(อาจารย์อิสรา) สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามนะครับ ครับ สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ ครับ เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยนะครับ แล้วก็สอนต่อเลยนะครับ แต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่ามีประชุมต่อนะครับ อาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บหนึ่งนะครับ โอเค นะครับ อันนี้เราทบทวนจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับ มันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใช่ไหมครับ อย่างแรกก็คือ ความสามารถ การเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมองนะครับ เราเรียกว่าในกลุ่มพุฒิพิสัย นะครับ ส่วนภาษาอังกฤษก็คือ Cognitive Domain นะครับ ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัตินะครับ เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัยนะครับ ภาษาอังกฤษก็คือ Psychomotor Domain นะครับ ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนะครับ ก็คือด้านจิตวิสัย หรือภาษาอังกฤษคือ Effective Domain นะครับ อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ สมอง ร่างกาย แล้วก็จิตใจนะครับ มีอยู่ 3 กลุ่มในการเรียนรู้นะครับ เดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ ทีนี้มาถึงตรงนี้นะครับ เมื่อเรารู้แล้วนะครับว่า การเรียนรู้ของเรา ของมนุษย์เรามีกี่กลุ่มนะครับ ทีนี้ กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมอง ทางด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจนี่ มันก็จะมนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัดในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับ ความถนัดก็คือ วิธีการนะครับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ ถนัดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ เราเรียกว่ารูปแบบการเรียนรู้นะครับ รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้นะครับ วิธีการที่ตนเองถนัดนะครับ ให้ทายนะครับ ให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา ใช้วิ… มีวิธีการใด มีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียนรู้ อาจารย์ถามก็ได้ มีใครเวลาเรา จะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่ เราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหน เราทำอย่างไรถึงจะได้รู้จักมัน ถึงได้เรียนรู้มันได้ สังเกต อะไรอีกครับ ลงมือทำ อะไรอีก อีกอย่างหนึ่ง สังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย ดวงตาใช่ไหมครับ ลงมือทำก็คือการเคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหม มีอีกช่องทางหนึ่ง ที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไปในร่างในสมองเรา ทางหูใช่ไหมครับ ก็คือการฟังนะครับ วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับ ก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับ ซึ่งแต่ละคนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ บางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับ ถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่านะครับ บางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการดูหรือการอ่านนะครับ ดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ ถนัดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟังนะครับ แต่บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ๆ นะครับ จะถนัดแบบนั้น ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานนานนะครับ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่อ่าน ไม่ชอบอ่านตัวอักษร ไม่ชอบอ่านข้อความนะครับ ชอบการปฏิบัติมากกว่านะครับ อันนี้ ดังนั้นนะครับ คนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ เราเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning นะครับ Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตานะ ที่เป็นสีม่วงนะครับ อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด อันที่ 2 ก็คือเรียนรู้จากการฟังนะครับ ก็คือ Auditory learning นะครับ Auditory learning ส่วนรูปแบบที่ 3 ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือ Kinesthetic Learning นะครับ ทีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลคนหนึ่งจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ คนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง รวมกันก็ได้นะครับ ใช้ทั้ง 2 อย่าง ใช้วิธี 2 อย่างรวมกัน หรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้ทั้ง 3 วิธี ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ แล้วแต่คนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นนะครับ เราจึง… ถ้าเราไปเป็นครูนะครับ เราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียนนะครับ สังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า นักเรียนของเรามีความ… มีรูปแบบการ รู้อย่างไรบ้างนะครับ มัน… เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับ หรือว่าในระหว่างที่เราไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับ อันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้วเป็นประจำทุกปีนะครับ เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้นะครับ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูมนะครับ ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถสอบถาม นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้นะครับ เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร ครับ ทีนี้ ทำไม อาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน ถูกต้องครับ มันมี… มันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียน มันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับ มันเป็นประโยชน์ในทั้ง 2 ฝ่ายเลยนะครับ หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการ มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้วนะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับ แล้วนักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองถนัดมากที่สุดนะครับ แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับ เราสังเกตจากตัวเราง่าย ๆ เลย ถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟัง ถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่านถูกไหมครับ เราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษร ไม่ชอบที่จะดูกราฟ ไม่ชอบที่จะดูตัวเลข หรือเราอยากฟังมากกว่านะครับ มันเพลินมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ เพราะฉะนั้น หากเรารู้ว่า รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้นะครับ ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับตัวครูเองนะครับ คุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับความถนัดของนักเรียนนะครับ เราจะได้จัดกิจกรรมที่มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนะครับ นักเรียนจะได้เรียนรู้เต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นหากในห้อง มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรา นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเรานะครับ เป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับ เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นกิจกรรม การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลายนะครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ฟังด้วย มีกิจกรรมที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้สังเกต ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วยนะครับ ก็ให้มันหลากหลาย เพื่อที่จะตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรานะครับ เดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ ทีนี้เรามาดูว่า แล้วทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ เราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับว่า แล้ว กลไกนะครับ ที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อย ๆ จนถึงในปัจจุบันนะครับ มีทฤษฎีเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับ แล้วทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี แล้วก็ถูกจัดกลุ่มออกเป็นหลาย ๆ กลุ่มนะครับ มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก หลัก ๆ ก็คือ 5 กลุ่มนะครับ มีอยู่ 5 กลุ่ม ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับ เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า ก่อนนะครับว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไรนะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ มันอาจจะเป็นข้อความ เป็นหลักการ เป็นกฎนะครับ หรือเป็นคำอธิบายต่าง ๆ นะครับ เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับ ในบางสิ่ง ในบางด้าน ในบางมิตินะครับว่า การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ เป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้สิ่งนั้นของมนุษย์นะครับ เป็นคำอธิบายนะครับ ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ ในชั่วโมงที่แล้ว อาจารย์อาจจะพูดคร่าว ๆ ไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า มันเกิดจากการส่งสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ส่งผ่านข้อมูลจาก Dendrite แล้วก็ส่งออกไป Axon แล้ว Axon ก็จะไปต่อกับของเซลล์ถัดไป ส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ นะครับ จาก… ถ้าเราจับนะอย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือถูกไหมครับ เราจับลูกบอล ทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอลนะครับ เพราะเราได้สัมผัสลูกบอล แล้วประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็ส่งกระแสประสาทไปเรื่อย ๆ มาถึงสมองเราใช่ไหมครับ แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วน Parietal Lobe ใช่ไหมตรงนี้ ตรงข้าง ๆ ข้างบนของเราใช่ไหมครับ ที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ก็คือส่วนนี้นะครับ หรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตา หรือว่าเราอ่านหนังสือใช่ไหมครับ ไอ้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเรา แล้วก็ส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ ตรง Occipital lobe ตรงนี้นะครับ ที่อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับ ที่มีการค้นพบ แต่ว่าในอดีตมันยังไม่… มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับ มันไม่ยัง… ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ ในอดีตเขาก็… การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการทดลอง ผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับ แต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับ เดี๋ยวลองมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่ม นะครับ อันนี้จัดเป็นกลุ่ม เป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ นะครับ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับ หรือว่ากลุ่ม Behaviorism นะครับ กลุ่มนี้ก็จะมีหลายทฤษฎีนะครับ ส่วนใหญ่เราจะได้เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ เราอาจจะเคยได้ยิน Pavlov ใช่ไหมครับ Skinner ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมนะครับ หรือ Humanism นะครับ อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน สาขาจิตวิทยานะครับ อาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ แต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่เขาศึกษาอย่างไรนะครับ อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่องที่ช่วยสแกนสมอง ไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์ใช่ไหมครับ อย่าง Pavlov ทดลองกับสุนัขใช่ไหม ที่เอากระดิ่งมาสั่นแล้วก็สังเกตว่าน้ำ… แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อ แล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ อันนั้นเขาเริ่มสังเกต เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับ แล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับ แล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมานะครับ แต่มันก็อาจจะไม่อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะ แต่ตอนนี้เป็นคนนะครับ แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากสัตว์นะครับ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่ เขาเอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กนักเรียนของเรา ของผู้เรียนของเรานะครับ ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม นี่ ก็จะเป็นทฤษฎีที่ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นะครับ แล้วเขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนนี่ ให้มันเอื้อต่อความต้องการของผู้เรียนนะครับ เป็นหลัก ก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับ เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับ แต่วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่มข้างล่างนะครับ ก็คือกลุ่มปัญญานิยม บางทีภาษาไทย เขาก็จะใช้คำว่า “พุทธินิยม” นะครับ มาจากภาษาอังกฤษคือ “Cognitivism” นะครับ มาจากคำว่า “Cognition” ที่แปลว่า การคิด นะครับ การรู้คิดนะครับ ที่แปลว่า Cognition แต่อันนี้มัน มันเป็นกลุ่มทฤษฎี ถ้าเป็นทฤษฏีนี่ มันจะลงท้าย ism นะครับ i-s-m ism นะครับ ism ก็คือ เป็นการเกาะติดอยู่ในสิ่งนั้น เหมือน Alcoholism นี่ ใช่ไหมครับ ก็คือ Alcohol + ism นะครับ ก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ลงท้าย ism ก็คือเราหมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ ก็คือ Cognition มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับ เติม ism เข้าไปก็คือเป็นการกลุ่มที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิดนะครับ เพราะฉะนั้น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดนะครับ ก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม Cognitivism Theory นะครับ ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ ที่ทุกคนที่เรียน… ที่เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ Constructivism นะครับ คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับในการเป็นครูนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่ นะครับ จึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ อดีตก็ยังใช้อยู่ ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับ ซึ่งทีนี้สำหรับ Constructivism นี่ จริง ๆ มันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ แต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ่งของตัวมันเดี่ยวเดี่ยวนะครับ เพราะว่าอยากเน้นย้ำให้นักศึกษานี่ อยากให้รู้จักกับมันจริง ๆ นะครับ ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นทฤษฎีที่อดีตใช้อยู่ ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับ ก็จะมีทฤษฎีในกลุ่ม Constructionism กับ Multiple Intelligence นะครับ อันนี้เราน่าจะรู้จัก Multiple Intelligence นะ ทฤษฎีพหุปัญญานะว่า มนุษย์เรามีความสามารถอยู่หลายด้านใช่ไหมครับ ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้นนะครับ แต่จริง ๆ มันมีอย่างน้อย 8 ด้านนะครับ เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะครับ อีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี Connectivism Connect แปลว่า แปลว่าอะไรครับ Connect เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับ เดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎีนะครับ อันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะ เดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ อันนี้เป็น Skinner ใช่ไหมครับ ทฤษฎีของ Skinner เราเรียกว่า Skinner Box นะครับ เขาก็สังเกตพฤติกรรมของหนูนะครับ Maslow, Thomdike อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ ๆ นะครับ ทีนี้เรามาดูของเรา ทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยมนะครับ หรือ Cognitivism นะครับ ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไกของสมองนะครับ ว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับ อันนี้คือ Stimulus หรือ Stimuli คือ สิ่งกระตุ้นนะครับ สิ่งกระตุ้น ก็คือ สารสนเทศหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เรา… ที่มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเรา อาจจะทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางมือ ทางเท้า ทุกอย่างเลยนะครับ สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอกแล้วมากระทบ ผ่านประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ นะครับ เราเรียกว่าสิ่งกระตุ้น อย่างตอนนี้อาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับ อาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับ ก็คืออันนี้นะครับ ก็คืออันนี้นะครับ พอมันสิ่งกระตุ้นมาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ ประสาทสัมผัสของเรา ถ้าเราได้ยินเสียง Sensory Memory ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ ถ้าเราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ สิ่งกระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับ แสดงว่าสิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษานี่มีหลายอย่างนะครับไปพร้อม ๆ กันนะครับ ทีนี้ พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับ มันก็จะมีตรงประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับ แล้วเขาเรียกว่า “Sensory Memory” นะครับเป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับ เป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับ แต่ว่า ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการจดจำจากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไปนะครับพอรับเข้าไปแล้ว เกิดการจดจำแล้ว มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับ หากตัวบุคคลหรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้นะครับ หากเราไม่สนใจเราจะ Forgot คืออะไรเอ่ย Forget Forgot ก็คือลืมใช่ไหมครับ ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้นนะครับ ข้อมูลที่ส่งมายัง Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลยนะครับ ลืมไปเลย ไม่เกิดการเรียนรู้นะครับ เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะ… เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บนี่ มันไม่เกิดแน่ ๆ นะครับ ทีนี้ ต่อมา หากเรามีความสนใจกับสิ่งกระตุ้นนี้นะครับ ข้อมูลที่อยู่ใน Sensory Memory มันจะถูกส่งมายัง Working Memory นะครับ ความรู้ของเรานะครับ มันจะส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการนะครับ ความจำปฏิบัติการหรือ Working Memory นะครับ Working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับ ยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับ แต่ว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก Sensory Memory มายัง Working Memory แล้ว เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้ อาจจะไปทำแบบฝึกหัด อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับ หรือเอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู้นนี่ เอาไปทำประโยชน์ต่อได้นะครับ หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยัง Working Memory ได้แล้วนะครับ ทีนี้ อย่างที่บอกว่า Working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนานนะครับ เราต้องมีวิธีการนะครับ วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า “Encode” นะครับ Encode ก็คือการเข้ารหัสนะครับ เราต้องมีวิธีการ แปลงจาก Working Memory ให้มันเอามากักเก็บไว้ใน Long-term Memory ให้ได้นะครับ Long-term Memory คือความจำระยะยาวนะครับ เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง Long-term Memory ได้แล้ว ตอนนี้แหละ มันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลย เราจะไม่ลืมนะครับ มันจะอยู่กับเราเป็นปีนะครับ ทีนี้แล้ว Encoding จะทำอย่างไรล่ะนะครับ จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก Working Memory มายัง Long-term Memory ได้นะครับ อันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใด มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับ บางคนใช้วิธีการ Encoding จากการแต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ บางคนอาจจะทำแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ My Map ให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ครอบ ได้ง่ายขึ้น บางคนอาจจะใช้สีสันเป็นแทนตัวอักษรเพื่อให้ Encoding ได้ง่ายขึ้น แต่มีวิธีการหนึ่ง ที่ง่ายที่สุด ไม่… ก็ไม่เชิงว่าง่าย แต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่แน่ เรารู้ไหมว่าทำอย่างไร รู้ไหมครับ วิธีการหนึ่ง ที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่แน่ในการ Encode ที่เราจะสามารถแปลงจาก Working Memory ไปยัง Long-term Memory ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า การที่เราจะจำอะไรได้นานนานนี้ตรงเซลล์ประสาทของเรา ตรง Synapse ที่มันเชื่อมต่อกันน่ะ ระหว่าง Axon กับ Dendrite ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรงนะครับ ข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นเราก็จะจำได้ดี เราจำได้ไหมว่า วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง Synapse นั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรง อาทิตย์ที่แล้ว ก็คือการทำซ้ำ ๆ นะครับ การทำซ้ำ ๆ จะช่วยให้ตำแหน่ง Synapse เดี๋ยวเปิดให้ดู นี่ครับ นี่ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้นะครับ ตรงนี้ เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้า Dendrite ใช่ไหมครับ แล้วออกมา Axon แล้วก็มาต่อที่ Dendrite ของเซลล์ถัดไปนะครับ มันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล ถ้าเราอยากชำนาญอะไร หรือจำอะไรได้นาน ๆ นี่ ตรง Synapse ตรงนี้มันต้องต่อกันให้มันแน่น เมื่อใดก็ตามที่มันหลุด เราก็จะลืมนะครับ เพราะว่าถนนมันขาดไปแล้ว มันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ Synapse นี่ มันต่อกันอย่างแข็งแรงนะครับ ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงนี่ เราจะใช้วิธีการทำซ้ำ ๆ นะครับ ทำซ้ำ ๆ ทำซ้ำ ๆ ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะครับ มันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่ แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่งนะครับ ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว มัน… สมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออกนะครับ เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ เราจะสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้นะครับ มันเต็มนะครับ มันต้องตัดออก อันไหนไม่ใช้ต้องตัดออกนะครับ เพราะฉะนั้น การ Encoding นะครับ การ Encoding การ Encoding หรือการเข้ารหัสเพื่อนำข้อมูลจาก Working Memory มายัง Long-term Memory ได้นี่ วิธีการที่ง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ ท่องหรือทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ นะครับ เดี๋ยวมันจะมาถึง Long-term Memory ได้ แต่ถ้าคนเรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับความถนัดของเรานะครับ ทีนี้พอมันอยู่ใน Long-term Memory แล้วนะครับ เราสามารถดึง เราสามารถ Retry อันนี้ก็คือดึงกลับเข้ามาได้ เมื่อไรก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับ สมมติว่าเรา Encoding วันนี้เสร็จแล้ว ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ใน Long-term Memory เราแล้ว ผ่านไปสัปดาห์หน้านะครับ มีอาจารย์สั่งงานให้เราทำ ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ใน Long-term Memory เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้นะครับ เราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับ หากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง Long-term Memory ได้นะครับ หรือความจำระยะยาวได้แล้วนะครับ เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ ได้เลยนะครับ แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ Working Memory แต่เราไม่สามารถส่งผ่านมายัง Long-term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง Long-term Memory ได้ เราก็ลืมได้เหมือนกันนะครับ มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น ตรง Encoding นี่สำคัญนะครับ เราต้องหาวิธีการของเรา เพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำระยะยาวให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของสมองนะครับ เราเรียกว่าทฤษฎี Information Processing Theory นะครับ หรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลนะครับ ทฤษฎีต่อมานะครับ ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือว่า Constructivism Theory นะครับ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ อย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญ ทุกคนจำเป็นต้องรู้จักนะครับ ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับ เกิดจากรวม 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของ Piaget อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก Piaget นะครับ แต่ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวมนะครับ อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ ทฤษฎีพัฒนาการทางเชิงปัญญาของ Vygotsky ครับ อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะคุ้น อันนี้ ไม่ค่อยรู้จักกัน แต่ส่วนใหญ่จะรู้จัก Piaget นะครับ Constructivism หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดจากการรวมกันของ 2 ทฤษฎีนะครับ โดยทฤษฎีแรกของ Piaget นี่จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับ ของตัวบุคคลแต่ละคน แต่ถ้าเป็น Vygotsky จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดจากสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น แล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับ เขาเลยรวมเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกันนะครับ แน่นอนแหละว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการเข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับ ก็คือเข้าไปคลุกคลี เข้าไปเผชิญกับปรากฏการณ์นั้น ๆ นะครับ แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับ แต่เขามาเพิ่มที่ Vygotsky น่ะครับว่า บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือนะครับ เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของเราคนเดียว มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับ อาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำหรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ่ง เพื่อให้เราทำเป็น แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้นก็ได้นะครับ เราเคยไหมว่า เราพยายามจะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเอง แต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้ว ถ้าเราเรียนด้วยตัวเองนี่มันได้แค่นี้จริง ๆ นะครับ แต่พอมีคนมาติวให้ มาสอนให้มาแนะนำ มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง เอ้า เราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว ถูกไหมครับ กระบวนการนี้เป็นคำอธิบายของ Vygotsky นะครับ แต่กระบวนการ การเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวนี่ เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Piaget นะครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดนะครับว่า Piaget อธิบายถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคนไว้อย่างไรนะครับ แต่ละคนนะครับ มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง 2 ลักษณะนะครับก็คือ กระบวนการดูดซึม กับกระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับ มี 2 อย่าง ดูดซึมหรือ Assimilation นะครับ Assimilation คือการดูดซึมนะครับ ส่วนที่ กลไกที่ 2 ก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับ หรือ Accomodation นะครับ มี 2 อย่างนะครับ ซึ่ง Assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้มันมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ ถ้ามัน… ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้นี่ มันจะเกิดกระบวนการ Assimilation นะครับ อย่างเช่นว่า เด็กคนหนึ่งนะครับ เกิดมาแล้วเห็นไก่ครั้งแรกนะครับ มีปีก มีหางนะครับ มีขา 2 ขานะครับ แล้วผู้ปกครองนะครับ บอกว่าอันนี้คือไก่ แล้วเป็นสัตว์ปีกนะครับ คือไก่และเป็นสัตว์ปีก ผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่ง มาเห็นเป็ด มีปีกเหมือนกันใช่ไหมครับ แต่ว่าจะงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับ ระหว่างเป็ดกับไก่มี 2 ขาเหมือนกัน แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าน่ะ เห็นไหมมันมีพังผืดเหมือนกันนะครับ แบบนี่ มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับ ข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับ นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้ แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหน นักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์ปีกนะครับ มันมีปีกเหมือนกัน ลักษณะคล้ายกันเลยนะครับ แต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับ ถ้าแบบนี้ ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้ มันจะเกิดกระบวนการ Assimilation นะครับ แต่เมื่อใดก็ตามนะครับ ถ้าความรู้ใหม่มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่ นะครับ นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เหล่านั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับ อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ Accomodation หรือปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับ ง่าย ๆ ก็คือ ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนี่ มันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม นักเรียนจะเกิดกลไก Assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่านะครับ Assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน แล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับ มันก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Accomodation แทนนะครับ ดังนั้นเขาก็เลยบอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมีใช่ไหมครับในตอนต้นของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับ อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่ เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้ กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอนใหม่ในวันนี้นะครับ พยายามเชื่อมโยงให้ได้ นักเรียนจะได้เกิด Assimilation ได้ง่ายกว่านะครับ ทีนี้ กระบวนการ Accomodation กับ Assimilation นะครับ มันก็มีถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ 4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ แต่ละช่วงวัย แน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับ แต่ว่า 2 กระบวนการนี้มันก็มีการเรียนรู้จาก จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนนะครับ ซึ่ง Piaget ก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ เขาเสนอทฤษฎีพัฒนาการเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี นะครับ แล้วก็เขาก็สรุปว่า ลูกของเขาทั้ง 3 คนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยนะครับ แต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน ใช้วิ… ลักษณะการเรียนรู้เหมือน ๆ กันนะครับ แต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี นะครับ เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของมนุษย์นี่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัยนะครับ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย โดยช่วงวัยแรกนะครับ เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปีนะครับ เราเรียกว่า ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส อันนี้ชื่อบอกได้ง่ายเลย ถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเรา ถ้าใครมีน้องนะ ช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีนี่ เขายัง… แรกๆ เขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ ทีนี้ ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ ดังนั้นนักเรียนในเด็กในช่วง 2 วัยแรกนี่จะเรียนรู้จากการสัมผัสเป็นหลักนะครับ หยิบจับนะครับ ก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับ ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร ก็จะหยิบไปก่อน ถ้าหยิบแล้วอันนั้น แล้วรู้สึกเจ็บ ก็ปล่อยนะครับ เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งแบบนี้ ถ้าจับแล้วมันเจ็บ ต่อไปจะต้องไม่จับอีกนะครับ เพราะมันเจ็บนะครับ เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัสนะครับ ในช่วง 2 วัยแรกนะครับ ทีนี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับ ก็คือช่วง 2-7 ปี นะครับ หรือช่วงซึ่ง… หรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิดนะครับ ช่วง 2-7 ปี ช่วงนี้จะเรียนรู้จากไหนเอ่ย เราจำได้ไหมครับว่าช่วงอายุเท่านี้เราเริ่มเรียนรู้จากอะไร เราเรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม ณ ตอนนั้น ยังใช่ไหมครับ เราเรียนจากอะไรเอ่ย สิ่งที่มันเป็นรูปภาพใช่ไหมครับ เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพนะครับ อย่างตอนสอน เราเรียนบวกเลขตอนอนุบาล เป็นอย่างไรครับ เขาเอารูปภาพมาใช่ไหมครับ ยังไม่ให้เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม เริ่มจากเอาผล ๆ เอ้า 2 ลูก แอปเปิล 2 ลูกมา รวมกับแอปเปิล 3 ลูก จะได้ทั้งหมดกี่ลูกอย่างนี้ครับ แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูกอย่างนี้ครับ ในช่วงวัยนี้ ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2-7 ปีนี่ จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้ เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียนของเรานะครับ เราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปีนะครับ ช่วงนี้นะครับ เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปธรรมนะครับ 7-11 ปีนะครับ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้นะครับ ก็คือเราสามารถมีตัวแปรง่าย ๆ เรียนได้แล้วนะครับ มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที่บ่ง… ที่เป็นตัวแทนปริมาณได้ รู้ว่าเลข 9 มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหนนะครับ 100 มากกว่า 20 มากขนาดไหนอย่างนี้ครับ ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วนะครับ 7-11 ปี แล้วสามารถเริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้วนะครับ 7-11 ปีนี่ เริ่มกลัวเพื่อนโกรธ เริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นต่ำกว่า 7 ปีนี่ ตอนนั้นไม่สนใจหรอก เราคิดอย่างไร เราเด็ก อยากทำอะไรก็ทำออกมาเลย ไม่ได้คำหนึ่งถึงคนรอบข้าง นะครับ แต่ 7-11 ปีเริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับ ส่วนอายุ 11-15 ปี นี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ ที่เขาศึกษานะครับ ก็คือเด็กสามารถ เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับ มีตัวแปรที่ซับซ้อน มีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับ ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ 11-15 ปี มีพัฒนาการในการเรียนรู้นี่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้วนะครับ ซึ่ง Piaget อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับ บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า คนเราแต่ละคนมี… ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรง แล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 กลไกก็คือ Assimilation กับ Accomodation นะครับ การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับ แล้วแต่ละช่วงวัยนะครับ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามวัย แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันนะครับ เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน อันนี้เป็นส่วนของ Piaget นะครับ ต่อมา Vygotsky นะครับ จะอธิบายถึงนะครับ พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราเรียกว่า “Social Skills” นะครับ แต่ถ้า Piaget คือ Individual Skills นะครับ Individual ก็คือส่วนบุคคล อ้อ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับ ในภายหลังนะครับ เอกสารของวันนี้ เดี๋ยวนะ เห็นไหมครับ ถ้าเป็น Piaget คือ Individual Skills Individual ก็คือส่วนบุคคลนะครับ ส่วนบุคคล ทีนี้เรามาดู Vygotsky อธิบายไว้ว่าอย่างไรนะครับ Vygotsky จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับ การช่วยเหลือในการเรียนรู้ เราเรียกว่า Scaffolding นะครับ Scaffolding คือการให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับ ที่แปลจากคำว่า Scaffolding บางทีใช้ ว่าการให้ความช่วยเหลือ บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้ บางทีแปลตรง ๆ ว่านั่งร้านนะครับ นี่ ไอ้ตัวนี้คือ Scaffolding นะครับ ไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้านนะครับ เวลาเขาจะสร้างอะไรไป เขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ เขาเอาคำว่า Scaffolding หรือนั่งร้านนี่ มาเป็นตัวอธิบายถึง การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับ ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่านคุณครูนะครับ ครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน เป็นคนให้คำแนะนำนักเรียนนะครับ เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับ หรืออาจจะเป็น Peer ก็คือเพื่อนนะครับ Peer อันนี้ก็คือเพื่อน อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้นะครับ หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับ หรืออาจจะเป็น Tools Tools ก็คืออุปกรณ์หรือสื่อนะครับ บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับ เมื่อนักเรียน… เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้วนะครับ แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้วนะครับ สุดท้ายนั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม เวลาเราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเขาเอาออกใช่ไหมครับ เขาก็จะรื้อออก การทำ Scaffolding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป อาจจะเป็นครูไปช่วย นักเรียนไปช่วยหรือสื่อ หรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย เมื่อเอาไปช่วยแล้ว นักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้ว ทำได้เองแล้ว เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับ เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับ ทีนี้การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับ เราไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเราให้ไปถึง Zone ตัวสีแดง ๆ นะครับ Zone of Proximal Development นะครับ Zone of Proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น ZPD ZPD นี้ก็คือขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับ ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง เราเรียกว่า Zone of Proximal Development คืออะไร ZPD คืออะไร เรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วงใช่ไหมครับ มีวงสีเหลือง มีวงสีชมพูกับมีวงสีม่วงนะครับ วงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับ เป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้ แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง ถ้านักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตาม Piaget อย่างเดียวนะครับ ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี้สามารถเรียนได้ในแค่ในขอบ เท่านี้นะครับ เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้ บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุดในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับ แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองเขาทำได้เท่านี้แหละ มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทีนี้พอเรามี Scaffolding เข้าไปนะครับ เราใส่ Scaffolding หรือใส่ตัวช่วยเข้าไป นักเรียนจะสามารถ ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีกนะครับ ในวงสีชมพูนะครับ นี่ What I can do with help นั่นก็คือ สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ เขาจะทำได้มากขึ้น ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับ ตรงสีชมพูนี้แหละที่เราเรียกว่า “Zone of Proximal Development” นะครับ เป็นโซน เป็นขอบเขตศักยภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับ แต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมี Scaffolding เข้ามาช่วยนะครับ ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถทำได้ มันเกินความสามารถเราจริงจริง แม้ว่าจะ Scaffolding แล้ว มีใครมาสอน มีใครมาช่วยแล้ว แต่เราไปไม่ถึงนะครับ แต่ว่า ZPD คือส่วนนี้นะครับ คือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยนะครับ ทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้ อันนี้แหละที่เขาบอกว่าคุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ อันนี้นะครับ เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคน เวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเราเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4 แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ที่เขาจะมีนะครับ ไปให้เต็มที่นะครับ ให้เต็มที่ บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3 บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 2 บางคน เราไม่มี Scaffolding เลย เขาไปถึงเกรด 4 อยู่แล้ว ถูกไหมครับ ศักยภาพแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วยนะครับ เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of Proximal Development ให้ได้นะครับ อันนี้เป็นคำอธิบายของทฤษฎี การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ ซึ่งก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกันนะครับ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ อันนี้ก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยทฤษฎีแรก อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกันนะครับ อ๋อ โอเคนะครับ คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับ อันนี้เราต้องรู้นะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไขนะครับ เวลาเราจะจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นกลุ่มนะครับ เราต้องคำหนึ่งถึง 5 เงื่อนไขนี้นะครับ มันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่มมันเกิดศักยภาพ เกิดประสิทธิภาพนะครับ อันแรกก็คือ นักเรียนนะครับ จะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนนี่เป็นกลุ่มย่อยที่ไม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไปนะครับ จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไปนะครับ ประมาณ 3-5 คน กำลังพอดีนะครับ แต่ถ้ามันเป็น… สมมติว่ามันเป็นภาระงานง่าย ๆ แต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ชิ้นงานชิ้นนี้ง่ายง่ายมากเลยแต่ให้สมาชิก 10 คน มันก็จะไม่ได้เกิดประสิทธิภาพอะไรมากนักใช่ไหมครับ ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ มันไม่ได้เกิดกระบวนการครุ่นคิด ไตร่ตรอง วางแผน วิเคราะห์อะไรนะครับ มันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพ หรือชิ้นงานชิ้นนี้ มันยากมากเลยนะครับ มันต้องใช้เวลาทำเยอะ ต้องมีคนเยอะในการร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้ เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว เราพิจารณาจำนวนคนนะครับว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไปนะครับ ก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสมนะครับ เงื่อนไขที่ 2 นะครับ เราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับ เกิดการพึ่งพาเกื้อกูลระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มนะครับ ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย สมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับ เราต้องแนะนำนักเรียนนะครับ ว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับ เพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ เงื่อนไขที่ 3 นะครับ เงื่อนไขที่ 3 สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับ ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน อันที่ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ สำคัญนะครับ ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับ ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้ ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จนะครับ ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน อันสุดท้ายต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับ มีการคิด มีการวางแผนในการทำงานร่วมกันนะครับ ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งบทบาทหน้าที่ คิดวางแผนในการทำงาน แล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จนะครับ เพราะฉะนั้น Cooperative learning นะครับ มีเงื่อนไขอยู่ 5 อย่างนะครับ ที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบ จึงจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มันเกิดประสิทธิภาพนะครับ เหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ อีกนิดเดียว อันนี้ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ต่างจาก Constructivism นะครับ เมื่อกี้ Constructivism นะ มันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉย ๆ แต่อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเข้าไป แล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติม เติมตรงไหนครับ เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ มันชื่อคล้ายกันนะ แต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน ชื่อมันคือ Constructivism ใช่ไหมครับ Constructivism Construc แล้วก็ ti เลยนะ แต่ถ้าอันนี้มันเป็น Construc แล้วก็มี tion ใช่ไหมครับ มี tion มาต่อนะครับ มี Constructionism นะครับ มีคำว่า tion มาต่อนะครับ หรือภาษาไทยใช้คำว่า “ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน” นะครับ มันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนาต่อมาจาก Constructivism นั่นแหละนะครับ เป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แต่ทฤษฎีนี้นะครับ อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ Seymour Papert เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้นนะครับ มันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยมีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับ โดยใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับ นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้ แล้วก็เอาความรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่งนะครับ แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาเป็นตัวช่วยนะครับ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น เวลาเราสอนนักเรียนนะครับ พอเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย ภาระงานนะ ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปนี่ มาใช้ในการสร้างชิ้นงานนะครับ ต่อเนื่องกันไปนะครับ อันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับ ที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับ เราจำเป็นต้องตระหนัก มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับ แต่ทฤษฎีนี้ Multiple Intelligence หรือว่าทฤษฎีพหุปัญญานะครับ เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า มนุษย์เรานะครับ ไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้นนะครับ ไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน ในอดีตเราเคยเข้าใจว่า หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่งหรือใครเป็นอัจฉริยะ ก็ต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น อันนี้คือการยอมรับในอดีต แต่ในปัจจุบันนะครับ Gardner เขาก็ได้อธิบายนะครับ ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยภาพที่แฝงอยู่ในตัวอย่างน้อย 8 ด้าน เขาใช้คำว่า “อย่างน้อย” นะครับ เพราะตอนนี้เขาแค่ค้นพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่า “อย่างน้อย” แต่จริง ๆ มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่… เขายังไม่ได้พบนะครับ เขาค้นยังไม่พบนะครับ แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร ด้านภาษาด้านที่ 1 กับด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้วนะครับ แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์นะครับ ด้านมิติสัมพันธ์ สามารถมองภาพใน 3 มิติได้นะครับ เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้นะครับ อย่างเช่นว่า อุ้ย เอาอะไรดี เอาขวดน้ำ ขวดน้ำขวดนี้ เปลี่ยนดีกว่า เอาอันนี้ อันนี้เป็นรูปทรง อะไรครับสี่เหลี่ยม แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร หมุน เห็นไหมครับ เห็นไหมครับ อันนี้คือ ถ้าเราหมุน ถ้าอาจารย์หมุนมันกลาย… มันจะกลายเป็นวงกลมใช่ไหมครับ ถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลม แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น ไม่ ไม่สี่เหลี่ยมสิ หมุนแบบนี้ ทรงกระบอกเห็นไหมนี้ถ้าหมุนแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกถูกไหมครับ เห็นไหม อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับ เห็นความเชื่อมโยงของรูปร่างนะครับ อาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ ได้นะครับ ต่อมา อันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอัจฉริยภาพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านที่ 5 ก็คือด้านดนตรี อันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรีนะครับ ต่อมาด้านการเข้าใจตนเองนะครับ รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหน มีความต้องการอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการจัดการกับมันอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสภาวะจิตใจ อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยภาพอย่างหนึ่งนะครับ การเข้าใจตนเอง อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่น ความเข้าใจผู้อื่นอันนี้ กลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นนี่จะเข้ากับคนง่ายนะครับ มนุษย์ระยะสัมพันธ์ดีนะครับ อันนี้มันมีอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่น เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดตนะครับ คิดเป็นชั่วโมงนะครับ คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ แค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉย ๆ นะครับ คอยรับฟังปรึกษา คอยรับฟังนั่นโน่นนี่เฉย ๆ ไปเป็นคู่ออกเดตเฉยๆ นะครับ อันนี้ ในญี่ปุ่นมีนะครับ เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของลูกค้าของเขานะครับ แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อน คุยเป็นเพื่อนนะครับ ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับ เป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ สิ่งแวดล้อม เป็นคนรักสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับ ทุก ๆ พรสวรรค์ ทุก ๆ ความสามารถในนี้ มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหมครับ มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับ เราก็ต้อง เราอย่ามุ่งสอนให้นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย 8 อย่าง เราควรจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนนะครับ เสริมต่อให้ได้ด้วยนะครับ เพราะทุกความสามารถมันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับ สุดท้ายนะครับ สำหรับวันนี้นะครับ ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม อันนี้ก็มี Con เหมือนกันนะครับ แต่ไม่ใช่ Construct แล้ว ไม่ค่อย ไม่ใช่ Construction ด้วยนะครับ แต่เป็น Connect นะครับ Connectivism นะครับ ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับ เชื่อมโยงนิยม อันนี้ Siemens นะครับ อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ เป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมานะครับ Siemens เป็นนักการศึกษาแคนาดานะครับ อันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับ เกิดขึ้นในช่วงปี 2000 นะครับ 2000 นิด ๆ นะครับ 2000 ต้นๆ นะครับ เพิ่งเกิดมานี่เองนะครับ เกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้านะครับ ยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ จึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น Connectivism ขึ้นมานะครับ เขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับ ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตใช่ไหมครับ เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลาย ๆ แหล่งมารวม ๆ กันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น แล้วก็ตัดนะครับ ตัดส่วนที่มันเท็จทิ้งไป ตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป แล้วเอาที่เหลือมาต่อนะครับ มาต่อมาเชื่อมโยงกัน มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับ อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ แต่ว่าบางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน Cloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับ เราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้นะครับ เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่ มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนะครับ มาตัดต่อมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ ส่วนใดที่ไม่จำเป็นเราก็ตัดทิ้งไป ส่วนใดที่มันเป็นเท็จ ที่เราไตร่ตรองดูแล้วว่า ข้อมูลที่เราได้มาเป็นเท็จ เราก็ตัดมันทิ้งไปนะครับ เอาที่เหลือ เอาที่ถูก เอาที่จำเป็น ที่เหลือนี่ มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะครับ เราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรานะครับ อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับ มันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ ครับ เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี มันมี… มันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไปนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ เรา จำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้น ๆ ว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องนี่ มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุก ๆ กรณีนะครับ ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับ ในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนะครับ คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียนนะครับ ไม่มีทฤษฎีใดเป็นยาวิเศษนะครับ ไม่มียาพารานะครับ ทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่างนะครับ ปวดอะไรก็กินยาพารา อันนี้ไม่ได้นะครับ โอเคครับ สำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ มีไหมครับ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารประกอบการสอนบทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ ในกลุ่มไลน์ พี่ครับ สำหรับเด็กที่… เด็กตาสามารถอ่าน ได้ไหมครับ เขาอ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับ โอเค โอเคครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับ วันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุมนะครับ โอเคครับ สวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณมากนะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]