(อาจารย์จักรพงศ์) โอเคไหมครับ โอเค เมื่อกี้คุณครูไป… โอเคครับ การเขียนพรรณนานะครับ การเขียนพรรณนา ก็คือ เป็นการให้รายละเอียดของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะครับ เช่น บุคคล สัตว์ วัตถุ สถานที่ หรือเหตุการณ์ช่วงใดช่วงหนึ่งนะครับ ด้วยถ้อยคำพรรณนาที่ไพเราะ เหมาะสม ก่อให้เกิดจินตนาการ เห็นความเคลื่อนไหว จำนวน สี ขนาด และได้ยินเสียงตามที่ผู้ส่งสาร ประสงค์การเขียนพรรณนา การเขียนพรรณนานะครับ เป็นศิลปะการเขียนที่ผู้เขียนจะใช้วิธีการเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการกับเนื้อเรื่อง สามารถทำได้หลายวิธีนะครับ โดยเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือผสมผสานกันก็ได้นะครับ การเขียนพรรณนานะครับ 1. การใช้คำให้เหมาะสม ทั้งเสียงและความหมาย 2. การแฝงความ คือ ผู้เขียนจะไม่ส่อเนื้อหาความตรง ๆ ผู้อ่านจะต้องตีความเองนะ ข้อที่ 3 การใช้สำนวน คือ กลวิธีการเขียนพรรณนาอีกประเภทหนึ่งนะครับ ที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการและเข้าใจเนื้อหา ข้อที่ 4 นะครับ การเน้นข้อความโดยใช้คำซ้ำคำซ้อน คือกลวิธีการเขียนพรรณนาที่ช่วย ที่ช่วยเน้นย้ำอารมณ์นะครับ ความรู้สึก ของผู้อ่านให้เกิดจินตนาการให้เด่นชัดขึ้นนะครับ ประเภทของการเขียนพรรณนานะครับ 1. เลยก็คือการเขียนพรรณาธรรมชาติ 2. การเขียนพรรณนาสถานที่หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น 3. การเขียนพัฒนาลักษณะและพฤติกรรมของบุคคล 4. การเขียนพรรณาความรู้สึกและอารมณ์ 5. การเขียนพรรณาความคิด หลังจากที่คุณครูอธิบายการเขียนพรรณนาไป แล้วก็สิ่งที่คุณครูเคยสอนไปแล้วว่าการกับการเขียนบรรยาย เราลองมาดูกันนะครับว่าการเขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาต่างกันอย่างไร การเขียนบรรยายนะครับ เป็นการเขียนที่เน้นการแสดงเหตุการณ์ ว่าใครทำอะไรที่ไหน เมื่อไรอย่างไร ส่วนการเขียนพรรณานะครับ จะเน้นการแสดงภาพอารมณ์ความรู้สึกอย่างละเอียด นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ ถ้านักเรียนไม่เข้าใจเดี๋ยวคุณครูจะยกตัวอย่าง นี่ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงนี้ คือ ถ้าพูดถึงการบรรยาย คุณครูจะบรรยายในเรื่อง นักเรียน… นักเรียน เหตุการณ์ปัจจุบันตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้อากาศร้อน เมื่อเวลา 10.24 น. อากาศร้อนมาก ที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี อากาศร้อน แค่นั้น อันนี้คือบรรยายเฉย ๆ แต่ถ้าพูดถึงการพรรณนา การพรรณนาก็จะอธิบายไปถึงว่า ที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี เวลา 10.24 น. แสงแดดได้สาดลงมาที่โรงเรียน ทำให้อากาศร้อน นักเรียนมีเหงื่อไหลหยดย้อยลงมา ทำให้เสื้อเปียกไปหมดเล ยอะไรอย่างนี้ครับ ก็คือบรรยายถึงให้มันละเอียดลึกลงไปเพื่อให้เห็นภาพ ให้เห็นถึงความรู้สึกว่า โอ้ มันร้อนจริง ๆ นะ มันมีเหงื่อเต็มเสื้อเลย เวลาเรามีเหงื่อเราจะรู้สึกไม่สบายตัวใช่ไหมครับ มันจะรู้สึกหงุดหงิดนะ จะเป็นลักษณะอย่างนี้ ก็คือการ พรรณานั่นเอง แต่ถ้าบรรยาย ก็จะบรรยายแค่ไปพื้น ๆ ก็เหมือนกับที่คุณครูให้ความหมายสั้น ๆ แปลว่า การบรรยายก็จะเน้นแสดงเหตุการณ์ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไรแค่นั้น ส่วนพรรณา การเขียนพรรณนาก็จะเป็นการเน้นแสดงภาพอารมณ์ความรู้สึก เป็นความรู้สึก อย่างละเอียดออกมาเลย อย่างเช่น ฝนตก ฟ้าร้องเสียงดังเปรี้ยง ๆ อย่างนี้ครับ ฟ้าร้องเสียงดังเปรี้ยง ๆ ฟ้าแลบทำให้แสงเข้าดวงตาของฉันทำให้ฉันรู้สึกระคายเคืองตามากเลย กบก็ร้องเสียงดัง อ๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงฝนก็กระทบกับสังกะสี หลังคาดังสนั่น ทำให้ฉันนอนไม่หลับ อะไรประมาณนี้ครับ ก็คือเป็นการอธิบาย เป็นการเขียนพรรณนาให้มันถึงความรู้สึกของผู้เขียน ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงอารมณ์ในสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะสื่อสารออกมา พอจะเข้าใจไหมครับ พอจะเข้าใจไหม มีคนไหนอยากถามอะไรไหม อุ๊บอิ๊บ น้องอุ๊บอิ๊บเข้าใจไหม เข้าใจไหมครับ เข้าใจ ถ้าอย่างไรเดี๋ยวคุณครูจะให้ตัวแทนนักเรียนนะครับ ออกมาถามพี่ล่ามหน่อย ออกมาถามพี่ล่าม แล้วให้พี่ล่ามสื่อสารกับคุณครู ว่านักเรียนต้องการถาม นักเรียนเข้าใจลึกซึ้งมากเพียงใด เชิญครับ ถาม (ล่าม) ค่ะ สวัสดีค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) เข้าใจไหม เข้าใจในสิ่งที่คุณครูสอนไปไหม (ล่าม) เข้าใจค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) เข้าใจว่าอย่างไร การเขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาต่างกันอย่างไร ลองพูดออกมา ไม่ต้องกลัวว่าผิดครับ ไม่ต้องกลัวว่าผิดเลย พูดออกมาเลยว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวถ้ามันผิดเดี๋ยวคุณครูจะช่วยบอกเองว่า มันเป็นอย่างไร นักเรียนเข้าใจลึกซึ้งมากน้อยเพียงไหน (ล่าม) ก็ตัวอย่างนะคะ ตัวอย่าง… ตัวอย่างการพรรณาน่ะค่ะ การเขียนพรรณนา ก็จะเป็นการเล่า ๆ น่ะค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) แล้วเล่าอย่างไร เล่าแบบไหน (ล่าม) ก็ต้องเล่าให้มีรายละเอียดน่ะค่ะ อย่างเช่นเรื่องของอากาศร้อนอย่างนี้ค่ะ ร้อนมาก ๆ อย่างนี้ค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) ยกตัวอย่างให้คุณครูดูได้ไหมครับ (ล่าม) ก็ตัวอย่างเป็นการเล่าน่ะค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) ทีนี้เดี๋ยวคุณครูดู… ดูพี่ล่ามนะ เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง ที่อุ๊บอิ๊บพูดมา ถูกครับ แต่ว่าไม่ถูกทั้งหมด ก็คือ คุณครูจะบอกว่า การเขียนบรรยายน่ะ บรรยายธรรมดา จะเป็นการเขียนแค่แสดงว่าเหตุการณ์ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เท่านั้น ส่วนการเขียนพรรณนานี่ เป็นการเขียนที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก ให้ผู้อ่านนั้นน่ะ เข้าใจถึงเหตุการณ์ตรงนั้นอย่างละเอียดเข้าไปเลยครับ เข้าใจไหม (ล่าม) ค่ะ เข้าใจค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเค เข้าใจแล้ว มีใครมาถามอีกไหม ขออีก 1 คน ขออีก 1 คน คุณครูถึงจะมั่นใจว่านักเรียนเข้าใจ เชิญครับ ขอบคุณครับ กาก้ามาถามลูกมา (ล่าม) ก็อย่างเรื่องของตอนเช้าน่ะครับ ตอนเช้า อากาศดีน่ะครับ แล้วก็มาเรียนที่นี่ครับ ทั้งหมดก็มาเรียนที่นี่ที่ห้องครับ ที่เรียนมาก็เข้าใจครับ (อาจารย์จักรพงศ์) กำลังจะสื่อสารกับครูเรื่องอะไรครับ สื่อสารกับครูบอกอะไร (ล่าม) วันนี้อากาศดีมาเรียน (อาจารย์จักรพงศ์) อ๋อ กำลังจะยก ตัวอย่างการเขียน (ล่าม) ตัวอย่างการเขียน (อาจารย์จักรพงศ์) พรรณนาเหรอครับ (ล่าม) ใช่ครับ ยกตัวอย่างการเขียนพรรณนา (อาจารย์จักรพงศ์) โอเค ก็คือเดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง นะ ว่าการเขียน ว่าการเขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาเป็นอย่างไร การเขียนบรรยายก็จะแสดงถึงเหตุการณ์ว่า ยกตัวอย่าง เช่น เราตื่นนอนเวลาเท่าไร ทำอะไรบ้าง แค่นั้น แต่การเขียนพรรณนา จะบ่งบอกไปว่า เราตื่นนอนเวลาเท่านี้ อาบน้ำ แปรงฟัน ทำยาสีฟันหล่น ตักขันอาบน้ำ น้ำสาดเข้าไปทั้งตัว เย็นไปทั้งตัวอย่างนี้ครับ คืออธิบายไปถึงรายละเอียดตรงนั้น นี่คือการเขียนพรรณา แต่การเขียนบรรยาย ก็จะยกตัวอย่างแค่ว่าเราตื่นเวลาไหน ตื่นทำอะไร เป็นแบบพื้นฐานแค่นั้น ส่วนพรรณาจะอธิบายไปถึงรายละเอียด ลึกซึ้งเข้าไปถึงเวลาเราตื่นมาทำอะไรบ้าง เข้าใจไหม เข้าใจไหมครับ เข้าใจแล้วนะ (ล่าม) ครับ เข้าใจครับ แล้วอันไหนมันมากกว่ากันน่ะครับ อย่างเช่นเวลาตื่นนอนอย่างนี้ครับ ต้องอธิบายละเอียดมากแค่ไหน ครับ (อาจารย์จักรพงศ์) อธิบายให้ละเอียดให้มากที่สุด นั่นคือการพรรณนา แต่ถ้าอธิบายแค่ว่าตื่นนอนเวลาไหน แค่นั้น นี่คือการเขียนบรรยาย (ล่าม) โอเคครับ ครับ เข้าใจชัดดีครับ แล้วก็คือเป็นการอธิบายให้รายละเอียด พรรณาคือการให้รายละเอียด ว่าเราอาบน้ำตื่นนอน อาบน้ำทำอะไรบ้าง ทำความสะอาด (อาจารย์จักรพงศ์) ให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกของเราด้วยว่า เราง่วงนอน ตาจะปิดอะไรอย่างนี้ แต่เราก็ต้องรู้สึกว่าเราจะต้องอาบน้ำนะ เพื่อที่จะมาโรงเรียน อะไรประมาณนี้ ต้องอธิบายให้ถึงรายละเอียดตรงนั้นเข้าไปด้วย นี่คือการเขียนพรรณนา (ล่าม) ครับ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคนะครับ เข้าใจแล้วนะ (ล่าม) โอเคครับ เข้าใจครับ (อาจารย์จักรพงศ์) ขอบคุณครับ โอเค ในเมื่อนักเรียนเข้าใจแล้ว ทีนี้ คุณครูจะให้นักเรียน เดี๋ยว ๆ ดู ดูพี่ล่ามก่อนนะ ให้นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะครับ ดูพี่ล่ามก่อนนะ เดี๋ยวให้พี่ล่ามอธิบายคุณครูจะมีใบงานให้นักเรียนทำน่ะทีนี้ เดี๋ยวครู… เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนนะครับ ทำใบงานนะครับ ให้นักเรียนเขียนพรรณนา เขียนพรรณนากิจวัตรประจำวันของนักเรียน นักเรียนตื่นเวลาเท่าไร นักเรียนทำอะไรบ้าง ให้นักเรียนเขียนพรรณนาออกมาให้ถึงรายละเอียด เพื่อที่จะให้เดี๋ยวคุณครูจะนำสิ่งที่นักเรียนเขียนมาพูด โอเค นักเรียนสงสัยอะไรครับ เชิญครับ (ล่าม) ก็คือน้องมาทวนให้น่ะค่ะว่า คุณครูสั่งให้ทำใบงานน่ะค่ะ เรื่องของการเขียนพรรณนาค่ะ ถ้าทุกคนเข้าใจแล้ว ก็จะมีเอกสารใบงานแจกให้ ให้เขียนว่ากิจวัตรประจำวันของแต่ละคน ว่าทำอะไรบ้าง ตื่นนอนอาบน้ำต่าง ๆ น่ะค่ะ เขียนพรรณนาบรรยายออกมาค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเค ใช่ครับ (ล่าม) โอเคค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) ทีนี้ให้นักเรียนดูพี่ล่ามนะ ดูพี่ล่ามก่อนนะครับ เดี๋ยวผมให้พี่ล่ามอธิบายก่อน ครูจะอธิบาย ให้นักเรียนเขียนพรรณนาที่คุณครูสั่งไป นักเรียนจะเขียน จะเขียนมากน้อยแค่ไหนก็ได้ แต่ขอให้มันมีคำที่มันบ่งบอกว่านักเรียนกำลังเขียนพรรณนาออกมา ก็คือ คำที่มันแสดงความรู้สึก อารมณ์แสดงให้เห็นภาพอย่างละเอียดออกมา นักเรียนจะอธิบาย นักเรียนจะเสริมเติมแต่งอะไรเข้าไป ก็ได้นะครับ จะเขียนนิดเดียวก็ได้ แต่ขอให้มันมีถ้อยคำนั้น ๆ แล้วคุณครูจะนำงานเขียนของนักเรียนน่ะ มาอ่านตรงหน้าชั้นเรียนเพื่อที่ให้พี่ล่ามแปลเป็นภาษามือให้นักเรียนดู แล้วก็คุณครูก็จะอธิบายว่ามันถูกหรือว่าควรจะเสริมตรงไหนเข้าไปไหม นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนผิดเขียนถูก นักเรียนเขียนมาเลยไม่เป็นไรนะครับ คุณครูสามารถที่จะบอกนักเรียนได้ว่า คำนี้ควรเขียนอย่างไร คำนี้ควรเขียนอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะดูให้อีกที หนึ่ง โอเคนะครับ มีคนไหนไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณครูบอกไหม มีไหมครับ มีไหมเข้าใจไหมครับเข้าใจนะถ้าเข้าใจแล้ว ลงมือทำได้เลยแล้วก็ให้เวลาทำ ประมาณ 20-30 นาที โอเคไหมครับ โอเคนะ โอเคครับ เริ่มได้เลยครับ หลายคนยังไม่เสร็จเลยนะครับ เดี๋ยว… เดี๋ยวรอก่อนลูก ยังมีอีกหลายคนนะครับ ที่ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวรอก่อนนะ ตั้งใจทำครับ ตั้งใจทำให้มันเสร็จเร็ว ๆ เดี๋ยวจะได้มาเรียนเรื่องการเขียนเรียงความต่อนะ โอเค คุณครูให้เวลาทำต่อไปอีกครับ นักเรียนเริ่มเสร็จแล้วใช่ไหมครับ เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มเสร็จหรือยัง เสร็จหรือยัง เสร็จหรือยัง ทีนี้ เดี๋ยวเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเขียนต่อลูก เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะครับ เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะ เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะครับ เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะ ทีนี้นะครับ เดี๋ยวคุณครูจะเอาตัวอย่างนักเรียนสัก 1 คนนะครับมาอ่านให้นักเรียนฟัง เดี๋ยวคุณครูจะสุ่มเอานะ ใครจะเป็นผู้โชคดีตรงนั้นนะครับ ครูจะสุ่มมาแล้วคุณครูจะอ่านให้นักเรียนฟังว่า ควรจะเติมเสริมคำไหนเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อที่ให้มันเป็นคำที่เรียกว่าการเขียนพรรณนาที่ถูกต้องนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะสุ่มของ… ของอายแล้วกันนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะอ่านให้นักเรียนฟังนะคะ ให้นักเรียนดูพี่ล่ามนะ พี่ล่ามจะได้อธิบายให้นักเรียนฟังนะ ให้นักเรียนดูพี่ล่ามนะ วางปากกาครับ นักเรียนวางปากกาก่อน วางปากกานะครับ ห้ามหยิบปากกาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นไม่ได้ไปกินข้าวนะ ไม่เสร็จไม่ได้ไปกินข้าวนะ อืม นักเรียนดูพี่ล่าม เดี๋ยวพี่ล่ามจะอธิบายให้นักเรียนฟัง เวลาที่คุณครูพูดให้นักเรียนฟังนี่ นักเรียนจะได้เข้าใจ ไม่ต้องให้คุณครูมาถามว่านักเรียนเข้าใจไหม เข้าใจแค่ไหนอย่างนี้ ให้นักเรียนดูพี่ล่ามไว้นะครับ ทีนี้คุณครูจะยกตัวอย่างการเขียนพรรณาของเพื่อนนะครับ 1 คน ให้นักเรียนดู ดูพี่ล่าม วันนี้ฉันตื่นนอนเวลาตี 5 ฉันพับผ้าห่มแล้ว ต่อด้วยจัดที่นอนให้เรียบร้อย และไปช่วยน้องแต่งตัวให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เอาเสื้อผ้ามารีด เพราะซักไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พอรีดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ฉันก็ไปเอาผ้าเช็ดตัวเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำ ฉันก็แปรงฟันล้างหน้า ที่ห้องน้ำมีกระจก พอฉันแปรงฟันเสร็จ ฉันก็เข้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ แล้วเอาน้ำมาราดที่ตัว เย็นสบาย ฉันรู้สึกสดชื่นมากเลย นี่ครับคุณครูพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ลักษณะการเขียนของนักเรียนมีการเขียนลักษณะแบบบรรยาย แต่จะพูดในเรื่องของการพรรณนาเข้ามานิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าโอเคครับ มีการพรรณนาเข้าไปในเรื่องของสาดน้ำไปที่ตัวแล้วรู้สึกเย็นสบาย มันพูดถึงเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกตรงนั้น นี่ก็คือการเขียนพรรณนา แสดงว่านักเรียนมาถูกทางแล้ว นี่ครับก็คือเป็นการเขียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใส่รายละเอียดลงไปข้างใน เลยทำให้ผู้อ่านเขารับรู้ได้ถึงว่า อ๋อ อาบน้ำ ถ้าพูดถึงว่าอาบน้ำเฉย ๆ นักเรียนก็จะเข้าใจธรรมดาใช่ไหมครับ ว่าอาบน้ำเฉย ๆ เป็นอย่างนี้ ก็คืออาบน้ำปกติ แต่พอแบบฉันเอาขันตักน้ำขึ้นมาสาดใส่ที่ตัวรู้สึกเย็นสบายนี่ มันกำลังจะพูดถึงลักษณะอารมณ์ความรู้สึก ว่าเรารู้สึกเย็นสบายจริง ๆ นะ อะไรอย่างนี้ครับ นี่ครับเป็นการเขียนพรรณนาอีกอย่างหนึ่ง มีใครจะให้คุณครูอ่านให้เป็นตัวอย่างไหม มีไหมครับ วางปากกาก่อนลูก ดูก่อนครับ ดูพี่ล่ามก่อน นักเรียนวางปากกาครับ วางปากกาครับ อย่าเพิ่งเขียน เพราะว่าถ้าคุณครูถามอะไร นักเรียนต้องตอบให้ได้นะครับ ถ้าคุณครูมาให้เล่าต่อหน้าพี่ล่ามนี่ นักเรียนจะออกมาไหม ออกมาไหมครับ เห็นไหม นักเรียนไม่อยากออกมาเพราะว่าอะไร เพราะว่านักเรียนไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องดูนะครับว่าคุณครูพูดอะไร นักเรียนก้มหน้าก้มตาเขียน เขียนไปเขียนแบบไม่ถูก สุดท้ายแล้วมันคืออะไรครับ ก็คืองานมันก็ไม่มีประสิทธิภาพอะไรครับ นี่ ก็จะใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว เดี๋ยวก็จะไปกินข้าว ทีนี้ เดี๋ยวเราจะมาเรียนเรื่องการเขียนเรียงความต่อนะครับ เดี๋ยววันนี้จะเอาพูดเรื่องคร่าว ๆ กับการเขียนเรียงความไป แล้วก็เดี๋ยวชั่วโมงหน้าเราค่อยมาทบทวนกันใหม่ แล้วพร้อมเรียนในเรื่องของมารยาทนะครับ มารยาทในการฟัง การดู การพูด การสื่อสารของนักเรียนว่า นักเรียนจะต้องทำอย่างไร นั่งอยู่ในห้องเรียนนี่เป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร ให้มันมีมารยาท คนที่ไม่มีมารยาท ปฏิบัติตัวอย่างไรถึงว่าไม่มีมารยาท เดี๋ยวค่อยมารู้กันอีกทีหนึ่ง มารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ทีนี้นะครับ สไลด์ไม่ไป เดี๋ยวนะครับ สไลด์มันไม่ขึ้นครับ สไลด์มันติดอยู่ครับ เดี๋ยวนักเรียนรอแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวครูเรียกเจ้าหน้าที่ก่อน โอเคครับ เรียบร้อยแล้วครับ ทีนี้นะครับ การเขียนเรียงความนะครับ เรามารู้ความหมายการเขียนเรียงความกันก่อน สนใจนะครับ นักเรียนสนใจนะ สนใจพี่ล่ามนะ ถ้าเกิดไม่สนใจปุ๊บ ถามอะไรตอบไม่ได้ นี่คุณครูดุนะ มาดูก่อนนะครับ การเขียนเรียงความนะครับ เป็นงานเขียนที่ผู้เขียน มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวนะครับ ความคิด ทัศนคติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบเรียงขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอน ประกอบด้วยข้อความหลายย่อหน้า มีชื่อเรื่องชัดเจน ข้อความในหลาย ๆ ย่อหน้านั้น จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อที่จะให้ข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิด หรือทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับงานเขียนนั้น การเขียนเรียงความ ผู้เขียนจะต้องมีการวางโครงเรื่อง ค้นหาความรู้ข้อมูล และจัดเรียงลำดับความคิดให้สัมพันธ์กับหัวเรื่อง เพื่อการเขียนเรียงความได้ตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ องค์ประกอบของการเขียนเรียงความนะครับ ก็ จะมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1. คำนำ 2. เนื้อเรื่อง 3. สรุป คำนำก็จะเป็นในเรื่องของเกริ่นนำก่อนนะครับ ว่าสิ่งที่นักเรียนจะพูดถึงคืออะไร ส่วนเนื้อเรื่องก็คือ พูดถึงในเรื่องราวที่นักเรียนกำลังจะพูด ส่วนสรุปก็คือทั้งหมดที่พูดมาเป็นอย่างไรนะครับ ทีนี้ เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนดูตัวอย่างนะครับ ดูตัวอย่างของการเขียนเรียงความนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะอ่านให้นักเรียน อ่านให้พี่ล่ามทำเป็นภาษามือให้นักเรียนฟังนะครับ เรียงความเรื่องโรงเรียนของฉัน เมื่อเราพูดถึงโรงเรียน สิ่งแรกที่ฉันคิดถึง คือโรงเรียนเป็นสถานที่หนึ่ง ที่ให้ความรู้ ได้พบเพื่อนเพื่อน และได้เข้าสังคมใหม่ใหม่ มีคุณครูคอยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางการแก้ไข คอยอบรมบ่มนิสัย และสอนให้เป็นคนดี และโรงเรียนเปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของฉัน ก้าวแรกที่ฉันเดินเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเจอเพื่อนใหม่ ในวันรายงานตัวของนักเรียน ได้พบคุณครูที่ปรึกษาที่ใจดี คุณครูได้แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบ นอกจากนี้ โรงเรียนก็มีป้ายนิเทศที่แสดงผลงานของรุ่นพี่ และป้ายนิเทศคนเก่ง คนดี ไว้ให้กับรุ่นน้องได้ชม ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจ ที่สอบเข้าเรียนต่อ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ ในวันแรกที่เปิดเทอม คุณครูที่ปรึกษา ได้แบ่งหน้าที่เขตรับผิดชอบทำความสะอาดในบริเวณโรงเรียน ให้พวกเราทราบ เพื่อที่ให้พวกเรามีระเบียบวินัยและนิสัยรักความสะอาด ซึ่งจะสร้างจิตสำนึก และความผูกพันกับโรงเรียน เหมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเรา ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียนที่ฉันได้มาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันได้รับความรู้ที่แปลกใหม่สำหรับฉัน เช่น ฉันสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้นอกเหนือจากการเข้าค้นคว้าในห้องสมุด และมีคุณครูที่คอยห่วงใย คอยสอบถามทั้งในด้านการเรียน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทางบ้าน หรือการพบเพื่อน คุณครูจะทำให้… คุณครูจะให้คำปรึกษา แนะนำและให้กำลังใจฉันและเพื่อน ๆ อยู่เสมอ นี่ครับคือการเขียนเรียงความ ย่อหน้า ย่อหน้าแรกนะครับ นักเรียนดูนะ ย่อหน้าแรกจะเป็นคำนำ คำนำ เขาเกริ่นว่า เขาพูดถึงรวม ๆ ว่า เมื่อเขาพูดถึงโรงเรียนแล้วน่ะ มันจะเป็นลักษณะอย่างไร เขาหวังว่าโรงเรียนน่ะเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 พอย่อหน้าที่ 2 ที่ 3 นะครับ จะเป็นเนื้อเรื่องที่เขาพูดถึงว่าเขาอยู่โรงเรียนนี้เขาเป็นอย่างไร อืม เขาบอกว่าเขาเจอเพื่อน ๆ เขาดีใจมากเลย เขาเจอเพื่อน ๆ เขาเจอ คุณครูที่ปรึกษาที่ใจดีอย่างนี้ครับ ช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้มีป้ายนิเทศ มีนู่นมีนี่ เขาก็อธิบายไป อันนี้เป็นสิ่งที่เขาพูดออกมาเรียงลำดับออกมาแล้วตามขั้นตอนของเขา สุดท้ายย่อหน้าสุดท้ายนะครับ เขาพูดถึงตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียน ก็คือภาพรวมของทั้งหมด ก็คือเป็นการสรุป ภาพรวมของทั้งหมด เขาก็พูดว่าตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียนที่เขาเรียนอยู่ที่นี่ สรุปแล้วก็คือเขาได้รับความรู้ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ตอะไรอย่างนี้ครับ สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ นอกเหนือจากการค้นคว้าในห้องสมุด เขาก็มีความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ดีใจที่ได้คบเพื่อน มีคุณครูให้คำปรึกษาให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ ประมาณนั้นครับ นี่คือการเขียนเรียงความ อย่าลืมนะครับ การเขียนเรียงความก็จะมี 3 หลัก ๆ ด้วยกัน ใจความสำคัญก็คือ 1. คำนำ 2. เนื้อเรื่อง 3. แล้วก็สรุป มีแค่นี้ครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง เข้าใจกันไหม ทีนี้เห็นไหม เวลาที่นักเรียนมองที่ล่ามน่ะ นักเรียนก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เวลาที่คุณครูสอน คุณครูก็จะได้สอนราบรื่นไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าจะมาหยุดชะงัก เวลาสอนมันก็จะไม่พอ ทีนี้มันจะทำให้นักเรียนสอน นักเรียนเรียนล่าช้ากว่า ห้อง ม.4/1 4/1 น่ะ เขาเรียนเร็ว เขาเรียนไปถึงไหนแล้ว แต่เราน่ะยังเรียนอยู่เรียงความอยู่เลย มันจะเรียนไม่ทันเขา อืม โอเค ส่วนชั่วโมงหน้านะครับ ชั่วโมงหน้า อย่างที่คุณครูเกริ่นไว้แล้วนะ คุณครูจะสอนเรื่องมารยาทนะครับ มารยาทในการฟัง การดู การพูดการสื่อสารนี่นะ เดี๋ยวคุณครูจะมาสอนเรื่องนี้กัน ให้เตรียมตัวด้วยนะ จะได้รู้นะว่ามารยาทคืออะไร ควรทำอย่างไร อย่างเช่นคุณครูสอนอยู่ในห้องนี่ นักเรียนสามารถคุยกันได้ไหม นักเรียนคุยกันได้ไหมครับ นักเรียนโยนของข้ามหน้าข้ามตาครูได้ไหม ไม่ได้นะ อย่างนี้ จะมารู้กันว่ามารยาทที่ดีเป็นอย่างไร มารยาทที่ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงหรือควรทำไหม ต้องมาดูนะ ไม่ใช่ว่าอยากจะทำอะไรตามใจ อย่างเช่นคุณครูพูดอยู่นี่ นักเรียนคุยกันถือว่ามีมารยาทไหมครับ อืม เวลาที่คุณครูสอนไม่ควรที่จะคุยกัน ถ้าจะคุยต้องรอให้คุณครูสอนเสร็จก่อนค่อยคุย อยากจะถามก็ให้คุณครูพูดจบก่อนค่อยถาม โอเค เดี๋ยว พักกินข้าวได้ครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ ขอบคุณพี่ล่ามนะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]