﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:00.752

2
00:00:00.718 --> 00:00:01.197

3
00:00:01.227 --> 00:00:01.695

4
00:00:01.610 --> 00:00:02.160

5
00:00:02.316 --> 00:00:02.556

6
00:00:02.637 --> 00:00:03.107

7
00:00:02.767 --> 00:00:03.250

8
00:00:04.808 --> 00:00:05.215

9
00:00:05.007 --> 00:00:05.421

10
00:00:12.818 --> 00:00:13.342

11
00:00:14.746 --> 00:00:15.444

12
00:00:15.646 --> 00:00:16.201

13
00:00:17.247 --> 00:00:17.644

14
00:00:18.077 --> 00:00:18.517

15
00:00:18.717 --> 00:00:19.017

16
00:00:18.966 --> 00:00:19.332

17
00:00:19.546 --> 00:00:23.795
สวัสดีครับสวัสดีพี่ตั้มนะครับ

18
00:00:23.718 --> 00:00:27.556
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

19
00:00:27.686 --> 00:00:30.477

20
00:00:30.437 --> 00:00:30.669

21
00:00:31.276 --> 00:00:33.564
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

22
00:00:33.706 --> 00:00:33.971

23
00:00:34.666 --> 00:00:38.954
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็

24
00:00:39.089 --> 00:00:44.424
สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่า

25
00:00:44.335 --> 00:00:48.647
มีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บนึง

26
00:00:48.956 --> 00:00:49.383

27
00:00:49.276 --> 00:00:49.959

28
00:00:50.046 --> 00:00:52.016
อันนี้เราทบทวน

29
00:00:52.026 --> 00:00:54.133
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

30
00:00:54.136 --> 00:00:54.956
ว่า

31
00:00:55.036 --> 00:00:59.092
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น 3

32
00:00:59.396 --> 00:01:02.104
3 3 ประเภทใช่ไหมครับ

33
00:01:02.405 --> 00:01:04.248
อย่างแรกก็คือ

34
00:01:04.266 --> 00:01:09.263
ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

35
00:01:09.386 --> 00:01:12.363
เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย

36
00:01:12.655 --> 00:01:15.961
อักษรภาษาอังกฤษก็คือค็อกนิสโดเมน

37
00:01:15.925 --> 00:01:16.485

38
00:01:16.885 --> 00:01:20.019
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

39
00:01:19.957 --> 00:01:23.630
เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการ

40
00:01:23.736 --> 00:01:26.034
เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ

41
00:01:26.166 --> 00:01:26.735

42
00:01:26.876 --> 00:01:29.890
เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัย

43
00:01:30.015 --> 00:01:30.710

44
00:01:30.727 --> 00:01:33.604
ภาษาอังกฤษก็คือ psychomotor Domain

45
00:01:33.606 --> 00:01:34.161

46
00:01:34.306 --> 00:01:34.589

47
00:01:34.885 --> 00:01:38.430
วันการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

48
00:01:38.476 --> 00:01:42.013
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

49
00:01:42.244 --> 00:01:44.167
อารมณ์ความรู้สึก

50
00:01:44.165 --> 00:01:45.957
ก็คือด้าน

51
00:01:45.906 --> 00:01:50.103
จิตพิสัยหรือภาษาอังกฤษคือโดเมน

52
00:01:50.005 --> 00:01:52.315
อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ

53
00:01:52.436 --> 00:01:54.869
สมองร่างกายเราก็

54
00:01:54.806 --> 00:01:55.785
ติดใจ

55
00:01:55.705 --> 00:01:57.062
ครับมีอยู่ 3

56
00:01:56.985 --> 00:01:59.230
ในการเรียนรู้นะครับ

57
00:01:59.225 --> 00:01:59.698

58
00:02:01.085 --> 00:02:04.094
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

59
00:02:06.595 --> 00:02:11.715
หาที่นี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วครับว่า

60
00:02:11.593 --> 00:02:13.567
การเรียนรู้ของเรา

61
00:02:13.574 --> 00:02:15.423
ของมนุษย์เรามีกี่

62
00:02:15.814 --> 00:02:18.307
มีกี่กลุ่มนะครับที่นี้

63
00:02:18.124 --> 00:02:24.047
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองทั้งด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ย

64
00:02:24.203 --> 00:02:25.542
มันก็จะ

65
00:02:26.454 --> 00:02:29.324
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

66
00:02:29.594 --> 00:02:33.694
หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือ

67
00:02:33.623 --> 00:02:33.908

68
00:02:33.755 --> 00:02:39.962
วิธีการลับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

69
00:02:39.964 --> 00:02:40.607

70
00:02:40.604 --> 00:02:44.344
ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

71
00:02:44.524 --> 00:02:47.565
เรานึกว่ารูปแบบการเรียนรู้

72
00:02:47.523 --> 00:02:48.420
ครับ

73
00:02:48.364 --> 00:02:55.222
รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้วิธีการที่ตนเองถนัด

74
00:02:55.723 --> 00:02:56.422

75
00:02:56.754 --> 00:03:02.127
ให้ทายให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

76
00:03:02.263 --> 00:03:02.487

77
00:03:02.647 --> 00:03:03.602
ใช้

78
00:03:03.734 --> 00:03:08.616
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

79
00:03:09.503 --> 00:03:09.970

80
00:03:10.784 --> 00:03:11.104

81
00:03:11.103 --> 00:03:11.411

82
00:03:11.293 --> 00:03:11.581

83
00:03:13.533 --> 00:03:15.964
ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียน

84
00:03:17.893 --> 00:03:18.278

85
00:03:18.403 --> 00:03:27.878
อาจารย์ถามก็ได้นี่ใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำยังไงถึงจะได้รู้จักมัน

86
00:03:27.883 --> 00:03:29.552
ฉันได้เรียนรู้มันได้

87
00:03:30.193 --> 00:03:30.486

88
00:03:31.023 --> 00:03:33.399
สังเกตอะไรอีกครับ

89
00:03:33.334 --> 00:03:33.722

90
00:03:34.293 --> 00:03:36.150
ลงมือทำอะไรอีก

91
00:03:36.403 --> 00:03:36.634

92
00:03:38.003 --> 00:03:38.298

93
00:03:38.323 --> 00:03:38.541

94
00:03:38.522 --> 00:03:38.812

95
00:03:38.843 --> 00:03:39.328

96
00:03:39.283 --> 00:03:40.631
อย่างนึง

97
00:03:40.642 --> 00:03:40.870

98
00:03:41.534 --> 00:03:41.893

99
00:03:41.923 --> 00:03:44.926
การสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

100
00:03:44.923 --> 00:03:45.191

101
00:03:45.502 --> 00:03:46.054

102
00:03:46.083 --> 00:03:47.873
ดวงตาใช่ไหมครับ

103
00:03:47.812 --> 00:03:49.858
ลงมือทำก็คือการ

104
00:03:50.123 --> 00:03:50.422

105
00:03:50.242 --> 00:03:56.995
เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางนึงที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

106
00:03:57.163 --> 00:03:58.981
ในร่างในสมองเรา

107
00:04:00.493 --> 00:04:03.455
ทั้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟัง

108
00:04:03.441 --> 00:04:04.333
ครับ

109
00:04:04.282 --> 00:04:04.534

110
00:04:04.922 --> 00:04:13.604
วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

111
00:04:13.761 --> 00:04:14.517

112
00:04:14.462 --> 00:04:16.443
ซึ่งแต่ละคน

113
00:04:16.572 --> 00:04:20.504
ครับแต่ละคนมีความถนัดใน

114
00:04:20.411 --> 00:04:23.748
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

115
00:04:23.683 --> 00:04:24.436

116
00:04:24.392 --> 00:04:25.658
บางคน

117
00:04:25.671 --> 00:04:30.497
ชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าฟังจะ

118
00:04:30.413 --> 00:04:32.006
เรียนรู้ได้ง่ายกว่า

119
00:04:32.012 --> 00:04:32.535

120
00:04:32.841 --> 00:04:34.705
บางคนนะครับ

121
00:04:34.641 --> 00:04:36.093
ชอบเรียนรู้

122
00:04:36.171 --> 00:04:38.732
จากการดูการอ่าน

123
00:04:38.741 --> 00:04:42.305
ดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ

124
00:04:42.392 --> 00:04:47.088
ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

125
00:04:47.391 --> 00:04:47.961

126
00:04:48.161 --> 00:04:50.549
แต่บางคนนะครับ

127
00:04:50.522 --> 00:04:52.503
ชอบเรียนรู้จาก

128
00:04:52.441 --> 00:04:54.560
การลงมือทำจริงๆ

129
00:04:54.631 --> 00:04:55.328
นะครับ

130
00:04:55.722 --> 00:05:02.581
แต่ถนัดแบบนั้นไม่ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

131
00:05:02.441 --> 00:05:05.992
หรือไม่ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ

132
00:05:06.091 --> 00:05:07.881
ชอบการปฏิบัติ

133
00:05:07.882 --> 00:05:08.764
มากกว่า

134
00:05:09.101 --> 00:05:09.664

135
00:05:10.392 --> 00:05:11.151
อันนี้

136
00:05:11.283 --> 00:05:12.932
ดังนั้น

137
00:05:13.011 --> 00:05:18.164
นะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

138
00:05:18.141 --> 00:05:21.771
เขาเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning

139
00:05:22.041 --> 00:05:25.535
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตาน้อยที่เป็นสี

140
00:05:25.691 --> 00:05:27.169
ม่วง

141
00:05:27.491 --> 00:05:31.689
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

142
00:05:32.481 --> 00:05:35.629
อันที่สองก็คือเรียนรู้จากการฟัง

143
00:05:35.691 --> 00:05:36.965
ก็คือ

144
00:05:37.160 --> 00:05:40.703
auditory Learning

145
00:05:41.071 --> 00:05:42.995
ส่วนรูปแบบที่ 3

146
00:05:43.060 --> 00:05:43.273

147
00:05:43.321 --> 00:05:48.767
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือคล้ายนิติก Learning

148
00:05:49.079 --> 00:05:49.707

149
00:05:50.160 --> 00:05:50.455

150
00:05:50.361 --> 00:05:51.380
ที่นี้

151
00:05:51.580 --> 00:05:54.339
ก็ไม่ได้หมายความว่า

152
00:05:54.270 --> 00:05:59.128
บุคคลคนนึงจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

153
00:05:59.459 --> 00:06:02.539
คนคนนึงอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

154
00:06:02.600 --> 00:06:05.603
รวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งสองอย่าง

155
00:06:05.990 --> 00:06:12.086
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่างใช้ทั้ง 3 วิธี

156
00:06:12.140 --> 00:06:15.562
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

157
00:06:15.670 --> 00:06:19.383
แล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

158
00:06:19.700 --> 00:06:22.607
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

159
00:06:22.580 --> 00:06:23.210

160
00:06:23.609 --> 00:06:26.291
เพราะฉะนั้นนะครับเราจึง

161
00:06:26.299 --> 00:06:29.258
ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้อง

162
00:06:29.309 --> 00:06:31.279
สังเกตนักเรียน

163
00:06:31.229 --> 00:06:34.326
ครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า

164
00:06:34.370 --> 00:06:36.749
นักเรียนของเรามีความ

165
00:06:36.679 --> 00:06:40.132
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

166
00:06:40.270 --> 00:06:44.171
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียน

167
00:06:44.109 --> 00:06:45.698
หรือว่า

168
00:06:45.708 --> 00:06:47.745
ในระหว่างที่เราไป

169
00:06:48.149 --> 00:06:52.536
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับวันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

170
00:06:52.369 --> 00:06:54.029
เป็นประจำทุกปี

171
00:06:54.288 --> 00:06:54.910

172
00:06:55.250 --> 00:07:00.652
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

173
00:07:00.829 --> 00:07:01.391

174
00:07:01.469 --> 00:07:04.284
หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม

175
00:07:04.409 --> 00:07:09.091
ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับแล้วก็

176
00:07:09.089 --> 00:07:10.669
สามารถสอบถาม

177
00:07:10.688 --> 00:07:13.453
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

178
00:07:13.838 --> 00:07:16.213
เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้

179
00:07:16.198 --> 00:07:19.848
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

180
00:07:20.041 --> 00:07:20.471

181
00:07:20.879 --> 00:07:21.906

182
00:07:22.359 --> 00:07:29.375
ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

183
00:07:30.938 --> 00:07:31.384

184
00:07:31.318 --> 00:07:31.624

185
00:07:32.158 --> 00:07:32.402

186
00:07:32.859 --> 00:07:33.095

187
00:07:33.118 --> 00:07:35.027
ถูกต้องครับ

188
00:07:34.968 --> 00:07:37.533
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

189
00:07:37.538 --> 00:07:41.250
นักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

190
00:07:41.188 --> 00:07:41.948
นะครับ

191
00:07:41.888 --> 00:07:44.066
มันเป็นประโยชน์ในทั้งสอง

192
00:07:44.135 --> 00:07:46.127
ทั้งสองฝ่ายเลย

193
00:07:46.059 --> 00:07:46.351

194
00:07:46.378 --> 00:07:53.004
หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

195
00:07:53.159 --> 00:07:53.723

196
00:07:53.808 --> 00:07:57.020
เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้ว

197
00:07:57.008 --> 00:08:02.568
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

198
00:08:02.647 --> 00:08:04.572
คนเองถนัดมากที่สุด

199
00:08:04.567 --> 00:08:05.267
ครับ

200
00:08:05.207 --> 00:08:10.534
แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

201
00:08:11.297 --> 00:08:11.595

202
00:08:11.618 --> 00:08:12.325
นะครับ

203
00:08:12.518 --> 00:08:20.192
เราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน

204
00:08:20.007 --> 00:08:26.131
เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก

205
00:08:25.957 --> 00:08:27.111
ฟังมากกว่า

206
00:08:27.438 --> 00:08:32.846
มันเกินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่า

207
00:08:32.756 --> 00:08:36.474
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วย

208
00:08:36.987 --> 00:08:38.570
แนะนำนักเรียน

209
00:08:38.587 --> 00:08:43.619
วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

210
00:08:44.157 --> 00:08:44.528

211
00:08:44.477 --> 00:08:52.908
สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

212
00:08:52.937 --> 00:08:53.696

213
00:08:54.028 --> 00:08:54.313

214
00:08:54.217 --> 00:08:58.316
ความถนัดของนักเรียนขับรถจะได้จัดกิจกรรมที่

215
00:08:58.318 --> 00:09:02.867
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้

216
00:09:03.246 --> 00:09:06.368
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

217
00:09:06.386 --> 00:09:06.955

218
00:09:07.607 --> 00:09:09.135
เพราะฉะนั้นหาก

219
00:09:09.147 --> 00:09:10.157
ในห้อง

220
00:09:10.166 --> 00:09:15.417
มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมี

221
00:09:15.357 --> 00:09:21.599
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน

222
00:09:21.506 --> 00:09:24.529
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

223
00:09:24.459 --> 00:09:26.424
เป็นไปไม่ได้แน่ๆครับ

224
00:09:26.636 --> 00:09:27.773
เพราะฉะนั้น

225
00:09:27.847 --> 00:09:29.112
กิจกรรม

226
00:09:29.446 --> 00:09:34.715
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

227
00:09:34.706 --> 00:09:36.493
มีกิจกรรมที่

228
00:09:36.437 --> 00:09:44.269
ฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้

229
00:09:44.316 --> 00:09:44.614

230
00:09:44.436 --> 00:09:45.584
สังเกต

231
00:09:45.597 --> 00:09:48.995
ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

232
00:09:48.998 --> 00:09:51.491
ก็ให้มันหลากหลาย

233
00:09:51.555 --> 00:09:52.372
ที่จอด

234
00:09:52.315 --> 00:09:53.916
ตอบสนองต่อ

235
00:09:53.856 --> 00:09:57.645
รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา

236
00:09:57.636 --> 00:09:58.145

237
00:09:58.536 --> 00:09:58.822

238
00:09:59.495 --> 00:09:59.803

239
00:09:59.816 --> 00:10:00.107

240
00:10:00.136 --> 00:10:01.076

241
00:10:01.155 --> 00:10:01.537

242
00:10:01.866 --> 00:10:02.153

243
00:10:03.595 --> 00:10:03.861

244
00:10:05.455 --> 00:10:05.731

245
00:10:05.905 --> 00:10:08.296
วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

246
00:10:09.676 --> 00:10:11.656
ทีนี้เรามาดู

247
00:10:11.725 --> 00:10:12.873
ว่า

248
00:10:13.466 --> 00:10:17.121
แล้วที่สดีการเรียนรู้นะครับเราจะมา

249
00:10:17.235 --> 00:10:20.316
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะว่า

250
00:10:20.435 --> 00:10:21.259
แล้ว

251
00:10:22.235 --> 00:10:27.850
คนไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

252
00:10:27.745 --> 00:10:28.444

253
00:10:29.215 --> 00:10:36.274
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึง

254
00:10:36.835 --> 00:10:38.308
ในปัจจุบัน

255
00:10:38.254 --> 00:10:39.529
มี

256
00:10:39.474 --> 00:10:42.655
คดีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้ว

257
00:10:42.544 --> 00:10:46.007
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

258
00:10:46.325 --> 00:10:49.520
แล้วก็ถูกจากกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่ม

259
00:10:49.595 --> 00:10:52.158
มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

260
00:10:52.214 --> 00:10:54.326
หลักๆก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

261
00:10:54.335 --> 00:10:55.978
มีอยู่ 5 กลุ่ม

262
00:10:56.765 --> 00:10:57.581

263
00:10:58.175 --> 00:10:58.450

264
00:10:58.875 --> 00:10:59.155

265
00:10:59.714 --> 00:11:00.196

266
00:11:00.155 --> 00:11:05.415
ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง

267
00:11:05.474 --> 00:11:06.169

268
00:11:06.184 --> 00:11:12.954
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า learning เชอรี่ก่อนนะครับว่า

269
00:11:12.914 --> 00:11:16.352
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

270
00:11:16.365 --> 00:11:16.929

271
00:11:17.263 --> 00:11:17.509

272
00:11:17.515 --> 00:11:17.757

273
00:11:17.713 --> 00:11:20.920
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะ

274
00:11:20.984 --> 00:11:22.762
เป็นข้อความ

275
00:11:22.834 --> 00:11:28.362
เป็นหลักการเป็นกรดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับ

276
00:11:28.545 --> 00:11:35.110
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์

277
00:11:35.273 --> 00:11:40.320
ขับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ

278
00:11:40.584 --> 00:11:41.668
ครับว่า

279
00:11:42.113 --> 00:11:48.057
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้

280
00:11:47.953 --> 00:11:50.581
สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

281
00:11:51.024 --> 00:11:51.660

282
00:11:51.673 --> 00:11:56.089
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

283
00:11:56.023 --> 00:11:57.545
สิ่งนั้นของมนุษย์

284
00:11:57.873 --> 00:11:58.168

285
00:11:58.192 --> 00:11:58.767

286
00:11:59.222 --> 00:12:01.207
คำอธิบายนะครับ

287
00:12:01.153 --> 00:12:04.181
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

288
00:12:04.472 --> 00:12:05.575
หลับใน

289
00:12:05.752 --> 00:12:12.959
ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า

290
00:12:12.872 --> 00:12:14.589
มันเกิดจากการ

291
00:12:14.533 --> 00:12:15.348
ส่ง

292
00:12:15.432 --> 00:12:18.507
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

293
00:12:18.763 --> 00:12:19.554
เซลล์

294
00:12:19.533 --> 00:12:22.599
เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

295
00:12:22.733 --> 00:12:27.412
ส่งผ่านข้อมูลจาก Android แล้วก็ส่งออกไปซอย

296
00:12:27.472 --> 00:12:33.121
ก่อนก็จะไปต่อกับ Android ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อย

297
00:12:33.112 --> 00:12:34.145
ครับจ่า

298
00:12:34.203 --> 00:12:35.542
ถ้าเราจับ

299
00:12:35.483 --> 00:12:36.384
หมอยัง

300
00:12:36.512 --> 00:12:43.231
ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

301
00:12:43.231 --> 00:12:44.117

302
00:12:44.192 --> 00:12:46.754
ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว

303
00:12:47.072 --> 00:12:49.452
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็สูง

304
00:12:49.512 --> 00:12:50.218
ส่ง

305
00:12:50.352 --> 00:12:53.816
กระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

306
00:12:53.742 --> 00:12:57.844
แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

307
00:12:58.672 --> 00:13:01.678
รับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็น

308
00:13:01.752 --> 00:13:07.218
สมองส่วนพาเลทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเรา

309
00:13:07.131 --> 00:13:11.208
ขับที่สวนที่ควบคุมอวัยวะต่างๆคือส่วนนี้

310
00:13:11.422 --> 00:13:12.626
ครับหรือ

311
00:13:12.702 --> 00:13:18.073
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือ

312
00:13:18.471 --> 00:13:19.231

313
00:13:19.301 --> 00:13:25.088
ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายัง

314
00:13:25.191 --> 00:13:27.362
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

315
00:13:27.823 --> 00:13:30.023
ออฟฟี่เท่าลูกตรงนี้

316
00:13:30.001 --> 00:13:30.562

317
00:13:30.713 --> 00:13:33.546
อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

318
00:13:34.291 --> 00:13:40.003
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่

319
00:13:39.871 --> 00:13:42.911
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ใช่

320
00:13:42.751 --> 00:13:45.112
ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

321
00:13:45.110 --> 00:13:46.647
ในอดีตเขาก็

322
00:13:46.791 --> 00:13:47.076

323
00:13:47.490 --> 00:13:51.786
การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ

324
00:13:52.230 --> 00:13:56.468
ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่า

325
00:13:57.230 --> 00:14:03.773
แรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่ม

326
00:14:03.570 --> 00:14:03.781

327
00:14:03.890 --> 00:14:05.041
ไปนี้

328
00:14:05.681 --> 00:14:06.427

329
00:14:06.640 --> 00:14:07.655
เป็นกลุ่ม

330
00:14:07.791 --> 00:14:09.414
เป็น 5 กลุ่มหลักๆ

331
00:14:09.650 --> 00:14:10.670
นะครับ

332
00:14:10.611 --> 00:14:14.986
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่ม

333
00:14:15.030 --> 00:14:17.160
capitalism

334
00:14:17.851 --> 00:14:19.460
พรุ่งนี้ก็จะมี

335
00:14:19.711 --> 00:14:22.421
หลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะ

336
00:14:22.400 --> 00:14:26.199
ที่เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

337
00:14:26.559 --> 00:14:26.806

338
00:14:27.070 --> 00:14:30.167
อาจจะเคยได้ยินพับล้อใช่ไหมครับ

339
00:14:30.029 --> 00:14:31.557
ทินเนอร์ใช่ไหมครับ

340
00:14:31.949 --> 00:14:32.506

341
00:14:32.460 --> 00:14:32.661

342
00:14:33.230 --> 00:14:35.986
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

343
00:14:36.110 --> 00:14:41.769
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับหรือ Human exim

344
00:14:41.620 --> 00:14:42.306

345
00:14:42.450 --> 00:14:46.389
อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

346
00:14:46.360 --> 00:14:46.608

347
00:14:46.550 --> 00:14:51.393
สาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ

348
00:14:51.870 --> 00:14:52.687
ซึ่ง

349
00:14:52.829 --> 00:14:57.635
แต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

350
00:14:57.950 --> 00:14:59.546
เขาศึกษา

351
00:14:59.549 --> 00:15:01.285
อย่างไรครับ

352
00:15:02.189 --> 00:15:05.634
อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

353
00:15:05.578 --> 00:15:10.996
เครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

354
00:15:11.349 --> 00:15:13.844
แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์

355
00:15:13.779 --> 00:15:14.594
ไม่มีครับ

356
00:15:14.609 --> 00:15:18.629
ยังพักล็อคทดลองกับสุนัขใช่ไหม

357
00:15:18.589 --> 00:15:21.321
พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

358
00:15:21.270 --> 00:15:25.709
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

359
00:15:25.829 --> 00:15:26.534

360
00:15:26.588 --> 00:15:28.249
พอเริ่มสังเกต

361
00:15:28.638 --> 00:15:34.195
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

362
00:15:34.410 --> 00:15:39.479
นะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

363
00:15:39.589 --> 00:15:40.342

364
00:15:40.428 --> 00:15:43.443
ครับแต่มันก็อาจจะไม่

365
00:15:43.508 --> 00:15:48.774
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อยแต่ตอนนี้เป็นคน

366
00:15:49.008 --> 00:15:49.639

367
00:15:50.169 --> 00:15:50.399

368
00:15:50.428 --> 00:15:53.775
แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์

369
00:15:54.198 --> 00:15:58.059
ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

370
00:15:57.988 --> 00:16:03.497
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

371
00:16:03.677 --> 00:16:06.920
ของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรา

372
00:16:06.888 --> 00:16:07.142

373
00:16:07.208 --> 00:16:07.708

374
00:16:09.130 --> 00:16:15.373
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Human ในเสื้อเนี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่

375
00:16:15.468 --> 00:16:19.444
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

376
00:16:19.437 --> 00:16:20.067

377
00:16:20.718 --> 00:16:21.537
แล้ว

378
00:16:21.868 --> 00:16:25.994
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้

379
00:16:26.108 --> 00:16:29.442
เสื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

380
00:16:29.557 --> 00:16:30.127

381
00:16:30.267 --> 00:16:30.985
เป็นหลัก

382
00:16:31.167 --> 00:16:34.107
คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

383
00:16:34.177 --> 00:16:36.726
เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่

384
00:16:36.940 --> 00:16:39.354
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้

385
00:16:39.307 --> 00:16:39.858

386
00:16:40.707 --> 00:16:41.003

387
00:16:40.837 --> 00:16:41.112

388
00:16:41.348 --> 00:16:41.608

389
00:16:41.547 --> 00:16:45.649
วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

390
00:16:45.636 --> 00:16:47.182
ข้างล่างนะครับ

391
00:16:47.376 --> 00:16:48.520
ก็คือกลุ่ม

392
00:16:48.717 --> 00:16:50.191
ปัญญานิยม

393
00:16:50.257 --> 00:16:52.035
บางทีภาษาไทย

394
00:16:52.052 --> 00:16:54.794
เขาก็จะใช้คำว่าพุทธินิยม

395
00:16:55.127 --> 00:16:55.796

396
00:16:55.897 --> 00:16:57.939
มาจากภาษาอังกฤษคือ

397
00:16:57.947 --> 00:17:03.269
cazal นะครับมาจากคำว่าคอร์ปอเรชั่นที่แปลว่าการ

398
00:17:03.196 --> 00:17:07.125
กับการรู้คิดนะครับที่แปลว่ามีช่าง

399
00:17:06.976 --> 00:17:10.680
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

400
00:17:10.627 --> 00:17:14.319
ถ้าเป็นทฤษฎีเนี่ยมันจะลงท้ายอีกซึมนะครับ

401
00:17:14.466 --> 00:17:16.552
ไป SM ซึม

402
00:17:16.706 --> 00:17:18.575
ครับพี่ซึมก็คือ

403
00:17:18.826 --> 00:17:19.066

404
00:17:18.946 --> 00:17:21.047
เป็นการ

405
00:17:22.416 --> 00:17:22.692

406
00:17:22.666 --> 00:17:25.955
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ลิซึ่มเนี่ย

407
00:17:26.066 --> 00:17:28.504
ใช่ไหมครับก็คือ alcohol + ซึม

408
00:17:28.626 --> 00:17:32.314
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ

409
00:17:32.217 --> 00:17:34.269
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

410
00:17:34.457 --> 00:17:34.753

411
00:17:34.645 --> 00:17:37.345
ลงท้ายอีกซึ่งก็คือเรา

412
00:17:37.597 --> 00:17:42.674
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

413
00:17:42.786 --> 00:17:48.207
ก็คือคอมมิชชั่นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซึ่งเข้าไปก็คือเป็นการ

414
00:17:48.615 --> 00:17:52.573
ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด

415
00:17:52.469 --> 00:17:56.696
เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

416
00:17:56.686 --> 00:17:59.758
นะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

417
00:17:59.756 --> 00:18:01.451
คอสเมติกลิซึ่ม

418
00:18:01.495 --> 00:18:03.153
เชอรี่

419
00:18:03.865 --> 00:18:04.102

420
00:18:04.245 --> 00:18:09.511
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

421
00:18:09.566 --> 00:18:10.650
ครับพี่

422
00:18:10.655 --> 00:18:12.695
ทุกคนที่เรียน

423
00:18:13.215 --> 00:18:14.025

424
00:18:14.426 --> 00:18:21.208
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ

425
00:18:21.344 --> 00:18:22.948
คอนสตรัคติวิซึม

426
00:18:23.015 --> 00:18:28.204
คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

427
00:18:28.265 --> 00:18:30.109
การเป็นครู

428
00:18:30.705 --> 00:18:31.193

429
00:18:31.146 --> 00:18:36.404
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่า

430
00:18:36.345 --> 00:18:38.507
ทุกวันนี้มันก็ยัง

431
00:18:38.704 --> 00:18:44.831
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

432
00:18:45.055 --> 00:18:48.201
ฉันจึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัย

433
00:18:48.575 --> 00:18:49.132

434
00:18:49.274 --> 00:18:54.796
อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

435
00:18:55.236 --> 00:18:55.858

436
00:18:56.064 --> 00:18:56.278

437
00:18:56.835 --> 00:18:57.080

438
00:18:57.604 --> 00:18:57.840

439
00:18:57.793 --> 00:18:58.026

440
00:18:57.994 --> 00:18:58.261

441
00:18:58.444 --> 00:18:59.336
ซึ่ง

442
00:18:59.664 --> 00:18:59.888

443
00:19:00.175 --> 00:19:00.441

444
00:19:01.195 --> 00:19:01.667

445
00:19:01.705 --> 00:19:04.314
ที่นี้สำหรับ

446
00:19:05.104 --> 00:19:15.028
จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มนึงของตัวมันเร็วๆนะครับเพราะว่า

447
00:19:14.904 --> 00:19:17.621
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยาม

448
00:19:17.724 --> 00:19:18.429
อยาก

449
00:19:18.746 --> 00:19:21.321
ให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับ

450
00:19:22.785 --> 00:19:27.344
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต

451
00:19:27.335 --> 00:19:31.125
ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎี

452
00:19:31.114 --> 00:19:31.423

453
00:19:31.304 --> 00:19:35.636
ในกลุ่มคอนสตรัคชั่นนิสซึ่มกับ multiple intelligence

454
00:19:35.594 --> 00:19:36.220

455
00:19:36.365 --> 00:19:39.242
วันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence เนาะ

456
00:19:39.634 --> 00:19:43.215
สวัสดีพหุปัญญา Nova มนุษย์เรามี

457
00:19:43.283 --> 00:19:46.612
ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ

458
00:19:46.614 --> 00:19:50.351
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

459
00:19:50.463 --> 00:19:53.237
ครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

460
00:19:53.403 --> 00:19:54.498
เดี๋ยวเราค่อย

461
00:19:54.743 --> 00:19:56.127
ไปดูกันนะครับ

462
00:19:56.673 --> 00:20:01.229
ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

463
00:20:01.414 --> 00:20:04.550
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี

464
00:20:04.683 --> 00:20:06.418
Maleficent

465
00:20:06.603 --> 00:20:08.064
Connect แปลว่า

466
00:20:08.394 --> 00:20:10.104
แปลว่าอะไรครับคนนี้

467
00:20:10.254 --> 00:20:10.484

468
00:20:10.574 --> 00:20:13.084
เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ

469
00:20:13.523 --> 00:20:18.776
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

470
00:20:18.702 --> 00:20:22.779
ครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ

471
00:20:22.813 --> 00:20:23.048

472
00:20:24.092 --> 00:20:29.184
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวโรงเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

473
00:20:29.543 --> 00:20:30.042

474
00:20:32.102 --> 00:20:32.366

475
00:20:32.802 --> 00:20:33.034

476
00:20:33.312 --> 00:20:33.555

477
00:20:33.632 --> 00:20:39.314
อันนี้เป็นดินเนอร์ใช่ไหมครับที่จะดีของสกินเนอร์เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

478
00:20:39.143 --> 00:20:39.916
เขาก็

479
00:20:39.983 --> 00:20:41.822
สังเกตพฤติกรรมของหนู

480
00:20:41.772 --> 00:20:42.347

481
00:20:45.172 --> 00:20:45.432

482
00:20:46.383 --> 00:20:49.984
มาสโลว์ธอร์นไดค์อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับ

483
00:20:49.841 --> 00:20:50.100

484
00:20:50.102 --> 00:20:50.732

485
00:20:50.742 --> 00:20:51.036

486
00:20:50.863 --> 00:20:52.279
นาทีนี้เรา

487
00:20:52.274 --> 00:20:52.490

488
00:20:52.463 --> 00:20:55.030
มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม

489
00:20:55.102 --> 00:20:55.348

490
00:20:55.293 --> 00:20:58.030
ปัญญานิยมหรือ

491
00:20:58.102 --> 00:21:00.251
คอสเมติกลิซึ่ม

492
00:21:00.342 --> 00:21:02.986
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

493
00:21:03.362 --> 00:21:03.650

494
00:21:03.682 --> 00:21:06.894
กลไกของสมองนะครับว่า

495
00:21:06.942 --> 00:21:11.195
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

496
00:21:11.182 --> 00:21:11.751

497
00:21:12.713 --> 00:21:13.076

498
00:21:14.121 --> 00:21:17.253
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

499
00:21:17.391 --> 00:21:17.775

500
00:21:17.972 --> 00:21:20.481
สิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือ

501
00:21:20.591 --> 00:21:24.706
ตรีมูรติหรือ simile อันนี้คือสิ่งกระตุ้น

502
00:21:24.561 --> 00:21:28.881
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่รอ

503
00:21:28.791 --> 00:21:32.250
มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะ

504
00:21:32.251 --> 00:21:37.002
ทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้า

505
00:21:37.251 --> 00:21:38.783
ทุกอย่างเลยนะครับ

506
00:21:38.852 --> 00:21:41.219
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

507
00:21:41.281 --> 00:21:45.979
แล้วมามากระทบเราผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

508
00:21:46.091 --> 00:21:50.861
ขับรถเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง

509
00:21:51.021 --> 00:21:52.679
บรรยายให้เราฟัง

510
00:21:52.941 --> 00:21:56.385
นะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

511
00:21:56.532 --> 00:21:59.855
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้

512
00:21:59.931 --> 00:22:00.553

513
00:22:00.951 --> 00:22:01.985
ก็คืออันนี้

514
00:22:02.421 --> 00:22:02.991

515
00:22:03.511 --> 00:22:04.782
พ่อมัน

516
00:22:04.790 --> 00:22:09.811
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

517
00:22:10.051 --> 00:22:11.476
ประสาทสัมผัสของเรา

518
00:22:11.393 --> 00:22:12.874
ถ้าเราได้ยินเสียง

519
00:22:13.060 --> 00:22:17.047
Shenzhen ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

520
00:22:17.350 --> 00:22:18.173
ถ้า

521
00:22:18.501 --> 00:22:18.767

522
00:22:18.699 --> 00:22:23.387
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

523
00:22:23.501 --> 00:22:27.682
กระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่า

524
00:22:27.600 --> 00:22:29.822
กระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

525
00:22:29.781 --> 00:22:33.497
นักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมกัน

526
00:22:33.620 --> 00:22:34.144

527
00:22:34.330 --> 00:22:34.567

528
00:22:34.579 --> 00:22:34.856

529
00:22:35.030 --> 00:22:39.957
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรง

530
00:22:40.160 --> 00:22:40.972

531
00:22:40.990 --> 00:22:44.505
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้ว

532
00:22:45.219 --> 00:22:48.702
เขาเรียกว่า sensory Memory นะครับเป็นการ

533
00:22:48.740 --> 00:22:53.625
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ

534
00:22:54.380 --> 00:22:59.373
ส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่า

535
00:22:59.379 --> 00:23:03.377
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

536
00:23:03.470 --> 00:23:05.408
จดจำจาก

537
00:23:05.529 --> 00:23:08.460
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

538
00:23:08.538 --> 00:23:09.102

539
00:23:09.430 --> 00:23:09.736

540
00:23:09.819 --> 00:23:13.943
อ้าวพ่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้ว

541
00:23:13.979 --> 00:23:20.275
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับตัวบุคคล

542
00:23:20.329 --> 00:23:22.435
หรือตัวนักศึกษา

543
00:23:22.699 --> 00:23:27.508
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้

544
00:23:27.619 --> 00:23:28.265

545
00:23:28.389 --> 00:23:29.098
หาก

546
00:23:29.300 --> 00:23:31.650
เราไม่สนใจเราจะ

547
00:23:32.879 --> 00:23:34.917
กกคืออะไรเอ่ย

548
00:23:34.929 --> 00:23:35.165

549
00:23:35.178 --> 00:23:39.324
forget for God ก็คือลืมใช่ไหมครับ

550
00:23:39.219 --> 00:23:42.674
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

551
00:23:42.738 --> 00:23:43.527
ราคา

552
00:23:44.088 --> 00:23:49.609
ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

553
00:23:49.469 --> 00:23:52.700
ลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้

554
00:23:52.608 --> 00:23:55.516
เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้

555
00:23:55.499 --> 00:23:58.899
มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ

556
00:23:59.138 --> 00:24:02.994
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ

557
00:24:03.118 --> 00:24:04.785
เพราะตอนนี้ถ้ามัน

558
00:24:04.718 --> 00:24:07.963
ลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับ

559
00:24:08.109 --> 00:24:08.339

560
00:24:08.688 --> 00:24:13.747
ต่อมาหากเรามีความสนใจ

561
00:24:13.690 --> 00:24:15.482
graphic กระตุ้นนี้

562
00:24:15.477 --> 00:24:16.102

563
00:24:17.919 --> 00:24:21.065
ข้อมูลที่อยู่ในเซ็นจูรี่ memory

564
00:24:21.567 --> 00:24:24.760
มันจะถูกส่งมายัง working Memory

565
00:24:25.409 --> 00:24:25.910

566
00:24:26.118 --> 00:24:26.426

567
00:24:27.018 --> 00:24:27.308

568
00:24:27.207 --> 00:24:27.484

569
00:24:27.848 --> 00:24:28.094

570
00:24:28.099 --> 00:24:33.254
ความรู้ของเรานะครับมันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

571
00:24:33.478 --> 00:24:36.807
ความจำปฏิบัติการหรือ working Memory

572
00:24:36.877 --> 00:24:37.138

573
00:24:37.007 --> 00:24:37.771
นะครับ

574
00:24:37.898 --> 00:24:43.832
working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

575
00:24:43.737 --> 00:24:46.269
กลับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

576
00:24:46.487 --> 00:24:47.107

577
00:24:47.508 --> 00:24:47.771

578
00:24:47.958 --> 00:24:48.248

579
00:24:48.467 --> 00:24:54.564
แปลว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก sensory Memory

580
00:24:54.747 --> 00:24:57.296
มายัง working Memory แล้ว

581
00:24:57.376 --> 00:25:01.984
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ

582
00:25:02.307 --> 00:25:02.530

583
00:25:02.437 --> 00:25:06.406
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

584
00:25:06.537 --> 00:25:10.873
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือ

585
00:25:11.016 --> 00:25:16.837
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

586
00:25:17.176 --> 00:25:17.731

587
00:25:18.008 --> 00:25:23.266
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง working Memory ได้แล้ว

588
00:25:23.647 --> 00:25:24.187

589
00:25:25.177 --> 00:25:25.460

590
00:25:26.397 --> 00:25:27.468
ที่นี้

591
00:25:27.676 --> 00:25:27.933

592
00:25:28.256 --> 00:25:28.495

593
00:25:28.446 --> 00:25:35.128
อย่างที่บอกว่า working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

594
00:25:35.106 --> 00:25:35.804

595
00:25:35.935 --> 00:25:38.299
เราต้องมีวิธีการ

596
00:25:38.247 --> 00:25:41.044
วิธีการอย่างใดอย่างนึง

597
00:25:41.137 --> 00:25:42.591
ที่เราเรียกว่า

598
00:25:43.056 --> 00:25:44.801
เป็นโค้ช

599
00:25:45.096 --> 00:25:48.060
End Code ก็คือการเข้ารหัสนะครับ

600
00:25:47.986 --> 00:25:49.839
เราต้องมีวิธีการ

601
00:25:49.776 --> 00:25:50.040

602
00:25:50.165 --> 00:25:53.170
แปลงจาก working Memory ให้มัน

603
00:25:53.296 --> 00:25:57.449
เอามากัดเก็บไว้ในรองเทอม Memory ให้ได้

604
00:25:57.336 --> 00:25:57.909

605
00:25:58.365 --> 00:26:01.502
long term Memory คือความจำระยะยาว

606
00:26:01.627 --> 00:26:02.505

607
00:26:02.526 --> 00:26:02.731

608
00:26:02.846 --> 00:26:09.199
เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง long term Memory ได้แล้ว

609
00:26:09.126 --> 00:26:09.407

610
00:26:09.505 --> 00:26:15.322
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราไป

611
00:26:15.215 --> 00:26:15.862

612
00:26:16.237 --> 00:26:16.863

613
00:26:17.646 --> 00:26:17.940

614
00:26:18.346 --> 00:26:21.444
แล้วเอ็งโค้ดยิ่งจะทำยังไงล่ะ

615
00:26:21.235 --> 00:26:21.951

616
00:26:22.136 --> 00:26:26.941
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

617
00:26:26.935 --> 00:26:28.984
long term Memory ได้

618
00:26:29.495 --> 00:26:30.133
ครับ

619
00:26:30.206 --> 00:26:33.679
วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า

620
00:26:34.045 --> 00:26:34.254

621
00:26:34.175 --> 00:26:36.147
วิธีการใด

622
00:26:36.536 --> 00:26:40.267
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

623
00:26:40.516 --> 00:26:43.539
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

624
00:26:43.525 --> 00:26:44.162
นะครับ

625
00:26:44.164 --> 00:26:44.392

626
00:26:44.415 --> 00:26:48.263
บางคนใช้วิธีการเองโค้ดดิ้งจากการ

627
00:26:48.585 --> 00:26:51.294
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

628
00:26:51.404 --> 00:26:53.318
บางคนอาจจะทำ

629
00:26:54.095 --> 00:26:59.328
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของนายแบบให้มันจำง่ายเห็นภาพได้

630
00:26:59.795 --> 00:27:04.632
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

631
00:27:04.855 --> 00:27:09.088
แทนตัวอักษรเพื่อให้เป็นโค้ชยิ่งได้ง่ายขึ้น

632
00:27:10.495 --> 00:27:18.449
แต่มีวิธีการนึงที่ที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆ

633
00:27:18.765 --> 00:27:21.077
เรารู้ไหมว่าทำยังไง

634
00:27:22.414 --> 00:27:22.853

635
00:27:23.814 --> 00:27:24.771
รู้ไหมครับ

636
00:27:24.904 --> 00:27:29.996
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ๆในการเป็นโค้ช

637
00:27:29.844 --> 00:27:34.361
ที่เราจะสามารถแปลงจาก working Memory ไปยัง long term Memory

638
00:27:34.384 --> 00:27:34.643

639
00:27:35.736 --> 00:27:35.997

640
00:27:36.187 --> 00:27:36.471

641
00:27:36.694 --> 00:27:39.956
ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า

642
00:27:40.474 --> 00:27:43.891
การที่เราจะจำอะไรได้นานๆเนี่ยตรงเซลล์

643
00:27:44.193 --> 00:27:46.431
เซลล์ประสาทของเรา

644
00:27:46.754 --> 00:27:51.222
สงสัยเน็ตที่มันเชื่อมต่อกันระหว่างแอกซอนกับเดนไดรต์

645
00:27:50.984 --> 00:27:51.212

646
00:27:51.373 --> 00:27:51.618

647
00:27:51.494 --> 00:27:53.998
ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

648
00:27:53.934 --> 00:27:55.009
รับข้อมูล

649
00:27:55.214 --> 00:27:58.744
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี

650
00:27:58.854 --> 00:28:00.886
เราจำได้ไหมว่า

651
00:28:01.174 --> 00:28:03.656
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

652
00:28:03.733 --> 00:28:06.484
สงสัยแบบนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรง

653
00:28:09.113 --> 00:28:10.640
อาทิตย์ที่แล้ว

654
00:28:11.033 --> 00:28:11.398

655
00:28:11.354 --> 00:28:14.414
ก็คือการทำซ้ำๆนะครับ

656
00:28:14.682 --> 00:28:17.255
การทำซ้ำซ้ำจะช่วยให้

657
00:28:17.313 --> 00:28:19.633
ตำแหน่ง sinus

658
00:28:19.552 --> 00:28:20.307

659
00:28:20.704 --> 00:28:20.976

660
00:28:23.334 --> 00:28:23.577

661
00:28:23.913 --> 00:28:24.183

662
00:28:24.102 --> 00:28:24.556

663
00:28:24.362 --> 00:28:24.649

664
00:28:24.872 --> 00:28:25.114

665
00:28:25.383 --> 00:28:25.638

666
00:28:25.512 --> 00:28:25.812

667
00:28:25.703 --> 00:28:25.915

668
00:28:25.894 --> 00:28:26.156

669
00:28:26.283 --> 00:28:27.165

670
00:28:27.754 --> 00:28:30.239
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

671
00:28:30.503 --> 00:28:32.043
ตรงเนี้ย

672
00:28:32.433 --> 00:28:39.462
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวร Drive ใช่ไหมครับแล้วออกมาเอกซเรย์แล้วก็มาต่อที่เดนไดรต์ของเซลล์สัตว์

673
00:28:39.282 --> 00:28:39.851

674
00:28:40.573 --> 00:28:41.193

675
00:28:41.402 --> 00:28:41.710

676
00:28:41.723 --> 00:28:42.407
มัน

677
00:28:42.363 --> 00:28:45.439
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

678
00:28:45.372 --> 00:28:45.629

679
00:28:45.693 --> 00:28:47.146
ถ้าเราอยาก

680
00:28:47.224 --> 00:28:50.401
ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ย

681
00:28:50.303 --> 00:28:50.523

682
00:28:50.623 --> 00:28:52.935
สงสัยเน็ตตรงนี้มันต้อง

683
00:28:53.253 --> 00:28:54.857
ต่อกันให้มันแน่น

684
00:28:55.172 --> 00:28:58.782
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

685
00:28:59.272 --> 00:29:03.785
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้

686
00:29:03.692 --> 00:29:04.281
นะครับ

687
00:29:04.581 --> 00:29:09.564
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ใส่เนี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรง

688
00:29:09.392 --> 00:29:13.191
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ย

689
00:29:13.172 --> 00:29:16.729
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับ

690
00:29:16.691 --> 00:29:18.580
คำซ้ำคำซ้ำ

691
00:29:18.812 --> 00:29:23.776
ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่

692
00:29:23.742 --> 00:29:26.022
ครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

693
00:29:26.431 --> 00:29:32.765
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

694
00:29:32.901 --> 00:29:33.527
นะครับ

695
00:29:34.123 --> 00:29:39.981
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

696
00:29:40.532 --> 00:29:41.086

697
00:29:41.042 --> 00:29:43.935
มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

698
00:29:44.242 --> 00:29:44.840

699
00:29:44.882 --> 00:29:48.664
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

700
00:29:48.852 --> 00:29:49.669
เราจะ

701
00:29:49.621 --> 00:29:53.499
ช่างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็ม

702
00:29:53.462 --> 00:29:56.272
ต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก

703
00:29:56.221 --> 00:29:56.741

704
00:29:56.731 --> 00:29:57.026

705
00:29:57.051 --> 00:29:58.324
เพราะฉะนั้น

706
00:29:58.781 --> 00:29:59.025

707
00:29:59.100 --> 00:29:59.545

708
00:29:59.360 --> 00:30:01.398
การ n โค้ดดิ้ง

709
00:30:01.601 --> 00:30:03.670
นะครับการ endclothing

710
00:30:06.281 --> 00:30:07.098

711
00:30:07.240 --> 00:30:10.710
การ End โค้ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อน

712
00:30:10.512 --> 00:30:15.460
นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้เนี่ย

713
00:30:15.371 --> 00:30:15.647

714
00:30:15.891 --> 00:30:16.181

715
00:30:16.461 --> 00:30:19.809
วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ

716
00:30:20.371 --> 00:30:23.707
ทองหรือทำซ้ำๆซ้ำๆ

717
00:30:23.961 --> 00:30:27.044
ครับเดี๋ยวมันจะมาถึง long term Memory ได้

718
00:30:27.100 --> 00:30:28.901
แต่ถ้าคน

719
00:30:28.831 --> 00:30:36.892
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

720
00:30:37.222 --> 00:30:37.616

721
00:30:38.893 --> 00:30:39.109

722
00:30:39.013 --> 00:30:39.305

723
00:30:39.404 --> 00:30:40.484
ที่นี้

724
00:30:40.492 --> 00:30:43.805
พอมันอยู่ในรองเธอ Memory แล้วนะครับ

725
00:30:44.400 --> 00:30:44.694

726
00:30:45.231 --> 00:30:47.453
เราสามารถดึง

727
00:30:47.981 --> 00:30:48.541

728
00:30:48.751 --> 00:30:57.239
เราสามารถดีไซน์อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

729
00:30:58.101 --> 00:31:00.535
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง

730
00:31:00.929 --> 00:31:02.062
สมมุติว่า

731
00:31:02.080 --> 00:31:04.871
เราเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้ว

732
00:31:04.891 --> 00:31:09.689
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในรองเธอ Memory เราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า

733
00:31:09.510 --> 00:31:10.091
กลับ

734
00:31:10.150 --> 00:31:11.926
มีอาจารย์สั่ง

735
00:31:12.202 --> 00:31:13.981
งานให้เราทำ

736
00:31:14.050 --> 00:31:18.439
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในรองเท้าเมมโมรี่

737
00:31:18.290 --> 00:31:22.790
เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้

738
00:31:23.020 --> 00:31:23.453

739
00:31:23.790 --> 00:31:27.553
สามารถดึงหรือเรียกกับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา

740
00:31:27.700 --> 00:31:31.864
ครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

741
00:31:31.860 --> 00:31:36.715
long term Memory ได้กลับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว

742
00:31:37.180 --> 00:31:40.168
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

743
00:31:40.841 --> 00:31:41.848
ได้เลย

744
00:31:41.799 --> 00:31:42.304

745
00:31:42.249 --> 00:31:42.685

746
00:31:42.890 --> 00:31:43.157

747
00:31:43.209 --> 00:31:43.693

748
00:31:43.970 --> 00:31:49.174
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ working Memory แต่เราไม่สามารถ

749
00:31:49.170 --> 00:31:54.975
ส่งผ่านมายัง long term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง long term Memory ได้

750
00:31:55.119 --> 00:31:56.122
เราก็

751
00:31:56.079 --> 00:31:57.865
ลืมได้เหมือนกัน

752
00:31:57.878 --> 00:31:58.519

753
00:31:58.579 --> 00:32:00.949
มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

754
00:32:00.949 --> 00:32:01.330

755
00:32:01.399 --> 00:32:01.615

756
00:32:01.848 --> 00:32:02.471

757
00:32:02.420 --> 00:32:04.270
เพราะฉะนั้น

758
00:32:04.208 --> 00:32:08.290
ตรงเอ็นโค้ดเดอร์งานสำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการ

759
00:32:08.189 --> 00:32:09.135
ของเรา

760
00:32:09.469 --> 00:32:10.748
เพื่อแปลงจาก

761
00:32:10.752 --> 00:32:14.548
ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ

762
00:32:14.529 --> 00:32:15.994
ระยะยาว

763
00:32:16.008 --> 00:32:16.977
ไม่ได้

764
00:32:17.029 --> 00:32:17.912

765
00:32:17.858 --> 00:32:18.159

766
00:32:18.688 --> 00:32:18.920

767
00:32:18.950 --> 00:32:19.231

768
00:32:19.209 --> 00:32:25.179
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

769
00:32:25.358 --> 00:32:26.061

770
00:32:26.890 --> 00:32:31.266
เราเรียกว่าทฤษฎี information processing theory

771
00:32:31.318 --> 00:32:35.553
ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

772
00:32:35.670 --> 00:32:36.117

773
00:32:37.589 --> 00:32:37.888

774
00:32:37.978 --> 00:32:38.286

775
00:32:38.238 --> 00:32:38.471

776
00:32:38.488 --> 00:32:38.873

777
00:32:38.809 --> 00:32:39.448

778
00:32:39.389 --> 00:32:39.665

779
00:32:39.649 --> 00:32:40.134

780
00:32:40.409 --> 00:32:40.691

781
00:32:40.668 --> 00:32:40.917

782
00:32:40.859 --> 00:32:41.138

783
00:32:41.888 --> 00:32:42.180

784
00:32:42.208 --> 00:32:42.459

785
00:32:42.398 --> 00:32:42.867

786
00:32:42.718 --> 00:32:42.993

787
00:32:42.908 --> 00:32:43.184

788
00:32:43.098 --> 00:32:43.390

789
00:32:43.228 --> 00:32:44.300

790
00:32:44.247 --> 00:32:44.481

791
00:32:44.508 --> 00:32:44.751

792
00:32:44.768 --> 00:32:47.127
ทฤษฎีต่อมานะครับ

793
00:32:47.138 --> 00:32:53.369
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าคอนสตรัคติวิซึมเทียรี่

794
00:32:53.987 --> 00:32:54.634

795
00:32:55.599 --> 00:32:55.913

796
00:32:55.848 --> 00:33:00.012
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

797
00:33:00.527 --> 00:33:02.850
พี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคน

798
00:33:03.088 --> 00:33:04.429
จำเป็นต้องรู้จัก

799
00:33:04.437 --> 00:33:04.998

800
00:33:06.807 --> 00:33:07.021

801
00:33:07.057 --> 00:33:12.322
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน

802
00:33:12.379 --> 00:33:14.234
เกิดจากความ 2 ทฤษฎี

803
00:33:14.237 --> 00:33:14.481

804
00:33:14.688 --> 00:33:15.159

805
00:33:15.129 --> 00:33:15.347

806
00:33:15.898 --> 00:33:16.198

807
00:33:16.218 --> 00:33:22.834
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์

808
00:33:23.208 --> 00:33:26.553
อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

809
00:33:27.117 --> 00:33:29.813
ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

810
00:33:30.378 --> 00:33:31.076

811
00:33:31.087 --> 00:33:34.123
วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ

812
00:33:34.287 --> 00:33:37.709
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของวัยก๊อตจิ

813
00:33:38.006 --> 00:33:38.397

814
00:33:38.447 --> 00:33:40.559
อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า

815
00:33:40.497 --> 00:33:42.589
ไม่ค่อยน่าจะขุดอันนี้

816
00:33:43.128 --> 00:33:44.171
ไม่ค่อยมี

817
00:33:44.157 --> 00:33:47.415
รู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักพญาเจ

818
00:33:47.286 --> 00:33:47.590

819
00:33:47.607 --> 00:33:48.240

820
00:33:48.827 --> 00:33:52.513
คอนสตรัคติวิซึมหรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

821
00:33:52.677 --> 00:33:55.962
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

822
00:33:56.067 --> 00:33:59.128
โดยทฤษฎีแรกของเพียเจต์เนี่ย

823
00:33:59.207 --> 00:34:02.414
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

824
00:34:02.606 --> 00:34:06.575
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

825
00:34:06.886 --> 00:34:07.464

826
00:34:07.466 --> 00:34:09.458
ของตัวบุคคลแต่ละคน

827
00:34:09.396 --> 00:34:09.689

828
00:34:09.846 --> 00:34:15.038
แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

829
00:34:15.285 --> 00:34:18.819
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

830
00:34:18.936 --> 00:34:21.621
คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

831
00:34:21.756 --> 00:34:24.331
ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

832
00:34:24.705 --> 00:34:25.220

833
00:34:25.728 --> 00:34:29.745
เกาหลีลวงเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

834
00:34:29.637 --> 00:34:30.172

835
00:34:30.086 --> 00:34:30.333

836
00:34:30.467 --> 00:34:35.161
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

837
00:34:35.596 --> 00:34:41.731
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปทุกทีเข้าไปเผชิญกับ

838
00:34:41.806 --> 00:34:43.845
ปรากฏการณ์นานๆนะครับ

839
00:34:43.926 --> 00:34:46.729
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

840
00:34:47.376 --> 00:34:47.903

841
00:34:48.206 --> 00:34:51.456
แต่เขามาเพิ่มที่ไวก็อตสกี้คำว่า

842
00:34:51.805 --> 00:34:56.800
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

843
00:34:57.246 --> 00:34:57.498

844
00:34:57.445 --> 00:34:58.196
นะครับ

845
00:34:58.146 --> 00:35:01.802
เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

846
00:35:01.856 --> 00:35:03.201
เราคนเดียว

847
00:35:03.206 --> 00:35:06.084
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

848
00:35:06.215 --> 00:35:09.155
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

849
00:35:09.094 --> 00:35:09.361

850
00:35:09.224 --> 00:35:15.541
ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้ครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

851
00:35:15.695 --> 00:35:18.423
ช่วยสอนก่อนในระยะนึง

852
00:35:18.516 --> 00:35:20.120
เพื่อให้เราทำเป็น

853
00:35:20.306 --> 00:35:22.505
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

854
00:35:22.555 --> 00:35:23.889

855
00:35:23.834 --> 00:35:24.079

856
00:35:24.025 --> 00:35:25.797
เคยไหมว่า

857
00:35:26.205 --> 00:35:35.931
เราพยายามเถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองแต่มันได้แค่นี้จริงๆ

858
00:35:35.874 --> 00:35:40.284
แต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มันแนะนำ

859
00:35:40.295 --> 00:35:42.412
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

860
00:35:42.474 --> 00:35:45.169
เอารถเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

861
00:35:45.224 --> 00:35:45.950

862
00:35:45.864 --> 00:35:46.173

863
00:35:46.314 --> 00:35:49.829
กระบวนการเนี่ยเป็นคำอธิบายของไวก็อตสกี้

864
00:35:49.774 --> 00:35:50.418

865
00:35:50.866 --> 00:35:58.384
กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของเพียเจต์

866
00:35:58.555 --> 00:35:59.127

867
00:35:59.385 --> 00:35:59.677

868
00:36:00.154 --> 00:36:00.402

869
00:36:00.406 --> 00:36:01.690
ปีนี้เรา

870
00:36:02.005 --> 00:36:04.395
มาดูรายละเอียดเขาว่า

871
00:36:05.474 --> 00:36:07.521
เฮียเจอธิบาย

872
00:36:07.454 --> 00:36:08.270
ถึง

873
00:36:09.055 --> 00:36:13.171
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

874
00:36:13.484 --> 00:36:15.797
ไหวอย่างไรนะครับ

875
00:36:16.424 --> 00:36:16.787

876
00:36:18.534 --> 00:36:19.808
แต่ละคน

877
00:36:19.883 --> 00:36:20.651
นะครับ

878
00:36:20.595 --> 00:36:23.337
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

879
00:36:23.284 --> 00:36:24.061
2

880
00:36:24.433 --> 00:36:25.564
ลักษณะ

881
00:36:25.584 --> 00:36:26.717
ครับก็คือ

882
00:36:26.864 --> 00:36:28.719
กระบวนการดูดซึม

883
00:36:28.984 --> 00:36:33.842
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองกับมี 2 อย่าง

884
00:36:34.295 --> 00:36:39.425
samaritan นะครับ at simulation คือการดูดซึม

885
00:36:39.684 --> 00:36:40.313

886
00:36:41.084 --> 00:36:42.157
สวนญี่ปุ่น

887
00:36:42.174 --> 00:36:47.127
คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

888
00:36:47.113 --> 00:36:48.710
vaccination

889
00:36:48.643 --> 00:36:50.181
มี 2 อย่าง

890
00:36:50.243 --> 00:36:51.131

891
00:36:51.084 --> 00:36:51.772

892
00:36:51.843 --> 00:36:55.320
assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

893
00:36:56.913 --> 00:37:00.559
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

894
00:37:01.463 --> 00:37:02.411
ให้มัน

895
00:37:02.872 --> 00:37:03.316

896
00:37:03.444 --> 00:37:06.849
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

897
00:37:06.773 --> 00:37:07.470

898
00:37:08.833 --> 00:37:14.206
ถ้ามัน 3 ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้เนี่ย

899
00:37:14.203 --> 00:37:17.039
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

900
00:37:17.094 --> 00:37:17.614

901
00:37:17.674 --> 00:37:17.941

902
00:37:17.863 --> 00:37:19.739
อะหยังเช่นว่า

903
00:37:20.613 --> 00:37:21.042

904
00:37:20.873 --> 00:37:23.896
เด็กคนนึงนะครับเกิดมาแล้วเห็น

905
00:37:23.827 --> 00:37:24.575
ไก่

906
00:37:25.293 --> 00:37:26.443
ครั้งแรก

907
00:37:26.442 --> 00:37:27.197
กลับ

908
00:37:27.153 --> 00:37:28.076
ในปี

909
00:37:27.982 --> 00:37:28.688
มี

910
00:37:28.883 --> 00:37:29.889
หาง

911
00:37:29.904 --> 00:37:31.975
ครับมีขา 2 ขา

912
00:37:31.953 --> 00:37:33.093
กลับแล้ว

913
00:37:33.754 --> 00:37:39.013
แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก

914
00:37:39.832 --> 00:37:42.028
รับซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก

915
00:37:42.463 --> 00:37:42.775

916
00:37:43.162 --> 00:37:43.456

917
00:37:43.743 --> 00:37:46.563
ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงไม่เห็นเป็ด

918
00:37:47.265 --> 00:37:48.864
อีกเหมือนกัน

919
00:37:48.802 --> 00:37:51.758
ได้ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมัน

920
00:37:52.003 --> 00:37:55.905
ต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ้องค้าเหมือนกัน

921
00:37:55.842 --> 00:38:00.306
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

922
00:38:00.522 --> 00:38:01.941
แบบเนี้ย

923
00:38:02.002 --> 00:38:02.284

924
00:38:02.252 --> 00:38:07.014
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกัน

925
00:38:06.932 --> 00:38:07.509

926
00:38:07.512 --> 00:38:07.761

927
00:38:07.702 --> 00:38:12.200
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

928
00:38:12.374 --> 00:38:17.416
ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์

929
00:38:17.242 --> 00:38:17.756

930
00:38:17.952 --> 00:38:18.185

931
00:38:18.141 --> 00:38:21.018
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

932
00:38:21.022 --> 00:38:23.677
ครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน

933
00:38:23.911 --> 00:38:24.261

934
00:38:24.231 --> 00:38:24.728

935
00:38:24.803 --> 00:38:31.376
ถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้

936
00:38:31.472 --> 00:38:34.271
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

937
00:38:34.602 --> 00:38:35.116

938
00:38:36.202 --> 00:38:36.632

939
00:38:36.721 --> 00:38:38.639
แต่เมื่อใดก็ตาม

940
00:38:38.640 --> 00:38:39.211

941
00:38:39.412 --> 00:38:41.269
ถ้าความรู้ใหม่

942
00:38:42.291 --> 00:38:46.528
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

943
00:38:46.521 --> 00:38:54.634
นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น

944
00:38:54.911 --> 00:38:55.482

945
00:38:55.620 --> 00:38:58.043
อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ

946
00:38:57.991 --> 00:39:01.778
Communication หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

947
00:39:01.831 --> 00:39:02.412

948
00:39:02.981 --> 00:39:04.200
ง่ายๆก็คือ

949
00:39:04.141 --> 00:39:10.379
ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

950
00:39:10.862 --> 00:39:11.760
นักเรียน

951
00:39:11.830 --> 00:39:16.122
กลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

952
00:39:16.121 --> 00:39:18.810
assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

953
00:39:19.191 --> 00:39:19.614

954
00:39:19.658 --> 00:39:24.738
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

955
00:39:25.210 --> 00:39:27.433
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย

956
00:39:27.450 --> 00:39:27.994

957
00:39:28.160 --> 00:39:28.732

958
00:39:28.870 --> 00:39:32.862
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแอคคอมโมเดชั่นแทน

959
00:39:33.282 --> 00:39:33.811

960
00:39:34.181 --> 00:39:36.030
ดังนั้น

961
00:39:35.911 --> 00:39:38.546
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

962
00:39:39.181 --> 00:39:46.269
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

963
00:39:46.610 --> 00:39:49.886
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

964
00:39:50.260 --> 00:39:51.042
ก่อน

965
00:39:51.089 --> 00:39:51.675

966
00:39:52.181 --> 00:39:58.020
อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายาม

967
00:39:58.140 --> 00:40:02.387
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

968
00:40:02.560 --> 00:40:04.557
กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

969
00:40:04.679 --> 00:40:08.569
ใหม่ในวันนี้ค่ะพยายามเชื่อมโยงให้ได้

970
00:40:08.449 --> 00:40:11.208
นักเรียนจะได้เกิด exhalation

971
00:40:11.399 --> 00:40:12.737
ได้ง่ายกว่า

972
00:40:12.880 --> 00:40:13.398

973
00:40:13.580 --> 00:40:13.871

974
00:40:15.049 --> 00:40:15.999
ที่นี่

975
00:40:16.200 --> 00:40:16.436

976
00:40:16.400 --> 00:40:21.489
กระบวนการแอคคอมโมเดชั่นกับ assassination นะครับมันก็

977
00:40:21.719 --> 00:40:22.531
มี

978
00:40:23.119 --> 00:40:23.356

979
00:40:23.509 --> 00:40:26.516
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

980
00:40:26.519 --> 00:40:29.275
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

981
00:40:29.919 --> 00:40:35.419
แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับแต่ว่า

982
00:40:35.299 --> 00:40:37.020
2 กระบวนการนี้

983
00:40:37.030 --> 00:40:38.239
มันก็

984
00:40:38.629 --> 00:40:40.350
มีการเรียนรู้จัก

985
00:40:40.679 --> 00:40:43.626
จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

986
00:40:43.818 --> 00:40:47.361
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

987
00:40:47.400 --> 00:40:48.958
ซึ่งเพียงเจ

988
00:40:49.259 --> 00:40:51.818
ก็ได้ศึกษาถึง

989
00:40:51.889 --> 00:40:54.893
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

990
00:40:54.958 --> 00:40:55.534

991
00:40:55.729 --> 00:40:57.453
เขาเสนอทฤษฎี

992
00:40:57.518 --> 00:41:02.679
พัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

993
00:41:02.908 --> 00:41:03.412

994
00:41:03.479 --> 00:41:03.775

995
00:41:03.678 --> 00:41:07.460
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี

996
00:41:07.908 --> 00:41:10.285
ขับแล้วก็เขาก็สรุปว่า

997
00:41:10.718 --> 00:41:16.255
ลูกของเขาทั้งสามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัย

998
00:41:16.168 --> 00:41:16.793

999
00:41:17.198 --> 00:41:18.597
แต่ละช่วงวัย

1000
00:41:18.599 --> 00:41:21.287
มีการเรียนรู้เหมือนกันใช้

1001
00:41:21.739 --> 00:41:24.245
ลักษณะการเรียนรู้เหมือนกัน

1002
00:41:24.307 --> 00:41:26.941
กลับแต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

1003
00:41:27.188 --> 00:41:35.015
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

1004
00:41:34.938 --> 00:41:37.180
ครับแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

1005
00:41:37.628 --> 00:41:40.248
โดยช่วงวัยแรกนะครับ

1006
00:41:40.270 --> 00:41:40.509

1007
00:41:40.517 --> 00:41:45.106
เป็นช่วงวัยในช่วง 0 ถึง 2 ปีนะครับรอเรียกว่า

1008
00:41:45.057 --> 00:41:48.222
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

1009
00:41:49.097 --> 00:41:57.169
ชื่อบอกไม่ง่ายเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีเนี่ย

1010
00:41:57.488 --> 00:41:58.311
เขายัง

1011
00:41:58.388 --> 00:42:00.901
แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

1012
00:42:01.648 --> 00:42:02.494
ที่นี้

1013
00:42:02.867 --> 00:42:08.212
ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ

1014
00:42:08.247 --> 00:42:14.273
ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วันแรกเดี๋ยวจะเรียนรู้จากการสัมผัส

1015
00:42:14.207 --> 00:42:15.683
เป็นหลักนะครับพี่

1016
00:42:15.617 --> 00:42:16.121

1017
00:42:16.318 --> 00:42:16.946

1018
00:42:17.087 --> 00:42:21.126
จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

1019
00:42:21.387 --> 00:42:22.728
จะหยิบไปก่อน

1020
00:42:22.727 --> 00:42:26.048
ได้หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อย

1021
00:42:26.438 --> 00:42:32.624
อัพเดทก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

1022
00:42:32.787 --> 00:42:35.351
ฉันต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บ

1023
00:42:35.538 --> 00:42:36.108

1024
00:42:36.118 --> 00:42:39.395
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส

1025
00:42:39.317 --> 00:42:41.373
ซับในช่วง 2 วันแรก

1026
00:42:41.877 --> 00:42:42.513

1027
00:42:43.227 --> 00:42:43.521

1028
00:42:43.927 --> 00:42:44.556

1029
00:42:44.566 --> 00:42:44.962

1030
00:42:45.087 --> 00:42:45.469

1031
00:42:45.537 --> 00:42:46.876

1032
00:42:46.877 --> 00:42:53.048
หาที่นี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี

1033
00:42:53.096 --> 00:42:53.729

1034
00:42:53.867 --> 00:42:57.806
หรือช่วงซึ่งหรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิด

1035
00:42:57.706 --> 00:42:58.276

1036
00:42:58.217 --> 00:42:58.510

1037
00:42:58.477 --> 00:43:03.424
ดวง 2-7 ปีช่วงนี้จะเรียนรู้จาก

1038
00:43:03.276 --> 00:43:03.537

1039
00:43:03.915 --> 00:43:04.143

1040
00:43:04.046 --> 00:43:04.363

1041
00:43:04.436 --> 00:43:06.791
ยังไงเอ่ยเราจำได้ไหมครับว่าช่วง

1042
00:43:06.736 --> 00:43:08.458
อายุเท่านี้ลง

1043
00:43:08.597 --> 00:43:08.841

1044
00:43:09.107 --> 00:43:11.031
เริ่มเรียนรู้จากอะไร

1045
00:43:12.696 --> 00:43:12.961

1046
00:43:13.206 --> 00:43:13.677

1047
00:43:13.716 --> 00:43:13.977

1048
00:43:13.846 --> 00:43:15.512
เรียนรู้จากการอ่าน

1049
00:43:15.446 --> 00:43:16.846
เลยได้ไหม

1050
00:43:16.987 --> 00:43:17.228

1051
00:43:17.236 --> 00:43:18.514
ณตอนนั้น

1052
00:43:18.976 --> 00:43:21.745
อย่างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ย

1053
00:43:21.727 --> 00:43:22.092

1054
00:43:22.177 --> 00:43:23.511
สิ่งที่มันเป็น

1055
00:43:24.096 --> 00:43:25.825
รูปภาพใช่ไหมครับ

1056
00:43:26.537 --> 00:43:28.997
เราเรียนจัดสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

1057
00:43:29.416 --> 00:43:34.207
กลับยังตอนสอดโรงเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

1058
00:43:34.996 --> 00:43:36.753
ยังไงครับขอเอารูป

1059
00:43:36.715 --> 00:43:43.370
ภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

1060
00:43:43.516 --> 00:43:46.206
เริ่มจากเอาผลไม้เอา 2 ลูก

1061
00:43:46.326 --> 00:43:51.983
แอปเปิ้ล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิ้ล 3 ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูก

1062
00:43:52.155 --> 00:43:57.446
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก

1063
00:43:57.795 --> 00:44:02.563
ในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2 ถึง 7 ปีเนี่ย

1064
00:44:02.535 --> 00:44:05.409
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1065
00:44:05.545 --> 00:44:07.721
จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1066
00:44:08.176 --> 00:44:08.431

1067
00:44:08.496 --> 00:44:09.007

1068
00:44:09.004 --> 00:44:09.274

1069
00:44:10.035 --> 00:44:10.321

1070
00:44:10.225 --> 00:44:13.339
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

1071
00:44:13.295 --> 00:44:16.178
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

1072
00:44:16.315 --> 00:44:19.242
นักเรียนของเรานะครับเราจะได้

1073
00:44:19.514 --> 00:44:24.083
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

1074
00:44:25.276 --> 00:44:29.955
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

1075
00:44:29.884 --> 00:44:31.284
ช่วงนี้

1076
00:44:31.435 --> 00:44:32.152
นะครับ

1077
00:44:32.135 --> 00:44:36.641
เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม

1078
00:44:37.385 --> 00:44:37.813

1079
00:44:37.835 --> 00:44:44.577
7-11 ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

1080
00:44:44.685 --> 00:44:49.964
สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

1081
00:44:50.774 --> 00:44:51.359

1082
00:44:51.415 --> 00:44:51.909

1083
00:44:52.184 --> 00:44:53.072

1084
00:44:53.144 --> 00:44:57.627
เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับ

1085
00:44:57.636 --> 00:44:59.548
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

1086
00:44:59.674 --> 00:45:03.967
ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข

1087
00:45:04.294 --> 00:45:07.640
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

1088
00:45:07.754 --> 00:45:10.080
ครับ 100 มากกว่า 20

1089
00:45:10.564 --> 00:45:12.556
มากขนาดไหนยังไงครับ

1090
00:45:12.814 --> 00:45:19.339
ขายตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

1091
00:45:19.723 --> 00:45:21.609
อัพเดทถึง 11 ปี

1092
00:45:21.973 --> 00:45:23.387
แล้วสามารถ

1093
00:45:23.705 --> 00:45:28.691
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

1094
00:45:28.704 --> 00:45:30.735
กับ 7-11 ดีเนี่ย

1095
00:45:30.624 --> 00:45:34.913
เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

1096
00:45:35.233 --> 00:45:35.816
นะครับ

1097
00:45:36.123 --> 00:45:37.475
แต่ถ้าเป็น

1098
00:45:37.604 --> 00:45:46.294
ต่ำกว่า 7 ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดยังไงเราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

1099
00:45:46.443 --> 00:45:49.383
แต่ 7-11 ปีเริ่ม

1100
00:45:49.325 --> 00:45:52.203
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว

1101
00:45:52.333 --> 00:45:52.777

1102
00:45:55.413 --> 00:45:56.679
ส่วน

1103
00:45:57.073 --> 00:45:58.408
อายุ

1104
00:45:58.553 --> 00:45:59.105

1105
00:45:59.193 --> 00:46:03.877
11-15 ปีรายนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

1106
00:46:04.255 --> 00:46:06.612
การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ

1107
00:46:06.754 --> 00:46:08.785
ที่เขาศึกษานะครับ

1108
00:46:08.473 --> 00:46:10.274
ก็คือเด็กสามารถ

1109
00:46:10.343 --> 00:46:15.089
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้

1110
00:46:15.143 --> 00:46:15.964
มี

1111
00:46:15.913 --> 00:46:19.953
ตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

1112
00:46:19.883 --> 00:46:20.454

1113
00:46:20.593 --> 00:46:22.905
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

1114
00:46:23.083 --> 00:46:28.436
11-15 ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้มีไข้เกี่ยวกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

1115
00:46:28.343 --> 00:46:28.643

1116
00:46:28.792 --> 00:46:29.088

1117
00:46:29.113 --> 00:46:29.549

1118
00:46:30.833 --> 00:46:31.121

1119
00:46:31.602 --> 00:46:31.833

1120
00:46:31.733 --> 00:46:32.026

1121
00:46:31.993 --> 00:46:32.220

1122
00:46:32.112 --> 00:46:32.539

1123
00:46:32.312 --> 00:46:33.135

1124
00:46:33.142 --> 00:46:37.856
ซึ่งเพียเจต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

1125
00:46:37.883 --> 00:46:40.507
บุคคลแต่ละคนนะครับ

1126
00:46:40.953 --> 00:46:43.403
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

1127
00:46:43.712 --> 00:46:45.323
คนเราแต่ละคน

1128
00:46:45.632 --> 00:46:46.403

1129
00:46:47.812 --> 00:46:48.031

1130
00:46:47.943 --> 00:46:53.863
ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกลก็คือ

1131
00:46:53.711 --> 00:46:53.989

1132
00:46:54.352 --> 00:47:00.831
assimilation กับ accommodation นะครับการดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

1133
00:47:01.142 --> 00:47:02.225
กลับแล้ว

1134
00:47:03.063 --> 00:47:08.557
แต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

1135
00:47:08.512 --> 00:47:09.464
ตามวัย

1136
00:47:09.532 --> 00:47:14.890
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

1137
00:47:15.102 --> 00:47:15.329

1138
00:47:15.232 --> 00:47:15.489

1139
00:47:15.363 --> 00:47:15.585

1140
00:47:15.752 --> 00:47:17.928
อันนี้เป็นส่วนของเกียร์ J

1141
00:47:18.311 --> 00:47:18.870

1142
00:47:18.822 --> 00:47:19.241

1143
00:47:19.971 --> 00:47:20.205

1144
00:47:20.482 --> 00:47:20.691

1145
00:47:21.511 --> 00:47:21.723

1146
00:47:21.832 --> 00:47:24.630
ต่อมาไวก็อตสกี้

1147
00:47:25.422 --> 00:47:25.863

1148
00:47:25.671 --> 00:47:25.971

1149
00:47:26.123 --> 00:47:29.361
White God ที่จะอธิบายถึง

1150
00:47:29.582 --> 00:47:29.824

1151
00:47:29.773 --> 00:47:30.525

1152
00:47:32.531 --> 00:47:37.348
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

1153
00:47:37.392 --> 00:47:40.181
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

1154
00:47:40.153 --> 00:47:44.809
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า Social

1155
00:47:44.761 --> 00:47:45.710

1156
00:47:45.661 --> 00:47:47.855
แต่ถ้าเกียร์ J คือ

1157
00:47:48.481 --> 00:47:52.394
ยินดีด้วยนะครับส่วนบุคคล

1158
00:47:52.642 --> 00:47:53.150

1159
00:47:53.222 --> 00:47:56.436
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไปเอกสารให้นะครับ

1160
00:47:56.682 --> 00:47:58.298
ในภายหลังนะครับ

1161
00:47:58.411 --> 00:47:59.815
เอกสารของวันนี้

1162
00:48:02.061 --> 00:48:02.741

1163
00:48:02.702 --> 00:48:02.950

1164
00:48:03.531 --> 00:48:03.778

1165
00:48:03.721 --> 00:48:07.414
ถ้าเป็นเพียงเจคือ indigoskin

1166
00:48:07.251 --> 00:48:07.527

1167
00:48:07.382 --> 00:48:10.130
วีดีโอคือส่วนบุคคลนะครับ

1168
00:48:10.511 --> 00:48:11.787
ส่วนบุคคล

1169
00:48:11.731 --> 00:48:11.985

1170
00:48:12.050 --> 00:48:12.345

1171
00:48:13.721 --> 00:48:14.016

1172
00:48:14.040 --> 00:48:18.963
ทีนี้เรามาดูไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร

1173
00:48:18.841 --> 00:48:19.097

1174
00:48:19.101 --> 00:48:19.409

1175
00:48:19.931 --> 00:48:23.797
ไวก็อตสกี้จะให้ความสำคัญกับการ

1176
00:48:23.780 --> 00:48:25.174
ช่วยเหลือ

1177
00:48:25.381 --> 00:48:25.594

1178
00:48:26.081 --> 00:48:28.335
ในการเรียนรู้

1179
00:48:28.510 --> 00:48:32.960
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding

1180
00:48:32.941 --> 00:48:34.745
coding คือการ

1181
00:48:34.731 --> 00:48:37.620
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

1182
00:48:37.624 --> 00:48:42.694
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่าสแคฟโฟลดิง

1183
00:48:42.870 --> 00:48:46.155
บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

1184
00:48:46.391 --> 00:48:49.821
บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้

1185
00:48:50.040 --> 00:48:52.728
บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้าน

1186
00:48:53.051 --> 00:48:53.567

1187
00:48:54.081 --> 00:48:56.498
เนี่ยไอ้ตัวนี้คือ coding

1188
00:48:56.451 --> 00:48:56.736

1189
00:48:57.091 --> 00:48:58.111

1190
00:48:58.180 --> 00:49:01.679
นึกว่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

1191
00:49:02.601 --> 00:49:02.835

1192
00:49:02.860 --> 00:49:07.346
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

1193
00:49:07.981 --> 00:49:11.057
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

1194
00:49:11.060 --> 00:49:16.456
เขาเอาคำว่าสเก็ต 4 หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึง

1195
00:49:16.630 --> 00:49:21.570
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

1196
00:49:22.460 --> 00:49:23.019

1197
00:49:23.030 --> 00:49:23.400

1198
00:49:23.480 --> 00:49:26.293
ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

1199
00:49:26.301 --> 00:49:28.291
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

1200
00:49:28.350 --> 00:49:31.900
คุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

1201
00:49:32.189 --> 00:49:35.325
เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียน

1202
00:49:35.400 --> 00:49:38.657
เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู

1203
00:49:38.600 --> 00:49:39.226

1204
00:49:39.879 --> 00:49:42.982
หรืออาจจะเป็นเพียงก็คือเพื่อนนะครับ

1205
00:49:43.350 --> 00:49:44.958
ยานี้ก็คือเพื่อน

1206
00:49:45.460 --> 00:49:48.277
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

1207
00:49:48.529 --> 00:49:49.158

1208
00:49:49.299 --> 00:49:49.549

1209
00:49:49.428 --> 00:49:53.149
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

1210
00:49:53.340 --> 00:49:56.926
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

1211
00:49:57.239 --> 00:49:58.640
ให้นักเรียน

1212
00:49:59.160 --> 00:50:01.592
เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1213
00:50:01.670 --> 00:50:05.538
หรืออาจจะเป็น True ก็คืออุปกรณ์ที่คือ

1214
00:50:05.570 --> 00:50:06.199
นะครับ

1215
00:50:06.269 --> 00:50:10.505
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1216
00:50:11.209 --> 00:50:11.829

1217
00:50:13.191 --> 00:50:17.764
เมื่อนักเรียนเมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

1218
00:50:17.679 --> 00:50:18.373

1219
00:50:18.829 --> 00:50:22.290
แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

1220
00:50:22.479 --> 00:50:23.196
นะครับ

1221
00:50:24.090 --> 00:50:25.355
สุดท้าย

1222
00:50:25.370 --> 00:50:27.764
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

1223
00:50:28.569 --> 00:50:32.739
เราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออก

1224
00:50:33.379 --> 00:50:41.541
การทำสเก็ต folding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป

1225
00:50:41.318 --> 00:50:47.723
อาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

1226
00:50:47.908 --> 00:50:53.370
เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว

1227
00:50:53.939 --> 00:50:56.315
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา

1228
00:50:56.308 --> 00:50:56.824

1229
00:50:57.019 --> 00:51:00.666
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย

1230
00:51:01.178 --> 00:51:01.685

1231
00:51:02.138 --> 00:51:06.739
ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเรา

1232
00:51:07.008 --> 00:51:11.305
ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

1233
00:51:11.489 --> 00:51:13.147
ให้ไปถึง

1234
00:51:13.418 --> 00:51:15.734
โซนตัวสีแดงๆนะครับ

1235
00:51:15.588 --> 00:51:17.002
Zone Off

1236
00:51:16.998 --> 00:51:19.693
experiment

1237
00:51:20.330 --> 00:51:25.614
Zone of proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น Z TD

1238
00:51:26.097 --> 00:51:28.426
Z p d นี้ก็คือ

1239
00:51:28.398 --> 00:51:32.435
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

1240
00:51:32.446 --> 00:51:33.963
จะไปถึง

1241
00:51:33.977 --> 00:51:34.686

1242
00:51:34.807 --> 00:51:37.783
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

1243
00:51:38.397 --> 00:51:38.651

1244
00:51:38.658 --> 00:51:41.289
เราเรียกว่า Zone of proximal Development

1245
00:51:41.598 --> 00:51:41.865

1246
00:51:41.787 --> 00:51:44.442
คืออะไรเส้น PD คืออะไร

1247
00:51:44.608 --> 00:51:49.945
ลองมาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

1248
00:51:49.798 --> 00:51:50.699
ใช่ไหมครับ

1249
00:51:51.207 --> 00:51:51.773

1250
00:51:51.980 --> 00:51:53.967
มีวงสีเหลือง

1251
00:51:54.229 --> 00:51:55.860
มีวงสี

1252
00:51:56.588 --> 00:51:59.539
ชมพูกับมีวงสีม่วง

1253
00:51:59.597 --> 00:52:00.163

1254
00:52:00.367 --> 00:52:00.653

1255
00:52:00.687 --> 00:52:02.472
วงสีเหลือง

1256
00:52:02.617 --> 00:52:07.140
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

1257
00:52:07.477 --> 00:52:11.517
นะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้

1258
00:52:12.288 --> 00:52:14.661
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง

1259
00:52:14.786 --> 00:52:19.168
พานักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตามเกียเจอย่างเดียว

1260
00:52:19.017 --> 00:52:19.520

1261
00:52:19.908 --> 00:52:25.285
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้ใน

1262
00:52:25.927 --> 00:52:27.752
แค่ในขอบเขตเท่านี้

1263
00:52:28.177 --> 00:52:28.855
นะครับ

1264
00:52:28.817 --> 00:52:30.944
เขียนได้แค่ใน GOT7 เท่านี้

1265
00:52:31.118 --> 00:52:31.371

1266
00:52:31.627 --> 00:52:32.144

1267
00:52:32.907 --> 00:52:38.564
บางทีแต่ว่านักเรียนคนนึงอาจจะมีศักยภาพสูงสุด

1268
00:52:38.807 --> 00:52:42.404
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้

1269
00:52:42.647 --> 00:52:43.279

1270
00:52:43.357 --> 00:52:47.940
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

1271
00:52:48.155 --> 00:52:50.008
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

1272
00:52:51.426 --> 00:52:54.341
ทีนี้พอเรามีสแคฟโฟลดิงเข้าไป

1273
00:52:54.305 --> 00:52:54.964

1274
00:52:55.016 --> 00:52:58.169
เราใส่สแคฟโฟลดิงหรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

1275
00:52:58.346 --> 00:53:00.586
นักเรียนจะสามารถ

1276
00:53:00.976 --> 00:53:05.465
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

1277
00:53:05.456 --> 00:53:07.499
ครับในวงสีชมพู

1278
00:53:08.027 --> 00:53:08.915

1279
00:53:08.856 --> 00:53:09.091

1280
00:53:09.046 --> 00:53:12.276
What I Can Do With help ก็คือ

1281
00:53:12.376 --> 00:53:16.677
สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

1282
00:53:16.985 --> 00:53:18.800
เขาจะทำได้มากขึ้น

1283
00:53:18.975 --> 00:53:21.468
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น

1284
00:53:21.917 --> 00:53:22.494

1285
00:53:22.946 --> 00:53:23.184

1286
00:53:24.027 --> 00:53:29.583
ตรงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า Zone of proximal Development นะครับ

1287
00:53:29.736 --> 00:53:34.928
เป็นโซนเป็นขอบเขตสะแกภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

1288
00:53:35.246 --> 00:53:35.875
นะครับ

1289
00:53:36.716 --> 00:53:40.322
แต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีสแคฟโฟลดิงเข้ามา

1290
00:53:41.145 --> 00:53:42.090
ช่วย

1291
00:53:42.105 --> 00:53:42.736

1292
00:53:43.255 --> 00:53:47.786
ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

1293
00:53:47.866 --> 00:53:50.032
เราไม่สามารถทำได้

1294
00:53:50.177 --> 00:53:52.408
เกินความสามารถเราจริงๆ

1295
00:53:52.665 --> 00:53:57.784
แม้ว่าจะมีสแคฟโฟลดิงแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว

1296
00:53:57.606 --> 00:53:57.858

1297
00:53:57.925 --> 00:53:59.519
แต่เราไปไม่ถึง

1298
00:53:59.976 --> 00:54:00.673
นะครับ

1299
00:54:02.145 --> 00:54:02.430

1300
00:54:02.275 --> 00:54:08.475
แต่ว่าแซ่บ PD คือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

1301
00:54:08.555 --> 00:54:09.126

1302
00:54:09.266 --> 00:54:13.538
ทำให้เราไปที่ดึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

1303
00:54:13.494 --> 00:54:15.857
อันนี้แหละที่เขาบอกว่า

1304
00:54:16.186 --> 00:54:17.452
คุณครู

1305
00:54:17.525 --> 00:54:19.977
ควรสอนให้นักเรียน

1306
00:54:19.955 --> 00:54:23.223
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

1307
00:54:23.615 --> 00:54:24.545
วันนี้ครับ

1308
00:54:24.895 --> 00:54:29.710
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

1309
00:54:29.954 --> 00:54:34.057
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

1310
00:54:34.626 --> 00:54:37.904
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

1311
00:54:38.474 --> 00:54:43.493
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

1312
00:54:43.784 --> 00:54:46.577
เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่

1313
00:54:47.125 --> 00:54:48.745
จัดให้เต็มที่

1314
00:54:48.785 --> 00:54:51.500
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

1315
00:54:51.925 --> 00:54:52.169

1316
00:54:52.184 --> 00:54:54.735
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่ 72

1317
00:54:55.005 --> 00:54:59.634
บางคนเราไม่มีสแคฟโฟลดิงเลยเขาไปถึง 74 อยู่แล้ว

1318
00:54:59.484 --> 00:55:00.271
ไหมครับ

1319
00:55:00.504 --> 00:55:05.704
สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

1320
00:55:05.955 --> 00:55:06.594

1321
00:55:06.533 --> 00:55:12.018
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้

1322
00:55:12.434 --> 00:55:12.994

1323
00:55:14.544 --> 00:55:14.917

1324
00:55:14.924 --> 00:55:15.352

1325
00:55:15.304 --> 00:55:16.645
อันนี้เป็น

1326
00:55:16.584 --> 00:55:19.010
คำอธิบายของทฤษฎี

1327
00:55:18.954 --> 00:55:19.192

1328
00:55:19.924 --> 00:55:22.933
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่ง

1329
00:55:23.313 --> 00:55:25.831
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

1330
00:55:25.744 --> 00:55:26.381

1331
00:55:26.584 --> 00:55:28.768
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

1332
00:55:28.763 --> 00:55:33.498
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

1333
00:55:33.304 --> 00:55:34.526
ศักยภาพ

1334
00:55:34.587 --> 00:55:35.151

1335
00:55:36.773 --> 00:55:37.228

1336
00:55:37.284 --> 00:55:37.868

1337
00:55:38.304 --> 00:55:38.591

1338
00:55:38.883 --> 00:55:39.145

1339
00:55:39.264 --> 00:55:39.501

1340
00:55:40.743 --> 00:55:40.969

1341
00:55:40.934 --> 00:55:41.175

1342
00:55:42.593 --> 00:55:42.824

1343
00:55:42.723 --> 00:55:43.022

1344
00:55:42.914 --> 00:55:43.162

1345
00:55:43.174 --> 00:55:43.407

1346
00:55:43.554 --> 00:55:43.807

1347
00:55:43.823 --> 00:55:48.669
หานี้ก็ต่อมาที่แสดงร่วมสมัยที่สดีแรกอันนี้ก็

1348
00:55:48.423 --> 00:55:48.679

1349
00:55:48.683 --> 00:55:53.919
ดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

1350
00:55:53.813 --> 00:55:54.471
นะครับ

1351
00:55:55.023 --> 00:55:55.446

1352
00:55:55.543 --> 00:55:55.790

1353
00:55:56.624 --> 00:55:56.834

1354
00:55:57.013 --> 00:55:57.226

1355
00:55:57.334 --> 00:55:57.632

1356
00:55:57.973 --> 00:55:58.254

1357
00:55:58.162 --> 00:55:58.457

1358
00:55:58.673 --> 00:56:00.274

1359
00:56:00.285 --> 00:56:01.224

1360
00:56:01.182 --> 00:56:01.435

1361
00:56:01.304 --> 00:56:02.126

1362
00:56:02.144 --> 00:56:02.437

1363
00:56:02.583 --> 00:56:07.663
คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับวันนี้เราต้องรู้นะครับ

1364
00:56:07.903 --> 00:56:08.268

1365
00:56:08.225 --> 00:56:13.881
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

1366
00:56:13.923 --> 00:56:14.394

1367
00:56:14.503 --> 00:56:16.612
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

1368
00:56:17.703 --> 00:56:18.607
ไอ้เดช

1369
00:56:18.982 --> 00:56:20.066
เป็นกลุ่ม

1370
00:56:20.013 --> 00:56:20.306

1371
00:56:20.263 --> 00:56:25.679
เราต้องคำนึงถึง 5 นั่นไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้

1372
00:56:25.653 --> 00:56:27.598
การเรียนรู้เป็นกลุ่มวันเกิด

1373
00:56:27.502 --> 00:56:32.416
ศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือ

1374
00:56:32.373 --> 00:56:32.756

1375
00:56:33.463 --> 00:56:35.190
นักเรียนกับ

1376
00:56:35.131 --> 00:56:43.178
จะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป

1377
00:56:42.943 --> 00:56:43.516

1378
00:56:43.582 --> 00:56:46.860
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

1379
00:56:47.362 --> 00:56:50.751
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

1380
00:56:50.822 --> 00:56:52.802
หรือน้อยจนเกินไป

1381
00:56:52.942 --> 00:56:53.630
นะครับ

1382
00:56:54.154 --> 00:56:56.323
ประมาณ 3-5 คน

1383
00:56:56.522 --> 00:56:57.752
กำลังพอดี

1384
00:56:57.872 --> 00:56:58.498

1385
00:57:00.373 --> 00:57:00.620

1386
00:57:00.503 --> 00:57:00.798

1387
00:57:00.751 --> 00:57:00.987

1388
00:57:01.012 --> 00:57:01.523

1389
00:57:01.463 --> 00:57:09.982
แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน

1390
00:57:09.982 --> 00:57:13.474
เพื่อทำให้ชิ้นงานที่เนี่ยง่ายๆมากเลย

1391
00:57:13.432 --> 00:57:15.764
ให้สมาชิก 10 คน

1392
00:57:15.742 --> 00:57:16.061

1393
00:57:16.001 --> 00:57:16.626

1394
00:57:16.582 --> 00:57:22.233
มันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนักใช่ไหมเขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

1395
00:57:22.092 --> 00:57:25.589
กระบวนการพ่นพิษใส่ตองวางแผน

1396
00:57:25.421 --> 00:57:27.025
อะไรนะครับ

1397
00:57:27.021 --> 00:57:28.726
ก็จะไม่เกิด

1398
00:57:28.621 --> 00:57:29.760
หรือ

1399
00:57:29.701 --> 00:57:29.939

1400
00:57:30.093 --> 00:57:33.529
ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย

1401
00:57:33.681 --> 00:57:34.249

1402
00:57:34.451 --> 00:57:36.739
มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

1403
00:57:36.941 --> 00:57:38.839
ต้องมีคนเยอะในการ

1404
00:57:38.811 --> 00:57:43.901
ความหมายร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

1405
00:57:44.381 --> 00:57:47.071
เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม

1406
00:57:47.011 --> 00:57:47.648

1407
00:57:47.582 --> 00:57:49.649
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

1408
00:57:49.631 --> 00:57:55.484
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

1409
00:57:55.401 --> 00:58:00.984
พี่นายจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

1410
00:58:00.971 --> 00:58:01.481

1411
00:58:01.611 --> 00:58:05.858
เมื่อคืนจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

1412
00:58:05.900 --> 00:58:06.469

1413
00:58:06.802 --> 00:58:07.098

1414
00:58:07.182 --> 00:58:07.427

1415
00:58:07.632 --> 00:58:10.392
เงื่อนไขที่ 2 นะครับเราต้อง

1416
00:58:10.321 --> 00:58:15.074
แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพาเกื้อกูล

1417
00:58:15.260 --> 00:58:17.497
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

1418
00:58:17.501 --> 00:58:18.314
นะครับ

1419
00:58:18.391 --> 00:58:23.208
ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

1420
00:58:23.522 --> 00:58:28.084
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

1421
00:58:28.140 --> 00:58:30.937
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

1422
00:58:31.141 --> 00:58:31.844

1423
00:58:31.911 --> 00:58:33.053
เราต้อง

1424
00:58:33.190 --> 00:58:37.972
แนะนำนักเรียนคำว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

1425
00:58:37.872 --> 00:58:44.492
พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

1426
00:58:44.543 --> 00:58:46.455
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

1427
00:58:46.580 --> 00:58:47.208

1428
00:58:48.310 --> 00:58:48.602

1429
00:58:48.501 --> 00:58:48.737

1430
00:58:49.141 --> 00:58:52.670
เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3

1431
00:58:52.670 --> 00:58:52.969

1432
00:58:53.309 --> 00:58:58.954
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1433
00:58:59.070 --> 00:58:59.648

1434
00:59:00.351 --> 00:59:00.572

1435
00:59:00.741 --> 00:59:03.447
มีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1436
00:59:03.691 --> 00:59:04.068

1437
00:59:03.880 --> 00:59:04.161

1438
00:59:04.260 --> 00:59:04.512

1439
00:59:04.580 --> 00:59:04.872

1440
00:59:04.840 --> 00:59:05.141

1441
00:59:05.161 --> 00:59:08.845
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ

1442
00:59:09.390 --> 00:59:14.071
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน

1443
00:59:13.999 --> 00:59:14.566

1444
00:59:14.830 --> 00:59:18.435
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้

1445
00:59:18.419 --> 00:59:23.042
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคน

1446
00:59:23.421 --> 00:59:29.649
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จ

1447
00:59:30.020 --> 00:59:30.580

1448
00:59:31.939 --> 00:59:33.744
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

1449
00:59:35.399 --> 00:59:36.933
ครั้งสุดท้าย

1450
00:59:36.940 --> 00:59:39.754
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

1451
00:59:40.138 --> 00:59:42.774
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน

1452
00:59:43.339 --> 00:59:48.713
มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

1453
00:59:49.300 --> 00:59:49.941
นะครับ

1454
00:59:50.709 --> 00:59:57.354
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ

1455
00:59:57.890 --> 00:59:58.466

1456
00:59:59.359 --> 00:59:59.601

1457
00:59:59.870 --> 01:00:00.103

1458
01:00:00.509 --> 01:00:01.015

1459
01:00:00.959 --> 01:00:01.219

1460
01:00:01.408 --> 01:00:01.966

1461
01:00:01.658 --> 01:00:02.119

1462
01:00:01.790 --> 01:00:05.164
เพราะฉะนั้น oilatum Learning นะครับ

1463
01:00:05.309 --> 01:00:09.314
มีเงื่อนไขอยู่ห้าง 5 อย่างนะครับพี่

1464
01:00:09.540 --> 01:00:14.886
จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

1465
01:00:14.859 --> 01:00:16.578
มันเกิดประสิทธิภาพ

1466
01:00:16.779 --> 01:00:17.311

1467
01:00:18.128 --> 01:00:18.422

1468
01:00:19.150 --> 01:00:19.569

1469
01:00:19.731 --> 01:00:20.300

1470
01:00:20.299 --> 01:00:22.975
จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

1471
01:00:23.899 --> 01:00:24.847
นิดเดียว

1472
01:00:25.238 --> 01:00:25.480

1473
01:00:25.879 --> 01:00:26.334

1474
01:00:26.007 --> 01:00:26.438

1475
01:00:26.899 --> 01:00:27.344

1476
01:00:27.158 --> 01:00:29.844

1477
01:00:29.907 --> 01:00:30.804

1478
01:00:30.819 --> 01:00:31.240

1479
01:00:31.198 --> 01:00:32.784
อันนี้

1480
01:00:32.928 --> 01:00:33.188

1481
01:00:33.058 --> 01:00:33.488

1482
01:00:33.438 --> 01:00:34.251

1483
01:00:34.458 --> 01:00:39.019
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1484
01:00:39.078 --> 01:00:39.551

1485
01:00:39.779 --> 01:00:42.410
ต่างจากคอนสตรัคติวิซึมนะครับ

1486
01:00:42.598 --> 01:00:44.912
เมื่อกี้คอนสตรัคติวิซึมนะ

1487
01:00:44.968 --> 01:00:45.811
มันเป็น

1488
01:00:45.798 --> 01:00:48.486
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆ

1489
01:00:48.748 --> 01:00:53.706
อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานก็ไป

1490
01:00:54.378 --> 01:00:56.568
ชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

1491
01:00:57.078 --> 01:00:58.489
เติมตรงไหนครับ

1492
01:00:58.418 --> 01:00:58.938

1493
01:00:58.998 --> 01:00:59.618

1494
01:01:00.408 --> 01:01:00.836

1495
01:01:00.918 --> 01:01:01.346

1496
01:01:01.368 --> 01:01:01.628

1497
01:01:01.937 --> 01:01:02.178

1498
01:01:02.198 --> 01:01:02.507

1499
01:01:02.457 --> 01:01:05.567
เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

1500
01:01:05.727 --> 01:01:08.762
มันชื่อขายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

1501
01:01:11.487 --> 01:01:11.864

1502
01:01:11.689 --> 01:01:14.705
ชื่อมันคือคอนสตรัค

1503
01:01:14.757 --> 01:01:18.400
ลิซึ่มใช่ไหมครับคอนสตรัคติวิซึม

1504
01:01:19.237 --> 01:01:19.660

1505
01:01:19.497 --> 01:01:21.580
พรศักดิ์แล้วก็ติเลยนะ

1506
01:01:21.867 --> 01:01:22.145

1507
01:01:22.187 --> 01:01:24.620
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

1508
01:01:26.418 --> 01:01:30.928
คอนสตรัคแล้วก็มีชั่นใช่ไหมครับมีช่างมาต่อ

1509
01:01:31.157 --> 01:01:31.739
นะครับ

1510
01:01:31.927 --> 01:01:32.177

1511
01:01:32.176 --> 01:01:33.532
มีความรัก

1512
01:01:33.586 --> 01:01:36.673
ซึมนะครับมีคำว่าช่างมาต่อ

1513
01:01:36.736 --> 01:01:37.290

1514
01:01:38.138 --> 01:01:38.479

1515
01:01:39.037 --> 01:01:47.289
ภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1516
01:01:47.298 --> 01:01:47.871

1517
01:01:48.326 --> 01:01:48.626

1518
01:01:48.837 --> 01:01:52.927
มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจากคอนสตรัคติวิสต์

1519
01:01:53.067 --> 01:01:56.965
คอนสตรัคติวิสต์ซึมนั่นแหละนะครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

1520
01:01:56.976 --> 01:01:57.275

1521
01:01:57.357 --> 01:01:58.246

1522
01:01:58.256 --> 01:02:00.128
ทฤษฎีนี้นะครับ

1523
01:02:00.558 --> 01:02:04.277
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับเผลอเป็นคน

1524
01:02:04.786 --> 01:02:07.929
เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า

1525
01:02:08.117 --> 01:02:13.987
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น

1526
01:02:14.016 --> 01:02:14.884
นะครับ

1527
01:02:15.166 --> 01:02:17.204
มันจำเป็นต้อง

1528
01:02:17.148 --> 01:02:18.372
เป็นการ

1529
01:02:18.817 --> 01:02:19.194

1530
01:02:19.396 --> 01:02:21.433
เรียนรู้ด้วยตนเองโดย

1531
01:02:21.505 --> 01:02:22.778

1532
01:02:22.976 --> 01:02:28.327
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

1533
01:02:28.616 --> 01:02:29.899
ครับโดย

1534
01:02:30.096 --> 01:02:33.938
ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

1535
01:02:34.066 --> 01:02:38.225
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

1536
01:02:38.617 --> 01:02:38.897

1537
01:02:38.867 --> 01:02:45.729
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1538
01:02:45.916 --> 01:02:46.485

1539
01:02:46.426 --> 01:02:46.666

1540
01:02:47.005 --> 01:02:53.352
นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1541
01:02:53.156 --> 01:02:54.046

1542
01:02:54.566 --> 01:02:54.810

1543
01:02:54.696 --> 01:02:55.408
นะครับ

1544
01:02:55.975 --> 01:02:56.203

1545
01:02:56.296 --> 01:02:59.774
แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

1546
01:02:59.696 --> 01:03:00.145

1547
01:02:59.886 --> 01:03:04.061
มาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น

1548
01:03:04.296 --> 01:03:04.579

1549
01:03:04.426 --> 01:03:04.946

1550
01:03:05.066 --> 01:03:05.300

1551
01:03:05.517 --> 01:03:05.733

1552
01:03:05.836 --> 01:03:06.098

1553
01:03:06.676 --> 01:03:06.974

1554
01:03:06.805 --> 01:03:07.431

1555
01:03:07.376 --> 01:03:07.608

1556
01:03:08.217 --> 01:03:08.583

1557
01:03:08.915 --> 01:03:09.282

1558
01:03:09.235 --> 01:03:09.525

1559
01:03:09.365 --> 01:03:09.671

1560
01:03:11.536 --> 01:03:14.424
เพราะฉะนั้นเวลาเรา

1561
01:03:14.686 --> 01:03:19.491
สอนนักเรียนนะครับเพราะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย

1562
01:03:19.615 --> 01:03:24.741
ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ย

1563
01:03:24.805 --> 01:03:26.210
มาช้าในการ

1564
01:03:26.275 --> 01:03:27.614
สร้างชิ้นงาน

1565
01:03:27.615 --> 01:03:28.126

1566
01:03:28.895 --> 01:03:30.424
ต่อเนื่องกันไป

1567
01:03:30.435 --> 01:03:30.944

1568
01:03:31.655 --> 01:03:31.928

1569
01:03:32.366 --> 01:03:32.841

1570
01:03:32.745 --> 01:03:33.023

1571
01:03:33.325 --> 01:03:33.593

1572
01:03:33.836 --> 01:03:34.078

1573
01:03:34.025 --> 01:03:34.843

1574
01:03:34.794 --> 01:03:35.370

1575
01:03:35.305 --> 01:03:35.673

1576
01:03:35.625 --> 01:03:36.176

1577
01:03:36.336 --> 01:03:36.754

1578
01:03:36.844 --> 01:03:38.237

1579
01:03:38.184 --> 01:03:38.478

1580
01:03:38.445 --> 01:03:42.217
หานี้เป็นอีกทฤษฎีนึงนะครับพี่

1581
01:03:42.355 --> 01:03:46.130
เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนัก

1582
01:03:46.135 --> 01:03:51.364
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่

1583
01:03:51.454 --> 01:03:54.130
ทฤษฎีนี้ multiple intelligence

1584
01:03:54.075 --> 01:03:55.213
หรือว่า

1585
01:03:55.294 --> 01:03:57.624
ทฤษฎีพหุปัญญา

1586
01:03:59.135 --> 01:04:01.893
เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า

1587
01:04:02.145 --> 01:04:03.862
มนุษย์เรา

1588
01:04:03.944 --> 01:04:09.853
ขับไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1589
01:04:10.025 --> 01:04:12.079
ขับไม่ได้มีแค่สองด้าน

1590
01:04:12.335 --> 01:04:13.479
ในอดีต

1591
01:04:13.495 --> 01:04:15.325
เราเคยเข้าใจว่า

1592
01:04:15.734 --> 01:04:19.125
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1593
01:04:19.054 --> 01:04:20.917
หรือใครเป็นอัจฉริยะ

1594
01:04:21.623 --> 01:04:26.656
ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1595
01:04:26.615 --> 01:04:28.940
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1596
01:04:29.374 --> 01:04:31.300
แต่ในปัจจุบัน

1597
01:04:31.233 --> 01:04:31.938

1598
01:04:33.604 --> 01:04:42.785
การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายคำว่าจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1599
01:04:42.574 --> 01:04:46.632
อย่างน้อย 8 ด้านก็ใช้คำว่าอย่างน้อยนะครับ

1600
01:04:47.573 --> 01:04:55.604
เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่

1601
01:04:55.323 --> 01:04:55.567

1602
01:04:55.513 --> 01:04:58.263
เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ

1603
01:04:58.713 --> 01:04:59.222

1604
01:04:59.163 --> 01:04:59.456

1605
01:04:59.543 --> 01:04:59.839

1606
01:04:59.993 --> 01:05:02.042
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1607
01:05:01.984 --> 01:05:04.155
ด้านภาษาด้านที่ 1

1608
01:05:04.163 --> 01:05:05.240
กลับด้าน

1609
01:05:05.254 --> 01:05:08.395
ปากกาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1610
01:05:08.704 --> 01:05:11.264
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1611
01:05:11.273 --> 01:05:13.087
อดีตอยู่แล้ว

1612
01:05:13.703 --> 01:05:16.478
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ

1613
01:05:16.713 --> 01:05:19.598
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1614
01:05:19.534 --> 01:05:21.581
กับด้านมิติสัมพันธ์

1615
01:05:21.652 --> 01:05:24.776
สามารถมองภาพในสามมิติ

1616
01:05:24.913 --> 01:05:26.490
ได้

1617
01:05:26.583 --> 01:05:29.792
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1618
01:05:29.723 --> 01:05:30.238

1619
01:05:30.363 --> 01:05:32.338
อย่างเช่นว่า

1620
01:05:32.793 --> 01:05:33.094

1621
01:05:33.692 --> 01:05:34.256

1622
01:05:34.273 --> 01:05:34.671

1623
01:05:34.653 --> 01:05:34.900

1624
01:05:35.173 --> 01:05:36.054
อะไรดี

1625
01:05:36.193 --> 01:05:36.412

1626
01:05:36.515 --> 01:05:36.743

1627
01:05:36.703 --> 01:05:36.992

1628
01:05:36.834 --> 01:05:41.821
ขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้

1629
01:05:41.762 --> 01:05:42.265

1630
01:05:42.922 --> 01:05:43.422

1631
01:05:43.563 --> 01:05:45.495
เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้

1632
01:05:45.543 --> 01:05:47.350
อันนี้เป็นรูปทรง

1633
01:05:48.173 --> 01:05:49.052
อะไรครับ

1634
01:05:49.254 --> 01:05:49.515

1635
01:05:49.452 --> 01:05:50.975
สี่เหลี่ยม

1636
01:05:51.054 --> 01:05:51.348

1637
01:05:51.372 --> 01:05:54.465
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1638
01:05:56.053 --> 01:05:56.746
หมุน

1639
01:05:57.073 --> 01:05:57.734

1640
01:05:58.164 --> 01:05:58.401

1641
01:05:58.413 --> 01:06:05.665
สาเหตุไหมครับอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็น

1642
01:06:05.463 --> 01:06:07.192
วงกลมใช่ไหมครับ

1643
01:06:07.582 --> 01:06:11.636
ข้อมูลแบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1644
01:06:13.022 --> 01:06:14.825
ใน message หยังสิ

1645
01:06:15.142 --> 01:06:16.441
หมุนแบบนี้

1646
01:06:16.422 --> 01:06:16.980

1647
01:06:17.062 --> 01:06:22.429
ทรงกระบอกใหญ่ไหมเนี่ยทำแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกไหมครับ

1648
01:06:22.252 --> 01:06:22.512

1649
01:06:23.922 --> 01:06:29.643
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1650
01:06:29.872 --> 01:06:35.720
นะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1651
01:06:35.891 --> 01:06:39.940
จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้

1652
01:06:40.252 --> 01:06:40.831

1653
01:06:41.341 --> 01:06:41.600

1654
01:06:41.732 --> 01:06:42.004

1655
01:06:41.851 --> 01:06:43.058

1656
01:06:43.261 --> 01:06:43.571

1657
01:06:43.651 --> 01:06:43.966

1658
01:06:44.541 --> 01:06:44.774

1659
01:06:44.801 --> 01:06:45.101

1660
01:06:45.121 --> 01:06:49.621
ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1661
01:06:49.731 --> 01:06:50.002

1662
01:06:50.122 --> 01:06:52.700
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ

1663
01:06:53.192 --> 01:06:58.020
พรุ่งนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1664
01:06:58.131 --> 01:06:58.392

1665
01:06:58.641 --> 01:06:59.964
ด้านที่

1666
01:06:59.981 --> 01:07:00.273

1667
01:07:00.371 --> 01:07:04.101
5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1668
01:07:04.082 --> 01:07:04.595

1669
01:07:05.812 --> 01:07:09.392
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1670
01:07:09.331 --> 01:07:13.780
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร

1671
01:07:13.891 --> 01:07:15.110
กลับเมื่อเกิด

1672
01:07:15.292 --> 01:07:20.564
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1673
01:07:21.511 --> 01:07:23.612
จัดการกับมันอย่างไร

1674
01:07:23.561 --> 01:07:27.875
กลับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจ

1675
01:07:27.911 --> 01:07:32.121
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างนึงนะครับการเข้าใจตนเอง

1676
01:07:32.781 --> 01:07:33.047

1677
01:07:33.171 --> 01:07:33.461

1678
01:07:33.550 --> 01:07:33.868

1679
01:07:33.870 --> 01:07:39.179
อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นๆนี้

1680
01:07:39.001 --> 01:07:40.273
กลุ่มที่มี

1681
01:07:40.530 --> 01:07:45.429
มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นในจะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์

1682
01:07:45.280 --> 01:07:46.747
สัมพันธ์ดี

1683
01:07:47.012 --> 01:07:47.448

1684
01:07:47.520 --> 01:07:51.012
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพนึงเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1685
01:07:52.060 --> 01:07:55.081
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท

1686
01:07:55.651 --> 01:07:56.234

1687
01:07:56.171 --> 01:07:57.577
คิดเป็นชั่วโมง

1688
01:07:57.831 --> 01:08:00.575
คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ

1689
01:08:00.649 --> 01:08:03.418
แค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆ

1690
01:08:03.531 --> 01:08:04.361

1691
01:08:04.371 --> 01:08:08.880
คอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉยๆค่ะ

1692
01:08:09.170 --> 01:08:12.084
ไปเป็นคู่ออกเดทเฉยๆนะครับวันนี้

1693
01:08:12.313 --> 01:08:13.708
ในญี่ปุ่นมี

1694
01:08:13.780 --> 01:08:14.860

1695
01:08:14.870 --> 01:08:15.143

1696
01:08:15.060 --> 01:08:17.831
เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1697
01:08:17.940 --> 01:08:19.891
ลูกค้าของเขา

1698
01:08:20.320 --> 01:08:20.534

1699
01:08:20.449 --> 01:08:23.472
แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน

1700
01:08:23.841 --> 01:08:24.400

1701
01:08:24.669 --> 01:08:25.059

1702
01:08:25.050 --> 01:08:25.674

1703
01:08:25.689 --> 01:08:26.072

1704
01:08:26.339 --> 01:08:31.002
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1705
01:08:30.889 --> 01:08:34.946
สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1706
01:08:35.120 --> 01:08:36.064
ได้ดี

1707
01:08:36.079 --> 01:08:36.603

1708
01:08:36.780 --> 01:08:37.236

1709
01:08:36.969 --> 01:08:37.246

1710
01:08:38.060 --> 01:08:39.211
ทุกๆ

1711
01:08:39.153 --> 01:08:42.612
พรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้

1712
01:08:43.320 --> 01:08:46.576
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดครับ

1713
01:08:46.389 --> 01:08:50.499
มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด

1714
01:08:50.739 --> 01:08:51.269

1715
01:08:51.769 --> 01:08:55.509
เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง

1716
01:08:55.608 --> 01:08:55.825

1717
01:08:55.870 --> 01:08:58.503
เราอย่ามุ่งสอน

1718
01:08:58.558 --> 01:09:03.923
นักเรียนเก่งจังด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1719
01:09:04.199 --> 01:09:07.740
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่

1720
01:09:07.848 --> 01:09:09.509
อย่างน้อย 8 อย่าง

1721
01:09:09.650 --> 01:09:11.421
เราควรจะส่งเสริม

1722
01:09:11.375 --> 01:09:11.619

1723
01:09:11.629 --> 01:09:14.132
ความสามารถของนักเรียน

1724
01:09:14.128 --> 01:09:15.793
นะครับเสริมต่อ

1725
01:09:15.798 --> 01:09:16.494
ให้

1726
01:09:16.438 --> 01:09:19.413
ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถ

1727
01:09:19.449 --> 01:09:23.033
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมด

1728
01:09:23.289 --> 01:09:23.865

1729
01:09:23.999 --> 01:09:24.256

1730
01:09:25.089 --> 01:09:25.345

1731
01:09:26.169 --> 01:09:26.467

1732
01:09:26.619 --> 01:09:27.018

1733
01:09:27.009 --> 01:09:27.295

1734
01:09:27.128 --> 01:09:32.210
สุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับ

1735
01:09:32.127 --> 01:09:32.548

1736
01:09:32.839 --> 01:09:35.517
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1737
01:09:35.967 --> 01:09:40.726
อันนี้ก็มีคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ความรักแล้ว

1738
01:09:40.779 --> 01:09:45.333
ไม่ค่อยไม่ใช่คอนซัคชั่นด้วยนะครับแต่เป็น connect

1739
01:09:45.328 --> 01:09:45.578

1740
01:09:45.769 --> 01:09:50.365
Connect TV ซึมทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1741
01:09:50.258 --> 01:09:50.885

1742
01:09:50.838 --> 01:09:52.289
เชื่อมโยงนิยม

1743
01:09:52.437 --> 01:09:52.743

1744
01:09:52.689 --> 01:09:53.013

1745
01:09:53.208 --> 01:09:53.454

1746
01:09:53.528 --> 01:09:53.755

1747
01:09:53.718 --> 01:09:59.181
Siemens นะครับที่เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1748
01:09:59.037 --> 01:09:59.669

1749
01:10:00.128 --> 01:10:01.396
Siemens

1750
01:10:01.338 --> 01:10:03.330
สำนักการศึกษา

1751
01:10:03.518 --> 01:10:09.452
แคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1752
01:10:09.728 --> 01:10:11.667
2000 นิดๆนะครับ

1753
01:10:12.358 --> 01:10:13.703
2,000 ต้นๆ

1754
01:10:13.899 --> 01:10:22.190
เกิดมานี้เองครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี

1755
01:10:22.288 --> 01:10:23.245
อินเทอร์เน็ต

1756
01:10:24.018 --> 01:10:25.999
เผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1757
01:10:26.068 --> 01:10:31.330
ครับจึงเกิดที่สดีการเรียนรู้ที่เป็นคอนเนคติวิสต์อุ้มขึ้นมา

1758
01:10:31.258 --> 01:10:31.783

1759
01:10:32.027 --> 01:10:33.743
เขาอธิบายว่า

1760
01:10:34.077 --> 01:10:37.612
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1761
01:10:37.608 --> 01:10:37.884

1762
01:10:37.727 --> 01:10:39.763
เกิดขึ้นจากการ

1763
01:10:40.037 --> 01:10:40.324

1764
01:10:40.226 --> 01:10:40.590

1765
01:10:40.608 --> 01:10:44.775
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

1766
01:10:44.897 --> 01:10:45.523

1767
01:10:46.636 --> 01:10:49.498
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต

1768
01:10:49.387 --> 01:10:50.201

1769
01:10:50.217 --> 01:10:50.506

1770
01:10:50.858 --> 01:10:51.109

1771
01:10:51.307 --> 01:10:58.722
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่า

1772
01:10:58.927 --> 01:11:02.586
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1773
01:11:02.906 --> 01:11:05.399
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น

1774
01:11:05.337 --> 01:11:07.640
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1775
01:11:08.219 --> 01:11:09.366
แล้วก็ตัด

1776
01:11:09.757 --> 01:11:12.948
นะครับป้าส่วนที่มันเทศทิ้งไป

1777
01:11:12.837 --> 01:11:15.470
บ้านสวนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1778
01:11:15.716 --> 01:11:17.573
เอาที่เหลือมาต่อ

1779
01:11:17.505 --> 01:11:19.969
ครับมาต่อไม่เชื่อมโยงกัน

1780
01:11:19.946 --> 01:11:21.927
เรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1781
01:11:21.996 --> 01:11:25.008
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา

1782
01:11:25.387 --> 01:11:25.952

1783
01:11:26.676 --> 01:11:29.883
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขาครับ

1784
01:11:30.067 --> 01:11:31.268
แปลว่า

1785
01:11:32.366 --> 01:11:37.882
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน iCloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1786
01:11:38.267 --> 01:11:43.842
อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถ

1787
01:11:43.776 --> 01:11:46.350
ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ

1788
01:11:46.275 --> 01:11:49.997
เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ****วชาญในตัวบุคคลเนี่ย

1789
01:11:50.046 --> 01:11:53.191
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1790
01:11:53.196 --> 01:11:53.487

1791
01:11:53.445 --> 01:11:56.744
มาตัดออกมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ

1792
01:11:56.966 --> 01:11:59.736
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1793
01:12:00.116 --> 01:12:07.045
ส่วนใดที่มันเป็นเคสที่เราไต่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไป

1794
01:12:07.216 --> 01:12:10.840
ครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่ย

1795
01:12:10.875 --> 01:12:15.787
เรียบเรียงมาต่อกันใหม่กับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1796
01:12:16.066 --> 01:12:16.580

1797
01:12:16.708 --> 01:12:22.036
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1798
01:12:22.206 --> 01:12:26.407
นะครับมันก็เป็นที่ดินสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1799
01:12:26.375 --> 01:12:29.410
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1800
01:12:29.645 --> 01:12:30.212

1801
01:12:32.135 --> 01:12:35.419
เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1802
01:12:35.795 --> 01:12:37.276
มันมี

1803
01:12:37.586 --> 01:12:41.339
มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1804
01:12:41.245 --> 01:12:46.062
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป

1805
01:12:46.366 --> 01:12:47.823
เพราะฉะนั้น

1806
01:12:47.835 --> 01:12:50.910
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1807
01:12:50.845 --> 01:12:53.093
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1808
01:12:53.156 --> 01:12:54.161
เรา

1809
01:12:54.754 --> 01:13:01.070
จำเป็นต้องพิจารณาในนิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1810
01:13:01.224 --> 01:13:04.076
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ย

1811
01:13:04.045 --> 01:13:06.406
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1812
01:13:06.865 --> 01:13:12.111
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณี

1813
01:13:12.115 --> 01:13:12.847
นะครับ

1814
01:13:13.334 --> 01:13:17.080
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถ

1815
01:13:16.984 --> 01:13:18.438
ใช้ได้ทั้งหมด

1816
01:13:18.453 --> 01:13:21.446
นะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1817
01:13:21.534 --> 01:13:22.236

1818
01:13:22.565 --> 01:13:26.215
คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1819
01:13:26.204 --> 01:13:30.369
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1820
01:13:30.564 --> 01:13:34.040
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1821
01:13:34.289 --> 01:13:38.401
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1822
01:13:38.704 --> 01:13:39.297
นะครับ

1823
01:13:39.297 --> 01:13:39.561

1824
01:13:39.534 --> 01:13:41.326
ไม่มีทฤษฎีใด

1825
01:13:41.523 --> 01:13:43.387
เป็นยาวิเศษนะครับ

1826
01:13:43.504 --> 01:13:49.175
ไม่มียาพารานะครับไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1827
01:13:49.084 --> 01:13:52.123
ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1828
01:13:52.084 --> 01:13:52.842

1829
01:13:52.854 --> 01:13:53.605

1830
01:13:53.624 --> 01:13:53.830

1831
01:13:53.883 --> 01:13:56.704
ok ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1832
01:13:57.985 --> 01:13:58.228

1833
01:13:59.395 --> 01:13:59.814

1834
01:13:59.964 --> 01:14:00.230

1835
01:14:00.164 --> 01:14:00.393

1836
01:14:00.285 --> 01:14:00.577

1837
01:14:00.484 --> 01:14:00.971

1838
01:14:00.993 --> 01:14:01.281

1839
01:14:01.184 --> 01:14:01.465

1840
01:14:01.503 --> 01:14:05.118
มีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1841
01:14:05.353 --> 01:14:06.762
ประกอบการสอน

1842
01:14:06.763 --> 01:14:09.508
บทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ

1843
01:14:10.084 --> 01:14:11.175
ในกลุ่มไลน์

1844
01:14:11.244 --> 01:14:11.551

1845
01:14:11.884 --> 01:14:12.140

1846
01:14:12.204 --> 01:14:14.730
ดีครับสำหรับเด็กที่

1847
01:14:15.474 --> 01:14:17.076
เด็กตา

1848
01:14:17.133 --> 01:14:19.623
สามารถอ่านไฟล์ได้เลยครับ

1849
01:14:20.344 --> 01:14:20.703

1850
01:14:20.663 --> 01:14:22.326

1851
01:14:22.263 --> 01:14:23.061

1852
01:14:23.033 --> 01:14:23.448

1853
01:14:23.162 --> 01:14:24.550

1854
01:14:24.563 --> 01:14:24.975

1855
01:14:24.823 --> 01:14:26.558
อ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับ

1856
01:14:26.683 --> 01:14:27.506

1857
01:14:28.543 --> 01:14:34.429
เคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุม

1858
01:14:34.242 --> 01:14:35.453

1859
01:14:36.044 --> 01:14:38.020
ครับสวัสดีครับ

1860
01:14:37.964 --> 01:14:41.542
ขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ

1861
01:14:41.483 --> 01:14:42.169

1862
01:14:42.123 --> 01:14:44.473

1863
01:14:45.263 --> 01:14:45.499

1864
01:14:48.593 --> 01:14:48.824

1865
01:14:49.612 --> 01:14:49.861

1866
01:14:49.933 --> 01:14:50.179

1867
01:14:50.124 --> 01:14:50.367

1868
01:14:50.442 --> 01:14:50.679

1869
01:14:50.643 --> 01:14:51.121

1870
01:14:50.964 --> 01:14:51.210

1871
01:14:51.152 --> 01:14:52.025

1872
01:14:51.992 --> 01:14:52.231

1873
01:14:52.183 --> 01:14:52.623

1874
01:14:52.693 --> 01:14:52.930

1875
01:14:53.012 --> 01:14:53.239

1876
01:14:53.203 --> 01:14:53.438

1877
01:14:53.724 --> 01:14:54.155

1878
01:15:20.493 --> 01:15:21.888

1879
01:15:23.953 --> 01:15:24.351

1880
01:15:24.272 --> 01:15:24.558

1881
01:15:24.473 --> 01:15:24.771

1882
01:15:24.723 --> 01:15:25.461

1883
01:15:25.493 --> 01:15:26.016

1884
01:15:26.002 --> 01:15:26.817

1885
01:15:26.842 --> 01:15:27.327

1886
01:15:27.282 --> 01:15:27.850

1887
01:15:27.862 --> 01:15:28.246

1888
01:15:28.052 --> 01:15:28.340

1889
01:15:28.372 --> 01:15:28.782

1890
01:15:28.561 --> 01:15:28.796

1891
01:15:28.882 --> 01:15:29.089

1892
01:15:29.082 --> 01:15:29.298


