนะคะ คิดได้ แต่มันจะถูกหรือผิด มันจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เราเก็บมาถูกไหม เราจะต้องไม่ใช่ตัดสินใจเลย ไม่รู้เลย ตัดสินใจเลย ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่า ไอ้ที่เราตัดสินใจนั้นน่ะ มันดีกับเราไหม นี่มันจะต้องมีข้อมูลเหตุผลนะคะ ว่าทำไมเราถึงจะเลือกแบบนั้น ก็เลยอยากให้เด็ก ๆ ทุกคน นักเรียนทุกคนนี่ รู้วิธีการนะคะ เพราะอันนี้คือสำคัญมากนะคะ สำคัญมาก สำหรับคนอื่น ๆ เป็นอย่างไร จะเรียนต่อ หรือว่าอะไรคะ คนนี้เรดาร์นะคะ โอเค เรดาร์จะเรียนต่อหรือทำงานลูก (ล่าม) ยังครับ เดี๋ยวถึงเวลาใกล้ ๆ น่ะครับ ก็น่าจะคิดได้ครับ ตอนนี้ยังครับ น่าจะต้องคุยกับที่บ้านครับ (อาจารย์เชาวนี) อ๋อ (ล่าม) ต้องคุยก่อนว่า หลังจากเรียนจบแล้วจะไปทำอะไรครับ (อาจารย์เชาวนี) อ๋อค่ะ โอเค ขอบคุณมากลูก ต่างกันไหม เด็ก ๆ นักเรียนดูนะคะ คำตอบของเบนซ์กับของเรดาร์ ต่างกันนะลูก เพราะว่าตอนนี้เรดาร์ยังตัดสินใจไม่ได้ ต้องรอใครคะ ต้องรอถาม คุณแม่ด้วยถูกไหม อันนี้ก็เป็นการตัดสินใจที่จะต้องให้คนอื่นมีส่วนร่วมด้วย ถามคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะคะ ตัวเองชอบอะไร แล้วก็ไปคุยกับพ่อกับแม่ อันนี้ก็ดีนะคะ เผื่อเรดาร์ยังเปิดอยู่นะ ว่ายังไม่รู้ รอใกล้ ๆ ก่อน รอใกล้ ๆ จบจริง ๆ ก่อน เดี๋ยวเทอม 2 เดี๋ยวค่อยรีบเอา ใช่ไหม ถ้าจะเรียนต่อ ถามผู้ปกครองดูว่า เอ๊ะ เรียนปริญญาตรีมันต้องใช้เงินถูกไหมลูก ใช้เวลา เราจะพร้อมไหม พ่อแม่จะพร้อมหาเงินให้เรา ส่งจนจบ 4 ปีหรือเปล่า อันนี้ผู้ปกครองก็มีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว กับการตัดสินใจนะคะ หรือว่าจะทำงานก็ได้ ถ้าผู้ปกครองมีอาชีพหรือว่ามีญาติที่จะสามารถพาเข้าไปทำงานในบริษัทต่าง ๆ หรือว่าโรงงานต่าง ๆ ได้ ก็สามารถที่จะทำได้เหมือนกันนะคะ อันนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ดีมาก ที่ดีมาก ๆ เลย มีใครที่อยากออกมานำเสนอไหมคะ มีใครที่แตกต่างไหมลูก มีใครแตกต่างจากเพื่อนไหม อยากออกมาพูดไหม คนอื่น ๆ มีใครอีกไหมคะ ถ้ามียกมือขึ้นแล้วออกมาพูดเลยนะคะ ไม่มี ไม่ ๆ เอาไหมลูก เอาไหม ไม่มีแล้ว หมดแล้วนะคะ ดูตัวอย่าง 3 กรณีนะคะ จากต้น จากเบนซ์แล้วก็จากเรดาร์ นักเรียนเห็นไหม ว่าแค่คำถามเดียว ความคิดนะคะ ต่างกัน ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกัน เกิดจากอะไร เกิดจากภูมิของตัวเอง ความรู้ของตัวเอง วิธีคิดของตัวเองนะคะ ที่แตกต่างกันออกไป คำตอบจะไม่เหมือนกันนะคะ โอเค อันนี้ใกล้ ๆ เดี๋ยวครูปรับสไลด์เป็นจอสไลด์ก่อน แป๊บหนึ่งนะคะ ตัวอย่างนี้นะคะ โอ้ ลืมถาม เมื่อกี้นี้ตัวอย่างที่การตัดสินใจ เมื่อกี้นี้เราตัดสินใจเอง หรือว่าตัดสินใจให้เพื่อน หรือญาติ ตัดสินใจให้ญาติ หรือว่าหน่วยงานคะ เมื่อกี้คำถามที่ว่าเรียนต่อ ตัดสินใจเองหรือตัดสินใจให้ญาติ อันไหน เออ รวมรวมกัน ยกเว้นหน่วยงานใช่ไหม เมื่อกี้คำถามเมื่อกี้ เราตัดสินใจเองเรามีส่วนใช่ไหม เพราะว่ามันเป็นความคิดของเรา ญาติล่ะคะ ครอบครัวมีส่วนไหม ของเรดาร์ที่ออกมาพูดเมื่อกี้ ครอบครัวก็มีส่วน มีส่วนในการตัดสินใจนะคะ เพื่อนที่ต้นออกมา ต้นหันไปมองเพื่อน แสดงว่ามองเพื่อนแล้วใช่ เมื่อกี้ครูปิ๊กเห็น ต้นไม่ได้ตอบด้วยตัวเอง ต้นจะหันไปมองเพื่อนก่อนว่าฉันจะตอบอะไรดีถูกไหม เมื่อกี้เห็นไปมองเบนซ์นะคะ เพื่อน มีส่วนในการตัดสินใจ เห็นไหม แต่ละคนนะคะ บางทีเราตัดสินใจเองได้ บางทีเรามองเพื่อน เอาข้อมูลจากเพื่อนมา บางทีเราขอข้อมูลมาซัพพอร์ตก็คือญาติเรานะคะ เป็นการตัดสินใจเพื่อตัวเอง เพื่อญาติของเราเพื่อเพื่อน ๆ ของเรานะคะ มาดูตัวอย่างที่ 3 คำถามมีอยู่ว่า ปีนี้ เราจะเปลี่ยนพืชที่เราจะใช้ศึกษานะคะ ในโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนนะคะ นี่ จากผักชีลาวครั้งที่แล้วกับชะพลูนี่ เป็นต้นอะไรดี อันนี้เป็นคำถามแล้วมันเกี่ยวกับใคร มันเป็นโครงการของใคร มันเป็นโครงการของโรงเรียนถูกไหมคะ อันนี้เป็นการตัดสินใจของหน่วยงาน เราตัดสินใจเองได้ไหม ตัดสินใจเองได้ไหมอย่างนี้ ถ้าเป็นของหน่วยงาน ตัดสินใจเองได้ไหม ตัดสินใจคนเดียวเลย ไม่ได้ ใช่นะคะ มันเป็นของหน่วยงาน เพราะฉะนั้น เราจะต้องไปถามข้อมูลจะต้องมาจากทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องใช่ไหมคะ เหมือนตัวอย่างนี้ อันนี้ที่สัปดาห์ที่แล้วที่เราทำกัน ก็คืออะไร มันจะต้องมีการคิดวางแผนนะคะ แล้วก็ไปนำเสนอใช่ไหม ต้นที่นักเรียนต้นไม้ที่นักเรียนเอามาว่ามีต้นอะไรที่เราจะเลือกนะคะ คิดออกมามีต้นพริกนะคะ มีมะนาว แล้วก็มี อะไรนะ กะเพรานะคะ มีอยู่ 3 ชนิดนี้ที่เราเลือกกัน แต่เราตัดสินใจไม่ได้นะคะ เพราะมันเป็นของหน่วยงานเป็นของโรงเรียน ทุกคนจะต้องตัดสินใจร่วมกัน วัน… วันก่อนนะคะ ตอนบ่าย เราก็เลยนั่งประชุมทั้งหมดทั้งโรงเรียนเลย มีทั้งนักเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงพี่ ม.6 มีคุณครูทุกคนที่อยู่ในโรงเรียนใช่ไหมคะ แล้วก็มาให้พี่ ๆ ม.6 นำเสนอว่า เอ ต้นไม้ พริกนี่ มีประโยชน์อย่างไร ทำไมเราถึงจะต้องเลือกพริกนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นมะนาวใช่ไหม กลุ่มของต้นจะเป็นมะนาวกับเรดาร์นี่ จะเป็นมะนาว จากที่เด็ก ๆ ไปหาข้อมูลมาก็มาเล่าให้คุณครูกับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ฟังนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นกะเพรา แล้วเราได้คำตอบ คำตอบมาจากไหน ง่ายมาก คำตอบมาจากที่ให้ทุกคนมาเลือกถูกไหมคะ วิธีการของเรามาเลือกก็คือมานับคนว่า กลุ่มนี้ใครจะเลือกพริก พี่ก็หยิบภาพพริกมาแล้วให้น้อง ๆ ไปต่อหลังใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ข้อมูลตัวนี้ วิธีการเก็บข้อมูลตัวนี้ก็คือง่าย ๆ แล้วไปนับจำนวนนะคะ ไปนับจำนวนแล้วเฉลยออกมาแล้ว นักเรียนมีอยู่ 53 คน คุณครู 8 คนนะคะ คุณครู 8 คนที่เอากลุ่มพริกนะ รวมแล้วคะแนนโหวตออกมา 61 คน ในขณะที่มะนาว โอ้โห นักเรียน 72 คุณครูตั้ง 21 93 93 คนน่ะ อยากได้มะนาวนะคะ นักเรียนของ กะเพรานักเรียน 34 คุณครู 6 รวม 40 อันนี้เป็นการเก็บข้อมูลโดยตรงนะคะ เป็นการเก็บข้อมูลโดยตรง เก็บแล้วเอามารวมวิเคราะห์อย่างง่ายก็คือใช้ความถี่นะคะ นับจำนวนคนนะคะ นับจำนวนคน ผลสุดท้ายสรุปออกมา คำตอบ คำตอบนี้ก็คือ มะนาวนะคะ มะนาวตัดสินใจได้หรือยัง ว่าคำถาม เราจะเลือกพืชอะไร ศึกษาแทน ปีนี้เราก็เลย ใช้มะนาวเป็นพืชที่ใช้ศึกษานะคะ มาบูรณาการกับการเรียนการสอน ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เลยนะคะ เป็นของโรงเรียนเรา เห็นไหมคะ คำถามนี้ถูกนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ นักเรียน เอามาใช้กับตัวเอง เอามาใช้กับญาติ แต่ตัวนี้ เอามาใช้กับหน่วยงานนะคะ เอามาใช้กับหน่วยงาน เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราเรียนไป เราจบไปแล้วน่ะลูก เราจบไปแล้ว ฝากเอาไว้เลยนะคะ ให้เราเป็นคนที่มีความคิดแล้วก็มองไกล มองแล้วก็เป็นคนที่จะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเยอะ ๆ แล้วข้อมูลนั้นน่ะ อย่าเอามามั่วนะ ไม่เอา จะต้องเอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้นะคะ แหล่งไหนที่เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ อันนี้เราเอามาเพื่อใช้เป็นฐานในการตัดสินใจนะคะ ทีนี้อย่างที่ครูปิ๊กบอก ตัวอย่าง 3 คนที่ออกมาตอบนะคะ คำตอบต่างกันนะคะ คำตอบนี่ก็คือต่างกันแล้ว แต่ละคนนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง เอ๊ะ แล้วการตัดสินใจของแต่ละคนมีวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไปนี่ มันเกิดจากอะไร มันเกิดจากอันที่ 1 นะคะ มันเกิดจากประสบการณ์ของแต่ละคนที่แตกต่างกัน บางคนไปเจอเรื่องราวมาเยอะในชีวิต ประสบการณ์ก็มีเยอะ ทำให้มีข้อมูลในการตัดสินใจเยอะนะคะ ถูกไหม อย่างเช่นอะไร การใช้เงิน การใช้เกี่ยวกับเงินนี่ อย่างครูปิ๊กโตแล้ว อายุมากแล้ว ประสบการณ์ในการใช้เงินของคุณครูเป็นอย่างไรคะ มีทั้งติดลบบ้างในแต่ละเดือน มีทั้งมีเงินเก็บบ้าง แต่ก่อนนี่ติดลบเยอะ เพราะเราไม่ได้ใช้ข้อมูล เราไม่ได้เก็บข้อมูลเลย เราไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราใช้ไป ใช้เงินไปน่ะ บางทีมันไม่มีประโยชน์นะคะ เพราะฉะนั้นเกิดจากประสบการณ์ตรง เราก็เลยเอามาปรับแก้นะคะ ปรับแก้ตัวเองนะ การซื้อของ อย่างเช่นการซื้อของนะคะ วันนี้ เราไป 7-elevn นะ เราไป 7-eleven เรามีเงินอยู่ 50 บาท ครั้งที่แล้วเราไป 50 บาท เราไปซื้อของ เอาสตางค์ไปไม่พอ เพราะของมันแพง เห็นไหมคะ ประสบการณ์ครั้งที่แล้ว มาครั้งนี้ถ้าเราอยากไปซื้อของ เราก็ต้องมีสตางค์ที่มากขึ้น ครั้งที่แล้ว 50 บาทใช่ไหมคะ แต่ราคาของมันไม่ได้ ราคาของมัน 85 บาท เพราะฉะนั้นครั้งนี้ ที่เราจะไปใหม่นี่ เราจะต้องเตรียมเงินไป อย่างน้อยก็ประมาณร้อยหนึ่งแหละ ร้อยหนึ่งติดกระเป๋าเอาไว้ เผื่ออยากได้อย่างอื่นอีกใช่ไหมคะ นี่คือประสบการณ์ของเรา ที่จะทำให้เราคิดนะคะ แล้วก็วางแผนในการแก้ปัญหา ทีนี้ เราจะดูอะไรบ้าง การซื้อของ นอกจากที่เราจะเตรียมตัวเองแล้ว ตอนนี้โทรศัพท์ลูก ๆ เคยไหมคะ สั่งแอปต่าง ๆ ชอปดู แล้ววิธีการเลือก อันนี้คือข้อมูลนะ อันไหนที่มีโปรโมชัน ส่วนลดเยอะ ๆ ใช่ไหมคะ ประสบการณ์ อย่างครูปิ๊กนี่ เวลาไปเลือกซื้อของ เราจะไปดูเลย ตัวนี้ ลดกี่เปอร์เซ็นต์ กี่เปอร์เซ็นต์ ช่วงไหนที่เขาลดเยอะ ๆ เราก็ไปซื้อ อันนี้คือประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละคน แล้วก็การหาข้อมูลมาตอบนะคะ ว่าเราจะเอาตัวไหนดี เราจะซื้อตรงไหน เวลาไหนดีนะคะ ใช้ประสบการณ์ การรับประทานอาหาร ในชีวิตประจำวันของเรานี่ ประสบการณ์เวลาเรากินข้าว เวลาไหนนะคะ อย่างครูปิ๊ก ตอนนี้ท้องไม่ดีแล้ว อายุมากขึ้น แต่ก่อนนี้กินเนื้อย่างบ่อยมาก กินเนื้อย่างบ่อยมาก ส้มตำนะคะ ข้าวเหนียวก็บ่อยมาก แต่ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร อายุมากขึ้นนะคะ กินไม่ได้แล้ว กินไม่ได้แล้ว กินก็กินน้อยนะคะ กินรสจัดก็ไม่ได้ เพราะอะไร ประสบการณ์ก็คือมันปวดท้อง พอปวดท้องไม่สบาย จากตรงนั้นทำให้เราเปลี่ยนวิธีการนะคะ วิธีการรับประทานอาหารเลือก… เลือกนะคะ เลือกเอาอาหารที่มีประโยชน์นะคะ กินอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกันนะ อันนี้จากประสบการณ์ของนักเรียน ซึ่งนักเรียนก็จะมีประสบการณ์เป็นของตัวเองของแต่ละคนนะคะ ก็จะสามารถที่จะเลือกสิ่งต่าง ๆ ได้ ประสบการณ์จากการทำงานนะคะ ก็จะสามารถเอามาพัฒนาวิธีการทำงานได้เหมือนกัน ประสบการณ์ผ่านไปเข้าใจไหมคะ การตัดสินใจมันจะแตกต่างกันออกไป แล้วแต่วิธีคิดของแต่ละคนนะคะ เลือกวิธีที่แตกต่างกันออกไป อันแรก สาเหตุที่แตกต่างกันก็คือการใช้ประสบการณ์ในการเลือก หาคำตอบนะคะ อันที่ 2 บางคนประสบการณ์ไม่เกี่ยว ประสบการณ์ไม่เกี่ยว เอาความเชื่อล้วน ๆ เอาความเชื่ออย่างเดียว บางคนก็มีนะคะ ความเชื่อเกี่ยวกับอะไร นี่ อันแรกตัดผม มีไหม ใครตัดผม แต่ก่อนนี้ วันพุธเขาบอกว่าตัดผมวันพุธไม่ได้นะ ห้ามตัดผมวันพุธ ก็จะมีคนบางคนที่เชื่อ วันพุธไม่ตัดผมเลยนะคะ ใช่ไหม มีใครบ้างที่ไม่ตัดผมวันพุธ มีไหมคะ ห้องเรามีไหม ไม่มี ทำไมไม่มี ไม่มีเพราะว่าตอนนี้ วัยรุ่นน่ะ เขาไม่ค่อยได้ ใช่ เพราะว่ามันไม่ได้ต่อกันมานะคะ แต่รุ่นครูน่ะ รุ่นครูยังมีอยู่นะ ความเชื่อนี่ คืออายุมาก ๆ นี่ คนโบราณเขาจะบอกว่า วันพุธนี่ไม่ต้องตัดผมนะ มันไม่ดีนะคะ มันไม่ดี เรา… พ่อแม่เราน่ะ ก็พาทำ แต่ตอนนี้จากประสบการณ์ จากประสบการณ์ของครูปิ๊ก ความเชื่อจาก รุ่นพ่อรุ่นปู่รุ่นย่ามา ครูปิ๊กมีประสบการณ์ ไปตัดผมวันพุธก็ไม่มีอะไรนะ ก็ตัดได้ แล้วเวลาวันพุธเราก็ว่างนะคะ เราก็ใช้ประสบการณ์ในการมาใช้ตัดสินใจใหม่ มันก็ได้นะคะ บางคน ความเชื่อในการปลูกต้นไม้เป็นอย่างไร อันนี้เกี่ยวนะ เห็นบางคนเห็นไหมคะ เขาจะชอบปลูกต้นมะขาม ต้นมะขามนะลูก เอาไว้ที่หน้าบ้าน เอาไว้หน้าบ้านเลยนะคะ เขามีความเชื่อว่าต้นมะขามนี้ คนจะเกรงใจเกรงขามตัวเอง ตัวเองจะเป็นคนที่แบบ ทุกคนก็แบบเกรงกลัวนะคะ เขาก็เลยปลูกต้นมะขามเอาไว้ เกรงขามนั่นเองนะคะ ก็เป็นความเชื่อ เห็นไหมเวลาแต่งงานลูก เวลาแต่งงานมันจะมีอะไรคะ ขบวนแห่มาแล้ว เจ้าบ่าวแห่ขันหมากมหาเจ้าสาว มันจะมีต้นกล้วยถูกไหม ต้นอ้อย พวกนี้ มันเป็นความเชื่อนะคะ มันเป็นความเชื่อที่ยังต้องมีอยู่ เหตุผลมันเกิดจากอะไร ก็จะเป็นสิ่งที่สืบทอดต่อกันมานะคะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นความเชื่อ และในปัจจุบันก็ยังเห็นหลายที่นะคะ ก็ยังคงปฏิบัติอยู่นะคะ ต่อมาความดีความชั่ว เชื่อในการทำความดี เชื่อในการทำความชั่ว บางคนทำดีจะไปสวรรค์ ถ้าทำชั่วปุ๊บตกนรกทันทีนะคะ อันนี้ก็เป็นความเชื่อ เอาความเชื่อตัวเองนั้นมาตัดสินใจ อันนี้อะไร มีข่าวอยู่ เมื่อกี้นี้ มนุษย์ต่างดาว นักเรียนเชื่อไหมครูปิ๊กถามหน่อย นักเรียนเชื่อไหมว่ามีมนุษย์ต่างดาว เชื่อไหม นอกจากเราแล้วยังมีมนุษย์ที่มาจากโลกอื่นด้วย ใช่ไหม เชื่อไหมนักเรียน เชื่อไหม นักเรียนเชื่อไหม ใครเชื่อบ้าง ใครคิดว่ามี ยกมือขึ้นเพื่อน ๆ คนอื่นล่ะคะ มีไหม นักเรียนคิดว่ามันมีไหมมนุษย์ต่างดาว นักเรียนคิดว่ามีไหม มีเบนซ์คนเดียวตอบว่ามีนะคะ มีเบนซ์ เบนซ์บอกว่ามี แต่เพื่อนคนอื่นบอกว่าไม่มี มัน อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ แล้วก็ประสบการณ์ กับข้อมูล การฟังข่าวสารถูกไหม ตอนนี้ที่ข่าวนะลูก ที่ข่าวออกมาที่มี UFO ที่สหรัฐที่อะไร ประเทศต่าง ๆ ถ่ายคลิปมาว่า มียานอวกาศมา แล้วก็มีมนุษย์ต่างดาวมา ครู เด็กถามครูว่าเชื่อไหม เชื่อไหมว่ามีไหม ตอนนี้มันยัง… มันยังไม่เห็นกับตา ครูปิ๊กก็เลยยังไม่เชื่อ มันเห็นแค่ในข่าวลูก มันเห็นแค่ในข่าว เราไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านะคะ ข่าวนั้นบางทีเขาอาจจะเป็นภาพถ่ายที่ตัดต่อ หรือว่าอาจจะเป็นของจริงอันนี้เราไม่รู้ ครูปิ๊กจะเชื่อเมื่อไหร่ เมื่อเห็นกับตา เมื่อเรามีประสบการณ์ตรง อันนี้ครูปิ๊กจะเชื่อนะคะ แต่นักเรียนก็ไม่ผิดนะคะที่จะเชื่อ เพราะมันเป็นการตัดสินใจเป็นความเชื่อของตัวเองนะ ทีนี้ นอกจากประสบการณ์ความเชื่อแล้ว ใช้อะไรบ้างในการตัดสินใจ อันที่ 3 สำคัญมาก สามัญสำนึกนะคะ สำคัญมาก สามัญสำนึกของตัวตัวเองของแต่ละคนนะคะ อันนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง สามัญสำนึกอยู่กับตัวเอง ความรับผิดชอบนะคะ ตัดสินใจ ความรับผิดชอบ ถ้าครูสั่งงานไปปุ๊บ นักเรียนจะทำให้เสร็จไหม อันนี้ก็คือความรับผิดชอบของตัวเองนะคะ นักเรียนมาตรงต่อเวลาไหม มีจิตสาธารณะหรือเปล่า หรือว่ามีความซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเปล่านะคะ อย่างทดสอบอยู่ ทดสอบ แต่นักเรียนแอบไปมองเพื่อน แสดงว่านักเรียนมีความซื่อสัตย์ไหม อืม ใช่ ไม่ซื่อสัตย์นะคะ อันนี้การตัดสินใจน่ะเป็นของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ข้อที่ 3 นี่สำคัญ ครูปิ๊กอยากฝากให้นักเรียนทุกคนนะคะ มีสามัญสำนึกในการเลือกตัดสินใจด้วย เราได้ข้อมูลมาแล้ว เราจะต้องใช้จิตสำนึกของเรานี่ ตัดสินใจให้ดี อันไหนที่มันถูกมันผิดนะคะ แล้วก็เอาพวกนี้มาเลือกด้วยเป็นส่วนหนึ่งนะคะ อันที่ 4 ที่สำคัญมาก ข้อมูลที่รับรู้ เห็นไหม ข้อมูลที่รับรู้ อันที่ 4 นี่สำคัญมาก นอกจากความเชื่อ ประสบการณ์ สามัญสำนึกแล้ว วิธีการที่เราเลือกคิดนะคะ คือข้อมูลที่เราได้รับรู้ อย่างตอนที่เราไปซื้อของ การซื้อของใช้เงิน สิ่งหนึ่งที่จะมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจคือข้อมูล โปรโมชันมีไหมนะคะ ถ้ามีโปรโมชัน แล้วโปรโมชันตรงไหนที่มันดีที่สุดนะคะ มันมีอยู่ 5 ร้านนี่ ขายของเหมือนกัน โปรโมชันร้านไหนดีที่สุดนะคะ เราก็เลือก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็สำคัญนะ ราคาน้ำมัน ข้อมูลที่ได้รับรู้ ปั๊มนี้ ราคาเท่านี้ แต่ส่วนมาก… ส่วนมากนี่ ราคาน้ำมัน มันจะเป็นมาตรฐานนะคะ มันจะเป็นราคาเดียวกัน เพราะมันถูกกำหนดมาแล้ว เพียงแต่ว่า ลักษณะของแต่ละสถานีแต่ละที่นี่ มันจะมีการบริการหรือว่าตรงไหนที่เราชอบมากกว่า อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน การเดินทางสถานศึกษา เหมือนอย่างที่ต้นออกมาว่า ยังเลือกไม่ได้ว่าจะไปเรียนที่ไหน อันนี้ต้นจะต้องไปหาข้อมูล ในขณะที่เบนซ์นี่ เลือกได้แล้วว่าจะไปเรียนที่ราชสุดาฯ แสดงว่าเขามีข้อมูลอยู่แล้วใช่ไหม ว่าราชสุดาฯ สอน… สอนครู เพราะเขาชี้ประเด็นไปที่ครู แต่ของต้นนี่จะต้องไปดูว่า สถานศึกษาไหนที่ต้นอยากจะไปเรียนนะคะ ชอบเรียนวิชาอะไร อยากเป็นอะไรในอนาคต เราก็ต้องไปเลือกตรงนั้น อันนี้โอเคไหม อันนี้พอเข้าใจหรือเปล่าคะ เข้าใจไหม เข้าใจนะคะ การตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ของเรานี่ ขึ้นอยู่กับวิธีคิด แล้วก็ขึ้นอยู่กับวิธีเลือก ว่าเลือกแบบไหนนะคะ ซึ่งแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป จากประสบการณ์ จากความเชื่อ จากสามัญสำนึก แล้วก็จากข้อมูลที่ได้รับรู้ ทีนี้เรามาดูว่าการตัดสินใจของเรานั้นน่ะ มันถูกหรือมันผิด อันนี้ การตัดสินใจเรามีคำถามแล้ว เอ๊ะ ตัดสินใจเราจะถูกไหม หรือว่าเราจะตัดสินใจผิดนะคะ อันนี้เรามาดู ถ้าตัดสินใจถูก เรามัน… มันจะต้องนำมาจากการนำข้อมูล มาทำอะไรคะ นำข้อมูลนี่มาวิเคราะห์นะคะ ในการตัดสินใจด้วย มันก็จะมีโอกาสที่จะเลือกนะคะ ได้ถูกมาก แต่ถ้าเมื่อไหร่การตัดสินใจของเรา ไม่ได้นำการ… ไม่ได้นำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ ไม่มีการศึกษาข้อมูลนะคะ โอกาสที่จะตัดสินใจเลือก มันอาจจะมีถูกนะ หรืออาจจะเป็นผิดก็ได้ แต่โอกาสที่จะถูกมากน่ะ มันไม่มีนะคะ ส่วนมากมันก็อาจจะมีผิดด้วย ถูกด้วย ถูกในโอกาสก็น้อย เพราะว่าข้อมูลมัน… คือเราไม่ได้นำข้อมูลมาคิดก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นฝากเอาไว้ว่า การนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์นี่จะเป็นโอกาสสูงมากที่จะทำให้เราเลือกตัดสินใจได้ถูกต้องนะคะ การวิเคราะห์ข้อมูลก็มีอยู่ 2 แบบ ดูนะ วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลมีอยู่ 2 แบบนะลูก แบบเบื้องต้นนะคะ กับแบบขั้นสูง เบื้องต้นมีอะไรบ้าง อันนี้นักเรียนอาจจะคุ้นเคยนะคะ การแจกแจงความถี่เมื่อกี้ ที่เรายกแล้วเรานับข้อมูลเด็กนักเรียนนะคะ ที่เลือกต้นไม้ ก็คือวิธีการแจกแจงความถี่ อันนี้ร้อยละ ข้อ 2 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมานะคะ ก็ตอบได้ว่าอันไหนมากกว่า น้อยกว่านะคะ การหาค่าเฉลี่ย ไปถามข้อมูลมาแล้วก็เอามาบวกกัน หารด้วยจำนวนคนทั้งหมดที่เราถามนะคะ อันนี้คือการหาค่าการจัดกระจายของข้อมูลมากกว่า กระจายไปเท่าไร หาพิสัยนะคะ ได้ มาดูการวิเคราะห์ขั้นสูงบ้าง มีอะไรบ้าง มีการประมาณข้อมูล การประมาณข้อมูลนี่คืออะไร อย่างเช่นกรมอุตุนิยมวิทยาใช่ไหม ที่ทำนายเรื่องของฝนฟ้าอากาศ อันนี้คือการประมาณข้อมูลนะลูก เป็นขั้นสูงเลยแหละ เขาเอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ เสร็จแล้วเขาทำนายประมาณว่า โอเค วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นนะคะ อันนี้เป็นสถิติขั้นสูง เก็บข้อมูลมานาน แล้ววิธีการคิดก็เยอะนะคะ มีความน่าเชื่อถือมาก ทีนี้อันที่ 2 ขั้นสูงคืออะไร การทดสอบสมมุติฐาน ตัวนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งนะคะ อันที่ 3 การหาความสัมพันธ์ของข้อมูล อันที่ 4 การพยากรณ์ข้อมูลในอนาคต ทั้งหมดนี้ ส่วนมากเราจะไม่ได้เรียนใน ม.มัธยม แต่เราจะถูกนำไปใช้ตอนที่เราเรียนปริญญาตรีนะคะ หรือว่าเราจะเรียนปริญญาโทต่อนี่ สถิติการวิเคราะห์ขั้นสูงนี้จะถูกนำมาใช้ ตอนนี้เราก็เรียนแค่ขั้นเบื้องต้นไปก่อนนะลูกนะ มีใครสงสัยไหมคะอันนี้ สงสัยไหม เข้าใจนะ โอเค นักเรียนดูชาร์ตตัวนี้นะ เป็นการสรุปของครูปิ๊กที่ทำมาให้ เวลาเรามีข้อมูลนะลูก อันแรกเลยที่เรานำมาใช้คืออะไรคะ สิ่งแรกเลยที่เราจะต้องนำมาคิดแก้ปัญหาเราก็คือ ต้องไปหาข้อมูลมาก่อนใช่ไหม ไปหาข้อมูลมา ข้อมูลมีอะไรบ้างที่มันเกี่ยวข้อง ไปเก็บมาให้หมด เก็บ ๆ ๆ ๆ ข้อมูลมานะคะ เสร็จแล้วเอามาวิเคราะห์ ถ้ามีแต่ข้อมูล ไม่มาวิเคราะห์ได้ไหม มันก็ส่งผลไปถึงการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงนะคะ เราจะต้องเอาข้อมูลนี้มาคิดก่อน มาวิเคราะห์ก่อน อันไหนที่มันเยอะ อันไหนที่โอกาสที่มันจะเป็นมากที่สุดนะคะ อันไหนที่มันจะดีกับเรามากที่สุด เมื่อข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว เขาเรียกว่า “สารสนเทศ” หรือว่า “ข่าวสาร” เห็นไหม ข่าวแต่ละวันที่ออกมานี่ เขาไปถามมา ไปเก็บข้อมูลมา ผ่านการวิเคราะห์เสร็จแล้วถึงจะออกมาให้ทุกคน ให้ประชาชนมาเผยแพร่นะคะ จะเป็นสารสนเทศแล้วก็ข่าวสาร อันนี้จะต้องมาจากการได้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้นะคะ เป็นที่ยอมรับ โอเคนะ มาจากข้อมูล ผ่านการวิเคราะห์ พอวิเคราะห์เสร็จปุ๊บ ข้อมูลนั้นจะเรียกว่าสารสนเทศนะคะ ข้อมูล ถ้าผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลจะเปลี่ยนเป็นสารสนเทศทันทีนะคะ สารสนเทศน์ตัวนี้ มันจะออกมาในแบบของอะไร ตารางนะคะ นำเสนอโดยแบบตาราง นำเสนอกราฟ อะไรต่าง ๆ นะคะ สรุปแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่เราเจอตั้งแต่เช้าถึงเข้านอน เราจะตัดสินใจได้ถูกหรือเปล่านะคะ เราจะเลือกได้ถูกหรือเปล่า มันจะเหมาะกับตัวเองหรือเปล่านะคะ มันจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับข้อมูล และสารสนเทศ ความเชื่อ บางทีตัดสินใจ อาจจะผิดก็ได้นะคะ ประสบการณ์ บางทีตัดสินใจอาจจะผิดก็ได้ เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดนะคะ ที่จะสามารถทำให้เราตัดสินใจได้ถูกที่สุดนะคะ ก็คือข้อมูล ข้อมูลนำมาผ่านการวิเคราะห์ วิเคราะห์แล้วนะคะ เป็นสารสนเทศ อันนี้สารสนเทศตัวนั้นล่ะคะ จับมาเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจของเรา อันนี้โอกาสที่จะตัดสินใจได้ถูก ก็จะมีเยอะมากนะคะ วันนี้เป็นอย่างไร เรียน เข้าใจไหมคะ ต่อไปจะเป็นกิจกรรมบันทึกข้อมูลนะคะ ถ้านักเรียนเข้าใจแล้ว ครูปิ๊กจะให้บันทึกข้อมูลนะ ที่เราเรียนมาวันนี้ มีใครมีคำถามหรือว่าสงสัยอะไรไหมคะ ไม่มีนะคะ ไม่มี ทีนี้ นักเรียนครูปิ๊กจะให้ทำกิจกรรมตัวนี้เป็นกลุ่มนะคะ ให้นักเรียนสรุปนะคะ สรุป บันทึกข้อมูลตัวนี้เป็นผังความคิดนะคะ แบ่งเป็น 2 กลุ่มนะคะ การออกแบบแล้วแต่นักเรียนนะคะ กลุ่มหนึ่ง 4 คน อีกกลุ่มหนึ่ง 5 คนนะคะ แล้วแต่นักเรียนเลยว่านักเรียนจะออกแบบแบบไหนนะคะ มีอยู่ 2 ข้อนะคะ 2 ผัง อันนี้ เขียนออกมาให้นักเรียนเข้าใจ ตัวนี้อาจจะแทนคำศัพท์อันนี้ นักเรียนอาจจะแทนด้วยภาพก็ได้ หรือนักเรียนอาจจะเพิ่มก็ได้ บางคนความเชื่อ นักเรียนอาจจะมีความเชื่ออย่างอื่นด้วย นักเรียนก็เพิ่มเข้ามาได้นะคะ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องอะไรนะคะ สามารถทำได้ อันนี้เข้าใจไหมคะ มีใครถามไหม โอเค ถ้าเข้าใจเดี๋ยวครูจะแจกนะคะ แจกกระดาษให้ เดี๋ยวจัดกลุ่มเลยนะคะ จัดโต๊ะ จัดกลุ่ม นั่งเป็นกลุ่มลูก มีใครอยากไปเข้าห้องน้ำก่อนไหม มีใครอยากเข้าห้องน้ำไหมคะ ไม่มี โอเค ถ้าอย่างนั้นก็ทำกิจกรรมต่อนะ นักเรียนคะ เดี๋ยวใกล้หมดเวลาแล้วนะคะ ดูนะ กลุ่มไหน พอแล้วลูก พอแล้ว พอแล้วนะคะ มองล่ามด้วยนะคะ นักเรียนกลุ่มไหน งานไหนที่ยังไม่เสร็จนะคะ เดี๋ยวให้ไปทำต่อเป็นการบ้านนะคะ ครูปิ๊กอนุญาตให้เอาสีนะคะ เอาปากกากลับไปด้วย เอาไปทำที่หอนอนก็ได้นะคะ ในตอนเย็น วันจันทร์นะคะ ให้เอามาส่ง เอาไปวางไว้ที่โต๊ะครูปิ๊กนะคะ โอเคไหม วันนี้เรียนเข้าใจไหมคะ วันนี้เรียนเข้าใจไหม ที่เรียนมา เข้าใจไหม เข้าใจนะคะ เข้าใจก็ต้องขอบคุณนะคะ พี่ล่ามที่ช่วยแปลให้เราวันนี้นะคะ ใช่ไหม ขอบคุณก่อนที่จะไปทานข้าวนะคะ ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]