(อาจารย์จักรพงศ์) ครับผม ความสำคัญของการเขียนนะครับ คุณครูได้อธิบายไปแล้วนะครับว่า การเขียน เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนเลยนะครับ สำคัญมาก ๆ กับนักเรียนหูหนวกด้วยนะครับ ก็คือ เวลานักเรียนไปสื่อสารกับคนข้างนอก นักเรียนจะต้องใช้ภาษาเขียน เพราะว่าทุกคนเขาจะไม่รู้ว่าภาษามือของนักเรียนสื่อสารเป็นอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องเขียนอย่างไร เขียนให้ถูกต้อง นี่คือความสำคัญของการเขียนนะครับ นักเรียนดูพี่ล่ามด้วยนะ นักเรียนห้ามคุยกันนะครับ ถ้านักเรียนไม่ดูพี่ล่าม นักเรียนจะไม่เข้าใจนะครับ เห็นไหมครับ เขาบอกว่า การเขียนเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ใช่ไหม สมมติว่า สมมตินะ สมมติคุณครูไม่เข้าใจภาษามือเลยนี่ นักเรียนจะสื่อสารกับคุณครูได้อย่างไร นักเรียนจะพยายามใช้ภาษามือสื่อสารกับคุณครู ได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าคุณครูไม่รู้จักภาษามือ นักเรียนจะต้องทำอย่างไรครับ เขียน นักเรียนจะต้องเขียน เขียนเพื่อสื่อสารกับคุณครู และการเขียนของนักเรียนจะต้องทำอย่างไร เขียนให้ถูกต้องด้วย เขียนให้ถูกต้อง เพราะถ้านักเรียนสื่อสารผิด เขียนผิด ความหมายอาจจะผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่นักเรียนสื่อสารกับคุณครูก็ได้นะครับ เขาบอกว่าการเขียนเป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของมนุษย์ ต่อไป การเขียนเป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญา ข้อต่อไปนะครับ การเขียนเป็นเครื่องมือสื่อ… เป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคี ความเจริญรุ่งเรือง และที่สำคัญเลย ในทางตรงกันข้าม การเขียนก็สามารถเป็นบ่อนทำลายได้เช่นกันนะครับ จุดมุ่งหมายของการเขียนนะครับ จำแนกได้ดังนี้ ก็คือ 1. การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง ก็คุณครูก็เคยอธิบายให้นักเรียนฟังแล้วว่า เป็นการเขียน นำเรื่องราวที่สำคัญมาถ่ายทอดเป็นข้อเขียน เช่น การเล่าประวัติ อย่างเช่นชั่วโมงที่แล้วใช่ไหม คุณครูให้นักเรียนเขียนประวัติส่วนตัวของนักเรียน แล้วให้มาพูดกับพี่ล่าม นักเรียนจะจำได้ไหมครับ จำได้นะ จำได้นะ แต่มีนักเรียนบางคนที่ไม่ได้มา น้องอายใช่ไหม ยังไม่… ชั่วโมงที่แล้วยังไม่ได้มานะ โอ้ ไม่เป็นไร เดี๋ยววันนี้ตามทันเพื่อนแน่นอนนะครับ ส่วนข้อที่ 2 การเขียนเพื่ออธิบายนะครับ เป็นการเขียนเพื่อชี้แจงอธิบาย วิธีใช้ วิธีทำ ขั้นตอนการทำ เช่น อธิบายการใช้เครื่องมือต่าง ๆ คุณครูก็ได้อธิบายไปแล้วนะ อันนี้เป็นแค่การทบทวนเฉย ๆ นะครับ ข้อที่ 3 การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ แนะนำและ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนะครับ ข้อที่ 4 การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการเขียน ที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์ที่จะชักจูง โน้มน้าวใจให้ผู้อ่านยอมรับในสิ่งที่ผู้เขียนเสนอ ข้อที่ 5 การเขียนเพื่อกิจธุระ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง การเขียนชนิดนี้จะมีรูปแบบการเขียนและลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตามประเภทของการเขียนนะครับ มาทบทวนอีก 1 เรื่องก็คือมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียนนี่เป็นสิ่งสำคัญเลยนะว่านักเรียนจะต้องเขียนอย่างไรนะครับ มาดูข้อที่ 1 เลย ข้อที่ 1 การเขียน จะต้องใช้คำสุภาพไพเราะ หลีกเลี่ยงคำหยาบ ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตน หรืออคติ วิจารณ์ผู้อื่นอย่างปราศจากเหตุผล จนทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและสังคมแตกแยก ข้อที่ 2 เขียนข้อความหรืองานเขียนที่เป็นจริง ได้ศึกษาค้นคว้าและได้ตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเสียก่อนนะ ข้อที่ 3 เขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ใช้สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ให้ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมกับเนื้อหา กาลเทศะ และสถานะบุคคล ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยนะครับ การเขียนนี่ นักเรียนจะต้องเขียนให้ถูกอักขรวิธี โดยจะต้องมีการใช้สระ พยัญชนะ แล้วก็วรรณยุกต์ที่ถูกต้อง เพราะถ้าผิดเพี้ยนไปแต่ตัวเดียว ความหมายก็จะเปลี่ยนไปเลยนะครับ ข้อที่ 4 เขียนสิ่งที่มีคุณค่าอันก่อให้เกิดความสุข ให้เกิดความสงบสุข แก่คนในสังคมและประเทศชาติ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศชาตินะครับ สำหรับข้อสุดท้ายนะครับ ข้อที่ 5 การไม่คัดลอกงานเขียนของผู้อื่น โดยอ้างเป็นผลงานของตนเอง เมื่อยกข้อความของเขามาแล้วนะครับ นักเรียนจะต้องมีการเขียนอ้างอิงชื่อเขาด้วยนะครับ ใน… ในสิ่งที่นักเรียนเขียนออกไปนะครับ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการคัดลอกผลงานของเขา จะเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้องนะครับ นักเรียนห้ามเลยนะ โอเคครับ สำหรับวันนี้คุณครูจะสอนเรื่องการเขียนย่อความ นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนอย่าเพิ่งสนใจคนข้างนอกนะครับ นักเรียนดูพี่ล่ามดี ๆ ว่าวันนี้คุณครูสอนเรื่องอะไร วันนี้คุณครูสอนเรื่อง การเขียนย่อความ การเขียนย่อความจะเป็นอย่างไรนั้น เดี๋ยวเรามาเรียนกันว่าคืออะไร แต่ลำดับแรกเลยคุณครูจะให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนก่อนว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเขียนย่อความมากน้อยเท่าไร เดี๋ยวคุณครูจะแจกข้อสอบให้ แล้วนักเรียนกา กาข้อที่ถูกต้องบนข้อสอบเลยนะครับ เดี๋ยวเอาอย่างนี้ เดี๋ยวคุณครูจะแจกข้อสอบให้นักเรียนเสร็จแล้วนะครับ คุณครูจะอ่านข้อสอบให้ทีละข้อ ข้อสอบมีทั้งหมด 10 ข้อนะครับ ข้อสอบมีทั้งหมด 10 ข้อ เดี๋ยวคุณครูจะอ่านให้นักเรียนฟังทีละข้อ ละข้อ แล้วก็ มีตัวเลือกให้นักเรียนทั้งหมด 4 ตัวเลือกก็คือ ก. ข. ค. แล้วก็ ง. ถ้าข้อไหนถูก นักเรียนสามารถกากบาททับตรงข้อนั้นได้เลยนะครับ นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหม เห็นไหมครับ มีนักเรียนบางคนเข้าใจ นักเรียนคนอื่นที่ไม่เข้าใจด้วย เพราะนักเรียนไม่ดูพี่ล่ามไง นักเรียนมัวสนใจแต่สิ่งรอบข้างอย่างอื่น นักเรียนไม่ดูพี่ล่าม เอาอย่างนี้นะ นักเรียนต้องดูพี่ล่ามนะครับ เวลาคุณครูพูดน่ะ พี่ล่ามจะสามารถสื่อสารเป็นภาษามือให้กับนักเรียนได้เข้าใจ นี่ครับ ก็คือคุณครูกำลังจะสื่อสารกับนักเรียน แต่นักเรียนไม่สนใจอย่างนี้ นักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่คุณครูสื่อสารได้นะครับ เอาใหม่นะ คุณครูจะอธิบายให้ฟัง เอาใหม่นะ ดูพี่ล่ามดี ๆ ดูพี่ล่ามดี ๆ นะ เริ่มนะครับ คุณครูจะแจกข้อสอบให้นักเรียนทำ ในใบงานที่คุณครูแจกให้ ข้อสอบจะมีทั้งหมด 10 ข้อ มีทั้งหมด 10 ข้อ แล้วคุณครูจะอ่านทีละข้อให้นักเรียนฟัง แล้วข้อสอบแต่ละข้อจะมีทั้งหมด 4 ตัวเลือก จะมี ก. ข. ค. แล้วก็ ง. ถ้านักเรียน ดูที่พี่ล่ามอธิบาย เข้าใจแล้ว นักเรียนสามารถกากบาทข้อที่ถูกต้อง ลงไปตรงนั้นได้เลย ในข้อสอบที่คุณครูแจกได้เลย โอเคไหมครับ โอเคไหม โอเค นักเรียนเข้าใจแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะแจกข้อสอบ นักเรียนดูหน้าจอนะครับ ดูนะครับ ฟังพี่ล่ามอธิบายนะครับ ก็คือ คุณครูจะให้นักเรียนน่ะ กาลงหน้าข้อสอบที่ถูกต้องเลย ข้อสอบจะมีทั้งหมด 10 ข้อนะครับ ข้อ 1-5 จะอยู่หน้าแรก อีกข้อ 6-10 จะอยู่ส่วนหน้าข้างหลังนะครับ จะมี 2 หน้านะครับ ข้อสอบจะมี 2 หน้านะ ให้กาคำตอบที่ถูกต้องเพียง 1 เดียวนะครับ เข้าใจไหม คุณครูจะอ่านให้ฟัง ข้อที่ 1 การเขียนย่อความ หากมีการอ้างถึงบุคคลควรปฏิบัติอย่างไร การเขียนย่อความ หากมีการอ้างถึงบุคคลควรปฏิบัติอย่างไร ก. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ข. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 ค. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 ง. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 4 นักเรียน นักเรียนทำข้อสอบ นักเรียนไม่ต้องกังวลว่านักเรียนจะทำได้ไม่ได้ ตรงนี้เป็นข้อสอบก่อนเรียน เป็นข้อสอบก่อนเรียน ส่วนนักเรียน เดี๋ยวคะแนนที่ได้ในครั้งนี้ คุณครูจะไม่… คุณครูจะไม่ซีเรียสตรงนี้นะครับ นักเรียนจะได้น้อยได้มากขึ้นอยู่กับความเข้าใจก่อนหน้านี้ ภูมิความรู้นักเรียนมีมากน้อยแค่ไหน ส่วนคุณครูจะวัดว่านักเรียนได้ ก็คือต่อเมื่อคุณครูสอนเรื่องนี้จบ แล้วคุณครูจะให้ทำข้อสอบเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วคุณครูจะอธิบายในเนื้อเรื่อง ส่วนข้อไหนไม่เข้าใจอะไรอย่างไรเดี๋ยวก็ค่อยว่ากันใน… ในคาบเรียนที่คุณครูสอนเข้าไปในเนื้อเรื่องที่คุณครูสอนนะครับ ข้อ 1 เสร็จแล้วนะ ข้อ 1 เสร็จแล้วใช่ไหมครับ ต่อไปข้อที่ 2 นะครับ ต่อไปข้อที่ 2 คำอุปมา อุปมัย ข้อเปรียบเทียบ ตัวเลข สถิติ วัน เดือน ปี เป็นลักษณะของประโยคชนิดใด ก. ใจความรอง ข. ใจความหลัก ค. ใจความพิเศษ ง. ใจความสำคัญ ข้อ 3 ข้อที่ 3 รูปแบบการเขียนย่อความที่ถูกต้อง มีส่วนประกอบกี่ส่วน ก. 1 ส่วน ข. 2 ส่วน ค. 3 ส่วน ง. 4 ส่วน ต่อไปข้อที่ 4 นะครับ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. ข้อความ ข้อความใดเป็นบทร้อยกรอง ให้คงไว้เดิม ข. การเขียนย่อความที่ถูกต้อง ไม่ควรเปลี่ยนสำนวนภาษาของผู้แต่งเรื่องเดิม ค. ขั้นตอนแรกของการเขียนย่อความ คือผู้ย่อ ต้องอ่านเรื่องให้จบ 1-2 เที่ยว เพื่อจับประเด็นสำคัญ ง. การเขียนย่อความควรใช้อักษรย่อในการเขียน เช่น กิโลเมตร ใช้ ก.ม. เป็นต้น ต่อไปข้อที่ 5 นะครับ เป็นข้อความที่ย่อจากงานเขียนเต็มฉบับ มีความยาว 1 ใน 3 ของเรื่องเดิม ข้อความที่คุณครูอ่าน เป็นความหมายของส่วนใดในการเขียนย่อความ ก. ส่วนสรุป ข. ส่วนเนื้อเรื่อง ค. ส่วนขึ้นต้น ง. ส่วนนำ โอเคครับ มาข้อที่ 6 เลยนะ ข้อที่ 6 อยู่ด้านหลังนะครับ ข้อที่ 6 ประโยคใจความสำคัญมักจะอยู่ส่วนใดของข้อความ ก. ต้นข้อความ ข. กลางข้อความ ค. ท้ายข้อความ ง. ทุกข้อที่กล่าวมา ข้อ 6 เสร็จแล้วใช่ไหมครับ ต่อไปข้อที่ 7 ข้อที่ 7 นะครับ ข้อใดเป็นรูปแบบของการเขียนขึ้นต้นย่อความ ก. ย่อความเรื่อง แล้วก็ของ (ผู้แต่ง) จากหนังสืออะไร ความว่าอะไร ข. โดย (ผู้แต่ง) ใคร เรื่องอะไร จากหนังสืออะไร ความหมายว่า ความว่าอะไร ค. ย่อความเรื่องอะไร จากหนังสืออะไร โดยอะไร ความหมายว่าอะไร ง. ความว่าอะไร เรื่องอะไร จากหนังสืออะไร ของผู้แต่ง อะไร ต่อไปข้อ 8 นะครับ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. การย่อความเป็นการเรียบเรียงเรื่องราวจากความนึกคิดของผู้เขียนเรื่องนั้น ๆ ข. การย่อความ เป็นการเขียนย่อเรื่องจากการอ่านหรือฟัง ค. การย่อความหมายถึงการสรุปความ ง. การย่อความ เป็นการเขียนเรื่องตามจินตนาการ ต่อไปข้อที่ 9 นะครับ การเขียนย่อความ ข้อความที่ไม่ควรนำมาเขียน ยกเว้นข้อใด ก. ข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ ข. ตัวเลข สถิติที่เป็นรายละเอียด ค. ชื่อบุคคลที่อ้างอิง ง. ใจความสำคัญของเรื่อง ต่อไปข้อที่ 10 ข้อสุดท้ายนะครับ ข้อสุดท้าย ข้อ 10 ข้อความที่เด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้า เป็นความหมายของข้อใด ก. ใจความสำคัญ ข. ใจความรอง ค. ใจความขยายส่วนข้อความ ง. ใจความพิเศษ ถ้านักเรียนเสร็จแล้วนะครับ นักเรียนเขียนชื่อ นามสกุล เลขที่ตัวเองนะครับ ลงในกระดาษที่คุณ… ข้อสอบได้เลย ถ้าเขียนเรียบร้อยแล้วนะครับ ให้นักเรียนนำไปส่ง ไว้บนโต๊ะส่งงานของคุณครูได้เลย อย่างนี้นะครับ ถ้าเกิดว่าเดี๋ยวมีใครจะไปเข้าห้องน้ำไหม โอเค เดี๋ยวพักสัก 5 นาทีนะครับ เดี๋ยวให้นักเรียนเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง กิน… นักเรียนดื่มน้ำมาให้เรียบร้อยนะ โอเคครับ เดี๋ยวพักสัก 5 นาทีนะครับ ครับ นักเรียนมาครบแล้วนะ เดี๋ยวมา เรามารู้ความหมาย การเขียนย่อความก่อนนะครับว่า การเขียนย่อความเป็นอย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้างนะครับ การเขียนย่อความนะครับ การเขียนย่อความ ประกอบด้วยทักษะสำคัญ 2 ประการดังนี้ 1. การอ่านนะครับ การอ่านเพื่อย่อความ เป็นการอ่านแบบสรุปความ หรือการอ่านจับใจความสำคัญของเรื่อง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. การอ่านที่จะเขียนย่อความทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 2. แยกอ่านตามความเข้าใจแต่ละย่อหน้าอย่างละเอียดนะครับ 3. จับความคิดหลักหรือประโยคใจความสำคัญในแต่ละย่อหน้า โดยความคิดหลักนี่ หมายถึง ความรู้ความคิดที่ผู้เขียนเสนอต่อผู้อ่านในแต่ละย่อหน้า จะต้องมีความคิดหลักที่ผู้อ่านสรุปได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งมักแสดงด้วยประโยคใจความสำคัญ ซึ่งอยู่ต้นย่อหน้า กลางย่อหน้า หรือท้ายย่อหน้า ของส่วนประกอบอื่น ๆ นะครับ ได้แก่ โยคขยายความหรือพลความนะครับ ซึ่งทำหน้าที่ขยายใจความสำคัญ หรือความคิดหลักในแต่ละย่อหน้าให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มแจ้ง ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น รายละเอียดข้อเปรียบเทียบ ตัวอย่างย่อหน้าบางแบบอาจมีความคิดหลัก แต่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ มีแต่ประโยคขยายความเรื่องต่อเนื่องกันไปนะครับ 2. การเขียน การเขียนเพื่อย่อความเป็นการเรียบเรียงสาระสำคัญ ที่บันทึกไว้จากการอ่าน โดยมีหลักดังนี้ 2.1 ข้อความที่ย่อนะครับ ข้อความที่ย่อ มี 1. มีเฉพาะสาระสำคัญ หรือความคิดหลัก ส่วนที่เป็นพลความต้องตัดออกทั้งหมดนะครับ 2. ในกรณีที่สาระสำคัญซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ แห่งนะครับ เมื่อนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้กล่าวเฉพาะไอ้ที่สำคัญก็พอนะครับ 3. ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญเรื่องให้ครบถ้วน สมบูรณ์ถูกต้องตามเรื่องเดิม ข้อที่ 4 ข้อความที่เป็นคำพูดอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญให้ตัดออกนะครับ หรือถ้าเป็นประเด็นสำคัญให้สรุป สั้น ๆ ก็พอ แล้วก็ข้อสุดท้าย ข้อความที่ย่อเรียงลำดับอย่างไร เดี๋ยวขออภัยนะครับ ข้อความที่ย่อ เรียงลำดับอย่างไรก็ได้ ให้อ่านเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตามเรื่องเดิมนะครับ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่า นักเรียนสามารถเอา เนื้อความของที่นักเรียนเข้าใจ สามารถสื่อสารได้มาเรียบเรียงใหม่ ไม่จำเป็นว่าต้องให้เป็นตามเค้าโครงเดิม สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่ง ก็คือ สำนวนภาษานะครับ 1. ใช้สำนวนภาษาของผู้เขียน โดยเป็นการเรียบเรียงเนื้อความใหม่ ไม่ควรใช้สำนวนภาษาเรื่องเดิม และหลีกเลี่ยงการตัดต่อประโยคใจความสำคัญของต้นฉบับ 2. เรียบเรียงเป็นเรื่องเล่า ถ้าจะเอ่ยถึงบุคคลอื่น ให้ใช้ชื่อ หรือสรรพนามบุรุษที่ 3 ห้ามใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2 ในย่อหน้า 3. สำนวนภาษาหรือคำยาก คำยาว ในเรื่องเดิมให้เปลี่ยนมาใช้คำธรรมดาแทนนะครับ ข้อที่ 4 ไม่จำเป็นต้องใช้อักษรย่อในข้อความที่ย่อนอกจากชื่อเดิมจะยาวมาก และอักษรย่อนั้นเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเช่น กทม. อย่างนี้ครับ ข้อที่ 5 ถ้าเรื่องเดิมเป็นร้อยกรอง ให้ย่อความเป็นร้อยแก้ว นักเรียนเข้าใจคำว่าร้อยแก้วกับร้อยกรองไหมครับ เข้าใจไหม ร้อยกรอง ก็คือเป็นบทประพันธ์เป็นงานเขียนในลักษณะที่เป็นกลอน เป็นคำประพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ นักเรียนรู้จักคำว่า “กลอน” ไหม กลอนที่มันมีเป็นคำคล้องจองกันน่ะครับ เวลานักเรียนอ่านหนังสือ เป็นคำคล้องจองกัน เขาเรียกว่า “กลอน” แต่ถ้าเป็นร้อยแก้วธรรมดา จะเป็นงานเขียนปกติเหมือนนักเรียนเปิดอ่านหนังสือทั่วไป เป็นบทความ เป็นความเรียงต่าง ๆ เขาเรียกว่าร้อยแก้วนะครับ ข้อที่ 6 นะครับ ใช้สำนวนภาษาที่คงไว้ ลีลาน้ำเสียงให้เหมือนเดิม เช่น ความรู้สึก รู้สึกอะไร งานเขียนเขาพยายามจะบอกว่าให้รู้สึกสะเทือนใจ นักเรียนก็ต้องคงความรู้สึกตรงนั้นเอาไว้นะครับ ความยาวของย่อความนะครับ สรุปง่าย ๆ ครูจะสรุปให้ฟังว่าความยาวของย่อความจะเป็นอย่างไร ก็คือ นักเรียนจะอ่านเนื้อเรื่องของบทความนั้น ๆ ไม่ว่ามันจะยาวแค่ไหนก็ช่าง สมมุติว่ามันมีความยาว 1 หน้ากระดาษ นักเรียนย่อความ นักเรียนสามารถย่อให้ได้ 10 บรรทัดก็ได้นะครับ ย่อความ ย่อสรุปใจความสำคัญ สรุปก็คือ มีใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วก็เมื่อไร ครับผม นี่เป็นความหมายของย่อความและลักษณะการเขียนเป็นอย่างไร ต่อไปเรามาดูรูปแบบการเขียนย่อความนะครับ รูปแบบการเขียนย่อความก็คือ 1. การเขียน การย่อนิทาน นิยายพงศาวดาร เป็นอย่างไร เวลานัก… เดี๋ยว… เดี๋ยวคุณครูจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับว่า เขาเขียนย่อนิทานอย่างไร ย่อความอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะเอาบทความให้นักเรียน จะอ่านให้นักเรียนฟัง แล้วก็จะมาบอกว่า เขา เวลาเขาย่อความออกมา เขาจะย่อได้น้อยแค่ไหน นักเรียนดูพี่ล่ามนะครับ ดูพี่ล่ามนะ ดูพี่ล่าม เรื่อง เลี้ยงโคขุนแบบครบวงจร ประสบความสำเร็จไปหมด คุณเรวัต วัชราธร เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านการผลิตมันสำปะหลังเป็น 10 ปี ผลที่ได้คือ แต่แรก หัวมันใหญ่เท่าต้นขา พอ 10 ปีต่อมา เหลือขนาดเท่าหัวแม่มือ เพราะคุณภาพดินเลวลง ไม่หลงเหลือความอุดมสมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นดินทรายได้อีกต่อไปในอนาคต จากนั้นหันมาเลี้ยงโคนม เพราะจะได้ปลูกหญ้า เพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน และจะได้มูลโคมาเป็นปุ๋ย เรียกให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับการเลี้ยงโคขุน เป็นโคที่รับซื้อมาจากเกษตรกรแถบนครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เพราะโคในแถบภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน จะเลี้ยงโคค่อนข้างดีมีคุณภาพ ส่วนมูลโคที่ได้จากโคแต่ละตัววันละ 18 กิโลกรัมนั้น จัดส่งให้ทางบริษัท เพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ มีทั้งชนิดเป็นผงและอัดเม็ด แล้วแต่จะนำไปใช้กับอะไร เช่น กับสวน กับนา กับอ้อย ซึ่งปุ๋ยแต่ละสูตร มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน นับว่าเป็นความสำเร็จ ที่ได้มาด้วยความขยันขันแข็ง มีความพากเพียรและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำ บทความนี้ได้มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับพฤหัสที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 นะครับ นักเรียนทีนี้มาดู มาดูว่า บทความที่… ที่คุณครูได้อ่านให้นักเรียนฟัง แล้วก็พี่ล่ามทำภาษามือให้นักเรียนเข้าใจแล้วนะ มาดูว่า เวลาเขาย่อความน่ะ เขาจะย่อได้น้อยแค่ไหน แล้วจะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนมาดูนะครับ เขาย่อความ เขาจะเขียนว่า ย่อเรื่อง … เรื่องอะไร เรื่องเมื่อกี้เรื่องที่อ่านก็คือ เลี้ยงโคขุนแบบครบวงจร ประสบความสำเร็จไปหมด จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 นะครับ ความว่า คุณเรวัต วัชราธร เกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านการผลิตมันสำปะหลังมาเป็นเวลานาน เห็นว่ามันสำปะหลังมีขนาดเล็กลง เพราะคุณภาพดินเลวลง จึงหันมาเลี้ยงโคขุนแทนการปลูกมัน ซึ่งการปลูกหญ้าเลี้ยงโคเป็นการรักษาหน้าดิน และได้มูลโคมาเป็นปุ๋ย ซึ่งจะทำให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์กลับมาอีกครั้ง และได้นำมูลโคที่ได้จากโคขุนแต่ละตัววันละ 18 กิโลกรัมนี่ ไปทำปุ๋ยอินทรีย์ สามารถนำไปใช้กับสวน นา และอ้อย เป็นความสำเร็จที่ได้ ด้วยความขยันขันแข็ง มีความเพียรพยายาม และมุ่งมานะ มุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำ นี่ครับว่า เวลาเขาย่อความออกมา สรุปง่าย ๆ ก็คือ เขาจะมีประเด็นสำคัญเลยก็คือ 1. คำว่าใคร 2. ทำอะไร 3. ที่ไหน 4. อย่างไร ใครครับ เมื่อกี้ใคร ใคร ในเนื้อเรื่องกล่าวถึงใคร กล่าวถึงคุณเรวัต วัชราธร ทำอะไร เขาทำอะไรครับ เขาเป็นเกษตรกรใช่ไหม เป็นเกษตรกรเคยปลูกมันสำปะหลัง เคยปลูกมันสำปะหลัง ทีนี้ การปลูกมันสำปะหลังของเขา ปรากฏว่าเขาเคยปลูกมานานแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ผลผลิตของเขาน้อยลงทำให้ ทำให้อย่างไรครับ ทำให้เขาเปลี่ยนอาชีพ จากปลูกมันสำปะหลังเป็นเลี้ยงโคใช่ไหม เลี้ยงโคนมใช่ไหม เลี้ยงโคนม ใช่ แล้วทีนี้ การเลี้ยงโคนมของเขาก็จะมีการปลูกหญ้า ปลูกหญ้า เพื่อปรับหน้าดินแล้วก็ถ้าทำให้ดิน… ดินที่เขาเคยปลูกมันสำปะหลังที่ว่ามันเคยแย่น่ะ ให้มันดีขึ้น แล้วทีนี้ โคนมของเขาน่ะ แต่ละตัว จะมีมูลโคออกมา ตัวจะมีมูล… มูลโคนะครับ มูลโคขุน แต่ละตัววันละ 18 กิโลกรัม แล้วทีนี้ มูลโคตรงนี้ มาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ แล้วปุ๋ยอินทรีย์นี่สามารถใช้กับนากับไร่อ้อย กับนาข้าว กับสวนผักอะไรต่าง ๆได้สำเร็จเลย เป็นเพราะว่า เขามีความขยัน มุ่งมั่นมานะอดทน กับสิ่งที่เขาทำ นี่ครับเป็นการสรุปความสั้นสั้นออกมาด้วยความที่เราเข้าใจใน ที่เราเข้าใจในเรื่องที่เราอ่าน เป็นการสรุปว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เหมือนกับสิ่งที่คุณครูเคยสอนนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญนั่นแหละครับ ก็คือนักเรียนเข้าใจ แต่ว่าตรงนี้ เป็นการเขียน เป็นการนำออก… ออกมาเขียนเพื่อให้สื่อสารความเข้าใจออกมาเป็นการเขียนย่อความ เดี๋ยวคุณครูจะหาเรื่องให้นักเรียนดูอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะให้ใบงานนักเรียน นักเรียน นักเรียนดูดี ๆ นะ เดี๋ยวคุณครูจะอ่านเนื้อเรื่องนี้ให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้นักเรียนสรุป ใจความสำคัญของเรื่องออกมานะครับ เรื่องเป็นเรื่องสารคดี ภูมิปัญญาไทยนะ คืออย่างนี้ เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้นักเรียนฟังก่อน คุณครูจะให้นักเรียนฟังในสิ่งที่คุณครูพูด แล้วให้นักเรียนเขียน เขียนสรุป เขียนย่อความว่านักเรียนอ่าน นักเรียนฟังแล้วนักเรียนรู้สึกอย่างไร นักเรียนดูพี่ล่ามนะครับ นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนมองพี่ล่ามนะ เดี๋ยวคุณครู… คุณครูจะให้พี่ล่ามแปลเป็นภาษามือให้นักเรียนฟังนะ เสร็จแล้วนักเรียน ให้นักเรียนเขียนสรุปสั้น ๆ ให้คุณครูว่า เรื่องที่คุณครูอ่านไปนั้นน่ะ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เดี๋ยวให้นักเรียนทำ… ทำใบงานนะครับ โอเค นักเรียนดูพี่ล่ามนะ สารคดีเรื่องภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทย คือ ความรู้ความสามารถ และสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิต และการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจ โดยใช้ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ หรือทักษะที่บรรพบุรุษของไทย ได้คิดค้น สั่งสม ปรับปรุง สืบทอดต่อต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ภูมิปัญญาแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาธรรมชาติ หรือภูมิปัญญาไทย และภูมิปัญญาสากล หรือภูมิปัญญาโลก ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมพื้นบ้าน เป็นภูมิปัญญาที่คนในท้องถิ่น ใช้ในการพัฒนาสังคม และการดำรงชีวิตของตนเอง โดยอาศัยการสืบทอดกันมาจากบรรพชนในอดีต ภูมิปัญญาชาติ หรือภูมิปัญญาไทย คือรูปแบบ วิธีการ และความชำนาญที่คนในชาติ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ และการเมืองร่วมกัน มีการจัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ อย่างเป็นระบบ มีแนวคิดกระบวนการและกิจกรรมตลอด จนคิดปรับปรุงและพัฒนาอย่างเป็นกระบวนการ ย่อหน้าสุดท้ายแล้วนะ ภูมิปัญญาสากล หรือภูมิปัญญาโลก คือภูมิปัญญานานาชาติที่ประเทศต่าง ๆ ได้จดทะเบียนสงวนสิทธิ์ไว้ตามกฎหมายนานาชาติ ทีนี้นะครับ เรื่องที่คุณครูอ่านให้นักเรียนฟังนี่ เป็นสารคดีเกี่ยวกับภูมิปัญญา ให้นักเรียนเขียน ในสิ่งที่นักเรียนเข้าใจ ที่พี่ล่ามสื่อสารภาษามือกับนักเรียนเข้าใจ ให้นักเรียนเขียนลงในกระดาษว่านักเรียนเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง คุณครูจะให้นักเรียนเขียนเวลา 15 นาทีนะครับ ให้นักเรียนเขียน ครับผม ถ้านักเรียนเสร็จแล้วนะครับ นักเรียนส่งงานที่โต๊ะคุณครูได้เลย สำหรับวันนี้นะครับ เดี๋ยวคุณครูก็จบการสอนเพียงเท่านี้ก่อนนะ ถึงเวลาพักเที่ยงของนักเรียนแล้ว เดี๋ยวนักเรียนลงไปกินข้าวนะครับ ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ ครับสำหรับวันนี้ สวัสดีครับ [สิ้นสุดการถอดความ]