(อาจารย์เกวลี) ส่งแล้วก็การดูแลลูกค้าหลังจากการซื้อนะคะ รวมถึงการวางแผนการผลิตหรือการที่เราจะสั่งสินค้าเข้ามาขาย การให้บริการเฉพาะบุคคล อย่างเช่น การดูแลสมาชิกนะคะ การดูแลสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าของเรา หรือว่าในสต๊อกของเราด้วย ไอ้พวกเหล่านี้ จะเป็นระบบย่อย ๆ ที่อยู่ในการดำเนินงานธุรกิจบนโลกออนไลน์ของเรานะคะ โดยองค์ประกอบหลักแล้วก็ความสามารถของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ อย่างแรกที่สำคัญ คือ การมีหน้าร้านนะคะ โดยที่หน้าร้านนี่จะถูกสร้างโดยผู้ขาย ซึ่งมักเป็นแบบรูปแบบธุรกิจ แบบธุรกิจกับลูกค้าโดยตรงนะคะ โดยที่หน้าร้านนี่จะมีการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้า มีความสามารถในการให้บริการด้านต่าง ๆ ทั้งลูกค้าสามารถเอาสินค้าหย่อนลงไปในตะกร้าได้ มีการค้นหาการเปรียบเทียบสินค้าในหน้าร้านของเราได้ สามารถเลือกหรือสามารถแช็ตต่อรองราคาสินค้าได้นะคะ รวมถึงพอเราหย่อนสินค้าลงไปในตระกร้าแล้วเราสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยืนยันการสั่งซื้อสินค้าได้ ช่องทางการรับชำระเงินเมื่อก่อนนะคะ เมื่อก่อน ก่อนที่เราจะมีการใช้บริการพร้อมเพย์เยอะขึ้นนี่ ส่วนมากการซื้อสินค้าออนไลน์จะใช้บัตรเครดิตนะคะ แล้วก็กระบวนการสั่งสินค้าการตอบรับสินค้าจะเกิดขึ้น ตอนนี้ คนจะคุ้นชินกับการใช้งานการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น มากกว่าเมื่อก่อนนะคะ เพราะฉะนั้น ไอ้องค์ประกอบเหล่านี้นี่ เมื่อก่อนเราอาจจะทำความเข้าใจได้ลำบาก แต่ตอนนี้ พวกนักศึกษานี่ก็ถือว่าเป็นลูกค้า เคยเป็นลูกค้ามาแล้วจากการที่ส่งการบ้านมานะคะ เคยซื้อของออนไลน์มาแล้ว น่าจะเข้าใจกระบวนการเหล่านี้พอสมควรนะคะ องค์ประกอบหลักข้อต่อมา มันจะสามารถติดตามดูผลการสั่งซื้อสินค้าของเราได้ สามารถตรวจสอบสถานะ มีการตอบคำถามให้บริการก่อนและหลังการขาย เช่น ก่อนที่เราจะซื้อ เราสามารถแช็ตไปถามเขาก่อนได้ว่าสินค้าตัวนี้ นอกจากสีนี้แล้ว มีสีอื่นหรือเปล่า มีขนาดอื่นไหม หรือถ้าเราสั่งจำนวนมาก ได้ส่วนลดเพิ่มหรือเปล่านะคะ หรือถ้าสินค้าพวกนี้ เราซื้อมาแล้ว เขารับประกันเราอย่างไรบ้างนะคะ เช่น ส่งมา รับประกันภายใน 1 เดือน ถ้าไม่พอใจ เปลี่ยนชิ้นใหม่ หรือคืนเงิน แล้วแต่จะว่าไป หรือว่าของบางอย่างรับประกันหลังการขาย 3 เดือน ถ้าของมีปัญหา ก็ส่งมา เขาจะซ่อมให้ หรือเปลี่ยนให้นะคะ มี Comment นะคะ หรือมีข้อเสนอแนะข้อแนะนำด้านล่าง เวลาเราซื้อ สังเกตง่าย ๆ เวลาเราไปซื้อของใน Shopee นะ มันก็จะมีถ้าเลื่อนลงมาเรื่อย ๆ จะมีการแสดงความคิดเห็น เช่น ลูกค้าที่เคยซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว เขามาให้ความคิดเห็นว่าสินค้าที่ได้รับรวดเร็วดี ถูกต้อง สีสวยอะไรก็ว่าไปนะคะ เพราะการที่มีลูกค้ามาให้ข้อ Comment แบบนี้นี่ มันเหมือนเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในการให้บริการของร้านเราด้วยนะคะ ว่าเราซื่อสัตย์ต่อลูกค้า สินค้าตรงปกไม่มีการหลอกลวงนะคะ รวมถึงการจัดการระบบขนส่ง ถ้าเราใช้พวก Platform ซื้อขายปัจจุบันนี่ เวลาเราสั่งซื้อของ เขาก็จะมีเลข Tracking สำหรับดูว่าสินค้าที่เราซื้อนี่ ตอนนี้มันอยู่ที่สถานะอะไร กำลังบรรจุ ตอนนี้มีบริษัทพัสดุเข้ามารับสินค้าไปแล้ วตอนนี้สินค้าเราอยู่ที่จังหวัดไหน วันไหนจะมาส่งให้เราที่บ้าน เราสามารถตรวจสอบได้นะคะ โดยการพัฒนาหน้าร้านนี่ ก็จะมีอยู่ 3 ระบบย่อยนะคะ ตั้งแต่ระบบของพ่อค้า หรือระบบของผู้ขายนี่แหละนะคะ เกี่ยวกับการจัดการแค็ตตาล็อก การจัดการตะกร้าสินค้า ระบบของการดำเนินการก็จะมีตั้งแต่การสั่งซื้อ การจ่ายเงิน การได้รับเงิน รวมถึงระบบอื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องมีนะคะ และข้อที่ 3 สำคัญที่สุดก็คือช่องทางในการชำระเงิน ก็จะเกี่ยวข้องกับระบบการเงิน เกี่ยวข้องกับธนาคารนะคะ อย่างเช่น หน้าร้านที่เราคุ้นเคยกันดี ตอนนี้ก็เป็น Platform สำหรับการซื้อขายออนไลน์อันดับ 1 ในประเทศไทย เขาเคลมว่าอย่างนั้น เขาบอกตัวเองว่าเขาเป็นเว็บไซต์ขายของที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ก็คือ Shopee บางคนก็จะบอกชอบใช้ Lazada นะคะ ก็แล้วแต่ความถนัด แต่บางคนก็จะเข้าไปดูทั้ง 2 Platform นี้เลย ว่าร้านค้าที่ใกล้เคียงกัน สินค้าใกล้เคียงกัน อันไหนมีโพรโมชันที่ดีที่สุด เราสามารถเปรียบเทียบได้นะคะ โดยฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการที่เราจะเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์แล้วกันนะคะ ก็จะมีบริการที่เราสามารถจัดการแค็ตตาล็อกสินค้าได้ จัดการตะกร้าสินค้าได้นะคะ อาจจะมีการตรวจสอบเครดิตของลูกค้า เช่น เราสั่งซื้อเข้าไปนี่ มันก็จะมีการเชื่อมต่อไปดูกับผู้ให้บริการของเราอีกระดับหนึ่งนะคะ ว่าลูกค้าเรามีความน่าเชื่อถือไหม จะโดนหลอกหรือเปล่า ตอนนี้ ปัจจุบัน ทั้งคนซื้อคนขายต่างกลัวกันและกันเหมือนกันว่าจะโดนหลอกหรือเปล่านะคะ ขั้นตอนการสั่งซื้อ เขาเรียกว่า “ระบบหลังบ้าน” นะคะ ว่าถ้าเราใช้ Platform ที่อาจจะเสียสตางค์เช่า Platform นี่ เราอาจจะไม่ต้องพัฒนาเอง มันมีความสามารถอะไรได้บ้างนะคะ การจัดส่งสินค้า เราจะจัดส่งอย่างไร บางร้านค้าก็จะขึ้นเลยว่า ถ้าสั่งวันนี้ก่อนเที่ยง ก็จะส่งภายในบ่ายวันนี้เลย อะไรก็ว่าไปนะคะ การตรวจสอบการขนส่งสินค้า จะต้องมั่นใจว่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็คือจัดการติดตามสถานะของพัสดุเรานั่นแหละนะคะ มีการให้บริการสำหรับผู้ซื้อ หรือคนที่แค่กดเข้ามาดูร้านค้าเราก็ได้นะคะ อาจจะมีการลงทะเบียนเพื่อรับโพรโมชันพิเศษใด ๆ ก็ตาม มีการแสดงความคิดเห็น อาจจะแสดงในสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติม เช่น ลูกค้ารูปเพิ่ม อยากได้รูปมุมซ้าย มุมขวา หรืออยากได้รูปใด ๆ ก็ตามเราก็สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้นะคะ อาจจะผ่านตัวคอมเมนต์ หรือผ่านแช็ตส่วนตัวก็ได้นะคะ โดยก่อนที่เราจะเริ่มพัฒนาหน้าร้านของเรานะคะ รายละเอียดที่ต้องพิจารณาก็จะมีว่าเราจะขายอะไรนะคะ ก็คือ แล้วเราจะขายให้ใคร เราจะจัดทำโพรโมชันไหมนะคะ โพรโมชันเปิดร้านใหม่ก็จะมี แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ง่าย ๆ เลย ช่วงนี้ฤดูฝน อยากขายของเริ่มขายง่าย ๆ บางคนบอกอยากขายเสื้อกันหนาว ซึ่งมันก็ไม่ใช่ฤดู ถ้าบอกขายร่ม ขายเสื้อกันฝนอย่างนี้ หรือมีการทำโพรโมชันใด ๆ ก็ตามนะคะ ขายเสื้อผ้าแถมชุดกันฝนก็ได้นะคะ เพราะว่าช่วงนี้ก็ดูตามฤดูกาลของประเทศไทย ยี่ห้อ หรือแบรนด์ที่เราจะมาใช้มาขายนี่ เราพิจารณาอย่างไร ใช้แบรนด์แบบที่เป็นทางการ หรือสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แล้วเราก็มาขายก็ได้นะคะ ความสามารถของหน้าร้าน หลังร้าน สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมากน้อยเพียงใด หน้าตาเว็บไซต์ สามารถเรียกดูเว็บไซต์ได้ภายในเวลากี่วินาทีนะคะ รวมถึงกระบวนการจัดการโครงสร้างของเว็บไซต์ ความยากง่ายในการพัฒนา อันนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะพัฒนาหน้าร้านของเรานะคะ มีทั้งการทำงานของรถเข็นสินค้า เดี๋ยวจะมีว่ารถเข็นสินค้าแต่ละประเทศเป็นอย่างไรนะคะ แนวทางที่จะทำให้ลูกค้านี่ หรือคนที่สนใจสินค้าเรานี่ เขาสั่งซื้อสินค้าเราแล้วก็จ่ายเงินนี่ ทำอย่างไรให้เราให้เขาสะดวกที่สุดนะคะ เพราะถ้าเราจบการขายเร็ว รายได้เราก็เพิ่มขึ้นด้วย มีการสร้างเครดิต เช่น ลูกค้าเก่า เขาจะได้สิทธิประโยชน์อะไร ลูกค้าใหม่จะได้สิทธิประโยชน์อะไรนะคะ การให้บริการส่วนบุคคล ก็คือ ถ้าบางร้านค้านะคะ เขาจะเขียนว่า ลูกค้าเดิมสามารถจองสินค้าได้ก่อนลูกค้าใหม่นะคะ อันนี้ก็คือให้สิทธิพิเศษและจูงใจให้เกิดการเป็นลูกค้า ถ้าเป็นลูกค้าเดิมอาจจะได้โพรโมชันหรือสินค้าที่ออกใหม่เร็วกว่าเพื่อน ราคา ต้องกำหนดราคาที่แท้จริง ประเทศไทยนะคะ ราคาสินค้าทุกอย่างจะต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณตั้งราคาไว้ 500 แต่คิดราคาจริงเป็น 535 บาท ลูกค้าบางคนอาจจะงงว่า 35 บาทมาจากไหน มันคือภาษีอะไรอย่างนี้ แต่คุณไม่ได้บอกเขาแต่ต้น อาจจะคิดนะคะ ถ้าเขาไม่ยอมขึ้นมา อันนี้เราก็ต้องพิจารณาเรื่องการกำหนดราคาตั้งแต่แรกด้วยนะคะ ถ้าใครไปซื้อของหรือไปกินข้าวคุณจะเห็นเลยว่า ราคาเวลาในใบเสร็จที่เราได้มาจะเป็นราคาสุทธิ แล้วเขาก็จะแยกให้ดูเลยว่า ราคาเริ่มต้นเท่าไร ราคาภาษีเท่าไร รวมแล้วเป็นเท่าไร เราจะต้องชี้แจงแบบนี้ได้นะคะ การออกแบบหน้าร้าน สิ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หรือ Platform ของเรานี่ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว Content บนเว็บไซต์จะต้องไม่มีปริมาณหรือขนาดพื้นที่มาก จนทำให้เราสามารถโหลดหน้าตาเว็บขึ้นมาได้เร็วขึ้น ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากนะคะ ถ้าให้ผู้สูงอายุมาใช้งานก็ยังต้องใช้งานง่าย หรือเด็กที่ยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็ต้องใช้งานได้ มีการเชื่อมต่อกับระบบที่เป็นสากลนะคะ ไม่ใช่ว่าใช้ได้แค่ในประเทศไทย ต่างชาติเข้ามาดูไม่ได้ อย่างนี้นะคะ การจ่ายเงินจะต้องสมบูรณ์แล้วก็มีความปลอดภัยนะค มีการประกันความเสี่ยง มีงานการป้องกันการเจาะระบบ มีการให้บริการก่อนและหลังการขาย อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนะคะ แล้วก็ราคาต้องชัดเจน ห้ามเขียนว่า “ติดต่อหลังไมค์” ติดต่อผ่านช่องแช็ต ไม่ได้นะคะ ตอนนี้มีกฎหมายเขาจะบอกว่า ถ้าไม่เปิดเผยราคาสินค้านี่ สามารถแจ้งได้นะคะ ว่าอาจจะทำไมต้องไปแอบคุยข้างนอก บอกราคามาเลยอะไรอย่างนี้นะคะ องค์ประกอบสำคัญของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็คืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การทำแค็ตตาล็อกสินค้านะคะ ซึ่งในรูปแบบออนไลน์นี่จะเรียกว่าเป็น E-Catalog มันจะเป็นการนำเสนอรายการสินค้าแบบออนไลน์ ก็จะมีการบรรจุข้อมูลสินค้าต่าง ๆ รูปภาพ ราคา มีโพรโมชันไหม จ่ายเงินอย่างไร ต้องโอนสตาค์ หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือจ่ายผ่าน QR Code นะคะ สามารถรับสินค้าได้ที่ไหน ให้ส่งไปที่บ้านหรือรับที่สาขาใดก็ว่าไปนะคะ ก็จะมีการแบ่งหมวดหมู่ มีแบ่งประเภท สามารถค้นหาสินค้าได้ง่ายนะคะ แล้วก็มีข้อมูลต่าง ๆ อย่างชัดเจน รายละเอียดครบนะคะ สามารถสั่งออนไลน์ได้อันนี้แน่นอน แล้วก็ ก็จะมีการจัดวางเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าด้วยนะคะ ลักษณะของ E-Catalog นี่ แน่นอนค่ะ มันจะทำงานโดยรูปแบบออนไลน์ สั่งซื้อก็ออนไลน์ ทำงานอาจจะบนพื้นฐานของเว็บไซต์นะคะ มีฐานข้อมูลดูแลในส่วนของสินค้า ราคา การสั่งซื้อ อันนี้เป็นเบื้องต้นนะคะ มีการบูรณาการกับ Software อื่น ๆ ทั้งการคำนวณภาษี การออกใบเสร็จ การนำเข้า การรองรับผู้จัดจำหน่ายนะคะ หรืออาจจะเป็นการเติมเต็มในส่วนการทำงานอื่น ๆ เช่น อาจจะเป็นการจัดทำส่วนลด ใบส่งของนะคะ ใบรับของ ไม่ว่าจะเป็นกิจธุรกิจหรือกิจกรรมใด ๆ ในการซื้อขายของเรานะคะ อาจจะต้องมีส่วนในการทำธุรกรรมนั้น ๆ โดยถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แล้วเขามีความพร้อมนะคะ ด้านกำลังทรัพย์ เขาอาจจะซื้อชุด Software นะคะ มันอาจจะเป็นชุด Software ที่ประกอบไปด้วย Software ย่อย ๆ หรือกลุ่มของเครื่องมือต่าง ๆ นะคะ เอามาไว้ใช้ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ระบบข้อมูลนะคะ การทำธุรกิจภายในองค์กรของเราสำหรับทั้งผู้ใช้งาน แล้วก็ผู้ดูแลระบบนะคะ โดยที่ชุด Software ที่ถ้าเราซื้อสำเร็จมานี่ มันจะมีความยืดหยุ่นมากนะคะ ถ้าเราสั่ง หรือแจ้งความต้องการ ก่อนที่เขาจะพัฒนาระบบให้เรานี่ มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเราได้นะคะ มีระบบสนับสนุนหน้าที่การทำงานต่าง ๆ ในธุรกิจของเราอย่างครบสมบูรณ์แบบ แต่ว่า ถ้าเราซื้อมาแล้ว ในอนาคตถ้าเราอยากมีการปรับเปลี่ยนอะไรหลังจากนี้ อาจจะต้องมีเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็แล้วแต่ ส่วนมากจะเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เขาจะเลือกใช้ชุด Software ประเภทนี้ เพื่อจัดการการซื้อขายออนไลน์ให้เสร็จภายใน Software ชุดเดียวนะคะ หลังจากที่เราพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว เราก็จะเริ่มมาจัดตั้งธุรกิจนะคะ อาจจะต้องมากำหนดว่า ธุรกิจที่เราจะทำนี่ คือ ธุรกิจอะไร ขายของเป็นไปได้ไหม เรามีทีมงานเป็นใครบ้างนะคะ มีการจัดทำแผนธุรกิจ พิจารณาถึงแหล่งเงินทุน เราจะเอาเงินที่ไหนมาทำธุรกิจ เงินส่วนตัว หรือไปกู้ยืม จากสถาบันทางการเงิน หรือหาหุ้นส่วน อาจจะเป็นนักลงทุนมาร่วมลงทุนกับเราในการทำธุรกิจออนไลน์นะคะ อันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนพิจารณา โดยการวางแผน เราต้องวางแผนว่า เป้าหมายของการทำธุรกิจขององค์กรของเราคืออะไรนะคะ สารสนเทศใดบ้างที่จะใช้ในองค์กรของเรา ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลของคู่แข่ง ต้องใช้ไหมนะคะ เราจะทำงานบน Platform อะไร ใช้ Software อะไร ใช้เครื่อง Server ใช้ระบบปฏิบัติการอะไร ใช้เครือข่ายแบบไหนนะคะ เครือข่ายแบบไร้สายอย่างเดียวเลยไหมนะคะ หรือยังต้องมีการเดินสาย LAN ในองค์กรเราหรือเปล่า เทคนิคในการพัฒนา Platform ของเราคืออะไร เราจะทำเป็นแอปพลิเคชันอย่างเดียว หรือเป็นทั้งเว็บไซต์ ทั้งแอปพลิเคชัน หรือมีเว็บไซต์อย่างเดียว แอปพลิเคชันไม่มี มีเทคนิคในการวางกลยุทธ์ในการส่งเสริมการขายไหม กฎระเบียบของการใช้งานในระบบ การเข้าถึงระบบ ลูกค้าเข้าถึงได้ตรงไหน สมาชิกจะมีสิทธิประโยชน์อย่างไร พนักงานแต่ละคน เข้าถึงข้อมูลได้ขนาดไหน เราต้องมาวางกฎระเบียบเหล่านี้ด้วยนะคะ โดยขั้นตอนการพัฒนา Platform หรือแอปพลิเคชันของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ จะมีอยู่ 4 ขั้นนะคะ ขั้นแรกก็จะเป็นเกี่ยวกับการวางโครงสร้าง การกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ขององค์กร ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจของเราเป็นไปตามเป้าหมายแล้วก็วิสัยทัศน์นะคะ โปรแกรมที่เราจะมาใช้ ในส่วนของการทั้งดูแลข้อมูล แล้วก็พัฒนาระบบสารสนเทศของเรานะคะ จะใช้โปรแกรมอะไร เพราะว่าถ้าเลือกแล้ว นาน ๆ ไปคุณอยากเปลี่ยน ระบบคุณก็อาจจะมีปัญหานะคะ มันจะต้องกำหนด Hardware Software ตั้งแต่แรกที่จะเอามาใช้ในการทำงาน บุคลากรกระบวนการต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบ คุณจะหาบุคลากรเหล่านี้ หรือกระบวนการเหล่านี้มาได้อย่างไรนะคะ จะจ้าง จะซื้อขาด หรือจะพัฒนาเอง เราต้องเลือกนะคะ ก็คือเหมือนที่อาจารย์พูดเมื่อกี้ เลือก Option ในการพัฒนานะคะ พัฒนาเองก็ได้ เขียนโปรแกรมเอง หรือจ้างคนภายนอกเขียนโปรแกรมให้ก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะมีการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละอย่าง พอเราได้ระบบมาแล้ว ได้แอปพลิเคชันมาแล้ว ได้เว็บไซต์มาแล้ว จะต้องมีการติดตั้งแล้วก็ทดสอบ เราจะทดสอบอย่างไร สมมติว่าในองค์กรของคุณมีหลาย ๆ ฝ่ายนะคะ เราจะทดสอบทีละหน่วยบริการ หรือฝ่ายต่าง ๆ อาจจะเริ่มแรกจากฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้าหรืออะไรก็ว่าไป พอทุกระบบทดสอบเสร็จ เราก็จะรวมทุกแผนกเข้าด้วยกัน แล้วลองดูสิว่า มันทำงานร่วมกันได้ไหม มีประสิทธิภาพจากการทำงานผ่านแอปพลิเคชันนี้อย่างไรมากน้อยขนาดไหน มีปัญหาหรือเปล่า ทดสอบจนกว่าจะได้รับการยอมรับ ว่าผลจากการพัฒนาระบบของเรานี่ มันเป็นไปตามเป้าหมาย แล้วก็วิสัยทัศน์ที่เราวางไว้หรือเปล่า มีความสามารถใดขาดหายไปไหมนะคะ หรือมันยังทำได้ไม่เต็มที่ ก็ต้องทดสอบนะคะ พอเราทดสอบจนที่น่าพอใจแล้ว ก็นำไปใช้งาน แต่หลังจากการใช้งานก็จะต้องมีการบำรุงรักษาอยู่เสมอ มีการอัปเดตข้อมูล มีการปรับปรุงระบบ ให้เขาเรียกว่าทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หน้าตาเว็บไซต์ก็ต้องเปลี่ยน มีโพรโมชันเปลี่ยนแปลงวันไหนก็ต้องเปลี่ยนนะคะ ไม่ใช่ว่าโพรโมชันของปีที่แล้วยังค้างอยู่หน้าเว็บไซต์เราอยู่เลยอย่างนี้ก็ไม่ได้ ประเภทของเว็บไซต์ที่มีนะคะ ถ้าเราจะแบ่ง ในปัจจุบันก็จะมีอันแรกเป็นเว็บไซต์พวกแสดงข่าวสารนะคะ กับเว็บไซต์ที่มีการโต้ตอบ อาจจะการเป็นการโต้ตอบผ่านคนกับ AI ก็ได้นะคะ หรือเป็นเว็บสำหรับการทำธุรกรรมค้าขายอันนี้ก็เยอะแยะมากมายนะคะ ก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเว็บที่คุ้นหน้าคุ้นตากับนักศึกษาดีอยู่แล้วนะคะ ขั้นตอนในการสร้างร้านค้าออนไลน์ อันแรกแบบง่ายเลย แบบที่เราไม่ต้องลงทุนมาก เราจะใช้ Server อะไร มีการตั้งชื่อเว็บไซต์อย่างไร เนื้อหาของ Content หรือเนื้อหาของร้านค้าเรา เราจะขายอะไร แล้วเราก็มาออกแบบเว็บไซต์ พัฒนา พอออกแบบได้เสร็จปึ๊บ เราก็มาพัฒนาทำการโพรโมตเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ รวมถึงการดูแลลูกค้าหลังจากการขายด้วยนะคะ อย่างแรกเลย ในการกำหนดว่าเราจะเอาเว็บไซต์ของเราหรือแพลต์ฟอร์มของเราไว้ที่ไหน อย่างแรกเช่า เช่าเขาก็ได้ เพราะว่าถ้าคุณลงทุนซื้อ Server เอง มันแพงมาก เช่าเอา รายเดือนรายปีว่ากันไปนะคะ อย่างแรกอาจจะจ้างบริษัทที่ให้บริการในการสร้างร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป มีอยู่แล้ว เราไปเช่าเขาเลยก็ได้ หรือว่าเช่าจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ได้ หรือผู้ให้บริการ Web Hosting ต่าง ๆ ก็ได้นะคะ หรือเราจะทำ Host เองก็ได้แต่ว่าแต่ละอย่างก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปนะคะ ถ้าเราขอเช่าพื้นที่จากคนอื่น โอเค ค่าใช้จ่ายมันจะน้อยนะคะ มีบริษัทให้บริการทั้งในและก็ต่างประเทศให้เราเลือกเยอะมาก ราคาก็มันจะเหมือนแพ็กเกจโทรศัพท์เรานี่ล่ะค่ะ แตกต่างกันไปตามรายละเอียด ตามพื้นที่ให้บริการ ตามเงื่อนไข ตามปริมาณข้อมูลตามปริมาณพื้นที่ที่เราใช้บริการนะคะ พื้นที่ที่ให้บริการก็คือ ขนาดของเว็บไซต์เรานี่ มันบรรจุข้อมูลเท่าไร แต่ละรูป แต่ละไฟล์ แต่ละข้อความ เขานับหมดนะคะ ว่าเขาจะให้ปริมาณในการฝากไฟล์ของเรานี่ เท่าไรนะคะ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเท่าไร ส่งผลต่อการดูหน้าเว็บไซต์ของเราด้วยนะคะ มีการจำกัดปริมาณข้อมูลที่รับส่งหรือเปล่า มีการสนับสนุนช่องทางในการให้บริการออนไลน์ของ Web Server ไหมนะคะ รองรับภาษา PHP หรือเปล่า ในสำหรับการเขียนเว็บไซต์หรือการออกแบบเว็บไซต์นะคะ ก็ต้องพิจารณาพวกนี้ด้วย Web Hosting นะคะ ที่คิดค่าบริการ อันนี้อาจารย์ก็หาข้อมูลมาให้ เผื่อใครสนใจอยากพัฒนาเว็บไซต์ขายของของตัวเองนะคะ ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเหล่านี้ได้นะคะ ว่าเราพอใจกับ Web Hosting แบบไหน เขาก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เราสามารถไปศึกษาได้นะคะ เช่น บางคนอยากได้ราคาถูกที่สุด แต่เราก็ต้องเข้าไปดูด้วยน่ะว่าทำไมมันถึงถูก บางฟังก์ชันที่เราต้องการจะใช้ มันอาจจะไม่มี เช่นรายเดือนราคาถูกมาก แต่ไม่มีให้การให้บริการ Cloud ก็คือการให้บริการข้อมูล แบบพักข้อมูลไว้ที่ Cloud อะไรอย่างนี้ ดึงข้อมูลมาไม่ได้ หรือว่าทดลองใช้งานแบบไร้ความเสี่ยง ทดลองใช้นี่ ไม่เป็นไร ฟรี แต่พอเรารู้สึกชอบ ติดใจ เสียสตางค์ อะไรอย่างนี้ ก็ไปศึกษาแต่ละ Hosting ได้นะคะ ถ้าเราไม่เช่าล่ะ เราทำเองได้ไหม ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างเราต้องซื้อเองทั้งหมด เครื่อง Server ที่ใช้ในการที่เราเป็นเจ้าของ Server เอง มันจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต 24 ชั่วโมง แล้วก็จะต้องมีความเร็วเพียงพอ ที่รองรับการส่งข้อมูลที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ต้องจ่ายค่าบริการเท่าไร อุปกรณ์ต้องดีขนาดไหนนะคะ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ถ้าคุณมีต้นทุนในการพัฒนาระบบไม่จำกัดหรือสูงมาก ก็ว่ากันไป ข้อดีของการที่เราเป็นเจ้าของ Server เอง หยุดมันอยู่กับเรา จัดการง่าย มันตั้งอยู่ตรงนี้ เราอยากปรับแต่งตอนไหนก็ได้ ให้บริการกับองค์กรของเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคะซึ่งส่วนมาก จะเป็นการพัฒนาโดยองค์กรขนาดใหญ่ มีจำนวน User หรือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตขององค์กรเป็นจำนวนมาก ทำงานพร้อม ๆ กันนะคะ แต่ข้อเสียก็คือค่าใช้จ่ายมันสูงนะคะแล้วก็ต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญเพื่อดูแลอุปกรณ์ไม่ให้ระบบมันล่ม เพราะถ้าล่ม การทำธุรกิจของคุณมีปัญหาแน่ ๆ นะคะ แล้วก็จะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับธุรกิจ เพราะว่าแน่นอน คนที่ใช้ Server ของตัวเองได้ก็ต้องเป็นองค์กรธุรกิจค่อนข้างใหญ่ ความรักษา การรักษาความปลอดภัยเลยจำเป็นจะต้องมีค่อนข้างสูงเลยแหละนะคะ เพราะว่าข้อมูลมันเยอะ หรือถ้าบางคนเช่าเขาเรียกว่า “Leased Line” ก็คือ เช่าช่องสัญญาณนะคะ อาจจะเป็นเครือข่ายสำหรับส่วนบุคคล ใช้เทคโนโลยีใยแก้วนำแสง รับ-ส่งภาพ เสียง ข้อมูล ระหว่างสถานที่ 2 แห่งขึ้นไป ให้สามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยจากการละเมิดข้อมูลนะคะ เลือกใช้ความเร็วในการรับส่งได้ตามความต้องการ อันนี้ เราจะต้องไปเช่ารายเดือนนะคะ ก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้ความเร็วขนาดไหน ยิ่งอยากได้ความเร็วสูงเท่าไร ปริมาณเงินที่ต้องจ่ายก็มากขึ้นตามนั้นนะคะ กับอีกบริการหนึ่ง ก็คือ เราไปเช่าเขาเรียกว่าขอเช่าพื้นที่นะคะ เป็นการเชื่อมต่อตรงกับ Server ไปฝากไว้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เราเอา Server ของเรานี่ หรือว่าไปขอส่วนหนึ่งของ Server เขานี่นะคะ ขอเช่า ราคามันก็จะถูกกว่าการเช่าสายสัญญาณ เพราะเราไม่ต้องเชื่อมต่อระยะไกลนะคะ แต่ข้อเสีย บางครั้ง เขาจะมีการจำกัดความเร็ว แล้วก็การเปลี่ยนแปลงข้อมูลค่อนข้างจะยาก เพราะว่า Server ไม่ได้อยู่ที่เรานะคะ เวลาในการเชื่อมต่อก็จะใช้เวลานานขึ้น แต่บางคนเขาก็ว่าสะดวก แล้วก็ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกนะคะ หรือบางคนขอใช้พื้นที่ฟรีใน Web Server ก็ได้นะคะ ข้อดีก็คือ มันไม่มีค่าใช้จ่าย มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกแตกต่างกันไปค่อนข้างครบนะคะ ส่วนมาก คนที่เริ่มต้น มีเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ ก็จะเลือกใช้บริการแบบนี้มากที่สุดนะคะ รองรับภาษาโปรแกรมได้เยอะมาก แต่ข้อเสีย ก็คือ เราอาจจะตั้งชื่อ Domain Name ของเว็บไซต์เราเองไม่ได้ ชื่อเว็บไซต์เรานี่ อาจจะตั้งแล้วชื่อมันยาวมาก พื้นที่ในการสร้างเว็บไซต์ของเราอาจจะถูกจำกัด ข้อจำกัดในการติดต่อหรือการเพิ่มข้อมูลก็อาจจะมีข้อจำกัดที่เยอะขึ้น เพราะว่าแน่นอนของฟรีนะคะ ก็จะมีข้อจำกัดเยอะหน่อย อันนี้ก็จะเป็นรายชื่อของเว็บที่ให้บริการ Hosting ฟรี ที่ได้รับความนิยมในปี 2023 นะคะ บางคนก็อาจจะมี Web Hosting ในใจ หรือบางคนอาจจะเคยเห็นโฆษณามาแล้ว อย่างเช่น Wix ไอ้ตัวที่ 3 นี่ค่ะ W-i-x นี่ ก็เห็นโฆษณา บางคนก็สามารถใช้เว็บพวกนี้พัฒนางานส่งอาจารย์ได้นะคะ ขอแค่ลองทำดูว่าผลลัพธ์จากการไปพัฒนาของตัวเองแล้วมันเป็นอย่างไรนะคะ สำหรับผู้ใช้บริการนี่ หรือผู้ให้บริการนี่ เขาจะไม่คิดค่าใช้จ่ายกับเรา แต่มันก็จะมีปัญหาว่า ชื่อเว็บไซต์มันยาวเกินไป จำยาก มันก็แก้ปัญหาได้นะคะ ก็คือเข้าไปแก้ชื่อเว็บไซต์ที่เราตั้งเอง ผ่าน Free Hosting เหล่านี้ก็ได้นะคะ แต่ถ้าเราอยากได้ชื่อสั้น ๆ สื่อความหมายของเราเลยนี่ มันก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายในการเช่ามากขึ้น ก็ลองพิจารณาดู แต่ว่าตอนนี้เราแค่ทำในรายวิชา ถ้าอะไรไม่ต้องเสียสตางค์ได้ก็ดีนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง ว่าแต่ละเว็บไซต์เขามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรนะคะ บางเว็บ เวลาคุณใช้งาน จะไม่มีโฆษณาคั่น บางเว็บจำเป็นจะต้องมีโฆษณา อาจจะถูกแปะโฆษณาเยอะแยะมากมาย รก การให้พื้นที่ในการทำเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ไม่เท่ากัน บางเว็บไซต์ให้เยอะมาก 30 GB บางเว็บไซต์ให้นิดเดียว 1 GB อย่างนี้นะคะ ความเร็วในการส่งข้อมูลเขาให้สูงสุดเท่าไร ก็แล้วแต่เราไปพิจารณาดูว่าเราจะเลือกไหน อันนี้เป็นแค่ให้ดูว่า เราจะต้องเสียค่าบริการไหม มันจะมีโฆษณามาเกะกะเราหรือเปล่า พื้นที่ในการเก็บข้อมูลให้เท่าไร พื้นที่ความเร็วในการส่งข้อมูลเขาให้เราเท่าไรนะคะ เดี๋ยววันนี้งานที่ให้ทำวันนี้ นักศึกษาก็ต้องไปดูเหมือนกันว่าเว็บไซต์ที่อาจารย์เอาให้นี่ เขามีข้อดีข้อเสียอย่างไรนะคะ ลักษณะของ Host โดยทั่วไป แน่นอน ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์เขาต้องบอกเรา ระบบปฏิบัติการ เขาใช้อะไรนะคะ ใช้ Windows หรือใช้ Linux โปรแกรมในการแปลภาษาสำหรับการเขียนเว็บไซต์ ใช้อะไรนะคะ การจัดการฐานข้อมูลเขาใช้โปรแกรมอะไร มีการทำใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรักษาความปลอดภัยหรือเปล่า ราคาในการใช้งานหรือการให้บริการ เขาคิดเราเท่าไร อันนี้คือลักษณะของ Host โดยทั่วไปที่เขาจะต้องแจ้งเรา ก่อนที่เราจะไปขอใช้บริการกับเขาน่ะนะคะ อาจจะมีการทำ Mirroring Mirroring คืออะไร มันจะเป็นการที่เจ้าของเว็บไซต์นี่ เขาทำสำเนาข้อมูลเว็บไซต์ของบริษัทนะคะ จากคอมพิวเตอร์หลักของตัวเอง ไปไว้กับที่เครื่องอื่น ถ้าสมมติว่าเว็บไซต์เขามีผู้ใช้บริการหนาแน่น เขาก็จะไปวาง Server ที่เขาสำเนามานี่ ไว้ใกล้ ๆ เช่น มีคนใช้บริการ Google เยอะมาก เยอะตลอดเวลา ถ้ามี Server แค่ที่เดียวที่อเมริกา มันไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เขาก็ต้องกระจายสำเนาเว็บไซต์ของเขา ไปอยู่ตามแอฟริกาบ้างเอเชียบ้างนะคะ ออสเตรเลียบ้างนะคะ ในยุโรปบ้าง เพื่อทำให้การทำงานหรือการเรียกดูเว็บไซต์ของเขานี่ มันสามารถเปิดดูได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เหมือนคิดง่าย ๆ ค่ะ เราอยากดูข้อมูลอเมริกา กว่าจะถึงอเมริกาใช้เวลากี่กิโลเมตร แต่ถ้าสมมุติว่าเขามาตั้ง ที่สิงคโปร์ ใกล้บ้านเรามากขึ้น เวลาเราเรียกดูข้อมูลมันก็จะเร็วขึ้น แบบนี้เป็นต้นนะคะ การจด Domain Name มันเหมือนการจดทะเบียนชื่อบริษัท ชื่อเว็บไซต์แต่ละคนจะต้องไม่ซ้ำกันนะคะ เหมือนเลขบัตรประชาชนเรานี่แหละ ก็จะไม่ซ้ำกัน มันจะมีหน่วยงานกลาง ที่ดูแลชื่อ Domain Name อยู่ การเลือกชื่อ Domain Name ตอนนี้คือคนเขาก็ใช้ชื่อที่เราอาจจะคิดได้ไปแล้ว มันเลยยาก เพราะ Domain Name ควรจะสั้น จำง่าย กระชับ ไม่ยืดเยื้อน่ะนะคะ สื่อความหมายถึงสินค้าบริการนั้นนั้นได้อย่างชัดเจน ก็จะมีหน่วยงานที่เขาดูแลในการจด Domain Name นะคะ ก็จะมี 3 เว็บไซต์นี้ ถ้าใครสนใจ ลองเช็กดูว่าในอนาคตอยากทำเว็บไซต์ ชื่อที่เราคิดไว้มีคนใช้หรือยัง ก็สามารถไปตรวจสอบได้นะคะ ว่าชื่อที่เราอยากใช้นี่ มีคนใช้หรือยัง การตั้งชื่อเว็บไซต์สำหรับการซื้อขายออนไลน์ก็เหมือนกัน ต้องสั้น จำง่าย เข้าใจง่าย สื่อความหมายทางธุรกิจของเรา สะกดผิดได้ยาก คือเหมือนชื่อต้องสะกดง่าย ๆ เข้าใจง่ายนะคะ มันจะต้องไม่มีอักขระพิเศษขึ้นต้นหรือลงท้าย ไม่มีการเว้นวรรค จะต้องมีอย่างน้อย 2 ตัวอักษรนะคะ เป็น www.a ตัวเดียวแบบนี้ไม่ได้นะคะ จะต้องมีอย่างน้อย 2 ตัวอักษร ภาษาอังกฤษนะคะ เช่น ชื่อนี้ภาษาไทย สมมติว่าคุณเปิดร้านขายของ ภาพเขียน เป็นภาพงานศิลปะ ตั้งชื่อร้านว่า “ศิลปชัย” นะคะ “ศิลปชัย” ถ้าแปลภาษาอังกฤษ ศิลปะ คือ art a-r-t ชัย เหมือนชัยชนะ ชัยชนะ ภาษาอังกฤษ คือ win เอา win ขึ้นก่อน ตามด้วย art บางคนอ่านไม่เป็น ตั้งชื่อว่า winart.com ศิลปะ ชัย นะคะ ถ้าคนอ่านแยกกัน winart ที่คุณอ่านเมื่อกี้นี้ เขาจะอ่านได้ว่า “วินาศ” วินาศ ที่แปลว่า พัง เจ๊ง จากชื่อข้างบน พอเป็นชื่อภาษาอังกฤษ อ่านเป็น “วินาศ” ธุรกิจคุณอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จก็ได้ แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นการงานขายงานศิลปะ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับการสูญเสียอะไรสักอย่างด้วยซ้ำนะคะ เพราะฉะนั้น Domain Name การตั้งชื่อเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่สำคัญ ใช้แสดงความมีตัวตนของธุรกิจของทุกคนที่ต้องการทำธุรกิจ ชื่อต้องสื่อความหมาย อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่มีการแปลงชื่อแล้วอ่านให้ได้ความหมายอื่นอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น การตั้งชื่อเว็บไซต์ส่วนมากก็จะเป็นการตั้งจากประเภทของสินค้า เช่นถ้าเป็นเว็บไซต์ขายของเล่น ก็ควรจะมีคำว่า “toy” ที่แปลว่าของเล่นอยู่ เว็บไซต์ขาย DVD ก็น่าจะมีคำว่า DVD อยู่เป็นต้นนะคะ ถ้าเป็นองค์กร เป็นบริษัท เป็นร้านค้า หรือเป็นหน่วยงานใดก็ตาม ก็ให้คงชื่อเดิมไว้ให้มากที่สุดนะคะ ก็นอกจากจะตั้งชื่อจากรูปแบบเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์ของคุณนี่เกี่ยวกับการนำเสนอที่มีสีสันสดใส ชื่อก็ควรจะตั้งให้เป็นไปทำนองเดียวกัน ให้มันดูถ้าเป็นของเล่นเด็ก ก็ควรจะเป็นชื่อที่มันดูกระฉับกระเฉงหน่อยนะคะ การกำหนดเนื้อหา ทั้งข้อความ ภาพกราฟิก เสียง วิดีโอนะคะ มันจะเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างของหน้าเว็บเพจของเราเลยนะคะ มันก็จะมีการเทคนิคที่ใช้ในการปรับปรุงเนื้อหาเท่าที่จำเป็นนะคะ มันก็จะมีโครงสร้างอยู่แล้ว ถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือเพิ่มเนื้อหาเราก็แค่มาเพิ่มนะคะ ต้องดูแลแล้วก็ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลา ระยะเวลาในการปรับปรุงก็ต้องเหมาะสม เช่น คุณจะเปลี่ยนแปลงโพรโมชันทุกเดือน คุณก็ต้องเข้ามาดูแล้วว่า แต่ละวันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ครบรอบที่จะไปดูส่วนงานไหนแล้ว เว็บไซต์หน้าแรก เช่น ถ้ามีวันสำคัญทางศาสนา เราจะแสดงข้อความวันสำคัญนั้นไหมนะคะ เนื้อหาของเว็บไซต์ เนื้อหาของสินค้า ก็ควรปรับปรุงเป็นประจำ ไม่ใช่ว่าสินค้าที่เป็นสินค้าของปีที่แล้ว หมดไปแล้วก็ยังค้างอยู่เลยอะไรอย่างนี้นะคะ โครงสร้างของเว็บไซต์ เราจะทำเป็นระดับขั้นนะคะ เราจะพิจารณาจากบนลงล่าง ว่าจะมีส่วนประกอบใดบ้างนะคะ เราก็จะไล่ลงมาเลยตั้งแต่หน้าแรกของเว็บไซต์เป็นอย่างไร ระบบจัดการลูกค้าเป็นอย่างไร ระบบจัดการสมาชิกเป็นอย่างไร การจัดการสินค้า การดูแลลูกค้า ถ้าลูกค้าต้องการจะติดต่อเรา เขาต้องไปติดต่อที่ช่องทางไหนนะคะ มีแค็ตตาล็อกสินค้า มีอะไรบ้าง การซื้อของ การจ่ายเงินต้องทำอย่างไรนะคะ หรือบางคนอาจจะพัฒนาเว็บไซต์เป็นแบบเส้นตรง ก็จะพิจารณาจากซ้ายไปขวา ทำตามเป็นส่วน ๆ ไปเหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่าหน่วยงานของเรา หรือองค์กรของเรา หรือผู้ร่วมธุรกิจของเรา เขาเลือกใช้แบบไหนก็พัฒนาตามสิ่งที่ได้วางแผนไว้นะคะ สีสันหน้าตาของเว็บไซต์สำคัญอย่างไร เช่นเว็บไซต์ตัวนี้ เขาบอกว่าเขาขายการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่น แต่ในเว็บไซต์เขาไม่มีรูปการ์ตูนสักตัว มีแต่ตัวหนังสือนะคะ มันดึงดูดให้การซื้ออนิเมะญี่ปุ่น ไม่มีเลย มันเลยดูเป็นแบบเว็บไซต์อะไรนี่ ไม่เห็นจะใช่อนิเมะเลย โดราเอมอนสักตัวก็ไม่มีนะคะ Saint Seiya ไม่มี Slam Dunk ไม่มี Dragon Ball ไม่มีนะคะ One Piece ไม่มี มีแต่ตัวหนังสือ มันก็ไม่น่าซื้อ ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น การออกแบบหน้าตาเว็บเพจของเรานี่ เราจะต้องมีการแบ่งอัตราส่วนนะคะ ใน 1 หน้าของเว็บไซต์เรานี่ จะต้องมีรูปภาพกับข้อความ ข้อความจะไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ยกให้ดูเมื่อกี้นี้ มันจะต้องมีภาพประกอบ อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ข้อความจะประมาณอย่างมากเลยก็คือ 80 เปอร์เซ็นต์จะไม่ใช่ทั้งหมดของหน้าตาของเว็บเรา จะมี Banner หรือมี Header ใด ๆ ก็ตามประกอบไหม ส่วนของการโฆษณาจะอยู่ตรงไหนนะคะ เราจะต้องวางแผน แต่รูปภาพ อย่างน้อยที่สุดคือ 20 เปอร์เซ็นต์ ข้อความอย่างมากที่สุดก็คือ 80 เปอร์เซ็นต์แค่นั้นนะคะ ไม่ใช่เว็บไซต์เรามีแต่รูปอย่างเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ก็ไม่ได้นะคะ จะต้องมีคำอธิบายอะไรใด ๆ ด้วย สีสันหน้าตาของเว็บไซต์ก็มีความสำคัญ สีของเว็บกับสินค้าจะต้องสัมพันธ์กัน ใช้สีที่ทำให้ร้านดูดี ไม่จำเป็นที่ต้องใช้สีร้อนแรง เพราะว่า เวลาเราดูผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตามนี่ มันจะทำให้เรารู้สึกว่า มันแสบตา มันไม่น่าอ่าน สีอ่อนจะทำให้คนที่เข้ามาดูนี่มันสบายตาขึ้น แล้วสีควรจะสื่อให้ตรงกับสินค้าที่เราต้องการจะขาย เช่น ขายอุปกรณ์ทางการเกษตร สินค้าจากธรรมชาติ สีที่ควรเอามาใช้ก็ควรเป็นสีเขียวสีน้ำตาล สินค้าทางการเกษตรเราไม่ใช้สีแดงแน่นอนนะคะ อาจจะมีสีโทนเข้ม หรือสีโทนอ่อนตัดไปเลย ในการแต่งขอบก็ได้ เช่นในตัวอย่างที่อาจารย์ให้ดู ขายผลไม้ ขายผัก สีที่เรามองเห็น ส่วนใหญ่ก็เป็นสีธรรมชาติ สีเขียวนะคะ ไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจเลยว่าจะใช้สีอะไรดี ให้ใช้สีโทนอ่อน สีเทากับสีขาว ในการออกแบบ ถ้าไม่รู้เลยว่าเราจะเอาสีอะไร เทากับขาวยืนพื้นไปก่อนนะคะ เว็บไซต์ที่ดีจะต้องอ่านง่ายเรียบร้อยนะคะ มีลิงก์เชื่อมโยงที่น่าสนใจ ข้อมูล รูปภาพสินค้าชัดเจน ราคาครบ ทุกหน้าของเว็บไซต์จะต้องมีช่องทางติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ได้ แล้วจะต้องรองรับการแสดงผลไม่ว่าจะเป็น Browser ใหม่หรือ Browser เก่า ถ้าคนที่ยังใช้ Windows รุ่นเก่า ๆ ไม่มี Chrome ไม่มี Microsoft Edge มีแต่ Internet Explorer ก็ยังต้องดูได้ เว็บไซต์จะต้องไม่รกนะคะ จะต้องไม่รก อ่านง่าย เข้าใจง่าย การสื่อสารจะต้องชัดเจนนะคะ ระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์มีผลนะคะ ถ้าเว็บไซต์เราโหลดช้ามาก อาจจะเป็นเพราะรูปที่คุณเอามาประกอบเว็บไซต์มันอาจจะใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับการเอามาใช้ในเว็บไซต์ อาจจะต้องเปลี่ยน เอาภาพที่ชัดเจนเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนนามสกุลของไฟล์ให้มีขนาดเล็กลง คำสั่ง บางคำสั่งของการเขียนเว็บไซต์ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่ การแสดงไฟล์มัลติมีเดียบางประเภท มันทำให้เราโหลดข้อมูลได้ช้า เราก็ต้องปรับ เช่น เอาไฟล์วีดีโอขนาด 4K มาใส่กับเว็บไซต์ของเรา บางทีมันก็ไม่เหมาะในการนำเสนอนะคะ ร้านค้าออนไลน์จำเป็นจะต้องมีเว็บบอร์ด หรือว่าช่องคอมเมนต์ให้ลูกค้าฝากข้อความติดต่อไว้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาสินค้าบริการการขนส่งใด ๆ ต่าง ๆก็ควรจะมีนะคะ ตัวนับจำเป็นอย่างไร เราจะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาดูร้านค้าเรามากหรือน้อย เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ข้อมูลของเรามันน่าสนใจ จำนวนตัวเลขในการเข้าชมร้านค้าเรามันเยอะขึ้นนะคะ เว็บไซต์บางคนก็เลยอยากเก็บสถิติ การดูก็สามารถเอาตัวนับหรือว่า Counter ตัวนี้ มาใส่ในหน้าเว็บไซต์อะไรก็ได้ ก็จะมีผู้ให้บริการ ในการนับจำนวนเข้าดูเว็บไซต์เรานี่ ก็มีให้บริการเหมือนกันเป็นการบริการฟรีเหมือนกันนะคะ ก็สามารถใช้บริการของเขาได้ เช่นตัวนี้ว่าเข้าไปดูว่าสถิติคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์เราเขามาดูวันไหนมากที่สุด เวลากี่โมง นะคะ ก็เป็นข้อมูลเผื่อว่า เรารู้แล้วล่ะ วันจันทร์ตอนเที่ยงมีคนเข้าดูเว็บไซต์เรามาก เราอาจจะเป็นการโพสต์โพรโมชันลงตอนนั้นก็ได้ คนจะได้เข้ามาดูเยอะขึ้นนะคะ รูปแบบในการพัฒนา อย่างที่บอกตอนต้น เราอาจจะพัฒนาโปรแกรมด้วยตัวเองก็ได้ ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ก็ได้ ซื้อขาดเลยนะคะ หรือถ้าคุณไม่ซื้อ คุณเช่าเอาก็ได้นะคะ หรือจะจ้างบริษัทอื่นมาพัฒนาให้ก็ได้ ซึ่งก็มีให้คุณเลือกหลากหลายรูปแบบมาก ๆ ถ้าคุณพัฒนาโปรแกรมด้วยตัวเอง ก็แน่นอนมันตรงกับความต้องการของเราทุก ๆ อย่าง เราอยากได้อะไรเราพัฒนาตามนั้นนะคะ สามารถปรับเปลี่ยนความต้องการได้ เมื่อเราต้องการ แต่ข้อเสียคือมันช้านะคะ เสียเวลา บางทีมันมาทำแต่งานเดียวน่ะ บุคลากรคนอื่น ๆ ก็เสียเวลาไปด้วย หรือคนที่มาพัฒนาโปรแกรมให้เรา อาจมีความรู้ไม่เพียงพอกับสิ่งที่เราต้องการทั้งหมด อันนี้ก็คือข้อเสียของการที่เราพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเอง หรือถ้าเราจำเป็นจะต้องพัฒนาจริง ๆ นะคะ การสร้างเว็บหรือกราฟิกนี่ อันนี้อาจจะใช้วิธีในการสร้างแบบเขาเรียกว่า “Reverse Engineering” ก็คือการลอกแล้วก็ดัดแปลง ซึ่งเป็นวิธีการที่เร็วที่สุด แล้วก็ง่ายที่สุด อาจารย์ไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนลอก แต่แค่เหมือนการสร้างเตารีดนี่ค่ะ เรารู้แล้วว่าเตารีดเป็นอย่างไร เราลองถอยหลังไปดูสิว่า เตารีดอันนี้ มีองค์ประกอบอะไรบ้างนะคะ เขามีที่จับ เขามีตัวทำความร้อน ลองถอยไปดูอีก ถอดอุปกรณ์ของเขามาดูเป็นชิ้นเป็นชิ้นดูสิ พลาสติกเขาทำอย่างไร ตัวทำความร้อนเขาทำอย่างไร แล้วลองไปวาดขึ้นมาใหม่ดูสิ พอไปวาดพิจารณา ปรับซ้าย ปรับขวา ปรับวัสดุ เราก็จะได้เตารีดใหม่ขึ้นมาอีกอันหนึ่งแล้ว ซึ่งการทำการย้อนรอยการพัฒนานี่ ไม่ใช่ว่าเราจะเอาของเขามาทั้งหมด มันจะต้องมีการวิเคราะห์ มีการทดสอบ มีการแยกส่วนประกอบมาดูแล้วว่า เราจะพัฒนาตรงไหนได้บ้าง ที่มันเป็นเตารีดของเรานะคะ ก็อาจจะมีการปรับปรุง การดัดแปลง การแก้ไข แต่ว่าจุดเริ่มต้นอาจจะใช้เว็บเพจของเขาเป็นแนวทางในการที่เราจะพัฒนาต่อไปนะคะ อาจจะต้องใช้โปรแกรมสำหรับการออกแบบมาช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์ ทั้งพวก Photoshop Illustrator โปรแกรมในการพัฒนาเว็บเพจนะคะ โปรแกรมในการแก้ไขภาพเคลื่อนไหว ทำงานกราฟิก เสียง วิดีโอใด ๆ ก็ตาม มันก็จะต้องเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานะคะ การเขียนโปรแกรมก็จะมีทั้งการจัดการฐานข้อมูล การจัดการข้อมูลสินค้า ข้อมูลลูกค้า คนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา มีลูกเล่นอื่นไหม ในการสร้างความน่าเชื่อถือนะคะ ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บเพจจะใช้ภาษาอะไรนะคะ มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมการขายหลังจากที่เราพัฒนาเว็บไซต์เสร็จแล้วไหม อย่างไรนะคะ ก็ต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วย แต่ถ้าเราซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ล่ะนะคะ ไอ้การซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป ก็คือ ซื้อจากบริษัทที่เขาพัฒนา Software ขึ้นมาแล้ว แล้วก็เอาออกมาขาย ใครอยากซื้อ หรืออยากเช่าสิทธิ์ในการใช้งาน ก็นำไปใช้ อยากใช้วันนี้ มีเงินจ่ายมา พรุ่งนี้ได้ใช้เลย ไม่เสียเวลา ไม่ต้องพัฒนาโปรแกรมเอง ข้อดีคือมีให้เลือกเยอะแยะ ประหยัดเวลา บริษัทหรือองค์กรรู้แล้วว่า ไอ้โปรแกรมนี้ หรือองค์กรเขาจะได้อะไรจากโปรแกรมนี้บ้างนะคะ คนใช้โปรแกรมเดียวกันกับเราเยอะแยะนะคะ มีการพัฒนาอยู่เสมอ มีการปรับปรุงตามที่ผู้ใช้งานที่เคยซื้อหรือเคยเช่าไปก่อนหน้านี้แล้ว เขาก็จะมีคอมเมนต์มา พอเรามาซื้อใช้บ้าง มันก็จะมีการปรับแก้ไขมาแล้วนะคะ แต่ข้อเสียก็เยอะเหมือนกัน ราคา แน่นอนแพง บางอย่างไม่ตรงกับความต้องการที่เราต้องการจะใช้งาน หรือบางอย่างที่เราอยากใช้มันไม่มี ปรับปรุงโปรแกรมไม่ได้ ถ้าคุณจะพัฒนาหรืออัปเกรด เพิ่มความสามารถ ต้องเสียสตางค์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้เวอร์ชันไม่ได้ ต้องเสียสตางค์นะคะ องค์กรจะต้องปรับตัวเข้ากับโปรแกรมเอง เช่น คุณซื้อมาแล้ว คุณอาจจะยังไม่มีพนักงานที่ดูแล คุณก็ต้องหาคนมาดูแลนะคะ หรือว่าเคยขายของมาแบบนี้ แต่คุณซื้อโปรแกรมมาใหม่ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการขาย เปลี่ยนวิธีการสั่งซื้อ วิธีการส่งของ วิธีการดูแลลูกค้า ให้เข้ากับตัว Software ที่คุณเพิ่งซื้อมา องค์กรจะต้องเป็นคนปรับปรุงตัวเองเองนะคะ เพราะจะให้ซื้อโปรแกรมมาแล้วให้มันตอบโจทย์ หรือตอบความต้องการขององค์กรเราเลยนี่ ยากนะคะ ยากมาก หรือบางคนอาจจะไปเช่าระบบมาเลย ไม่ซื้อนะคะ ไปเช่าคนที่ให้บริการ สำหรับการทำเว็บไซต์เหล่านี้เลยก็ได้ แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนรายปีว่ากันไป สามารถออนไลน์ ใช้อุปกรณ์ใช้ทรัพยากรของเขาได้นะคะ มีผู้บริการจัดหามาให้นะคะ เราไม่ต้องทำอะไรเลยนะคะ ก็ติดต่อผ่านผู้ให้บริการว่าเราอยากได้ 1 2 3 4 5 เขาก็จะจัดหามาให้เรา เราก็เสียค่าดำเนินการไปตามสิ่งที่เราต้องการนะคะ ซึ่งลักษณะของการให้บริการแบบนี้มันค่อนข้างจะครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ความต้องการระบบให้เราด้วยนะคะ มีตั้งแต่การติดตั้ง การดูแล การติดตาม การใช้งานระบบของเราด้วยนะคะ ก็ข้อดีของการเช่าบริการนะคะก็บริษัทหรือองค์กรเราไม่ต้องพัฒนาเอง ไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่ต้องซื้อ Hardware Software ใหม่นะคะ ไม่จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ เพราะทุกอย่างเขาให้บริการเราหมดแล้วนะคะ ไม่ต้องลงทุน ตั้งค่าติดตั้งใด ๆ นะคะ การกรอกข้อมูลการกินข้อมูลเขาสามารถ Import ข้อมูลที่เรามีอยู่แล้วเข้าไปสู่ระบบให้เราได้นะคะ ก็ข้อเสียคือ มีสตางค์ไหมนะคะ แล้วก็พร้อมที่จะ ให้เขามาดูแลหรือเปล่านะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างบริษัทที่เขาให้บริการ คุณอยากได้เว็บไซต์ใช่ไหม คุณอยากได้เว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช่ไหม ก็เข้ามาใช้บริการกับเขาได้เลย เขาสามารถทำ หรือดูแลธุรกิจองค์กรของคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ เขาจัดการให้คุณได้นะคะ นี่ หรือไม่เช่า ไม่ทำเอง คุณจะจ้างคนอื่นมาให้ก็ได้นะคะ แต่บางคนก็ไม่อยากจ้าง กลัวความลับบริษัทรั่วไหล อะไรก็ว่ากันไป หรืออย่างง่ายที่สุดในปัจจุบันก็คือ ไปฝากขายกับพวกเว็บ E-Marketplace ทั่ว ๆ ไป ไม่มีเว็บไซต์ของตัวเองก็ได้ ขายผ่าน Shopee นะคะ เพราะ Shopee เป็นเครือข่ายที่ใช้งานง่าย คนเข้าถึงง่าย มีโพรโมชันบ่อย มีอะไรล่ะ มีพวกโค้ดส่งฟรีเยอะ เรามาขายของกับ Shopee เพิ่มยอดขายนะคะ อย่างนี้ก็ได้ บางคนไม่พัฒนาเอง สร้างร้านค้ากับ Shopee ไปเลย ผ่าน Lazada ไปเลย อะไรก็ว่าไปนะคะ แต่สิ่งที่เราต้องคิดในการเลือกการพัฒนาธุรกิจของเรานะคะ ธุรกิจออนไลน์นี่ ฟังก์ชันต่าง ๆ ในการพัฒนาเราใช้อะไร ข้อมูลที่เราต้องการมีมากน้อยขนาดไหน ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นตัว Software เอง เรามีพร้อมขนาดไหน การติดตั้งระบบ การบำรุงรักษาระบบความปลอดภัยต่าง ๆ เรามีทีมงานในการดูแลไหม ถ้าสมติว่าองค์กรเราเติบโตไปข้างหน้า เราจะขยายระบบขององค์กรเราอย่างไร ราคา รายละเอียดทุกอย่าง ระบบทุกอย่างเป็นต้นทุนที่จะต้องมีการประเมินนะคะ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้เสียเงินเลย อย่างน้อยว่าเว็บไซต์เราไม่ได้เสียเงินก็จริงแต่ว่าอินเทอร์เน็ตที่เราใช้ในองค์กรเรานี่ เราเสียเงินอย่างไร แล้วสิ่งที่เราพัฒนาไปแล้ว มันสอดคล้องกับกำไรที่เราจะได้รับไหม มันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณานะคะ การเติบโตของผู้ใช้งาน แน่นอน หลังจากโควิดมา คนซื้อของออนไลน์เยอะมาก ประสิทธิภาพของระบบจะต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา เครื่องมือในการวัดความสำเร็จของธุรกิจเราคืออะไร ความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ มีมากน้อยขนาดไหน ฐานข้อมูลสามารถปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า โปรแกรมที่ใช้เก็บข้อมูล ภาษานะคะ ระบบฐานข้อมูลใช้อะไร ขอบเขตในการให้บริการสนับสนุนการบริการของร้านค้าเราทำได้ขนาดไหนนะคะ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุณจะพัฒนาเอง จะเช่าจะซื้อจะไปฝากขาย ลองพิจารณาดูว่าจะเลือกแบบไหน เพราะฉะนั้นงานวันนี้นะคะ ให้นักศึกษาหลังจากที่ดูแล้วว่า อาจารย์บอกว่าเว็บไซต์ร้านค้าอะไรที่มันน่าซื้อ คิดไว้ในใจก็ได้นะคะ ไม่เอา Shopee ไม่เอา Lazada เอาเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ที่เป็นร้านค้า หรือเว็บไซต์ของห้างหรือแบรนด์สินค้าที่เราชอบ มา 5 เว็บนะคะ แล้วก็บอกว่าทำไม 5 เว็บไซต์นี้ ทำให้เราน่าซื้อของ มันมีอะไรดี เช่น ตัวโพรโมชันหน้าร้านเขาดี ตัวพรีเซนเตอร์ร้านค้าเขาดี หรือราคาสินค้าเขาถูก หรือรูปแบบสินค้าเขาน่าสนใจ 5 เว็บ Capture หน้าเว็บนั้น ๆ แล้วก็อธิบายว่าทำไมคุณถึงชอบ 5 เว็บไซต์นะคะ แล้วก็ไปดูเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ มันจะเป็นหน้าเว็บไซต์ที่เขาให้บริการสร้างระบบ E-Commerce หรือระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ เขาจะมีตัวอย่างมาให้แบบนี้ มีอยู่ประมาณ 7 เว็บไซต์ ไปดูสิว่า ทำไมเว็บไซต์แรกเขาได้คะแนนเยอะจัง เต็ม 5 เขาได้ 4.8 ข้อดีของเขาอะไร ใช้ฟรี 14 วัน แบบนี้นะคะ ลำดับที่ 2 เขาใช้ใช้ฟรีตั้ง 30 วันนะ แต่ทำไมเขาได้ที่ 2 ไปลองดูสิว่า แต่ละเว็บไซต์นี้ มันแตกต่างกันอย่างไร ทำไมคะแนนเขาได้แตกต่างกัน ทำไมรุ่นพี่นักศึกษาชอบใช้ Wix Wix อันดับที่ 6 คะแนน 4.3 แต่ทำไมรุ่นพี่คุณล่ะ ชอบใช้เว็บไซต์นี้ในการสร้างเว็บไซต์ ไปลองดูสิว่าทำไมนะคะ หรือว่าตอบอาจารย์คร่าว ๆ เลยก็ได้ว่า อันแรกมันดีอย่างไร อันที่ 2 มันดีอย่างไร แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ลองให้ความคิดเห็นดู งานมี 2 ข้อนะคะ อันแรกก็คือ อย่าลืม Capture หรือเอาหน้าเว็บไซต์ที่คุณชอบนี่ แปะลงไปใน Word ให้อาจารย์ดูด้วย แล้วก็บอกเหตุผลว่าทำไมชอบเว็บไซต์นี้นะคะ ข้อ 2 ก็คือ ให้ลองเข้าไปดูเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ แล้วพิจารณาดูสิ ว่าทำไมเขาได้คะแนนเยอะจัง ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์เขาก็ได้ อาจจะบอกว่า เว็บไซต์อันแรกนี่ที่คนชอบ อาจจะใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนอะไรก็ว่าไป ลองเข้าไปดูนะคะ เดี๋ยวเริ่มทำงานในห้องเลยค่ะ เดี๋ยวล่ามพักก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวทำงานในห้องค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]