(อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ วันนี้เดี๋ยวเริ่มเลยนะคะเป็นบทที่ 3 จะเกี่ยวกับ Electronic Payment System จะเป็นระบบที่เราใช้เวลาที่เราคิดเงิน จ่ายเงิน ในการซื้อขายของออนไลน์หรือว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ซึ่งก่อนที่เราจะรู้เกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินรับสตางค์ใด ๆ ก็ว่าไปนะคะ มันก็จะต้องมาให้ความสนใจกับความปลอดภัยของการซื้อของออนไลน์ก่อน เพราะเรื่องความปลอดภัยนี่ มันเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดนะคะ โดยเทคโนโลยีที่เอามาใช้เกี่ยวกับความปลอดภัยของการซื้อขายสินค้าออนไลน์นะคะ เราจะเรียกว่ากุญแจสาธารณะหรือภาษาอังกฤษก็คือ Public Key นะคะ โดยจะมีองค์กรที่รับรองความถูกต้องหรือเรียกสั้น ๆ ว่าองค์กรว่า CA นะคะ Certification Authority ซึ่งการรักษาความปลอดภัยโดยใช้กุญแจสาธารณะนี่ มันจะใช้หลักคณิตศาสตร์ในการคำนวณ ตั้งรหัสขึ้นมานะคะ จำกัดข้อความ จากทั้งผู้รับแล้วก็ผู้ส่งนะคะ จะต้องเป็นคนที่มีกุญแจเท่านั้น ถึงจะสามารถถอดรหัสข้อความนั้นออกมาอ่านได้นะคะ โดยระบบที่มีองค์กรรับรองนี่นะคะ ความสามารถของการป้องกันรักษาความปลอดภัย แน่นอนจะต้องสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับส่งได้ เพราะต่างคนก็ต่างจะต้องมีกุญแจของกันและกันนะคะ ก่อนที่เราจะยืนยันตัวเองได้ เขาจะต้องส่งกุญแจมาให้ก่อน ว่าเขามีตัวตนจริง เราก็ส่งกุญแจของเรากลับไปเช่นเดียวกันนะคะ เพราะเป็นการทั้งเข้ารหัสถอดรหัส การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ข้อมูลจะต้องเป็นความลับนะคะ อย่างเลขบัตรประชาชนเวลาเรากรอกลงไปในระบบซื้อขายใด ๆ ก็ตาม ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ มันจะสามารถค้นหาได้เจอเลย อันนี้ไม่ได้นะคะ สมมติอาจารย์พิมพ์ชื่อใครสักคนหนึ่งลงไป แล้วมันก็แสดงผลเลขบัตรประชาชน แสดงว่าข้อมูลนั้นไม่ใช่ความลับแล้วนะคะ ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนนะคะ เช่นเลขบัตรประชาชนของคุณ 13 หลัก ตั้งแต่เกิดเลข 13 หลักตัวนั้นก็ยังต้องเป็นตัวเดิม ไม่เปลี่ยนไปไหนนะคะ ถ้าสมมติว่าใส่เลขผิดตัวหนึ่ง มันก็จะยืนยันตัวตนคุณไม่ได้แล้วนะคะ เพราะว่า ผู้ส่งข้อความใด ๆ ก็ตาม จะปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้ เพราะก่อนที่คุณจะส่ง ก่อนที่คุณจะรับ คุณจะต้องใส่กุญแจข้อความนั้น ๆ นะคะ ซึ่งเป็นกุญแจเฉพาะของแต่ละคน เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะแต่ละคนจะต้องมีรหัสในการเข้าเพื่อแทรกกุญแจลงไป หรืออีกอย่างหนึ่งที่เราใช้ในปัจจุบัน เราจะเรียกว่าเป็น Digital Signature หรือ e-Signature เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หลาย ๆ สถาบัน อาจจะเป็นการศึกษาก็ได้ค่ะ เวลาคุณลงทะเบียนเรียน อยากเพิ่ม อยากถอนรายวิชา ไม่จำเป็นต้องเดินหาอาจารย์ตามโต๊ะ ตามห้องแล้ว มันจะมีระบบที่ให้คุณสามารถ Login การ Login ก็แสดงว่าเป็นการยืนยันตัวตนของคุณแล้ว ในระดับหนึ่ง ว่าอยากเพิ่มรายวิชา มันก็จะเป็นการส่งคำร้องนะคะ ผ่านระบบ ระบบจะแจ้งเตือนไปที่อาจารย์ผ่านทางอีเมล แล้วอาจารย์ก็สามารถลงนามผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้ โดยใช้ Digital Signature หรือว่า e-Signature ตัวนี้แหละนะคะ อาจารย์อาจจะไม่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็สามารถเซ็นเอกสารให้คุณได้ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคนเซ็นเอง เพราะว่าก่อนที่จะเซ็นลายเซ็นดิจิทัลได้ ต้องมีการเข้ารหัสข้อมูล หรือการ Login ในการใส่ลายเซ็นดิจิทัลอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้นการชำระเงิน ชำระค่าสินค้าบนโลกออนไลน์นะคะ จากผลการวิจัยพบว่าวิธีการชำระเงินที่สำคัญสำหรับกระบวนการ E-Commerce แบบที่เป็น B2B ก็คือธุรกิจกับธุรกิจ ร้อยละ 70 ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เขาจะเลือกแบบหักบัญชีธนาคารนะคะ แต่ถ้าเป็นแบบ B2C ธุรกิจกับผู้บริโภค มากกว่าครึ่งจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตนะคะ ในไทยนะคะ พบว่าผู้สั่งสินค้าบนอินเทอร์เน็ตมากกว่าร้อยละ 60 ใช้บัตรเครดิต ส่วนมากก็รู้เลยว่าเป็นคนทำงาน เรียนจบแล้ว มีบัตรเครดิตนะคะ อย่างนักศึกษาบางคนตอนนี้ก็มีบัตรเครดิตได้นะคะ แต่ขั้นตอนในการได้มาซึ่งบัตรเครดิตแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน พอจ่ายบัตรเครดิตแล้ว อีก 40 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเลือกใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชี อาจจะหมายถึงการใช้บัตรเดบิต บัตรเดบิตก็จะมีเลข 16 หลัก ถ้าใครมีบัตรเอทีเอ็มกดสตางค์น่ะค่ะ ถ้ามีสัญลักษณ์ Visa หรือ Mastercard พวกนี้ ก็สามารถรูดซื้อสินค้าได้ด้วยนะคะ ก็เดี๋ยวอธิบายอีกรอบหนึ่งว่า Credit Card Debit Card มันต่างกันอย่างไร การชำระเงินในปัจจุบัน แน่นอนค่ะ มันก็จะมีบริการ Internet Banking ซึ่งเป็นธุรกิจของธนาคารที่เรียกว่าเป็นช่องทางในการจ่ายสตางค์หรือว่า Payment Gateway นะคะ เป็นแบบเว็บไซต์นะคะ หรือเป็นแบบ Hyperlink ที่เชื่อมกับร้านค้าเข้ากับระบบธนาคาร ธนาคารก็จะดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับ เพื่อโอนเงินของบัญชีลูกค้านี่ หรือเป็นคำสั่งซื้อผ่านการชำระนี่ มันก็ส่งไปถึงร้านค้าว่าลูกค้าได้ชำระเงินผ่านช่องทางธนาคารแล้ว ก็ร้านค้าก็จะทำการจัดส่งสินค้านะคะ ซึ่งถ้า… น่าอาจจะมีคนเคยใช้นะคะ ถ้าใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตจ่ายสตางค์ทาง Shopee Lazada นะคะ เขาก็จะมีการเรียกว่า Redirect คุณอยู่ในหน้า Shopee Lazada ก็จริง แต่เวลาเรากรอกบัตรเครดิตไปปุ๊บ มันจะเปลี่ยนหน้าจอเป็นหน้าต่างอีกหน้าต่างหนึ่ง กลายเป็นหน้าของเว็บไซต์ธนาคารนั้น ๆ ที่อาจเราอาจจะเป็นเจ้าของบัตรอยู่ หรือเป็นธนาคารที่เว็บไซต์นั้น ๆ ทำธุรกรรมร่วมด้วย มันจะเปลี่ยนเป็นหน้าธนาคารเพื่อให้เรากรอกรหัสใดใดก็เลข OTP บ้างนะคะ หรืออาจจะเป็นรหัสในการยืนยันว่าเป็นบัตรเครดิตของเราจริง เป็น… อาจจะเป็นเลข 3 หลักข้างหลังบัตรเลข CCV หรือเลข CVV เดี๋ยวท้าย ๆ บทจะมีอธิบายนะคะ การชำระเงินที่เป็น Micro Payment นะคะ ก็จะเป็นเงินดิจิทัลที่บันทึกลงบนบัตร Smart Card หรือเครื่องคอมพิวเตอร์นะคะ ก็ง่าย ๆ ค่ะมันก็จะเหมือนบัตรที่เรามีชิปแม่เหล็กอยู่ โดยไอ้ Micro Payment นี่นะคะ ก็จะเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยให้มั่นใจอีกระดับหนึ่ง มากกว่าบัตรเครดิต บัตรเดบิตทั่วไป มันจะมีการส่งรหัสยืนยัน มีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรนะคะ ก็อันนี้ก็ได้รับความนิยม ยิ่งตอนนี้ก็จะมีแบบไม่ต้องเสียบบัตร แตะบัตรก็จ่ายได้ ซึ่งบางคนก็ให้ความกังวลว่า ถ้าสมมติบัตรเราโดนผู้ไม่ประสงค์ดีมายืนใกล้ ๆ แล้วกลายเป็นว่าเราเสียสตางค์ ใน TikTok ใน Instagram ก็มีคลิปให้ดูว่าเขาเอาเครื่องรับเงินมาใกล้ ๆ กระเป๋าสตางค์ แล้วก็มีเสียงติ๊ด คิดสตางค์ไปแล้วก็มีนะคะ องค์ประกอบหลักของการชำระเงินก็จะมีอยู่ 5 องค์ประกอบนะคะ ก็คือลูกค้า มีร้านค้ ามีธนาคารหรืออาจจะเป็นสถาบันทางการเงิน มีผู้ที่ออกกฎระเบียบนะคะ กำหนดมาตรฐาน แล้วก็เครือข่ายธนาคาร ธนาคารจะมีธนาคารเดียวไม่ได้ มันต้องเป็นเครือข่าย เมื่อหลายปีมาแล้ว หลายปีที่ผ่านมาก็ได้ค่ะ เวลาเราจะโอนสตางค์ โอนเงินนี่ ผ่านธนาคาร เราต้องเสียค่าธรรมเนียม ใช่ไหมคะ 10 บาท 20 บาท 30 บาทว่าไป แล้วแต่ยอด แล้วแต่ธนาคาร แต่พอเรามีเครือข่ายธนาคารเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ช่วงแรก ๆ ของโควิด เวลาเราจะทำธุรกรรมข้ามธนาคารเดี๋ยวนี้เราไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้วนะคะ อย่างโอนให้ใครก็ได้ จ่ายร้านค้าร้านไหนก็ได้ที่อาจจะไม่ใช่ธนาคารเดียวกันกับเรา ก็ไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว อันนี้ก็คือเครือข่ายธนาคารเขาร่วมมือกันนะคะ เพื่อให้การทำธุรกรรมมันเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยการสร้างระบบชำระเงินนี่ ก็มีหลายรูปแบบนะคะ ตั้งแต่พัฒนาระบบเอง พัฒนาโปรแกรม พัฒนาเว็บเซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน หรือถ้าองค์กรของคุณนะคะ มีกำลังทรัพย์มากพอ ก็จัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ก็ได้ อาจจะเป็นการซื้อ หรือเป็นการเช่ารายเดือนรายปี ก็ว่ากันไปอาจจะเป็นการจ้างมืออาชีพในการพัฒนาโปรแกรม หรือพัฒนาระบบขึ้นมาให้ก็ได้ หรือเราเรียกว่า Outsource ก็ไม่ใช่คนในองค์กร แต่การจ้างบริษัทมืออาชีพ บางคนก็ให้ความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความลับ หรือไม่พัฒนาเอง เราไปขอใช้ระบบชำระเงินของธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็ได้ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นที่นิยมที่สุด เพราะไม่ยุ่งยาก แล้วก็อยู่ที่ความพึงพอใจเลยว่าคุณจะเลือกธนาคารไหน ถ้าเรามั่นใจธนาคารอะไรเราก็ไปเลือกใช้ธนาคารนั้นก็ได้ หรือถ้าเรามีบัญชีธนาคารธนาคารไหนแล้ว เราก็อาจจะเลือกใช้ระบบชำระเงินของธนาคารนั้นก็ได้นะคะ สิ่งที่จำเป็นของระบบชำระเงิน แน่นอน การรักษาความปลอดภัยในการทำข้อมูลรายการใด ๆ ก็ตาม ตั้งแต่การเข้ารหัสถอดรหัส ข้อมูลเวลาเข้ารหัสแล้วมันจะแปลงจากคำพูดหรือข้อความใด ๆ ที่อ่านได้ มันจะทำให้คนที่เปิดดูนี่ อาจจะมีภาษาต่างดาวไปเลย อ่านไม่ได้ ต้องมีการถอดรหัสก่อนถึงดูข้อความได้ รวมถึงระบบตรวจสอบของผู้ทำรายการซื้อขายว่าเป็นคนที่มีสิทธิ์จริง เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ Robot นะคะ ก็จะมีตั้งแต่ลายเซ็นดิจิทัลในการรับรองผู้ซื้อ ใบรับรองดิจิทัลในการรับรองร้านค้าว่ามีอยู่จริงแล้วก็เชื่อถือได้ ซึ่งตรงนี้นี่ มันตรวจสอบได้ ถ้าร้านค้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ในประเทศไทย เราสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้วว่า ร้านค้านี้มีที่ตั้งที่ไหน จดทะเบียนด้วยชื่อใคร ทุนจดทะเบียนเท่าไรนะคะ สิ่งของพวกนี้จะถูกทำเป็นรูปแบบของดิจิทัลแนบมาด้วยในร้านค้านั้น ๆ การเข้ารหัสนะคะ หรือว่า Cryptography เป็นกลไกหลักในแต่ละแอปพลิเคชัน หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่ใช้ในระบบรักษาความปลอดภัยของการชำระเงิน ตั้งแต่การยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องนะคะ อนุญาตให้เฉพาะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่านั้นนะคะ การยืนยันการมีตัวตน ว่าคนที่ทำธุรกรรมกับเรา หรือแม้กระทั่งเราไปทำธุรกรรมกับร้านค้าใด ๆ ก็ตาม เขาเป็นคนที่มีตัวตนจริง มีที่ตั้งจริงนะคะ สามารถยืนยันตัวตนได้ ถ้าสมมติมีปัญหาก็สามารถตามตัวได้ และป้องกันการปฏิเสธการทำธุรกรรม เพราะทุกอย่างมีการเข้ารหัสแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ยืนยันตัวตนตั้งแต่แรก มันจะไม่เกิดธุรกรรมนี้ขึ้นนะคะ การป้องกันความลับถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หรืออาจจะถึงการให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการชำระเงิน เงื่อนไขในการที่เราจะเลือกระบบชำระเงินที่ดีนะคะ ก็เป็นเครือข่ายการเงินเขาได้วางหลักการของระบบชำระเงินที่ดีไว้นะคะ เพื่อใช้ในการประเมินระบบชำระเงิน ว่ามันเหมาะสม แล้วมันก็ปลอดภัยในการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันนะคะ มันก็จะมีองค์ประกอบอยู่ 10 ข้อ ข้อแรกนะคะ ระบบการชำระเงินจะต้องได้รับการรับรองตามกฎหมาย เราจ่ายเงินไปปึ๊บ ทุกอย่างจะต้องมีผลตามกฎหมายนะคะ แล้วสินค้าก็จะต้องเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายด้วยก็คือต้องเป็นสินค้าถูกกฎหมายด้วยนั่นแหละนะคะ มีกฎระเบียบที่เข้าใจง่าย หรือสามารถเข้าใจได้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าใจความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบชำระเงิน เวลาเราสมัครสมาชิกหรือเราจะจ่ายเงินใด ๆ นี่ บางทีเขาจะมีข้อตกลงให้เราอ่าน ซึ่งเราไม่ค่อยอ่าน เราอาจจะเช็กถูกไปเลยนะคะ บางครั้งถ้าเป็นไปได้ เขาให้เรากดตกลงอะไร เราก็ควรอ่านด้วยนะคะ มีกระบวนการบริหารความเสี่ยง ก็ระบุมาเลยว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบผู้ใช้ระบบ สมมติว่าวันนี้คุณจ่ายเงินไปแล้วระบบล่ม แล้วมันบอกว่าคุณไม่ได้สั่ง แต่คุณมีสลิปอยู่ คุณจะสามารถเรียกร้องกับใคร ใครเป็นคนเกี่ยวข้องนะคะหรือว่าคุณหาส่วนนี้ไม่เจอเลย ก็แสดงว่าระบบนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือแล้วนะคะ แล้วถ้าสมมติว่ามีผู้รับผิดชอบแล้วนี่ มันลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง ก็คือ ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าระบบนี้เขาต้องพัฒนามาอย่างดี ไม่อย่างนั้นเขาจะมีปัญหาเช่นเดียวกันนะคะ การชำระเงิน ราคาในวันนั้นจะต้องเป็นราคาเดียวกันกับตอนที่ทำธุรกรรมนะคะ แล้วก็ต้องเกิดขึ้นภายในวันที่เราจ่ายเงินด้วย เวลาเราดูในสลิปธนาคาร เราจะเห็นว่าเขามีเวลากำกับไว้อยู่ ว่าเราโอนสตางค์กี่โมง เราได้รับสตางค์กี่โมง เราถอนเงินตอนไหนนะคะ เพราะฉะนั้นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดภายใน 1 วัน เหมือนถ้าใครเคยอยากโอนเงินตอนกลางคืน บางธนาคารเขาจะเขียนว่า ถ้าโอนสตางค์หลังจาก 5 ทุ่มครึ่ง อาจจะโอนไม่ได้ เพราะบางทีธุรกรรมที่เกิดขึ้นมันอาจจะเหลื่อมไปเป็นอีกวันหนึ่ง เขาจะไม่ให้โอน เขาจะประกันความเสี่ยงของธนาคารเหมือนกันว่า คุณสามารถโอนได้หลังเที่ยงคืน ก็คือข้าม 1 วันไปแล้ว เพราะกฎหมายก็คือบอกแล้วว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นต้องเกิดวันเดียวกันเท่านั้น คุณโอนสตางค์ตั้งแต่ 5 ทุ่มครึ่ง แต่เงินยังไม่เข้าบัญชี แล้วข้ามไปอีกวันหนึ่ง มันเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ บางธนาคารเขาเลยบอกว่าอย่างนั้น 5 ทุ่มครึ่งไม่ต้องโอน ป้องกันความเสี่ยงนะคะ โอนได้อีกทีหนึ่งก็คือตอนหลังเที่ยงคืนอะไรอย่างนี้ การชำระเงินสุทธิระหว่างกัน ต้องให้มั่นใจได้ว่า สามารถทำได้ภายใน 1 วัน หรือวันนั้น ๆ ที่ทำธุรกรรม เช่น คุณโอนสตางค์ซื้อของ ต้องมั่นใจว่าเงินต้องเข้าบัญชีภายในวันนี้เช่นเดียวกันนะคะ ราคาก็ต้องถูกต้องด้วย การชำระสินค้า จะต้องเป็นสินทรัพย์ที่ออกโดยธนาคารกลาง ก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย เราใช้เงินบาทจ่ายนะ หรือเงินสกุลใดก็ตามที่ธนาคารยอมรับ แต่บางคนเขาบอกว่าจ่ายคริปโตได้ไหม จริง ๆ แล้วมันก็ยังไม่มีผลทางกฎหมายในประเทศไทยนะ แต่บางร้าน เขาก็ถ้าเป็นคนที่เชื่อมั่นในสิ่งเดียวกัน เขาก็อาจจะรับเงิน Bitcoin อะไรก็ว่าไปนะคะ แล้วระบบชำระเงินจะต้องมีการรักษาความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือในการดำเนินการ ไม่ว่าธุรกรรมใด q ก็ตามนะคะ มีสิทธิภาพต่อระบบเศรษฐกิจ กระบวนการชำระเงินแน่นอนค่ะ มันทำให้เงินหมุนเวียนภายในระบบนะคะ แล้วก็ยิ่งจ่ายเงินสะดวกเท่าไร การปฏิบัติหรือว่าการชำระเงิน ก็ทำให้เงินมันหมุนเวียนในระบบได้ง่ายขึ้นเท่านั้น มีการวางเป้าหมายมีวางเงื่อนไขให้กับสมาชิก การเข้าร่วมอาจจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลหรือความชัดเจนใด ๆ ก็ตาม อย่างที่บอกเวลาเขามีข้อตกลงอะไรให้อ่าน ก่อนที่เราจะเป็นสมาชิก เราควรจะอ่านก่อน เพราะบางที หากว่ามันเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ก็ตาม แล้วเราไปร้องขอความเป็นธรรม เขาอาจจะบอกว่าก็คุณเคยกดตกลงไปแล้วว่าเราจะเปิดเผยข้อมูลให้กับคนอื่นได้นะ คุณจะมาโวยวายทีหลังไม่ได้นะ ว่าทำไมเบอร์โทรศัพท์ฉันมีคนโทรมากวนเยอะจังเลย คนขายประกันเยอะจังเลย ก็ในเมื่อคุณกดตกลงไปแล้วนะคะ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับระบบชำระเงินต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพนะคะ มีความโปร่งใส ต้องเป็นผู้รับผิดนะคะ ลูกน้องอาจจะเป็นผู้รับชอบได้ แต่ผู้บริหารจะต้องเป็นคนที่มี Action ถ้าหากมันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้บริหารที่ดีจะต้องรับผิดให้ลูกน้องรับชอบได้นั่นเองนะคะ ระบบการชำระเงินในทุกการทำธุรกิจทั่ว ๆ ไปก็อาจจะเป็นเงินสด บัตรเดบิต โอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ก็ตาม Scan QR นะคะ แต่ถ้าเป็นการทำธุรกิจแบบ e-Commerce มันจะอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเกี่ยวกับบัตรแม่เหล็ก บัตร Smart Card หรือบัตรอัจฉริยะนะคะ เป็น Electronic Check หรือ e-Check นะคะ เป็นเช็คออนไลน์นั่นเอง แล้วก็เป็น Electronic Cash ก็คือเงินสดออนไลน์หรือเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ในการทำระบบชำระเงินนะคะ ก็ยิ่งพอมีการทำธุรกรรมผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้นเท่าไร กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็สะดวก แล้วก็ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็เขาก็นับว่าเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนมันดีขึ้น เมื่อก่อนเราจะต้อง โอ้โห ขับมอเตอร์ไซค์ไปกดสตางค์นู่นนี่นั่นโน่น เดี๋ยวนี้พอเราสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ Scan QR Code ได้ บางคนที่ใช้ iPhone ยิ่งสะดวกกว่านั้น เพิ่มบัตรเครดิตลงไปโทรศัพท์ตัวเองได้เลย พกโทรศัพท์เครื่องเดียวก็สามารถไปชอปปิงได้แล้วนะคะ ซึ่งสิ่งพวกนี้ มันเลยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย ยิ่งเราตามยุคตามสมัยเท่าไร คนก็ยิ่งใช้ชีวิตความสะดวกในการใช้งานเรื่องเงินก็สะดวกมากยิ่งขึ้นนะคะ อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจก็ช่องว่างระหว่างธุรกิจเริ่มลดลง การพัฒนามนุษย์ก็ดีขึ้น แต่ก่อนผู้หลักผู้ใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ Smart Phone ทำไมโทรศัพท์ต้องมีกล้อง พอเดี๋ยวนี้เห็นลูกหลานเวลาไปซื้อของ Scan QR ไม่ต้องพกสตางค์ไม่ต้องวิ่งหาบัตรเอทีเอ็มนะคะ ก็เข้าใจมากขึ้นว่าความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีมันจำเป็นขนาดไหนแล้วในยุคนี้นะคะ ช่องทางการชำระเงินออนไลน์นะคะ ระหว่างผู้จ่าย ผู้จ่ายเงินกับผู้รับโอนนะคะ ก็มันจะเป็นการโอนสิทธิ์การถือครองเงิน อันนี้คือเราไม่ได้แตะต้องเงินจริง ๆ อยู่แล้ว มันแค่จะบอกว่าเราโอนไป 500 ให้ใคร มันก็จะเป็นการชี้ตำแหน่งเงิน 500 นั้นให้อีกคนหนึ่งไปแล้วนะคะ อาจจะเป็นการโอนสิทธิ์การถอนเงินหรือการหักบัญชีนะคะ โดยทุกอย่างจะเกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์นะคะ อาจจะเป็นการโอนผ่านเอทีเอ็ม การจ่ายผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือช่องทางการชำระผ่านอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ เคาน์เตอร์ธนาคาร Counter Service ที่ 7-eleven เป็นต้นนะคะ ก็ใน 2 ปีที่ผ่านมาตอนช่วงโควิดนะคะ คนทำธุรกรรมออนไลน์เยอะขึ้นนะคะ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตกับ Mobile Banking เพราะแน่นอนไม่อยากจับเงินสด กลัวเชื้อโรคนะคะ แล้วก็มันสะดวกกว่า บางคนไม่ออกจากบ้าน จำเป็นต้องซื้อของ ก็ชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วการธุรกรรมแบบทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม เช่น ถอนเงินสดผ่านสาขา มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างบ้านเราก็สาขาธนาคารก็ปิดไปหลายธนาคารนะคะ การใช้เช็คยิ่งน้อยลง เพราะว่าพอช่วงโรคระบาด เศรษฐกิจมันก็ชะลอตัว คนก็ไม่ค่อยได้ถูกกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไรนะคะ แต่การถอนเงินสด หลังจากโควิดกลับมานี่ ก็กลับมามีอัตราการกดสตางค์เพิ่มขึ้น เพราะประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกตินะคะ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มันคลี่คลายลง คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ ตู้เอทีเอ็มยังจำเป็น แต่สาขาธนาคารก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นนะคะ บางคนก็ยังชอบที่จะใช้เงินสดโดยเฉพาะเราที่อยู่ต่างจังหวัด การเดินตลาดบางที่ แม่ค้าก็ยังรับเงินสดอยู่นะคะ การทำธุรกรรมโดยระบบชำระเงินออนไลน์นะคะ จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปี 2020 ก็คือ 3 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีอัตราการเติบโตของปริมาณการใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ต่อคนต่อปีในปีที่แล้ว คนคนหนึ่งนี่ โอนเงินผ่านแอปหรือรับเงินผ่านแอปปีละ 300 กว่าครั้งนะคะ ซึ่งเงินที่ผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 50 เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วคนใช้เงินดิจิทัลประมาณ 116 ล้าน Account ในประเทศนะ นั่นก็แปลว่าคนคนหนึ่งมีบัญชีอาจจะมากกว่า 1 บัญชีใช่ไหม จำนวนคนที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ 70 ล้านคน ทุกคนมีพร้อมเพย์ประเทศไทยมี 70 กว่าล้านคน มีแค่ไม่กี่ล้านคนที่ยังไม่สมัครพร้อมเพย์ใช่ไหม เวลาโอนสตางค์ ขอพร้อมเพย์หน่อย บางคนก็สมัครพร้อมเพย์ด้วยเบอร์โทรศัพท์ บางคนก็สมัครพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน แต่ก่อนพร้อมเพย์คืออะไรไม่รู้นะคะ การโอนเงินเฉลี่ยต่อวัน ถ้าโดยภาพรวม โอนเงินแบบบุคคลทั่วไปนะคะ จะเกิดขึ้นประมาณ 35 ล้านบาทต่อคน วันหนึ่งคุณจะเสียเงินในการโอนใด ๆ ก็ตามนี่ ประมาณ 110 บาท ซื้อข้าวก็ 60 บาทซื้อน้ำหวานก็เท่าไรแล้วนะคะ เพราะฉะนั้น มูลค่าเฉลี่ยต่อการทำธุรกรรมต่อคนนะคะ 90 เปอร์เซ็นต์ โอนเงินแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 660 บาท แล้วภาพรวมค่าเฉลี่ยทั้งประเทศต่อวันนะคะ ที่มีการโอนทำธุรกรรมนี่ ประมาณคนละ 3,000 บาท โอเค นักศึกษาจะไม่ถึงหรอก แต่คนที่ทำธุรกรรมยอดใหญ่ ๆ นี่ มันทำให้การเฉลี่ยรวมทั้งประเทศนี่มันเยอะมากนะคะ จำนวนบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น แต่คนที่ใช้บัตรเดบิตลดน้อยล งเพราะอะไรเพราะเราใช้ QR Code ในการจ่ายสตางค์ได้นะคะ การจ่ายเงินออนไลน์มีเยอะขึ้น การจ่ายเงินผ่านเครื่องอ่านชิปการ์ดมีเยอะขึ้น การใช้เช็คลดลงมากนะคะ การถอนสตางค์ผ่านตู้เอทีเอ็มต่อคนต่อปีนี่ประมาณ 3,000 กว่าบาท Counter ธนาคารนะคะ ก็โดยเฉลี่ยแล้วต่อคนปีละประมาณแสนกว่าบาท แต่นี้คือมันไม่ได้หมายความว่าเราจะมีเงินขนาดนั้น แต่คนที่เขามีเงินเยอะนี่ มันทำให้ภาพรวมของการทำธุรกรรมของเรานี่ มันเยอะขึ้นนะคะ เครื่องเอทีเอ็ม อันนี้มันย่อมาจาก Automated Teller Machine อันนี้ทราบกันอยู่แล้วนะคะ เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำธุรกรรมอัตโนมัติของธนาคารทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคธนาคารพาณิชย์ ใครอยากได้สตางค์ตอนไหน ถ้ามีเงินก็ถอนได้อย่างรวดเร็วสะดวกสบาย มีหลากหลายที่ ใต้ตึกที่เราเรียนนี่ก็มีนะคะ มีทั้งบริการถอนเงิน สอบถามยอดเงิน โอนเงิน จ่ายสตางค์ ชำระค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตั๋วเครื่องบิน ทุกอย่าง อยากเปลี่ยนรหัสตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมง ยืนยันตัวตนด้วยก็ได้นะคะ ตู้เอทีเอ็มตอนนี้ก็ทำธุรกรรมได้ค่อนข้างเยอะมาก เครื่องรับบัตร ณ จุดขายนะคะ หรือเครื่องที่รับสตางค์ตรงเครื่อง Point of Sale (POS) นะคะ ก็จะใช้สำหรับการชำระสินค้าแล้วก็บริการนะคะ นอกจากจะจ่ายด้วยเงินสดแล้ว มันก็ยังสามารถจ่ายผ่านเครื่องรับบัตร ซึ่งอาจจะเป็นบัตรเครดิต บัตร Debit Card หรือบัตรพลาสติกอื่น ๆ ใน 7-eleven ก็มี เวลาเราจ่ายเงินก็จ่ายเงินสดได้ บางคนก็มีบัตรเครดิตก็สามารถเสียบบัตรหรือแตะบัตรจ่ายก็ได้นะคะ บัตรพลาสติกต่าง ๆ อาจจะเป็นพวกบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต หรือว่าบัตรเงินสดใด ๆ ก็ตามที่เราสามารถ หรือเป็นพวกบัตร Wallet อะไรพวกนี้นะคะ ถ้าร้านนั้นเขารับบัตรชนิดไหน เขาจะระบุไว้ เราก็สามารถใช้บัตรพลาสติกนั้น ๆ ชำระค่าสินค้าและค่าบริการกับร้านค้านั้นก็ได้ บัตรแม่เหล็ก มันจะมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ๆ นะคะเป็นบัตรแบบออนไลน์ บัตรแบบออฟไลน์ แล้วก็บัตรที่ผสมกันเรียกว่า Hybrid นะคะ บัตรแบบออนไลน์ก็จะมีแถบแม่เหล็กอยู่บนบัตร ซึ่งอาจจะถูกอ่านได้เพียงอย่างเดียว ถ้าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องทำโดยเครื่องเฉพาะเท่านั้นนะคะ จะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่อยู่บนบัตรได้ บัตรจำพวกนี้ก็จะเป็นพวกบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรเดบิตคืออะไร บัตรเอทีเอ็มคืออะไร บัตรเอทีเอ็มจะเป็นบัตรพลาสติกธรรมดานะคะ มันจะไม่มีสัญลักษณ์ Visa หรือ Mastercard บัตรประเภทนี้จะกดเงินได้อย่างเดียว ไม่สามารถแตะจ่ายหรือรูดซื้อสินค้าได้ บัตรเดบิตกับบัตรเครดิตต่างกันอย่างไร บัตรเดบิตจะเป็นบัตรที่เราจะต้องมีเงินในบัญชีนะคะ ถึงจะ… แล้วก็ถอนได้เหมือนบัตรเอทีเอ็มเหมือนกัน แต่ถ้าคุณต้องการจะรูดซื้อสินค้าตามร้านค้าหรือในห้างสรรพสินค้า มันจะหักเงินจากบัญชีคุณเดี๋ยวนั้นทันที อยากซื้อของ 5,000 มีเงิน 10,000 ซื้อได้ มีเงินน้อยกว่านั้นซื้อไม่ได้นะคะ บัตรเครดิตจะเป็นบัตรที่เขาจะให้วงเงินล่วงหน้าคุณมา ว่าทั้งหมดให้คุณเท่าไรบางคนอาจจะได้วงเงินแค่ประมาณ 10,000 20,000 หลักแสน หรือถ้าเป็นผู้บริหารที่ หรือเป็นเจ้าของกิจการอะไรใหญ่ ๆ นี่ วงเงินไม่จำกัด อยากซื้อเท่าไรซื้อ เพราะเขารู้ว่าเขามีปัญญามาจ่ายได้ในสิ้นเดือนนะคะ ซึ่งบัตรเดบิต เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบัตรเรารูดซื้อสินค้าได้ มันจะมีสัญลักษณ์ Visa หรือ Mastercard แบบนี้ ถ้าเรามีสตางค์เรารูดได้หรือเป็นบัตรเครดิตก็จะเป็น Visa Mastercard เหมือนกัน แต่ข้อควรระวังของบัตรเครดิตคือถ้าคุณไปกดสตางค์ มันจะถือว่าคุณเป็นหนี้ นับจำนวนดอกเบี้ยเป็นวันนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าโตไป แล้วมีบัตรเครดิต การใช้บัตรเครดิตใช้ได้ค่ะ แต่ต้องระมัดระวัง แล้วก็หน้าบัตรเครดิต บัตรเดบิตก็เช่นเดียวกัน จะมีเลข 16 หลักตรงหน้าบัตรนะคะ ตรงหน้าบัตรแบบนี้ นี่เลข 16 หลัก เวลาเราซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าอะไรก็ตามเขาจะถามเลข 16 หลักเรา แล้วก็วันหมดอายุของบัตร ชื่อเจ้าของบัตร อีกตรงหนึ่งที่เขาจะถาม ก็คือ เลข 3 หลัก ตรงนี้ บางธนาคารใช้เลขเป็น CID บางธนาคารใช้เรียก CVV บางธนาคารเรียก CVC แต่ทุกอย่างเหมือนกัน ก็คือ เป็นเลขที่เอาไว้เช็กความถูกต้องของเลขหน้าบัตรอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาเราไปซื้อของพยายามเดินตามไปดูด้วยว่าพนักงานไปถือบัตรเราไปด้วยนี่ เขาจดข้อมูลเราไปหรือเปล่า หรือเขาถ่ายรูปบัตรเราไปไหมนะคะ เพราะบางทีนี่ บางเว็บไซต์ในการทำธุรกรรม เขาจะไม่ส่ง SMS มาบอกว่าเรากำลังทำธุรกรรมนะ มันสามารถจ่ายได้เลย ซึ่งก็อันตราย ปั๊มน้ำมัน เวลาเราจ่ายสตางค์ บางคนเดินลงไปดูด้วยว่าเขารูด เฉพาะรูดสตางค์เราใช่ไหม ไม่ใช่ว่าเก็บข้อมูลเราไปด้วยนะคะ บัตรแบบออฟไลน์มันจะเก็บอยู่บนแถบแม่เหล็กที่ถูกอ่านได้จากเครื่องอ่านบัตร สามารถแก้ไขข้อมูลที่อยู่บนบัตรได้ ก็คือ มันจะเป็นการตอกข้อมูลลงไป อันนี้เป็นบัตรที่เก่ามาก บัตรโทรศัพท์ ดูจาก พ.ศ. ในภาพ พวกคุณน่าจะยังไม่เกิด เป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะของประเทศเรานี่แหละ จะโทรศัพท์ทีหนึ่ง อันนี้เป็นแถบแม่เหล็กค่ะ แถบสีขาว ๆ มูลค่า 100 บาท มันโทรถูกโทรไปเท่าไรมันก็จะมีเส้น ๆ ๆ ขีดขึ้น เช่นตัวนี้ 500 บาท ด้านขวามือนี่ มันถูกใช้ไปแล้วโดยประมาณ แต่ยังเหลือเส้นทางนี้อีก ก็แสดงว่าเงินที่เรายังเหลือใช้ได้ก็ประมาณนี้นะคะ ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้วนะคะเป็นแบบออฟไลน์ ในห้องนีนักศึกษาน่าจะยังไม่เกิด นะคะเป็นของที่นิยมใช้เมื่อก่อน แบบผสม มันจะเป็นแบบผสมระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ โดยที่ตัวบัตรจะมีแถบแม่เหล็ก 2 แถบนะคะ แถบแรกจะเป็นแถบสำหรับเพื่อตรวจสอบข้อมูลนะคะ บางมหาวิทยาลัย บัตรแบบนี้นี่ บัตรนักศึกษาเป็นบัตรเอทีเอ็มได้ด้วย เป็นบัตรเดบิตได้ด้วย แล้วก็เป็นบัตรที่ไว้แตะเข้าห้องสมุดได้ด้วย มีแถบแม่เหล็กไว้สำหรับรูดดูข้อมูลได้ แล้วก็สามารถแตะเพื่อแสดงตัวตนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ มหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้นะคะ แล้วบัญชีที่เกิดขึ้นในบัตรนักศึกษา ก็จะเป็นบัญชีที่สามารถจ่ายค่าเทอมได้ด้วย มันจะพ่วงกันไปหมดเลยนะคะ บัตรอัจฉริยะหรือว่า Smart Card ก็จะเป็นบัตรพลาสติกที่คล้าย ๆ กับแถบแม่เหล็ก พัฒนาขึ้นมาจากบัตรนั้นแหละนะคะ แต่คราวนี้มันจะมีตรงเป็น Microcip ฝังอยู่ไว้เก็บข้อมูล เหมือนเวลาเราไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร เมื่อก่อนจะต้องกรอกว่าชื่ออะไร นามสกุลอะไร บ้านอยู่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไรนะคะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง พนักงานธนาคารหยิบบัตรเราไปปึ๊บ เสียบเข้าเครื่อง ข้อมูลทุกอย่างของเราเกิดขึ้น เขาพรินต์ออกมาเซ็นปุ๊บ เปิดบัญชีเสร็จเลย มันสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูข้อมูลส่วนตัวของเราได้ระดับหนึ่งนะคะ ระดับหนึ่ง ในบัตรเครดิตก็มีเช่นเดียวกันนะคะ เป็นเพื่อดึงข้อมูลของเราออกมา เมื่อก่อนอาจจะเป็นต้องเป็นการรูดบัตรอย่างเดียว ตอนนี้เป็นเสียบบัตรก็ได้นะคะ หลักการทำงานของ Smart Card มันก็จะมีการสร้างกุญแจขึ้นมานะคะ ประกอบไปด้วยกุญแจส่วนตัว แล้วก็กุญแจสาธารณะ โดยกุญแจที่ถูกสร้างไว้นี่จะถูกเก็บใน Smart Card กุญแจส่วนตัวจะถูกเก็บไว้ในบัตรนะคะ กุญแจสาธารณะจะถูกเก็บไว้ที่องค์กรที่ได้รับการรับรองนะคะ เขาก็จะมีการออกใบรับรองมาให้ ใครสามารถใช้กุญแจสาธารณะของเราได้บ้างนะคะ อย่างธนาคารนี่เขาก็ต้องมีแล้วใบรับรอง ไม่ใช่ว่าใครมั่วซั่วเอาบัตรเราไปเสียบแล้วดูข้อมูลได้หมด ไม่ได้นะคะ เขาจะต้องได้รับจากกระทรวงมหาดไทยนะคะ เป็นต้น ธนาคารแห่งประเทศไทยที่สามารถเอากุญแจสาธารณะของเรานี่ มาเปิดดูได้นะคะ ข้อดีของการใช้ Smart Card แน่นอนมันมีความน่าเชื่อถือกว่านะคะ มีการเข้ารหัส เก็บข้อมูลได้มากกว่าด้วยนะคะ ไอ้เป็นแผ่นสีทอง ๆ บนบัตรประชาชนของเราน่ะค่ะ ลักษณะคล้าย ๆ กับซิมการ์ดโทรศัพท์เรา มันก็จะป้องกันลดโอกาสในการปลอมแปลงด้วยนะคะ เพราะว่ามันจะมีการเข้ารหัสถอดรหัสอยู่แล้ว มันเอาไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ก็ได้ สามารถนำใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ระบบขนส่ง เวลาเราไป Check in เคาน์เตอร์สายการบิน เขาก็จะเอาบัตรประชาชนเราเสียบเข้าไปดู ว่าคนที่กำลังเดินทาง กับคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ตรงกันหรือเปล่า บัตรประชาชนปลอมไหมนะคะ การบริการธนาคาร ไปธนาคารปุ๊บ พนักงานธนาคารจะขอเลยค่ะ ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ เขาจะไปเสียบในเครื่อง ยืนยันตัวตนว่าเป็นเราที่มาทำธุรกรรมนั้นจริง ๆ นะคะ การให้บริการด้านสุขภาพ เพื่อตรวจสอบสิทธิในการรักษาพยาบาลก็ใช้บัตรประชาชนนะคะ การชำระเงินของ e-Commerce หรือว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ ก็จะประกอบไปด้วย มี 6 อย่างที่ใช้ในประเทศไทยนะคะ มีการโอนเงินมูลค่าสูง มีการโอนเงินครั้งละหลายรายการ มีการโอนเงินรายย่อยค่าธนาคาร การโอนเงินในธนาคารเดียวกัน การใช้บัตรพลาสติกในการชำระเงิน แล้วก็การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ อันแรก การโอนเงินที่มีมูลค่าสูง หรือว่า BAHTNET บาทเงินไทยนี่นะคะ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเงินเพื่อรองรับการโอนเงินที่มีมูลค่าสูงนะคะ อาจจะเป็นสถาบันการเงิน กับเงินฝากที่มีบัญชีในลักษณะที่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นตลอดเวลานะคะ พวกธนาคารใหญ่ ๆ นี่ เขาจะเรียกว่าเป็นบัญชีกระแสรายวัน มีเงินเข้าเงินออกตลอดนะคะ ก็พัฒนาระบบ BAHTNET มานี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการชำระเงิน ให้มันดุล ก็คือให้ยอดมันตรงกันระหว่างสถาบันทางการเงินกับเงินฝากที่มีนะค ะแล้วก็ให้มันมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย การโอนเงินครั้งละหลายรายการ ก็จะเป็นระบบของงานธนาคาร บางครั้งมันจะมีการโอนเงินอัตโนมัติหลายบัญชี เช่น วันนี้เงินเดือนข้าราชการออก มันจะเป็นการโอนเงินรอบเดียว กี่ร้อยคนว่าไปขององค์กรนั้น ๆ นะคะ มันจะมีลักษณะของการโอน ก็คือ โอนภายในวันนี้วันเดียว ก็คือเงินเดือนอาจจะเข้าตอนตี 3 บางคนตี 3 บางคนตี 5 บางคน 6 โมงเช้า แต่ทุกคนจะภายในวันเดียวกัน กับการโอนเงิน เช่น วันนี้เงินเดือนออก มหาวิทยาลัยอาจจะเตรียมเงินไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพื่อให้เงินมันเข้าวันนี้ อย่างนี้ก็ทำได้นะคะ การโอนเงินรายย่อยข้ามธนาคารก็จะเป็นการโอนแบบออนไลน์ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม interner Banking Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์ธนาคาร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราทำเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วการ การ Scan QR Code ก็เป็นการโอนเงินรายย่อย อาจจะเป็นธนาคารเดียวกัน หรือต่างธนาคารกันก็ได้นะคะ อันนี้พูดถึงไปแล้ว การใช้บัตรพลาสติกในการชำระเงิน ก็บัตรเดบิต อย่างที่บอกค่ะ เป็นบัตรที่เบิกเงินจากใช้เงินสดจากบัญชีเรา หักยอดเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้าของบัตร แล้วโอนไปให้เจ้าของร้านค้าหรือคนที่รับสตางค์ทันที ส่วนบัตรเครดิตการ์ด ก็เป็นบัตรที่เจ้าของบัตรได้รับวงเงินที่เรียกว่าวงเงินสินเชื่อจำนวนหนึ่งจากธนาคาร ใช้สำหรับชำระสินค้าจ่ายค่าบริการใด ๆ นะคะ หรืออาจจะถอนเงินสดที่มีดอกเบี้ย โดยที่ธนาคารจะเรียกเก็บเมื่อสิ้นคาบเวลาที่กำหนดไว้ เช่นจ่ายทุกวันที่ 18 ของเดือน ถ้าคุณช้า เงินที่ค้างชำระจะถูกคิดเป็นดอกเบี้ยทันทีนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราโตไป เรามีบัตรเครดิตก็ต้องชำระตามกำหนดที่ธนาคารทำข้อตกลงกับคุณไว้นะคะ แล้วแต่คน บางคนก็บอกว่าอยากให้มันตัดเงินวันที่ 1 ของทุกเดือนใด ๆ ก็ว่าไป ให้เงินเดือนออกก่อน อะไรอย่างนี้นะคะ ก็ตกลงกันได้ กระบวนการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ตนะคะ แน่นอน ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้า ก็จะมี Gateway ของธนาคารในการตรวจสอบ กับธนาคารที่ร้านค้านั้น ๆ ใช้บริการ ก็จะตรวจสอบแล้วว่า เลขบัตรเครดิตเป็นอย่างไรถูกต้องไหมนะคะ โดยที่เขาจะตรวจสอบกับธนาคารเจ้าของบัตรด้วย ผ่านระบบเครือข่ายธนาคาร ถ้ามีการอนุมัติ ก็จะเข้าบัญชีร้านค้า แล้วก็ไปหักบัญของลูกค้า มีการเรียกเก็บเงิน โดยทุกขั้นตอนจะมีการยืนยันไปที่ตัวลูกค้าด้วย เช่น คุณได้ทำการ Login ก็จะมีอีเมลบอก คุณได้รูดเงินสั่งซื้อตัวนี้ ส่ง SMS มาบอก ส่ง OTP มาบอก ใช่คุณไหม กรุณากรอกเลข 6 หลักที่ได้รับจาก SMS เพื่อยืนยัน มีการยืนยันหลายครั้งมาก เพราะฉะนั้น อย่างที่บอกค่ะ เราแทบจะปฏิเสธการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ยากมากนะคะ เงินอิเล็กทรอนิกส์หรือว่า e-Money ก็จะเป็นเงินสดที่อยู่ในรูปแบบของสื่อการชำระเงินในรูปแบบต่าง ๆ เป็นบัตรพลาสติกหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ในการเลือกซื้อสินค้า บางครั้งเราจะเรียกสิ่งของเหล่านี้พูดว่าเป็นการ์ดนะคะ เป็น Multipurpose ก็คือเป็นบัตรที่สามารถใช้งานได้หลายวัตถุประสงค์ของร้านนี้ ทั้งบัตรสมาชิก ทั้งบัตรสะสมแต้ม บัตรจ่ายสตางค์ได้ด้วยนะคะ บางคนก็รู้สึกว่าใช้บัตรไม่ใช่สิ ใช้แอป Wallet บางคนใช้ True Money Wallet อันนี้ก็เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่คุณจะต้องเติมเงินเข้าไป บางคนไม่มีบัตรเครดิต อยากซื้อเกมออนไลน์ ขอแค่มีอะไรนะ True Money Wallet มันจะสร้างบัตรเครดิตส่วนตัวให้คุณ บางคนก็ใช้บัตรนี้ซื้อแอปพลิเคชันบน iPad บ้าง ซื้อแอปใน iPhone บ้าง จ่ายเงินค่า Item ในเกมบ้าง ซื้อเกมออนไลน์ผ่าน Stream บ้าง ก็ใช้ True Money Wallet Card ที่เขาสร้างขึ้นมาให้นะคะ เลข 3 หลักสุดท้ายที่ปรากฏอยู่หลังบัตรเครดิต แถว ๆ ที่เซ็นลายเซ็น เหมือนที่อธิบายในรูปก่อนหน้านี้ มันจะเป็นเลขที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากเลข 16 หลักหน้าบัตร ใช้ในการเพิ่มความปลอดภัยนะคะ ซึ่งบริษัท Mastercard เป็นบริษัทแรกที่เอามาใช้นะคะ จะเป็นแบบนี้ เอาไว้เช็ก จากบางคนนี่เขากลัวมากว่าข้อมูลของเขาจะหลุดไป บางคนจะท่องจำเลข 3 หลักนี้ไว้ แล้วเขาลบออกจากบัตรเลย เวลาไปซื้อของตามห้าง จ่ายเงินปั้มน้ำมัน เขารู้สึกว่าเขาปลอดภัยมากขึ้นถามว่าไอพวกตัวเลขนี้ลบได้ไหม ลบได้นะคะ ใช้น้ำยาลบนิดหนึ่งก็ออกแล้ว อันนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของแต่ละคน เพราะว่าเลข 3 หลักนี้จะเปลี่ยนทุกครั้ง ถ้าบัตรหมดอายุ เขาจะ Generate หรือว่าสร้างให้ใหม่นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาใช้บัตรพลาสติกใด ๆ ก็ตาม ถ้ามีเลขตัวนี้ก็ให้ระวังด้วยว่า ถ้าข้อมูลของคุณหลุดไปทั้งหมดนี่ เขาอาจจะทำธุรกรรมผ่านบัตรคุณได้ การชำระเงินแบบออฟไลน์ก็เกิดขึ้นได้นะคะ ก็อาจจะเป็นการซื้อของออนไลน์ก็จริง แต่เก็บเงินปลายทาง หรือไปรับสินค้าที่ไปรษณีย์ก็ได้นะคะ ร้านค้าอาจจะยังไม่ได้เงินทันที ก็ต้องรอจนกว่าคุณจะจ่ายให้ไปรษณีย์ก่อนแล้วค่อยไปรับสตางค์นะคะ ไอ้พวกนี้ก็ซื้อออนไลน์ก็จริงค่ะ แต่เราก็ยังจ่ายเงินสดได้ ก็ทำได้เหมือนกันนะคะ บางคนก็นิยมด้วยแต่ก็ต้องระวังพวกที่หลอกลวงด้วย บางคนอยู่บ้านกับปู่กับย่า กับตากับยาย ตายายอยู่บ้าน มีคนมาหลอกว่าเอ้ยนี้ของหลานนะต้องจ่ายให้ อันนี้ก็ต้องกำชับผู้ใหญ่ที่บ้านด้วย บางคนไม่เข้าใจนะคะเห็นว่า เอ้อ ของหลาน 50 บาท 60 รับ ๆ ไปจ่ายเงินแทน จริง ๆ อาจจะโดนมิจฉาชีพก็ได้ เพราะฉะนั้น เวลาเราสั่งซื้ออะไร ถ้าเป็นเก็บเงินปลายทางก็อย่าลืมบอกคนที่บ้านด้วยว่าเราสั่งของมานะ หรืออาจจะฝากเงินไว้ให้ เพื่อว่าเออเราซื้อจริง ๆ ในราคาเท่านี้ก็ว่าไปนะคะ การชำระเงินในรูปแบบอื่น ๆ ก็อาจจะเป็น Counter Service ตาม 7-eleven ก็ได้นะคะ ตอนนี้ Counter Service ทำได้ทุกอย่าง ฝากสตางค์ ถอนสตางค์ จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดรถ โอ๊ย ค่าจิปาถะได้หมดที่ 7-eleven อันนี้ก็สะดวก บางคนก็นิยมไป 7-eleven เพราะว่าโอ๊ยกว่าจะขับรถไปจ่ายค่าน้ำประปา ไกล Scan QR ก็ไม่เป็นนะคะ ไป 7-eleven เสียอาจจะเสียค่าธรรมเนียมบ้าง 10 บาท 20 บาท บางคนเขาก็เห็นว่าสะดวกกว่านะคะ เพราะฉะนั้น วันนี้เลย มีงานให้ทำ 5 ข้อนะคะ อันนี้ ทุกข้อนักศึกไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่จะหาก็ได้ไม่ว่ากัน บางข้อ ดูในสไลด์ที่อาจารย์ให้ก็ตอบได้นะคะ อย่างเช่นข้อ 3 อันนี้ไม่ต้องหาเงินในอินเทอร์เน็ตก็ได้ ถ้าเราเป็นคนซื้อของออนไลน์ เรารู้สึกว่าตอนนี้ มันมีปัญหาในการจ่ายเงินออนไลน์ไหม เช่น หนูกลัวโดนหลอก ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าคนไม่โดนหลอก ถ้าคุณเป็นคุณเองที่ซื้อของ คุณจะเอาความเชื่อถืออย่างไร ถึงมาเลือกว่าเราจะซื้อร้านนี้ อันนี้ไม่ต้องหาในเน็ตก็ได้ ถามตัวคุณเอง เอาตัวเองน่ะ ใครไม่เคยซื้อของออนไลน์มั่ง ไม่มีนะคะ ซื้อของออนไลน์กันหมด แล้วก็ข้อ 4 อันนี้ก็ไม่ต้องหาในอินเทอร์เน็ต อาจารย์ถามว่าพวกคุณน่ะ เคยจ่ายเงินซื้อของออนไลน์ ด้วยวิธีอะไร แล้วคิดว่ามันปลอดภัยที่สุดไหม บางคนก็บอกเก็บเงินปลายทาง บางคนก็บอกโอนจ่าย ลองบอกมาสิว่าที่คุณจ่ายไปน่ะ คุณคิดว่ามันปลอดภัยไหม แล้วก็ข้อ 5 อันนี้ก็ถามนักศึกษาเหมือนกัน ไม่ต้องหาในอินเทอร์เน็ต ถ้ามีคนเอาบัตรเครดิตเราไปน่ะ บัตรเอทีเอ็มเรานี่ เอาไปซื้อของ ไปจ่ายสตางค์ ถ้ามีคนเอาไปใช้นะ เราจะต้องเป็นคนรับผิดชอบไหม ในความคิดนักศึกษา คิดเอาเอง แล้วจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้คนเอาบัตรเราไป อันนี้ถามนะ ข้อ 1 ข้อ 2 นี่ อาจจะหาในอินเทอร์เน็ตก็ได้ ดูในสไลด์อาจารย์ก็ได้ แต่ข้อ 3 4 5 อาจารย์ถามความคิดนักศึกษา เอาความคิดตัวเองตอบเองนะคะ ไม่ต้องหาในอินเทอร์เน็ตข้อ 3 4 5 เอาประสบการณ์ตัวเองมาตอบนะคะ อันนี้ก็ทำลงใน… พิมพ์ลงไปใน Microsoft Word เหมือนเดิมนะคะ ส่งใน Google Classroom 5 ข้อแค่นี้นะคะ ไม่ต้องลอกโจทย์ก็ได้ แต่ใส่เลขข้อให้อาจารย์ด้วย ว่าคำตอบนี้ของคำตอบข้อไหนนะคะ น่าจะทำได้ ลองดูสิ ถ้าไม่เข้าใจก็ยกมือ เข้าใจทุกคนเลยนะคะ อย่างนั้นเดี๋ยวให้เริ่มทำในห้อง ค่ะ เดี๋ยวพี่ล่ามพักก่อนก็ได้ค่ะ ทำกิจกรรมในห้องค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]