(อาจารย์เชาวนี) โอเค สวัสดีนะคะ พี่ล่ามมาแล้ว นักเรียนลุกขึ้นค่ะ หัวหน้า โอเคนะคะ วันนี้นะคะ นักเรียน ม.6 นะคะ เมื่อเช้าเราไปทำอะไรมาลูก เราไปเจาะเลือดถูกไหมคะ ไปเจาะเลือดทำอะไร เจ็บไหม เจ็บไหมลูก เจ็บไหม อันนี้นะคะ ที่งานอนามัย พานักเรียนทุกคนนี่ เจาะเลือด เพราะว่าจะได้รู้ว่าเลือดของตัวเองนั้น มีกรุ๊ปเลือดอะไรนะคะ เพราะว่าในโอกาสต่อไป ถ้าสมมุตว่าเราประสบอุบัติเหตุนะคะ ขึ้นมานี่ จำเป็นจะต้องมีการให้เลือดนี่ เราก็จะสามารถบอกได้เลยว่า เราน่ะเลือดกรุ๊ปอะไรนะคะ พยาบาลคุณหมอก็จะให้กรุ๊ปเลือดที่เร็วนะคะ ไม่ต้องไปรอให้ตรวจอีกนะ อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่จะเก็บไว้ที่โรงเรียนนะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่า สัปดาห์นี้นะคะ เราจะเรียนเรื่องอะไร หัวข้อหลักของเราสำหรับ ม.6 ก็คือสถิติและข้อมูลนะคะ ตัวนี้เราเรียนมาแล้วนะคะ ข้อแรกนี่ เราเรียนมาแล้ว ก็คือตัวอย่างและกรณีหรือปัญหาที่ใช้ สถิติ อันนี้ นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ ครูสอนไปเรียบร้อยแล้ว ข้อ 2 ความหมายของสถิติ นักเรียนก็เรียนแล้วนะคะ และข้อที่ 3 สถิติกับการตัดสินใจและการวางแผน ในชีวิตประจำวันของลูก ๆ น่ะ ต้องมีการวางแผนอยู่ทุกวันนะคะ ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไปนี่ ลูกจะต้องใช้การวางแผนการตัดสินใจ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันจะขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับข้อมูลสารสนเทศที่นักเรียน… จากประสบการณ์ของนักเรียนที่ได้เก็บมาแล้วนะคะ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องหัวข้อ… หัวข้อข้อมูลนะคะ และการเก็บรวบรวมข้อมูลนะคะ ครูทวนให้นิดหนึ่ง สถิตินี่ หมายถึงอะไรนะคะ สถิติก็คือวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการรวบรวมนะคะ รวบรวมอะไร ก็คือรวบรวมข้อมูล เสร็จแล้วเอามาวิเคราะห์นะคะ เพื่อหาข้อสรุป เอาข้อสรุปนี้ไปอธิบายหรือว่าหาคำตอบสิ่งที่เราสนใจ อันนี้คือความหมายของสถิตินะคะ เราจะอาศัยอะไรล่ะ มันจะประกอบไปด้วย นี่ค่ะ ข้อมูลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ๆ ๆ นี่ เขาก็จะเก็บข้อมูลมานะคะ แล้วก็นำมาวิเคราะห์ ซึ่งการวิเคราะห์ก็มี 2 ส่วนด้วยกัน เขาจะใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนานะคะ ตัวนี้จะเป็นการวิเคราะห์ขั้นต้นเลย ใช้ได้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนนะคะ บอกข้อมูลได้กว้าง ๆ นะคะ จะใช้ในด้านของการวัด จะมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ แล้วก็การวิเคราะห์อีกตัวหนึ่งนะคะ ก็คือสถิติเชิงอนุมาน หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกลุ่มตัวอย่าง คะ เนื่องจาก ถ้าเก็บมาหมดนี่ ประชากรทั้งหมดเลยนี่ จะเสียงบประมาณไปเยอะนะคะ แล้วก็ใช้ระยะเวลานาน เขาก็เลยไป เลือกมาจากประชากร เอากลุ่มตัวอย่างออกมานะ แล้วก็เอาไปรวบรวมนะคะ ข้อมูลแล้วก็มาวิเคราะห์ เสร็จแล้ว นำผลการวิเคราะห์นี้ไปอ้างอิงถึงข้อมูลทั้งหมดของกลุ่มประชากรนั้น อันนี้คือสถิติเชิงอนุมานนะคะ ที่มาของข้อมูลแบ่งเป็น 2 แหล่งด้วยกันนะคะ ถ้าดูตามแหล่งที่มานะคะ แหล่งแรกก็คือแหล่งปฐมภูมิ ตัวนี้ สังเกตง่าย ๆ นะคะ สังเกตง่าย ๆ ก็คือ รวบรวมข้อมูลโดยตรง เรานี่แหละ ตัวเองเรานี่แหละนะคะ ที่เป็นผู้ไปเก็บรวบรวมข้อมูลเองนะคะ ไปถาม ไปเก็บ ไปสังเกต ไปทดลองเอง อันนี้คือประเภทปฐมภูมินะคะ ต่อมา แหล่งข้อมูลทุติยภูมิคืออะไร แหล่งข้อมูลนี้ เขาเก็บรวบรวมมาไว้ให้แล้ว ข้อมูลมีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ไปเอามาใช้นะคะ ไปเอามาใช้นี่แหละนะคะ อันนี้ก็คือแหล่งข้อมูลทุติยภูมินะคะ การเก็บรวบรวมข้อมูลมาจากไหนบ้าง 1. แหละ ทะเบียนประวัตินะคะ หรือว่าสำมะโนนั่นเองนะคะ ที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรานะคะ การสำรวจ การทดลอง การสังเกต อันนี้คือการเก็บรวมข้อมูลทั้งหมดนี่ คือวิธีการทั้งหมดเลยนะคะ หลังจากที่เราเก็บแล้ว เราวิเคราะห์ข้อมูลออกมาแล้ว สิ่งที่จะนำเสนอต่อมาก็คือการนำเสนอข้อมูล ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายแบบด้วยกัน ง่ายสุดก็คือทำแบบเป็นตารางออกมานะคะ อันนี้คือการสรุปแล้วหลังจากที่เราไปสำรวจข้อมูลแล้ว เอามาทำเป็นตารางหรือว่าทำเป็นภาพนะคะ แผ่นภาพ ลูก ๆ ก็จะสามารถมองแล้วก็เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะคะ สถิติกับการตัดสินใจและการวางแผน อย่างที่บอกว่า ในชีวิตประจำวันของเรานี่ มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ จะเลือกอะไรนะคะ การตัดสินใจมันขึ้นอยู่กับใครบ้าง ตัวเองตัดสินใจเองนะคะ หรือว่า มีเพื่อนเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ ญาติ หรือว่าหน่วยงานนะคะ ในการตัดสินใจ อย่างตัว นี้ คำถามง่ายเลย เป็นคำถามพื้นฐานเลยว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี กินที่ไหนนะ นะคะ ถ้านักเรียนไปกับเพื่อน เพื่อนก็ต้องมีส่วนในการตัดสินใจถูกไหมคะ ใช่ไหมแต่ถ้าไปเอง เราคิดเอง ก็จากประสบการณ์หรือความชอบของเรานะ ถ้าเราชอบอยากกินไก่นะ เราก็จะตัดสินใจไปกินไก่นะคะ หรือว่าเย็นนี้ไปกินส้ม ไก่ย่างดีกว่า เราก็จะไปกินส้มตำไก่ย่างนะคะ เหมือนกัน ตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ ตอนนี้เด็ก ๆ จบ ม.6 นี่ ปีหน้านะคะ เด็ก ๆ อยากทำอะไร อันนี้ มันก็เป็นคำถามที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมของตัวเองนะคะ ใครมีส่วนในการตัดสินใจบ้าง บางคนเขาอาจจะไปเรียนต่อ เรียนต่อปริญญาตรี บางคนไม่เอาดีกว่า จะไปช่วยที่บ้านทำงานนะคะ ไปทำนา ไปกรีดยาง ไปปลูกยางพารา หรือว่าไปทำไร่ ทำสวนต่าง ๆ ตามที่พ่อแม่เราทำมานะคะ ก็ทำได้นะคะ หรือบางคน ไม่เอาจะไปทำงานที่โรงงานนะคะ อันนี้ก็แล้วแต่ลูกได้ตัดสินใจ แต่คนที่มามีส่วนในการตัดสินใจนั้นคือใครคะ พ่อแม่ใช่ไหมคะ ครอบครัวของเราจะมีส่วนในการมาช่วยนะคะ ตัดสินใจ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เราเลือกการตัดสินใจนะคะ สิ่งที่จะทำให้เราเลือกต่างกันนี่ มันเกิดมาจากอะไรบ้าง มีอยู่ 4 ข้อด้วยกันนะคะ การตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ นี่มีวิธีคิด วิธีเลือกที่แตกต่างกัน แล้วแต่คน คนคนนั้นอาจจะมีประสบการณ์มากกว่า เขาก็จะใช้ประสบการณ์ของเขานี่ ในการตัดสินใจนะคะ จากสิ่งที่เขาพบ เขาเจอมาแล้ว หรือบางกลุ่มนะคะ ใช้ความเชื่อล้วน ๆ เลยในการตัดสินใจ วันพระนะคะ ฉันจะไม่ตัดผมนะคะ การทำ… ปลูกต้นไม้เห็นไหม ปลูกต้นมะขามไว้ที่หน้าบ้าน ก็คือความเชื่อนะคะ หรือว่าสามัญสำนึกก็มีส่วนในการตัดสินใจเหมือนกัน ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบนะคะ ถ้าใครมีสามัญสำนึกที่ดี เขาก็จะปฏิบัติในสิ่งนี้ได้ดี และสุดท้ายก็คือข้อมูลที่รับรู้นะคะ อันนี้สำคัญ ถ้าใครจะตัดสินใจที่ดีจะต้องมีข้อมูลนะคะ ข้อมูลจะมีส่วนในการตัดสินใจ อ๋อ เรามาดูกันว่า ตัดสินใจมีโอกาสทั้งผิดพลาด แล้วก็ไม่ผิดพลาด เลือกได้ถูกนะคะ ทุกสิ่งนี่ มันขึ้นอยู่กับ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ อันนี้สำคัญนะ ฝากลูกๆ เอาไว้ว่า ต่อไปในอนาคตนะคะ พอลูกจบไปแล้วนี่ มันมีสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องตัดสินใจเอง เราจะต้องระวังนะคะ เราจะต้องระวัง แล้วก็นำสิ่งที่เรามีข้อมูลต่าง ๆ นี่มาใช้ในการวิเคราะห์แล้วก็ตัดสินใจ เลือกให้ถูกต้องนะคะ เอาข้อมูลมาวิเคราะห์ ออกมาเป็นสารสนเทศข่าวสาร แล้วเราถึงตัดสินใจ อันไหนที่ดี อันไหนที่ไม่ดี ครูเชื่อว่าตอนนี้ลูก ๆ นี่ โตแล้ว มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ เลือกในสิ่งที่ถูกต้อง เลือกในสิ่งที่เหมาะสม แล้วก็ดีกับลูก ๆ นะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่สามารถ เรานำไปใช้ได้นะคะ วันนี้เรามาเรียน หัวข้อที่ 4 กันนะคะ ข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูลนะคะ วันนี้เราจะเรียนทั้งหมดอยู่ 4 หัวข้อด้วยกัน ก็คือความหมาย ความหมายของข้อมูลนะคะ คืออะไร ประเภทของข้อมูลมีกี่ชนิด มีกี่แบบนะคะ แล้วก็วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลนะคะ เราจะทำอย่างไร ปัญหาในการใช้ข้อมูลมีอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงนะคะ มาดูความหมายกันก่อนเลย ข้อมูลคืออะไร ข้อมูลคือความจริงค่ะ คือความจริงนะ จะบอกถึงตอนนี้ สถานการณ์ตอนนั้นนะคะ ที่ปรากฏขึ้น อาจจะเป็นตัวเลขก็ได้ หรือเป็นข้อความก็ได้ แต่ย้ำว่ามันจะต้องเป็นความจริงนะคะ ไม่ใช่คิด มโนมา เป็นภาพในสมองตัวเอง มีอคติเข้ามาใช้ ไม่ได้นะคะ ข้อมูลคือความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้นนะ โอเคไหม อย่างเช่นตัวอย่างตัวนี้นะคะ ครูไปดูว่าราคาน้ำมันเบนซิน 91 นี่ ในจังหวัดอุดรฯ ที่เขาขายกันน่ะ ราคาลิตรละเท่าไร อันนี้คือความจริง ความจริง ณ วันนี้เลยนะคะว่า เออนี่ น้ำมันเบนซินนะที่เราเติมในรถยนต์นี่ วันนี้ราคา 35 บาท 68 สตางค์ อันนี้ก็คือความจริง จริง ๆ เลยที่เราไปสำรวจราคามานะคะ บ่งบอกสถานการณ์อะไร บ่งบอกสถานการณ์ราคาน้ำมันในวันนี้นะคะ ที่ปรากฏขึ้น สิ่งที่บอกคืออะไร คือตัวเลขนะคะ อันนี้คือข้อความตัวเลข อันนี้คือข้อมูลนะคะ ข้อมูลคือความจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง อาจจะออกมาเป็นตัวเลขหรือว่าข้อความก็ได้นะคะ ทีนี้มาดูประเภทของข้อมูลกัน มันก็เหมือนครั้งที่แล้วที่เราเรียนนะ มันจะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันนะคะ สามารถจำแนกได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือว่าลักษณะของข้อมูลนะ ประเภทนี่ สามารถแบ่งออกเป็นได้ 2 แบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บนะคะ หรือว่าลักษณะของข้อมูลนะคะ เรามาดูกันก่อนเลยว่า ถ้าเก็บข้อมูลนะคะ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลนี่ แบ่งออกเป็น 2 ข้อด้วยกัน ข้อมูลประเภทแรก ก็คือ ปฐมภูมิที่เราเรียนมาแล้วนะ ก็คือเรานี่แหละไปเก็บข้อมูลมาโดยตรงนะคะ จากแหล่งข้อมูลเองเลย ไปถาม ไปเก็บมาเองนะคะ แล้วก็แหล่งข้อมูลทุจริต จำง่าย ๆ ก็คือมีคนอื่นเก็บไว้แล้ว เราเอามาใช้อย่างเดียวนะคะ ลักษณะของข้อมูลคืออะไร ลักษณะของข้อมูล ดูว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือว่าเชิงคุณภาพนะคะ แบ่งเป็น 2 อย่างนะ ประเภทของข้อมูล ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บ หรือขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล ถ้าวิธีการเก็บจะแบ่งเป็นปฐมภูมิแล้วก็ทุติยภูมินะคะ แต่ถ้าเมื่อไหร่มาแบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล จะแบ่งออกเป็นเชิงปริมาณแล้วก็เชิงคุณภาพ เชิงปริมาณคืออะไร ปริมาณเกี่ยวกับตัวเลขแน่นอนนะคะ จะเกี่ยวกับตัวเลข และก็สามารถนำตัวเลขนั้นน่ะมาเปรียบเทียบกันได้ บอกได้ว่ามันคืออะไร มีความหมายนะคะ นำมาคำนวณต่อได้ ในขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพคืออะไร อันนี้ไม่สามารถบอกออกมาเป็นตัวเลขได้นะคะ ไม่สามารถวัดออกมาเป็นจำนวนได้โดยตรง แต่บางครั้งที่นักเรียนเห็น มันออกมาเป็นตัวเลขได้นะ มันมีตัวเลขนะ แต่มันไม่สามารถมาเปรียบเทียบได้ คำนวณไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าคืออะไรนะคะ อันนี้คือข้อแตกต่างระหว่างเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพนะคะ เรามาดูตัวอย่างกันนะคะ อย่างเช่นตัวนี้ ข้อมูลเชิงปริมาณบอกถึงน้ำหนักตัว อันนี้เห็นไหมคะ มีกี่ตัวอย่าง น้ำหนักตัวมีกี่ตัวอย่าง ออกมาเป็นอะไร ออกมาเป็นตัวเลขถูกไหมคะ ออกมาเป็นตัวเลขเลย บางคนน้ำหนัก 35 กิโลกรัม บางคนน้ำหนัก 45 กิโลกรัม อันนี้คือข้อมูลที่เราไปเก็บมานะคะ บางคน 55 บางคนก็ 65 และสุดท้ายก็คือข้อมูล 75 กิโลกรัม ครูถาม เบนซ์ออกมาก่อน เบนซ์ออกมาอยู่หน้าจอเลยค่ะ ครูจะถามน้องเบนซ์นะคะ ในข้อมูลเชิงปริมาณ ขอถามหน่อยนะ มองล่ามนะคะ ให้เบนซ์มองล่ามลูก ครูปิ๊กถามว่าข้อมูลเชิงปริมาณตัวนี้ น้ำหนักตัวคนที่มีน้ำหนักตัว 35 กับ 75 เอามาเปรียบเทียบกันได้ไหม ว่าคนไหนน้ำหนักมากกว่าหรือน้อยกว่า เปรียบเทียบกันได้ไหมคะ ไม่ใช่ ดู ดูใหม่ ดูล่ามใหม่ ครูถามว่าน้ำหนัก 35 เอาใหม่นะ 35 กิโลกรัม ดูน้ำหนักแรก 35 กิโลกรัม กับอันสุดท้าย 75 กิโลกรัม เอามาเปรียบเทียบกันได้ไหม ถ้าเรามองอย่างนี้ เราจะสามารถบอกได้ไหมว่า คนไหนอ้วน คนไหนผอม บอกได้ไหมลูก บอกได้ไหมคะ บอกได้ ถามว่าคนที่มีน้ำหนักเท่าไรที่เป็นคนที่อ้วนกว่า ใครอ้วน ใครอ้วนน้ำหนักเท่าไรลูก ใครคน… ใครจะอ้วนกว่ากันน่ะ ถ้าสมมติว่าอันนี้คือ จะต้องสูงเท่ากันน่ะลูก มีข้อแม้ว่าจะต้องมีขนาดความสูงน่ะ ต้องเท่ากัน ไม่ใช่ว่าเออเด็กถ้าสูงมากกว่ามันก็ไม่ได้แล้ว มันก็จะ นะคะ ถ้าสมมติว่าสูงเท่ากันปุ๊บนี้ แล้วมาชั่งน้ำหนัก เราจะรู้ได้ทันทีเลยว่าเวลามาเปรียบเทียบน้ำหนักแล้วนะคะ 75 กิโลกรัมนี่ อ้วนแล้วนะคะ อ้วนแล้วนะคะ ในขณะที่ 35 เป็นอย่างไรคะ เป็นอย่างไรคะ 35 นี้เป็นอย่างไร ผอมมาก ผอมมากเราจะต้องไปเสริมใช่ไหม อาหารอย่างนี้นะคะ แล้วก็ดื่มนมเยอะ ๆ จะต้องไปเสริมสุขภาพตัวเองแล้วก็ดูว่าน้ำหนักจะต้องขึ้นมาเพิ่มแล้วนะคะ มันผอม อันนี้เอามาเปรียบเทียบได้ ถ้าครูจะรวมน้ำหนักรวมน้ำหนักทั้งหมด 5 คนนี้ 5 คนนี้มีน้ำหนักรวมเป็นเท่าไร เป็นเท่าไรคะ เพื่อน ๆ ช่วยคิดหน่อย เป็นเท่าไร ช่วยคิดหน่อยลูก 5 คนนี้น้ำหนักรวมกันเป็นเท่าไรคะ ตอบได้ไหม เพื่อน ๆ ช่วยคิดหน่อยนะคะ 35 45 5 คนนี้ น้ำหนักรวมกันเป็นเท่าไร เท่าไรคะ ถูกต้อง 275 กิโลฯ นะคะ เห็นไหม อันนี้คือ บอกว่าทำไมข้อมูลเชิงปริมาณคืออะไร อันนี้บอกสถานการณ์นะคะ สถานการณ์ก็คือน้ำหนักตัวของ ของสิ่งของคนที่เราจะไปวัดนี่ มีทั้งหมดอยู่ 5 คนด้วยกันนะคะ 5 คนด้วยกัน ข้อมูลออกมาเป็นอะไร เป็นข้อความหรือเป็นตัวเลขคะ ข้อมูลที่ออกมาถามว่าเป็นข้อความหรือเป็นตัวเลข เบนซ์ตอบ เป็นข้อความหรือเป็นตัวเลขลูกเอาใหม่ ครูปิ๊กถามว่า ข้อมูลเชิงปริมาณนี่ มันจะบ่งบอกออกมานะคะ เป็นข้อมูลแบบเป็นตัวเลขหรือว่าเป็นข้อความก็ได้ แต่สถานการณ์ตัวนี้มันบอกอะไร มันบอกเป็นตัวเลข หรือมันบอกเป็นข้อความ สิ่งที่เราเห็นก็คืออะไรคะ นี่ เป็นตัวเลขใช่ไหมมันเป็นตัวเลขนะคะ มันเป็นตัวเลขค่ะ แล้วก็สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ สามารถเอามารวมนะคะ สามารถเอามาดำเนินการต่าง ๆ ได้พวกนี้ มาคิดวิเคราะห์ได้นะคะ แล้วเรามาดู เชิญนั่งที่ได้ค่ะ ขอบคุณมากลูก ถามว่าเบนซ์เข้าใจไหมตอนนี้น่ะ เข้าใจแล้วใช่ไหม เข้าใจแล้วใช่ไหม ความหมายของข้อมูลเชิงปริมาณนะคะ นักเรียนทุกคนดูดี ๆ นะคะ Concept จับให้ได้นะคะว่า ข้อมูลเชิงปริมาณง่ายนิดเดียวเลย บอกนะคะว่าเป็นตัวเลขหรือว่า เป็นข้อความ แล้วก็สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ เอามาบวกลบคูณหารกันได้นะคะ บอกได้เลยว่าคนนี้ผอม คนนี้อ้วน สามารถตัดสินได้นะคะ สามารถตัดสินได้ ทีนี้มาดูข้อมูลเชิงคุณภาพบ้าง นักเรียนเคยทำแบบสอบถามไหมคะ ใครเคยทำแบบสอบถามบ้างยกมือขึ้น แบบสำรวจแบบสอบถาม เคยไหม เคยไหมคะ เคยทำไหม เคยไหม ใครเคยยกมือหน่อย ใครเคยทำยกมือหน่อยลูก ไม่ ครูถาม ครูถามว่าใครเคยทำแบบสอบถาม ใช่ ที่มีเวลาประเมินว่ามาก ชอบมากชอบน้อย หรือว่าไม่ชอบเลยอย่างนี้นะคะถ้าเราไม่ชอบ เราก็จะลดลง ใช่ หรือเราพอใจระดับไหนนะคะ มันก็จะออกมาเป็น นี่ ความชอบนะคะ เวลาเราประเมิน อย่างเช่น ถามว่าประเมินเรื่องของอาหารดีกว่านะ ถาม สอบถามในอาหารที่เราชอบนะคะ ครูให้ถาม ครูจะบอกว่าอาหารเช้าที่นักเรียนชอบนะคะ คือ มีอาหารให้เลือกนะคะโจ๊กนะคะ อันแรกก็คือโจ๊ก อันที่ 2 อันที่ 2 ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็จะไปสอบถามนักเรียนนี่แหละว่า ถ้าเป็นโจ๊ก นักเรียนชอบมากที่สุด หรือมากนะคะ ความชอบของนักเรียนนี่ แต่ละคนก็จะต่างกันถูกไหม แต่ละคนก็จะต่างกัน เราเอาตัวเองไปวัดคนอื่นไม่ได้ เราเอาตัวเองนี่ ความชอบของตัวเองน่ะ ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้ เพราะอันนี้คือความรู้สึกของแต่ละคนนะคะ ความชอบของแต่ละคน เพราะฉะนั้นบางคน ถามเบนซ์ เบนซ์ชอบอะไร ระหว่างโจ๊กกับข้าวเหนียวหมูปิ้งชอบอะไรลูก 1 หรือ 2 โจ๊กกับข้าวเหนียวหมูปิ้งชอบอะไร เห็นไหม เบนซ์ชอบข้าวเหนียวหมูปิ้ง ต้น แล้วต้นล่ะต้นชอบอะไร ชอบกินอะไร โจ๊ก เห็นไหม ต้นบอกว่าชอบกินโจ๊ก มันไม่เหมือนกันแล้วนะ 2 คนนี้ความรู้สึกความชอบแตกต่างกันแล้วนะคะ เราจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้นะอีกคน 1 ล่ะลูกชอบอะไร ข้าวเหนียวหมูปิ้งนะคะ ข้าวเหนียวหมูปิ้งมา 3 คนแล้ว โจ๊กมา 1 คน เป็น 2 นะคะ 3 กับ 2 เห็นไหม ข้าวเหนียวหมูปิ้งอีกแล้ว เห็นไหม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้งหมดเลย มีโจ๊กอยู่ 2 คน เห็นไหมคะว่านักเรียนทั้งหมดในห้องนี่ 10 คน ชอบทานโจ๊ก ชอบมากด้วยน่ะ ชอบมากนี่ โจ๊กน่ะชอบมากเลย มีแค่ 2 คน ในขณะที่อีก 8 คนนี่ชอบทานข้าวเหนียวหมูปิ้ง ตัวนี้ เราบอกอะไรคะ บอกการตัดสินใจการเลือกว่าตัวเองนี่ชอบแบบไหนมากกว่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เวลาเรามาประเมินนะคะ เวลาเรามาสอบถามแล้วคำว่า “ชอบ” นี่ มันต่างกัน ที่เราเลือกข้าวเหนียวหมูปิ้งเหมือนกัน 8 คน แต่ระดับความชอบน่ะ ไม่สามารถที่จะมาบอกได้ว่า มีเกณฑ์ที่เท่ากัน เพราะแต่ละคนน่ะ ความชอบก็จะไม่เท่ากัน บางคนข้าวเหนียวหมูปิ้ง ถ้าครูดึงมานะ มีแต่ข้าวเหนียวหมูปิ้งปุ๊บนี่ ถ้าให้เราประเมินว่าความชอบของเรามากที่สุด หรือน้อย มาก ลดลงมาเรื่อย ๆ นะคะ ปานกลางน้อย น้อยที่สุด แน่นอนคนที่ตอบ โจ๊กนี่ เขาก็จะบอกว่า ฉันชอบข้าวเหนียวหมูปิ้งน้อยนะคะ หรือว่าน้อยที่สุดถูกไหมคะ คำตอบนี่มันก็จะสวนทางกัน มันก็จะตรงกันข้ามกับความชอบของเรา แต่ที่นี้นะคะ ที่บอกว่า เอ๊ะ ทำไมมันถึงจะสามารถแปลงมาเป็นตัวเลขได้ เพราะว่าในแบบประเมินของเรานะคะ ส่วนมากเขาก็จะให้คะแนน ให้คะแนนเยอะ ถ้าเราชอบมาก มากที่สุด ก็จะลดลงมานะคะ มากที่สุด ให้คะแนนเป็น 5 นะ มากให้คะแนนเป็น 4 นะคะ ปานกลางอะ กลาง ๆ แล้วกัน 3 3 คะแนนนะคะ น้อยก็ลดลงมาหน่อยนะคะ น้อยที่สุดให้แค่ 1 พอ อันนี้คือ เปลี่ยนนะคะ เปลี่ยนความชอบนะคะ ระดับความชอบนี่ ให้เป็นคะแนน อันนี้ สามารถเขียนเป็นตัวเลขได้ แต่จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้นะคะ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยนะคะ ไอ้ที่บอกว่าชอบมากที่สุด นักเรียนมี 8 คนนี่ ซึ่งแต่ละคนนี่ก็ไม่สามารถมาบอกได้ว่าไอ้มากที่สุดนี่ ที่ชอบมากที่สุดนี่ ก็อาจจะมีสิ่งอื่นที่ชอบมากกว่าข้าวเหนียวหมูปิ้ง อย่างนี้นะคะ มันไม่สามารถที่จะเอามาเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ ตัดสินได้ ก็เหมือนกับอะไร เหมือนกับมองว่า ความสวยนะ ความสวยความหล่อนะลูก ให้ใครดี น้องเมย์ออกมายืน เมย์ออกมายืนนะ เดี๋ยวครูจะถามเพื่อนแต่ละคนนะลูกว่า เอ๊ะ เมย์นี่สวยหรือไม่สวยนะคะ ดูนะ ครูจะถามเพื่อน ๆ นะคะ อันนี้เป็นถามความรู้สึกของเพื่อน ๆ ว่าเมย์นั้นสวยหรือไม่สวยนะคะ สวยหรือไม่สวยลูก เพื่อนสวยหรือไม่สวย สวยมากหรือน้อย ให้คะแนนเท่าไร ให้คะแนน 4 เองนะคะเพื่อนคนแรกให้คะแนนระดับที่ 4 เขาสวยนะ แต่เขาสวยในระดับที่ 4 นะคะ ให้ 4 เหมือนกันเพื่อนผู้ชายน่ะให้ 4 นะคะ ให้เท่าไรลูก ความสวยให้เท่าไรให้ 4 ให้ 4 ใครจะสวยมากที่สุด เท่าไร อุ๊ย มีคน 1 บอกว่าให้ 3 เมย์ไม่ต้องเสียใจน่ะ เขาบอกว่าปานกลางนะคะ เมย์ นี่ ๆ ๆ เรดาร์บอกว่าปานกลาง อย่าไปเสียใจต้นให้ 4 เบนซ์ให้เท่าไร ให้ 4 แสดงว่าเพื่อน ๆ บอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว เมย์สวยนะคะ สวยมากด้วย แต่ยังไม่ถึงที่สุดนะลูก ยังไม่ได้มากที่สุด แล้วก็มีเพื่อน 1 คนบอกว่า เมย์สวยปานกลาง เพราะอะไร เพราะว่าอันนี้มันขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ใช่ไหมคะ โอเคนะ มันไม่สามารถบอกได้ แต่ถ้าครูปิ๊กถาม ถามว่าเมย์ตอนนี้เมย์อายุเท่าไร (ล่าม) 18 ค่ะ (อาจารย์เชาวนี) อายุ18นะคะ ครูปิ๊กก็จะถามเพื่อนและถามว่าตอนนี้เมย์อายุเท่าไร เพื่อนบอกบอกได้ไหมคะว่าเมย์อายุเท่าไร อันนี้บอก 18 18 18 10… ไม่ใช่ ถามเมย์ลูก ไม่ได้ถามว่าหนูอายุเท่าไร ถามว่าเมย์น่ะ อายุเท่าไร 18 18 18 18 เมย์อายุเท่าไร อายุเท่าไร ใช่ อันนี้คือข้อมูลเชิงปริมาณนะคะ เป็นข้อมูล ณ สถานการณ์จริง ก็คือน้ำ… อายุของเมย์ มันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ถูกไหม ถูกไหม เพราะมันเป็นของเมย์นะคะ ความรู้สึกเอามาเปรียบเทียบไม่ได้นะคะ เพราะมันเป็นความจริงที่เมย์เท่านั้น เป็นของเมย์เท่านั้นนะคะ อายุคือ 18 ไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้นะคะ เข้าใจนะ แล้ว 18 นี่เป็นข้อมูลปริมาณหรือเชิงคุณภาพถามหน่อย ถามเมย์ ถามเมย์ ถามน้องเมย์นะคะ เป็นข้อมูลแบบไหน (ล่าม) ฝั่ง… เชิงปริมาณครับ ถูกต้องนะคะ แล้วความสวยล่ะ ความสวยเป็นข้อมูลเชิงอะไร อ้าว ทำไมมาใส่… (ล่าม) เชิงปริมาณเหมือนกัน (อาจารย์เชาวนี) ทำไมมันเหมือนกันล่ะลูก มันต่างกันนะ เอาใหม่เมย์ เชิงปริมาณ เชิงปริมาณคือตัวเลขที่สามารถ บอกไปแล้วนี้ มันไม่เปลี่ยนแปลง มันไม่เปลี่ยนแปลงคือเชิงปริมาณนะลูก แต่ถ้าเชิงคุณภาพปุ๊บนี่ มันเปลี่ยนแปลงได้ มันเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของแต่ละคนนะคะ ถามว่าความสวยเป็นปริมาณหรือคุณภาพลูก (ล่าม) ฝั่งเชิงคุณภาพค่ะ (อาจารย์เชาวนี) เก่งมากนะคะ โอเค ถูกต้อง เชิญนั่งได้นะคะ เยี่ยมมาก ทีนี้นักเรียนพอเข้าใจหรือยังว่า อันไหนเป็นข้อมูลเชิงปริมาณอันไหนเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ จำง่ายมากเลยนะ ไม่ต้องอะไรมากเลยดูแค่ว่าเชิงปริมาณนี้มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เวลาเราหาข้อมูลมาแล้วมันคือของตัวนั้นนะคะ ไม่ว่าใครก็ตามที่มาบอกนี่มันก็จะได้คำตอบเดิม มันก็จะได้คำตอบที่เหมือนเดิม ในขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพนี้มันขึ้นอยู่กับความชอบหรือว่าความคิดของแต่ละคน ความรู้สึกของแต่ละคนนะคะ เรามาดูกันว่าวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผ่านไปแล้วนะ ต่อไปเป็นข้อที่ 3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเราทำอย่างไรได้บ้างนะคะ อันแรกถ้าข้อมูลเป็นแบบข้อมูลทุติยภูมินะคะ ทุติยภูมิคืออะไรลูก ข้อมูลทุติยภูมิ ก็คือ เราไปเอาของเขามาถูกไหม เป็นแหล่งข้อมูลที่เราไปดึงมาจากของคนอื่น เราไม่ได้ไปเก็บเองใช่ไหมคะ สิ่งที่เขาเกิดขึ้นคืออะไร ข้อมูลจะอยู่ในรูปของหนังสือนะคะ จะอยู่ในรูปของหนังสือ หรือว่ารายงานนะคะ บทความ หรือเอกสารต่าง ๆ ที่มีคนทำข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว มีคนทำเอกสารเหล่านี้มาแล้ว อย่างเช่น รายงานวันนี้ ที่นักเรียนไปเจาะเลือดนะคะ ต่อไป อนามัยเขาก็จะส่งรายงานกรุ๊ปเลือดนะคะ รายงานกรุ๊ปเลือดของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานีมาให้ครูอะไรคะ ฝ่ายอนามัยนะ อันนี้ก็จะเป็นรายงาน ถ้าครูปิ๊กอยากรู้ว่านักเรียน ห้อง ม.6 มีเลือดกรุ๊ปอะไรบ้าง ครูปิ๊กก็จะไปขอรายงานจากฝ่ายอนามัยมาใช้ อันนี้ก็คือการไปเอาข้อมูลจากข้อมูลทุติยภูมิมาใช้นะคะ แต่มันก็มีสิ่งที่น่าพิจารณานะคะ มีสิ่งน่าพิจารณาก็คือว่า ข้อมูลที่เราได้มาแล้วนี่ มันเป็นอย่างไรนะคะ มันน่าเชื่อถือหรือเปล่า ข้อมูลที่เอามานั้นมันใช่หรือไม่ ตัวบุคคลนะคะ ที่เขาทำข้อมูลนี้มา ถ้าเป็นหนังสือนะคะ หนังสือสักเล่มหนึ่ง ถ้าเราจะไปเอาข้อมูลเข้ามา คนที่ทำหนังสือเล่มนี้ เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญมากแค่ไหน ที่เขาเขียน ที่เขาเขียนนี่ อย่างเช่น ที่บอกว่าในเรื่อง ในรายงานเรื่องของ… ในรายงานเรื่องของอะไรดี อาหาร เขาทำรายงานอาหารเกี่ยวกับอาหารนะคะว่า อาหารอะไรให้ประโยชน์มาก ประโยชน์น้อย ถ้าคนที่เขียนรายงานนี้ เป็นนักโภชนาการ เป็นนักโภชนาการโดยตรงเลย หนังสือเล่มนี้ก็จะสามารถแบบน่าเชื่อถือได้นะคะ มีความน่าเชื่อถือ ในขณะที่ถ้าหนังสือเล่มนี้ เขียนมาจากใครสักคนที่มีความชอบเป็นของตัวเองนะคะ ไม่ได้มีความรู้ในด้านโภชนาการเลย ที่เขาเขียนออกมาจากความรู้สึกความชอบเท่านั้น บางครั้งถ้าคนนี้เขาไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในด้านโภชนาการ นี่ มันก็จะเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือน่ะ มันจะทำอย่างไรได้บ้าง ถ้าเราไปเอาข้อมูลมาจากทุติยภูมินะคะ เราจะต้องไปดูข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งนะคะ หยิบมา เรื่องเดียวกันนี่แหละ หยิบมาจากหลาย ๆ ที่ เสร็จแล้วเอามาดู เอามาเปรียบเทียบกันนะคะ มันเหมือนกันหรือเปล่านะคะ เปรียบเทียบกันว่าตรงไหนที่มันตรงกัน ถ้ามันตรงกันมันเหมือนกันเยอะ ๆ แสดงว่ามันน่าเชื่อถือแล้วใช่ไหมคะ อันนี้ก็จะโอเค ต่อมา ลักษณะข้อมูลที่รวบรวม ข้อความเป็นความจริง นะคะ อย่างไรล่ะความจริง ไม่ใช่มโน ข้อมูลที่เราไปเก็บมานะคะ ต้องเป็นความจริงนะคะ ไม่ใช่ไปดูว่าอย่างเช่นอะไร การสืบสวนสอบสวน อย่างเช่น มีเหตุการณ์ฆาตกรรมมานะคะ ตำรวจเขาก็จะไปชันสูตรศพใช่ไหม อันนี้คือข้อมูลความจริงที่จากสิ่งที่ตรงนั้น เหตุการณ์ตรงนั้น แต่ถ้าเราไปดูจากข้อมูลลักษณะที่อาจจะเป็นการเขียนนะคะ การเขียนของเพื่อน ว่าวันนี้ หรือว่าในเฟซบุ๊กที่บอกว่า เออ มีปัญหากับเพื่อนคนนี้ หรือบางคนอาจจะชอบหรือไม่ชอบ ข้อมูลตัวไหนที่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน มันก็ต้องมาจากข้อมูลที่ตำรวจเขาไปวิเคราะห์ไปตรวจสอบนะ สถานการณ์จริงใช่ไหมคะ นี่ ขั้นตอนการเก็บรวบรวมนี้น่าเชื่อถือมากแค่ไหน อันสุดท้ายนะคะ ข้อมูลที่ได้มาจากทุติยภูมินี้ต้องไปดู ต้องไปดูว่าเขามีวิธีการเก็บ มีขั้นตอนการเก็บนี่ ดีหรือเปล่านะคะ น่าเชื่อถือหรือเปล่านะคะ อันที่ 2 เมื่อกี้อะไรคะ เมื่อกี้ข้อมูลที่เราเอามาจากหนังสือรายงานบทความหรือว่าสิ่งที่เป็นเอกสารนะคะ ต่อมาข้อมูลที่เราเอามาจาก การสัมภาษณ์ ใหม่แล้วนะ การสัมภาษณ์มาจากไหนคะ เป็นข้อมูลปฐมภูมินะ เห็นไหมคะ เป็นข้อมูลปฐมภูมินะคะ การสัมภาษณ์คืออะไร ไปถามเลยค่ะ ไปถามเองกับตัวเองเลย ถามตัวต่อตัว การสัมภาษณ์นี่เป็นการถามตัวต่อตัว ข้อดีของเขาก็คืออะไร เวลาเราไปถามเอง เราจะได้คำตอบกลับคืนมานะคะ เรามีโอกาสได้คำตอบกลับคืนมาเลย เพราะว่าเราไปถามเองถูกไหม อันนี้คือข้อดี ข้อดีข้อที่ 2 ถ้าเราไม่เข้าใจนะคะ ถ้าเราไม่เข้าใจปุ๊บ เราสามารถถามใหม่ได้ ไม่เข้าใจสามารถถามใหม่ได้ ให้เคลียร์นะคะ แต่มันก็จะมีปัญหาอยู่นะ ว่าคนที่สัมภาษณ์นั้น บางทีไปสัมภาษณ์มาแล้ว เขาตอบไม่ชอบน่ะ ฉันไม่ชอบคำ คำตอบของคนที่เราไปสัมภาษณ์ แล้วเอาความรู้สึกของตัวเองนี่ ไปเขียน อันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้นะคะ ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีความซื่อสัตย์ มีความซื่อตรงกับข้อมูลของคนที่ให้เรามา เราก็จะได้ข้อมูลที่เป็นจริงที่สุด นะคะ ตัวนี้นะคะ ในการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์นะคะ อันแรกของปฐมภูมิ ทีนี้ ปฐมภูมิอันที่ 2 ถ้าเราไปสัมภาษณ์เอง ข้อมูลไปสัมภาษณ์ 50 คนเป็นอย่างไรคะ ค่าใช้จ่ายเยอะไหม ค่าใช้จ่ายเยอะไหม ต้องเดินทางมีค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าอาหาร ใช่ไหม เพราะฉะนั้น วิธีที่ 2 วิธีที่ 2 นะคะ เอาแบบใหม่ เปลี่ยนแล้วกัน เป็นสอบถามทางไปรษณีย์นะ ไม่ได้ไปเอง แต่ทำเป็นแบบสอบถามแล้วก็ส่งทางไปรษณีย์ไปนะคะ มันก็จะง่ายขึ้น มันก็จะสะดวกขึ้นถูกไหมคะ ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายนะคะตัวนี้ ค่าใช้จ่ายเราก็จะลดลงถูกไหม จากค่าน้ำมันรถมาเป็นแค่ค่าส่งไปรษณีย์ไม่กี่บาทเองนะคะ 50 คนไม่กี่บาท แล้วก็เราค่อนข้างมีความมั่นใจนะคะ แน่ใจว่าข้อมูลน่ะ เขาจะตอบกลับคืนมาให้เรานะ แล้วผู้ตอบเป็นอย่างไรคะ มีความสะดวก มีความสบายใจไม่ต้องเร่งรีบใช่ไหม ฉันมีเวลาเมื่อไหร่ ฉันก็จะตอบให้ ไม่ต้องไปเกรงใจคนที่มาถามนะคะ ให้ข้อมูลตามความรู้สึกของเราไม่อายนะคะ เราก็จะมีเวลาในการทำ ผลที่ได้ก็จะน่าเชื่อถือมากขึ้นนะคะ ซึ่งบางครั้งในข้อแรกที่เราไปสัมภาษณ์นี่ ถ้าครูปิ๊กไปสัมภาษณ์เบนซ์ปุ๊บ ถ้าไปสัมภาษณ์เบนซ์น่ะ เบนซ์ก็อาจจะเกรงใจก็ได้ ถูกไหมคะ จะเกรงใจก็เลยตอบ ตอบไม่ตรงกับความเป็นจริงของความรู้สึกของตัวเองนะคะ มันก็จะเกิดความผิดพลาด แต่ถ้าเราตอบแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ครูปิ๊กไม่ได้ไปเองนี่ เราไม่ได้เจอหน้ากัน เพราะฉะนั้น ข้อมูลนี่ คนตอบก็จะสบายใจนะคะ สามารถที่จะให้ข้อมูลได้เลยนะคะ มีข้อเสียอยู่นะ ข้อเสียคืออะไร ถ้าสมมติว่าเขาตอบแบบสอบถามกลับคืนมาหาเราแล้วนะคะ ถ้าไม่เข้าใจสื่อสารไม่ตรงกัน ข้อมูลนั้นอาจจะไม่น่าเชื่อถือนะคะ ถ้าเขาอ่านคำถามแล้วมันงง มันไม่เข้าใจ คำตอบที่ตอบกลับคืนมา เราก็จะไม่สามารถที่จะติดต่อแล้วก็สอบถามใหม่ได้ มันก็คือจะยากขึ้นนะคะ นี่ ทีนี้นอกจากสอบถามทางไปรษณีย์แล้วสอบถามทางไหนได้อีก ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเลยนะคะ แล้วก็ถามทางโทรศัพท์นี่แหละ แล้วถามทางโทรนะลูก เราถามทางโทรศัพท์ได้ไหมคะ มันทำได้นะ แต่เขาไม่ค่อยทำการเพราะอะไร เพราะว่าค่าโทรศัพท์มันแพงถูกไหมคะ มันแพง ส่งไปรษณีย์นี่ง่ายกว่าใช่ไหม แล้วก็ถ้าสมมุติว่าข้อมูลที่เราไปสัมภาษณ์นี่ไปสอบถามนี่มันเยอะมาก เปลืองนะคะ เขาก็เลยใช้วิธีการนี้กับข้อมูลที่น้อย ๆ นะคะ ใช้เวลาไม่มากในการสอบถามนี่ เขาถึงเอามาใช้วิธีการสอบถามทางโทรศัพท์น่ะได้นะคะ ถ้าจำเป็นก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ อีกวิธีหนึ่ง การสังเกต การสังเกตนี่ เราจะต้องใช้รวมนะคะ ใช้ประกอบกับการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่สังเกตอย่างเดียวนะคะ ความน่าเชื่อถือก็น้อย เพราะแต่ละคน วิธีการสังเกตน่ะ มันจะต้อง… มันต้องบอกว่าแต่ละคน นี่ ความรู้สึก มอง การมองแตกต่างกันออกไปนะคะ ถ้าเปลี่ยนคนสังเกตปุ๊บ คนนี้ ก็จะไม่… ตอบไม่เหมือนกันแล้ว ถ้ามันไม่เป็นทางวิทยาศาสตร์นะคะ ถ้าผลที่เกิดขึ้นมัน มันไม่น่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่า ความน่าเชื่อถือนี่น้อยนะ ถ้าการสังเกตนะคะ การทดลองล่ะ การทดลองเราก็ทำเองใช่ไหม นักเรียนเคยทดลองวิทยาศาสตร์ไหมคะ เคยทดลองอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไหม ใช่ เพราะเราไป KidBright มานะคะ เราได้ทำการทดลองโครงงานนะคะ รู้แล้ว ซึ่งตัวนี้ การทดลองส่วนมากจะใช้กับวิชาการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นะคะ มันจะเชื่อมโยงกัน มีความถูกต้องน่าเชื่อถือได้มาก แต่มีข้อแม้นะคะ มันจะเกิดความคลาดเคลื่อนตอนทดลองหรือเปล่านะคะ เราควบคุมสิ่งที่จะคลาดเคลื่อนนี่ ดีแค่ไหน ถ้าเราควบคุมตัวแปรได้ มันก็จะสามารถให้คำตอบนะคะ ที่น่าเชื่อถือได้ อันนี้นั่นเองนะ หมดแล้ว ข้อ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูลจากปฐมภูมิกับทุติยภูมินะคะ ง่ายมาก นักเรียน จำได้ไหม ทุติยภูมิอะไร ก็ไปดูจากหนังสือ บทความ รายงานใช่ไหมคะ แต่ในขณะที่ปฐมภูมินี่ มีหลายวิธีมากเลยที่เราไปเก็บนะคะ การสัมภาษณ์ การสอบถามทางไปรษณีย์ การสอบถามทางโทรศัพท์ การสังเกต แล้วก็การทดลองนะคะ อันนี้ก็คือการวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลแบบปฐมภูมินะคะ ทีนี้เรามาดูหัวข้อที่ 4 กัน ปัญหาในการใช้ข้อมูลมีอะไรบ้าง ปัญหามันก็มีเยอะนะคะ ข้อมูลทุติยภูมิ ความถูกต้อง น่าเชื่อถือ ของข้อมูล อันนี้ อย่างที่บอก แหล่งข้อมูล ความเชี่ยวชาญนะคะ ของคนที่ทำข้อมูลนั้น เราจะต้องเอามาวิเคราะห์ว่ามันน่าเชื่อถือหรือเปล่านะคะ โอเคนะ ถ้าเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ มันก็ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าเป็นใครก็ไม่รู้ ที่ทำรายงานนี้ขึ้นมา เขียนหนังสือนี้ขึ้น มามันก็ให้ความน่าเชื่อถือไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ไปเก็บเองนะคะ ความทันสมัยของข้อมูล ข้อมูลนี้อาจจะเก็บมาแล้ว 5 ปีก็ได้ ต้องดูด้วยนะคะ ปัญหาของการใช้ข้อมูลนี่ หรือบางที เอ้า เก็บมาแล้ว 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันไม่มีเก็บเลย เพราะฉะนั้น ข้อมูลนี้มันก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเวลาเปลี่ยนนะคะ ทุกสิ่งทุกอย่าง เหตุการณ์ต่าง ๆ มันก็เปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูลของตัวนี้ไม่น่าเชื่อถือนะคะ ความทันสมัยไม่ทันสมัยแล้วนะคะ การขาดหายของข้อมูลบางส่วนอย่างนี้ เพราะว่ามันเก็บมานาน บางทีเอารายงานมา เอาหนังสือมา บางเรื่องมันไม่สมบูรณ์นะคะ อันนี้ก็คือปัญหาที่เรานำข้อมูลทุติยภูมิมาใช้ แล้วปฐมภูมิล่ะ มีปัญหาไหมนะคะ มีเหมือนกัน ปัญหาแรกก็คือไม่รู้ว่าควรใช้วิธีเลือกตัวอย่างหรือวางแผนทดลองที่เหมาะสม คือเราไม่รู้ว่าเราจะไปเก็บอย่างไรนะคะ เราจะเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไหน ทดลองแบบนี้เหมาะสมหรือเปล่า ถ้าเราไม่มีความรู้ในด้านนี้นะคะ การไปเก็บ การสัมภาษณ์ การสอบถามนี่ มันก็จะทำได้ยากนะคะ ไม่รู้วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือ อันนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี่เราก็จะได้เรียนวิธีการนะคะว่า วิธีการสร้างแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การวิธีการ เลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการรวบรวมข้อมูลทำอย่างไรนะคะ และที่สำคัญปฐมภูมินี่ เขาไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มาน่ะมีความสมบูรณ์หรือเปล่านะคะ หรือว่าขาดหายไป เนื่องจากอาจจะมีผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็ได้นะคะ ตัวนี้ก็คือปัญหาของปฐมภูมิ การเก็บข้อมูลแบบปฐมภูมินะคะ นักเรียนมาดูครูถามหน่อยเราเรียนไปแล้วข้อมูลเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพนะคะ เรามาช่วยกันตอบนะคะ ข้อที่ 1 คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ ถามว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ อันไหนคะ ใครบอกว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ยกมือขึ้น คนที่ไม่ยกคืออะไร หรือตามเพื่อน หรือว่าอย่างไรคะ อย่าตามเพื่อนนะ เพราะว่าครูจะเลือกมาตอบทีละคนนะ ต่อไปนะ ข้อนี้เป็นข้อตัวอย่างเท่านั้น ต่อไปครูจะให้ออกมาทีละคน แล้วให้บอกว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพนะคะ อันนี้ถูกนะคะ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อ 1 คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์ มันก็จะออกมาเป็นตัวเลขถูกไหม มันออกมาเป็นตัวเลข เมื่อไหร่เป็นตัวเลข บ่งบอกได้ทันทีเลยว่า อ๋อ ได้คะแนนเยอะมากน้อยแค่ไหนนะคะ หาค่าเฉลี่ยได้ ในกลุ่มนี้ ม.6 นี่ สอบวิชาคณิตศาสตร์แต่ละคนเท่าไร แล้วหาค่าเฉลี่ยได้ อันนี้ข้อแรกผ่านไปนะคะ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณนะ ต่อมาข้อที่ 2 เอาใครดี มาเรดาร์ ออกไปตอบนะคะ ข้อที่ 2 เรดาร์ดูนะ ข้อที่ 2 เขาถามว่าจำนวนผู้โดยสารที่รอรถประจำทางนะคะ เป็นเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) เชิงคุณภาพครับ (อาจารย์เชาวนี) เอาใหม่นะลูก เอาดี ๆ เอาดี ๆ เอาดี ๆ เอาดี ๆ คืออะไร คืออะไร ต้องมองล่าม (ล่าม) ปริมาณครับ (อาจารย์เชาวนี) แต่สรุปคืออะไร (ล่าม) ข้อมูลเชิงคุณภาพครับ (อาจารย์เชาวนี) มันใช่ไหมเพื่อน ๆ ดู เพื่อน ๆ ใช่หรือเปล่าช่วยหน่อยช่วยหน่อย มันใช่เหรอ มันเป็นความชอบเหรอ จำนวนคนที่ไปรอรถโดยสารนี่ เราไปดูใช่ไหม เราก็สามารถนับจำนวนได้ใช่ไหมคะ เราก็สามารถนับดูได้เลย มันบอก ณ ตอนนั้นได้เลยนะ ออกมาเป็นจำนวนนะคะ ไม่มีไม่มีเปลี่ยนแปลงตามความชอบ เพราะฉะนั้น ก็คือข้อมูลเชิงอะไรคะ เชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) ครับ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณครับ (อาจารย์เชาวนี) ข้อมูลเชิงปริมาณนะคะ เรดาร์ต่อไปให้เลือกเพื่อน 1 คน ให้เลือกเพื่อน 1 คน ใคร ให้เลือกเอง ใครจะเป็นผู้โชคดีนะคะ เชิญได้แล้ว 1 ท่านนะคะ เชิญค่ะ ข้อที่ 3 ข้อที่ 3 นะคะ เขาถามว่าหมายเลขทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคล อันนี้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) ข้อมูลเชิงปริมาณ (อาจารย์เชาวนี) ทำไมเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ช่วยครูหน่อย ช่วยครูหน่อย เพื่อน ๆ เห็นด้วยกับเพื่อนตอบไหม ใช่ ๆ คำถามก็คือทะเบียนรถนี้ หมายเลขในทะเบียนรถน่ะ มันเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) ข้อมูลเชิงปริมาณหรือเปล่าคะ ข้อมูลเชิงคุณภาพค่ะ (อาจารย์เชาวนี) พอครูบอกว่ามันใช่หรือเปล่า ก็เลยไม่แน่ใจใช่ไหม ก็เปลี่ยน Choice เลยนะคะ เราจะต้องตัดสินใจให้ถูก เราจะต้องมาดูแล้วนะคะ เรามาดูเลยว่า หมายเลขทะเบียนรถนี่ มันออกมาเป็นอะไรลูก อย่างเช่น ทะเบียนรถของครูนะคะ ทะเบียนรถครูปิ๊กนี่ มันจะเป็น ม 3578 อุดรธานี สมมตินะคะ มันออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้ ถามว่ามันเป็นตัวเลขไหม มันมีตัวเลขนะคะ มันมีตัวเลขแล้วก็มีข้อความด้วย แต่มันเอามาบวกลบคูณหารได้ไหม มันเอามาวิเคราะห์ต่อได้ไหม มันไม่สามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ เพราะฉะนั้น มันจะต้องเป็นข้อมูลเชิงอะไร ปริมาณหรือคุณภาพ เป็นความชอบถูกแล้ว นั่นก็คือเชิงคุณภาพนะคะ ก็เหมือนกับ ใช่ ของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไปนะคะ แต่ว่ามันไม่สามารถที่จะเอามาทำอะไรได้ ไม่สามารถมาบอกได้ว่า รถยนต์คันนี้ทะเบียนนี้ โอ้ สวยจังเลย อันนี้บอกไม่ได้นะคะ เอามาทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น เทะเบียนรถหมายเลขนี้เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ โอเคนะ เลือกมา 1 คน เพื่อน ใครจะเป็นผู้โชคดี เพื่อน ๆ สบตาเพื่อนด้วยนะคะ ไม่ต้องหลบตานะ เชิญ ข้อที่ 4 หมายเลขโทรศัพท์ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) เชิงปริมาณค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ทำไมถึงบอกว่าเป็นเชิง… เชิงอันนี้คือเชิงปริมาณใช่ไหมคะที่ตอบ (ล่าม) ใช่ค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ทำไมถึงบอกว่าเป็นเชิงปริมาณ (ล่าม) เพราะว่าใช้เก็บเบอร์โทรศัพท์น่ะค่ะ เม็มฯ เบอร์โทรศัพท์ในเครื่องน่ะค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ดูนะคะ ความหมายของข้อมูลเชิงปริมาณ ออกมาเป็นตัวเลขหรือข้อความแต่ว่าเอามาบวกมาลบ มาเปรียบเทียบได้เอาไปวิเคราะห์ต่อได้นะคะ ข้อมูลเชิงคุณภาพ อาจจะเป็นตัวเลขได้นะคะ แต่เอาไปวิเคราะห์เอาไปทำอะไรไม่ได้เลย เพียงแค่บ่งบอกข้อมูลเท่านั้น เป็นข้อมูลเท่า แต่ว่าเอาไปทำอะไรไม่ได้ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์ 089 710 3112 เป็นตัวเลข แต่ไม่สามารถเอาไปบวก เอาไปเปรียบเทียบอะไรได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น จะเป็นเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ตอบใหม่ลูก (ล่าม) ข้อมูลเชิงคุณภาพค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ถูกต้องนะคะ ตบมือให้เพื่อนหน่อย เชิญเพื่อนอีก 1 คนออกมาลูก เอาใคร เลือกใคร เมื่อกี้หลับไหมตอนที่ครูสอน หลับอยู่ใช่ไหม นิดหนึ่งนะ หลับนิดหนึ่งนะ ข้อที่ 5 ถามว่าราคาข้าวสารต่อกิโลกรัมนะคะ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) ค่ะ ข้อมูลเชิงปริมาณค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ทำไมคะ ทำไมถึงเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ทำไมนะลูก (ล่าม) เพราะว่าเป็นราคาข้าวค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ดูนะคะ ลูกดูนะ ราคาข้าวสารมันออกมาเป็นราคาหน่วยเป็นเงินใช่ไหมลูก เป็นจำนวนออกมาเลย เป็นเงินกี่บาทนะคะ ข้าวสาร 1 กิโลกรัม ราคา 50 บาท อันนี้ เป็นเวลา ณ ตอนนั้นใช่ไหม วันนั้น ออกมาเป็นตัวเลข สามารถเอามาวิเคราะห์ได้ว่าวันนี้ ข้าวสารแพงหรือไม่แพงถูกไหม อันนี้ก็เลยออกมาเป็นข้อมูลเชิงปริมาณนะคะ เป็นตัวเลขเสร็จแล้วก็สามารถเอามาวิเคราะห์ได้ อันนี้ ถือว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณนะคะ ตอบถูกแล้ว นะคะ ตอบถูกแล้ว เก่งมากเลย เชิญเพื่อนอีก ใครจะเป็นผู้โชคดีนะคะ เพื่อนคนต่อไปหนูจะเลือกใคร มาเลย ออมสิน ออมสินข้อ 6 นะคะ เลขบัตรประจำตัวประชาชน เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพข้อมูล (ล่าม) ข้อมูลเชิงปริมาณค่ะ (อาจารย์เชาวนี) เพื่อน ๆ คิดว่าถูกไหมลูก เบนซ์ ๆ ถูกไหม เพื่อนบอกว่าบัตรประจำตัวประชาชนเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ถูกไหม (ล่าม) ค่ะ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณค่ะ (อาจารย์เชาวนี) โห ใช่เหรอ ไม่ใช่ (ล่าม) เพราะว่ามันเป็นข้อมูลจริงตลอดน่ะค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ใช่ ๆ มันเป็นตัวเลขใช่ไหม แล้วมันก็ใช้ติดตัวเราไปตลอดนะคะ แต่เราเอาข้อมูลนี้ไปทำอะไรได้ไหม ได้ไหม เอาไปบวกลบคูณหารได้ไหม หารได้ไหม เอาไปเปรียบเทียบได้ไหม (ล่าม) ไม่ได้ค่ะ (อาจารย์เชาวนี) มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นปริมาณไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้ ใช่ มันจะเป็นเชิงคุณภาพลูก มันจะเป็นเชิงคุณภาพนะคะ ไม่ได้ มันเปลี่ยนไม่ได้ 13 หลักนี่ มันก็คืออยู่ติดตัวเราไป แต่มันไปเปรียบเทียบอะไรไม่ได้ ใช่ ๆ คน 1 คนจะมีเลขประจำตัวประชาชนแค่ 1 หมายเลขตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิตนะคะ แต่ละคนมีเป็นของตัวเอง เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร แล้วก็จะไม่มีใครมาซ้ำหมายเลขของตัวเองนะคะ ก็จะติดตัวกันไปเรื่อย ๆ ใช่ ถ้าจะดูเปรียบเทียบนะคะ ทำไมมันถึงเปรียบเทียบกันไม่ได้ บัตรประชาชน ไม่ว่าหนูจะอายุเท่าไร ตั้งแต่เด็กจนโต จนนี่ไปนี่ หมายเลขมันไม่เปลี่ยนถูกไหม ในขณะที่ราคาข้าวสารที่บอกเป็นเชิงปริมาณนี่ราคาข้าวสารนี่ วันนี้ราคา 35 บาท พรุ่งนี้มันอาจจะเปลี่ยนก็ได้ พรุ่งนี้มันเปลี่ยนเป็นเท่าไร 45 บาท อันนี้มันเกิดการเปลี่ยนแปลง เอามาเปรียบเทียบได้ พอเข้าใจไหมคะ ข้อมูลเชิงปริมาณกับข้อมูลเชิงคุณภาพนะ โอเคไหม ตอนนี้ภาพมีปัญหา ภาพล่ามชะงักนะคะไม่เคลื่อนไหวเลย เดี๋ยวเรารอแป๊บหนึ่งนะคะ โอเคมาแล้ว มาแล้วใช่ โอเคไหม มองภาพชัดแล้วนะคะ โอเคแล้ว ที่ครูปิ๊กบอกว่า ข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพนะคะ สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือ ถ้าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณมันออกมาเป็นตัวเลขนะ แล้วมันก็จะสามารถเอาไปเปรียบเทียบ เอาไปวิเคราะห์ต่อได้ เปลี่ยนแปลงได้นะคะ อันนี้คือข้อมูลที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์นะคะ ในขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพ มันจะเป็นเรื่องของความชอบแล้วก็ไม่เปลี่ยน บางครั้งตัวเลขเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างเช่นอะไร ทะเบียนรถนี่ มันเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ถ้าใส่ทะเบียนรถนี้ หมายเลขนี้ คนที่ขับจะต้องขับรถเก่งมากเลย ชำนาญมากเลย มันบอกไม่ได้นะคะ มันบอกไม่ได้ เหมือนกัน เลขบัตรประจำตัวประชาชน มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง อันนี้มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เกิดจนถึงตายนะคะ โอเคนะ เข้าใจนะคะ ข้อมูลเชิงปริมาณกับข้อมูลเชิงคุณภาพมันจะแตกต่างกัน เชิญ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ เลขประจำตัวประชาชน โอเค เชิญค่ะ ไป เอาใครลูก เหลือ 2 ข้อสุดท้าย เหลือ 2 ข้อสุดท้ายเลือกใคร เหลือใคร เชิญค่ะ ดูนะ ข้อ 7 ขนาดของรองเท้านักเรียนเอง ขนาดของรองเท้านะคะ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพคะ (ล่าม) ข้อมูลเชิงปริมาณครับผม (อาจารย์เชาวนี) เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ดูดี ๆ นะลูก มันเอามาบวกลบคูณหารกันได้ไหม ขนาดรองเท้านี่ (ล่าม) ไม่ได้ครับ (อาจารย์เชาวนี) มันไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันจะต้องเป็นข้อมูลเชิงอะไร มันจะต้องเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ว่าเราเอารองเท้า ขนาดรองเท้าของเพื่อนอีกคนหนึ่ง มาบวกกับขนาดรองเท้าของเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วจะสามารถทำรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นมา มันเอาไปใช้ไม่ได้ อันนั้นมันไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ เชิญค่ะ คนสุดท้าย ใครจะเป็นผู้โชคดี ใครยังไม่ออกมาบ้าง ใครบ้างที่ยังไม่ออกมา ต้น สุดท้าย อันนี้ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจนะ ข้อที่ 8 ข้อที่ 8 รายได้ของคนในครอบครัว เป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (ล่าม) เป็นข้อมูลเชิงปริมาณครับ บวกลบคูณหารได้ครับ (อาจารย์เชาวนี) ใช่ เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ถูกนะคะ เอาไปบ่งบอกได้ วิเคราะห์ได้ บวกลบคูณหารได้ อย่างเช่น อะไร พ่อหาเงินได้ ใน 1 เดือน มีเงินเดือนอยู่ 25,000 บาท แม่หารายได้จากการทำงานนี่ ได้ 15,000 บาท สามารถเอามารวมกันได้ เป็นของครอบครัวใช่ไหม พ่อกับแม่เอามารวมกัน ก็เป็นรายได้ของครอบครัว แล้วก็จะสามารถบ่งบอกเอามาวิเคราะห์ได้ว่าครอบครัวนี้ สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร เอาไปต่อยอดได้ วิเคราะห์ข้อมูลได้นะคะ ถูกต้องนะคะ เก่งมาก แสดงว่าต้นตั้งใจเรียนมาตลอดใช่ไหม อันนี้ฝากไว้นะ ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวเชิญนั่งที่เลย จากที่ เราได้ทำแบบฝึกน่ะลูก จากที่เราได้วิเคราะห์ พากันวิเคราะห์แล้วว่าข้อความนั้นเป็นข้อมูลแบบไหนนะคะ ข้อมูลเชิงปริมาณหรือข้อมูลเชิงคุณภาพ เดี๋ยวครูปิ๊กจะให้นักเรียนบันทึกข้อมูลลงไปนะคะ ให้สรุปในสิ่งที่เราเรียนมาแล้ว วันนี้นะคะ ข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูลมีอะไรบ้าง สรุปง่าย ๆ ข้อมูลครูปิ๊กแจกให้นะคะ ที่เราได้ทำไป มีอะไรบ้างตั้งแต่เริ่มแรกเลย ให้นักเรียนบันทึกสรุปความเข้าใจของนักเรียนเองนะคะ อันนี้ ตั้งแต่หน้านี้เลยนะคะ หน้านี้เลย อาจจะเขียนเป็น Mapping ก็ได้นะคะ เดี๋ยวเขียนลงไปในสมุดค่ะ ใช่ บันทึกลงไปในสมุด อันนี้คือหัวข้อที่เราเรียนในวันนี้ วันนี้เราเรียนน่ะเยอะ เยอะเหมือนกันนะคะ ข้อมูลที่เราเรียนวันนี้ เยอะเหมือนกัน ให้นักเรียนได้สรุปว่าตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีการเก็บรวบรวม แล้วก็ปัญหาที่ใช้นี่มีอะไรบ้าง อย่างเช่น สรุปง่าย ๆ ถ้าเป็นของครูนะคะ ความหมายของข้อมูล ก็คือ ความจริงนะ สถานการณ์สถานการณ์นั้น ตอนนั้นนะคะ ถ้าประเภทล่ะ ประเภทก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าแหล่งข้อมูลที่เราไปนำมานะคะ แล้วก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่เราได้เรียนนะคะ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ก็จะมี 2 แบบเหมือนกัน วิธีการเก็บข้อมูลจากทุติยภูมินะคะ มีอะไร ทุติยภูมิก็หนังสือ รายงาน บทความ ข้อความต่าง ๆ นะคะ แต่ถ้าเป็นวิธีการเก็บข้อมูลปริมาณนะคะ ปริมาณก็เก็บจากการสัมภาษณ์ การสอบถามนะคะ การทดลอง การสังเกต นักเรียนสรุปออกมาเป็นแบบนี้ แล้วก็ปัญหาในการใช้ข้อมูลมีอะไรบ้างนะคะ นักเรียนมีคำถามไหม คะ สงสัยตรงไหนไหม แสดงว่าครูสอนดีหรือล่ามสอนดี หรือล่ามภาษามือดี ล่าม โอ้โห เสียใจนะนี่ ต้องครูด้วย ทั้ง 2 อย่างนะคะ เพราะว่ามีพี่ล่ามมาล่ามให้นักเรียนก็เลยเข้าใจมากขึ้นนะ โอเค ค่ะ นักเรียนเขียนเลยนะคะ ครูให้เวลา เดี๋ยวช่วงนี้ให้นักเรียนได้ทำงานนะคะ ลูก ๆ ดูนะคะ ก่อนที่เวลาเราจะหมดนะคะ ครูจะให้นักเรียน ตัวแทนนักเรียนนะคะ ออกมาสรุปว่าวันนี้ที่เราได้เรียนเรื่องของข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูลไปแล้วนะคะ นักเรียนมีความเข้าใจอย่างไรบ้างนะคะ เชิญตัวแทนนักเรียนออกมาเล่าเลยนะคะ ใช่ เบนซ์อยู่ใกล้ เบนซ์ออกมาเลยลูก สรุปวันนี้ที่เราเรียนนะคะ ในหัวข้อ เดี๋ยวครูให้ชาร์ตขึ้นมา ลูกจะได้จำได้ง่ายตัวนี้ วันนี้คือสิ่งที่เราเรียนทั้งหมด ให้เบนซ์ช่วยสรุปว่า ที่เบนซ์เข้าใจนะคะ วันนี้เกี่ยวกับข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูล เบนซ์สามารถสรุปออกมาได้อย่างไรบ้างนะคะ เข้าใจถูกหรือเปล่า เล่าเลยใช่ เล่าตามความเข้าใจของเบนซ์ (ล่าม) วันนี้ก็มี 4 หัวข้อนะคะ ก็จะมาเล่าสรุปให้ฟังนะคะ ข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลนะคะ ก็จะมี 4 ประเภท อย่างแรกก็จะเป็นความหมายนะคะ อย่างที่ 2 เป็นประเภท คุณครูคะ ค่ะ แล้วก็วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล แล้วก็ปัญหาการใช้งาน การเก็บข้อมูลนะคะ อย่างแรกความหมาย ก็จะมีความหมายต่าง ๆ นะคะ จะมีทั้งข้อมูลแบบเชิงปริมาณแล้วก็ข้อมูลคุณภาพค่ะ (อาจารย์เชาวนี) หมดแล้วเหรอค่ะ เพิ่มอีกไหม มีอีกไหม มีอีกไหม ครูปิ๊กถามหน่อยวิธีการเก็บข้อมูลมีอะไรบ้าง บอกวิธีการเก็บข้อมูลนะคะ ใช่ วิธีการเก็บข้อมูลมีอะไรบ้าง (ล่าม) ก็จะมี (อาจารย์เชาวนี) อันนั้น อันนั้นคือ เล่าเลยค่ะ เล่าเลย (ล่าม) อย่างเช่น มีการเก็บข้อมูล อย่างเช่นเกี่ยวกับเรื่องอาหารค่ะ ก็ถ้าเกิดเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพก็จะวัดจากเก็บข้อมูลจากการที่ใครชอบอะไรบ้างอย่างนี้ค่ะ (อาจารย์เชาวนี) ก็เข้าใจถูกไม่ต้องถอยลูก เดี๋ยวพี่ล่ามจะมองไม่เห็นภาษามือ เข้าไปใกล้ ๆ กล้องเลย เข้าไปใกล้ ๆ อันนี้ก็ถูกนะคะ ที่เบนซ์อธิบายในเรื่องของข้อมูลนะคะ ประเภทของข้อมูล เบนซ์สามารถบอกได้ว่าอันไหนที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อไหนเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพนะคะ แต่ครูเพิ่มเติมให้อีกนิดหนึ่ง วิธีการเก็บข้อมูลนะคะ มีอยู่ 2 แบบ ถ้าข้อมูลทุติยภูมิ เราก็ได้เก็บมาจากหนังสือ รายงานนะคะ บทความ เอกสารต่าง ๆ ที่เขาทำมา แล้ว แต่ถ้าเป็นข้อมูลปฐมภูมินะคะ ข้อมูลปฐมภูมิ เราเก็บมาจากวิธีการเก็บ ก็คือ การสัมภาษณ์ การสอบถาม การสังเกต แล้วก็การทดลองนะคะ อันนี้คือวิธีการเก็บข้อมูล โอเค เยี่ยมมากนะคะ มีเพื่อนคนไหน ที่จะออกมาสรุปไหมคะ เก่งมาก เยี่ยม มีใครอยากออกมาบ้าง ใครอยากออกมาสรุปบ้างว่าวันนี้ที่เรียนไปนักเรียนเข้าใจอะไรบ้าง อยากเล่าไหมคะ มีคำถามอย่างอื่นจะถามครูไหม จะถามไหม ที่เรียนมาวันนี้จะถามหรือเปล่า ไม่ถามเลย มีใครจะถามไหม ไม่ถามนะคะ แสดงว่าวันนี้เรียนเข้าใจนะ ถ้าเรียนเข้าใจแล้วครั้งหน้านะคะ เราก็จะมาเรียนในเรื่องของข้อมูลแล้วก็การเก็บรวบรวมข้อมูลเหมือนเดิม แต่เราจะมาเรียนในการสร้างนะคะ การสร้างแบบสอบถาม นี่ วิธีการสร้างทำอย่างไรนะคะ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราจะเอามาทำนี่มัน… แล้วก็วิธีการเก็บนี่ เราจะเก็บแบบไหน เดี๋ยวเรามาทำตัวอย่างกันนะคะ ในสัปดาห์หน้า นักเรียนก็จะได้ฝึกนะคะ เอาไปใช้ ในชีวิตจริง ๆ ในโอกาสต่อไปถ้านักเรียน อย่างเช่น นี่ พวกเราเป็นกรรมการนักเรียนนะคะ กรรมการนักเรียนเป็นประธานนักเรียนนี่ สิ่งที่นักเรียนจะเอาไปพัฒนาโรงเรียนหรือว่าข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนกับโรงเรียน นักเรียนอยากทำอะไรในหัวข้ออะไร อย่างเช่น ตอนเช้า ที่เด็ก ๆ ทานข้าว ตอนเที่ยง ตอนเย็นที่พากันทานข้าวนี่ นักเรียนอยากไปดู ไปถามน้อง ๆ ไหม ถามเพื่อน ๆ ไหมว่าอาหารที่ทำนะคะ อาหารที่ทำนี่ นักเรียนชอบหรือเปล่านะคะอันนี้ก็เราสามารถเอาไปทำแบบสอบถามได้นะคะ นี่เดี๋ยวก็จะพาทำในสัปดาห์ต่อไป หรือว่าถ้าเราจะทดลองสักเรื่องหนึ่งนะคะ มันก็จะมีแบบบันทึกการทดลอง เราก็จะมาสร้างแบบบันทึกการทดลองกันในสัปดาห์ต่อไป ในชั่วโมงต่อไปนะคะ โอเค สำหรับวันนี้ถ้าไม่มีใครสงสัยแล้ว ครูปิ๊กจบแล้วนะ ทั้งหมดยืนขึ้นนะคะ น่าจะหิวข้าวกันแล้ว ขอบคุณนะคะ ขอบคุณพี่ล่ามมากนะคะ ขอบคุณมากนะคะ [สิ้นสุดการถอดความ]