﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:02.286

2
00:00:04.019 --> 00:00:04.416

3
00:00:04.277 --> 00:00:04.571

4
00:00:12.100 --> 00:00:12.590

5
00:00:14.018 --> 00:00:14.328

6
00:00:14.207 --> 00:00:14.573

7
00:00:14.979 --> 00:00:15.261

8
00:00:15.229 --> 00:00:15.460

9
00:00:16.518 --> 00:00:16.911

10
00:00:17.989 --> 00:00:18.387

11
00:00:18.818 --> 00:00:22.382
สวัสดีครับสวัสดีพี่หล้านะครับ

12
00:00:22.468 --> 00:00:22.919

13
00:00:22.979 --> 00:00:25.920
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

14
00:00:25.998 --> 00:00:26.803

15
00:00:26.959 --> 00:00:28.743

16
00:00:28.687 --> 00:00:29.694

17
00:00:29.709 --> 00:00:30.118

18
00:00:30.529 --> 00:00:32.833
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

19
00:00:33.928 --> 00:00:38.218
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็

20
00:00:38.349 --> 00:00:40.545
สอนต่อเลยนะครับแต่ว่า

21
00:00:40.458 --> 00:00:43.621
วันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่า

22
00:00:43.608 --> 00:00:47.901
มีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บนึง

23
00:00:48.208 --> 00:00:48.595

24
00:00:48.528 --> 00:00:49.233

25
00:00:49.307 --> 00:00:51.289
อันนี้เราทบทวน

26
00:00:51.288 --> 00:00:53.401
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

27
00:00:53.408 --> 00:00:54.213
ว่า

28
00:00:54.300 --> 00:00:58.338
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น 3

29
00:00:58.659 --> 00:00:59.487
3

30
00:00:59.429 --> 00:01:01.351
3 ประเภทใช่ไหมครับ

31
00:01:01.668 --> 00:01:03.510
อย่างแรกก็คือ

32
00:01:03.529 --> 00:01:08.547
ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

33
00:01:08.649 --> 00:01:11.686
เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย

34
00:01:11.918 --> 00:01:15.214
อักษรภาษาอังกฤษก็คือ Clock วิธี Domain

35
00:01:15.188 --> 00:01:15.750

36
00:01:16.148 --> 00:01:19.285
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

37
00:01:19.218 --> 00:01:22.879
เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการ

38
00:01:23.009 --> 00:01:25.311
เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ

39
00:01:25.438 --> 00:01:26.008

40
00:01:26.138 --> 00:01:29.149
เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัย

41
00:01:29.277 --> 00:01:29.970

42
00:01:29.978 --> 00:01:32.856
ภาษาอังกฤษก็คือ psychomotor Domain

43
00:01:32.868 --> 00:01:33.431

44
00:01:33.568 --> 00:01:34.008

45
00:01:34.149 --> 00:01:37.701
วันการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

46
00:01:37.729 --> 00:01:41.282
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

47
00:01:41.519 --> 00:01:43.357
อารมณ์ความรู้สึก

48
00:01:43.439 --> 00:01:45.209
ก็คือด้าน

49
00:01:45.168 --> 00:01:49.363
จิตพิสัยหรือภาษาอังกฤษคือโดเมน

50
00:01:49.268 --> 00:01:51.595
อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ

51
00:01:51.697 --> 00:01:54.135
สมองร่างกายเราก็

52
00:01:54.068 --> 00:01:55.046

53
00:01:54.967 --> 00:01:56.353
ครับมีอยู่ 3

54
00:01:56.247 --> 00:01:58.516
ในการเรียนรู้นะครับ

55
00:01:58.487 --> 00:01:58.721

56
00:01:59.968 --> 00:02:00.249

57
00:02:00.348 --> 00:02:03.360
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

58
00:02:05.669 --> 00:02:05.925

59
00:02:05.857 --> 00:02:06.966
หาทีนี้

60
00:02:06.889 --> 00:02:10.917
มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วครับว่า

61
00:02:10.848 --> 00:02:12.830
การเรียนรู้ของเรา

62
00:02:12.848 --> 00:02:14.692
ของมนุษย์เรามีกี่

63
00:02:15.091 --> 00:02:17.397
มีกี่กลุ่มนะครับที่นี้

64
00:02:17.388 --> 00:02:23.335
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองทางด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ย

65
00:02:23.478 --> 00:02:24.800
มันก็จะ

66
00:02:25.718 --> 00:02:28.601
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

67
00:02:28.858 --> 00:02:32.911
หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือ

68
00:02:32.888 --> 00:02:33.261

69
00:02:33.018 --> 00:02:39.301
วิธีการขัดที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

70
00:02:39.238 --> 00:02:39.863

71
00:02:39.878 --> 00:02:43.600
ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

72
00:02:43.778 --> 00:02:46.816
ครับเราเรียกว่ารูปแบบการเรียนรู้

73
00:02:46.798 --> 00:02:54.555
รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้วิธีการที่ตนเองถนัด

74
00:02:54.998 --> 00:02:55.752

75
00:02:56.018 --> 00:03:01.336
ให้ทายให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

76
00:03:01.527 --> 00:03:01.942

77
00:03:01.918 --> 00:03:02.909
ใช้

78
00:03:03.008 --> 00:03:08.009
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

79
00:03:08.769 --> 00:03:09.060

80
00:03:10.046 --> 00:03:10.311

81
00:03:10.368 --> 00:03:10.612

82
00:03:10.568 --> 00:03:10.830

83
00:03:12.809 --> 00:03:15.231
ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียน

84
00:03:17.167 --> 00:03:17.641

85
00:03:17.677 --> 00:03:27.269
อาจารย์ถามก็ได้เรามีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำยังไงถึงจะได้รู้จักมัน

86
00:03:27.157 --> 00:03:28.841
ฉันได้เรียนรู้มันได้

87
00:03:29.457 --> 00:03:29.722

88
00:03:30.286 --> 00:03:32.649
สังเกตอะไรอีกครับ

89
00:03:33.568 --> 00:03:35.368
ลงมือทำอะไรอีก

90
00:03:35.677 --> 00:03:36.085

91
00:03:35.867 --> 00:03:36.290

92
00:03:37.277 --> 00:03:37.676

93
00:03:37.597 --> 00:03:38.080

94
00:03:38.107 --> 00:03:38.590

95
00:03:38.559 --> 00:03:39.839
อย่างนึง

96
00:03:39.897 --> 00:03:40.187

97
00:03:40.927 --> 00:03:41.207

98
00:03:41.178 --> 00:03:44.248
การสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

99
00:03:44.767 --> 00:03:45.321

100
00:03:45.347 --> 00:03:47.127
ดวงตาใช่ไหมครับ

101
00:03:47.138 --> 00:03:49.125
ลงมือทำก็คือการ

102
00:03:49.516 --> 00:03:56.271
เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางนึงที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

103
00:03:56.426 --> 00:03:58.250
ในร่างในสมองเรา

104
00:03:59.767 --> 00:04:02.766
ทั้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟัง

105
00:04:02.706 --> 00:04:03.598
ครับ

106
00:04:03.537 --> 00:04:03.766

107
00:04:04.176 --> 00:04:12.942
วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

108
00:04:13.017 --> 00:04:13.774

109
00:04:13.727 --> 00:04:15.703
ซึ่งแต่ละคน

110
00:04:15.847 --> 00:04:19.763
ครับแต่ละคนมีความถนัดใน

111
00:04:19.686 --> 00:04:23.014
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

112
00:04:22.957 --> 00:04:23.718
ครับ

113
00:04:23.657 --> 00:04:24.917
บางคน

114
00:04:24.937 --> 00:04:31.307
ชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

115
00:04:31.287 --> 00:04:31.801

116
00:04:32.117 --> 00:04:35.362
บางคนชอบเรียนรู้

117
00:04:35.446 --> 00:04:38.059
จากการดูหรือการอ่าน

118
00:04:38.006 --> 00:04:41.554
อยากดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ

119
00:04:41.726 --> 00:04:46.393
ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

120
00:04:46.646 --> 00:04:47.219

121
00:04:47.427 --> 00:04:49.793
แต่บางคนนะครับ

122
00:04:49.798 --> 00:04:51.793
ชอบเรียนรู้จาก

123
00:04:51.716 --> 00:04:53.820
การลงมือทำจริงๆ

124
00:04:53.887 --> 00:04:54.593

125
00:04:54.977 --> 00:05:01.902
แต่ถนัดแบบนั้นไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

126
00:05:01.705 --> 00:05:05.250
ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ

127
00:05:05.366 --> 00:05:07.145
ชอบการปฏิบัติ

128
00:05:07.156 --> 00:05:08.041
มากกว่า

129
00:05:08.366 --> 00:05:08.932

130
00:05:09.646 --> 00:05:10.470
อันนี้

131
00:05:10.546 --> 00:05:12.199
ดังนั้น

132
00:05:12.285 --> 00:05:12.502

133
00:05:12.406 --> 00:05:17.436
ครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

134
00:05:17.407 --> 00:05:21.012
เขาเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning

135
00:05:21.316 --> 00:05:24.821
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตาน้อยที่เป็นสี

136
00:05:24.967 --> 00:05:26.418
ม่วง

137
00:05:26.757 --> 00:05:30.968
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

138
00:05:31.757 --> 00:05:34.905
อันที่สองก็คือเรียนรู้จากการฟัง

139
00:05:34.956 --> 00:05:36.246
ก็คือ

140
00:05:36.436 --> 00:05:39.971
auditory Learning

141
00:05:40.336 --> 00:05:42.260
ส่วนรูปแบบที่ 3

142
00:05:42.325 --> 00:05:42.628

143
00:05:42.516 --> 00:05:48.071
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือคล้ายนิติก Learning

144
00:05:48.346 --> 00:05:48.979

145
00:05:49.365 --> 00:05:49.597

146
00:05:49.626 --> 00:05:50.649
ที่นี้

147
00:05:50.846 --> 00:05:53.595
ก็ไม่ได้หมายความว่า

148
00:05:53.536 --> 00:05:58.392
บุคคลคนนึงจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

149
00:05:58.726 --> 00:06:01.802
คนคนนึงอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

150
00:06:01.865 --> 00:06:04.904
รวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งสองอย่าง

151
00:06:05.196 --> 00:06:11.378
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่างใช้ทั้ง 3 วิธี

152
00:06:11.406 --> 00:06:14.856
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

153
00:06:14.925 --> 00:06:18.663
แล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

154
00:06:18.965 --> 00:06:21.849
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

155
00:06:21.846 --> 00:06:22.495
นะครับ

156
00:06:22.876 --> 00:06:25.573
เพราะฉะนั้นนะครับเราจึง

157
00:06:25.567 --> 00:06:28.519
ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้อง

158
00:06:28.575 --> 00:06:33.581
สังเกตนักเรียนนะครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า

159
00:06:33.645 --> 00:06:36.014
นักเรียนของเรามีความ

160
00:06:35.945 --> 00:06:39.410
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

161
00:06:39.527 --> 00:06:44.914
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนหรือว่า

162
00:06:44.976 --> 00:06:47.019
ในระหว่างที่เราไป

163
00:06:47.405 --> 00:06:51.792
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับวันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

164
00:06:51.645 --> 00:06:53.295
เป็นประจำทุกปี

165
00:06:53.626 --> 00:06:54.218

166
00:06:54.525 --> 00:06:59.915
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

167
00:07:00.095 --> 00:07:00.666

168
00:07:00.736 --> 00:07:03.556
หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม

169
00:07:03.685 --> 00:07:08.383
ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับแล้วก็

170
00:07:08.366 --> 00:07:09.954
สามารถสอบถาม

171
00:07:09.965 --> 00:07:12.741
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

172
00:07:13.095 --> 00:07:15.475
เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้

173
00:07:15.475 --> 00:07:19.135
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

174
00:07:19.244 --> 00:07:19.763

175
00:07:20.204 --> 00:07:21.164

176
00:07:21.616 --> 00:07:28.620
ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

177
00:07:30.205 --> 00:07:30.658

178
00:07:32.126 --> 00:07:32.569

179
00:07:32.385 --> 00:07:34.231
ถูกต้องครับ

180
00:07:34.246 --> 00:07:36.798
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

181
00:07:36.805 --> 00:07:40.521
นักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

182
00:07:40.455 --> 00:07:41.225
นะครับ

183
00:07:41.165 --> 00:07:43.336
มันเป็นประโยชน์ในทั้งสอง

184
00:07:43.405 --> 00:07:45.382
ทั้งสองฝ่ายเลย

185
00:07:45.325 --> 00:07:45.618

186
00:07:45.644 --> 00:07:52.258
หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

187
00:07:52.435 --> 00:07:53.025

188
00:07:53.075 --> 00:07:56.364
เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้ว

189
00:07:56.285 --> 00:08:01.809
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

190
00:08:01.914 --> 00:08:03.851
คนเองถนัดมากที่สุด

191
00:08:03.844 --> 00:08:04.537

192
00:08:04.485 --> 00:08:09.822
แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

193
00:08:10.565 --> 00:08:10.843

194
00:08:10.885 --> 00:08:11.574
นะครับ

195
00:08:11.775 --> 00:08:19.475
เราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน

196
00:08:19.335 --> 00:08:25.366
เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก

197
00:08:25.234 --> 00:08:26.375
ฟังมากกว่า

198
00:08:26.704 --> 00:08:30.520
มันเกินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้น

199
00:08:30.423 --> 00:08:32.075
หากเรารู้ว่า

200
00:08:32.024 --> 00:08:35.746
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วย

201
00:08:36.245 --> 00:08:37.855
แนะนำนักเรียน

202
00:08:37.855 --> 00:08:42.883
วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

203
00:08:43.424 --> 00:08:43.883

204
00:08:43.744 --> 00:08:52.227
สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

205
00:08:52.204 --> 00:08:52.980

206
00:08:53.294 --> 00:08:53.601

207
00:08:53.484 --> 00:08:57.592
ความถนัดของนักเรียนครับเราจะได้จัดกิจกรรมที่

208
00:08:57.584 --> 00:09:02.140
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้

209
00:09:02.524 --> 00:09:05.582
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

210
00:09:05.653 --> 00:09:06.232

211
00:09:06.744 --> 00:09:08.404
เพราะฉะนั้นหาก

212
00:09:08.404 --> 00:09:09.435
ในห้อง

213
00:09:09.445 --> 00:09:14.701
มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมี

214
00:09:14.624 --> 00:09:20.903
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน

215
00:09:20.774 --> 00:09:23.802
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

216
00:09:23.724 --> 00:09:25.695
เป็นไปไม่ได้แน่ๆครับ

217
00:09:25.904 --> 00:09:27.037
เพราะฉะนั้น

218
00:09:27.124 --> 00:09:28.382
กิจกรรม

219
00:09:28.724 --> 00:09:33.997
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

220
00:09:33.973 --> 00:09:35.776
มีกิจกรรมที่

221
00:09:35.704 --> 00:09:43.533
ให้นักเรียนฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้

222
00:09:43.583 --> 00:09:43.849

223
00:09:43.774 --> 00:09:44.859
หนังเกย์

224
00:09:44.864 --> 00:09:48.255
ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

225
00:09:48.254 --> 00:09:50.783
ก็ให้มันหลากหลาย

226
00:09:50.824 --> 00:09:51.596
ที่จอด

227
00:09:51.594 --> 00:09:56.847
ตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา

228
00:09:56.904 --> 00:09:57.402

229
00:09:57.804 --> 00:09:58.032

230
00:09:58.765 --> 00:09:59.100

231
00:09:59.083 --> 00:09:59.361

232
00:09:59.404 --> 00:10:00.352

233
00:10:00.434 --> 00:10:00.800

234
00:10:01.133 --> 00:10:01.387

235
00:10:02.864 --> 00:10:03.097

236
00:10:05.164 --> 00:10:07.554
วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

237
00:10:08.955 --> 00:10:10.927
ทีนี้เรามาดู

238
00:10:11.005 --> 00:10:12.204
ว่า

239
00:10:12.723 --> 00:10:16.456
แล้วที่สดีการเรียนรู้นะครับเราจะมา

240
00:10:16.514 --> 00:10:19.582
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะว่า

241
00:10:19.713 --> 00:10:20.528
แล้ว

242
00:10:21.503 --> 00:10:27.107
คนไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

243
00:10:27.014 --> 00:10:27.703

244
00:10:28.484 --> 00:10:35.594
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึง

245
00:10:36.114 --> 00:10:37.572
ในปัจจุบัน

246
00:10:37.523 --> 00:10:38.796
มี

247
00:10:38.733 --> 00:10:41.915
คดีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้ว

248
00:10:41.813 --> 00:10:45.278
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

249
00:10:45.594 --> 00:10:48.793
แล้วก็ถูกจากกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่ม

250
00:10:48.863 --> 00:10:51.420
มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

251
00:10:51.483 --> 00:10:53.595
หลักๆก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

252
00:10:53.603 --> 00:10:55.210
หากมีอยู่ 5 กลุ่ม

253
00:10:56.043 --> 00:10:56.855

254
00:10:58.158 --> 00:10:58.375

255
00:10:59.173 --> 00:10:59.467

256
00:10:59.433 --> 00:11:04.704
หาก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง

257
00:11:04.753 --> 00:11:05.441

258
00:11:05.453 --> 00:11:12.245
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า learning เชอรี่ก่อนนะครับว่า

259
00:11:12.173 --> 00:11:15.637
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

260
00:11:15.643 --> 00:11:16.196

261
00:11:16.534 --> 00:11:16.814

262
00:11:16.983 --> 00:11:20.182
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะ

263
00:11:20.243 --> 00:11:22.038
เป็นข้อความ

264
00:11:22.113 --> 00:11:27.630
เป็นหลักการเป็นกรดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับ

265
00:11:27.803 --> 00:11:34.392
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์

266
00:11:34.533 --> 00:11:39.571
ขับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ

267
00:11:39.852 --> 00:11:40.935
ครับว่า

268
00:11:41.393 --> 00:11:48.487
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิด

269
00:11:48.443 --> 00:11:49.843
ได้อย่างไร

270
00:11:50.293 --> 00:11:50.862

271
00:11:50.933 --> 00:11:55.359
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

272
00:11:55.293 --> 00:11:56.816
สิ่งนั้นของมนุษย์

273
00:11:57.153 --> 00:11:57.571

274
00:11:57.472 --> 00:11:58.043

275
00:11:58.493 --> 00:12:00.409
คำอธิบายนะครับ

276
00:12:00.413 --> 00:12:03.378
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

277
00:12:03.753 --> 00:12:04.840
หลับใน

278
00:12:05.033 --> 00:12:12.335
ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า

279
00:12:12.143 --> 00:12:13.858
มันเกิดจากการ

280
00:12:13.802 --> 00:12:14.625
ส่ง

281
00:12:14.702 --> 00:12:17.635
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

282
00:12:17.582 --> 00:12:17.880

283
00:12:18.043 --> 00:12:18.853
เซลล์

284
00:12:18.803 --> 00:12:21.951
เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

285
00:12:22.003 --> 00:12:26.726
ส่งผ่านข้อมูลจาก Android แล้วก็ส่งออกไป xor

286
00:12:26.752 --> 00:12:32.469
ก่อนก็จะไปต่อกับ Android ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆ

287
00:12:32.381 --> 00:12:33.423
ครับจ่า

288
00:12:33.532 --> 00:12:34.817
ถ้าเราจับ

289
00:12:34.762 --> 00:12:35.725
หมอยัง

290
00:12:35.782 --> 00:12:42.471
ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือถือไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

291
00:12:42.573 --> 00:12:43.402

292
00:12:43.472 --> 00:12:46.012
ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว

293
00:12:46.353 --> 00:12:48.730
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็สูง

294
00:12:48.782 --> 00:12:49.472
ส่ง

295
00:12:49.612 --> 00:12:53.088
กระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

296
00:12:53.012 --> 00:12:57.115
อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

297
00:12:57.941 --> 00:13:00.954
รับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็น

298
00:13:01.023 --> 00:13:06.490
สมองส่วนพาเลทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเรา

299
00:13:06.401 --> 00:13:10.500
กลับที่ส่วนควบคุมอวัยวะต่างๆคือส่วนนี้

300
00:13:10.765 --> 00:13:11.917
ครับหรือ

301
00:13:11.971 --> 00:13:17.352
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือ

302
00:13:17.743 --> 00:13:18.493

303
00:13:18.572 --> 00:13:24.358
ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายัง

304
00:13:24.471 --> 00:13:26.644
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

305
00:13:27.091 --> 00:13:29.296
ออฟฟี่เท่าลูกตรงนี้

306
00:13:29.272 --> 00:13:29.840

307
00:13:29.972 --> 00:13:32.812
อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

308
00:13:33.562 --> 00:13:39.216
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่

309
00:13:39.132 --> 00:13:42.165
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ได้

310
00:13:42.021 --> 00:13:44.375
ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

311
00:13:44.392 --> 00:13:45.923
ในอดีตเขาก็

312
00:13:46.051 --> 00:13:46.469

313
00:13:46.762 --> 00:13:51.115
การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ

314
00:13:51.501 --> 00:13:55.763
ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่า

315
00:13:56.502 --> 00:14:02.360
แรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวผมมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่

316
00:14:02.202 --> 00:14:02.959

317
00:14:03.223 --> 00:14:04.303
วันนี้

318
00:14:04.961 --> 00:14:05.644

319
00:14:05.922 --> 00:14:06.929
เป็นกลุ่ม

320
00:14:07.071 --> 00:14:08.675
เป็น 5 กลุ่มหลักๆ

321
00:14:08.922 --> 00:14:09.932
นะครับ

322
00:14:09.880 --> 00:14:14.273
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่ม

323
00:14:14.311 --> 00:14:16.420
capitalism

324
00:14:17.121 --> 00:14:18.647
พรุ่งนี้ก็จะมี

325
00:14:18.981 --> 00:14:21.673
หลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะ

326
00:14:21.681 --> 00:14:25.458
เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

327
00:14:26.351 --> 00:14:30.926
อาจจะเคยได้ยินพับล้อใช่ไหมครับกินเนอะใช่ไหมครับ

328
00:14:31.221 --> 00:14:31.780

329
00:14:31.731 --> 00:14:31.938

330
00:14:32.501 --> 00:14:35.243
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

331
00:14:35.381 --> 00:14:41.056
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับหรือ Human exim

332
00:14:40.892 --> 00:14:41.585

333
00:14:41.721 --> 00:14:45.645
อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

334
00:14:45.831 --> 00:14:50.684
สาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์ไม่สอนซ้ำนะครับ

335
00:14:51.141 --> 00:14:51.953
ซึ่ง

336
00:14:52.101 --> 00:14:56.809
แต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

337
00:14:57.231 --> 00:14:58.747
เขาศึกษา

338
00:14:58.830 --> 00:15:00.476
อย่างไรครับ

339
00:15:01.451 --> 00:15:04.777
อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

340
00:15:04.721 --> 00:15:04.935

341
00:15:04.852 --> 00:15:10.252
เครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

342
00:15:10.621 --> 00:15:13.132
แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์

343
00:15:13.051 --> 00:15:13.840
ได้ไหมครับ

344
00:15:13.882 --> 00:15:17.762
ยังพักล็อคทดลองกับสุนัขใช่ไหม

345
00:15:17.850 --> 00:15:20.596
พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

346
00:15:20.552 --> 00:15:24.900
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

347
00:15:25.090 --> 00:15:25.853

348
00:15:25.861 --> 00:15:27.583
เขาเริ่มสังเกต

349
00:15:27.921 --> 00:15:33.456
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

350
00:15:33.740 --> 00:15:38.769
ครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

351
00:15:38.870 --> 00:15:39.625

352
00:15:39.760 --> 00:15:42.732
ครับแต่มันก็อาจจะไม่

353
00:15:42.771 --> 00:15:48.073
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อยแต่ตอนนี้เป็นคน

354
00:15:48.281 --> 00:15:48.910

355
00:15:49.441 --> 00:15:49.708

356
00:15:49.690 --> 00:15:53.041
แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์

357
00:15:53.480 --> 00:15:57.326
ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

358
00:15:57.251 --> 00:16:02.784
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

359
00:16:02.960 --> 00:16:06.163
ของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรา

360
00:16:06.160 --> 00:16:06.587

361
00:16:06.481 --> 00:16:06.994

362
00:16:08.470 --> 00:16:14.617
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Human Nature เนี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่

363
00:16:14.740 --> 00:16:18.712
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

364
00:16:18.720 --> 00:16:19.347

365
00:16:20.001 --> 00:16:20.807
แล้ว

366
00:16:21.150 --> 00:16:25.254
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้

367
00:16:25.380 --> 00:16:28.708
เสื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

368
00:16:28.901 --> 00:16:29.402

369
00:16:29.541 --> 00:16:30.253
เป็นหลัก

370
00:16:30.440 --> 00:16:33.330
คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

371
00:16:33.449 --> 00:16:36.004
เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่

372
00:16:36.201 --> 00:16:38.628
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้

373
00:16:38.571 --> 00:16:39.129

374
00:16:39.981 --> 00:16:40.210

375
00:16:40.110 --> 00:16:40.336

376
00:16:40.630 --> 00:16:40.866

377
00:16:40.820 --> 00:16:44.922
วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

378
00:16:44.920 --> 00:16:46.465
ข้างล่างนะครับ

379
00:16:46.640 --> 00:16:47.781
ก็คือกลุ่ม

380
00:16:47.989 --> 00:16:49.446
ปัญญานิยม

381
00:16:49.530 --> 00:16:51.315
บางทีภาษาไทย

382
00:16:51.320 --> 00:16:54.065
เขาก็จะใช้คำว่าพุทธินิยม

383
00:16:54.400 --> 00:16:55.025

384
00:16:55.159 --> 00:16:57.205
มาจากภาษาอังกฤษคือ

385
00:16:57.220 --> 00:17:02.553
คอสเมติกลิซึ่มนะครับมาจากคำว่าคอร์ปอเรชั่นที่แปลว่าการ

386
00:17:02.470 --> 00:17:04.537
กับการรู้คิด

387
00:17:04.450 --> 00:17:06.292
มีช่าง

388
00:17:06.252 --> 00:17:09.974
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

389
00:17:09.901 --> 00:17:13.563
ถ้าเป็นทฤษฎีเนี่ยมันจะลงท้ายอีกซึมนะครับ

390
00:17:13.749 --> 00:17:15.817
ไป SM ซึม

391
00:17:15.990 --> 00:17:17.837
ซึ่งก็คือ

392
00:17:18.100 --> 00:17:18.347

393
00:17:18.290 --> 00:17:20.258
เป็นการ

394
00:17:21.690 --> 00:17:21.957

395
00:17:21.950 --> 00:17:25.209
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ลิซึ่มเนี่ย

396
00:17:25.339 --> 00:17:27.779
ใช่ไหมครับก็คือ alcohol + ซึม

397
00:17:27.899 --> 00:17:31.601
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ

398
00:17:31.489 --> 00:17:33.529
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

399
00:17:33.670 --> 00:17:34.113

400
00:17:33.920 --> 00:17:36.633
ลงท้ายอีกซึ่งก็คือเรา

401
00:17:36.869 --> 00:17:41.950
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

402
00:17:42.058 --> 00:17:47.498
ก็คือคอมมิชชั่นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซึ่งเข้าไปก็คือเป็นการ

403
00:17:47.890 --> 00:17:51.874
ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด

404
00:17:51.728 --> 00:17:55.963
เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

405
00:17:55.960 --> 00:17:59.030
นะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

406
00:17:59.041 --> 00:18:00.718
คอสเมติกลิซึ่ม

407
00:18:00.760 --> 00:18:02.448
เชอรี่

408
00:18:03.139 --> 00:18:03.437

409
00:18:03.519 --> 00:18:08.775
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

410
00:18:08.839 --> 00:18:09.919
ครับพี่

411
00:18:09.921 --> 00:18:12.044
ทุกคนที่เรียน

412
00:18:12.489 --> 00:18:13.305

413
00:18:13.709 --> 00:18:20.536
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ

414
00:18:20.369 --> 00:18:20.655

415
00:18:20.629 --> 00:18:22.218
คอนสตรัคติวิซึม

416
00:18:22.289 --> 00:18:27.453
คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

417
00:18:27.549 --> 00:18:29.413
การเป็นครูนะครับ

418
00:18:29.980 --> 00:18:30.468

419
00:18:30.430 --> 00:18:37.744
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยัง

420
00:18:37.989 --> 00:18:44.106
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

421
00:18:44.328 --> 00:18:47.406
สัตว์จึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัย

422
00:18:47.849 --> 00:18:48.479

423
00:18:48.559 --> 00:18:54.073
อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

424
00:18:54.519 --> 00:18:55.135

425
00:18:55.349 --> 00:18:55.624

426
00:18:56.119 --> 00:18:56.378

427
00:18:57.270 --> 00:18:57.512

428
00:18:57.719 --> 00:18:58.597
ซึ่ง

429
00:18:58.929 --> 00:18:59.219

430
00:19:00.478 --> 00:19:00.736

431
00:19:00.989 --> 00:19:03.590
ที่นี้สำหรับ

432
00:19:04.379 --> 00:19:14.287
จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มนึงของตัวมันเร็วๆนะครับเพราะว่า

433
00:19:14.179 --> 00:19:16.894
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยาม

434
00:19:16.999 --> 00:19:17.691
อยาก

435
00:19:18.030 --> 00:19:20.666
ให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับ

436
00:19:22.059 --> 00:19:26.624
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต

437
00:19:26.609 --> 00:19:30.391
ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎี

438
00:19:30.389 --> 00:19:30.628

439
00:19:30.578 --> 00:19:34.886
ในกลุ่มคอนสตรัคชั่นนิสซึ่มกับ multiple intelligence

440
00:19:34.878 --> 00:19:35.504

441
00:19:35.639 --> 00:19:38.455
วันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence เนาะ

442
00:19:38.908 --> 00:19:42.490
สวัสดีพหุปัญญา Nova มนุษย์เรามี

443
00:19:42.559 --> 00:19:45.891
ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ

444
00:19:45.958 --> 00:19:49.613
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

445
00:19:49.738 --> 00:19:52.491
ครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

446
00:19:52.678 --> 00:19:53.793

447
00:19:54.028 --> 00:19:55.369
ไปดูกันนะครับ

448
00:19:55.949 --> 00:20:00.574
ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

449
00:20:00.688 --> 00:20:03.826
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี

450
00:20:03.958 --> 00:20:05.690
Maleficent

451
00:20:05.877 --> 00:20:07.337
Connect แปลว่า

452
00:20:07.678 --> 00:20:09.391
แปลว่าอะไรครับคนนี้

453
00:20:09.528 --> 00:20:09.958

454
00:20:09.848 --> 00:20:12.352
เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ

455
00:20:12.798 --> 00:20:18.063
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

456
00:20:17.989 --> 00:20:21.953
ครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ

457
00:20:22.088 --> 00:20:22.530

458
00:20:23.368 --> 00:20:28.414
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

459
00:20:28.808 --> 00:20:29.317

460
00:20:31.378 --> 00:20:31.617

461
00:20:32.657 --> 00:20:32.951

462
00:20:32.918 --> 00:20:38.554
อันนี้เป็นดินเนอร์ใช่ไหมครับที่จะดีของสกินเนอร์เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

463
00:20:38.428 --> 00:20:39.193
เราก็

464
00:20:39.258 --> 00:20:41.098
สังเกตพฤติกรรมของหนู

465
00:20:41.047 --> 00:20:41.568

466
00:20:44.438 --> 00:20:44.727

467
00:20:45.660 --> 00:20:49.209
มาสโลว์ธอร์นไดค์อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับ

468
00:20:49.119 --> 00:20:49.406

469
00:20:49.378 --> 00:20:49.995

470
00:20:50.017 --> 00:20:50.439

471
00:20:50.148 --> 00:20:51.567
นาทีนี้เรา

472
00:20:51.557 --> 00:20:51.850

473
00:20:51.748 --> 00:20:54.300
มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม

474
00:20:54.368 --> 00:20:54.819

475
00:20:54.567 --> 00:20:56.599
ปัญญานิยมนะครับ

476
00:20:56.557 --> 00:20:57.339
หรือ

477
00:20:57.387 --> 00:20:59.516
คอสเมติกลิซึ่ม

478
00:20:59.628 --> 00:21:02.236
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

479
00:21:02.638 --> 00:21:02.870

480
00:21:02.957 --> 00:21:06.170
กลไกของสมองนะครับว่า

481
00:21:06.228 --> 00:21:10.445
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

482
00:21:10.447 --> 00:21:11.023

483
00:21:11.867 --> 00:21:12.276

484
00:21:11.997 --> 00:21:12.443

485
00:21:13.398 --> 00:21:16.529
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

486
00:21:16.667 --> 00:21:17.036

487
00:21:17.238 --> 00:21:19.732
สิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือ

488
00:21:19.878 --> 00:21:24.043
ตรีมูรติหรือสิวลีอันนี้คือสิ่งกระตุ้นนะครับ

489
00:21:23.837 --> 00:21:28.082
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่รอ

490
00:21:28.077 --> 00:21:31.468
มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะ

491
00:21:31.597 --> 00:21:36.292
ทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้า

492
00:21:36.527 --> 00:21:38.052
ทุกอย่างเลยนะครับ

493
00:21:38.127 --> 00:21:40.503
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

494
00:21:40.557 --> 00:21:43.059
แล้วมามากระทบเรา

495
00:21:42.997 --> 00:21:45.169
ผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

496
00:21:45.367 --> 00:21:50.091
ครับเราเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง

497
00:21:50.297 --> 00:21:51.952
บรรยายให้เราฟัง

498
00:21:52.228 --> 00:21:55.696
นะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

499
00:21:55.808 --> 00:21:59.088
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้

500
00:21:59.197 --> 00:21:59.829

501
00:22:00.236 --> 00:22:01.245
ก็คืออันนี้

502
00:22:01.707 --> 00:22:02.270

503
00:22:02.797 --> 00:22:04.064
พ่อมัน

504
00:22:04.077 --> 00:22:09.051
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

505
00:22:09.327 --> 00:22:10.734
ประสาทสัมผัสของเรา

506
00:22:10.677 --> 00:22:12.151
ถ้าเราได้ยินเสียง

507
00:22:12.336 --> 00:22:16.329
centrally ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

508
00:22:16.637 --> 00:22:17.503
ถ้า

509
00:22:17.788 --> 00:22:18.022

510
00:22:17.977 --> 00:22:22.646
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

511
00:22:22.777 --> 00:22:26.832
กระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่า

512
00:22:26.817 --> 00:22:29.045
สิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

513
00:22:29.056 --> 00:22:32.754
นักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมกัน

514
00:22:32.907 --> 00:22:33.429

515
00:22:33.607 --> 00:22:33.832

516
00:22:33.867 --> 00:22:34.109

517
00:22:34.317 --> 00:22:39.242
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรง

518
00:22:39.437 --> 00:22:40.193

519
00:22:40.266 --> 00:22:43.790
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้ว

520
00:22:44.497 --> 00:22:47.967
เขาเรียกว่า sensory Memory นะครับเป็นการ

521
00:22:48.015 --> 00:22:52.946
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ

522
00:22:53.657 --> 00:22:58.613
เป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่า

523
00:22:58.657 --> 00:23:02.652
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

524
00:23:02.756 --> 00:23:04.614
จดจำจาก

525
00:23:04.796 --> 00:23:07.809
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

526
00:23:07.816 --> 00:23:08.387

527
00:23:08.716 --> 00:23:09.027

528
00:23:09.095 --> 00:23:13.241
อ้าวพ่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้ว

529
00:23:13.256 --> 00:23:19.541
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับตัวบุคคล

530
00:23:19.596 --> 00:23:21.705
หรือตัวนักศึกษา

531
00:23:21.966 --> 00:23:26.774
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้

532
00:23:26.906 --> 00:23:27.536

533
00:23:27.676 --> 00:23:28.373
หาก

534
00:23:28.566 --> 00:23:30.938
เราไม่สนใจเราจะ

535
00:23:32.157 --> 00:23:34.200
กกคืออะไรเอ่ย

536
00:23:34.206 --> 00:23:34.505

537
00:23:34.467 --> 00:23:38.620
forget for God ก็คือลืมใช่ไหมครับ

538
00:23:38.506 --> 00:23:41.955
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

539
00:23:42.026 --> 00:23:42.791
นะครับ

540
00:23:43.366 --> 00:23:48.867
ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

541
00:23:48.755 --> 00:23:52.001
ลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้

542
00:23:51.886 --> 00:23:54.769
เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้

543
00:23:54.767 --> 00:23:55.663
มันจะ

544
00:23:55.605 --> 00:23:58.161
เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ

545
00:23:58.425 --> 00:24:02.263
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ

546
00:24:02.397 --> 00:24:07.268
เพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับ

547
00:24:07.396 --> 00:24:07.630

548
00:24:07.966 --> 00:24:13.034
ต่อมาหากเรามีความสนใจ

549
00:24:12.965 --> 00:24:14.763
กับสิ่งกระตุ้นนี้

550
00:24:14.755 --> 00:24:15.463

551
00:24:17.195 --> 00:24:20.339
ข้อมูลที่อยู่ในเซ็นจูรี่ memory

552
00:24:20.845 --> 00:24:24.056
มันจะถูกส่งมายัง working Memory

553
00:24:24.685 --> 00:24:25.193

554
00:24:25.395 --> 00:24:25.705

555
00:24:26.285 --> 00:24:26.577

556
00:24:26.475 --> 00:24:26.695

557
00:24:27.375 --> 00:24:32.529
ความรู้ของเรานะครับมันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

558
00:24:32.754 --> 00:24:36.062
ความจำปฏิบัติการหรือ working Memory

559
00:24:36.155 --> 00:24:36.422

560
00:24:36.286 --> 00:24:37.039
นะครับ

561
00:24:37.185 --> 00:24:42.957
working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

562
00:24:42.874 --> 00:24:45.531
กลับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

563
00:24:45.766 --> 00:24:46.391

564
00:24:46.854 --> 00:24:47.146

565
00:24:47.235 --> 00:24:47.663

566
00:24:47.755 --> 00:24:53.907
แปลว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก sensory Memory

567
00:24:54.035 --> 00:24:56.584
มายัง working Memory แล้ว

568
00:24:56.655 --> 00:25:01.277
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ

569
00:25:01.594 --> 00:25:01.846

570
00:25:01.715 --> 00:25:05.661
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

571
00:25:05.815 --> 00:25:10.098
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือ

572
00:25:10.305 --> 00:25:16.088
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

573
00:25:16.445 --> 00:25:17.059

574
00:25:17.285 --> 00:25:22.538
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง working Memory ได้แล้ว

575
00:25:22.914 --> 00:25:23.444

576
00:25:25.674 --> 00:25:26.759
ที่นี้

577
00:25:26.956 --> 00:25:27.235

578
00:25:27.725 --> 00:25:34.404
อย่างที่บอกว่า working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

579
00:25:34.394 --> 00:25:35.018

580
00:25:35.225 --> 00:25:37.574
เราต้องมีวิธีการ

581
00:25:37.525 --> 00:25:40.292
วิธีการอย่างใดอย่างนึง

582
00:25:40.404 --> 00:25:41.873
ที่เราเรียกว่า

583
00:25:42.334 --> 00:25:44.054
เป็นโค้ช

584
00:25:44.385 --> 00:25:47.278
End Code ก็คือการเข้ารหัสครับ

585
00:25:47.264 --> 00:25:49.110
เราต้องมีวิธีการ

586
00:25:49.054 --> 00:25:49.299

587
00:25:49.436 --> 00:25:52.452
แปลงจาก working Memory ให้มัน

588
00:25:52.584 --> 00:25:53.942
เอามากัดเก่ง

589
00:25:53.863 --> 00:25:56.611
ไว้ใน long term Memory ให้ได้

590
00:25:56.616 --> 00:25:57.137

591
00:25:57.634 --> 00:26:00.771
long term Memory คือความจำระยะยาว

592
00:26:00.915 --> 00:26:01.428

593
00:26:01.424 --> 00:26:01.717

594
00:26:02.125 --> 00:26:04.935
เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้

595
00:26:04.874 --> 00:26:08.606
มันถูกส่งผ่านไปยัง long term Memory ได้แล้ว

596
00:26:08.794 --> 00:26:14.641
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราเป็น

597
00:26:14.494 --> 00:26:15.117

598
00:26:15.513 --> 00:26:16.149

599
00:26:16.925 --> 00:26:17.200

600
00:26:17.634 --> 00:26:20.724
แล้วเอ็งโค้ดยิ่งจะทำยังไงล่ะ

601
00:26:20.515 --> 00:26:21.210

602
00:26:21.405 --> 00:26:26.218
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

603
00:26:26.214 --> 00:26:28.256
long term Memory ได้

604
00:26:28.775 --> 00:26:29.414
ครับ

605
00:26:29.474 --> 00:26:32.943
วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า

606
00:26:33.323 --> 00:26:33.577

607
00:26:33.454 --> 00:26:35.433
วิธีการใด

608
00:26:35.824 --> 00:26:39.549
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

609
00:26:39.734 --> 00:26:42.821
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

610
00:26:42.812 --> 00:26:43.521
นะครับ

611
00:26:43.444 --> 00:26:43.681

612
00:26:43.704 --> 00:26:47.572
บางคนใช้วิธีการเล่นโค้ดดิ้งจากการ

613
00:26:47.874 --> 00:26:50.407
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

614
00:26:50.684 --> 00:26:52.593
บางคนอาจจะทำ

615
00:26:53.373 --> 00:26:58.559
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของนายแบบให้มันจำง่ายเห็นภาพได้

616
00:26:59.074 --> 00:27:03.906
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

617
00:27:04.144 --> 00:27:08.362
แทนตัวอักษรเพื่อให้เป็นโค้ชยิ่งได้ง่ายขึ้น

618
00:27:09.774 --> 00:27:17.757
แต่มีวิธีการนึงที่ที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆ

619
00:27:18.033 --> 00:27:20.364
เรารู้ไหมว่าทำยังไง

620
00:27:21.694 --> 00:27:22.120

621
00:27:23.103 --> 00:27:24.047
รู้ไหมครับ

622
00:27:24.196 --> 00:27:29.325
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ๆในการเป็นโค้ช

623
00:27:29.122 --> 00:27:33.662
ที่เราจะสามารถแปลงจาก working Memory ไปยัง long term Memory

624
00:27:35.014 --> 00:27:35.297

625
00:27:35.464 --> 00:27:35.937

626
00:27:35.974 --> 00:27:39.248
ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า

627
00:27:39.754 --> 00:27:43.147
การที่เราจะจำอะไรได้นานๆเนี่ยตรงเซลล์

628
00:27:43.473 --> 00:27:45.707
เซลล์ประสาทของเรา

629
00:27:46.033 --> 00:27:50.447
สงสัยเน็ตที่มันเชื่อมต่อกันระหว่างแอกซอนกับเดนไดรต์

630
00:27:50.262 --> 00:27:50.557

631
00:27:50.643 --> 00:27:50.894

632
00:27:50.773 --> 00:27:53.282
ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

633
00:27:53.212 --> 00:27:54.304
รับข้อมูล

634
00:27:54.493 --> 00:27:58.017
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี

635
00:27:58.143 --> 00:28:00.165
เราจำได้ไหมว่า

636
00:28:00.443 --> 00:28:02.942
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

637
00:28:03.014 --> 00:28:05.810
สงสัยแบบนั้นมันต่อไปอย่างแข็งแรง

638
00:28:08.394 --> 00:28:09.919
อาทิตย์ที่แล้ว

639
00:28:10.313 --> 00:28:10.673

640
00:28:10.633 --> 00:28:13.716
ก็คือการทำซ้ำๆนะครับ

641
00:28:13.963 --> 00:28:16.513
การทำซ้ำซ้ำจะช่วยให้

642
00:28:16.593 --> 00:28:18.942
ตำแหน่ง sinus

643
00:28:18.832 --> 00:28:19.579

644
00:28:19.993 --> 00:28:20.229

645
00:28:23.633 --> 00:28:23.887

646
00:28:24.663 --> 00:28:24.897

647
00:28:25.563 --> 00:28:26.376

648
00:28:27.034 --> 00:28:29.531
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

649
00:28:29.792 --> 00:28:31.313
ตรงเนี้ย

650
00:28:31.713 --> 00:28:38.769
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวร Drive ใช่ไหมครับแล้วออกมาเอกซเรย์แล้วก็มาต่อที่เดนไดรต์ของเซลล์สัตว์

651
00:28:38.562 --> 00:28:39.186

652
00:28:39.843 --> 00:28:40.411

653
00:28:40.672 --> 00:28:40.968

654
00:28:40.993 --> 00:28:41.691
มัน

655
00:28:41.633 --> 00:28:44.651
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

656
00:28:44.653 --> 00:28:44.872

657
00:28:44.973 --> 00:28:46.418
ถ้าเราอยาก

658
00:28:46.513 --> 00:28:49.669
ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ย

659
00:28:49.582 --> 00:28:49.851

660
00:28:49.902 --> 00:28:52.210
สงสัยเน็ตตรงนี้มันต้อง

661
00:28:52.533 --> 00:28:54.141
ต่อกันให้มันแน่น

662
00:28:54.453 --> 00:28:58.061
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

663
00:28:58.552 --> 00:29:02.733
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้

664
00:29:02.973 --> 00:29:03.548

665
00:29:03.873 --> 00:29:08.874
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ใส่เน็ตเนี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรง

666
00:29:08.673 --> 00:29:12.473
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ย

667
00:29:12.452 --> 00:29:15.921
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับ

668
00:29:15.983 --> 00:29:17.856
คำซ้ำคำซ้ำ

669
00:29:18.092 --> 00:29:22.976
ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่

670
00:29:23.032 --> 00:29:25.303
ครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

671
00:29:25.712 --> 00:29:32.046
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

672
00:29:32.193 --> 00:29:32.820

673
00:29:33.403 --> 00:29:39.250
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

674
00:29:39.813 --> 00:29:40.374

675
00:29:40.322 --> 00:29:43.223
มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

676
00:29:43.523 --> 00:29:44.059

677
00:29:44.162 --> 00:29:47.893
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

678
00:29:48.143 --> 00:29:48.955
เราจะ

679
00:29:48.912 --> 00:29:52.769
ช่างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็ม

680
00:29:52.751 --> 00:29:55.565
ต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก

681
00:29:55.502 --> 00:29:56.028

682
00:29:56.342 --> 00:29:57.624
เพราะฉะนั้น

683
00:29:58.072 --> 00:29:58.477

684
00:29:58.392 --> 00:29:58.683

685
00:29:58.642 --> 00:30:00.707
การ n โค้ดดิ้ง

686
00:30:00.882 --> 00:30:02.925
นะครับการเอ็นโค้ดดิ้ง

687
00:30:05.562 --> 00:30:05.794

688
00:30:05.691 --> 00:30:06.392

689
00:30:06.521 --> 00:30:10.001
การ End โค้ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อน

690
00:30:09.791 --> 00:30:14.759
นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้เนี่ย

691
00:30:14.662 --> 00:30:14.915

692
00:30:15.173 --> 00:30:15.445

693
00:30:15.752 --> 00:30:19.105
วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ

694
00:30:19.652 --> 00:30:23.001
ทองหรือทำซ้ำๆซ้ำๆ

695
00:30:23.242 --> 00:30:26.331
ครับเดี๋ยวมันจะมาถึง long term Memory ได้

696
00:30:26.382 --> 00:30:28.160
แต่ถ้าคน

697
00:30:28.113 --> 00:30:36.277
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

698
00:30:36.502 --> 00:30:36.901

699
00:30:38.172 --> 00:30:38.446

700
00:30:38.302 --> 00:30:38.544

701
00:30:38.681 --> 00:30:39.767
ที่นี้

702
00:30:39.771 --> 00:30:43.084
พอมันอยู่ในรองเธอ Memory แล้วนะครับ

703
00:30:43.671 --> 00:30:43.975

704
00:30:44.511 --> 00:30:46.743
เราสามารถดึง

705
00:30:47.272 --> 00:30:47.827

706
00:30:48.031 --> 00:30:56.580
เราสามารถดีไซน์อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

707
00:30:57.392 --> 00:30:59.829
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง

708
00:31:00.201 --> 00:31:01.339
สมมุติว่า

709
00:31:01.361 --> 00:31:04.164
เราเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้ว

710
00:31:04.181 --> 00:31:08.898
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในรองเธอ Memory เราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า

711
00:31:08.792 --> 00:31:09.386
กลับ

712
00:31:09.431 --> 00:31:11.229
มีอาจารย์สั่ง

713
00:31:11.481 --> 00:31:13.267
งานให้เราทำ

714
00:31:13.341 --> 00:31:17.713
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในรองเท้า Memory

715
00:31:17.561 --> 00:31:22.072
เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้

716
00:31:22.311 --> 00:31:22.748

717
00:31:23.071 --> 00:31:26.823
สามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา

718
00:31:26.991 --> 00:31:31.102
ครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

719
00:31:31.151 --> 00:31:35.903
long term Memory ได้กับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว

720
00:31:36.472 --> 00:31:39.434
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

721
00:31:40.111 --> 00:31:41.121
ได้เลย

722
00:31:41.071 --> 00:31:41.580

723
00:31:41.522 --> 00:31:41.952

724
00:31:42.491 --> 00:31:42.967

725
00:31:43.261 --> 00:31:48.444
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ working Memory แต่เราไม่สามารถ

726
00:31:48.441 --> 00:31:54.361
ส่งผ่านมายัง long term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง long term Memory ได้

727
00:31:54.400 --> 00:31:55.422
เราก็

728
00:31:55.360 --> 00:31:57.141
ลืมได้เหมือนกัน

729
00:31:57.151 --> 00:31:57.798

730
00:31:57.861 --> 00:32:00.194
มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

731
00:32:00.231 --> 00:32:00.557

732
00:32:00.682 --> 00:32:00.963

733
00:32:01.132 --> 00:32:01.756

734
00:32:01.711 --> 00:32:03.542
เพราะฉะนั้น

735
00:32:03.501 --> 00:32:07.666
ตรงเอ็นโค้ดเดอร์งานสำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการ

736
00:32:07.469 --> 00:32:08.428
ของเรา

737
00:32:08.750 --> 00:32:10.111
เพื่อแปลงจาก

738
00:32:10.030 --> 00:32:13.801
ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ

739
00:32:13.810 --> 00:32:15.274
ระยะยาว

740
00:32:15.290 --> 00:32:16.252
ไม่ได้

741
00:32:16.310 --> 00:32:17.185

742
00:32:17.150 --> 00:32:17.622

743
00:32:17.981 --> 00:32:18.265

744
00:32:18.231 --> 00:32:18.495

745
00:32:18.491 --> 00:32:24.475
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

746
00:32:24.641 --> 00:32:25.354

747
00:32:26.181 --> 00:32:30.542
เราเรียกว่าทฤษฎี information processing theory

748
00:32:30.590 --> 00:32:34.825
ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

749
00:32:34.952 --> 00:32:35.409

750
00:32:36.871 --> 00:32:37.124

751
00:32:37.260 --> 00:32:37.728

752
00:32:37.510 --> 00:32:37.915

753
00:32:37.771 --> 00:32:38.151

754
00:32:38.090 --> 00:32:38.715

755
00:32:38.672 --> 00:32:38.915

756
00:32:38.921 --> 00:32:39.434

757
00:32:39.700 --> 00:32:39.999

758
00:32:39.951 --> 00:32:40.196

759
00:32:40.150 --> 00:32:40.378

760
00:32:41.170 --> 00:32:41.460

761
00:32:41.491 --> 00:32:41.756

762
00:32:41.679 --> 00:32:41.972

763
00:32:42.002 --> 00:32:42.253

764
00:32:42.191 --> 00:32:42.419

765
00:32:42.390 --> 00:32:42.605

766
00:32:42.580 --> 00:32:42.808

767
00:32:42.710 --> 00:32:43.593

768
00:32:44.051 --> 00:32:46.411
ทฤษฎีต่อมานะครับ

769
00:32:46.419 --> 00:32:52.671
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าคอนสตรัคติวิซึมเทียรี่

770
00:32:53.270 --> 00:32:53.908

771
00:32:54.870 --> 00:32:55.168

772
00:32:55.190 --> 00:32:59.303
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

773
00:32:59.809 --> 00:33:02.120
พี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคน

774
00:33:02.370 --> 00:33:03.725
จำเป็นต้องรู้จัก

775
00:33:03.710 --> 00:33:04.285

776
00:33:06.092 --> 00:33:06.344

777
00:33:06.350 --> 00:33:11.576
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน

778
00:33:11.660 --> 00:33:13.494
เกิดจากความ 2 ทฤษฎี

779
00:33:13.520 --> 00:33:13.765

780
00:33:13.969 --> 00:33:14.237

781
00:33:14.420 --> 00:33:14.708

782
00:33:15.191 --> 00:33:15.465

783
00:33:15.510 --> 00:33:22.142
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์

784
00:33:22.490 --> 00:33:25.848
อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

785
00:33:26.390 --> 00:33:29.092
ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

786
00:33:29.670 --> 00:33:30.352

787
00:33:30.370 --> 00:33:33.415
วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ

788
00:33:33.570 --> 00:33:36.922
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของวัยก๊อตจิ

789
00:33:37.289 --> 00:33:37.791

790
00:33:37.740 --> 00:33:39.819
อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า

791
00:33:39.790 --> 00:33:41.896
ไม่ค่อยน่าจะคุยในนี้

792
00:33:42.410 --> 00:33:43.375
ไม่ค่อยมี

793
00:33:43.429 --> 00:33:46.711
รู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักพี่อาเจ

794
00:33:46.580 --> 00:33:46.895

795
00:33:46.899 --> 00:33:47.526

796
00:33:48.110 --> 00:33:51.708
คอนสตรัคติวิซึมหรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

797
00:33:51.949 --> 00:33:55.278
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

798
00:33:55.350 --> 00:33:58.440
โดยทฤษฎีแรกของเพียเจต์เนี่ย

799
00:33:58.490 --> 00:34:01.685
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

800
00:34:01.890 --> 00:34:05.864
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

801
00:34:06.179 --> 00:34:06.737

802
00:34:06.749 --> 00:34:08.685
ตัวบุคคลแต่ละคน

803
00:34:08.669 --> 00:34:08.971

804
00:34:09.119 --> 00:34:14.273
แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

805
00:34:14.569 --> 00:34:18.094
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

806
00:34:18.230 --> 00:34:20.915
คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

807
00:34:21.040 --> 00:34:23.605
ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

808
00:34:23.989 --> 00:34:24.509

809
00:34:25.009 --> 00:34:29.042
เกาหลีลวงเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

810
00:34:28.919 --> 00:34:29.446

811
00:34:29.369 --> 00:34:29.575

812
00:34:29.749 --> 00:34:34.503
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

813
00:34:34.880 --> 00:34:40.946
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปคลุกคลีเข้าไปเผชิญกับ

814
00:34:41.090 --> 00:34:43.093
ปรากฏการณ์แน่นๆนะครับ

815
00:34:43.208 --> 00:34:45.969
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

816
00:34:46.669 --> 00:34:47.184

817
00:34:47.560 --> 00:34:50.849
แต่เขามาเพิ่มที่ไวก็อตสกี้คำว่า

818
00:34:51.089 --> 00:34:56.099
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

819
00:34:56.528 --> 00:34:57.487
นะครับ

820
00:34:57.429 --> 00:35:01.078
เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

821
00:35:01.150 --> 00:35:02.467
เราคนเดียว

822
00:35:02.490 --> 00:35:05.391
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

823
00:35:05.500 --> 00:35:08.430
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

824
00:35:08.388 --> 00:35:08.600

825
00:35:08.578 --> 00:35:11.979
ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้

826
00:35:11.910 --> 00:35:14.853
ครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

827
00:35:14.789 --> 00:35:15.034

828
00:35:15.039 --> 00:35:17.715
ช่วยสอนก่อนในระยะนึง

829
00:35:17.799 --> 00:35:19.400
เพื่อให้เราทำเป็น

830
00:35:19.589 --> 00:35:21.760
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

831
00:35:21.828 --> 00:35:22.656
ก็ได้

832
00:35:22.599 --> 00:35:23.348

833
00:35:23.309 --> 00:35:25.093
เคยไหมว่า

834
00:35:25.489 --> 00:35:35.211
เราพยายามเถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองอ่ะมันได้แค่นี้จริงๆ

835
00:35:35.159 --> 00:35:39.563
แต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มันแนะนำ

836
00:35:39.578 --> 00:35:41.689
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

837
00:35:41.758 --> 00:35:44.461
เอาเราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

838
00:35:44.508 --> 00:35:45.146

839
00:35:45.088 --> 00:35:45.467

840
00:35:45.598 --> 00:35:49.101
กระบวนการเนี่ยเป็นคำอธิบายของไวก็อตสกี้

841
00:35:49.069 --> 00:35:49.634

842
00:35:50.148 --> 00:35:57.635
กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของเพียเจต์

843
00:35:57.839 --> 00:35:58.403

844
00:35:58.668 --> 00:35:58.916

845
00:35:59.438 --> 00:35:59.748

846
00:35:59.698 --> 00:36:00.919

847
00:36:01.300 --> 00:36:03.672
มาดูรายละเอียดครับว่า

848
00:36:04.759 --> 00:36:06.802
เฮียเจอธิบาย

849
00:36:06.748 --> 00:36:07.554
ถึง

850
00:36:08.349 --> 00:36:12.367
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

851
00:36:12.759 --> 00:36:15.081
ไหวอย่างไรนะครับ

852
00:36:15.709 --> 00:36:16.068

853
00:36:17.829 --> 00:36:19.149
แต่ละคน

854
00:36:19.168 --> 00:36:19.937
นะครับ

855
00:36:19.868 --> 00:36:22.630
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

856
00:36:22.568 --> 00:36:23.341
2

857
00:36:23.718 --> 00:36:24.795
ลักษณะ

858
00:36:24.868 --> 00:36:26.011
ครับก็คือ

859
00:36:26.219 --> 00:36:28.003
กระบวนการดูดซึม

860
00:36:28.269 --> 00:36:33.180
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับมี 2 อย่าง

861
00:36:33.588 --> 00:36:38.760
samaritan นะครับ at simulation คือการดูดซึม

862
00:36:38.967 --> 00:36:39.591

863
00:36:40.378 --> 00:36:41.450
สวนญี่ปุ่น

864
00:36:41.469 --> 00:36:46.387
คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

865
00:36:46.399 --> 00:36:48.048
vaccination

866
00:36:47.938 --> 00:36:49.481
มี 2 อย่าง

867
00:36:49.538 --> 00:36:51.069
ซึ่ง

868
00:36:51.137 --> 00:36:54.605
assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

869
00:36:56.198 --> 00:36:59.838
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

870
00:37:00.748 --> 00:37:01.693
ให้มัน

871
00:37:02.158 --> 00:37:02.592

872
00:37:02.737 --> 00:37:06.128
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

873
00:37:06.067 --> 00:37:06.753

874
00:37:08.108 --> 00:37:13.451
ถ้ามัน 3 ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้เนี่ย

875
00:37:13.497 --> 00:37:16.318
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

876
00:37:16.377 --> 00:37:16.898

877
00:37:16.947 --> 00:37:17.344

878
00:37:17.207 --> 00:37:19.004
อย่างเช่นว่า

879
00:37:19.908 --> 00:37:20.195

880
00:37:20.158 --> 00:37:23.164
เด็กคนนึงนะครับเกิดมาแล้วเห็น

881
00:37:23.108 --> 00:37:23.867
ไก่

882
00:37:24.578 --> 00:37:25.722
ครั้งแรก

883
00:37:25.727 --> 00:37:26.396
กลับ

884
00:37:26.427 --> 00:37:27.341
ในปี

885
00:37:27.268 --> 00:37:27.960

886
00:37:28.167 --> 00:37:29.111
หาง

887
00:37:29.187 --> 00:37:31.186
ครับมีขา 2 ขา

888
00:37:31.237 --> 00:37:32.318
กลับแล้ว

889
00:37:33.029 --> 00:37:38.309
แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก

890
00:37:39.118 --> 00:37:41.305
รับซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก

891
00:37:41.747 --> 00:37:41.979

892
00:37:42.448 --> 00:37:42.681

893
00:37:43.028 --> 00:37:45.881
ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงไม่เห็นเป็ด

894
00:37:46.547 --> 00:37:48.161
อีกเหมือนกัน

895
00:37:48.087 --> 00:37:51.035
ได้ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมัน

896
00:37:51.297 --> 00:37:55.285
ต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ้องค้าเหมือนกัน

897
00:37:55.137 --> 00:37:59.565
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

898
00:37:59.818 --> 00:38:01.166
แบบเนี้ย

899
00:38:01.288 --> 00:38:01.526

900
00:38:01.546 --> 00:38:06.278
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกัน

901
00:38:06.277 --> 00:38:06.796

902
00:38:06.787 --> 00:38:07.035

903
00:38:06.986 --> 00:38:11.434
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

904
00:38:11.668 --> 00:38:16.665
ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์

905
00:38:16.538 --> 00:38:17.033

906
00:38:17.236 --> 00:38:17.533

907
00:38:17.426 --> 00:38:20.267
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

908
00:38:20.307 --> 00:38:22.999
ครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน

909
00:38:23.187 --> 00:38:23.483

910
00:38:23.507 --> 00:38:24.026

911
00:38:24.097 --> 00:38:30.614
ถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้

912
00:38:30.747 --> 00:38:33.554
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

913
00:38:33.897 --> 00:38:34.387

914
00:38:35.497 --> 00:38:35.920

915
00:38:36.007 --> 00:38:37.915
แต่เมื่อใดก็ตาม

916
00:38:37.926 --> 00:38:38.494

917
00:38:38.696 --> 00:38:40.553
ถ้าความรู้ใหม่

918
00:38:41.588 --> 00:38:45.832
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

919
00:38:45.806 --> 00:38:53.909
นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น

920
00:38:54.196 --> 00:38:54.760

921
00:38:54.908 --> 00:38:57.344
อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ

922
00:38:57.276 --> 00:39:00.993
maximization หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

923
00:39:01.117 --> 00:39:01.683

924
00:39:02.266 --> 00:39:03.485
ง่ายๆก็คือ

925
00:39:03.427 --> 00:39:09.677
ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

926
00:39:10.147 --> 00:39:11.102
นักเรียน

927
00:39:11.106 --> 00:39:15.430
กลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

928
00:39:15.407 --> 00:39:17.774
assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

929
00:39:18.478 --> 00:39:18.897

930
00:39:18.928 --> 00:39:24.069
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

931
00:39:24.506 --> 00:39:26.661
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย

932
00:39:26.747 --> 00:39:27.252

933
00:39:27.447 --> 00:39:28.013

934
00:39:28.147 --> 00:39:32.130
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแอคคอมโมเดชั่นแทน

935
00:39:32.577 --> 00:39:33.090

936
00:39:33.466 --> 00:39:35.358
ดังนั้น

937
00:39:35.196 --> 00:39:37.836
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

938
00:39:38.466 --> 00:39:45.669
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

939
00:39:45.896 --> 00:39:49.184
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

940
00:39:49.616 --> 00:39:50.313
ก่อน

941
00:39:50.386 --> 00:39:50.947

942
00:39:51.466 --> 00:39:57.376
อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายาม

943
00:39:57.237 --> 00:39:57.523

944
00:39:57.425 --> 00:40:01.713
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

945
00:40:01.907 --> 00:40:03.897
เนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

946
00:40:03.966 --> 00:40:07.614
ใหม่ในวันนี้ครับพยายามเชื่อมโยงให้ได้

947
00:40:07.546 --> 00:40:07.784

948
00:40:07.746 --> 00:40:10.486
นักเรียนจะได้เกิด exhalation

949
00:40:10.697 --> 00:40:12.028
ได้ง่ายกว่า

950
00:40:12.166 --> 00:40:12.743

951
00:40:12.937 --> 00:40:13.222

952
00:40:14.407 --> 00:40:15.292

953
00:40:15.496 --> 00:40:15.774

954
00:40:15.686 --> 00:40:20.861
กระบวนการแอคคอมโมเดชั่นกับ assassination นะครับมันก็

955
00:40:21.006 --> 00:40:21.823
มี

956
00:40:22.477 --> 00:40:22.741

957
00:40:22.866 --> 00:40:25.842
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

958
00:40:25.865 --> 00:40:28.578
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

959
00:40:29.205 --> 00:40:34.714
แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับแต่ว่า

960
00:40:34.586 --> 00:40:36.302
2 กระบวนการนี้

961
00:40:36.316 --> 00:40:37.581
มันก็

962
00:40:37.917 --> 00:40:39.638
มีการเรียนรู้จัก

963
00:40:39.966 --> 00:40:42.972
จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

964
00:40:43.166 --> 00:40:46.720
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

965
00:40:46.695 --> 00:40:48.229
ซึ่งเพียเจต์

966
00:40:48.616 --> 00:40:51.108
ก็ได้ศึกษาถึง

967
00:40:51.176 --> 00:40:54.187
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

968
00:40:54.256 --> 00:40:54.832

969
00:40:55.026 --> 00:40:56.812
เขาเสนอทฤษฎี

970
00:40:56.877 --> 00:41:02.096
ราคาการใช้ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

971
00:41:02.196 --> 00:41:02.708

972
00:41:02.776 --> 00:41:03.078

973
00:41:02.966 --> 00:41:06.757
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี

974
00:41:07.186 --> 00:41:09.573
กลับแล้วก็เขาก็สรุปว่า

975
00:41:10.016 --> 00:41:16.110
ลูกของเขาทั้งสามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยครับ

976
00:41:16.485 --> 00:41:17.881
แต่ละช่วงวัย

977
00:41:17.895 --> 00:41:20.659
มีการเรียนรู้เหมือนกันใช้

978
00:41:21.025 --> 00:41:23.519
ลักษณะการเรียนรู้เหมือนกัน

979
00:41:23.586 --> 00:41:26.245
ครับแต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

980
00:41:26.476 --> 00:41:34.365
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

981
00:41:34.225 --> 00:41:36.487
นะครับแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

982
00:41:36.985 --> 00:41:39.548
โดยช่วงวัยแรก

983
00:41:39.546 --> 00:41:39.941

984
00:41:39.796 --> 00:41:42.870
เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปี

985
00:41:42.815 --> 00:41:44.294
ขับรถเรียกว่า

986
00:41:44.415 --> 00:41:47.550
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

987
00:41:48.386 --> 00:41:56.296
ชื่อบ่ได้ง่ายๆเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีเนี่ย

988
00:41:56.834 --> 00:41:57.620
เขายัง

989
00:41:57.675 --> 00:42:00.256
แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

990
00:42:01.005 --> 00:42:01.777

991
00:42:02.156 --> 00:42:07.468
ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ

992
00:42:07.545 --> 00:42:13.597
ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วันแรกอยากจะเรียนรู้จากการสัมผัส

993
00:42:13.494 --> 00:42:14.973
เป็นหลักนะครับพี่

994
00:42:14.904 --> 00:42:15.424

995
00:42:15.616 --> 00:42:16.235

996
00:42:16.385 --> 00:42:20.509
จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

997
00:42:20.665 --> 00:42:22.077
จะหยิบไปก่อน

998
00:42:22.025 --> 00:42:25.307
หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อย

999
00:42:25.735 --> 00:42:31.904
อัพเดทก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

1000
00:42:32.074 --> 00:42:34.725
ต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บ

1001
00:42:34.825 --> 00:42:35.334

1002
00:42:35.404 --> 00:42:38.629
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส

1003
00:42:38.615 --> 00:42:40.669
ซับในช่วง 2 วันแรก

1004
00:42:41.175 --> 00:42:41.797

1005
00:42:42.585 --> 00:42:42.864

1006
00:42:43.025 --> 00:42:43.241

1007
00:42:43.285 --> 00:42:43.531

1008
00:42:43.475 --> 00:42:43.864

1009
00:42:43.864 --> 00:42:44.116

1010
00:42:45.014 --> 00:42:45.893

1011
00:42:45.845 --> 00:42:46.307

1012
00:42:46.355 --> 00:42:52.355
หาที่นี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี

1013
00:42:52.445 --> 00:42:53.071

1014
00:42:53.144 --> 00:42:57.105
หรือช่วงซึ่งถึงขั้นก่อนปฏิบัติการคิด

1015
00:42:56.994 --> 00:42:57.564

1016
00:42:57.504 --> 00:42:57.745

1017
00:42:57.764 --> 00:43:01.016
ดวง 2-7 ปีช่วงนี้จะ

1018
00:43:00.905 --> 00:43:02.623
เรียนรู้จาก

1019
00:43:02.565 --> 00:43:02.871

1020
00:43:03.215 --> 00:43:03.514

1021
00:43:03.345 --> 00:43:03.590

1022
00:43:03.724 --> 00:43:05.916
เราจำได้ไหมคำว่าช่วง

1023
00:43:06.024 --> 00:43:07.742
อายุเท่านี้เรา

1024
00:43:08.396 --> 00:43:10.243
เริ่มเรียนรู้จากอะไร

1025
00:43:12.696 --> 00:43:13.001

1026
00:43:13.145 --> 00:43:16.158
เรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม

1027
00:43:16.595 --> 00:43:17.802
ณตอนนั้น

1028
00:43:18.324 --> 00:43:21.104
อย่างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ย

1029
00:43:21.030 --> 00:43:21.298

1030
00:43:21.215 --> 00:43:21.499

1031
00:43:21.465 --> 00:43:22.807
สิ่งที่มันเป็น

1032
00:43:23.384 --> 00:43:25.100
รูปภาพใช่ไหมครับ

1033
00:43:25.825 --> 00:43:28.267
เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

1034
00:43:28.704 --> 00:43:33.466
กลับยังตอนสอดเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

1035
00:43:34.275 --> 00:43:36.039
ยังไงครับขอเอารูป

1036
00:43:36.015 --> 00:43:42.642
ภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

1037
00:43:42.794 --> 00:43:45.500
เริ่มจากเอาผลไม้ 2 ลูก

1038
00:43:45.624 --> 00:43:51.254
แอปเปิ้ล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิ้ล 3 ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูก

1039
00:43:51.444 --> 00:43:56.685
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก

1040
00:43:57.084 --> 00:44:01.847
ในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2 ถึง 7 ปีเนี่ย

1041
00:44:01.824 --> 00:44:04.773
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1042
00:44:04.834 --> 00:44:07.019
จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1043
00:44:07.464 --> 00:44:07.728

1044
00:44:07.783 --> 00:44:08.283

1045
00:44:08.293 --> 00:44:08.565

1046
00:44:09.325 --> 00:44:09.609

1047
00:44:09.514 --> 00:44:12.546
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

1048
00:44:12.584 --> 00:44:15.467
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

1049
00:44:15.594 --> 00:44:18.489
นักเรียนของเรานะครับเราจะได้

1050
00:44:18.805 --> 00:44:23.229
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

1051
00:44:24.564 --> 00:44:29.243
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

1052
00:44:29.183 --> 00:44:30.586
ช่วงนี้

1053
00:44:30.713 --> 00:44:31.434
นะครับ

1054
00:44:31.423 --> 00:44:35.335
เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม

1055
00:44:35.264 --> 00:44:35.910
นะครับ

1056
00:44:36.674 --> 00:44:36.994

1057
00:44:37.123 --> 00:44:43.859
7-11 ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

1058
00:44:43.984 --> 00:44:49.308
ขายสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

1059
00:44:50.064 --> 00:44:50.642

1060
00:44:50.773 --> 00:44:51.206

1061
00:44:51.474 --> 00:44:52.356
ก็คือ

1062
00:44:52.433 --> 00:44:56.905
เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับ

1063
00:44:56.913 --> 00:44:58.836
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

1064
00:44:58.974 --> 00:45:03.209
ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข

1065
00:45:03.583 --> 00:45:06.932
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

1066
00:45:07.043 --> 00:45:09.440
ครับ 100 มากกว่า 20

1067
00:45:09.864 --> 00:45:11.794
มากขนาดไหนอย่างนี้ครับ

1068
00:45:12.104 --> 00:45:18.593
ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

1069
00:45:19.024 --> 00:45:20.874
อัพเดทถึง 11 ปี

1070
00:45:21.323 --> 00:45:22.656
แล้วสามารถ

1071
00:45:22.992 --> 00:45:27.991
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

1072
00:45:27.982 --> 00:45:30.130
กับ 7-11 ดีเนี่ย

1073
00:45:29.972 --> 00:45:34.282
เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

1074
00:45:34.522 --> 00:45:35.118
นะครับ

1075
00:45:35.423 --> 00:45:36.750
แต่ถ้าเป็น

1076
00:45:36.895 --> 00:45:45.635
ต่ำกว่า 7 ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดยังไงเราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

1077
00:45:45.733 --> 00:45:48.622
แต่ 7-11 ปีเริ่ม

1078
00:45:48.625 --> 00:45:51.501
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว

1079
00:45:51.623 --> 00:45:52.060

1080
00:45:54.704 --> 00:45:55.723
ส่วน

1081
00:45:55.733 --> 00:45:56.009

1082
00:45:56.433 --> 00:45:57.696
อายุ

1083
00:45:57.843 --> 00:45:58.405

1084
00:45:58.423 --> 00:46:03.185
11-15 ปีนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

1085
00:46:03.543 --> 00:46:05.909
การเรียนรู้แบบนามธรรม

1086
00:46:06.104 --> 00:46:07.758
ศึกษานะครับ

1087
00:46:07.773 --> 00:46:09.559
ก็คือเด็กสามารถ

1088
00:46:09.623 --> 00:46:14.384
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้

1089
00:46:14.433 --> 00:46:15.257
มี

1090
00:46:15.203 --> 00:46:19.230
ตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

1091
00:46:19.174 --> 00:46:19.733

1092
00:46:19.882 --> 00:46:22.209
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

1093
00:46:22.383 --> 00:46:27.766
11-15 ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้มีไข้เกี่ยวกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

1094
00:46:27.693 --> 00:46:28.132

1095
00:46:28.083 --> 00:46:28.311

1096
00:46:28.402 --> 00:46:28.912

1097
00:46:30.903 --> 00:46:31.161

1098
00:46:31.093 --> 00:46:31.468

1099
00:46:31.472 --> 00:46:31.685

1100
00:46:31.602 --> 00:46:32.413

1101
00:46:32.503 --> 00:46:37.205
ซึ่งเพียเจต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

1102
00:46:37.182 --> 00:46:39.793
บุคคลแต่ละคนนะครับ

1103
00:46:40.253 --> 00:46:42.768
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

1104
00:46:43.003 --> 00:46:44.534
คนเราแต่ละคน

1105
00:46:44.992 --> 00:46:45.613

1106
00:46:47.103 --> 00:46:47.410

1107
00:46:47.232 --> 00:46:53.270
ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกลก็คือ

1108
00:46:53.702 --> 00:47:00.086
assimilation กับ accommodation การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

1109
00:47:00.422 --> 00:47:01.508
กลับแล้ว

1110
00:47:02.353 --> 00:47:07.817
แต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

1111
00:47:07.792 --> 00:47:08.742
ตามวัย

1112
00:47:08.821 --> 00:47:14.176
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

1113
00:47:14.393 --> 00:47:14.635

1114
00:47:14.522 --> 00:47:14.833

1115
00:47:15.162 --> 00:47:17.242
อันนี้เป็นส่วนของเพียเจต์

1116
00:47:17.543 --> 00:47:18.174

1117
00:47:18.112 --> 00:47:18.601

1118
00:47:19.332 --> 00:47:19.599

1119
00:47:21.121 --> 00:47:23.869
ตอบมาไวก็อตสกี้

1120
00:47:24.962 --> 00:47:25.411

1121
00:47:25.482 --> 00:47:25.871

1122
00:47:25.802 --> 00:47:28.660
White God ที่จะอธิบายถึง

1123
00:47:29.062 --> 00:47:29.828

1124
00:47:31.823 --> 00:47:36.637
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

1125
00:47:36.692 --> 00:47:39.525
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

1126
00:47:39.441 --> 00:47:44.173
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า Social จิ๋ว

1127
00:47:44.062 --> 00:47:45.022

1128
00:47:45.022 --> 00:47:47.196
แต่ถ้าเคลียร์เจคือ

1129
00:47:47.772 --> 00:47:51.694
ยินดีด้วยนะครับก็คือส่วนบุคคล

1130
00:47:51.943 --> 00:47:52.440

1131
00:47:52.512 --> 00:47:55.754
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับ

1132
00:47:55.989 --> 00:47:57.567
ในภายหลังนะครับ

1133
00:47:57.702 --> 00:47:59.104
เอกสารของวันนี้

1134
00:48:01.352 --> 00:48:02.054

1135
00:48:01.992 --> 00:48:02.417

1136
00:48:02.821 --> 00:48:03.132

1137
00:48:03.022 --> 00:48:06.774
ถ้าเป็นเกียร์ J คือ individual Skill

1138
00:48:06.671 --> 00:48:09.421
วีดีโอคือส่วนบุคคลนะครับ

1139
00:48:09.871 --> 00:48:11.011
ส่วนบุคคล

1140
00:48:11.342 --> 00:48:11.644

1141
00:48:13.332 --> 00:48:18.466
ทีนี้เรามาดูไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร

1142
00:48:18.391 --> 00:48:18.772

1143
00:48:19.221 --> 00:48:23.390
ไวก็อตสกี้จะให้ความสำคัญกับการ

1144
00:48:23.070 --> 00:48:24.461
ช่วยเหลือ

1145
00:48:24.672 --> 00:48:24.890

1146
00:48:25.382 --> 00:48:27.623
ในการเรียนรู้นะครับ

1147
00:48:27.811 --> 00:48:32.267
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding

1148
00:48:32.232 --> 00:48:34.072
coding คือการ

1149
00:48:34.022 --> 00:48:36.904
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

1150
00:48:36.902 --> 00:48:41.977
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่า scaffolding

1151
00:48:42.161 --> 00:48:45.449
บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

1152
00:48:45.681 --> 00:48:49.106
บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้

1153
00:48:49.340 --> 00:48:52.040
บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้าน

1154
00:48:52.341 --> 00:48:52.938

1155
00:48:53.371 --> 00:48:55.776
เนี่ยไอ้ตัวนี้คือ coding

1156
00:48:55.742 --> 00:48:56.218

1157
00:48:56.382 --> 00:48:57.405

1158
00:48:57.542 --> 00:49:01.093
นึกว่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

1159
00:49:01.891 --> 00:49:02.145

1160
00:49:02.141 --> 00:49:06.650
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

1161
00:49:07.271 --> 00:49:10.354
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

1162
00:49:10.341 --> 00:49:15.695
เขาเอาคำว่าสเก็ต 4 หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึง

1163
00:49:15.921 --> 00:49:20.876
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

1164
00:49:21.752 --> 00:49:22.378

1165
00:49:22.461 --> 00:49:22.885

1166
00:49:22.782 --> 00:49:25.586
ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

1167
00:49:25.592 --> 00:49:27.576
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

1168
00:49:27.643 --> 00:49:31.172
คุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

1169
00:49:31.490 --> 00:49:34.562
เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียนครับ

1170
00:49:34.692 --> 00:49:37.957
เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู

1171
00:49:37.901 --> 00:49:38.449

1172
00:49:39.181 --> 00:49:42.259
หรืออาจจะเป็นเพียงก็คือเพื่อนนะครับ

1173
00:49:42.631 --> 00:49:44.249
ยานี้ก็คือเพื่อน

1174
00:49:44.753 --> 00:49:47.607
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

1175
00:49:47.821 --> 00:49:48.517

1176
00:49:48.591 --> 00:49:49.065

1177
00:49:48.791 --> 00:49:52.426
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

1178
00:49:52.621 --> 00:49:56.231
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

1179
00:49:56.540 --> 00:49:57.937
ให้นักเรียน

1180
00:49:58.460 --> 00:50:00.884
เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1181
00:50:00.951 --> 00:50:04.821
ครับหรืออาจจะเป็นชูก็คืออุปกรณ์ที่คือ

1182
00:50:04.860 --> 00:50:05.512

1183
00:50:05.631 --> 00:50:09.801
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1184
00:50:10.571 --> 00:50:11.148

1185
00:50:12.491 --> 00:50:17.745
เมื่อนักเรียนสักเมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

1186
00:50:18.191 --> 00:50:21.589
นักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

1187
00:50:21.781 --> 00:50:22.486
นะครับ

1188
00:50:23.441 --> 00:50:24.648
สุดท้าย

1189
00:50:24.659 --> 00:50:27.014
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

1190
00:50:27.861 --> 00:50:32.027
เราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออก

1191
00:50:32.660 --> 00:50:37.960
การทำ scheduling ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ

1192
00:50:37.861 --> 00:50:40.658
เมื่อเราใส่ตัวช่วยเขาไป

1193
00:50:40.670 --> 00:50:47.050
จะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรือสื่อหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

1194
00:50:47.214 --> 00:50:52.670
เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว

1195
00:50:53.230 --> 00:50:55.598
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา

1196
00:50:55.601 --> 00:50:56.095

1197
00:50:56.300 --> 00:50:59.958
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย

1198
00:51:00.471 --> 00:51:01.002

1199
00:51:01.430 --> 00:51:06.037
ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเรา

1200
00:51:06.300 --> 00:51:10.604
ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

1201
00:51:10.781 --> 00:51:12.493
ให้ไปถึง

1202
00:51:12.700 --> 00:51:16.436
โซนตัวสีแดงๆนะครับโซนออฟ

1203
00:51:16.300 --> 00:51:19.031
experiment

1204
00:51:19.619 --> 00:51:24.848
Zone of proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น Z TD

1205
00:51:25.391 --> 00:51:27.729
Z p d นี้ก็คือ

1206
00:51:27.699 --> 00:51:31.734
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

1207
00:51:31.800 --> 00:51:33.252
ไปถึง

1208
00:51:33.270 --> 00:51:33.958

1209
00:51:34.100 --> 00:51:37.176
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

1210
00:51:37.691 --> 00:51:37.986

1211
00:51:37.940 --> 00:51:40.580
เราเรียกว่า Zone of proximal Development

1212
00:51:40.959 --> 00:51:41.202

1213
00:51:41.090 --> 00:51:43.717
คืออะไรแซ่บ PD คืออะไร

1214
00:51:43.901 --> 00:51:49.223
ลองมาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

1215
00:51:49.161 --> 00:51:49.994
ใช่ไหมครับ

1216
00:51:50.630 --> 00:51:51.053

1217
00:51:51.270 --> 00:51:53.176
มีวงสีเหลือง

1218
00:51:53.510 --> 00:51:55.105
มีวงสี

1219
00:51:55.889 --> 00:51:58.825
ชมพูกับมีวงสีม่วง

1220
00:51:58.899 --> 00:51:59.535

1221
00:51:59.661 --> 00:51:59.944

1222
00:51:59.980 --> 00:52:01.769
วงสีเหลือง

1223
00:52:01.900 --> 00:52:06.462
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

1224
00:52:06.781 --> 00:52:10.875
นะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้

1225
00:52:11.581 --> 00:52:13.971
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง

1226
00:52:14.140 --> 00:52:18.423
นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตาม JJ อย่างเดียว

1227
00:52:18.299 --> 00:52:18.820

1228
00:52:19.200 --> 00:52:24.564
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้ไหม

1229
00:52:25.220 --> 00:52:27.036
แค่ในขอบเขตเท่านี้

1230
00:52:27.460 --> 00:52:28.118
นะครับ

1231
00:52:28.100 --> 00:52:30.221
อยากได้แค่ในขอบเขตเท่านี้

1232
00:52:30.420 --> 00:52:30.663

1233
00:52:30.990 --> 00:52:31.405

1234
00:52:32.210 --> 00:52:37.857
บางทีแต่ว่านักเรียนคนนึงอาจจะมีศักยภาพสูงสุด

1235
00:52:38.100 --> 00:52:41.563
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้

1236
00:52:41.939 --> 00:52:42.603

1237
00:52:42.649 --> 00:52:47.288
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

1238
00:52:47.459 --> 00:52:49.294
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

1239
00:52:50.140 --> 00:52:50.377

1240
00:52:50.719 --> 00:52:53.671
ทีนี้พอเรามีสแคฟโฟลดิงเข้าไป

1241
00:52:53.609 --> 00:52:54.277

1242
00:52:54.310 --> 00:52:57.512
เราใส่สแคฟโฟลดิงหรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

1243
00:52:57.638 --> 00:52:59.861
นักเรียนจะสามารถ

1244
00:53:00.200 --> 00:53:00.411

1245
00:53:00.328 --> 00:53:04.816
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

1246
00:53:04.748 --> 00:53:06.748
ครับในวงสีชมพู

1247
00:53:07.309 --> 00:53:08.194

1248
00:53:08.212 --> 00:53:08.446

1249
00:53:08.399 --> 00:53:11.573
What I Can Do With help

1250
00:53:11.739 --> 00:53:15.983
สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

1251
00:53:16.280 --> 00:53:18.101
เขาจะทำได้มากขึ้น

1252
00:53:18.269 --> 00:53:20.820
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น

1253
00:53:21.220 --> 00:53:21.782

1254
00:53:22.238 --> 00:53:22.658

1255
00:53:22.558 --> 00:53:22.949

1256
00:53:23.389 --> 00:53:29.143
ลงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า Zone of proximal Development นะครับ

1257
00:53:29.030 --> 00:53:34.212
เป็นโซนเป็นขอบเขตสระแก้วภาคสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

1258
00:53:34.538 --> 00:53:35.272
นะครับ

1259
00:53:36.078 --> 00:53:39.703
จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีสแคฟโฟลดิงเข้ามา

1260
00:53:40.429 --> 00:53:41.316
ช่วย

1261
00:53:41.388 --> 00:53:42.025

1262
00:53:42.548 --> 00:53:46.974
ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

1263
00:53:47.159 --> 00:53:49.326
เราไม่สามารถทำได้

1264
00:53:49.459 --> 00:53:51.768
เกินความสามารถเราจริงๆ

1265
00:53:51.969 --> 00:53:56.977
แม้ว่าจะมีสแคฟโฟลดิงแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว

1266
00:53:56.899 --> 00:53:57.116

1267
00:53:57.278 --> 00:53:58.805
เราไปไม่ถึง

1268
00:53:59.339 --> 00:53:59.958

1269
00:54:01.579 --> 00:54:07.871
แต่ว่าแซ่บ PD คือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

1270
00:54:07.859 --> 00:54:08.482

1271
00:54:08.559 --> 00:54:12.827
ทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

1272
00:54:12.778 --> 00:54:15.144
อันนี้แหละที่เขาบอกว่า

1273
00:54:15.479 --> 00:54:16.805
คุณครู

1274
00:54:16.759 --> 00:54:19.549
ควรสอนให้นักเรียน

1275
00:54:19.258 --> 00:54:22.518
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

1276
00:54:22.899 --> 00:54:23.869
มีครับ

1277
00:54:24.189 --> 00:54:28.998
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

1278
00:54:28.989 --> 00:54:29.252

1279
00:54:29.249 --> 00:54:33.351
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

1280
00:54:33.928 --> 00:54:37.186
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

1281
00:54:37.828 --> 00:54:42.815
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

1282
00:54:43.088 --> 00:54:45.924
ที่เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่

1283
00:54:46.418 --> 00:54:48.043
อยากให้เต็มที่

1284
00:54:48.088 --> 00:54:50.840
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

1285
00:54:51.478 --> 00:54:53.997
บางคนอาจจะเต็มที่ได้ใช้เฟส 2

1286
00:54:54.299 --> 00:54:58.917
บางคนเราไม่มีสแคฟโฟลดิงเลยเขาไปถึง 74 อยู่แล้ว

1287
00:54:58.777 --> 00:54:59.566
ไม่ครับ

1288
00:54:59.807 --> 00:55:05.036
สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

1289
00:55:05.258 --> 00:55:05.900

1290
00:55:05.829 --> 00:55:11.277
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้

1291
00:55:11.718 --> 00:55:12.285

1292
00:55:13.838 --> 00:55:14.074

1293
00:55:14.029 --> 00:55:14.303

1294
00:55:14.219 --> 00:55:14.590

1295
00:55:14.607 --> 00:55:15.929
อันนี้เป็น

1296
00:55:15.888 --> 00:55:18.311
คำอธิบายของทฤษฎี

1297
00:55:18.259 --> 00:55:18.540

1298
00:55:19.217 --> 00:55:22.232
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่ง

1299
00:55:22.619 --> 00:55:25.116
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

1300
00:55:25.048 --> 00:55:25.666

1301
00:55:25.880 --> 00:55:28.069
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

1302
00:55:28.058 --> 00:55:32.790
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

1303
00:55:32.608 --> 00:55:33.681
ศักยภาพ

1304
00:55:33.628 --> 00:55:33.918

1305
00:55:33.888 --> 00:55:34.452

1306
00:55:36.129 --> 00:55:36.343

1307
00:55:36.578 --> 00:55:36.933

1308
00:55:37.668 --> 00:55:37.890

1309
00:55:41.898 --> 00:55:42.185

1310
00:55:42.018 --> 00:55:42.289

1311
00:55:42.279 --> 00:55:42.565

1312
00:55:42.538 --> 00:55:42.762

1313
00:55:42.857 --> 00:55:43.159

1314
00:55:43.108 --> 00:55:47.954
หายดีก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยที่สดีแรกอันนี้ก็

1315
00:55:47.977 --> 00:55:53.228
ชื่อดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

1316
00:55:53.098 --> 00:55:53.734

1317
00:55:54.329 --> 00:55:54.751

1318
00:55:54.838 --> 00:55:55.152

1319
00:55:55.929 --> 00:55:56.154

1320
00:55:56.308 --> 00:55:56.550

1321
00:55:56.629 --> 00:55:57.034

1322
00:55:57.268 --> 00:55:57.541

1323
00:55:57.589 --> 00:55:57.897

1324
00:55:57.978 --> 00:55:58.596

1325
00:55:58.547 --> 00:55:59.560

1326
00:55:59.579 --> 00:56:00.405

1327
00:56:00.338 --> 00:56:00.794

1328
00:56:00.598 --> 00:56:01.340

1329
00:56:01.428 --> 00:56:01.722

1330
00:56:01.888 --> 00:56:06.976
คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับวันนี้เราต้องรู้นะครับ

1331
00:56:07.259 --> 00:56:07.573

1332
00:56:07.518 --> 00:56:13.141
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

1333
00:56:13.218 --> 00:56:13.649

1334
00:56:13.858 --> 00:56:15.899
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

1335
00:56:16.997 --> 00:56:17.903
ให้เด็ก

1336
00:56:18.347 --> 00:56:19.372
กลุ่ม

1337
00:56:19.379 --> 00:56:19.814

1338
00:56:19.568 --> 00:56:24.928
เราต้องคำนึงถึงห้างนั่นไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้

1339
00:56:24.937 --> 00:56:26.873
การเรียนรู้เป็นกลุ่มวันเกิด

1340
00:56:26.808 --> 00:56:31.743
ศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือ

1341
00:56:31.668 --> 00:56:32.056

1342
00:56:32.758 --> 00:56:42.442
นักเรียนกับจะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป

1343
00:56:42.238 --> 00:56:42.800

1344
00:56:42.948 --> 00:56:46.169
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

1345
00:56:46.657 --> 00:56:50.054
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

1346
00:56:50.178 --> 00:56:52.159
หรือน้อยจนเกินไป

1347
00:56:52.238 --> 00:56:52.960
นะครับ

1348
00:56:53.457 --> 00:56:55.615
ประมาณ 3-5 คน

1349
00:56:55.818 --> 00:56:57.094
กำลังพอดี

1350
00:56:57.167 --> 00:56:57.855

1351
00:56:59.671 --> 00:56:59.985

1352
00:57:00.118 --> 00:57:00.338

1353
00:57:00.307 --> 00:57:00.741

1354
00:57:00.757 --> 00:57:09.249
แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน

1355
00:57:09.339 --> 00:57:12.709
เพื่อทำให้ชิ้นงานที่เนี่ยง่ายๆมากเลย

1356
00:57:12.738 --> 00:57:15.037
ให้สมาชิก 10 คน

1357
00:57:15.037 --> 00:57:15.355

1358
00:57:15.297 --> 00:57:15.935

1359
00:57:15.877 --> 00:57:16.253

1360
00:57:16.197 --> 00:57:21.556
มันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนักใช่ไหมเขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

1361
00:57:21.447 --> 00:57:26.493
กระบวนการพ่นพิษไต่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับ

1362
00:57:26.316 --> 00:57:28.052
ก็จะไม่เกิด

1363
00:57:27.917 --> 00:57:28.221

1364
00:57:28.178 --> 00:57:29.251
หรือ

1365
00:57:29.387 --> 00:57:32.804
ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย

1366
00:57:32.976 --> 00:57:33.552

1367
00:57:33.748 --> 00:57:36.076
มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

1368
00:57:36.247 --> 00:57:38.139
ก็มีคนเยอะในการ

1369
00:57:38.097 --> 00:57:39.785
ร่วมไม้ร่วมมือกัน

1370
00:57:39.697 --> 00:57:43.174
แต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

1371
00:57:43.677 --> 00:57:46.470
เราคิดว่าโอกาสหน้าจะสำเร็จมั้ย

1372
00:57:46.297 --> 00:57:48.993
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

1373
00:57:48.936 --> 00:57:54.661
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

1374
00:57:54.697 --> 00:58:00.279
รอพี่นาจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

1375
00:58:00.268 --> 00:58:00.805

1376
00:58:00.908 --> 00:58:05.156
เมื่อคืนจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

1377
00:58:05.266 --> 00:58:05.780

1378
00:58:06.098 --> 00:58:06.355

1379
00:58:06.547 --> 00:58:06.794

1380
00:58:06.996 --> 00:58:09.680
เงื่อนไขที่ 2 นะครับเราต้อง

1381
00:58:09.617 --> 00:58:14.431
แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพาเกื้อกูล

1382
00:58:14.557 --> 00:58:16.779
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

1383
00:58:16.797 --> 00:58:17.608

1384
00:58:17.698 --> 00:58:22.520
ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

1385
00:58:22.817 --> 00:58:27.389
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

1386
00:58:27.428 --> 00:58:30.246
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

1387
00:58:30.446 --> 00:58:31.161
นะครับ

1388
00:58:31.217 --> 00:58:32.350
เราต้อง

1389
00:58:32.427 --> 00:58:37.240
แนะนำนักเรียนคำว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

1390
00:58:37.166 --> 00:58:43.713
พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

1391
00:58:43.827 --> 00:58:45.738
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

1392
00:58:45.888 --> 00:58:46.456

1393
00:58:47.617 --> 00:58:48.025

1394
00:58:47.867 --> 00:58:48.139

1395
00:58:48.447 --> 00:58:51.964
เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3

1396
00:58:51.968 --> 00:58:52.222

1397
00:58:52.606 --> 00:58:52.992

1398
00:58:52.927 --> 00:58:58.255
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1399
00:58:58.377 --> 00:58:58.937

1400
00:58:59.656 --> 00:59:00.042

1401
00:58:59.976 --> 00:59:02.734
ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1402
00:59:02.987 --> 00:59:03.232

1403
00:59:03.498 --> 00:59:03.718

1404
00:59:03.627 --> 00:59:04.026

1405
00:59:03.887 --> 00:59:04.094

1406
00:59:04.137 --> 00:59:04.426

1407
00:59:04.455 --> 00:59:08.105
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ

1408
00:59:08.747 --> 00:59:13.374
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน

1409
00:59:13.297 --> 00:59:13.936

1410
00:59:14.137 --> 00:59:17.717
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้

1411
00:59:17.777 --> 00:59:22.390
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคน

1412
00:59:22.717 --> 00:59:28.930
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานที่นี่ให้มันสำเร็จ

1413
00:59:29.377 --> 00:59:29.899

1414
00:59:31.236 --> 00:59:33.026
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

1415
00:59:34.757 --> 00:59:36.233
แสงสุดท้าย

1416
00:59:36.239 --> 00:59:39.054
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

1417
00:59:39.497 --> 00:59:42.150
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน

1418
00:59:42.636 --> 00:59:47.978
มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

1419
00:59:48.597 --> 00:59:49.257
นะครับ

1420
00:59:50.006 --> 00:59:56.451
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ

1421
00:59:57.247 --> 00:59:57.755

1422
00:59:58.716 --> 00:59:58.997

1423
00:59:59.166 --> 00:59:59.405

1424
00:59:59.816 --> 01:00:00.251

1425
01:00:00.708 --> 01:00:01.124

1426
01:00:01.157 --> 01:00:04.419
เพราะฉะนั้น cooperative Learning นะครับ

1427
01:00:04.676 --> 01:00:06.683
มีเงื่อนไขอยู่ 5

1428
01:00:06.597 --> 01:00:08.599
5 อย่างนะครับพี่

1429
01:00:08.846 --> 01:00:14.468
จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

1430
01:00:14.156 --> 01:00:15.936
มันเกิดประสิทธิภาพ

1431
01:00:16.086 --> 01:00:16.593

1432
01:00:17.426 --> 01:00:17.901

1433
01:00:18.457 --> 01:00:18.880

1434
01:00:19.096 --> 01:00:19.495

1435
01:00:19.607 --> 01:00:19.899

1436
01:00:19.795 --> 01:00:22.311
จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

1437
01:00:23.188 --> 01:00:24.138
นิดเดียว

1438
01:00:25.177 --> 01:00:25.599

1439
01:00:26.207 --> 01:00:26.501

1440
01:00:26.457 --> 01:00:29.144

1441
01:00:29.146 --> 01:00:30.090

1442
01:00:30.106 --> 01:00:30.549

1443
01:00:30.556 --> 01:00:32.090
อันนี้

1444
01:00:32.347 --> 01:00:32.654

1445
01:00:32.735 --> 01:00:33.569

1446
01:00:33.766 --> 01:00:38.254
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1447
01:00:38.377 --> 01:00:38.769

1448
01:00:39.135 --> 01:00:39.418

1449
01:00:39.266 --> 01:00:41.772
ต่างจากคอนสตรัคติวิซึมนะครับ

1450
01:00:41.895 --> 01:00:44.495
เมื่อกี้คอนสตรัคติวิซึมนะ

1451
01:00:44.266 --> 01:00:45.093
มันเป็น

1452
01:00:45.098 --> 01:00:47.790
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆ

1453
01:00:48.046 --> 01:00:53.003
แต่อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานก็ไป

1454
01:00:53.686 --> 01:00:55.869
แล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

1455
01:00:56.377 --> 01:00:57.782
เติมตรงไหนครับ

1456
01:00:57.726 --> 01:00:58.298

1457
01:00:58.295 --> 01:00:58.927

1458
01:00:59.705 --> 01:01:00.014

1459
01:00:59.895 --> 01:01:00.373

1460
01:01:00.216 --> 01:01:00.482

1461
01:01:00.666 --> 01:01:01.090

1462
01:01:01.307 --> 01:01:01.589

1463
01:01:01.757 --> 01:01:04.871
อ่านแล้วดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

1464
01:01:05.016 --> 01:01:08.068
มันชื่อขายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

1465
01:01:10.976 --> 01:01:14.008
ชื่อมันคือคอนสตรัค

1466
01:01:14.055 --> 01:01:17.702
ลิซึ่มใช่ไหมครับคอนสตรัคติวิซึม

1467
01:01:18.536 --> 01:01:20.884
พรศักดิ์แล้วก็ติเลยนะ

1468
01:01:21.165 --> 01:01:21.652

1469
01:01:21.486 --> 01:01:23.925
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

1470
01:01:25.716 --> 01:01:30.263
คอนทราสต์แล้วก็มีชั่นใช่ไหมครับมีช่างมาต่อ

1471
01:01:30.525 --> 01:01:31.043

1472
01:01:31.226 --> 01:01:31.541

1473
01:01:31.486 --> 01:01:32.914
มีคอนเสิร์ต

1474
01:01:32.896 --> 01:01:35.942
ซึมนะครับมีคำว่าช่างมาต่อ

1475
01:01:36.026 --> 01:01:36.647

1476
01:01:37.566 --> 01:01:37.855

1477
01:01:38.336 --> 01:01:46.594
ภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1478
01:01:46.666 --> 01:01:47.194

1479
01:01:47.625 --> 01:01:47.848

1480
01:01:48.136 --> 01:01:52.336
มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจากคอนสตรัคติวิสต์

1481
01:01:52.366 --> 01:01:56.248
คอนสตรัคติวิซึมนั่นแหละครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

1482
01:01:56.274 --> 01:01:56.528

1483
01:01:56.656 --> 01:01:57.543

1484
01:01:57.555 --> 01:01:59.434
ปีนี้

1485
01:01:59.856 --> 01:02:03.623
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับพี่มัวเผลอเป็นคน

1486
01:02:04.095 --> 01:02:07.301
เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า

1487
01:02:07.415 --> 01:02:13.270
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น

1488
01:02:13.375 --> 01:02:14.269
นะครับ

1489
01:02:14.465 --> 01:02:16.499
มันจำเป็นต้อง

1490
01:02:16.455 --> 01:02:17.650
เป็นการ

1491
01:02:18.129 --> 01:02:18.578

1492
01:02:18.696 --> 01:02:20.740
เรียนรู้ด้วยตนเองด้วย

1493
01:02:20.815 --> 01:02:22.087
มี

1494
01:02:22.284 --> 01:02:27.616
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

1495
01:02:27.925 --> 01:02:29.206
ครับโดย

1496
01:02:29.394 --> 01:02:33.273
ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

1497
01:02:33.365 --> 01:02:37.545
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

1498
01:02:37.915 --> 01:02:38.133

1499
01:02:38.236 --> 01:02:45.049
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1500
01:02:45.286 --> 01:02:45.808

1501
01:02:46.305 --> 01:02:53.517
นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่ง

1502
01:02:53.865 --> 01:02:54.159

1503
01:02:53.995 --> 01:02:54.722
นะครับ

1504
01:02:55.594 --> 01:02:59.065
แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

1505
01:02:58.984 --> 01:02:59.216

1506
01:02:59.175 --> 01:03:03.347
มาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น

1507
01:03:03.605 --> 01:03:04.055

1508
01:03:03.734 --> 01:03:04.294

1509
01:03:04.375 --> 01:03:04.618

1510
01:03:04.816 --> 01:03:05.085

1511
01:03:05.135 --> 01:03:05.428

1512
01:03:05.976 --> 01:03:06.785

1513
01:03:07.505 --> 01:03:07.909

1514
01:03:08.215 --> 01:03:08.581

1515
01:03:08.665 --> 01:03:08.979

1516
01:03:10.904 --> 01:03:11.144

1517
01:03:11.097 --> 01:03:12.879
เพราะฉะนั้นเวลา

1518
01:03:12.825 --> 01:03:13.710
เรา

1519
01:03:13.975 --> 01:03:18.829
สอนนักเรียนเพราะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย

1520
01:03:18.916 --> 01:03:24.001
ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ย

1521
01:03:24.094 --> 01:03:25.510
มาใช้ในการ

1522
01:03:25.645 --> 01:03:26.972
สร้างชิ้นงาน

1523
01:03:26.925 --> 01:03:27.496

1524
01:03:28.205 --> 01:03:29.735
ต่อเนื่องกันไป

1525
01:03:29.735 --> 01:03:30.258

1526
01:03:30.957 --> 01:03:31.354

1527
01:03:31.654 --> 01:03:32.083

1528
01:03:32.044 --> 01:03:32.463

1529
01:03:33.134 --> 01:03:33.435

1530
01:03:33.335 --> 01:03:34.137

1531
01:03:34.165 --> 01:03:34.969

1532
01:03:34.934 --> 01:03:35.481

1533
01:03:35.505 --> 01:03:35.988

1534
01:03:35.635 --> 01:03:36.000

1535
01:03:36.214 --> 01:03:36.494

1536
01:03:36.334 --> 01:03:36.716

1537
01:03:36.655 --> 01:03:37.673

1538
01:03:37.745 --> 01:03:41.501
หานี้เป็นอีกทฤษฎีนึงนะครับพี่

1539
01:03:41.655 --> 01:03:45.457
เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนัก

1540
01:03:45.435 --> 01:03:50.658
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่

1541
01:03:50.754 --> 01:03:53.387
ทฤษฎีนี้ multiple intelligence

1542
01:03:53.445 --> 01:03:54.521
หรือว่า

1543
01:03:54.655 --> 01:03:56.942
สวัสดีภาคภูมิปัญญานะครับ

1544
01:03:58.445 --> 01:04:01.188
เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า

1545
01:04:01.514 --> 01:04:03.168
มนุษย์เรา

1546
01:04:03.245 --> 01:04:09.155
ไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1547
01:04:09.335 --> 01:04:11.407
ขับไม่ได้มีแค่สองด้าน

1548
01:04:11.694 --> 01:04:12.774
ในอดีต

1549
01:04:12.784 --> 01:04:14.702
เราเคยเข้าใจว่า

1550
01:04:14.904 --> 01:04:15.191

1551
01:04:15.035 --> 01:04:18.433
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1552
01:04:18.425 --> 01:04:20.283
ใครเป็นอัจฉริยะ

1553
01:04:20.924 --> 01:04:25.946
ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านที่คำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1554
01:04:25.984 --> 01:04:28.227
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1555
01:04:28.736 --> 01:04:30.597
แต่ในปัจจุบัน

1556
01:04:30.535 --> 01:04:31.228

1557
01:04:32.905 --> 01:04:36.366
การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายคำว่า

1558
01:04:36.234 --> 01:04:41.884
จริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1559
01:04:41.874 --> 01:04:45.928
อย่างน้อย 8 ด้านเพราะใช้คำว่าอย่างน้อยนะครับ

1560
01:04:46.874 --> 01:04:54.721
เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่

1561
01:04:54.614 --> 01:04:57.569
เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ

1562
01:04:58.014 --> 01:04:58.538

1563
01:04:58.464 --> 01:04:58.745

1564
01:04:58.913 --> 01:04:59.289

1565
01:04:59.294 --> 01:05:01.354
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1566
01:05:01.284 --> 01:05:03.455
ด้านภาษาด้านที่ 1

1567
01:05:03.534 --> 01:05:04.539
กลับด้าน

1568
01:05:04.556 --> 01:05:07.713
ปากกาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1569
01:05:08.014 --> 01:05:10.562
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1570
01:05:10.633 --> 01:05:12.397
อดีตอยู่แล้ว

1571
01:05:13.014 --> 01:05:15.802
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ

1572
01:05:16.013 --> 01:05:18.964
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1573
01:05:18.894 --> 01:05:20.825
กับด้านมิติสัมพันธ์

1574
01:05:20.954 --> 01:05:24.024
สามารถมองภาพในสามมิติ

1575
01:05:24.215 --> 01:05:25.801
ได้กับ

1576
01:05:25.883 --> 01:05:29.105
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1577
01:05:29.024 --> 01:05:29.548

1578
01:05:29.665 --> 01:05:29.981

1579
01:05:29.924 --> 01:05:31.571
อย่างเช่นว่า

1580
01:05:32.165 --> 01:05:32.464

1581
01:05:32.994 --> 01:05:33.614

1582
01:05:33.574 --> 01:05:34.010

1583
01:05:33.953 --> 01:05:34.259

1584
01:05:34.464 --> 01:05:35.362
อะไรดี

1585
01:05:35.814 --> 01:05:36.088

1586
01:05:36.014 --> 01:05:36.300

1587
01:05:36.134 --> 01:05:36.533

1588
01:05:36.263 --> 01:05:38.047

1589
01:05:37.994 --> 01:05:38.378

1590
01:05:38.374 --> 01:05:38.835

1591
01:05:38.763 --> 01:05:41.127
ขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้

1592
01:05:41.134 --> 01:05:41.573

1593
01:05:42.215 --> 01:05:42.725

1594
01:05:42.854 --> 01:05:44.735
เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้

1595
01:05:44.854 --> 01:05:46.642
อันนี้เป็นรูปทรง

1596
01:05:47.475 --> 01:05:48.360
อะไรครับ

1597
01:05:48.625 --> 01:05:48.889

1598
01:05:48.814 --> 01:05:50.285
สี่เหลี่ยม

1599
01:05:50.354 --> 01:05:50.645

1600
01:05:50.674 --> 01:05:53.851
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1601
01:05:55.355 --> 01:05:56.064
หมุน

1602
01:05:56.374 --> 01:05:56.630

1603
01:05:56.634 --> 01:05:56.998

1604
01:05:57.784 --> 01:05:58.044

1605
01:05:58.044 --> 01:06:04.945
เห็นไหมครับถ้าอาจารย์หมุนมันจะมันจะกลายเป็น

1606
01:06:04.774 --> 01:06:06.491
วงกลมใช่ไหมครับ

1607
01:06:06.884 --> 01:06:09.006
ข้อมูลแบบนี้เป็นวงกลม

1608
01:06:08.934 --> 01:06:10.976
แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1609
01:06:11.174 --> 01:06:11.404

1610
01:06:12.334 --> 01:06:14.744
ไม่รู้สิอย่างสิ

1611
01:06:14.444 --> 01:06:15.738
หมุนแบบนี้

1612
01:06:15.723 --> 01:06:16.286

1613
01:06:16.362 --> 01:06:21.854
ทรงกระบอกแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกอยู่ไหมครับ

1614
01:06:23.214 --> 01:06:28.999
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1615
01:06:29.243 --> 01:06:35.033
อาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1616
01:06:35.204 --> 01:06:39.231
จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้

1617
01:06:39.554 --> 01:06:40.060

1618
01:06:40.704 --> 01:06:40.963

1619
01:06:41.214 --> 01:06:42.372

1620
01:06:42.373 --> 01:06:42.668

1621
01:06:42.574 --> 01:06:42.865

1622
01:06:42.954 --> 01:06:43.282

1623
01:06:43.914 --> 01:06:44.407

1624
01:06:44.494 --> 01:06:48.860
ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1625
01:06:49.037 --> 01:06:49.339

1626
01:06:49.413 --> 01:06:52.080
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬา

1627
01:06:52.494 --> 01:06:57.295
พรุ่งนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1628
01:06:57.422 --> 01:06:57.720

1629
01:06:58.013 --> 01:06:59.293
แผนที่

1630
01:06:59.293 --> 01:06:59.580

1631
01:06:59.673 --> 01:07:03.407
5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1632
01:07:03.383 --> 01:07:03.898

1633
01:07:05.113 --> 01:07:08.671
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1634
01:07:08.643 --> 01:07:13.086
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร

1635
01:07:13.183 --> 01:07:14.423
ขับเมื่อเกิด

1636
01:07:14.603 --> 01:07:19.900
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1637
01:07:20.814 --> 01:07:22.927
จัดการกับมันอย่างไร

1638
01:07:22.863 --> 01:07:27.156
กลับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจ

1639
01:07:27.213 --> 01:07:31.444
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างนึงนะครับการเข้าใจตนเอง

1640
01:07:32.093 --> 01:07:32.569

1641
01:07:32.472 --> 01:07:32.762

1642
01:07:32.853 --> 01:07:33.181

1643
01:07:33.173 --> 01:07:38.393
อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นอันนี้

1644
01:07:38.362 --> 01:07:39.591
กลุ่มที่มี

1645
01:07:39.843 --> 01:07:44.804
มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นในจะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์

1646
01:07:44.573 --> 01:07:46.113
สัมพันธ์ดี

1647
01:07:46.303 --> 01:07:46.740

1648
01:07:46.882 --> 01:07:50.304
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพนึงเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1649
01:07:51.433 --> 01:07:54.371
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท

1650
01:07:54.953 --> 01:07:56.943
คิดเป็นชั่วโมง

1651
01:07:57.133 --> 01:07:59.908
คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ

1652
01:07:59.953 --> 01:08:02.717
แกไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆ

1653
01:08:02.893 --> 01:08:03.660

1654
01:08:03.672 --> 01:08:08.254
คอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉยๆค่ะ

1655
01:08:08.532 --> 01:08:11.405
ไปเป็นคู่ออกเดทเฉยๆนะครับวันนี้

1656
01:08:11.612 --> 01:08:13.017
ในญี่ปุ่นมี

1657
01:08:13.092 --> 01:08:14.163

1658
01:08:14.172 --> 01:08:14.573

1659
01:08:14.374 --> 01:08:17.206
เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1660
01:08:17.252 --> 01:08:19.245
ลูกค้าของเขา

1661
01:08:19.612 --> 01:08:19.910

1662
01:08:19.813 --> 01:08:22.794
ก็ข่อยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน

1663
01:08:23.213 --> 01:08:23.774

1664
01:08:23.972 --> 01:08:24.185

1665
01:08:24.102 --> 01:08:24.373

1666
01:08:24.362 --> 01:08:25.051

1667
01:08:25.002 --> 01:08:25.297

1668
01:08:25.132 --> 01:08:25.630

1669
01:08:25.642 --> 01:08:30.258
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1670
01:08:30.192 --> 01:08:34.236
สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1671
01:08:34.413 --> 01:08:35.429
ได้ดี

1672
01:08:35.372 --> 01:08:35.913

1673
01:08:36.084 --> 01:08:36.370

1674
01:08:36.342 --> 01:08:36.555

1675
01:08:37.372 --> 01:08:38.515
ทุกๆ

1676
01:08:38.453 --> 01:08:41.987
พรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้

1677
01:08:42.612 --> 01:08:45.806
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดครับ

1678
01:08:45.692 --> 01:08:49.811
มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด

1679
01:08:50.051 --> 01:08:50.555

1680
01:08:51.071 --> 01:08:55.030
เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง

1681
01:08:54.982 --> 01:08:55.300

1682
01:08:55.172 --> 01:08:57.798
เราอย่ามุ่งสอน

1683
01:08:57.862 --> 01:09:03.230
นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1684
01:09:03.502 --> 01:09:07.035
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่

1685
01:09:07.152 --> 01:09:08.861
อย่างน้อย 8 อย่าง

1686
01:09:08.942 --> 01:09:10.812
เราควรจะส่งเสริม

1687
01:09:10.741 --> 01:09:10.968

1688
01:09:10.931 --> 01:09:13.419
ความสามารถของนักเรียน

1689
01:09:13.492 --> 01:09:14.068

1690
01:09:14.012 --> 01:09:15.089
เสริมต่อ

1691
01:09:15.092 --> 01:09:15.829
ให้

1692
01:09:15.730 --> 01:09:18.704
ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถ

1693
01:09:18.752 --> 01:09:22.332
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมด

1694
01:09:22.652 --> 01:09:23.222

1695
01:09:23.292 --> 01:09:23.732

1696
01:09:24.382 --> 01:09:24.594

1697
01:09:25.483 --> 01:09:25.732

1698
01:09:25.932 --> 01:09:26.309

1699
01:09:26.311 --> 01:09:26.588

1700
01:09:26.502 --> 01:09:30.612
สุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับ

1701
01:09:30.532 --> 01:09:31.486

1702
01:09:31.432 --> 01:09:31.743

1703
01:09:31.943 --> 01:09:32.182

1704
01:09:32.134 --> 01:09:34.824
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1705
01:09:35.282 --> 01:09:40.033
อันนี้ก็มีคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ความรักแล้ว

1706
01:09:40.082 --> 01:09:44.605
ไม่ค่อยไม่ใช่คอนซัคชั่นด้วยนะครับแต่เป็น Connect กับ

1707
01:09:44.631 --> 01:09:45.103

1708
01:09:45.082 --> 01:09:49.667
Connect TV ซึมกับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1709
01:09:49.622 --> 01:09:50.200

1710
01:09:50.142 --> 01:09:51.611
เชื่อมโยงนิยม

1711
01:09:51.741 --> 01:09:52.213

1712
01:09:52.002 --> 01:09:52.375

1713
01:09:52.512 --> 01:09:52.801

1714
01:09:52.641 --> 01:09:52.893

1715
01:09:52.832 --> 01:09:53.081

1716
01:09:53.022 --> 01:09:58.626
อันนี้ Siemens นะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1717
01:09:58.342 --> 01:09:58.967

1718
01:09:59.431 --> 01:10:00.699
Siemens

1719
01:10:00.712 --> 01:10:02.641
เป็นนักการศึกษา

1720
01:10:02.822 --> 01:10:08.767
แคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1721
01:10:09.101 --> 01:10:11.010
2000 นิดๆนะครับ

1722
01:10:11.732 --> 01:10:13.006
2000 ต้นๆ

1723
01:10:13.201 --> 01:10:21.508
เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เองครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี

1724
01:10:21.591 --> 01:10:22.549
อินเทอร์เน็ต

1725
01:10:23.331 --> 01:10:25.301
เผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1726
01:10:25.370 --> 01:10:28.522
ครับจึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น

1727
01:10:28.451 --> 01:10:30.664
Connect deviation ขึ้นมา

1728
01:10:30.561 --> 01:10:31.082

1729
01:10:31.331 --> 01:10:33.053
เขาอธิบายว่า

1730
01:10:33.451 --> 01:10:36.914
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1731
01:10:36.901 --> 01:10:37.186

1732
01:10:37.031 --> 01:10:39.084
เกิดขึ้นจากการ

1733
01:10:39.342 --> 01:10:39.757

1734
01:10:39.531 --> 01:10:39.919

1735
01:10:39.921 --> 01:10:44.030
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

1736
01:10:44.211 --> 01:10:44.830

1737
01:10:45.931 --> 01:10:48.811
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1738
01:10:48.761 --> 01:10:49.570

1739
01:10:50.171 --> 01:10:50.441

1740
01:10:50.611 --> 01:10:58.037
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่า

1741
01:10:58.241 --> 01:11:01.893
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1742
01:11:02.271 --> 01:11:07.015
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็นสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1743
01:11:07.531 --> 01:11:08.667
แล้วก็ตัด

1744
01:11:09.132 --> 01:11:12.246
ครับตั้งส่วนที่มันเทสทิ้งไป

1745
01:11:12.141 --> 01:11:14.811
ตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1746
01:11:15.020 --> 01:11:16.874
เอาที่เหลือมาต่อ

1747
01:11:16.811 --> 01:11:19.229
นะครับมาต่อไม่เชื่อมโยงกัน

1748
01:11:19.251 --> 01:11:21.232
มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1749
01:11:21.370 --> 01:11:24.405
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา

1750
01:11:24.761 --> 01:11:25.326

1751
01:11:25.972 --> 01:11:29.185
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ

1752
01:11:29.372 --> 01:11:30.634
แปลว่า

1753
01:11:30.590 --> 01:11:31.017

1754
01:11:31.681 --> 01:11:37.198
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน iCloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1755
01:11:37.571 --> 01:11:43.136
อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถ

1756
01:11:43.081 --> 01:11:45.623
ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ

1757
01:11:45.581 --> 01:11:49.322
เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ****วชาญในตัวบุคคลเนี่ย

1758
01:11:49.360 --> 01:11:52.115
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1759
01:11:52.051 --> 01:11:52.553

1760
01:11:52.490 --> 01:11:52.730

1761
01:11:52.750 --> 01:11:56.024
มาตัดต่อมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1762
01:11:56.281 --> 01:11:59.025
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1763
01:11:59.479 --> 01:12:02.963
ส่วนใดที่มันเป็นเคสที่เราไต่ตรองดูแล้วว่า

1764
01:12:02.811 --> 01:12:06.305
ข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไป

1765
01:12:06.590 --> 01:12:10.116
ครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่ย

1766
01:12:10.180 --> 01:12:15.127
มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่ขับรถสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1767
01:12:15.370 --> 01:12:15.894

1768
01:12:16.070 --> 01:12:21.343
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1769
01:12:21.522 --> 01:12:21.777

1770
01:12:21.650 --> 01:12:25.747
ครับมันก็เป็นที่ดีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1771
01:12:25.680 --> 01:12:28.706
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1772
01:12:28.950 --> 01:12:29.534

1773
01:12:31.451 --> 01:12:34.719
เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1774
01:12:35.170 --> 01:12:36.567
มันมี

1775
01:12:36.960 --> 01:12:40.555
มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1776
01:12:40.540 --> 01:12:45.360
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป

1777
01:12:45.670 --> 01:12:47.132
เพราะฉะนั้น

1778
01:12:47.140 --> 01:12:50.213
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1779
01:12:50.211 --> 01:12:52.419
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1780
01:12:52.461 --> 01:12:53.482
เรา

1781
01:12:54.060 --> 01:13:00.417
จำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1782
01:13:00.531 --> 01:13:03.434
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ย

1783
01:13:03.349 --> 01:13:05.715
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1784
01:13:06.170 --> 01:13:11.416
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณี

1785
01:13:11.422 --> 01:13:12.154
นะครับ

1786
01:13:12.640 --> 01:13:17.806
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมด

1787
01:13:17.770 --> 01:13:20.738
นะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1788
01:13:20.839 --> 01:13:21.601

1789
01:13:21.860 --> 01:13:25.532
คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1790
01:13:25.580 --> 01:13:29.694
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1791
01:13:29.870 --> 01:13:33.404
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1792
01:13:33.590 --> 01:13:37.715
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1793
01:13:38.010 --> 01:13:38.594
นะครับ

1794
01:13:38.579 --> 01:13:38.828

1795
01:13:38.900 --> 01:13:40.626
ไม่มีทฤษฎีใด

1796
01:13:40.830 --> 01:13:42.689
เป็นยาวิเศษนะครับ

1797
01:13:42.810 --> 01:13:48.214
ไม่มียาพารานะครับไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1798
01:13:48.070 --> 01:13:51.382
ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1799
01:13:51.399 --> 01:13:52.158

1800
01:13:52.169 --> 01:13:52.925

1801
01:13:52.930 --> 01:13:53.203

1802
01:13:53.250 --> 01:13:55.987
ok ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1803
01:13:57.290 --> 01:13:57.741

1804
01:13:58.699 --> 01:13:59.067

1805
01:13:59.279 --> 01:13:59.586

1806
01:13:59.850 --> 01:14:00.274

1807
01:14:00.298 --> 01:14:00.732

1808
01:14:00.810 --> 01:14:04.404
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1809
01:14:04.659 --> 01:14:06.058
ประกอบการสอน

1810
01:14:06.070 --> 01:14:08.813
บทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ

1811
01:14:09.399 --> 01:14:10.478
ในกลุ่มไลน์

1812
01:14:10.549 --> 01:14:10.810

1813
01:14:10.810 --> 01:14:11.116

1814
01:14:11.189 --> 01:14:11.464

1815
01:14:11.509 --> 01:14:14.096
มีคำสำหรับเด็กที่

1816
01:14:14.780 --> 01:14:16.443
เด็กตา

1817
01:14:16.509 --> 01:14:18.853
สามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับ

1818
01:14:19.650 --> 01:14:19.942

1819
01:14:19.971 --> 01:14:20.930

1820
01:14:20.930 --> 01:14:21.547

1821
01:14:21.570 --> 01:14:22.378

1822
01:14:22.530 --> 01:14:23.942

1823
01:14:24.130 --> 01:14:25.863
อ่านไปได้อยู่ใช่ไหมครับ

1824
01:14:25.990 --> 01:14:26.804
OK

1825
01:14:27.849 --> 01:14:33.936
เคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์

1826
01:14:33.739 --> 01:14:33.994

1827
01:14:33.930 --> 01:14:34.753

1828
01:14:35.410 --> 01:14:37.315
ครับสวัสดีครับ

1829
01:14:37.269 --> 01:14:40.787
ขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ

1830
01:14:40.791 --> 01:14:41.489

1831
01:14:41.429 --> 01:14:43.755

1832
01:14:44.570 --> 01:14:44.873

1833
01:14:48.988 --> 01:14:49.220

1834
01:14:49.820 --> 01:14:50.108

1835
01:14:50.010 --> 01:14:50.412

1836
01:14:50.459 --> 01:14:50.755

1837
01:14:50.849 --> 01:14:51.066

1838
01:14:50.970 --> 01:14:51.357

1839
01:14:51.489 --> 01:14:51.911

1840
01:14:52.000 --> 01:14:52.441

1841
01:14:52.378 --> 01:14:52.616

1842
01:14:52.510 --> 01:14:52.759

1843
01:14:53.090 --> 01:14:53.577

1844
01:15:19.811 --> 01:15:21.203

1845
01:15:23.769 --> 01:15:24.003

1846
01:15:24.090 --> 01:15:24.328

1847
01:15:24.289 --> 01:15:24.525

1848
01:15:24.799 --> 01:15:25.092

1849
01:15:25.119 --> 01:15:25.389

1850
01:15:25.309 --> 01:15:25.560

1851
01:15:25.630 --> 01:15:26.055

1852
01:15:26.140 --> 01:15:26.407

1853
01:15:26.340 --> 01:15:26.706

1854
01:15:26.659 --> 01:15:27.208

1855
01:15:27.169 --> 01:15:27.429

1856
01:15:27.369 --> 01:15:27.668

1857
01:15:27.689 --> 01:15:27.926

1858
01:15:27.879 --> 01:15:28.174

1859
01:15:28.199 --> 01:15:28.449

1860
01:15:28.389 --> 01:15:28.631


