(อาจารย์เกวลี) ล่าม ล่าม ได้ยินไหมคะ ได้ยินโอเค ค่ะ วันนี้เป็นบทสุดท้ายก่อนสอบมิดเทอม สอบกลางภาคอาทิตย์หน้านะคะ ข้อสอบถึงเนื้อหาวันนี้นะคะ สอบในห้องเรียนเรานี่แหละ ในเวลาเรียนนะคะ อาทิตย์หน้าสอบเตรียมตัวมาด้วยนะคะ สอบ ๆ วันนี้จะเป็นบทที่ 6 นะคะ เกี่ยวกับตะกร้าสินค้าแล้วก็การรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ เนื้อหาวันนี้ก็จะมีเกี่ยวกับองค์ประกอบลักษณะการทำงานของระบบตะกร้าสินค้านะคะ รูปแบบของตะกร้าสินค้าที่เหมาะสม วิธีการชำระเงิน แล้วก็ถ้าเราเป็นร้านค้าออนไลน์นี่ เราจะทำเรื่องเปิดร้านรับบัตรเครดิตอย่างไรนะคะ แล้วก็ข้อที่ควรระวังในการชำระเงิน โดยขั้นตอนของการที่เราจะได้มาซึ่งตะกร้าสินค้านี่ เราก็ต้องมีระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือว่าเว็บไซต์ของเราก่อนนะคะ ขั้นตอนแรกก็มาตรฐานเลยเราก็ต้องสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานะคะ โดยในเว็บไซต์ของเรานี่ มันก็จะต้องมีการติดตั้งระบบตะกร้าสินค้าเอาไว้นะคะ โดยที่มันก็จะมีการตั้งค่าในตะกร้าสินค้า รถเข็นต่าง ๆ เช่น มีรหัสสินค้าอะไร รายละเอียดของสินค้า ขนาดต่าง ๆ ราคา ค่าขนส่ง ค่าการจัดการต่าง ๆ ถ้าลูกค้าหยิบสินค้าลงใส่ตะกร้าเมื่อไหร่ มันจะมีอะไรที่แสดงข้อมูลบ้างนี่นะคะ พอเรามีระบบเว็บไซต์ของเราแล้ว มีระบบตะกร้าสินค้าแล้ว เราก็จะเลือกว่า เราจะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงิน ซึ่งระบบที่ใช้ในปัจจุบันนี่ จะเป็นระบบ SSL นะคะ ซึ่งเราจะต้องขออนุญาตใช้งานถ้าเราสร้างเว็บไซต์ใหม่ของเราขึ้นมาเลยนะคะ รวมถึงจะต้องเป็นไปสมัครเป็นร้านค้าที่รับบัตรเครดิต ก็คือถ้าส่วนมากซื้อของออนไลน์น่ะค่ะ ถ้าเป็นคนที่มีงานทำแล้วนะคะ เขาก็จะนิยมจ่ายผ่านบัตรเครดิต ไว้คิดเงินทีเดียวตอนสิ้นเดือนอะไรว่าไปนะคะ รวมถึงจะต้องมีส่วนของการสร้างหน้าฟอร์มนะคะ สำหรับสั่งซื้อสินค้า โดยส่วนมากเว็บเพจที่เราสร้างไว้แล้วนี่ มันจะอยู่บน Web Server ที่ติดตั้ง SSL ไว้แล้วนะคะ เพราะว่ามันเป็นมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ในส่วนของหน้าร้าน เราก็ต้องมี Online Catalog ก็คือรายการสินค้านั่นแหละนะคะ ให้ลูกค้าสามารถดูราคา หรือว่าเพิ่มจำนวนสินค้าได้ผ่านหน้า Online Catalog ของเรานะคะ พอสินค้าถูกเพิ่มมันจะแสดงผลบนตะกร้าสินค้าหรือว่ารถเข็น หลังจากนั้นถ้าลูกค้ากดยืนยันคำสั่งซื้อ ก็จะมีกระบวนการถัดมา ก็คือการชำระเงิน แล้วก็มันจะมีการส่งใบคำขอซื้อไปยังผู้ขาย อันนี้เป็นกระบวนการที่ถ้าใครซื้อของออนไลน์ตัวนี้จะเข้าใจง่าย ๆ นะคะ โดยส่วนที่ส่งนอกจากรายการสินค้าแล้ว มันจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่ลูกค้าทำการสั่งซื้อให้ผู้ขายนี่ไปตัดยอดเงินมีใบสั่งซื้อข้อมูลการขนส่งต่าง ๆ แล้วก็เอาใบข้อมูลนี้ไปยืนยันกับการขนส่ง ว่าที่อยู่ผู้รับคือที่ไหนนะคะ ถึงก็จะมีการบอกการ Tracking สินค้าก็คือการติดตามสินค้าด้วยนะคะ อาจจะมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมหรือซื้ออีกครั้งให้ใครนะคะ ก็จะสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดไปที่ผู้ขายได้ หลังจากนั้น ถ้าส่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็จะถือว่ากระบวนการทำธุรกรรมในเว็บไซต์ของเรานี่ เสร็จสิ้นสมบูรณ์นะคะ โดยส่วนที่สำคัญที่สุดของการจัดการระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ แน่นอน ในหน้าร้านสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระบบตะกร้าสินค้านะคะ โดยตัวตะกร้าสินค้านี่มันก็เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนมันเป็นรถเข็นตามห้างสรรพสินค้าที่เราไปนี่ค่ะ เอาไว้ใส่สินค้าที่เราเลือกนะคะ จากเดิมเราเข็นสินค้าในห้างเราก็แค่เข็นสินค้าในโลกออนไลน์ บนเว็บไซต์นะคะ ก็จะมีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ สินค้าที่ถูกเลือกไว้แล้ว จะมีการเก็บแน่นอนค่ะ รหัสสินค้า ชื่อสินค้า เราไปซื้อของในห้างนะ มันก็จะมีใบเสร็จมาให้ มันก็จะมีรหัสสินค้า มีชื่อสินค้า มีราคาที่เขาขายให้เรา อันนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้วนะคะ ว่าเราซื้อของไปกี่ชิ้น คิดเป็นเงินเท่าไร แต่ละชิ้นมีรหัสสินค้าอะไรนะคะ แล้วก็ ข้อมูลเหล่านี้นี่มันก็จะถูกเก็บไว้ ในระหว่างที่เรากำลังเลือกสินค้าไปเรื่อย ๆ หรือระหว่างรอชำระเงินไอ้ของพวกนี้มันก็จะอยู่บนตะกร้าให้เรานะคะ โดยการมีตะกร้าสินค้านี่ มันก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้านะคะ ก่อนที่เราจะสั่งซื้อเราสามารถเปิดดูรายการสินค้าได้ เพิ่มหรือลบสินค้าหรือแก้ไขสินค้าได้นะคะ เปลี่ยนแปลงจำนวนตามที่เราต้องการ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่หน้าในการชำระเงินนะคะ โดยลักษณะการทำงานที่เคยชินของเรานะ เวลาซื้อของออนไลน์ ก็เลือกรายการสินค้าจากแค็ตตาล็อกหรือรายการสินค้าที่เขามีให้บนหน้าเว็บนะคะ หลังจากนั้นก็กดสั่งซื้อสินค้าโดยการกดคลิก หยอดสินค้า หรือเพิ่มจำนวนสินค้าลงในตะกร้าที่เราต้องการนะคะ เราพอใจกับสินค้าที่เราเลือกแล้วเราก็ไป Check Out ก็คือการคำนวณราคาสินค้ารวมค่าขนส่งนะคะ ถ้าเป็นคนที่จ่ายผ่านบัตรเครดิต มันก็จะเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการชำระเงินผ่านระบบบัตรเครดิตอีกทีหนึ่ง เราก็จะถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์สำหรับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์นะคะ โดยองค์ประกอบของระบบตะกร้าสินค้านะคะ ก็มันจะรับข้อมูลมาจากแค็ตตาล็อกออนไลน์นะคะ จากนั้นพอเราเอาสินค้าใส่ในตะกร้านี่ มันก็จะมีการคำนวณราคา ก็เป็นระบบคำนวณราคานะคะ ถ้าลูกค้าพอใจหรือต้องการยืนยันสินค้า ตามราคาที่เราแสดงผลไปนะคะ ถ้าเขากดตกลงมันก็จะเข้าสู่กระบวนการในการชำระเงินต่อไปนะคะ ก็ในราคาชำระเงิน บางคนเขียนเว็บไซต์ส่งอาจารย์รวม… ลืมคิดค่าขนส่งเป็น ธรรมดาเฉยเฉย เพราะฉะนั้นเราขายของออนไลน์ มันอาจจะมีค่าขนส่งด้วย แต่มันก็จะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาทำให้เราไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งก็ได้ เดี๋ยวอาจารย์จะพูดถึงในสไลด์ถัด ๆ ไปนะคะว่า ทำอย่างไรจะไม่มีค่าส่งนะคะ สำหรับลูกค้านะ โดยองค์ประกอบของตะกร้าสินค้านี่ มันก็จะมีโปรแกรมย่อย ๆ อยู่ในนั้นอีกนะคะ อย่างเช่นที่เคยให้ทำงานไป ไปดูว่า Server เหล่านั้นนี้เขามีโปรแกรมที่ช่วยทำให้เว็บไซต์เราทำงานง่ายขึ้นหรือเปล่า มี CGI ไหม Common Gatewat Interface นะคะ ก็จะเป็นมาตรฐานสำหรับ Web Server ในการส่งคำร้องต่าง ๆ มี Application Service Provider ไหมนะคะ มีการรองรับภาษา PHP สำหรับการเขียนเว็บไซต์หรือเปล่านะคะ ก็ไปดูที่ Server ที่ให้บริการได้นะคะ องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้าสินค้าเลย จะมีอยู่ 2 อย่างนะคะ ก็จะมีการรับสินค้าเข้าใส่ในรถเข็น กับระบบรับชำระเงินนะคะ โดยระบบตะกร้าหรือรถเข็นนี่ ส่วนใหญ่จะมี 2 ระบบ ซึ่งเว็บไซต์ในปัจจุบัน เขาก็จะมีทั้ง 2 ระบบนี้ให้คุณเลือก ให้คุณใช้งานอยู่แล้วนะคะ มีแบบเติมตัวเลขตามจำนวนสินค้า เช่น เขาเขียนไว้แล้วว่า มีสินค้าทั้งหมด 325 ชิ้น คุณสามารถใส่ได้ 325 ได้เช่นเดียวกัน แต่คุณใส่เกินไม่ได้นะคะ หรือจะค่อยค่อยกดเครื่องหมาย + เพิ่มสินค้าลงตะกร้าทีละชิ้นก็ได้ แล้วก็เป็นเครื่องหมาย - ในการลบจำนวนสินค้าลงทีละชิ้นก็ได้ หรือเราจะลบจำนวนที่เป็นตัวเลขออกเลยแล้วเราใส่ตัวเลขที่เราต้องการก็ได้นะคะ อันนี้เป็นระบบตะกร้าสินค้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ก็อาจารย์ก็จะมีตัวอย่างแบบเดิมให้ดูด้วยนะคะ โดยการกดสั่งสินค้าหรือคลิกสั่งสินค้าในแต่ละครั้งนี่ ของทั้งสองแบบเมื่อกี้ ทั้งแบบเพิ่มจำนวนสินค้าแล้วก็แบบหยอดสินค้านี่ มันจะเป็นการส่งรหัสสินค้า รายละเอียดต่าง ๆ ราคา ข้อมูลอื่น ๆ ไปยังโปรแกรมประมวลผล เพื่อคำนวณยอดเงิน แล้วก็แสดงรายการสั่งซื้อที่สั่งซื้อไป เช่น สั่งซื้อตัวนี้ค่ะ อาจจะเป็นราคา 3,000 บาท ซื้อไป 5 ชิ้น ก็ต้องคำนวณเงินให้ด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่าของราคา 3,000 บาท ซื้อไป 5 ชิ้น แต่ราคาสุทธิก็ยัง 3,000 อยู่ดี อย่างนี้ไม่ได้นะคะ ผิด ถ้าสมมติว่าเราพอใจในการซื้อสินค้าแล้วเราก็กดสั่งซื้อสินค้าได้ แล้วมันก็จะมีการประมวลผลผ่านตัว Common Gatewat Interface หรือตัว Application Service Provider ต่าง ๆ นะคะ มันก็จะมีหน้าสรุปราคาให้เราว่าเราสั่งซื้อสินค้าตัวนี้เป็นราคาเท่าไร จำนวนกี่ชิ้นนะคะ ก็อันนี้เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่เว็บไซต์ E-Commerce ในปัจจุบันทำได้กันอยู่แล้วนะคะ โดยรูปแบบของตะกร้าสินค้านี่ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ แบบแรกเป็นแบบแสดงผล แล้วก็ตามที่เราให้บริการนะคะ อันแรกแบ่งตามลักษณะการแสดงผลอันนี้จะเป็นเว็บไซต์ที่ค่อนข้างผ่านมานานแล้วนะคะ ก็จะเป็นแบบเฟรม เฟรมในที่นี้ คือ ตะกร้าสินค้าเขาจะอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งในหน้าเว็บไซต์เลย ถ้าเราอยากได้สินค้าตัวไหนเราก็ไปกดเพิ่มสินค้า ซึ่งแบบเฟรมนี่ เป็นการออกแบบที่ทำให้การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์นี่ มันปรับแต่งได้ยาก เพราะมันจะถูกจำกัดตำแหน่งไว้แล้วว่า ตะกร้าสินค้าจะอยู่มุมไหน ถ้าเราตกแต่งเว็บไซต์นี่ มันจะเคลื่อนไม่ได้นะคะ หรือเวลาเราออกแบบมานี่ เวลาไปแสดงผลจริง ๆ นี่ บางทีมันไม่ตรงกับที่เราต้องการนะคะ แบบเฟรมนี่เลยไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว แล้วก็ไม่มีเห็นแล้วล่ะค่ะ มันเป็นแบบเก่ามาก หรือเป็นแบบ Pop-up ถ้าสมมติเราอยากซื้อสินค้าตัวไหน พอกดสั่งซื้อมันก็จะเด้งตัว Pop-up นี้ขึ้นมา ให้เราใส่ข้อมูลว่าเราต้องการสินค้าชนิดนี้กี่ชิ้น รวมแล้วเป็นเงินกี่บาท หรือคิดเงินแล้วรวมค่าส่งสินค้าแล้วเป็นเท่าไรนะคะ อันนี้ก็จะเป็น Pop-up เด้งขึ้นมาอีกในแบบหนึ่งนะคะ ในแบบนี้ก็ในปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยมแล้วนะคะ หรือจะเป็นแบบตะกร้าที่ตามการให้บริการ เช่น การสั่งสินค้าแบบค้าส่งนะคะ ซื้อเกิน 2 โหล 3 โหล เราจะได้ส่วนลดลงไปตามปริมาณที่เราซื้อ อันนี้เขาเรียกว่า “ค่าส่ง” นะคะ ก็สินค้าพวกนี้นี่มันจะมีข้อดีคือราคาสินค้าจะเหมือนกับที่ไปซื้อตามหน้าโรงงานนะคะ ถ้าคุณขับรถไปเองก็จะยิ่งประหยัด ถ้าคุณให้เขาส่งให้ มันก็จะมีค่าขนส่ง ค่าประกันความเสียหาย โดยที่เราจะต้องออกเองนะคะ บางคนก็ต้องมาเปรียบเทียบกันดูว่า ระหว่างไปซื้อที่หน้าโรงงานกับซื้อสั่งแบบนี้ อันไหนมันจะคุ้มกับเรามากกว่ากันนะคะ หรือเป็นแบบตะกร้าแบบเพิ่มยอดขาย ก็จะเป็นตะกร้าสินค้าที่คำนวณส่วนลดให้ เมื่อถึงปริมาณสินค้าถึงระดับที่กำหนดไว้ เช่น ซื้อครบ 3 ชิ้นลดลงอีก 2 บาทหรือถ้าซื้อครบ 20 ชิ้นลดไป 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วก็บางทีอาจจะเป็นการซื้อสินค้าที่ถ้าเรามีคูปองลดราคา มันก็จะเป็นส่วนลดให้เราได้ เช่น คูปองลดราคาหรือคูปองในการส่งฟรี หรือคูปองส่วนลดใด ๆ นะคะ หรืออาจจะเป็นการขายแบบผูกขาด เช่น ถ้าคุณจะซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์ในราคานี้ คุณจะต้องซื้อเก้าอี้ด้วยนะคะ เหมือนจะซื้อเสื้อตัวนี้ในราคาพิเศษ คุณจะต้องซื้ออีกตัวหนึ่งเพื่อให้ได้ราคาลดไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือการผูกขาดนะคะ ที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวแทนจำหน่าย มันจะเป็นตะกร้าสินค้าเฉพาะกลุ่ม จะต้องเป็นตัวแทนของบริษัทเข้ามาซื้อสินค้านะคะ ระบบตะกร้าสินค้าแบบนี้นี่ มันก็จะมีการยืนยันสั่งซื้อแล้วก็มีการกำหนดชื่อ รหัส รหัสผ่านในการเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อให้ทราบว่าเป็นตัวตนจริงของผู้แทนจำหน่าย มันจะมีการแบ่งประเภทคุณสมบัติของตัวแทนจำหน่ายแต่ละราย เช่น ถ้าคุณเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ระดับสูงขึ้น มันก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลดเยอะขึ้นนะคะ หรืออย่างเช่นตัวนี้ เขาก็เป็นผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่งเขาบอกว่า ถ้าเป็นมา… มาเป็นนักธุรกิจในการเป็นตัวแทนของเขานี่ ครั้งแรกเลย ซื้อของครั้งแรกลดไปเลย 9 เปอร์เซ็นต์นะคะ ถ้ามาร่วมงานกับเขานะ เป็นตัวแทนจำหน่ายอันนี้ก็จะเป็นการโฆษณาของเขาเลยว่า ถ้ามาซื้อโดยในฐานะผู้แทนจำหน่ายนี่จะมีส่วนลดให้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไปนะคะ หรืออาจจะเป็นตะกร้าสินค้าเพื่อการส่งออกนะคะ เขาจะเขียนไว้เลยว่าถ้าซื้อสินค้าชิ้นนี้ด้านบนน่ะนะคะ ถ้าเป็นประเทศไทยส่ง EMS ก็คือส่งด่วน ถ้าซื้อครบ 1 โหลจะลดไป 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ อันนี้เป็นแบบขายส่งด้วยนะ ขายปลีกขายส่งด้วย แล้วก็พิเศษคือถ้าจะให้ส่งออกต่างประเทศ จะต้องเสียค่าส่งอีก 60 US Dollar ก็คือ 60 เหรียญนะคะ อันนี้เป็นแบบตะกร้าเพื่อการส่งออกนะคะ ก็แล้วแต่ว่าธุรกิจที่เราทำนะคะ เป็นธุรกิจประเภทไหน อันนี้ก็เป็นส่งออกเหมือนกันนะคะ มันจะมีส่วนของการ Export ก็คือการส่งออกนะคะ เขาก็จะเขียนตรง นี่เลยเหมือนที่เราเคยทำสัปดาห์ก่อน Meta Tag อธิบายว่าหน้านี้เขาทำกิจกรรมอะไร สำหรับว่าเว็บเพจนี้นะคะ ที่เราเคยเขียนไปแล้ว หรือรูปแบบการให้บริการเป็นตะกร้าสินค้าแบบลับเฉพาะ มีลักษณะคล้าย ๆ กับตะกร้าแบบส่งออก แต่ต่างกันแค่ว่าเขาจะยังไม่ให้คุณเห็นราคา จนกว่าคุณจะเป็นสมาชิกนะคะ หรือสมัครสมาชิกก่อน ถ้าเราอยากทราบราคา เราต้องลงทะเบียน เพื่อขอรหัสในการ Login เข้าไปซื้อสินค้า เหมือนรูปนี้ ตัวอย่างนะคะ ยังไม่โชว์ มันยังไม่แสดงราคาให้เราจนกว่าเราจะเข้าสู่ระบบ ก็คือการ Login หรืออาจจะสมัครสมาชิกใหม่ พอสมัครสมาชิกแล้ว เขาก็แสดงราคาให้เราดูว่า นี่ สิ่งที่เราอยากรู้ราคานี่ มันราคาเท่านี้นะ ถามว่ามีประโยชน์อะไร เขาก็จะได้ข้อมูลของเราเพื่ออาจจะเป็นการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าในอนาคตต่อไปนะคะ ก็อันนี้เป็นตะกร้าแบบลับเฉพาะนะคะ หรือ จะเป็นตะกร้าสินค้าแบบแก้ไขรายละเอียดได้ ตะกร้าสินค้าแบบนี้ก็จะเราก็สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติหรือ Spec บางอย่างของสินค้าที่เราต้องการได้นะคะ เช่น ตัวอย่างคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ถ้าเราอยากเพิ่มหน่วยความจำตามที่เราต้องการนี้ เราจะต้องเพิ่มเงินอีกเท่าไร เขาก็จะแสดงให้ดู ถ้าคุณเอาขนาดมาตรฐานเลย ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณอยากเปลี่ยนหน่วยความจำ คุณก็เพิ่มสตางค์ตามที่เว็บไซต์เขาแสดงผลไว้นะคะ อันนี้ก็เป็นเราสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของเราเลยนะคะ แล้วก็ต่อมาพอเราเลือกสินค้าได้แล้ว เราจะชำระเงินอย่างไร อันนี้เราเคยเรียนไปแล้วนะคะก็จะมีทั้งเก็บเงินปลายทาง โอนเงิน บัตรเครดิต หรือการใช้ E-Money E-cash ต่าง ๆ นะคะ Wallet ต่าง ๆ ก็ใช้ได้ โดยถ้าสมมติเราเป็นผู้ประกอบการแล้วเราอยากเป็นร้านที่รับชำระผ่านบัตรเครดิตได้นี่ มันก็จะมีขั้นตอนอยู่ประมาณ 10 ขั้นตอนนะคะ โดยที่เราจะต้องยื่นรายการเหล่านี้ไปที่ธนาคารนะคะ หรือสถาบันทางการเงินที่เขาดูแลเกี่ยวกับการดูแลร้านที่สามารถรับชำระผ่านบัตรเครดิตได้นะคะ ก็เราต้องเขียนก่อนเลยว่า ร้านค้าเรานี่เปิดร้านวัตถุประสงค์ของร้านเราคืออะไร ขายอะไรนะคะ มีสินค้าอะไรบ้าง จุดแข็งของสินค้าข้อดีของสินค้าเราคืออะไร เราบรรจุสินค้าอย่างไรเราขนส่งอย่างไร ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของร้านเรานะคะ หน้าเว็บไซต์ของเรา หน้าตาเป็นอย่างไร ลิงก์ที่แสดง URL ของเว็บไซต์เราคืออะไรนะคะ สามารถเข้าถึงได้จริงไหมนะคะ แล้วก็ถ้ามันมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อลูกค้าหรือธนาคารเราจะรับผิดชอบอย่างไรนะคะ ในการส่งสินค้า การประกันภัย การรับคืนสินค้าเรามีนโยบายเขียนไว้ว่าอย่างไร ทีมงานของเราเป็นใครบ้างนะคะ ใครเป็นเจ้าของบริษัท ใครเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทต้องใส่มานะคะ รวมถึงสถานะทางการเงิน ทุนจดทะเบียนเท่าไร แล้วลองพยากรณ์ดูสิว่ายอดขายที่เราจะได้รับแต่ละเดือนหรือต่อปีนี่ ประมาณเท่าไรนะคะ หลังจากนั้นก็เอาสัญญาการสั่งซื้อหรือว่า Partner หรือคู่ค้าของเรานี่ เราสั่งของจากใคร หรือใครเป็นผู้ร่วมธุรกิจกับเรา เตรียมมาให้ธนาคารดูด้วยนะคะ ขั้นตอนก็จะมีคร่าว ๆ ประมาณนี้ ถ้าสมมติว่าใครมีหน้าร้านออนไลน์จริงจริงอยากให้สามารถรับชำระผ่านบัตรเครดิตได้ ก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะคะ ซึ่งปัจจุบันยิ่งหลังจากโควิดนี่ ก็เริ่มไม่ค่อยมีใครพกเงินสดเท่าไร ใช้จ่ายผ่าน แตะบัตรจ่าย จ่ายผ่าน QR Code บ้างหรือถ้าใครใช้โทรศัพท์ iPhone ก็อาจจะมีบัตรเครดิตอยู่ในโทรศัพท์อยู่แล้วแค่โทรศัพท์ไปใกล้ ๆ ก็สามารถชำระเงินได้อย่างนี้นะคะ แต่ในไทยนี่นะคะ ร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยอยากใช้บัตรเครดิตสักเท่าไร หรือว่าถ้าไปใช้นี่ หลาย ๆ คนจะเจอปัญหาเดียวกัน เช่น บางทีธนาคารเขาอยากได้ค่าบริการ 5-10 เปอร์เซ็นต์จากยอดของทางที่เราขายสินค้าแต่ละรายการ ทำให้ถ้าใครซื้อของออนไลน์เขาจะบอกว่าถ้าราคาสินค้าไม่เกิน 1,000 หรือไม่เกิน 500 บาทนี่ เขาจะไม่ให้รูดซื้อสินค้า หรือว่ารูดซื้อสินค้าก็ได้ แต่คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เปอร์เซ็นต์นั้น แทนที่ร้านค้าจะเป็นคนจ่ายนะคะ รวมถึงจะต้องมีเงินฝากค้ำประกันในบัญชีที่ธนาคารเขาจะกันเอาไว้ประกันความเสี่ยง เกิดเขาเรียกเก็บผ่านบัตรเครดิตไม่ได้น่ะนะคะ ก็ทำให้ร้านค้ารายย่อยนี่ก็ไม่ค่อยอยากใช้บริการบัตรเครดิตเท่าไร จะชอบรับเงินสดเสียมากกว่านะคะ เพราะว่ามันได้เงินแน่นอนจริง ๆ นะคะ ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินนี่ ก็จะมีส่วนที่สำคัญอยู่สองจุด ก็คือการคำนวณสินค้าเมื่อเราสิ้นสุดการเลือกซื้อสินค้าแล้วกับการชำระเงิน ในที่นี้นะคะ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต การรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินที่ดีนะคะ มันก็จะต้องเริ่มจากการคำนวณเงินที่ดี ในระบบที่นักศึกษาทำนะคะ จะต้องคำนวณตัวเลขอย่างถูกต้องนะคะ แล้วก็แสดงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้า ภาษี ค่าขนส่ง ค่าวัสดุห่อหุ้มนะคะ บางทีจะมีเสียค่ากล่อง ก็ต้องอธิบายเป็นส่วน ๆ ให้ชัดเจนนะคะ แล้วก็ควรมีความยืดหยุ่นในการแสดงผล หรืออาจจะเพิ่มการประมวลผลอื่นได้ เช่น อาจจะมีการคิดเรื่องส่วนลดอัตโนมัตินะคะ ใช้คูปองส่วนลดแล้วลดค่าส่งไปกี่บาทว่าไปนะคะ ถ้าซื้อของเกิน 300 บาทได้ลดอีก 5 บาท ก็ต้องคำนวณอัตโนมัตินะคะ ไม่ต้องให้ลูกค้าเป็นคนกดเลือกเองนะคะ แล้วก็มีสิทธิพิเศษ สำหรับผู้ซื้อที่เป็นสมาชิกหรือเปล่านะคะ เช่น ถ้าคุณ Login เป็นสมาชิกจะลดไป 5 เปอร์เซ็นต์ใด ๆ ก็ว่าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ ถ้ามีระบบสมาชิกเมื่อไหร่หรือเกี่ยวข้องกับการชำระเงิน ระบบรักษาความปลอดภัยก็จะตามมาทันทีนะคะ โดยระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงิน ที่นิยมทั่วไปในปัจจุบันเลยนะคะ เขาเรียกว่าระบบ SSL Secure Socket Layer ตัวนี้นี่ มันจะต้องมีการจดทะเบียนกับบริษัทที่ชื่อว่า VeriSign นะคะ หรือว่าผู้ให้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ได้นะคะ แต่เป็นที่นิยมก็คือจะเป็น 2 บริษัทนี้ ซึ่งมันจะสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสที่ทำให้ Web Browser นี่นะคะ รู้จักแล้วก็ทำการเข้ารหัสระหว่างที่เราทำธุรกรรมใด ๆ บนเว็บไซต์นั้น ๆ นะคะ โดยบริษัท VeriSign นี่ เขาเป็นผู้ให้บริการมาตั้งแต่ปี 1995 นะคะ แล้วก็ได้รับความเชื่อถือในระบบรักษาความปลอดภัย แล้วก็มีความน่าเชื่อถือมาโดยตลอดนะคะ ถ้าคุณเห็นสัญลักษณ์นี้ตามเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตามนะคะ ก็ให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เราทำอยู่ในเว็บไซต์นั้น ๆ นี่ จะได้รับการป้องกันแล้วก็มีความปลอดภัยสูงสุดนะคะ ในปัจจุบันนี่ บริษัท VeriSign เป็นบริษัทที่ให้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์อันดับ 1 ของโลกนะคะ ถ้าเห็นสัญลักษณ์นี้เราก็มั่นใจได้นะคะ อันนี้เป็นตารางเปรียบเทียบรูปแบบของการใช้บริการ SSL นะคะ อย่างเช่น ถ้าคุณอยากได้ความปลอดภัยที่สูงมาก ค่าใช้จ่ายมันก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย รวมถึงถ้าใครใช้บริการแล้วอยากได้การันตี ก็คือ แถบเขียวหน้าเว็บไซต์แบบนี้นะคะ ไม่ใช่ว่าทุกราคาจะได้นะคะ จะต้องจ่ายเกือบ 30,000 บาทถึงจะได้ สัญลักษณ์ที่บอกว่า เว็บไซต์เราได้รับการป้องกันจาก SSL อย่างดีแล้วนะคะ ก็ถ้าต่อไปใครทำงานเกี่ยวกับการเขียนเว็บไซต์นะคะ ก็ถ้าทำเชิงธุรกิจ อย่าลืมใช้บริการของการรักษาความปลอดภัยด้วยนะคะ อันนี้เป็นหน้าของเว็บไซต์ VeriSign ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของเขาน่ะนะคะ แต่ปัจจุบันมันไม่ได้มีแค่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ SSL มันมีแบบ SET ด้วยนะคะซึ่งก็ได้รับความนิยมใกล้เคียงกันของทั้ง 2 ระบบนะคะ อย่างที่บอกค่ะ SSL นี่มันเป็นวิธีการในการเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายนะคะโดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น รหัสผ่านหมายเลขบัตรเครดิต เวลาเรากรอกผ่านระบบออนไลน์นี่จะต้องกรอกแล้วรู้สึกปลอดภัยนะคะ โดยที่ระหว่างการรับส่งข้อมูลนี่ จะไม่มีใครนอกเหนือเครือข่ายสามารถดึงข้อมูลที่เป็นความลับไปใช้ได้นะคะ วิธีการเข้ารหัสนี่เขาจะใช้กุญแจแบบอสมมาตร ก็คือ กุญแจคนละดอกกัน แล้วก็ตัว SSL นี่เขาจะรองรับเรื่องการยืนยันตัวตน การคงสภาพของข้อมูล แล้วก็ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเราด้วยนะคะ โดย SSL นี่ เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการตรวจสอบการเข้ารหัสนะคะระหว่างเครื่องแม่ข่ายกับเครื่องลูกข่าย ซึ่งหลักการทำงานจะมีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือตรวจสอบว่า Server Website ที่เราเข้าใช้งานนี่เป็น จริงไหมนะคะ แล้วก็ตรวจสอบว่าเครื่องลูกข่ายนี่ ที่เข้ามาใช้งานนี่ เป็นเครื่องลูกข่ายที่ได้รับการยืนยันตัวตนจริงแล้วหรือเปล่านะคะ เหมือนช่วงนี้ ในโลกออนไลน์เขาจะบอกว่าระวังเว็บไซต์หรือเพจ Facebook ปลอม สำหรับที่พักต่าง ๆ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าแฟน Fanpage Facebook ตัวไหนเป็นข้อมูลจริงนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันค่ะ กับหน้าที่ของ SSL เขาก็จะรู้ว่าข้อมูลที่ร้องขอเข้ามา กับข้อมูลที่ส่งไปนี่ เป็นข้อมูลจริงหรือเปล่านะคะ โดยที่มีการยืนยันโดยใช้รหัสลับที่เป็นกุญแจคนละดอกกันนี่ในการเชื่อมต่อระหว่างการรับส่งข้อมูลนะคะ หลักการทำงานนี่ มันจะเป็น SSL นี่จะเป็นข้อตกลงที่อยู่ตรงกลางระหว่างตัวเว็บไซต์กับการรับส่งข้อมูลนะคะ โดยที่มันสามารถทำงานกับวิธีการหรือการข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งการเป็นเว็บไซต์ หรือการรับส่งข้อมูล หรือการส่ง VPN ก็ได้นะคะ โดย SSL นี่ทำงานตามหลักการการเข้ารหัสข้อมูล ก็คือ ถ้ามีคนแอบได้ข้อมูลของเราไปนี่ มั่นใจได้เลยว่าเขาจะอ่านข้อมูลเราไม่ได้นะคะ โดยการเข้ารหัสข้อมูลของ SSL นี่ มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อมูลให้แตกต่างไปจากต้นฉบับ ทำให้คนอื่นนี่ไม่สามารถอ่านแล้วเข้าใจข้อมูลของเราได้นะคะ ถ้าไม่ใช้วิธีการแปลงข้อมูลกลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม ซึ่งเรียกว่าการถอดรหัสนะคะ การเข้ารหัสและการถอดรหัสจะใช้กุญแจ กุญแจในที่นี้ไม่ใช่กุญแจที่เราจับต้องได้นะคะ มันจะเป็นกุญแจแบบดิจิทัล เอาไว้ในการทำงาน โดยที่ผู้รับและผู้ส่งจะมีกุญแจที่สามารถเขียนหรืออ่านข้อมูลนี้ได้ ถ้าใครไม่มีกุญแจก็จะไม่สามารถทำได้นะคะ โดยการเข้ารหัสข้อมูลแบบ SSL นี่ จะมีกุญแจอยู่ 2 ประเภท กุญแจสมมาตรกับกุญแจอสมมาตร ก็คือกุญแจที่เหมือนกันกับกุญแจที่ต่างกันนั่นเองนะคะ ถ้าเราใช้กุญแจแบบสมมาตร มันจะเป็นการเข้ารหัส แล้วก็การถอดรหัสโดยใช้กุญแจดอกเดียวกัน ข้อดีของการใช้กุญแจเหมือนกันก็คือมันเร็ว เพราะมันใช้เวลาในการคำนวณ การถอดรหัสมันน้อยกว่า แล้วก็สามารถทำได้ง่ายกว่าในการสร้างกุญแจขึ้นมานะคะ ข้อเสีย คือ การบริหารจัดการกุญแจมันอาจจะทำได้ยาก เพราะการเข้ารหัส การถอดรหัสมันเหมือนกัน ถ้าสมมติว่าใครได้กุญแจดอก… ดอกแค่เอาไปดอกเดียวน่ะค่ะ เขาก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลของคุณได้ ซึ่งแตกต่างจาก นี่ค่ะมันใช้กุญแจดอกเดียวกันนะ ข้อมูลที่เข้ารหัสแล้ว มันจะเป็นอย่างไร เช่น ข้อมูลว่า “ผมชื่อนายดำ”นะคะ ผมชื่อนายดำนี่ ถ้าถูกเข้ารหัสแล้วมันจะกลายเป็นตัวหนังสืออะไรก็ไม่รู้เหมือนข้างล่างนะคะ ถ้าใครไม่มีกุญแจ เขาก็จะอ่านข้อมูลไม่ได้ แต่ถ้าคนที่มีกุญแจอยู่เขาก็จะสามารถถอดรหัสออกมาเป็นคำว่า “ผมชื่อนายดำ” ได้เช่นเดียวกันนะคะ แต่ถ้ามันเป็นกุญแจที่ต่างกันล่ะนะคะ หรือว่ากุญแจอาจสมมาตร มันทำให้การบริหารจัดการกุญแจมันง่ายกว่า เพราะว่ากุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสแล้วก็ถอดรหัสนี้มันต่างกัน แล้วก็สามารถระบุคนได้ง่าย เพราะว่าเราจะต้องมีลายเซ็นดิจิทัลแนบไปด้วยนะคะ ข้อเสียคือ พอมันปลอดภัยมาก ๆ เวลาในการเข้ารหัสแล้วก็ถอดรหัสนี่ มันก็จะนานขึ้น เพราะว่ามันจะมีการคำนวณการถอดรหัสที่นานขึ้นหรือการเข้ารหัสที่นานขึ้นนะคะ ก็แต่ความปลอดภัยมันก็มีมากกว่านะคะ อย่างตัวนี้นะคะ ก็จะเป็นการเข้ารหัสเหมือนกันค่ะ แต่ว่ากุญแจมันจะมีกุญแจสาธารณะกับกุญแจส่วนตัวนะคะ ในการเข้ารหัสก็คือ พอเรามีกุญแจสาธารณะเพื่อเข้ารหัสข้อมูล เราจะถามกุญแจของนางแดงก่อนว่า กุญแจของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร ขอดูหน่อยนะคะ ถ้านางแดงส่งกุญแจส่วนตัวมาให้นะคะ เราก็จะปั๊มกุญแจส่วนตัวนี้แปะเข้าไปด้วย เพื่อให้นางแดงเท่านั้นสามารถเปิดได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถจะเปิดได้นะคะ อันนี้คือกุญแจที่มันไม่เหมือนกัน เข้ารหัสจะเป็นดอกหนึ่งแล้วก็เอาส่วนของกุญแจนางแดงมาเข้ารหัสด้วยนะคะ แต่พอเปิดเราสามารถจะเปิดโดยใช้กุญแจส่วนตัวของนางแดงเท่านั้น แบบนี้นะคะ ระบบถัดมาจะเป็นระบบ SET นะคะ ก็จะเป็นระบบที่พัฒนาเพื่อชำระเงินด้วยบัตรเครดิตโดยเฉพาะนะคะ แล้วก็อย่างปลอดภัย โดยที่คนที่ใช้งานบัตรเครดิต อาจจะเป็นร้านค้า หรือว่าธนาคาร หรือองค์กรเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้านี่ จะต้องมีใบรับรองดิจิทัลก่อนนะคะ เพื่อรับรองที่รับรองว่าทุกฝ่ายหรือทุกคนที่เกิดขึ้นนี่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตัวนี้นะคะ โดยตัว SET นี จะทำการเข้ารหัสข้อมูลรายการสินค้าก่อนจะส่งข้อมูลลงไปบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนะคะ กลไกในการรักษาความปลอดภัยมันก็จะประกอบด้วย มันสามารถรักษาความลับของข้อมูลที่ส่งได้ แล้วก็มีความน่าเชื่อถือ มีการตรวจสอบสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจริงโดยองค์กรที่ออกใบรับรองมาให้นะคะ ข้อแตกต่างระหว่าง SSL แต่ SET นี่จะมีธนาคารหรือว่าสถาบันทางการเงินมาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ ในการทำใบรับรองนี่ SSL ก็จะมีแค่เฉพาะ Server แต่ SET ต้องมีทุกคนนะคะ การตรวจสอบก็จะต่างกันนะคะ SSL ก็ต่างคนต่างตรวจสอบแต่ว่า SET นี่ มันก็จะมีองค์กรรับรองใบรับรองดิจิทัลนี่เป็นคนตรวจสอบนะคะ ข้อมูล SSL จะต้องป้อนใหม่ทุกครั้งจะไม่เก็บไว้เพื่อความปลอดภัยนะคะแต่ว่า SET นี่เราสามารถเก็บข้อมูลไว้ใน E-Wallet ได้ เพียงการป้อนข้อมูลทิ้งไว้น่ะนะคะ การจำกัดการเข้าถึงก็จะต่างกันนะคะ ถ้า SSL นี่สามารถเข้าได้ทุกระดับ แต่ถ้า SET นี่ก็ธนาคารจะไม่รู้ว่าเราซื้ออะไรนะคะ แล้วก็คนขายนี้มันจะเขาก็จะไม่รู้ว่าข้อมูลบัตรเครดิตของเราคืออะไรนะคะ มันเลยรู้สึกว่าการใช้บัตรเครดิตนี่ ค่อนข้างปลอดภัย เพราะว่ามันจะมีองค์กรกลางที่ดูแลเรื่องพวกนี้ให้นะคะ การใช้ข้อมูลนะคะก็จะมีการเข้ารหัสคำสั่งนะคะ บุคคลที่ 3 ก็ไม่สามารถดูได้ การป้องกันข้อมูลก็จะสร้างกุญแจมาโดยเฉพาะนะคะ การพิสูจน์ตัวตน ตัว SSL นี่ ไม่มีสนับสนุนบริการตัวนี้แต่ SET มีนะคะ การเข้ารหัสข้อมูลแบบเครดิตก็ SET นี่จะมีการแยกคำสั่งซื้อกับข้อมูลแบบเครดิต แยกออกจากกันนะคะ ก็รักษาความปลอดภัยได้ดีกว่า SSL ในระดับหนึ่ง วันนี้นะคะ จากสไลด์ต้น ๆ ที่อาจารย์ถามว่า ทำไมตะกร้าสินค้าถึงสำคัญที่สุดในระบบการซื้อของออนไลน์ ในความคิดนักศึกษานะ ไม่ต้องหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตนะ ลองดูสิว่า จะตอบอาจารย์ว่าอย่างไร เช่น ทำไมเราซื้อของแล้วทำไมไอ้ตะกร้าสินค้าที่เราเพิ่มสินค้าเข้าไปมันดูสำคัญ ทั้งมันคำนวณเงินให้เราใช่ไหม มันเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินใช่ไหมนะคะ แล้วก็เมื่อกี้นี้ อาจารย์เปรียบเทียบให้แล้วระหว่าง SSL กับ SET ลองดูสิว่าถ้าเราเป็นร้านค้าSSL ดีอย่างไร มีข้อเสียอะไรบ้าง แล้ว SET มันมีข้อดีอย่างไร ข้อเสียอย่างไรก็ลองเปรียบเทียบเหตุผลให้อาจารย์หน่อยนะคะ ทำใส่ใน Word นั่นแหละค่ะ แล้วก็ส่งใน Google Classroom เหมือนเดิมนะคะ ข้อแรกย้ำเหมือนเดิม ไม่ต้องหาในอินเทอร์เน็ต เอาในความคิดของเรานะคะ ว่าทำไมตะกร้าสินค้ามันดูสำคัญ เริ่มทำได้ค่ะ เดี๋ยวทำงานในห้องก่อนนะคะล่าม แป๊บหนึ่ง เอาไว้ก่อนก็ได้ [สิ้นสุดการถอดความ]