Accuracy : 96.58%
Insertion : 272
Deletion : 879
Substitution : 111
Correction : 35914
Reference tokens : 36904
Hypothesis tokens : 36297
(อาจารย์ฑ())สวัสดีพี่ล่ามนะครับสวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับครับเดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวนเรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลามีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนต่อแป๊ปหนึ่งนะครับโอเคนะครับอันนี้เราทบทวนจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น3ประเภทใช่ไหมครับอย่างแรกก็คือความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางสมองนะครับเราเรียกว่าในก(พ)ล-ุท-่ม(ธ)พ-ิน(พ)-ิสัยนะครับส่วนภาษาอังกฤษก็คือcorsenativeนะครับส่วนความสามารถให้กลุ่มที่2นะครับเป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการปฏอ-ิบัตินะครับเราเรียกว่าด้านทักษะพิสัยนะครับภาษาอังกฤษก็คือdomainนะครับส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่3ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจอารมณ์ความรู้สึกนะครับก็คือด้านจิตพิสัยภาษาอังกฤษe(a)ffectivedomainอันนี้คือสมองร่างกายแล้วก็จิตใจนะครับมีอยู่3กลุ่มในการเรียนรู้นะครับเดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับทีนี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของเราของมนุษย์เรามีกี่กลุ่มนะครับทีนี้กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งด้านสมองทั้งด้านร่างกายทั้งด้านจิตใจนี่มันก็จะมนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัดในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือวิธีการนะครับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับถนัดที่จะใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับเราเรียกว่า"รูปแบบการเรียนรู้"รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้นะครับวิธีการที่ตนเองถนัดนะครับให้ทายนะครับให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เราใช้วิ...มีวิธีการใด...มีกี่วิธ-ิ(-ี)การที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียนรู้อาจารย์ถามก็ได้มีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งถนี่จะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย่างไรถึงได้เรียนรู้จากมันได้สังเกตอะไรอีกครับลงมือทำอะไรอีกอีกอย่างหนึ่งสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ยดวงตาใช่ไหมครับลงมือทำก็คือการเคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไปในร่าง...ในสมองเราทางหูใช่ไหมครับก็คือการฟังนะครับวิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้ก็คือวิธีการที่ถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับซึ่งแต่ละคนนะครับแต่ละคนมีความถนัดในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับบางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่านะครับบางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการดูหรือการอ่านนะครับดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือถนัดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังให้คนอื่นพูดให้ฟังนะครับแต่บางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆนะครับจะถนัดแบบนั้นไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความนะครับชอบการปฏิบัติมากกว่านะครับอันนี้ดังนั้นนะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับเราเรียกว่าวิธีการเรียนรู้แบบvir(s)tuallearningนะครับvir(s)tuallearningนะที่เป็นสีม่วงนะครับอันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่1ที-่คนถนั-่เป็นสีม่วงนะครับอันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่1ที่คนถนัดอันที่2ก็คือเรียนรู้จากการฟังนะครับก็คือauditorylearningนะครับauditoryleaningส่วนรูปแบบที่3ก็คือการเรียนรู้จากการปฏบัติร่างกายlearningนะครับทีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนหนึ่งจะใช้คือวิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับคนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด2อย่างรวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้ง2อย่างใช้วิธีทั้ง2อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง3อย่างใช้ทั้ง3วิธีในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับแล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกันมีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้นนะครับเราจึงถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียนสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่านักเรียนของเรามีความมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้างนะครับเราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับหรือว่าในระหว่างที่เราไปเยี่ยมบ้านนนักเรียนนะครับอันนี้ทุกโรงเรียนได้ทำเป็นประจำอยู-๋(-่)แล้วเป็นประจำทุกปีนะครับเราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้นะครับหรือเราอาจจะใช้กิจกรรมhomeroomนะครับซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมhomeroomอยู่แล้วนะครับเราก็สามารถสอบถามนักเรียนในที่ปรึกษาเราได้นะครับเราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เรารู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่-่างไรนะครับทีนี้ทำไม...อาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนถูกต้องครับมันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับมันเป็นประโยชน์ในทั้ง2ฝ่ายเลยนะครับหากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการ...มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้วนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้วนักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองถนไ(-ั)ด-้มากที่สุดนะครับแล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับเราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่านใช่ไหมเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแต่เราอยากฟังมากกว่านะครับมันเพลินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้นะครับให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างมเ(-ี)ประสิทธิภาพมากที่สุ-้(ด)สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับความถนัดของนักเรียนนะครับเราจะได้จัดกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกันนะครับเพราะฉะนั้นถ้าหากในห้อง...มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของว่(เร)านะครับ1ห้องเรียนนักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับเป็นไปไม่ได้แน่ๆนะครับเพราะฉะนั้นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลายมีกิจกรรมให้นักเรียนได้ฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้สังเกตให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วยนะครับก็ให้มันหลากหลายเพื่อที่จะตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายในห้องเรียนของเรานะครับเดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับทีนี้เรามาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้นะครับเราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับว่าแล้วกลไกนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับมันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึงในปัจจุบันนะครับมีทฤษฎีเกิดขึ้นมาเรื่อยๆนะครับแล้วทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎีแล้วก็ถูกจัดกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่มนะครับมีทฤษฎีหลายๆกลุ่มมากหลักๆก็คือมีอยู่5กลุ่มนะครับมีอยู่5กลุ่มนะครับก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับเรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือlearningtheoryว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไรนะครับทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะเป็นข้อความเป็นหลักการเป็นกฎนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับเพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ใน..ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับในบางสิ่ง...ในบางด้านในบางมิตินะครับว่าการเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับเป็นการอธิบายว่าสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับแล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลการเรียนรู้สิ่งนั้นของมนุษย์นะครับเป็นคำอธิบายนะครับว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับในชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่ามันเกิดจากการส่งสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับส่งผ่านข้อมูลจากbrinedriveก็จะไปต่อกับdraindriveต่อไปเรื่อยๆนะครับจากถ้าเราจับนะอย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือนะครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่เราได้สัมผัสลูกบอลแล้วประสาทสัมผัสจากมือเรามันก็ส่งกระแสประสาทไปเรื่อยๆจนถึงสมองเราใช่ไหมครับแล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่านก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วนparietallobeตรงนี่ตรงข้างๆข้างบนของเราใช่ไหมครับที่ควบคุมอวัยวะต่า-่งๆก็คือส่วนนี้หรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือใช่ไหมครับไอ้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านทางดวงตาของเราและส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอยตรงopt(cc)iz(p)itallobop(e)ตรงนี้อันนี้พูดไปอาทิตย์ที่แล้วนะครับอันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ในอดีตมันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันยังไม่มีเครื่องแสกนนะครับในอดีตเขาก็การที่เราจะเสนอจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้เข้ามามันก็จะผ่านทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวเรามาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มีกี่กลุ่มอันนี้จัดเป็นกลุ่มเป็น5กลุ่มหลักๆนะครับกลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่มbehaireนะครับกลุ่มนี้ก็จะมีหลายทฤษฎีส่วนใหญ่เราจะได้เรียนในจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับเราอาจจะเคยได้ยินฮาฟร็อกใใช่ไหมครับscreenerใช่ไหมครับอันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่2ก็คือมนุษย์นิยมหรือhumanrythmที่อยู่ในที่เราเรียนในสาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับซึ่งแต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มมน-ุน-ิยมนี่เขาศึกษาอย่างไรนะครับอย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่องที่ช่วยสแกนในสมองดูว่าพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่เขาทดลองกับสัตว์ใช่ไหมครับอย่างฮาฟhalf(ล)-็loc(อก)kทดลองกับสุนัขใช่ไหมที่เอากระดิ่งมาสั่นแล้วก็สังเกตว่า...แล้วก็เอาผลเนื้อมาล่อแล้วก็สุนัขน้ำลายก็จะไหลใช่ไหมครับอันนั้นเขาเริ่มสังเกตเขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วดูสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมานะครับแต่มันก็จะไม่...อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะครับแต่ตอนนี้เป็นคนนะครับแต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากสัตว์นะครับซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่เขามาใช้ในแวดวงศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรานะครับส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่2กลุ่มhumanเป็นทฤษฎีถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นะครับแล้วเขาก้จะจัดสภาวะการเรียนการสอนนี่ให้มันเอื้อต-้(-่)อความต้องการของผู้เรียนนะครับเป็นหลักก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับเพื่อให้อยู่ในสภาวะที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับแต่วิชาของเราจะมาสนใจใน3กลุ่มข้างล่างนะครับก็คือกลุ่มปัญญานิยมบางทีภาษาไทยเขาก้จะใช้คำว่า"พุทธินิยม"มาจากภาษาอังกฤษคือคำว่าที่แปลว่าการรู้คิดนะครับที่แปลว่าcognitionมันเป็นกลุ่มทฤษฎีถ้าทฤษฎมันจะลงท้ายismนะครับismก็คือเป็นการเกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนalg(c)ohollisd(m)นะครับก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับอันนี้ก็เหมือนกันนะครับลงได้ด้วยismก็คือเราหมกหมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับก็คือทีเ(-่)ราหมกหมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับก็คือที่มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมismเข้าไปก็คือกลุ่มที่เกาะติดหลงไหลนะครับเพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดนะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในcocktearyส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่4อันนี้คือทฤษฎีร่วมสมัยนะครับที่ทุกคนที่เรียนที่เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือconstractrismในจิตใจของเราทุกคนนะครับในการเป็นครุนะครับถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนอยู่นะครับจึงเรียกว่า"ทฤษฎีร่วมสมัย"นะครับอดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังมีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับซึ่งทีนี้สำหรับconstructtivismร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงกลุ่มหนึ่งของตัวมันเดี่ยวๆนะครับเพราะว่าอยากเน้นย้ำให้นักศึกษาอยากให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับส่วนที่ทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่าเป็นทฤษฎีที่ก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎีconstructiov(n)ismลิอันนี้เราน่าจะรู้จัก...พหุปัญหาว่ามนุษย์เรามีความสามารถอยู่หลายด้านใช่ไหมครับไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้นแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย8ด้านนะครับเดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะครับอีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือconnectelisymhแปลว่าอะไรครับconnectเชื่อมต่อใช่ไหมครับอันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่เชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎีอันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะเดี๋ยวเราเรียนวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับอันนี้เป็นskinnerใช่ไหมครับskinnerblockทฤษฎีของส(s)kinnกินเนอ(er)ร์สังเกตพฤตกรรมของหนูนะครับเราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับทีนี้เรามาดูของเราทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยมนะครับหรือทcoxninvismทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไกของสมองนะครับว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับการเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือstemulusstemulyสิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศที่เราเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราทางหูทางตาจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้าทุกอย่างเลยนะครับสิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอกแล้วมากระทบเราผ่านประส่ทสัมผัสด้านต่างๆได้ไหมครับเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างตอนนี้อาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าก-้(-็)คืออันนี้นะครับก็คืออันนี้นะครับพอมันสิ่งกระตุ้นมาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับประสาทสัมผัสของเราเสียงsensorymeme(o)ryใช่ไหมครับถ้าเราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยสิ่งกระตุ้นมันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่าตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษามีอย่างอย่างไปพร้อมๆกันนะครับทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรงประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้วเขาเรียกว่าsensorymeme(o)ryนะครับเป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับเป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่าร่างกายของเราจะเกิดกลไกการจดจำจากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไปนะครับพอรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้วมันจะมี2ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับหากตัวบุคคลหรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้นะครับหากเราไม่สนใจเราจะfogotคืออะไรเอ่ยfogetfogotก็คือลืมใช่ไหมครับถ้าเราไม่สนใจจในสิ่งกระตุ้นนั้นนะครับข้อมูลที่ส่งมายังcensorymemoryเราจะลืมเลยลืมไปเลยนะครับไม่เกิดการเรียนรู้เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับเพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บมันไม่เกิดแน่ๆนะครับทีนี้ต่อมาหากเรามีความสนใจกับสิ่งกระตุ้นนี้นะครับข้อมูลที่อยู่ในc(s)ensorymemoryมันจะถูกส่งมายังworkingmeme(o)ryนะครับความรู้ของเรานะครับมันจะส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการนะครับความจำปฏิบัติการหรือworkingmemoryนะครับworkingmeme(o)ryนี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนานยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับแต่ว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จากsensorymeme(o)ryมายังworkingmemoryแล้วเราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัดอาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรืออธิบายในเพื่อในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี-้(-่)เอาไปทำประโยชน์ต่อได้นะครับหากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยังworkingmemoryได้แล้วนะครับทีนี้อย่างที่บอกว่าworkingmemoryมันก็ยังไม่ใช่ความจำที่ยังอยู่ติดตัวกับเราอย่างยาวนานเราต้องมีวิธีการนะครับวิธีการอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่าendclod(s)eนะครับendcloseก็คือการเข้ารหัสสมีวิธีการแปลงจากworkingmemoryให้มันเอามากักเก็บไว้ในlongtermmemoryให้ได้นะครับlongturn(m)memeryคือความจำระยะยาวนะครับเมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยังlongte(u)rmmemoryได้แล้วตอนนี้ล่ะมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยนะครับเราจะไม่ลืมมันจะอยู่กับเราเป็นปีนะครับทีนี้แล้วendcodingทำอย่างไรล่ะนะครับจะทำอย่างไรที่แปลงจากworkingmemoryเป็นlongtermmemoryได้นะครับอันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดของแต่ละคนอันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับบางคนใช้วิธีการendcodingจากการแต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำบางคนอาจจะทำแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบmindmapให้มันเห็นภาพได้ครอบคลุมมากขึ้นได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็นแทนตัวอักษรเพื่อให้endcodingได้ง่ายขึ้นแต่มีวิธีการหนึ่งที่ง่ายที่...ก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆเรารู-็(-้)ไหมว่าทำอย่างไรรู้ไหมครับวิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นได้แน่ๆในการendcodeที่เราจะแปลงจากworkingmemoryไปยังlongterummemeryชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่าการที่เราจะจำอะไรได้นานๆนี่ตรงเซลล์เซลล์ประสาทของเราที่ไซแนบกันน่ะระหว่างe(เ)อ็กxfronก-ั(ซ)อบe(ล)ได้อย่างแข็งแรงนะครับข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นเราก็จะจำได้ดีเราจำได้ไหมว่าวิธีการใดจึงจะทำให้ตรงไซแนบนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรงอาทิตย์ที่แล้วก็คือทำซ้ำๆนะครับการทำซ้ำๆจะช่วยให้ตำแหน่งsynapseเดี๋ยวเปิดให้ดูนี่ครับตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้นะครับตรงนี้เวลามันส่งผ่านมันจะส่งผ่านdraindriveและผ่านaxonแล้วก็ต่อมาที่r(d)aindriveนะครับมันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลถ้าเราอยากชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆนี่ตรงsynapseเราต้องต่อกันให้มันแน่นเมื่อใดที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับเพราะว่าถนนมันไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้synapseนี่มันต่อกันอย่างแข็งแรงนะครับซึ่งการต่อมันใหเราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับทำซ้ำๆทำซ้ำๆร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่แต่เมื่อใดก็ตามที่เไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่งนะครับร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้วมันก็...สมองก-้(-็)จะถ-ุ(-ู)กสั่งให้ตัดออกนะครับเพราะว่าพื้นที่ในสมองเราจะมีจำกัดนะครับเราจะสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็มนะครับมันต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้เราต้องตัดออกนะครับเพราะฉะนั้นการendcodingนะครับการendcodingนะครับการendcodingการendcodingหรือการเข้ารหัสเพื่อนำข้อมูลจากworkingmemoryมายังlong-termmeme(o)ryมายังlongtu(e)rn(m)memoryวิธีการที่ง่ายที่สุดของแต่ละคนก็คือท่องหรือทำซ้ำๆซ้ำๆๆนะครับเดี๋ยวมันจะมาถึงlong-termmemoryได้เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรานะครับทีนี้พอมันอยู่ในlong-termmemoryแล้วนะครับเราสามารถดึงเราสามารถretryก็คือการนำกลับเข้ามาเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้างมาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับสมมติว่าเราendcodingวันนี้เสร็จแล้วความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในlongtermmemoryแล้วสัปดerm(า)ห์หน้านะครับมีอาจารย์สั่งงานให้เราทำซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องใช้ข้อมูลที่อยู่ในlongtu(e)rmmeme(o)ryเราสามารถแล้วก็เอามากลับมาทำงานส่งอาจารย์ได้เราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยังlongtu(e)rmmeme(o)ryได้นะครับเราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับแต่ถ้าแต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้workingmemoryแต่ไม่สามารถส่งผ่านมายังlongtu(e)rmmeme(o)ryถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายังlongtermmemoryได้เหมือนกันนะครับมันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกันนะครับเพราะฉะนั้นตรงendcodingนี่สำคัญเราต้องหาวิธีการของเราเพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำระยะยาวให้ได้นะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฎการณ์การเรียนรู้ของสมองนะครับเราเรียกว่าทฤษฎีinformationกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลนะครับทฤษฎีต่อมานะครับคือทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองหรือว่าconstructiov(n)ismttairyนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับอย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคนจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีนี้มันเกิดจากการรวมเอา2ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับเกิดจากรวม2ทฤษฎีทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของprjรู้จักprjeyที่เอามารวมนะครับอันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนะครับทฤษฎีแของ(มาร)วมนะครับอ-ันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนะครัยก็อ(บ)ทฤษตสก(ฎ)-ีของอาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะคุ้นอันนี้ไม่น่าจะรู้จักแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักprjcognitivismหรือทฤษฎีสร้างความรู้ด้วยตนเองเกิดจากการรวมกันของ2ทฤษฎีนะครับโดยทฤษฎีแรกของprjนี่ที่อธิบายถึงปรากฏการณ์การเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับของตัวบุคคลแต่ละคนแต่ละคนแต่ถ้าเป็นไวก็อตสกีอธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกับผู้อื่นแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับเขาเลยรวมเอา2ทฤษฎีนี้รวมไว้ด้วยกันนะครับแน่นอนว่าใครจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องการเกิดจากการเข้าไปมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งนั้นคือมีการเข้าไปคลุกคลีเผชิญกับปรากฏการณ์นั้นๆนะครับแต่ละคนก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับแต่เขามาเพิ่มที่ไวกvo(อ)ตสกgorgy(-ี้)บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นเข้ามาช่วยเหลือนะครับเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของเราคนเดียวมันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนักแต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำหรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ่งเพื่อให้เราทำเป็นแล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้นก็เราเคยไหมว่าเราพยายามจะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองมันได้แค่นี้จริงๆแต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มาแนะนำมาใช้เทคนิคบางสิ่งบางอย่างเราเริ่มทำได-้มากขึ-้นแล้วถูกไหมครับกระบวนการนี้มันเป็นการอธิบายของvygotskyนะครับของตัวเราเองอย่างเดียวนี่เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของprjทีนี้เรามาดูรายละเอียดนะครับว่าprjอธิบายถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลของแต่ละคนไว้อย่างไรนะครับแต่ละคนนะครับมีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง2ลักษณะนะครับก็คือกระบวนการดูดซึมกับกระบวนปรับปรุงโครงสร้างของสมองมี2อย่างดูดซึมหรืออasimeletionคือการดูดซ-ึมนะครับส่วนที่กลไกที่2ก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับมหรือaccoนะครับม-ี2อย่างนะครับซึ่งมassimelytionม-ันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้มันมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับถ้านักเรียนสามารถเชื่อมความรู้ใหม่กับความรู้กเก่าเข้าหากันได้นี่มันจะเกิดกระบวนการassymilationนะครับอย่างเช่นว่าเด็กคนหนึ่งนะครับเกิดมาแล้วเห็นไก่ครั้งแรกนะครับมีปีกมีหางนะครับมีขา2ขานะครับแล้ว...แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่และเป็นสัตว์ปีกนะครับคือไก่และเป็นสัตว์ปีกผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่งมาเห็นเป็ดมีปีกเหมือนกันใช่ไหมครับแต่ว่าจะจงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีผังผืดตรงเท้าเห็นไหมมีผังผืดเหมือนกันนะครับแบบนี้มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับนักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหนเป็นสัตว์ปีกมันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลยนะครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับถ้าแบบนี้ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้มันจะเกิดกระบวนการassy(i)milationนะครับแต่เมื่อใดก็ตามนะครับถ้าความรู้ใหม่มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับนักเรียนจะรับข้อมูลเหล่านั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับอันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการax(c)co(u)mo(u)lationหรือปรับของสมองนะครับง่ายๆก็คือถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่จะสอนให้นักเรียนนี่จะเกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมนักเรียนจะเกิดกลไกassimilationจะเกิดได้ง่ายกว่าassimilationจะเกิดได้ง่ายกว่าแต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านacco(u)mo(u)lationแทนนะครับดังนั้นเขาก็เลยบอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราจะพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีใช่ไหมครับในตอนต้นของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับอาจจะใช้คำถามการเล่าเรื่องหรือการดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้และเนื้อหาที่เรากำลังจะสอนใหม่ในวันนี้นะครับพยายามเชื่อมโยงให้ได้นักเรียนจะได้เกิดassy(i)milationได้ง่ายกว่านะครับทีนี้กระบวนการaccumulationกับasse(i)milationงมันก็มีถูกแบ่งออกเป็น4ระยะ4ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับแต่ละช่วงวัยแน่นอนการเรียนรู้เกิดขึ้น2กระบวนการนะครับแต่ว่า2กระบวนการนี้มันก็มีการเรียนยรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนนะครับซึ่งprjก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับเขาเสนอทฤษฎีเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมาพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับสังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง15ปีนะครับแล้วก็เขาก็สรุปว่าลูกของเขาทั้ง3คนมีพัฒนาเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวันแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือนๆกันมีลักษณะการเรียนรู้เหมือนๆกันนะครับแต่ว่าเขาสังเกตถึง15ปีนะครับเขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของมนุษย์นี่แบ่งออกเป็น4ช่วงวัยแบ่งออกเป็น4ช่วงวัยโดยช่วงวัยแรกนะครับเป็นช่วงวัยในช่วง0-2ปีเราเรียกว่า"ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส"อันนี้ชื่อบอกได้ง่ายเลยอันนี้ถ้าเราสังเกตน้องเราหรือหลานเราถ้าใครมีน้องนะช่วงแรกเกิดถึง2ปีนี่เขายัง...แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับทีนี้ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรใช่ไหมครับนักเรียนในเด็กในช่วง2วัยแรกนี่จะเรียนรู้จากการสัมผัสเป็นหลักนะครับก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นคืออะไรก็จะหยิบไปก่อนถ้าหยิบแล้วอันนี้รู้สึกเจ็บก็ปล่อยนะครับเด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไปจะต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บนะครับเขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัสอันนี้คือช่วงวัยแรกนะครับทีนี้ในช่วงวัยที่2นะครับก็คือช่วง2-7ปีนะครับหรือช่วงสื่อหรือขั้นก่อนคิดนะครับช่วง2ถ(-)-ึง7ปีช่วยนี้จะเรียนรู้จาก...จากไหนเอ่ยเราจำได้ไหมครับช่วงอายุเท่านี้เริ่มเรียนรู้จากอะไรเราเรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหมณตอนนี้ยังใช่ไหมครับเราเรียกจากอะไรเอ่ยสิ่งที่มันเป็นรูปภาพใช่ไหมครับเราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพนะครับอย่างตอนสอนเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาลเป็นอย่างไรครับเขาเอารูปมาใช่ไหมครับยังไม่ให้เห็นเลข2-(+)3=5เท่ากับ5ยังไม่ได้เริ่มจากแบบนั้นใช่ไหม2ลูกแอปเปิล2ลูกมารวมกับแอปเปิล3รูปจะได้ทั้งหมดกี่รูปแล้วก็มานับ12345แสดงว่าได้5ลูกอย่างนี้ครับในช่วงวัยนี้ในช่วงวัยที่2อายุ2-7ปีนี่จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับจากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับจากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับเพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียนของเรานะครับเราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพส่วนช่วงวัยที่3ช่วง7-11นะครับช่วงนี้นะครับเรียกว่า"ขั้นการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้เชแบบ(-ิง)รูปธรรม"7-11ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับใช่สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณซับซ้อนได้นะครับก็คือเราสามารถเรียน...มีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับมีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข9มันมากกว่าเลข2มากน้อยแค่ไหนนะครับ100มากกว่า20มากขนาดไหนอย่างนี้ครับใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว7-11ปีแล้วสามารถเริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผ-ุ(-ู)-้อื่นได้แล้วนะครับ7-11ปีนี่เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับแต่ถ้าเป็นต่ำกว่า7ปีนี่ตอนนั้นไม่สนใจหรอกเด็กคิดอย่างไรเด็กอยากทำอะไรกก(-็)-้ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้างนะครับแต่7-11ปีเริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับส่วนอายุ11-15ปีอันนี้เป็นช่วงวัยสุกดท้ายนะครับ11-15ปีอันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับการเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับที่เขาศึกษานะครับก็คือเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับมีตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ11-15ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้นี่ใกล้เคียงผู้ใหญ่มากที่สุดแล้วซึ่งjeanpiagetอธิบายการเรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับบุคคลแต่ละคนว่าตามนี้ว่าคนเราแต่ละคนมี...ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดการเรียนรู้2กลไกก็คือassimilationกับaccommodationนะครับการดูดซึมกับการปรับการขยายโครงสร้างของสมองนะครับแล้วแต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่ต่างกันตามวัยแต่ก็คือจากกลไก2อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก2อย่างนี้เหมือนกันนะครับอันนี้เป็นของjeanpiagetนะครับต่อมาvygotskyนะครับvygotskyvygotskyนะครับพัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนะครับแต่ถ้าpiagetคือindividoskillเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้ในภายหลังนะครับเอกสารในวันนี้เดี๋ยวนะเห็นไหมครับถ้าเป็นjeanpiagetเป็นinvidoskillก็คือส่วนบุคลลนะครับส่วนบุคคลทีนี้เรามาดูvygotskyอธิบายไว้ว่าอย่างไรนะครับvygotskyจะให้ความสำคัญกับความช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับการช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่าscapphodingคือให้การช่วยเหลือในการเรียนรู้รู้ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยscapfodingบางทีใช้ความว่าให้ความช่วยเหลือบางทีใช่คำว่าการเสริมต่อความรู้บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้านนะครับนี่ไอ้ตัวนี้คือscap(f)foldingนะครับไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้านน่ะครับเวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะสร้างนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อสร้างสิ่งที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับscaffoldingหรือนั่งร้านมาให้การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่านคุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียนเป็นคนให้คำแนะนำนักเรียนนะครับเป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับหรืออาจจะเป็นpairอันนี้ก็คือเพื่อนนะครับอาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นtoolstoolsก็คืออุปกรณ์หรือสื่อนะครับบางสิ่งบางอย่างให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับเมื่อนักเรียน...เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้วนะครับแล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้วนะครับสุดท้ายนั่งร้านอันนี้จย-ั(ะ)งคงอยู่ไหมเวลาเราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จเขาก็จะเอาออกใช่ไหมครับการทำscaffoldingในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไปอาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรือสื่อหรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วยนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้วเราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับเหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับทีนี้การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเราไปช่วยเพื่อทีจะนำพานักเรียนของเราให้ไปถึงโซนตัวสีแดงๆนะครับzoneoffproximaldevelopmentzoneofproximaldevelopma(e)ntzpdzpdนี้ก็คือขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงเราเรียกว่า"zoneofproximaldevelopment"คืออะไรzpdคืออะไรเรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเpคือ(ห)-็นว่ามันจะมีวงกลมซ้อนกันะไรzpdคืออะไรเรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันจะมีวงกลมซ้อนกันอยู่3วงใช่ไหมครับมีวงสีเหลืองมีวงสีชมพูกับมีวงสีม่วงนะครับวงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้ถ้าเรียนด้วยตนเองถ้านักเรียนรู้ด้วยตนเองตามpiagetอย่างเดียวนะครับผ่านประสบการณ์ตรงตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี่สามารถเรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุดในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับแต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองเข(ก็)าทำได้เท่านี้ล่ะทำมากกว่านี้ไม่ได้แล้วทีนี้พอเรามีscaffoldingเข้าไปนะครับเราใส่scaffoldinฆแฟ(g)หรือใส่ตัวช่วยเข้าไปนักเรียนขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้อีกนะครับในวงสีชมพูนะครับนี่whaticanju(do)inwhithhela(p)สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือเขาจะทำได้มากขึ้นในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับตรงสีชมพูนี่ล่ะที่เราเรียกว่า"zoneofproximaldevelopment"นะครับเป็นโซนเป็นขอบเขตศักยภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับแต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีscaffoldingเข้ามาช่วยนะครับส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถทำได้มันเกิดความสามารถเราจริงๆแม้ว่าจะมีscaffoldingแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้วแต่เราไปไม่ถึงนะครับแต่ว่าzpdคือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยนะครับทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะไปได้อันนี้ล่ะที่เขาบอกว่าคุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพอันนี้ครับเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียน...เราเป็นคุณครูของเราเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด4แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ที่เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่นะครับไปให้เต็มที่บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด3บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด2บางคนเราไม่มีscaffoldingเลยเขาไปถึงเกรด4อยู่แล้วเห็นไหมครับศักยภาพแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วยนะครับเรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึงzoneofproximaldevelopmentให้ได้นะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของทฤษฎีการการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่งก็มี2ทฤษฎี2ท(อ)-ั-ี-่(น)มารวมกันนะครับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงกับก็การสร้างประติสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพนะครับอันนี้ก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยเป็นทฤษฎีแรกที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกันนะครับโอเคนะครับคือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับอันนี้เราต้องรู้นะครับทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้5เงื่อนไขนะครับเวลาเราจะจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นกลุ่มนะครับเราต้องคำนึงถึง5เงื่อนไขนี้มันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่มเกิดศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือนักเรียนนะครับจะต้อง...เวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนเป็นกลุ่มย่อยที่จะต้องไม่ใหญ่เกินไปไม่เล็กเกินไปให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะไม่มีจำนวนสมาชิกที่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไปนะครับประมาณ3-5คนกำลังพอดีนะครับแต่ถ้ามันเป็น...สมมติมันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน10คนทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ชิ้นงานชิ้นนี้ง่ายๆมากเลยแต่ให้สมาชิก10คนมันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพอะไรมากนักแสดงใช(ว)-่ไ(า)หมครับทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิดกระบวนการครุ่นคิดไตร่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับมันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพหรือชิ้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลยนะครับมันต้องใช้เวลาทำเยอะต้องมีคนเยอะในการร่วมไม้ร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้2คนทำงานชิ้นนี้เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหมมันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับเพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของงานที่เรามอบหมายงานให้ทำแล้วเราพิจารณานะครับว่ามันไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไปนะครับก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีสมาชิกที่เหมาะสมนะครับเงื่อนไขที่2นะครับเราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับเกิดการพึ่งพาเกื้อกูลรพ(ะ)หว่างสมาชิกภายในกลุ-่มนะครับไม-่ใช-่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียวคนที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับเราต้องแนะนำนักเรียนนะครับสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อนแล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับเงื่อนไขที่3นะครับเงื่อนไขที่3สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานอันที่4อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับเพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการทำงานช่วยเหลือให้สำเร็จนะครับต้องวางเป้าหมายร่วมกันอันสุดท้ายต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับมีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกันนะครับต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าท-ี่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติงานให้เกิดความสำเร็จนะครับเพราะฉะนั้นco-opo(e)rativelearningมีเงื่อนไขอยู่5อย่างที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบจึงทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มันเกิดประสิทธิภาพนะครับเหลืออยู่2ทฤษฎีนะครับอีกนิดเดียวอันนี้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรชิ้นงานต่างจากconstructionismเมื่อกี้constructionismมันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆอันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเข้าไปแล้วชื่อภาษาอังกฤาก็เติมเติมตรงไหนครับเราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครฟป(-ับ)มันชื่อคล้ายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกันชื่อมันคืออconstructivismใช่ไหมครับconstractivismแต่ถ้าอันนี้มันเป็นconstrcแล้วก็ใช่ไหมครับมีtionมาต่อมีconstructivismionismมีคำว่าtionมาต่อหรือภาษาไทยใช้คำว่า"ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง"โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับมันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาต่อนะครับมันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาต่อconstructivismนั่นล่ะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองแต่ทฤษฎีนี้นะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับtremoureperpersเป็นคนเสนอทฤษฎีเอาไว้ว่าการที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้นนะครับมันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยคนเองโดยมีเปิดโอกาสให้นักเรียนมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับโดยใช้สื่อหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมานั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับนักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็องค์ความรู้ต่างๆมาใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่งนะครับแต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมนะครับตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรชิ้นงานนั้นนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราสอนนักเรียนนะครับพอเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมายภาระงานนะครับให้นักเรียนได้มีโอกาสได้นำความรู้ที่เราได้สอนไปนี่ใช้ในการสร้างชิ้นงานนะครับต่อเนื่องกันไปนะครับอันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจะ(-ำ)เป็นต้องตระหนักมันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราต้องจัดการอย่างไรนะครับแต่ทฤษฎีนี้multipleintelligencesหรือว่าทฤษฎีพฟ(ห)-ุปัญญานะครับเขาอธิบายเอาไว้นะครับว่าว่ามนุษย์เรานะครับไม่ได้มีความสามารถหรืออัจฉริยะเท่านั้นนะครับไม่ได้มีแค่2ด้านในอดีตเราเคยเข้าใจว่าหรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่งหรือใครเป็นอัจฉริยะก-้(-็)ต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณต้องเก่งด้านภาษาเท่านั้นอันนี้คือการยอมรับในอดีตแต่ในปัจจุบันนะครับการ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความอัจฉริยะที่แฝงอยู่ในตัวอย่างน้อย8ด้านเขาใช้คำว่า"อย่างน้อย"นะครับเพราะตอนนี้เขาแค่ค้นพบว่ามันมีอยู่8ด้านเพราะเขาเพิ่งค้นพบแต่จริงๆอาจจะมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไมไ่ด้พบเขาค้นยังไม่พบนะครับแล้ว8ด้านนั้นมีอะไรด้านภาษาด้านที่2กับด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่2อันนี้เป็นการยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้วนะครับแต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับอย่างที่3ก็คือด้านมิติสัมพันธ์ด้านมิติสัมพันธ์สามารถมองภาพใน3มิติได้นะครับเห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้นะครับอย่างเช่นว่า...เอาอะไรดีขวดน้ำขวดนี้เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้อันนี้เป็นรูปทรงอะไรครับสี่เหลี่ยมแต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะเป็นรูปทรงอะไรหมุนเห็นไหมครับเห็นไหมครับอันนี้คือถ้าเราหมุนถ้าอาจารย์หมุนจะเป็นวงกลมใช่ไหมครับถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหมนุนแบบนี้จะเป็น...ไม่สี่เหลี่ยมสิหมุนแบบนี้ทรงกระบอกเห็นไหมถ้าหมุนแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกถูกไหมครับเห็นไหมอันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นการเชื่อมโยงของรูปร่างนะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับจะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้นะครับต่อมาอันที่4การเคลื่อนไหวร่างกายอันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะเป็นศักยภาพด้านการเคลื่อนไหวร่างกายด้านที่5ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรีต่อมาด้านการเข้าใจตนเองนะครับรู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนนะครับมีความต้องการอย่างไรเมื่อเกิดความเสียสมดุลทางด้านจิตใจเรารู้ว่าเราต้องมีการจัดการกับมันอย่างไรนะครับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจอันนี้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยภาพอย่างหนึ่งนะครับการเข้าใจตนเองอันนี้ก็ส่วนต่อมาการเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นอันนี้กลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นจะสามารถเขากับผู้อื่นได้ง่ายมนุษยสัมพันธ์ดีนะครับอันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่นที่ไปรับจ้างออกเดตนะครับคิดเป็นชั่วโมงนะครับคิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการแค่ไปเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อนเฉยๆนะครับคอยรับฟังปรึกษารับฟังนั้่นนู้นนี-้(-่)เฉยๆไปเป็นคู่ออกเดตเฉยๆนะครับอันนี้ในญี่ปุ่นมีนะครับเขาก็ต้องอาศัยความเข้าใจของลูกค้าของเขานะครับแล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อนต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นด้านการเข้าใจในธรรมชาตินะครับสิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับทุกๆพรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหมครับมันสามารถนำไปหารายได้ได้ทั้งหมดนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง...เราอย่ามุ่งสอนให้นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนอย่างเดียวมันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย8อย่างเราควรจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนนะครับเสริมต่อให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถมันสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับสุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมอันนี้ก็มีconเหมือนกันนะครับแต่ไม่ใช่constructแล้วไม่ใช่constructionด้วยนะครับแต่เป็นconnectivismทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับเชื่อมโยงนิยมอันนี้siemensนะครับเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมาซีcer(เ)มme(น)nเป็นนักการศึกษาแคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับนะครับ2000นิดๆนะครับ2000ต้นๆพึ่งเกิดมานี้เองเกิดมาพร้อมกับยุดที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ายุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลที่ม(า)ย-ีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับจึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เรียกว่าconnst(e)ructivismขึ้นมานะครับเขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับข้อมูลที่ล่องลอยอย฿(-ู)-่าใ(บ)นอว(า)กาศก็ใช่ไหมครับเกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมกันแยกแยะนะครับว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิดสิ่งใดเป้นข้อมูลที-่จำเป็นสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดนะครับตัดส่วนที่มันเท็จทิ้งไปตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไปแล้วเอาส่วนที่เหลือมาต่อนะครับมาต่อมาเชื่อมโยงกันขึ้นมาใหม่แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับแต่ว่าบางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ในคลาวน์หรืออินเทอร์เน็ตเท่านั้นอาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ตัวบุคคลนะครับเราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้นะครับเอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่มาผสมผสานกับในอินเทอร์เน็ตนะครับมาตัดต่อมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับข้อมูลใดที่ไม่จำเป็นเราก็ตัดทิ้งไปส่วนใดที่มันเป็นเท็จที่เราไตร่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มาเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไปนะครับเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือนี่มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะครับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรานะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ทฤษฎีการเรียนรู้เชื่อมโยงนิยมนะครับมันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตออกมาอย่างแพร่หลายนะครับเราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎีมันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับมันอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียนรู้ในหลายมิติที่แตกต่างกันไปนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรมแล้วก็สอนนักเรียนนะครับเราจำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียนแล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องนี่มาใช้ในการออกแบบกิจกรรมไม่มีทฏษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณีนะครับไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนะครับคุณครูจึงจำเป็นต้องรู-้ทฤษฎีให้หลากหลายแล้วก-้(-็)ดึงมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มันเหมาะสมกับเนื้อหาที่เราจะสอนให้มันเหมาะกับทักษะที่เราจะปลูกฝังให้กับนักเรียนนะครับไม่มีทฤษฎีใดเป็นยาวิเศษนะครับไม่มียาพารานะครับทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่จะแก้ได้ทุกอย่างนะครับปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้นะครับโอเคครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับมีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารประกอบการสอนบทนี้ให้ในกลุ่มlineนะครับในกลุ่มlineพี่ครับสำหรับเด็กที่...เด็กตาฯสามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับเขาอ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับโอเคโอเคครับเดี๋ยวอาทิตย-ื(-์)หน้าเราเจอกันใหม่นะครับอาจารย์ต้องรีบไปประชุมนะครับโอเคครับสวัสดีครับขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ(นักศึกษา)ขอบคุณครับ/ค่ะ[สิ้นสุดการถอดความ]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-01-17 15:52:22
- exported from : Accuracy Worker
- version :develop
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :true
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}