(อาจารย์เกวลี) บทที่ 5 ใกล้แล้ว ใกล้เริ่มจะได้สร้างเว็บไซต์แล้วนะคะ แต่ก่อนที่จะสร้างได้เราก็ต้องมาคุยกันเรื่องการวางโครงสร้างของเว็บไซต์สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ให้เสร็จก่อน วันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับหลังจากที่เรามีเว็บไซต์แล้ว แล้วเราจะโพรโมตเว็บไซต์อย่างไรนะคะ ให้ผู้ที่สนใจหรือคนที่เราคาดว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา เขาเข้ามาดูนะคะ ธุรกิจของเรา โดยตัวการโพรโมตเว็บไซต์นะคะ ก็คือการโฆษณาเผยแพร่เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมานะคะ ให้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึง แล้วก็ทั่วโลกเลย เพราะว่าอินเทอร์เน็ต แน่นอนไม่มีขอบเขตใด ๆ คนอยู่ต่างประเทศก็สามารถเข้าดูเว็บไซต์เราได้นะคะ โดยกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่เราใช้สำหรับการโพรโมตเว็บนี่ อีกอย่างหนึ่งก็คือสำหรับการแจ้งข่าวสารนะคะ เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายหรือนักท่องเว็บทั่วไปนี่ เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา โดยทั่วไปนี้ User ต่าง ๆ หรือผู้ใช้งานนี่ เขามักจะทำการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์นี่ ผ่านทางพวก Search Engines หรือว่า Web Directory Search Engines คืออะไร เวลาเราค้นหาข้อมูลแล้วใช้ Google แน่นอนนะคะ โดยการที่ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engines พวกนี้นี่ มันเลยสามารถเป็นช่องทางที่ใช้เป็นการโพรโมตเว็บไซต์ของเราได้ด้วย หรือบางคนอาจจะโพรโมตไม่ออนไลน์ก็ได้นะคะ โพรโมตแบบออฟไลน์ก็ได้ เราก็อาจจะมีการทำ Infographic ทำโฆษณาผ่านพวกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือการโพสต์ผ่าน Social Media ต่าง ๆ ก็ได้นะคะ อาจจะเป็นเกี่ยวกับการสร้าง Billboard ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ไว้ตามแหล่งชุมชน ตามถนนสายหลัก เช่น สี่แยกบ้านธาตุที่เราอยู่ ก็จะมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมากเหมือนกัน แล้วก็ถนนเส้นนี้ มีคนผ่านแต่ละวันก็จำนวนมาก เขาก็จะเห็นโฆษณาของเรา หรืออาจจะเป็นผ่านสื่อที่ติดอยู่บนรถยนต์ ก็จะเห็นได้ทั่วไปนะคะ บางคันก็จะเป็นรถสีฟ้า ๆ มีโฆษณาติดอยู่ด้านข้าง หรือบนรถโดยสารประจำทาง เราก็สามารถเอาโฆษณาของเรานี่ไปแปะไว้ที่บนรถได้ หรืออาจจะผ่านนามบัตร ถ้านักศึกษาจบไปแล้วไปทำงานในบริษัท ถ้าต้องได้มีการติดต่อกับบริษัทอื่น ๆ หรือไป ไปติดต่อกับลูกค้าเขาก็จะมีให้การทำนามบัตร เราก็อาจจะเอาลิงก์ของเว็บไซต์ของเรานี้แปะลงไปในนามบัตรก็ได้ หรือบนเสื้อ เหมือนเสื้อที่นักศึกษาใส่ ก็อาจจะพิมพ์รายละเอียดของเว็บไซต์ลงไปเพื่อให้มันติดตาคนที่พบเห็น อย่างเสื้อเราก็ยังเป็นเขียนว่าหลักสูตร ซึ่งพิมพ์ผิดด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ เวลามันก็จะติดตามากว่าหลักสูตรชื่อตัวเองก็ยังผิด ซึ่งถ้าเราโพรโมตตัวเองแบบนี้แล้ว มันก็ไม่ได้นะคะ บางครั้งหลาย ๆ งานที่เราทำ ต้องให้หลาย ๆ คนช่วยตรวจด้วยนะคะ แล้วก็อาจจะผ่านถุงพลาสติก ถุงกระดาษ Packaging ต่าง ๆ ข้างขวด ข้างกล่องก็ได้ สำหรับการโพรโมตเว็บไซต์ของเรานะคะ แบบออนไลน์นะคะ ก็อินเทอร์เน็ตนี่แหละง่ายที่สุดนะคะ สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทันทีนะคะ ลูกค้าสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเราได้โดยตรงเหมือนกัน เช่น ช่องทางการแช็ต หรืออาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคต่าง ๆ นี่ เขาก็จะเข้ามาดูข่าวสารความเคลื่อนไหวของเรา แค่เขาก็แค่กดดูหน้าจอ คลิกเมาส์ หรืออาจจะสอบถามผ่านเว็บไซต์นะคะผ่านทาง Chatbot หรือผ่านทาง Call Center หรือผ่านทางแอดมิน ที่เขาคอยตอบคำถามทางช่องทางแช็ตออนไลน์อยู่แล้ว การโพรโมตเว็บไซต์แบบออนไลน์นี่มันเลยสามารถทำให้เราสามารถสื่อสารได้แบบ 2 ทางได้ ก็คือเป็นการโต้ตอบกันนั่นเองนะคะ แล้วทำไมเราต้องโฆษณาล่ะนะคะ เพราะว่าปัจจุบันนี่ แน่นอนคนก็ยังดูละคร ดูข่าวทางโทรทัศน์ใช่ไหมคะ แต่ยุคปัจจุบันนี่ เรามีทีวีออนไลน์ เราสามารถเข้าถึงข่าวสาร เข้าถึงละคร เข้าถึงโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเปิดทีวีก็ได้ เราเปิดดูในโทรศัพท์ ดูในคอมพิวเตอร์ก็ได้นะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตตอนนี้ ทุกคนแทบจะมีอินเทอร์เน็ตอยู่ในมืออยู่แล้วนะคะ โดยที่ส่วนใหญ่จากผลสำรวจนะคะว่า คนที่เล่นอินเทอร์เน็ตนี่บางคนก็จะยังเรียนอยู่ อาจจะเป็นคนที่จบไปทำงานแล้วมีรายได้ระดับหนึ่งที่สามารถซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตได้นะคะ ก็จะสามารถรู้จากวิธีการซื้อออนไลน์เช่นเดียวกันนะคะ อันนี้ก็เลยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ แล้วก็พอเราโฆษณาออนไลน์นี่เราสามารถปรับปรุงข่าวสารได้ตลอดเวลานะคะ ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาด้วย เช่น เรามีอะไรที่จะอัปเดตภายในครึ่งชั่วโมงนี้ มีโพรโมชันพิเศษ Flash Sale อะไรก็ว่าไป เราก็ปรับแต่งได้ทันทีนะคะ กลุ่มเป้าหมายมีทั้งในแล้วก็ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ในการลงที่สื่อทีวี หนังสือ พิมพ์วิทยุ เมื่อก่อนกว่าจะโฆษณาทีหนึ่งนี่ เขาจะนับเป็นวินาทีเลยว่าวินาทีละกี่บาท แต่ถ้าเรามีสื่อเป็นของตัวเอง มี Social Media หรือมีเว็บไซต์ของตัวเองนี่ เราก็สามารถโฆษณาผ่านช่องทางของเราเองได้นะคะ โดยที่เราก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ทุกอย่างรวมกันเป็น Multimedia ที่เราทำขึ้นมาได้นะคะ รวมถึงเรายังสามารถประชาสัมพันธ์ นอกจากจะขายสินค้าแล้ว เรายังให้ความบันเทิง หรือทำเป็นโพรโมชัน มีเกมให้เล่น เหมือนเวลาใครเข้าแอปสีส้ม เข้าแอปครั้งแรก เขาจะให้เปิดกล่องลุ้นรางวัลเหมือนเล่นเกม คุณก็อยากเข้าไปดูทุกวัน ว่าวันนี้เขาจะให้ลุ้นสินค้าอะไร ได้ส่วนลดกี่บาทนะคะ ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น เพราะแค่คุณกดเข้าไปคลิกดูในแพลตฟอร์มของเขานี่ มันก็อาจจะ ทำให้เห็นสินค้าบางอย่างที่บางทีเราไม่อยากได้หรอก แต่บังเอิญเห็นเขาพอดีแล้วราคามันรับได้อะไรอย่างนี้ ก็เป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เขาขายของได้นะคะ แล้วเหมือนที่อาจารย์บอกเมื่อกี้ก็คือ เราใช้งานทีวีกับวิทยุผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นนะคะ ก็เหมือนกับเป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถโฆษณาได้เช่นเดียวกันเหมือนเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่มี… เอาง่าย ๆ วิทยุออนไลน์ เราอยากฟังวิทยุที่กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากมาก แต่เดี๋ยวนี้นะคะ เราสามารถฟังวิทยุออนไลน์ อยู่ที่ไหนในประเทศไทย หรือต่างประเทศก็ฟังได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณโฆษณาผ่านทางช่องทางวิทยุแบบนี้ มันก็จะมีผู้ที่รับฟังแล้วก็รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือองค์กรของเราได้มากขึ้นเหมือนกันนะคะ โดยวิธีการโฆษณาแบบออนไลน์อันแรกนะคะ ก็เราก็ไปโพสต์ไว้กับเว็บที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น คุณอาจจะเป็นบริษัท เป็นตัวแทนของการทำโฆษณาของบริษัทโน้ตบุ๊กยี่ห้อหนึ่ง คุณก็อาจจะต้องไปโฆษณาที่เว็บเกี่ยวกับขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก อย่าง Notebookspec เว็บ Pantip ไปแปะเป็น Banner หรือโฆษณาใด ๆ ก็ตาม แปะไว้หรือซื้อแค่ Text Link ก็ได้ ไม่มีรูปภาพ แค่เป็น Text บรรทัด เดียว เขาคิดสตางค์หมดนะคะ เพราะว่ามันถือว่าเป็นการที่จะเชื่อมต่อไปยังองค์กรของเราได้ง่ายขึ้น โดยที่ถ้าเราโฆษณาแบบเว็บที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้วนี่ ผลตอบกลับมาค่อนข้างดีเพราะเขาก็จะรู้สึกว่า เว็บไซต์ตัวนี้มันน่าเชื่อถืออยู่แล้ว แล้วเขามีเว็บไซต์ของเราแปะเข้าไปด้วยนี่ ก็เหมือนกับว่าเขาได้ตรวจสอบตัวตนของเรามาระดับหนึ่ง ว่าเราขายสินค้าอะไร อะไรอย่างนี้นะคะ แต่ไอ้เว็บที่มีชื่อเสียงแบบนี้ ช่วงแรก ๆ อาจจะเป็นช่วงทดลองใช้ อาจจะเป็นสักประมาณ 14 วัน อาจจะไม่ได้เสียสตางค์ หลังจากนั้น เราก็ต้อง เขาก็จะคิดค่าบริการจากเรา หรืออาจจะไปโพสต์ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ไปประกาศขายนะคะ ซึ่งเว็บไซต์พวกนี้นี่ ก็ไม่มีค่าบริการ มันก็จะเป็นรายการเว็บไซต์เยอะมาก ๆ แล้วแต่ที่ลูกค้า เข้ามาค้นหา แล้วเขาเข้าเจอข้อมูลของเราไหมนะคะ หรือการแลกเปลี่ยนลิงก์กับพันธมิตรอาจจะเป็นเว็บไซต์หรือเว็บ Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน เหมือนเวลาคุณดู YouTube YouTuber บางคนเขาก็จะมาทำคลิปร่วมกัน แบ่งกันไปแสดงผลในช่องของตัวเอง อันนี้ก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเราทำธุรกิจใกล้เคียงกัน คล้าย ๆ กันนี่ เราก็สามารถแลกเปลี่ยนลิงก์ของเว็บไซต์กับเพื่อนก็ได้ หรือ คู่แข่งที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่ทำสัญญาตกลงกันไว้แล้วว่าเราจะเป็นผู้ร่วมผลิตสินค้าใด ๆ ก็ตามร่วมกันนะคะ หรืออาจจะการทำโพรโมตผ่าน Search Engines อันนี้ให้ผลที่ค่อนข้างตรงจุดมากที่สุดนะคะ เพราะ ปัจจุบันนี่ ที่ใช้งานออนไลน์นี่ นิยมค้นหาข้อมูล รวมถึงสินค้าหรือบริการต่าง ๆ หรือหาข้อมูลใด ๆ ก็ตามนี่ ผ่าน Search Engines อยู่แล้ว โดยเฉพาะ Google ยิ่งคุณค้นหาใน Google เยอะเท่าไร เขาก็จะมี Data เก็บไว้ขนาดมหาศาลเช่นเดียวกันนะคะ เหมือนเวลาเราหาตั๋วเครื่องบิน เราอยากให้ลูกค้ามาซื้อตั๋วเครื่องบินที่เว็บไซต์เราก่อน เราก็จ่ายค่าโฆษณาให้ Google สังเกตได้ว่ามันจะมีคำว่า Ad ตัว A ตัว d นี้ค่ะ ย่อมาจาก Advertisement แปลว่า “โฆษณา” นั่นแสดงว่าเหมือนเว็บไซต์แรก ๆ ที่อาจารย์ชี้ก็คือ Traveloka ตัวนี้ เขาซื้อโฆษณา Google ให้ไม่ว่าใครก็ตาม ที่พิมพ์คำว่า “ตั๋วเครื่องบิน” หรือ “ตั๋ว เครื่องบิน” หรือ “ตั๋ว” ใดใดก็ตาม การแสดงผลครั้งแรก เว็บไซต์แรกจะขึ้นต้นด้วยเว็บ Traveloka แล้วแต่จะจ่ายสตางค์ มันทำไมไม่ขึ้นตั๋วการบินไทยล่ะ มันทำไมไม่ขึ้น Air Asia ล่ะ มันทำไมขึ้นแต่ Traveloka เว็บอื่นก็มีขาย แต่ Traveloka ซื้อโฆษณากับ Google แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณใช้ Keyword ที่ตรงกับที่ Traveloka ตั้งไว้เมื่อไหร่ Google จะแสดงผลเว็บไซต์นั้น ๆ ขึ้นมาเว็บไซต์แรก ทำได้ไหม ทำได้ค่ะ เสียสตางค์นะคะ แล้วในการประมวลผล สังเกตได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาคำว่าตั๋วเครื่องบินนี่ มีตั้ง 11 ล้านผลลัพธ์ ใช้เวลาแค่ 0.33 วินาที มีตั้ง 11 ล้านผลลัพธ์ ทำไม Traveloka ขึ้นก่อน อันนี้ก็คือการเสียสตางค์ สมมติว่าถ้าคุณไม่เสีย คุณก็เป็นเว็บไซต์ขายตั๋วเครื่องบินน้องใหม่ที่เพิ่งโฆษณาขึ้นมา ซึ่งเพิ่งทำธุรกิจ ผลการค้นหาของเว็บไซต์ คุณอาจจะอยู่ที่อันดับที่ 2 ร้อยก็ได้ แต่ถ้าคุณจ่ายสตางค์ คุณจะขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ทันที การโฆษณาผ่านเว็บไซต์นี่นะคะก็จะเป็นการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าแล้วก็บริการให้กับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้บริโภคโดยตรงนะคะ แต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์นี่ โดยปกติแล้วมันจะเป็นการสื่อสารทางเดียวนะคะ ก็เหมือนเวลาเราดูทีวีดูละครก็ได้ เหมือนบางบทมันไม่ถูกใจมันไม่ชอบ เราพูดบ่นไป สรุปนางเอกพระเอกก็ไม่ได้ยินเราหรอก ก็เดี๋ยวเหมือนกันนะคะ สำหรับการสื่อสารทางเดียว โดยการทำโฆษณานี่ บางทีอาจจะมี Sponsor หรือผู้สนับสนุนนี่ ช่วยค่าใช้จ่ายนะคะ ช่วงตอนนี้ก็คือ ถ้าใครอยากทำ Blog Youtube ถ้ามีคนติดตามคุณเยอะ ๆ เขาก็จะมาจ้างให้คุณทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เขา มี Sponsor ให้ อะไรก็ว่าไปนะคะ อันนี้เป็นผลสำรวจนะคะ จากที่อเมริกาว่าการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลนะคะ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2021 จนถึง 2025 อันดับที่ 1 เลยคือการโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต น้อยที่สุดคือโฆษณาในโรงหนัง อันนี้เราก็ทราบดีนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าปี 2021 ในอนาคตแนวโน้มถึงปี 2025 มันจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเลย โฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าทีวีหลายเท่ามากเลยนะคะ เพราะฉะนั้น การทำสื่อหรือการทำโฆษณาเว็บไซต์ของเรานี่ ถ้า ผ่านโลกออนไลน์ มันก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เป้าหมายของการทำโฆษณาออนไลน์นะคะ ก็แน่นอนต้องเป็นโฆษณาที่เหมาะสมกับองค์กรหรือแต่ละหน่วยงานนะคะ ก็จะต้องมีลักษณะของการโฆษณาที่แตกต่างกันไป อาจจะมีการโฆษณาแฝงว่าเราทำโพรโมชัน มีการให้รางวัลกดดูเพื่อรับรางวัล หรือทำภารกิจใด ๆ ก็ตามนะคะ เข้าไปแชร์โพสต์เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ แล้วเราจะสุ่มแจกรางวัลใด ๆ ก็ตามนะคะ ไอ้วิธีการนี้มันก็อาจจะต้องใช้วิธีการโพสต์ที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ถ้ามีคนร่วมกิจกรรมกับเรามากขึ้นนี้มันก็จะลดต้นทุนลงไปอีก เพราะว่าเราไม่ต้องเป็นคนโพสต์เองกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเรานี่ เขาช่วยเราโพสต์ ช่วยเราประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ ประโยชน์ของการโฆษณาออนไลน์ แน่นอน สามารถดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน อยากดูวันไหนก็ได้นะคะ ค่าใช้จ่ายน้อยลง ยิ่งคนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะเท่าไร เรายิ่งมีโอกาสในการทำการตลาดได้ง่ายนะคะ โอกาสในการทำการตลาด 1 ต่อ 1 ก็คือเราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกคน ถ้าเขาแค่ทักถามคำถามหรือทักถามเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าของเรา เราสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างง่ายก็คือแบบนี้น่ะนะคะ แล้วก็การที่เราโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตนี่ มันใช้สื่อมัลติมีเดียได้ง่าย เราสามารถสร้างสื่อเองก็ได้หรือไปจ้างใครมาผลิตสื่อให้เราก็ได้นะคะ คำศัพท์ที่ใช้ในการโฆษณาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์นะคะ อันแรกก็คือ Page มันก็คือหน้าเว็บไซต์น่ะค่ะ แสดงข้อความรูปภาพองค์ประกอบอื่น ๆ อาจจะมีมัลติมีเดียด้วยก็ได้นะคะ Ad Views-Popup ก็คือเวลาโฆษณามันเด้งขึ้นมานะคะ เวลาที่ User เรียกหน้าเว็บเพจขึ้นมาแล้วมันจะมี Popup ขึ้นมา ลองดูสิว่ามันจะมีตัวอย่างไหม นี่ อันนี้คือ Ad Views-Popup เวลาเราเข้าเว็บไซต์ Shopee เห็นไหมคะ มันจะมีตัวมัลติมีเดียกระพริบ ๆ เด้งขึ้นมา เรากดปิดก็ได้ หรือเราจะกดเข้าไปดูโพรโมชันที่เขาให้เราก็ได้ อันนี้คือแบบ Popup ก็คือมันจะแสดงผลขึ้นมาในหน้าเว็บไซต์เลยนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง Ad-Click ก็จะเป็นจำนวนครั้งที่มี User เข้าไปกดป้ายโฆษณา นี่ มันก็จะมีตัวนี้ค่ะ ข้างใน ในส่วนของเว็บไซต์นี่ การจัดการเว็บไซต์ เขาก็จะดูว่าไอ้ป้ายนี้มีลูกค้าหรือมี User กดไปแล้วกี่ครั้งนะคะ แล้วก็ Banner มันจะเป็นภาพกราฟิกที่แสดงรูปภาพข้อความ อาจจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวก็ได้นะคะ Banner คืออะไร Banner คือ ตรงนี้ นี่ค่ะ สามารถกดได้ อันนี้คือ Banner ไอ้เล็ก ๆ ตรงนี้ สีเขียว ๆ ตรงนี้ก็คือ Banner นะคะ Button ก็จะเป็น Banner ขนาดเล็กที่สามารถกดแล้วเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์อื่นก็ได้ อาจจะเป็นสัญลักษณ์สำหรับดาวน์โหลดโปรแกรมก็ได้ หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ก็ได้นะคะ การ Click ก็จะเป็นการนับจำนวนครั้งที่ผู้ใช้หรือ User นี่ เขากดที่ป้าย Banner นะคะ Click Ratio ก็จะเป็นสัญลักษณ์ในการวัดความสำเร็จของป้ายโฆษณานะคะ เช่น ป้ายนี้นะคะ ไปแปะไว้อยู่ที่เพจโฆษณาสัก 100 เพจ ไปแปะหลายเว็บไซต์มาก แต่มีคนกดดูแค่ 10 ครั้ง ก็แสดงว่าความสำเร็จของป้ายนี้มีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ ก็มาคิดเป็นค่าความสำเร็จ เหมือนเวลาเราทำงาน หรือดูข่าวสารออนไลน์นี่ เขาจะบอกว่าในระบบ เขาจะเรียกว่า “ระบบหลังบ้าน” เขาจะดูได้ว่า อย่างเช่น YouTuber บางคน เขาสามารถดูได้ว่าคลิป เขานี้มีคนดูกี่คน สมมติมีคนดูสักประมาณ 100,000 คน แต่คนกดติดตามเขาน้อยมาก ระบบก็จะสร้างรายงานออกมาให้ดูว่า จำนวนคนส่วนใหญ่ที่ดูเขานี่ ไม่กดไลก์เขาเลยนะ ไม่กดติดตามเขาเลยนะ คุณจะทำอย่างไรดี คุณต้องปรับแผนกลยุทธ์ไหม อะไรอย่างนี้ก็ว่าไป นะคะ CPM นะคะ จะเป็นหน่วยวัดต้นทุนที่จำเป็นจะต้องจ่ายนะคะ ก็คือถ้ามีผู้ชม สมมติเขาก็ตั้งไว้ว่า ถ้า 1,000 คนมาดูคลิปนี้หรือคลิปนี้ประสบความสำเร็จมากกว่า 1,000 คนนี่ เขาจะได้ค่าตอบแทนเท่าไรนะคะ เหมือนอย่าง Youtube เวลาเขาดูนี่ เขาจะวัดเป็นหน่วยเป็นอะไรล่ะ ล้านวิว อะไรอย่างนี้ ถ้ามีคนมาดูคลิป YouTube นี้ ถึง 1 ล้านคน เขาจะได้ส่วนแบ่งเท่าไร ก็คล้าย ๆ กันนะคะ การ Hit นะคะ หรือการเข้าถึง หรือการเรียกดูข้อมูลเว็บไซต์ของเรานี่ มันก็จะมีการจดบันทึกไว้ เพื่อวัดค่าความนิยม หรือความหนาแน่นของข้อมูลที่ส่งอยู่บนโลกออนไลน์นะคะ โดยที่มันขึ้นอยู่กับการวัดของเบราว์เซอร์รวมถึงขนาดของเว็บไซต์ต่าง ๆ ข้อมูลที่เรียกดูนะคะ บางคนทำเว็บไซต์แต่ว่าเรียกดูข้อมูลเยอะมาก มันก็จะต้องมีการปรับสัดส่วนในการพิจารณาค่าการเข้าถึงนี้ด้วยนะคะ Interactive Advertistment ก็คือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายหรือว่าผู้เยี่ยมชมนี้เขาทำบางอย่างกับป้ายโฆษณา หรือกดดูที่ปลายทางเหมือนตัวอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรให้เขากดน่ะ อย่างตัวนี้ ลูกค้าใหม่ มันก็จะกระพริบแค่ตรงลูกค้าใหม่ที่จะได้รับสิทธิพิเศษตัวนี้นะคะ มันอาจจะไม่ได้มีข้อความหรือผลลัพธ์ที่ได้ตามที่เขาโฆษณามากมายนักหรอก แต่ว่ามันก็จะเป็นส่วนที่กระตุ้นให้ผู้ที่สนใจนี่ เขาอยากกดเข้าไปดูว่า ถ้าเราไม่เคยซื้อสินค้ากับเขา แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรนะคะ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาอยากกด อย่างเช่นตัวนี้ เขาก็จะเน้นเลยว่า ลูกค้าใหม่เท่านั้นที่จะได้ผลประโยชน์นี้นะคะ Visit ก็คือการเข้าดูเว็บไซต์แล้วก็การจากไป ก็คือ กดเข้ามาดูเว็บนี้ กี่นาที เข้ามากี่โมง แล้วกดออกไปกี่โมง จะเป็นการเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ กับ Unique Visit ก็คือจะต้องมีการกดสมัครสมาชิก แล้วก็อนุญาตให้ติดตั้งโปรแกรม Cookies Cookies ในที่นี้คือมันจะเป็นการที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์นี้ลงบนเครื่องเรา เวลาเรียกดูเว็บไซต์ครั้งต่อไป จะทำให้ หน้าเว็บเพจเร็วขึ้นนะคะ เดี๋ยวจะลองหาตัวอย่าง Cookies Cookies มันก็จะเป็นเว็บไซต์ เดี๋ยวท้าย ๆ แล้วค่อยดูก็ได้นะคะ รูปแบบของการโฆษณาของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็จะมีพวกทำ Banner นะคะ ที่มันเป็นภาพกราฟิกไว้ให้กดสำหรับเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ การโฆษณาทางอีเมล การโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์นะคะ การโฆษณาด้วยภาพเคลื่อนไหว การโฆษณาในการเช่าที่ เช่าพื้นที่โฆษณา การโฆษณาผ่านทาง URL นะคะ ก็คือเว็บไซต์นั่นแหละ แล้วก็การโฆษณาผ่านช่องทางสนทนาต่าง ๆ นะคะ อันแรกเป็นแบบ หรือว่าเป็นป้ายโฆษณา ซึ่งนิยมใช้กันมากบนอินเทอร์เน็ตนะคะ ก็คือก็จะมี User นี่ เขากดเพื่อเชื่อมโยงไปอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยป้าย Banner นี่มันจะแสดงข้อมูลในรูปแบบของรูปภาพ ข้อความนะคะ จะเป็นภาพเคลื่อนไหวหรือเป็น Video Clip มีเสียงประกอบสำหรับการโฆษณาสินค้าหรือว่าบริการนะคะ ขนาดของป้ายโฆษณาจะมีหน่วยวัดเป็น Pixel นะคะ ขนาดจะไม่ใหญ่มาก เพราะว่าถ้ามีขนาดใหญ่เกินไปเวลามันแสดงผลนี่ มันจะช้านะคะ ข้อดีก็คือถ้าเขาสนใจข้อมูลเว็บไซต์นั้น ๆ นี่ เขาสามารถกดแล้วก็เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์นั้นโดยตรงได้นะคะ แล้วก็สามารถมุ่งเป้าหมายสำหรับการทำส่วนแบ่งการตลาดนะคะ ก็จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคนี่ เขาสนใจก่อนที่จะเข้าไปดูข้อความหรือข้อมูลสารสนเทศนั้น ๆ นะคะ อาจจะใช้มัลติมีเดียหรือว่าสื่อผสมร่วมกับการโฆษณาได้ แต่ยิ่งถ้าคุณใช้มัลติมีเดียเยอะเท่าไร ค่าใช้จ่ายมันก็จะสูง เพราะว่ามันก็จะมีผลเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลด้วยนะคะ แล้วก็ข้อความที่ใช้จะต้องมีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใช้คำพูดที่ดึงดูดความสนใจนะคะ การวางตำแหน่ง Banner บนหน้าเว็บไซต์ มันจะเป็นส่วนสำหรับการกำหนดความเป็นไปได้ที่เขาจะกดด้วย บางครั้งพบว่า ที่อยู่ด้านล่างเพจ จะถูกคลิกมากกว่า เพราะว่าทุกคนจะเลื่อนลงมาดูรายละเอียดทั้งหมดก่อน แล้วค่อยกด บางอัน Banner ที่เข้าใจว่าเปิดเข้ามาปุ๊บอยู่บนสุด จะถูกกดเป็นจำนวนมาก อาจจะไม่ใช่นะคะ อย่างเช่นตัวนี้ ด้านบน ด้านล่างมีไหม มีอีก ข้างล่างนี้ค่ะ เยอะนะคะ นี่คือ Banner ข้างล่าง ก็มีอีกนะคะ ข้างบนข้างล่าง แล้วแต่ว่าลูกค้าจะกดตัวไหน ซึ่งลูกค้านี่จะไม่รู้หรอกว่า สถิติในการจัดเก็บการกดของเว็บไซต์นี้ คือเท่าไรนะคะ มันจะอยู่ที่ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์นั้น ๆ นะคะ เดี๋ยวหาตัวอย่างให้ดู เน็ตช้านิดหนึ่ง เปิดทิ้งไว้ก่อน อ๋อ จะกดให้ดูนะคะ เปิดไว้ก่อน ต่อมาเป็นการแลกเปลี่ยน Banner หรือว่า Banner Swapping นะคะ ก็จะเป็นการฝาก Banner ไว้กับผู้ให้บริการ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออาจจะมีบ้างเล็กน้อยนะคะ ก็อาจจะเป็นการเชื่อมโยงหรือว่าแลกเปลี่ยนกันโดยตรง อาจจะมีการต้องลงทะเบียนก่อนเพื่อที่จะฝากป้าย Banner ไว้หลังจากนั้นคุณจะได้รับ Source Coda แบบที่เป็น HTML เอาไปแปะไว้ที่เว็บไซต์ของคุณ อาจจะยุ่งยากในการจัดเรียงนิดหน่อยนะคะ บางครั้ง Banner ที่ได้รับการแลกเปลี่ยนมานี่ การกำหนดตำแหน่งหรือว่าขนาดที่เขาสร้างมานี่ มันไม่ได้เหมาะกับเว็บไซต์ของเรานะคะ ถ้ามันมีปัญหาก็อาจจะต้องติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์นั้น เพื่อทำข้อตกลงหรือว่าแก้ไขร่วมกันนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ Banner Swapping นะคะ คุณก็อาจจะเอาข้อความของตัวเองมาแปะไว้ มาฝากไว้นะคะ ถ้าใครอยากแลกเปลี่ยน อยากให้เขาเอาลิงก์ของเขามาแปะที่ลิงก์ของเราด้วย ที่เว็บไซต์ของเราด้วยก็มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ ต่อมาอีกอันหนึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยน Banner เป็น Banner Exchanges นะคะ ก็วิธีนี้ บางคนก็จะนิยมใช้มากกว่านะคะ มากกว่า Banner Swapping เช่น มันก็จะมีการแลกเปลี่ยนกันถ้าบริษัท A ไปแสดงผลของ B นะคะ มันก็จะมีการแลกเปลี่ยน อาจจะเป็นเว็บไซต์มากกว่า 2 เว็บ 3 เว็บ ไปก็เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะคะ ไม่จำเป็นจะต้องจับคู่กันอย่างเดียว อาจจะมีการแลกเปลี่ยนเว็บไซต์อื่น ๆ มาด้วยก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการ Banner Exchanges นะคะ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายนะคะ แล้วแต่เราเลือกค่าใช้จ่ายตั้งแต่ไม่กี่ 10 บาทขึ้นไปสำหรับการให้บริการนี้นะคะ ข้อแตกต่างระหว่าง Banner Swapping กับ Banner Exchanges ถ้า Swapping มันจะเป็นแค่การแลกเปลี่ยนระหว่างบริษัทแบบ 1 ต่อ 1 เท่านั้น แต่ Banner Exchanges นี่ มันสามารถรวมกันเป็นกลุ่มแล้วก็มาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มก็ได้ คุณไม่จำเป็นจะต้องโพสต์ของฉัน โพสต์ของเธอสลับกันเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นกลุ่มที่มีมากกว่าหลายร้อยบริษัทมารวมกัน แล้วก็ช่วยกันแปะ Banner ไปด้วยกันก็ได้นะคะ E-Mail ก็จะเป็นวิธีที่นิยมในการส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้บริโภคกับบริษัทนะคะ มีการซื้อขาย E-Mail Address ด้วยในปัจจุบัน เขาก็จะมีการตั้งราคาไว้เลยว่าอยากได้อีเมลสำหรับการโฆษณา เป็นพันเป็นหมื่นอีเมล หรือเป็นแสนเป็นล้านอีเมลก็มีขายนะคะ ก็บางคนก็จะได้รับอีเมลรบกวนบ่อย ๆ บางครั้งก็จะถูกกรองไปอยู่ในถังขยะแล้วก็มีนะคะ มันก็จะมีผู้ให้บริการในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดเก็บข้อมูลอีเมลนี่ก็มีเยอะเหมือนกัน สามารถซื้อขายได้นะคะ อย่างเว็บไซต์นี่ เขาก็จะบอกว่าคุณไม่ต้องเก็บอีเมลเองหรอก เดี๋ยวเราจะจัดเก็บให้นะคะ แล้วก็คุณสามารถซื้ออีเมลพวกนี้ไปทำการตลาดต่อได้นะคะ แต่บางคนนี่ เขาจะบอกว่า เวลาที่ดูข้อมูลบางอย่างตอนนี้ข้อมูลอีเมลก็น่ากลัวนะคะ เพราะฉะนั้น เวลาที่เรากดลิงก์ใด ๆ ที่อยู่ในอีเมล เวลาเขาส่งโฆษณามา ก็ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ การส่งอีเมลมันเลยทำให้การสื่อสารกับลูกค้าขององค์กรนี่ ถือว่าต้นทุนต่ำมากนะคะ แล้วก็สามารถจัดเก็บฐานข้อมูลลูกค้าได้เป็นอย่างดี กลุ่มเป้าหมายก็คือกลุ่มลูกค้าเดิมหรือกลุ่มลูกค้าที่ลงทะเบียนกับเราไว้ ทำให้เราทราบข้อมูลบางส่วนของเขาแล้วว่า เขาเคยซื้อสินค้าอะไร แล้วเขาซื้อสินค้าอะไรบ่อย ๆ เราก็จะจัดส่งโพรโมชันนั้นไปให้เขานะคะ แต่บางครั้งการส่งอีเมลไปนี่ คอมพิวเตอร์หรือว่าระบบอีเมลที่เขาใช้งานนี่ จะถูกกรองข้อความของเราไปนี่ อาจจะไปคิดว่ามันเป็นจดหมายขยะหรือจดหมายที่เป็นหลอกลวง มันก็อาจจะลบอีเมลของเราออกไปก็… ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน บางทีเราก็ทำธุรกิจก็ลำบากกับพวกที่เป็นโจรด้วยนะคะ การโฆษณาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่นะคะ ก็สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ง่ายที่สุดเพราะทุกคนมีสมาร์ตโฟนนะคะ ต่อมาก็จะเป็นพวก Splash Screen ก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแสดงข้อมูลสินค้าบริการนะคะ ก็จะแสดงในเพจระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อชี้นำไปที่เว็บไซต์ของเขา ข้อดีก็คือเราสามารถสร้างรูปแบบ แล้วก็การนำเสนอใหม่ใหม่ให้กับกลุ่มเป้าหมายนะคะ ทั้งดึงดูดใจแล้วก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีนะคะ ถ้าใครไม่ชอบก็กดปฏิเสธได้นะคะ อย่างตัวนี้ก็เหมือนกัน เป็น Splash Screen นะคะ ถ้าไม่ชอบก็กดกากบาทปิดเสีย ถ้าสนใจก็กดต่อ กดเข้าไปดูข้อมูลได้ Spot Leasing ก็จะเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับให้โฆษณาบนหน้า Search Engines สำหรับให้เช่าน่ะนะคะ ก็จะมีระยะเวลาในการแสดงผล ขึ้นอยู่กับว่าเราทำสัญญาไว้เท่าไร สามารถระบุช่วงเวลา ระบุตำแหน่งบนเว็บไซต์ได้นะคะ ก็ส่วนมากก็จะเป็นที่นิยม อย่างเช่น เราอาจจะเปิดตัวสินค้าใหม่นะคะ อาจจะเป็นการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เราก็ไปซื้อโฆษณาบนเว็บไซต์ก็ได้ แต่โฆษณาแค่สัก 1 เดือน 2 เดือนอะไรก็ว่าไปนะคะ การให้โฆษณานะคะ ก็สามารถใช้ผ่านเว็บท่าหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้นะคะ การโฆษณาก็จะเป็นการใช้ Google ก็ได้หรือเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมของประเทศนั้น ๆ ก็ได้นะคะ นี่ค่ะ การโฆษณาของ Google ทำอย่างไร เรามีเว็บไซต์ของเราแล้ว แล้วเราอยากโฆษณาด้วย Google Ads ทำอย่างไร เขาก็จะมี รายละเอียดให้นะคะ อย่างเช่น ครั้งแรกที่คุณใช้บริการ Google Ads มอบเครดิตให้หมื่น 2 พันบาท ก็แสดงว่าการโฆษณาผ่าน Google แต่ละครั้ง น่าจะไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น เป็นต้นนะคะ เช่น เหมือนในตัวอย่างนี้เลยค่ะ ฉันเรียนออกกำลังกายออนไลน์ พิมพ์ปึ๊บ ให้ขึ้นเว็บไซต์คุณเลย อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ก็ใช้ Google ได้ หรือการโฆษณาผ่าน URL นะคะ ก็จะเป็นการลงทะเบียนผ่าน Search Engines เหมือนกันนะคะ แต่ว่าจะต้องใช้คำสั่งพิเศษที่เรียกว่า Meta tag เพื่อให้คำค้นหามันตรงกับ Keyword ที่ลงทะเบียน อย่างเช่นตัวนี้ เราอาจจะลงเรียน ลงทะเบียนไปแล้วว่า ฉันเรียนออกกำลังกายออนไลน์ คำทุกคำครบนะคะ ถ้ามีคนค้นหาปึ๊บ จะเจอเว็บไซต์เราเลยทันที แต่ถ้า Keyword ที่คุณตั้ง มันไม่ครอบคลุมพอ เขาอาจจะค้นหาเว็บไซต์คุณไม่เจอก็ได้นะคะ ข้อดีคือมันเสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่เราก็สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ Search Engines ได้โดยตรง แล้วก็กำหนด Keyword สำหรับการค้นหาได้เลย แต่ข้อจำกัดก็คือ บางครั้งการสร้าง Keyword ใน Search Engines นี่ หลาย ๆ Search Engines นี่จะต่างกัน แน่นอนค่ะ มัน เรานิยมใช้ Google แต่บางที่เขาใช้พวก Yahoo ในการค้นหา ถ้าเป็นที่จีนก็จะใช้ Baidu เป็นตัวค้นหานะคะ แล้วก็คำสั่ง Meta tag ถ้าจะให้ทำจริง ๆ บางคำสั่งมันจะมีความซับซ้อนมากขึ้นนะคะ คุณจะต้องรัดกุมตั้งแต่การคิดคำขึ้นมาเลยด้วยซ้ำนะคะ กลไกในการทำงานของ Search Engines นี่ มันจะมีอยู่ 3 ประเภท อันแรกนะคะ Search Engines มันจะค้นหาข้อมูลในการสำรวจข้อมูลบนระบบอินเทอร์เน็ตเข้าไปเลยโดยอัตโนมัตินะคะ Search Engines พวกนี้เขาจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Search Robot” ก็จะเป็นหุ่นยนต์หรือเป็น AI คอยทำหน้าที่วิ่งเข้าไปอ่านข้อความจากหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็มาเก็บของตัวเองนะคะ ข้อมูลที่ Search Engines เหล่านี้นะคะ เขาต้องการก็คือคุณลงทะเบียนมาแล้ว คุณชื่อเว็บไซต์อะไร อีเมลอะไรนะคะ ก็ Google ก็ใช้วิธีนี้ในการเก็บข้อมูลเหมือนกัน นี่ค่ะ อันนี้ตัวอย่างของ Google เขาก็จะบอกว่า ถ้าคุณอยากโฆษณาอย่างง่ายนะคะ ให้เข้ามาบอกเขาหน่อยว่า เว็บไซต์คุณทำอะไร ชื่อเว็บไซต์อะไรนะคะ โดยการรวบรวมข้อมูลนี่ บางครั้งเว็บไซต์คุณมันยังจะไม่ได้แสดงผลเป็นอันดับต้น ๆ ตั้งแต่วันแรก ๆ เขาจะใช้เวลาในการตรวจสอบก่อนนะคะ อันนี้ก็เราไม่ต้องเสียเงินแพงมากก็ได้ค่ะ แต่แค่เราก็เหมือนไปฝากเนื้อฝากตัวกับ Google ไว้นะคะ ว่าเราเป็นเว็บไซต์สำหรับขายของนี้นะ นู่นนี่นั่นโน่น เว็บไซต์นี้นะคะ ถ้าค้นหาเราจะใช้คำนี้แล้วก็ค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอ แบบนี้ก็ได้ ไม่เสียสตางค์แพงมากนะคะ กับแบบที่ 2 เป็นแบบ Web Directories นะคะ ก็จะเป็นเว็บไซต์ที่เพิ่มข้อมูลและฐานข้อมูลด้วยตัวเอง ก็จะมีการกำหนดว่าคุณต้องมาลงทะเบียนก่อน รายละเอียด ใครเป็นคนลงทะเบียน คำอธิบายสั้น ๆ ของเว็บไซต์คุณคืออะไร Keyword ของธุรกิจหรือสินค้าหรือบริการของคุณคืออะไร หมวดสินค้าหรือหมวดขององค์กรคุณนี่ ต้องสอดคล้องกับรายละเอียดเว็บไซต์ ไม่เช่นนั้น อาจจะไม่ถูกตรวจสอบ การโพรโมตผ่าน Web Directories แบบนี้นี้ หรือเว็บที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลนี่ มีทั้งแบบฟรีแล้วก็ไม่เสียค่าใช้… แบบเสียค่าใช้จ่ายก็มีนะคะ แต่ถ้าเราเสียสตางค์ ผลการค้นหาก็จะอยู่ลำดับต้น ๆ นะคะ กรณีที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ ก็อาจจะต้องอยู่ในระดับที่ถัด ๆ ไป อันนี้ก็เป็นเรื่องปกตินะคะ อย่างเช่นเว็บนี้ เขาจะเป็นเว็บไซต์บอกว่าสามารถค้นหาข้อมูลในไทยได้ ค้นหาข้อมูลออนไลน์นะคะ เช่นตัวนี้ เราก็เข้าไปเพิ่มเว็บไซต์ของเรานะคะ ก็จะมีการเพิ่มเว็บไซต์เข้าไป ตรวจสอบว่าซ้ำหรือเปล่า ข้อมูลถูกต้องไหมนะคะ หรือการโฆษณาแบบเสียสตางค์นะคะ เขาก็จะบอกว่าคุณสามารถถูกค้นหาได้ตลอดเวลา ต้องทำอะไรอย่างไรนะคะ เสียสตางค์เท่าไรนะคะ ในแบบของการที่ลงทะเบียนผ่าน เว็บสำหรับการค้นหา ซึ่งในไทยอาจจะไม่ค่อยนิยมนะคะ Yahoo แต่ว่าที่ฝั่งอเมริกา เขาจะนิยมใช้ Search Engines ตัวนี้เหมือนกัน ไม่ต่างจาก Google เลยนะคะ อันที่ 3 จะเป็น Meta Search ก็จะเป็นเว็บไซต์ที่ไปค้นหาเว็บไซต์อีกทีหนึ่ง แต่ว่าเราจะต้องสร้างเงื่อนไขในการค้นหาข้อมูลใน Meta Search ให้ดีนะคะ เพราะว่าเวลามันเข้ามาหา ถ้ามันเจอคำค้นหานี่ มันก็ทำให้แสดงผลเว็บไซต์ของเราได้เร็วขึ้นนะคะ โดยใช้คำสั่งที่ชื่อว่า Meta tag ก็จะเป็นการสรุปข้อมูล การลงรายละเอียดของเว็บไซต์นะคะ เพื่อทำให้ Search Robot นี่ หรือหุ่นยนต์สำหรับการค้นหานี่ มันลงทะเบียนข้อมูลให้เราอัตโนมัติง่ายขึ้น Meta tag มันจะไม่ปรากฏบนหน้าจอของเบราว์เซอร์นะคะ แต่จะอยู่ที่การแสดงผลของการ Search เป็นอย่างไร ดูก่อนนะคะ เดี๋ยวหาให้ดู Google สมมติหา นี่ค่ะ คำที่ Search คือตรงไหน เช่น อาจารย์สั่งค้นหา notebook asus 14 นิ้ว silver Meta Search อยู่นี่ค่ะ ตรงที่ไฮไลต์สีแดงไว้ คือคำค้นหาตรงกับที่อาจารย์ใส่ไว้ asus 14 นิ้วอันนี้ไม่มี silver นี่ asus 14 นิ้วนะคะ แบบนี้เป็นต้น อันนี้คือเรากำหนด Meta Search ไว้แล้ว มันจะไม่บอกว่าเราใส่ Meta Search อะไรไว้บ้าง แต่ว่าตอนที่เราค้นหานี่ มันจะขึ้นแบบนี้ค่ะ อย่างเช่นตัวนี้ ขึ้นเยอะขึ้นเลย ASUS Laptop 14 Silver ค่อนข้างตรงกับที่อาจารย์ค้นหา อันนี้คือเว็บไซต์โดยตรงของ ASUS เขาใส่ Meta Search ไว้ค่อนข้างครบจากที่อาจารย์ต้องการนะคะ แต่ทำไมข้างบนมันขึ้นก่อนล่ะ เขาจ่ายค่าโฆษณาไว้แล้วนะคะ อันไหนขึ้นบน ๆ นี่ จ่ายค่าโฆษณาแน่นอนนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างการใช้ Meta Search ที่ User มองไม่เห็น แต่ในระบบเรากำหนดไว้แล้วน่ะนะคะ คำสั่ง Meta tag ต้องใส่อะไรบ้าง อาจจะใส่ชื่อของเว็บไซต์ที่สั้นกระชับชัดเจน ใส่คำบรรยายถึงข้อมูล โดยปกติแล้วเราจะใส่ไม่เกิน 25 คำ Keyword จะเป็นคำหลักที่ ใช้ในการจัดหมวดหมู่นะคะ ว่าถ้าเรียกดูแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าดูได้ตรงส่วนไหน ตัวอย่างการใส่แค่ Title tag นะคะ อันนี้เป็นคำสั่ง HTML ธรรมดา แค่อยากใส่ให้ด้านบน มันขึ้นว่าคณะวิทยาศาสตร์ที่ดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร แค่ 1 บรรทัด เราต้องกำหนดตั้งแต่ตอนที่เขียนหน้าเว็บไซต์ของเราเลยนะคะ ตัวอย่างการใส่คำสั่ง Meta tag ด้านบนเป็นชื่อใช่ไหมคะ