Accuracy : 86.33%
Insertion : 909
Deletion : 4012
Substitution : 464
Correction : 34924
Reference tokens : 39400
Hypothesis tokens : 36297

(อาจารย์อิสรา)สวัสดีครัฑ(บ)สวัสดีพี่ล่ามนะครับครับสวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับครับเดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวนเรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยนะครับแล้วก็สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่ามีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนต(ก)-่อแป๊ป(บ)หนึ่งนะครับโอเคนะครับอันนี้เราทบทวนจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น3ประเภทใช่ไหมครับอย่างแรกก็คือความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมก(ว)มสรเร(า)-ีย(า)-ู(ถ)-้ทางสมองนะครับเราเรียกว่าในกลุ่มพ-ุฒ-ิน(พ)-ิสัยนะครับส่วนภาษาอังกฤษก็คือCor(g)sena(i)tiveDomainนะครับส่วนความสามารถให(น)-้กลุ่มที่2นะครับเป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือกรเคลื่อไหวร่างกายหรือการปฏ-ิบัตินะครับเราเรียกว่าด้านทักษะพิสัยนะครับภาษาอังกฤษก็คือPsychomotord(D)omainนะครับส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่3ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจอารมณ์ความรู้สึกนะครับก็คือด้านจิตพ(ว)-ิสัยหรือภาษาอังกฤษคือe(E)ffectived(D)omainนะครับอันนี้คือมี3กลุ่มก็คือสมองร่างกายแล้วก็จิตใจนะครับมีอยู่3กลุ่มในการเรียนรู้นะครับเดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับทีนี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของเราของมนุษย์เรามีกี่กลุ่มนะครับทีนี้กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ท-ั(า)-้งด้านสมองท-ั(า)-้งด้านร่างกายท-ั(า)-้งด้านจิตใจนี่มันก็จะมนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัดในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือวิธีการนะครับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับถนัดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับเราเรียกว่า"รูปแบบการเรียนรู้นะครั"(บ)รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้นะครับวิธีการที่ตนเองถนัดนะครับให้ทายนะครับให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เราใช้วิ.(…)..มีวิธีการใด...มีกี่วิธ-ิ(-ี)การที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียนรู้อาจารย์ถามก็ได้มีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่เราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย่างไรถึจะด้-ู้จักมันถึงได้เรียนรู้มันได้สังเกตอะไรอีกครับลงมือทำอะไรอีกอีกอย่างหนึ่งสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ยดวงตาใช่ไหมครับลงมือทำก็คือการเคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไปในร่าง...ในสมองเราทางหูใช่ไหมครับก็คือการฟังนะครับวิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับซึ่งแต่ละคนนะครับแต่ละคนมีความถนัดในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับบางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่านะครับบางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการดูหรือการอ่านนะครับดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือถนัดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังให้คนอื่นพูดให้ฟังนะครับแต่บางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆนะครับจะถนัดแบบนั้นไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนาๆ(น)นะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือไม่-่านไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความนะครับชอบการปฏิบัติมากกว่านะครับอันนี้ดังนั้นนะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับเราเรียกว่าวิธีการเรียนรู้แบบVirtualLearningนะครับVirtualLearningเราเห็นรูปดวงตานะที่เป็นสีม่วงนะครับอันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่1ที่คนถนัดอันที่2ก็คือเรียนรู้จากการฟังนะครับก็คือAuditoryL(l)earningนะครับAuditoryL(l)earningส่วนรูปแบบที่3ก็คือการเรียนรู้จากการปฏ-ิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือKinestheticLearningนะครับทีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนหนึ่งจะใช้-ื(-่)วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับคนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด2อย่างรวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้ง2อย่างใช้วิธีทั้ง2อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง3อย่างใช้ทั้ง3วิธีในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับแล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมืนกันมีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัะครับเพราะฉะนั้นนะครับเราจึงถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียะครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่านักเรียนของเรามีความมีรูปแบบการ-ียนร-ู้อย่างไรบ้างนะครับมัน…เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับหรือว่าในระหว่างที่เราไปเยี่ยมบ้านน-ักเรียนนะครับอันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำเป็นประจำอยู-๋(-่)แล้วเป็นประจำทุกปีนะครับเราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้นะครับหรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมHome(ร)-ูro(ม)omนะครับซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรHomero(-ูม)omอยู่แล้วนะครับเราก็สามารถสอบถามนักเรียนในที่ปรึกษาเราได้นะครับเราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้าร-ู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่-่างไรนะครับทีนี้ทำไมอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนถูกต้องครับมันมี…มันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับมันเป็นประโยชน์ในทั้ง2ฝ่ายเลยนะครับหากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการ...มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้วนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้วนักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองถนไ(-ั)-้มากที่สุดนะครับแล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับเราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่านถูใช-่(ก)ไหมครับเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแต่(รือ)เราอยากฟังมากกว่านะครับมันเพลินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้นะครับให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มระสิทธิภาพมากที่สุ-้(ด)สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับความถนัดของนักเรียนนะครับเราจะได้จัดกิจกรรมที่ม-ั-ีค(น)วามสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียะครับนักเรียนจะได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกันนะครับเพราะฉะนั้นถ้าหากในห้อง...มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างก-ันในห้องเรียนของเรานะคร-ับเป็ไปไม่ได้ว่า1ห้องเรียนนักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับเป็นไปไม่ได้แน่ๆนะครับเพราะฉะนั้นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลายนะครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้สังเกตให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วยนะครับก็ให้มันหลากหลายเพื่อที่จะตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรีในห้องเรียนของเรานะครับเดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับทีนี้เรามาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้นะครับเราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับว่าแล้วกลไกนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับมันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึงในปัจจุบันนะครับมีทฤษฎีเกิดขึ้นมาเรื่อยๆนะครับแล้วทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎีแล้วก็ถูกจัดกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่มนะครับมีทฤษฎีหลายกลุ่มมากหลักๆก็คือมีอยู่5กลุ่มนะครับมีอยู่5กลุ่มนะครับก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับเรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่าก่อนนะครัLearning(บ)ว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไรนะครับทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะเป็นข้อความเป็นหลักการเป็นกฎนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับเพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ใน..ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับในบางสิ่ง...ในบางด้านในบางมิตินะครับว่าการเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับเป็นกา(คำ)อธิบายว่ากรเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับแล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้สิ่งนั้นของมนุษย์นะครับเป็นคำอธิบายนะครับว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับในชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่ามันเกิดจากการส่งสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาทเซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับส่งผ่านข้อมูลจากBr(De)inedriteแล้วก็สve(-่)งออกไปAxonแล้วAxonก็จะไปต่อกับของเซลล์บDra(ถ)-ัดไปส่งต่อไปเรื่อยindriveต่อ(ๆ)ไปเรื่อยๆนะครับจากถ้าเราจับนะอย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือถูกไนะ(หม)ครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอลนะครับเพราะเราได้สัมผัสลูกบอลแล้วประสาทสัมผัสจาก(-ับ)มือเรามันก็ส่งกระแสประสาทไปเรื่อยๆจน(มา)ถึงสมองเราใช่ไหมครับแล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วนParietalLobeใช่ไหมตรงนี-่(-้)ตรงข้างๆข้างบนของเราใช่ไหมครับที่ควบคุมอวัยวะต่า-่งๆก็คือส่วนนี้นะครับหรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือใช่ไหมครับไอ้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้าท(ม)ยังดวงตาของเราแล-้วกะ(-็)ส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับตรงOpt(cc)iz(p)italloop(be)ตรงนี้นะครับที่อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับอันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต-่ว-่ในอดีตมันยังไม่…มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ยัง…ยังไม่มีเครื่องกนสมองนะครับในอดีตเขาก็การที่เร(ข)าจะเสนอจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้-ึ-้า(น)มามันก็จะผ่านการทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวรา(อง)มาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่มนะครับอันนี้จัดเป็นกลุ่มเป็น5กลุ่มหลักๆนะครับกลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่มBehaviorise(m)นะครับกลุ่มนี้ก็จะมีหลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะได้เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับเราอาจจะเคยได้ยินPavฮาฟร(l)o-็อ(v)ช่ไหมครับSkcre(in)enerใช่ไหมครับอันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่2ก็คือมนุษย์นิยมนะครับหรือHumanismนะครับอันนี้ก็anrythm(จ)ะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนในสาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับซึ่งแต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมน-ุน-ิยมนี่เขาศึกษาอย่างไรนะครับอย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่องที่ช่วยสแกนในสมองไม่ไ-้เห-ูว-่า(-็น)พฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์ใช่ไหมครับอย่างH(P)al(v)floc(v)kทดลองกับสุนัขใช่ไหมที่เอากระดิ่งมาสั่นแล้วก็สังเกตว่าน้ำ...(…)แล้วก็เอาผล(ง)เนื้อมาล่อแล้วก็สุ-ัขน-้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับอันนั้นเขาเริ่มสังเกตเขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมานะครับแต่มันก็อาจจะไม่...อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะครับแต่ตอนนี้เป็นคนนะครับแต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากสัตว์นะครับซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่เขาเอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรานะครับส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่2กลุ่มนีH(-่)ก็จuman(ะ)เป็นทฤษฎ-ีท-ี-่ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นะครับแล้วเขาก-้(-็)จะจัดสภาวะการเรียนการสอนนี่ให้มันเอื้อต-้(-่)อความต้องการของผู้เรียนนะครับเป็นหลักก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับเพื่อให้อยู่ในสภาวะที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับแต่วิชาของเราจะมาสนใจใน3กลุ่มข้างล่างนะครับก็คือกลุ่มปัญญานิยมบางทีภาษาไทยเขาก-้(-็)จะใช้คำว่า"พุทธินิยม"นะครับมาจากภาษาอังกฤษคือ"Cognitivism"นะครับมาจากคำว่า"Cognition"ที่แปลว่ากรคิดนะครับการรู้คิดนะครับที่แปลว่าCognitionแต่อันนี้มันมันเป็นกลุ่มทฤษฎีถ้าเป็นทฤษฏีนีฎ(-่)มันจะลงท้ายismนะครับi-s-mismนะครับismก็คือเป็นการเกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนAlg(c)oholismนี่ใช่ไหมครับก็คือAlcohol+isd(m)นะครับก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับอันนี้ก็เหมือนกันนะครับลงไ(ท)-้ด(า)-้วยismก็คือเราหมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับก็คือCogniti-ี่(on)มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมismเข้าไปก็คือเป็นการกลุ่มที-่หลงใหลคลั-่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คหลงไหล(-ิด)นะครับเพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดนะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่มCogck(ni)tivismThea(o)ryนะครับส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่4อันนี้เป็คือ(น)ทฤษฎีร่วมสมัยนะครับที่ทุกคนที่เรียนที่เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการเ(ส)-้างองค์คว-ียน(าม)รู้ด้วยตนเองหรือc(C)onstra(u)ctir(v)ismนะครับคำนี้ต้องอsm(ย)-ู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับในการเป็นคร-ุ(-ู)นะครับถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่-่าทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้น(ก)-ับผูก(-้)เรียนอยู่นะครับจึงเรียกว่า"ทฤษฎีร่วมสมัย"นะครับอดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังมีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับซึ่งทีนี้สำหรับConstructtivismนี่จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ่งของตัวมันเดี่ยวเดี่ยๆ(ว)นะครับเพราะว่าอยากเน้นย้ำให้นักศึกษานี่อยากให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับส่วนท-ี่ทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นทฤษฎีท-ี่อดีตใช้อยู่ปัจจุ-ี-่(บ)-ันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎีในกลุ่มConstructiov(n)ismกับMultipleIntelligenceนะครั-ิ(บ)อันนี้เราน่าจะรู้จักMultipleIntelligenceนะทฤ...(ษฎี)พหุปัญห(ญ)นะว่ามนุษย์เรามีความสามารถอยู่หลายด้านใช่ไหมครับไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้ะครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย8ด้านนะครับเดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะครับอีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎีConnectEl(iv)isymConnectแปลว่h(า)แปลว่าอะไรครับConnectเชื่อมต-่อเชื-่อมโยงใช่ไหมครับอันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎีนะครับอันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะเดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับอันนี้เป็นSkinnerใช่ไหมครับทฤษฎีของSkinnerBl(ร)าเรียกว่าSkinnerBoockทฤษฎีของสก-ิ(x)ะครับอ(า)-์(-็)สังเกตพฤต-ิกรรมของหนูนะครับMaslow,Thomdikeอันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับทีนี้เรามาดูของเราทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยมนะครับหรือCox(g)nitn(i)vismนะครับทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไกของสมองนะครับว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับการเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือSte(i)mulusหรือSte(i)muliคือสิ่งกระตุ้นนะครัy(บ)สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่เรา…ที่มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอจจะทางหูทางตาทจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้าทุกอย่างเลยนะครับสิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอกแล้วมากระทบเราผ่านประส-่(า)ทสัมผัสด้านต่างๆได(นะ)-้ไหมครับเราเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างตอนนี้อาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับ-้(-็)คืออันนี้นะครับก็คืออันนี้นะครับพอมันสิ่งกระตุ้นมาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับประสาทสัมผัสของเราถ้าเราได้ยินเสียงs(S)ensorym(M)eme(o)ryก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับถ้าเราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับสิ่งกระตุ้นตรง-ี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่าสิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษานี่มีอย(หล)-่ง(ย)อย่างนะครับไปพร้อมๆกันนะครับทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรงประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้วเขาเรียกว่า"Sensorym(M)eme(o)ry"นะครับเป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับเป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่าร่างกายของเราจะเกิดกลไกการจดจำจากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไปนะครับพอรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้วมันจะมี2ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับหากตัวบุคคลหรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้นะครับหากเราไม่สนใจเราจะForgotคืออะไรเอ่ยForgetForgotก็คือลืมใช่ไหมครับถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้นนะครับข้อมูลที่ส่งมายังC(M)en(m)soryถ้าเราไม่สนใจmemoryเราจะลืมเลยนะครับลืมไปเลยนะครับไม่เกิดการเรียนรู้นะครับเพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับเพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บนี่มันไม่เกิดแน่ๆนะครับทีนี้ต่อมาหากเรามีความสนใจกับสิ่งกระตุ้นนี้นะครับข้อมูลที่อยู่ในC(S)ensoryMemoryมันจะถูกส่งมายังWorkingm(M)eme(o)ryนะครับความรู้ของเรานะครับมันจะส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการนะครับความจำปฏิบัติการหรือWorkingMemoryนะครับWorkingMeme(o)ryนี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาะครับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับแต่ว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จากSensoryMeme(o)ryมายังWorkingMemoryแล้วเราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัดอาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือาไปประยุกธิบาย(ต)-์ช้นเพื่อในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู-่(-้)นนี-้(-่)เอาไปทำประโยชน์ต่อได้นะครับหากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยังWorkingMemoryได้แล้วนะครับทีนี้อย่างที่บอกว่าWorkingMemoryมัน-ี่(ก็)ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวกับ(ของ)เราอย่างยาวนาะครับเราต้องมีวิธีการนะครับวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า"End(c)Code"นะครับEndclos(d)eก็คือการเข้ารหัสนะครับเราต้อส(ง)มีวิธีการแปลงจากWorkingMemoryให้มันเอามากักเก็บไว้ในLong-T(t)ermMemoryให้ได้นะครับLong-tu(e)rn(m)Meme(o)ryคือความจำระยะยาวนะครับเมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยังLong-termm(M)emoryได้แล้วตอนนี้แห-่ะมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยนะครับเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราเป็นปีนะครับทีนี้แล้วEndcodingจะทำอย่างไรล่ะนะครับจะทำอย่างไรถึงจะสามารที-่(ถ)แปลงจากWorkingMemoryมายเป-็น(-ัง)Long-T(t)ermMemoryได้นะครับอันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรอง(-ับ)แต่ละบุคน(ล)อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับบางคนใช้วิธีการEndcodingจากการแต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำบางคนอาจจะทำแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปบบ(อง)Mi(y)ndMapให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ครอบคลุมมากขึ้นได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็นแทนตัวอักษรเพื่อให้Endcodingได้ง่ายขึ้นแต่มีวิธีการหนึ่งที่ง่ายที่สุดไ.(ม)-่..(…)ก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่แนๆ(-่)เรารู-็(-้)ไหมว่าทำอย่างไรรู้ไหมครับวิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่แนๆ(-่)ในการEncodeที่เราจะสามารถแปลงจากWorkingMemoryไปยังLong-terumm(M)eme(o)ryชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่าการที่เราจะจำอะไรได้นาๆ(น)นี-่(-้)ตรงเซลล์เซลล์ประสาทของเราตรงSynapseที่ไ(ม)-ันเชื่อมตซแนบ(-่อ)กันน่ะระหว่างE(A)xfronก-ับDendriteถ้าม-ันเชบ(-ื)-่อมต่อกัE(น)ได้อย่างแข็งแรงนะครับข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นเราก็จะจำได้ดีเราจำได้ไหมว่าวิธีการใดจ(ถ)-ึงจะทำให้ตรงSynapsไซแนบ(e)นั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรงอาทิตย์ที่แล้วก็คือการทำซ้ำๆนะครับการทำซ้ำๆจะช่วยให้ตำแหน่งSynapseเดี๋ยวเปิดให้ดูนี่ครับนี่ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้นะครับตรงนี้เวลามันส่งผ่านมันจะส่งผ่(ข้)Dr(e)ainD(d)riv(t)eใช่ไหมครับแล-้วอะ(อ)-่(ม)Axonแล้วก็มาต่อมาที่Ra(De)indriteของเซลล์ถัดไv(ป)นะครับมันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลถ้าเราอยากชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆนี่ตรงSynapseเ(ต)งนี้มัา(น)ต้องต่อกันให้มันแน่นเมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับเพราะว่าถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้Synapseนี่มันต่อกันอย่างแข็งแรงนะครับซึ่งการทำให้มันต่อม(ก)-ันอย่างแข็งแรง-ีห(-่)เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับทำซ้ำๆทำซ้ำๆร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่แต่เมื่อใด(ไร)ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่งนะครับร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้วมันก็...สมองก-้(-็)จะถ-ุ(-ู)กสั่งให้ตัดออกนะครับเพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามัะ(น)มีจำกัดใช่ไนะ(หม)ครับเราจะสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็มนะครับมันต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้เราต้องตัดออกนะครับเพราะฉะนั้นการEndcodingนะครับการEndcodingนะครับการEndcodingการEncodingหรือการเข้ารหัสเพื่อนำข้อมูลจากWorkingm(M)emoryมายังLong-termMeme(o)ryได้นมายัง(-ี)-่longturnmemวิธีการที่ง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือท่องหรือทำซ้ำๆซ้ำๆซ้ำๆนะครับเดี๋ยวมันจะมาถึงLong-termMemoryได-้แต่ถ-้าคนเรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรานะครับทีนี้พอมันอยู่ในLong-termMemoryแล้วนะครับเราสามารถดึงเราสามารถRetryอันนี้ก็คือดึการ(ง)นำกลับเข้ามาได้เมื่อไ-่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้างมาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับสมมติว่าเราEnd(c)Codingวันนี้เสร็จแล้วความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในLong-termMemoryเราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้านะครับมีอาจารย์สั่งงานให้เราทำซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ควข้อ(า)-ูล(-้)ที่อยู่ในLong-tu(e)rmMeme(o)ryเราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามากลับมาทำงานส่งอาจารย์ได้นะครับเราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยังLong-tu(e)rmMeme(o)ryได้นะครับหรือความจำระยะยาวได-้แล-้นะครับเราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับแต่ถ้าแต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้WorkingMemoryแต่เราไม่สามารถส่งผ่านมายังLong-tu(e)rmm(M)eme(o)ryถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายังLong-termm(M)emoryได้เราก็ลืมได้เหมือนกันนะครับมันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกันนะครับเพราะฉะนั้นตรงEndcodingนี่สำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการของเราเพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำระยะยาวให้ได้นะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฎ(ฏ)การณ์ในการเรียนรู้ของสมองนะครับเราเรียกว่าทฤษฎีi(I)nformationProcessingTheoryนะครับหรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลนะครับทฤษฎีต่อมานะครับก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยต-ั(น)เองหรือว่าConstructivismt(T)hetai(o)ryนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับอย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคนจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา2ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับเกิดจากรวม2ทฤษฎีทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของPiagetอันนี้นักศึกษาก็น่าRJ(จะ)รู้จักPiRj(ag)etนะครับแต่ทฤษฎีที่y(2)ที่เอามารวมนะครับอันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจา-ับชื่อนะครับทฤษฎีพัฒนาการทางเชิงป-ี(-ั)ญญแ(า)ของVyg-ั(o)tskyยก็อต(ค)กี(-ับ)อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะคุ้นอันนี้ไม่น(ค)-่าจ(อย)รู้จั-ันแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักPiagetนะครัRJ(บ)Cognstrui(c)tivismหรือทฤษฎีการสร้างอค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดจากการรวมกันของ2ทฤษฎีนะครับโดยทฤษฎีแรกของPiageRJ(t)นี่จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับของตัวบุคคลแต่ละคนแต่ละคนแต่ถ้าเป็นVygotskyจะวก(เป)-็อตสกีอธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดก(จ)ร(ก)สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็คือการมีปฏิสค(-ั)พันธ์ร่วมกับผู้อื่นแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับเขาเลยรวมเอา2ทฤษฎีนี-้เข-้ามารวมไว้ด้วยกันนะครับแน่นอนแหละว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องการเกิดจากการเข้าไปมีประสบการณ์ตรงกับ(ต่อ)สิ่งนั้ะครับก็คือมีการเข้าไปคลุกคลีเข้าไปเผชิญกับปรากฏการณ์นั้นๆนะครับแต่ละบุคน(ล)ก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับแต่เขามาเพิ่มที่Vo(y)gotr(s)kyน่ะครัgy(บ)ว่าบางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นเข้ามาช่วยเหลือนะครับเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของเราคนเดียวมันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนักแต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำหรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ่งเพื่อให้เราทำเป็นแล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้นก็ได้นะครับเราเคยไหมว่าเราพยายามจะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองนี่มันได้แค่นี้จริงๆนะครับแต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มาแนะนำมาใช(ห)-้เทคนิคบางสิ่งบางอย่างเอ้าเราเริ่มทำได-้มากขึ-้แล้วถูกไหมครับกระบวนการนี้มันเป็นา(-ำ)อธิบายของVygotskyนะครับแต่กระบวนการการเรียนรู้ด้วยตนเองขอบ(ง)ของตัวเราเองอย่างเดียวนี่เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของPiagetนะครัrj(บ)ทีนี้เรามาดูรายละเอียดนะครับว่าPiagRJ(et)อธิบายถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลของแต่ละคนไว้อย่างไรนะครับแต่ละคนนะครับมีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง2ลักษณะนะครับก็คือกระบวนการดูดซึมกับกระบวนการปรับป(ข)-ุง(าย)โครงสร้างของสมองนะครับมี2อย่างดูดซึมหรือAssimilationนะครับAssime(i)le(a)tionคือการดูดซ-ึมนะครับส่วนที่กลไกที่2ก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับหรือAccomodationนะครับมี2อย่างนะครับซึ่งAssime(i)ly(a)tionมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้มันมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับถ้ามัน…ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้นี่มันจะเกิดกระบวนการAssy(i)milationนะครับอย่างเช่นว่าเด็กคนหนึ่งนะครับเกิดมาแล้วเห็นไก่ครั้งแรกนะครับมีปีกมีหางนะครับมีขา2ขานะครับแล้ว...แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล-้ะ(ว)เป็นสัตว์ปีกนะครับคือไก่และเป็นสัตว์ปีกผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่งมาเห็นเป็ดมีปีเหมือนกันใช่ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มี2ขาเหมือนกันแล้วขาก็มีผ(พ)-ังผืดตรงเท้าน่ะเห็นไห-ันมีผ(พ)-ังผืดเหมือนกันนะครับแบบนี-้(-่)มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับนักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่น(า)เป็นสัตว์ปีกนะครับมันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลยนะครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับถ้าแบบนี้ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้มันจะเกิดกระบวนการAssy(i)milationนะครับแต่เมื่อใดก็ตามนะครับถ้าความรู้ใหม่มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับนักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เหล่านั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับอันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการAx(c)comol(d)ationหรือปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับง่ายๆก็คือถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนี่มันจะเกิ(มี)ความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมนักเรียนจะเกิดกลไกAssimilationซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่านะครับAssimilationจะเกิดได้ง่ายกว่าแต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไโยง(ร)กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับมันก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวการAccomol(d)ationแทนนะครับดังนั้นเขาก็เลยบอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราจะพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมีใช่ไหมครับในตอนต้นของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับอาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือการดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้แ(ก)-ัะ(บ)เนื้อหาที่เรากำลังจะสอนใหม่ในวันนี้นะครับพยายามเชื่อมโยงให้ได้นักเรียนจะได้เกิดAssy(i)milationได้ง่ายกว่านะครับทีนี้กระบวนการAccu(o)moul(d)ationกับAsse(i)milationนะครับมันก็มีถูกแบ่งออกเป็น4ระยะ4ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับแต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น2กระบวนการนะครับแต่ว่า2กระบวนการนี้มันก็มีการเรียนรู้จากจากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนนะครับซึ่งPiagRJ(et)ก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับเขาเสนอทฤษฎีพัฒนาการเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากกรสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับแล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง15ปีนะครับแล้วก็เขาก็สรุปว่าลูกของเขาทั้ง3คนมีพัฒนากเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัะครับแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือนๆกันใช้วมี(-ิ…)ลักษณะการเรียนรู้เหมือนๆกันนะครับแต่ว่าเขาสังเกตถึง15ปีนะครับเขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของมนุษย์นี่แบ่งออกเป็น4ช่วงวัยนะครับแบ่งออกเป็น4ช่วงวัยโดยช่วงวัยแรกนะครับเป็นช่วงวัยในช่วง0-2ปีนะครับเราเรียกว่าขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสอันนี้ชื่อบอกได้ง่ายเลยอันนี้ถ้าเราสังเกตน้องเราหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องนะช่วงแรกเกิดถึง2ปีนี่เขายัง.(…)..แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับทีนี้ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับดังนั้นนักเรียนในเด็กในช่วง2วัยแรกนี่จะเรียนรู้จากการสัมผัสเป็นหลักนะครับหยิบจับนะครับก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไรก็จะหยิบไปก่อนถ้าหยิบแล้วอั-ั้-ี(ล)-้รู้สึกเจ็บก็ปล่อยนะครับเด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไปจะต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บนะครับเขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัสอัะครันี้ค(บ)-ือ(น)ช่วง2วัยแรกนะครับทีนี้ในช่วงวัยที่2นะครับก็คือช่วง2-7ปีนะครับหรือช่วงสื(ซึ)-่อ(…)หรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิดนะครับช่วง2ถ(-)-ึง7ปีช่วย(ง)นี้จะเรียนรู้จาก...จากไหนเอ่ยเราจำได้ไหมครับว่าช่วงอายุเท่านี้เราเริ่มเรียนรู้จากอะไรเราเรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหมณตอนน-ี(-ั)-้ยังใช่ไหมครับเราเรียก(น)จากอะไรเอ่ยสิ่งที่มันเป็นรูปภาพใช่ไหมครับเราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพนะครับอย่างตอนสอนเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาลเป็นอย่างไรครับเขาเอารูปภาพมาใช่ไหมครับยังไม่ให้เห็นเลข2-(+)3=5เท่ากับ5ยังไม่ได้เริ่มจากแบบนั้นใช่ไหมเริ่จากเอาผลๆเอ้า2ลูกแอปเปิล2ลูกมารวมกับแอปเปิล3ร(ล)-ูป(ก)จะได้ทั้งหมดกี-่ลูกอย-่างนี้ค-ั-ูป(บ)แล้วก็มานับ12345แสดงว่าได้5ลูกอย่างนี้ครับในช่วงวัยนี้ในช่วงวัยที่2า(-่)-ุ(ง)2-7ปีนี่จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับจบที่เป็นรูปภาพนะครับจากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับเพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียนของเรานะครับเราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับส่วนช่วงวัยที่3ช่วง7-11ปีนะครับช่วงนี้นะครับเรียกว่าขั้นการคิดรเรียนรู้รูปแบบเหการเร-ี(ต)-ุผลเยนรู-้(ช)-ิบ(ง)รูปธรรมนะครับ7-11ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับใช-่(-้)สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้นะครับก็คือเราสามารถเรียน...มีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับมีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที่บ่ง…ที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข9มันมากกว่าเลข2มากน้อยแค่ไหนนะครับ100มากกว่า20มากขนาดไหนอย่างนี้ครับใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วนะครับ7-11ปีแล้วสามารถเริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผ-ุ(-ู)-้อื่นได้แล้วนะครับ7-11ปีนี่เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับแต่ถ้าเป็นต่ำกว่า7ปีนี่ตอนนั้นไม่สนใจหรอกเ-็(า)คิดอย่างไรเเด็กอยากทำอะไรกก(-็)-้ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึ-่งถึงคนรอบข้างนะครับแต่7-11ปีเริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับส่วนอายุ11-15ปีอั-ี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะคยน11-15ปีอันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับการเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับที่เขาศึกษานะครับก็คือเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับมีตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ11-15ปีมีพัฒนาการในการเรียนรู้นี่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้วนะครับซึ่งJeanPiagetอธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับบุคคลแต่ละคนว่าตามนี้ว่าคนเราแต่ละคนมี.(…)..ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้2กลไกก็คือAssimilationกับAccomodationนะครับการดูดซึมกับการปรับการขยายโครงสร้างอ(า)งสมองนะครับแล้วแต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปตามวัยแต่ก็เก-ือ(-ิด)จากกลไก2อย่างนี้เหมือนกัะครับเกิดจากกลไก2อย่างนี้เหมือนกันนะครับอันนี้เป็นส่วนของJeanPiagetนะครับต่อมาVygotskyนะครับจะVyg(อ)ธิบายถึงotskyVygotskyนะครับพัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเราเรียกว่า"SocialSkills"นะครับแต่ถ้าPiagetคือIndividualSkillsนะครับIndividualก็คือส่วนบุคdoSkill(ค)ลอ้อเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับในภายหลังนะครับเอกสารใน(อง)วันนี้เดี๋ยวนะเห็นไหมครับถ้าเป็นJeanPiagetป็(-ือ)Individuao(l)SkillsIndividualก็คือส่วนบุคล(ค)ลนะครับส่วนบุคคลทีนี้เรามาดูVygotskyอธิบายไว้ว่าอย่างไรนะครับVygotskyจะให้ความสำคัญกับค(ก)ม(ร)ช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับการช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่าScaffoldingนะครับScapph(ff)oldingคือการให้ก(ว)ร(ม)ช่วยเหลือในการเรียนรู้รู้ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่าScap(f)foldingบางทีใช้-่ม(ก)ว่ให้ความช่วยเหลือบางทีใช-่(-้)คำว่าการเสริมต่อความรู้บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้านนะครับนี่ไอ้ตัวนี้คือScap(f)foldingนะครับไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้านน-่ะครับเวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะร(-ำ)-้างนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อสร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับเขาเอาคำว่าs(S)caffoldingหรือนั่งร้านนี่มาเป็นตัวอธิม(บ)ใ(ถ)-ึ-้(ง)การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่านคุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียนเป็นคนให้คำแนะนำนักเรียนนะครับเป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับหรืออาจจะเป-็นPeerก็คือเพื่อ-็(น)ะครับPai(ee)rอันนี้ก็คือเพื่อนอาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นToolst(T)oolsก็คืออุปกรณ์หรือสื่อนะครับบางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกไ(-ิ)กา-้(ร)เรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับเมื่อนักเรียน.(…)..เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้วนะครับแล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้วนะครับสุดท้ายนั่งร้านอันนี้-ั(ะ)คงอยู่ไหมเวลาเราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเขาก็จะเอาออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออกการทำs(S)caffoldingในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไปอาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรือสื่อหรือ-ุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วยเมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้วเราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับเหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับทีนี้การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเราไปช่วยเพื่อที-่จะนำพานักเรียนของเราให้ไปถึงZonโซน(e)ตัวสีแดงๆนะครับZoneO(o)fPfp(r)oximalDevelopd(m)entนะครับZoneofPp(r)oximald(D)evelopma(e)ntบางทีเขาเขียนย่อเป็นZPDZPDนี้ก็คือขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงเราเรียกว่าZoneofPp(r)oximald(D)evelopmentคืออะไรZPDคืออะไรเรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันจะมีวงกลมซ้อนกันอยู่3วงใช่ไหมครับมีวงสีเหลืองมีวงสีชมพูกับมีวงสีม่วงนะครับวงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู-้ได-้หรือทำได้แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเองถ้านักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามPiagetอย่างเดียวนะครับผ่านประสบการณ์ตรงตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี-่(-้)สามารถเรียนได้ในแค่ในขอบเขตเท่านี้นะครับเรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุดในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับแต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองเขาทำได้เท่านี้แห-่ทำมากกว่านี้ไม่ได้แล้วทีนี้พอเรามีScaffoldingเข้าไปนะครับเราใส่Scaffoldinฆแฟ(g)หรือใส่ตัวช่วยเข้าไปนักเรียนจะสามารถขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีกนะครับในวงสีชมพูนะครับนี่WhatIcanju(do)inwhithhelpนั่นก็คืa(อ)สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือเขาจะทำได้มากขึ้นในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับตรงสีชมพูนี-้แ-่(ห)-่ะที่เราเรียกว่า"ZoneofProximalDevelopmentd(")นะครับเป็นโซนเป็นขอบเขตศักยภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับแต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีScaffoldingเข้ามาช่วยนะครับส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถทำได้มันเกิด(น)ความสามารถเราจริงจริๆ(ง)แม้ว่าจะมีScaffoldingแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้วแต่เราไปไม่ถึงนะครับแต่ว่าZPDคือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยนะครับทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้อันนี้แห-่ะที่เขาบอกว่าคุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพอันนี้นะครับเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคเวล...(า)เราเป็นค-ุณครูเราสอนวิชาของเราเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด4แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ที่เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่นะครับไปให้เต็มที่บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด3บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด2บางคนเราไม่มีs(S)caffoldingเลยเขาไปถึงเกรด4อยู่แล้วห็(-ูก)ไหมครับศักยภาพแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วยนะครับเรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึงz(Z)oneofp(P)roximald(D)evelopmentให้ได้นะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของทฤษฎีการการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่งก็มี2ทฤษฎีที่มารวมกันนะครับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงกับ(ล้ว)ก็การสร้างปร(ฏ)ะต-ิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒสร-้(น)การเรียนรู-้ให-้อย่างเต็มศักยภาพนะครับอันนี้ก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยทฤษฎีแรกอันนี้ก็เป็นทฤษฎีแรกที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกันนะครับอ๋อโอเคนะครับคือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับอันนี้เราต้องรู้นะครับทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่5เงื่อนไขนะครับเวลาเราจะจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นกลุ่มนะครับเราต้องคำนึ-่งถึง5เงื่อนไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่-ันเกิดศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือนักเรียนนะครับจะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรีย-ี่เป็นกลุ่มย่อยที่จะต้องไม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไปนะครับจัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะไม่มีจำนวนสมาชิกที่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไปนะครับประมาณ3-5คนกำลังพอดีนะครับแต่ถ้ามันเป็นสมมติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน10คนทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ชิ้นงานชิ้นนี้ง่ายง่าๆ(ย)มากเลยแต่ให้สมาชิก10คนมันก็จะไม่ได้เกิดประสิทธิภาพอะไรมากนักใช่ไหมครับทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิดกระบวนการครุ่นคิดไตร่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับมันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพหรือชิ้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลยนะครับมันต้องใช้เวลาทำเยอะต้องมีคนเยอะในการร่วมไม้ร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้2คนทำงานชิ้นนี้เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหมมันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับเพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายงานให้ทำร่วมกันแล้วเราพิจารณาจำนวนคนนะครับว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไปนะครับก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสมนะครับเงื่อนไขที่2นะครับเราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับเกิดการพึ่งพาเกื้อกูลรพ(ะ)หว่างสมาชิกภายในกลุ-่มนะครับไม-่ใช-่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียวคนที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับเราต้องแนะนำนักเรียนนะครับว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อนแล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับเงื่อนไขที่3นะครับเงื่อนไขที่3สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานอันที่4อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับเพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้น-ี้ให้มันสำเร็จนะครับต้องวางเป้าหมายร่วมกันอันสุดท้ายต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับมีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกันนะครับต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าท-ี่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติงานให้เกิดความสำเร็จนะครับเพราะฉะนั้นCoopo(e)rativeL(l)earningนะครับมีเงื่อนไขอยู่5อย่างนะครับที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบจึงจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มันเกิดประสิทธิภาพนะครับเหลืออยู่2ทฤษฎีนะครับอีกนิดเดียวอันนี้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานต่างจากConstructio(v)nismนะครับเมื่อกี้Constructio(v)nismนะมันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆแต่อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเข้าไปแล้วชื่อภาษาอังกฤา(ษ)ก็เติมเติมตรงไหนครับเราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะฟปมันชื่อคล้ายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกันชื่อมันคือc(C)onstructivismใช่ไหมครับConstra(u)ctivismConstrucแล้วก็tiเลยนะแต่ถ้าอันนี้มันเป็นConstrucแล้วก็มีtionใช่ไหมครับมีtionมาต่อนะครับมีc(C)onstructivismionismนะครับมีคำว่าtionมาต่อนะครับหรือภาษาไทยใช้คำว่า"ทฤษฎีการสร้างอค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน"นะครับมันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาต่อมาจากConstructivismนั่นแห-่(น)ครับเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองแต่ทฤษฎีนี้นะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับT(S)reymourePe(a)rpers(t)เป็นคนเสนอทฤษฎ-ีน-ี-้เอาไว้นะครับว่าการที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้นนะครับมันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยค(ต)นเองโดยมีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับโดยใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมานั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับนักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็ง(า)-์ความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่งนะครับแต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสาเป็ะครับตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราสอนนักเรียนนะครับพอเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมายภาระงานนะให้นักเรียนได้มีโอกาสได้นำ(อา)ความรู้ที่เราได้สอนไปนี่มาใช้ในการสร้างชิ้นงานนะครับต่อเนื่องกันไปนะครับอันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราะ(-ำ)เป็นต้องตระหนักมันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเรา-้(ะ)องจัดกิจา(ร)อย่างไรนะครับแต่ทฤษฎีนี้MultipleIntelligenceหรือว่าทฤษฎีพฟ(ห)-ุปัญญานะครับเขาอธิบายเอาไว้นะครับว่าว่ามนุษย์เรานะครับไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่2ด้านเท่านั้นนะครับไม่ได้มีแค่2ด้านในอดีตเราเคยเข้าใจว่าหรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่งหรือใครเป็นอัจฉริยะก-้(-็)ต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณ-้อ(-ับ)เก่งด้านภาษาเท่านั้นอันนี้คือการยอมรับในอดีตแต่ในปัจจุบันนะครับก(G)ardnาร์ดเน(er)อร์เขาก็ได้อธิบายนะครับว่าจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยภาะ(พ)ที่แฝงอยู่ในตัวอย่างน้อย8ด้านเขาใช้คำว่า"อย่างน้อย"นะครับเพราะตอนนี้เขาแค่ค้นพบว่ามันมีอยู่8ด้านเพ(ข)เลยใช้คำวะเข(-่)เพิ("อย)-่ค(น)-้น(อ)บ(")แต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม-่…เขายัง-่ด้พบนะครับเขาค้นยังไม่พบนะครับแล้ว8ด้านนั้นมีอะไรด้านภาษาด้านที่2(1)กับด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่2อันนี้เป็นการยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้วนะครับแต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับอย่างที่3ก็คือด้านมิติสัมพันธ์นะครับด้านมิติสัมพันธ์สามารถมองภาพใน3มิติได้นะครับเห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้นะครับอย่างเช่นว่าอุ้ยเอาอะไรดีเอาขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้อันนี้เป็นรูปทรงอะไรครับสี่เหลี่ยมแต่ถ้าอาจารย์หมุนมัจะกลายเป็นรูปทรงอะไรหมุนเห็นไหมครับเห็นไหมครับอันนี้คือถ้าเราหมุนถ้าอาจารย์หมุนมันกลาย…มันจะกลายเป็นวงกลมใช่ไหมครับถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหม-ุนแบบนี้จะเป็นไม่ไม่สี่เหลี่ยมสิหมุนแบบนี้ทรงกระบอกเห็นไหมนี้ถ้าหมุนแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกถูกไหมครับเห็นไหมอันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นก(ว)ร(ม)เชื่อมโยงของรูปร่างนะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับจะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้นะครับต่อมาอันที่4การเคลื่อนไหวร่างกายอันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะป(-ี)อัจ-็นศ-ั(ฉ)ก(-ิ)ยภาพด้านกรเคลื่อไหวร่างกายด้านที่5ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรีนะครับต่อมาด้านการเข้าใจตนเองนะครับรู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไรนะครับเมื่อเกิดความเสียสมดุลทางด้านจิตใจเร(จะ)รู้ว่าเราจะต้องมีการจัดการกับมันอย่างไรนะครับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจอันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยภาพอย่างหนึ่งนะครับการเข้าใจตนเองอันนี้ก็ส่วนต่อมาก(ว)ร(ม)เข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นอันนี้กลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่-ี่จะสามารถเข-้ากับผ(ค)-ู้อื่ได้ง่ายนะครับมนุษย์ระสัมพันธ์ดีนะครับอันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็อาชีพที่ไปรับจ้างออกเดตนะครับคิดเป็นชั่วโมงนะครับคิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการแค่ไปเป็-ั่เ(ง)คุยเป็นเพื่อนเฉยๆนะครับคอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั-้-่น-ู(-่)-้นนี-้(-่)เฉยๆไปเป็นคู่ออกเดตเฉยๆนะครับอันนี้ในญี่ปุ่นมีนะครับเขาก็ต้องอาศัยค(ก)ม(ร)เข้าใจของลูกค้าของเขานะครับแล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อะครับต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็น-้(ว)น(ม)การเข้าใจในธรรมชาตินะครับสิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับทุกๆพรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหมครับมันสามารถนำไปใช้ในการารยได้ได้ทั้งหมดนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง...เราอย่ามุ่งสอนให้นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียวมันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย8อย่างเราควรจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนนะครับเสริมต่อให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถมันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับสุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมอันนี้ก็มีConเหมือนกันนะครับแต่ไม่ใช่Constructแล้วไม่ค่อยไม่ใช่Constructionด้วยนะครับแต่เป็นConnectนะครับConnectivismนะครับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับเชื่อมโยงนิยมอันนี้Siemensนะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมานะครับSC(i)ermensเป็นนักการศึกษาแคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี2000นะครับ2000นิดๆนะครับ2000ต้นๆนะครับเ-ึ(-ิ)-่งเกิดมานี-้(-่)เองนะครับเกิดมาพร้อมกับยุด(ค)ที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้านะครับยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับจึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นCรียกว่าconst(ne)ructivismขึ้นมานะครับเขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อย฿า(-ู่)ในอ-ินเทอรวกา(-์)ก(น)-็ใช่ไหมครับเกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิดสิ่งใดเป-้(-็)นข้อมูลที-่จำเป็นสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดนะครับตัดส่วนที่มันเท็จทิ้งไปตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไปแล้วเอาส่วนที่เหลือมาต่อนะครับมาต่อมาเชื่อมโยงกันมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับแต่ว่าบางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ในCล(l)oวน(ud)-์หรือในอินเทร์เน็ตเท่านั้นอาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้นะครับเอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนะครับมาตัดต่อมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับส่วนใดที่ไม่จำเป็นเราก็ตัดทิ้งไปส่วนใดที่มันเป็นเท็จที่เราไตร่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มาเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไปนะครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือนี่มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะครับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรานะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีการรียนรู้เชื่อมโยงนิยมนะครับมันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตออก-ันเผยแพรา(-่)อย่างแพร่หลายนะครับครับเราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎ-ีมันม-ีมันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับมันอธิบายปรากฏการณ์ในกาที-่(ร)เรียนรู้ในหลายมิติที่แตกต่างกันไปนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรมแล้วก็สอนนักเรียนนะครับเราจำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียนแล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องนี่มาใช้ในกออกแบบกิจกรรมไม่มีทฏ(ฤ)ษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณีนะครับไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนะครับคุณครูจึงจำเป็นต้องรู-้ทฤษฎีให้หลากหลายแล้วก-้(-็)ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอนให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยจะปลูกฝังให้กับนักเรียนนะครับไม่มีทฤษฎีใดเป็นยาวิเศษนะครับไม่มียาพารานะครับทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่เอาจะ(ไป)แก้ได้ทุกอย่างนะครับปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้นะครับโอเคครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับมีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารประกอบการสอนบทนี้ให้ในกลุ่มL(ไ)ลนINE(-์)นะครับในกลุ่มL(ไ)ine(น์)พี่ครับสำหรับเด็กที่.(…)..เด็กตาสามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับเขาอ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับโอเคโอเคครับเดี๋ยวอาทิตย-ื(-์)หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุมนะครับโอเคครับสวัสดีครับขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ(นักศึกษา)ขอบคุณครับ/ค่ะ[สิ้นสุดการถอดความ]

More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-01-17 15:53:49
- exported from : Accuracy Worker
- version :develop
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}