(ผศ.ดร.กาญจนา) เดี๋ยววันนี้เราจะมาดูในเรื่องของการอ่านในใจกันนะคะ การอ่านในใจดูจากหน้าที่เท่าไรเอ่ย 40 เท่าไรลูก หน้า 41 ค่ะทุกคนดูเอกสารในหน้า 41 ค่ะ การอ่านในใจนะคะ มีวิธีการที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ หรือมีผลสัมฤทธิ์นะคะ ในการอ่านในใจหลากหลายวิธีด้วยกัน เทคนิควิธีการอันที่ 1 นะคะ เราเรียกว่าวิธีการแบบไหนลูก แบบคร่าว ๆ การอ่านแบบคร่าว ๆ นะคะหรืออีกอย่างหนึ่ง เราเรียกว่า Skimming การอ่านแบบคร่าว ๆ นี้มีลักษณะอย่างไร ดูนะ อันที่ 1 นะคะ ก็คือในขั้นที่ 1 จะต้องมีการอ่านสำรวจนะคะข้อมูลก่อน การสำรวจข้อมูลที่ว่านี้ดูอะไรบ้าง ดูอะไรบ้างค่ะ หยิบหนังสือขึ้นมา 1 เล่มดูอะไรก่อนที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น 1. หน้าปกใช่ไหมคะ หยิบขึ้นมาเราดูเห็นก่อนเลย ก็คือ หน้าปก นอกจากดูหน้าปกแล้วดูอะไรอีกคะ คำนำ สารบัญ อันดับแรกเลยคือดูหน้าปกว่าชื่อเรื่องอะไร ใครเป็นผู้แต่งใช่ไหมคะ วิธีการประกอบร่างหนังสือนี่ เป็นอย่างไร เล่มหนาไหม ถือพอดีไหมนะคะขนาดเท่าไร น้ำหนักเป็นอย่างไร สีกระดาษเป็นอย่างไร คราวนี้ไปดูอะไรต่อ ดูคำนำ ดูสารบัญใช่ไหมคะสารบัญในที่นี้ในเนื้อ… ในหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง วิธีการในการเรียบเรียงหนังสือเป็นอย่างไร เราจะดูได้จากอะไรนะ สารบัญนั่นเองนะคะ ดูจำนวนหน้าว่ากี่หน้า ดูราคาด้วยไหมคะ ดูด้วยค่ะ ต้องดูราคาด้วยว่าราคาเท่าไร จัดพิมพ์ปี พ.ศ. อะไร ทำไมต้องดู รายละเอียดข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ นักศึกษานั่งดี ๆ ค่ะ ถ้าหนูไม่สบาย หนูไปพักได้เลยลูกห้องข้างล่าง อืม ไม่ ๆ ถ้าหนูรู้สึกไม่สบาย หนูลงไปห้องข้างล่างเลยค่ะ มีห้องพยาบาลนะ นะคะ มีศูนย์แพทย์อยู่นะคะดูแลตัวเองนะคะ ต่อไปนะคะ Step ถัดมาพอสำรวจพลิกซ้ายพลิกขวาดูหนังสือแล้ว ดูสีหนังสือด้วยไหมคะ ดูปกดูสีด้วยไหม ดูใช่ไหมคะ ว่ามันมีความดึงดูดมากน้อยแค่ไหนใช่ไหมคะ ต่อมานะคะ ขั้นที่ 2 อ่านข้อมูลหรืออ่านเนื้อหาทั้งหมดอย่างรวดเร็ว โดยวิธีการอะไร อ่านอย่างรวดเร็วโดยใช้การสังเกตตำแหน่งที่เรียกว่าใจความสำคัญปกติแล้วใจความสำคัญอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง ไหนใครตอบครูได้บ้างว่าใจความสำคัญอยู่ตำแหน่งไหน ต้น กลาง ท้าย อยู่ตรงไหนของประโยค ค่ะ ตรงกลางเหรอคะ ตรงไหนคะ ตรงกลางเหรอคะ ท้ายเหรอคะ ตรงไหนอีกคะ ปกติแล้วใน 1 ย่อหน้า เอ้าไม่เอาใน 1 ประโยคก็ได้ ใน 1 ย่อหน้า ใน 1 ย่อหน้า ใจความสำคัญจะอยู่ 2 ตำแหน่งใหญ่ใหญ่ด้วยกันก็คือต้นประโยคนะคะ ต้นข้อความกับอะไรลูกท้ายข้อความ ท้ายสุดท้ายนี่นะคะ เขาเรียกว่าเป็นส่วนที่เป็นส่วนสรุป แต่ส่วนแรกนะคะ เขาเรียกว่าเป็นส่วนเหตุผลนะคะ ส่วนเหตุผล แล้วตอนท้ายนี้จะเป็นข้อสรุป แต่ใด ๆ ก็ตามแต่ 2 อย่าง 2 ตำแหน่งนี้อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด ใจความสำคัญในย่อหน้ายาว ๆ อาจจะยังปรากฏอยู่ในตอนไหนของใจความได้ด้วย อยู่ตรงส่วนกลางก็ได้นะคะ แต่หลัก ๆ เลยจะอยู่ที่ไหนคะเป็นอันดับแรก ต้นประโยคและท้ายประโยค หรือต้นข้อความหรือท้ายข้อความนั่นเองนะคะ ดังนั้น เวลาที่เราต้องการจะอ่านคร่าว ๆ เราเห็นใจความสำคัญพุ่งไปที่ไหนก่อนเลย ต้นข้อความกับส่วนท้ายเพื่อทำการ Skimming นั่นเองนะคะ วิธีนี้นะคะมีประโยชน์อย่างไรมีประโยชน์ในการทำให้เราอ่านได้เร็วขึ้น เพราะอ่านได้เร็ว เราก็จะเพิ่มจำนวนของหนังสือได้มากขึ้น พูดง่าย ๆ อ่านได้จบไวขึ้น อ่านจับใจความได้ไวขึ้น แล้วทำให้เราเพิ่มปริมาณของการอ่านให้สูงขึ้นด้วยนะคะ นี่คืออ่านแบบที่ 1 เขาเรียกว่าอ่านแบบ Skimming หรืออ่านแบบคร่าว ๆ วิธีนี้เหมาะสำหรับนักศึกษาไหมคะ เหมาะมากเพราะอะไร เพราะมันจะช่วยทำให้นักศึกษา 1. รู้ตำแหน่งของใจความ เวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบนะคะ เบื้องต้นอันดับแรกต้องอ่านคร่าว ๆ ก่อนรอบที่ 1 รอบที่ 2 ค่อยมาอ่านละเอียดใช่ไหมคะ เพื่อบันทึกใจความ แล้วทำการหรือบันทึกสรุปแบบสรุปเอาไว้อ่านทบทวนนะคะ ต่อมาประเภทที่ 2 ค่ะ แบบที่ 2 นะคะ เราเรียกว่า “การอ่านแบบกวาดสายตา” การอ่านแบบกวาดสายตาหรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Scanning นะคะ การ Scanning นั้นคืออะไรนะคะ เขาบอกว่าการอ่านแบบ Scanning เป็นการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางอย่าง เป็นการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางอย่างนะคะ โดยวิธีการในการอ่านนั้นจะต้องอ่านอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่อ่านเพื่อดูสังเกตตำแหน่งใจความสำคัญแล้วนะคะ แต่ดูโดยใช้สายตากวาดไปครั้งเดียวนี่ค่ะ ครั้งเดียว 2-3 บรรทัดรวดเลย ต้องใช้สายตาในการกวาดนะคะ เพื่อสังเกตทีเดียว 2-3 บรรทัดนะคะ สังเกตอย่างไร ทีนี้เวลาที่เราจะใช้กับกรณีของการ Scanning นี้ก็คือ ใช้ในกรณีที่เราต้องการ 1. ค่ะเปิดพจนานุกรมหาคำศัพท์ ภาษาไทยเอย ภาษาอังกฤษเอย หรือภาษาต่าง ๆ อะไรก็ได้ เราใช้วิธีการก็คือควบรวมนะคะทีละ 3 บรรทัด เพื่อหาคำที่เราต้องการค้น คำศัพท์ต่าง ๆ นะคะ หรือหาหมายเลขโทรศัพท์ได้ไหมคะสมัยก่อนมีสมุดโทรศัพท์นะ ปัจจุบันนี้ก็อาจจะมีแบบอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ทำเป็น E-Book อย่างนี้ค่ะ เราก็ใช้วิธีการ Scanning หรือเปิดดูหน้าสารบัญในหนังสือนะคะ ที่เป็นลักษณะของสารานุกรมนะคะเราต้องการจะค้นหาเรื่องอะไร ทำอย่างไรคะ ใช้สายตากวาดไปเพื่อให้เจอคำที่เราต้องการค้น วิธีนี้นะคะ จะทำได้เร็วขึ้นถ้ามีเครื่องมือช่วย เช่น ใช้กระดาษแข็งค่ะ หรือใช้นิ้วชี้ตาม เพื่อค้นอะไรลูก ค้นหาคำ ใช้กระดาษช่วยก็ได้ค่ะ แต่หลัก ๆ แล้ววิธีการในการใช้นิ้วหรือใช้กระดาษนี้นะคะ เขาจะไม่ค่อยนิยมกับการอ่านแบบละเอียดหรืออ่านแบบเขาก็ไม่ใช้ ใช้เฉพาะการหาแบบ Scanning เท่านั้นนะคะ การ Scanning นะคะอ่านแบบกวาดสายตา อนุญาตหรือนิยมนะคะ ใช้อุปกรณ์ช่วย แต่ถ้าเป็นการอ่านแบบอื่นเขาไม่นิยมและเขาไม่แนะนำนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็กนักเรียน เธอจะไปเป็นครู เวลาเธอสอนเด็กอ่าน ถ้าเด็กชี้ตามตัวอักษร นั่นแสดงว่าผิดบุคลิกภาพที่ดีของอะไรลูก การอ่าน เวลาเด็กอ่านนะคะ แล้วถ้าอ่านในใจมีเสียงขมุบขมิบแล้วใช้นิ้วมือชี้ตาม อันนี้ถ้าเป็นการอ่านในเบื้องต้น แรก ๆ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนะ แต่ถ้าเด็กติดเป็นนิสัย อันนี้ครูจะต้องแก้ตรงนี้นะคะ ไม่ให้เด็กใช้อะไรลูก ใช้นิ้วชี้ตามตัวอักษรนะ ต่อไปนะคะ แบบที่ 3 ค่ะ เราเรียกว่า แบบที่ 3 เราเรียกว่าการอ่านแบบ SQ3R นั่นแหละครูบอกให้ไปตั้งนานแล้ว เออ ไม่เป็นไรลูก ไป ๆ ไปพักผ่อนก่อนลูกไป พอดีมีเพื่อนไม่สบายนะคะ ขออนุญาตไปหาศูนย์แพทย์ข้างล่างนะคะ มีศูนย์แพทย์อยู่ ไปหาศูนย์แพทย์เลยค่ะ ต่อเลยนะคะ แบบที่ 3 นะคะ เราเรียกว่า SQ3R ดูจากชื่อ นักศึกษาคิดว่ามีอยู่กี่ขั้นตอนด้วยกันในการอ่าน SQ3R คิดว่ามีอยู่กี่ขั้นตอนอ่านในใจนี้มีอยู่กี่ขั้นตอน 3 เหรอค่ะ มี 3 เหรอค่ะ 3 ใครว่า 3 ยกมือ ใครว่า 4 ยกมือ ยกสูง ๆ เลยลูกมั่นใจ ไม่เป็นไร ใครว่า 5 ยกมือลูก ขอบคุณค่ะ คำตอบคือ 5 ขั้นค่ะ ขั้นที่ 1 เราเรียกว่า “อ่านสำรวจ” หรือมาจากภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Survey ตัวย่อคือตัว S S ย่อมาจาก Survey สำรวจก่อนค่ะ สำรวจคร่าว ๆ นะคะ เหมือนอย่างในขั้นของการ Skimming นะคะ ดูคร่าว ๆ นะคะ ขั้นที่ 2 ค่ะ อ่านแล้วตั้งคำถามอ่าน อย่างมีจุดมุ่งหมาย อ่านเพื่อให้ได้คำตอบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ อย่างไร การตั้งคำถามในลักษณะเช่นนี้เราเรียกขั้นนี้ว่า Question หรือตัวย่อคือ Q 2 แล้วนะคะ ขั้นที่ 3 ค่ะ เมื่อได้คำตอบแล้วนะคะว่า ใคร ทำ อะไร ที่ไหน อย่างไร ขั้นที่ 3 ก็คืออ่านอย่างเร็วค่ะ คราวนี้ถ้าจะต้องการอ่านอย่างเร็ว เราต้องใช้เทคนิคอะไรแล้วทีนี้ อ่านแบบไหนคะ อ่านแบบ Skimming อีกเช่นกัน ก็คือดูตำแหน่งดูใจความสำคัญนะคะ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ขั้นที่ 4 ค่ะ มาจากอะไรคะ ขออภัยขออภัย ในขั้นที่ 3 นะคะ ในขั้นที่ 3 นี้มาจากตัว R ที่เขาบอกว่า 3R นะ R ตัวที่ 1 คืออ่านอย่างเร็วหรือขั้น Read นะคะ ต่อมาอาร์ตัวที่ 2 ค่ะ พอเราใช้วิธีการ Read แบบ Skimming แล้วนะคะ เราก็มาอ่านเพื่อจำนะคะ อ่านเพื่อการจำภาษาอังกฤษคือ Recite นะคะ เป็น R ตัวที่ 2 นะคะ แต่เป็นขั้นที่เท่าไรคะ ของกระบวนการอ่านนี้ ขั้นที่ 4 นะคะ อ่านเพื่อจำหรือ Recite นะคะ เป็นการจำส่วนท้ายของข้อความเชื่อมกับต้นข้อความถัดไป พูดง่าย ๆ เวลาที่เราอ่านในขั้น Recite เพื่อจำ ให้เราจำส่วนท้ายของประโยค และไปจำส่วนต้นของประโยคถัดไป จะเกิดความเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเทคนิคการจำนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความจำเพิ่มมากขึ้นนะคะ แล้วก็มีข้อมูลที่เป็นลักษณะของการเชื่อมโยงต่อ ๆ กันไปจนจบเนื้อความในย่อหน้านั้น ๆ นี่คือ R ตัวที่ 2 นะคะ และสุดท้ายคือ R ตัวที่ 3 นะคะขั้นของการอ่านทบทวน นั่นก็คือ Review นะคะ นั่นก็คือ Review Review นะคะเป็นลักษณะของการสรุปใจความจากการอ่านทั้งหมด สรุปแล้วทำให้มันเป็นภาษาของตัวเอง สรุปให้เป็นภาษาของตนเอง พูดง่าย ๆ เวลาเราจำน่ะค่ะ เรามักจะไปจำส่วนที่เป็นข้อความจากในหนังสือ ตรงนั้นมันจะทำให้เราขาดในเรื่องของการสรุปความรู้ ที่เป็นองค์ความรู้ตามความเข้าใจของตัวเราเอง วิธีการในขั้นนี้ เราจะให้ผู้อ่านทำการสรุปใจความสำคัญ ด้วยภาษา ด้วยความคิดของตัวเอง เอาเนื้อความมาเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้เกิดความรู้ที่เป็นชุดความรู้ของผู้อ่านคนนั้น ๆ นะคะ ต่อไปนะคะ วิธีการที่ 4 นะคะนั่นก็คือการอ่านอย่างละเอียด หรือที่เราเรียกว่า Intensive Reading นะคะ การอ่านอย่างละเอียดนะคะ ขั้นนี้เขาบอกว่าเป็นขั้นสุดท้ายค่ะ เป็นขั้นสุดท้ายของการอ่านในใจ อ่านอย่างละเอียดนี้นะคะ จะต้องมีทักษะในการพินิจพิเคราะห์ และในบางครั้ง ยังจำเป็นจะต้องอาศัยทักษะในการตีความด้วย การตีความคืออะไร การตีความคือการระบุหรือค้นหาความหมายของคำประโยคหรือข้อความนะคะ ที่อาจจะไม่ได้มีความหมายตรงตามสิ่งที่ปรากฏตามรูปอักษรนั้น ๆ เช่นสมมติเขาใช้คำว่า “มือขวา” นะคะ ก็เป็นมือขวาของคุณนะคะ มือขวาคำว่า “มือขวา” ถ้าเป็นความหมายตรงที่ไม่ต้องอาศัยการตีความ มือขวาคืออะไรลูก คืออวัยวะใช่ไหมคะที่อยู่ฝั่งขวา แต่ถ้าเป็นการตีความ อีกความหมายหนึ่งมันเป็นความหมายแฝงคืออะไรคะ หมายถึงอะไรลูก คนสนิทใช่ไหมคะ มือขวาคือคนสนิท เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ส่วนใหญ่ถนัดอะไรกันลูก ถนัดมือขวา คนมือซ้ายน้อยใจใช่ไหมคะ ก็เลยตั้งเป็นวันมือซ้ายแห่งโลกขึ้นมาใช่ไหมคะ คนถนัดซ้ายก็มี แต่เป็นคนส่วนน้อยใช่ไหมคะ แล้วเขาบอกว่าจะมีความพิเศษสำหรับคนที่ถนัดมือซ้าย แต่พอคนส่วนใหญ่น่ะค่ะ ถนัดมือขวา เขาก็เลยใช้คำนี้มาเป็นคำเปรียบนะคะหมายถึงคนที่เรียกใช้ง่าย คนที่เชื่อใจ คนที่ไว้ใจนะคะ ให้ทำอะไรก็ตามแต่เป็นคนข้างกาย เขาเรียกว่าเป็นมือขวา อืม เห็นไหม เพราะฉะนั้นนี่คือการตีความ นี่คือการตีความนะคะ ดังนั้น เวลาที่เราอ่านน่ะค่ะ เราจึงจะต้องทำความเข้าใจกับคำ สำนวน ข้อความ ประโยคต่าง ๆ ที่มันมีความแฝงอยู่ตรงนั้น ต่อมานะคะ ในบางครั้งค่ะ หากมีการพิจารณาถึงความงามของวรรณศิลป์ หมายความว่าอย่างไรความงามของวรรณศิลป์ หมายถึง ภาษาที่มันมีความงดงามน่ะค่ะ ใช้ภาษาเพื่อความงดงาม จากการอ่านอะไรบ้าง เช่น อ่านวรรณคดี อ่านบทประพันธ์ เคยอ่านบทประพันธ์แล้วนึกภาพตามไหมคะ แล้วทำไมเขาใช้คำได้สวยขนาดนี้ เคยได้ยินไหมคะ ตะวันส่องใส ฉาบฉายลงมาทาบทาทิวทุ่ง โอ้โห เป็นอย่างไรคะ ลงมาทาบ ลงมาทา ทิวทุ่ง เล่นอักษรไปอีกใช่ไหมคะ เล่นเสียงอะไรลูก เสียง ท ทหาร ตะวันส่องใส ฉาบฉายลงมาทาบทาทิวทุ่ง ส่องใส ฉาบฉาย ทาบทาทิวทุ่ง นี่คือวรรณศิลป์ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ในบางกรณีของการอ่านละเอียด เราจะต้องพิจารณาถึงความงามของการใช้ภาษาในเชิงวรรณศิลป์ด้วยนะคะ ต่อมานะคะ เวลาที่เราจะอ่านในใจนะลูกนะ สิ่งหนึ่งที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของการอ่านในใจ ก็คือต้องการให้ผู้อ่านมีความสามารถในการอ่านเร็วนั่นเอง เราจะสังเกตได้ว่าตอนเราเรียนประถมศึกษา สิ่งที่เกิดก็คือถ้าตอนประถมต้น ป.1-ป.3 คุณครูจะสอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงนะคะอ่านออกเสียงเพื่อสะกดคำให้ถูกต้อง แต่พอเป็นเด็ก ป.4-ป.6 ขึ้นมา การอ่านออกเสียงจะลดน้อยลง แต่จะไปเน้นเรื่องของการอะไรลูก อ่านในใจ เพื่อทำให้เรียนได้เร็วขึ้นใช่ไหมคะ อ่านได้ไวขึ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นนะคะ ในเรื่องของการพัฒนาการอ่านเร็วนะคะ มีอะไรอยู่มากมายที่เป็นเทคนิคนะคะ มีเทคนิควิธีการอยู่มากมายนะคะ แล้วก็ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาดูหน้า 43 ค่ะ ดูหน้า 43 เขาบอกว่าขั้นที่ 1 นะคะ ต้องฝึกการเคลื่อนสายตา ฝึกการเคลื่อนสายตานะคะ ต้องฝึกการเคลื่อนนะคะ โดยการหยุดสายตานะคะ อยู่ตรงประโยค หรือคำ หรือวลีนะคะ หรือข้อความนะคะ ไม่สะดุดอยู่ที่ใดที่หนึ่งนะคะไม่สะดุดอยู่ตรงที่ใดที่หนึ่ง ทีนี้มันมีตัวอย่างอยู่ในหน้า 43 ค่ะเรื่องกล้วยตานี ครูให้เวลา 30 วินาทีในการอ่าน ข้อความเรื่องกล้วยตานีจำนวน 4 บรรทัดขอเวลาสักยี่… 30 วินาที ทุกคนดูเอกสารค่ะเปิดเอกสารหน้า 43 ค่ะ เปิดเอกสารหน้า 43 ครบ 30 วินาทีแล้ว เดี๋ยวเราเพื่อนลองอ่านดู คนไหนที่อ่านไม่จบไม่เป็นไรค่ะ เพิ่มไป 1 นาทีได้นะคะ 4 บรรทัดนี้เขาพูดถึงอะไรคะ เรื่องอะไรนะคะ กล้วย กล้วยอะไรคะลูก (นักศึกษา) กล้วยตานี (ผศ.ดร.กาญจนา) กล้วยตานี เรื่องของกล้วยตานี กล้วยตานี กล้วยตานีมีที่มาจากอะไรคะ มีที่มาจากประเทศอะไรคะ ในเมืองไทยหรือเปล่า ไม่ได้เกิดในเมืองไทยใช่ไหมคะ มาจากอะไรนะคะ (นักศึกษา) อินเดีย (ผศ.ดร.กาญจนา) มาจากอินเดีย อินเดียตอนไหนนี่ (นักศึกษา) ตอนใต้ (ผศ.ดร.กาญจนา) อินเดียตอนใต้ใช่ไหมคะ มาจากอินเดียตอนใต้ ปลูกมาตั้ง… ตั้งแต่สมัยไหนค่ะนี่ (นักศึกษา) สุโขทัย (ผศ.ดร.กาญจนา) สุโขทัย คาดว่าปลูกกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปัจจุบันนิยมปลูกกันมากที่จังหวัดอะไรคะ อยู่ที่อำเภอสวรรคโลก นิยมรับประทานหรือว่าเอาไปใช้งานคะ นิยมเอาไปใช้งาน เนื่องจากกล้วยตานีมีคุณสมบัติอย่างไร ใบเหนียว เพราะฉะนั้น กล้วยตานี จึงเป็นกล้วยที่ไม่นิยมรับประทาน แต่นิยมนำไปใช้งาน เพราะมีคุณสมบัติ คือ ใบเหนียว อ่านแล้วจับใจความ แต่คำถาม คือ เคลื่อนสายตา เร็วแล้วสามารถจับประเด็นได้ไหม สิ่งที่ครูอธิบายมาก็คือประเด็นสำคัญหรือใจความสำคัญของ 4 บรรทัดนี้ใช่ไหมคะ ต่อไปนะคะ เวลาอ่านค่ะพอในข้อที่ 2 นะคะ จะต้องอ่านอย่างมีสมาธิ เคลื่อนสายตาได้เร็วแล้วจะต้องมีสมาธิด้วย เราจะสังเกตได้ว่าหลายครั้งที่เราจะต้องกลับมาวนอ่านซ้ำอีกรอบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งอ่านไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานี้เอง ในย่อหน้าเดียวกัน อาจจะต้องทวนกลับมาซ้ำอีกหลายหลายรอบ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าขาดสมาธินั่นเองค่ะ สมาธินะคะเป็นสิ่งสำคัญนะคะ จำเป็นจะต้องมีสมาธินะคะ ถ้าเราฟุ้งซ่าน ครูก็เป็นนะคะ ฟุ้งซ่าน เวลาอ่านแล้วใจมันคิดไปตามตัวหนังสือ แล้วมันกลับมาที่ตัวหนังสือไม่ได้นึกออกไหมคะ พอมันมีคำว่าไข่ เอ๊ยวันนี้อยากกินไข่เจียว คิดไปแล้วนะคะ แล้วเนื้อหาเรากวาดแต่สายตา การเคลื่อนสายตาเรายังทำอยู่ แต่สติเราไม่ไปกับการเคลื่อนสายตา นึกออกไหมลูก เพราะฉะนั้น เอ้าเมื่อกี้อ่านไปถึงไหนแล้ววะ กลับมาใหม่อีกรอบหนึ่ง เคยเป็นกันไหมคะ ถ้าเป็นแสดงว่าเราไม่มีสมาธินั่นเอง ต่อไปค่ะ อันที่ 3 นะคะ ในการฝึกฝนการอ่านเร็ว จำเป็นจะต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านในระดับอุดมศึกษา ทำไมจึงจะต้องอ่านอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราไม่อ่านอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเวลาจะสอบค่ะ เราจะต้องไปโหมหรือต้องไปเร่งเอาในตอนท้าย แตกต่างกันไหมคะกับคนที่อ่านทุกวัน อ่านวันละ 1 หน้า อ่านวันละ 1 วิชา อ่านวันละ 1 เรื่อง อ่านทุกวันก่อนนอน เขาถึงได้ฝึกการอ่านให้กับเด็กน่ะค่ะ เริ่มปลูกฝังการอ่านให้กับนักเรียน ตั้งแต่ตอนเด็กเลย เริ่มแต่อนุบาลเลยมั้งค่ะ อนุบาลนี่ คุณหมอนะคะ ที่เป็นแนวการเลี้ยงลูกสมัยใหม่นะ นะคะ เขาจะให้กิจกรรมก่อนนอน ก็คือ อ่านหนังสือนิทานนะคะ อย่างน้อยนะคะ ก็คือ 30 นาทีก่อนนอนทุกวัน เด็กก็จะมีความรู้แล้วก็มีความสามารถในการจดจำการเรียนรู้หรืออ่านหนังสือได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือก่อนนอน มันมีงานวิจัยมารองรับมากมายนะคะเพราะฉะนั้น พอเด็กมีพฤติกรรมหรือมีนิสัยนะคะ ที่ได้รับการปลูกฝังมา พอโตขึ้น ถ้าได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์นะคะกับการเรียนมากมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ครูบอกว่าในระดับอุดมศึกษา ถ้าเราไปเร่งอ่าน รายวิชาต่าง ๆ มีมากไหมคะในแต่ละเทอม รายวิชาต่าง ๆ นะคะ มีเป็นจำนวนมากนะนะคะ แล้วในขณะเดียวกัน เวลาปลายภาคนี่ล่ะค่ะตัวดีเลย มีงานมีกิจกรรมเยอะใช่ไหมคะ ถ้าเราไม่รีบเคลียร์การบ้าน แล้วอ่านทบทวนเอาไว้ก่อน อ่านตุนเอาไว้ก่อน เหมือนหยอดกระปุกน่ะค่ะ เหมือนหยอดกระปุก อ่านหนังสือเหมือนหยอดกระปุก เวลามันเต็มน่ะค่ะ เวลามันจะใช้งานมันหยิบมาใช้งานได้เลยใช่ไหมคะ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเลย แล้วต้องไปเร่งเติมในวันเดียวน่ะค่ะ ในสัปดาห์เดียวหรือก่อนสอบในระยะเวลากระชั้นชิด จะมีปัญหาเรื่องนี้มาก เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายนะคะ ต่อไปนะคะ นอกจากความสามารถในการเคลื่อนสายตานะคะ การอ่านอย่างมีสมาธิ อ่านอย่างสม่ำเสมอแล้ว วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้อ่านได้เร็วขึ้นก็คือการกำหนดเวลาในการอ่านค่ะ การกำหนดเวลาในการอ่านคืออะไรนะคะ การกำหนดเวลาในการอ่านนั้นก็คือ เราต้องกำหนดเวลาในการอ่านให้แน่นอนนะคะ แล้วก็ดูว่าถ้าใช้เวลาจำกัดนี่ จะสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านนั้น ๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ พูดง่าย ๆ เหมือนกับการทำเขาเรียกอะไรนะ ภารกิจนะคะ พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ สมมติเราหยิบหนังสือเล่มนี้มา แล้วเราตั้งใจว่า เราจะใช้เวลาในการอ่าน เดิมทีเล่มนี้อาจจะใช้ 1 วัน ต่อมานะคะ เราอาจจะเร่งเวลาขึ้นนะคะ อ่านเร็วขึ้น ให้เวลาตัวเองแค่เท่าไรลูก 6 ชั่วโมงอย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่คือการกำหนดเวลา เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเร็วนะคะ ต่อไปนะคะ อันที่ 5 นะคะ ก็คือ เราจำเป็นจะต้องมีคำศัพท์ในหัว หรือมีคลังคำเยอะ ๆ ต้องมีคลังคำหรือรู้ความหมายของคำศัพท์ เพราะมิฉะนั้นแล้ว เราจะไม่สามารถทำความเข้าใจเนื้อหา แล้วอ่านอย่างลื่นไหลเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้ เพราะติดขัดใช่ไหมคะติดขัดกับความไม่เข้าใจความหมายของคำหรือข้อความนะคะ คำศัพท์ก็มีความสำคัญ การมีวงคำศัพท์ที่กว้างทำให้การอ่านเร็ว มันประสบความสำเร็จได้นะคะ ทีนี้นอกเหนือจากเรื่องของเทคนิคที่ช่วยให้การอ่านรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้วนะคะ มาดูสิว่าอะไรเป็นอุปสรรคนะคะ อะไรบ้างที่เป็นอุปสรรค มีอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรค อันที่ 1 นะคะ เห็นไหมที่ครูบอก การใช้นิ้วหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ชี้ตัวหนังสือ การใช้นิ้วหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ชี้ตัวหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะอะไรลูกการ Scan เท่านั้นคือ เช่น หาอะไรลูกหาคำศัพท์ หาเบอร์โทรศัพท์ หาคำสำคัญ หรือเปิดสารบัญนะคะ อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นการอ่านในทุกแบบเลย เขาบอกว่ามันจะทำให้การอ่านเร็วมันเป็นอย่างไรคะ มันไปได้ช้า ไม่ควรใช้อุปกรณ์ใด ๆ ทั้งนั้นการเคลื่อนไหวศีรษะไปตามตัวอักษร เวลาอ่านแล้วส่ายหน้าตามตัวอักษรไปด้วย เหนื่อยไหมคะ นี่ก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้อ่านได้ช้า หรือการอ่านย้อนกลับเนื่องจากขาดสมาธิ อย่างที่ครูได้พูดไปแล้วว่า ถ้าไม่มีสมาธิเสียเวลากลับไปอ่านซ้ำอีกหลาย ๆ รอบเลยแหละ ดังนั้น ก่อนอ่านต้องอะไรก่อนคะ ทำสมาธิก่อนนะคะ ตั้งใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราจะอ่าน แล้วเราจะไม่เสียเวลา ใช้เวลาสั้นลง อ่านได้เร็วขึ้น หรือการอ่านโดยใช้เสียง หรือทำปากขมุบขมิบ เวลาอ่านแล้วมีเสียงพึมพำออกมาจากเราน่ะค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเพื่อน 1. ล่ะค่ะ เพื่อนที่เขาไม่คุ้นชินกับการอะไรคะ ได้ยินเสียงรบกวน เขาจะเสียเวลาแล้วหงุดหงิดไปกับเราด้วย ตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน ถ้าอ่านนะคะ แล้วมีการทำปากขมุบขมิบนะคะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ 1. นะคะ เราเองนะคะก็จะอ่านได้ช้าลงนะ แล้วก็ไปสร้างอาจจะ… ในกรณีเดียวกันอาจจะไปสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่นได้ เป็นมารยาทในการอ่านที่ไม่ดี นี่คือตัว มารยาทนะคะ ในการอ่านที่ดีนั่นเองนะ คราวนี้ค่ะ ในหน้า 49 ขออภัยค่ะ เดี๋ยว ๆ นะ ยังนะ ยังนะ แป๊บหนึ่งค่ะ คราวนี้นะคะ นักศึกษานะคะดูในหน้า 44 ก่อนค่ะ เดี๋ยวรบกวนล่ามนะคะ ช่วยแปลนะคะ ก็คือให้เปิดหนังสือหน้า 44 ค่ะ เปิดหนังสือหน้า 44 นะคะ ทุกคนจะเห็นนะคะ แบบฝึกทักษะการกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว เรื่อง “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า” จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า นะคะ ใช้เวลา 1 นาทีค่ะ ให้หาดูสิว่ามีคำว่า “จันทร์” อยู่กี่คำ 1 นาทีค่ะ มีคำว่า “จันทร์” อยู่กี่คำ ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยก็ได้นะคะ จะได้ตอบ 1 นาทีค่ะ ใช้การ Scan นะคะ เพราะหาแค่คำว่า “จันทร์” Scan เลยค่ะ เดี๋ยวจะรอเพื่อน นี่ค่ะ หมดเวลานะคะ เรามาเฉลยกันค่ะ คำว่า “จันทร์” จาก เรื่อ งจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า มีคำว่าจันทร์อยู่กี่คำคะ 4 คำเหรอค่ะ อยู่ในบรรทัดที่เท่าไรบ้าง จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอใคร ขอข้าวขอแกง ท้องแห้งหนอ ร้องจนเสียงแหบถึงแสบคอ จันทร์ที่ 3 หรือยังคะ จันทร์จะรอให้เราก็เปล่าดาย ใช่ไหมคะ และคำว่า จันทร์ที่ 4 อยู่ในบรรทัดสุดท้ายนะคะ ในประโยคที่ว่า ไปมัวหมายจันทร์เจ้าอดข้าวเอย ครบหรือยัง 4 เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้วิธีการอ่านเราใช้วิธีการที่เราเรียกว่า Scanning ใช่ไหมคะ การ Scan นะคะ ค้นเฉพาะคำที่เราต้องการแค่คำเดียว คือคำว่า “จันทร์” นะคะต่อไปตัวอย่างที่ 2 ค่ะ แบบฝึกที่ 2 จงอ่านบทดอกสร้อยต่อไปนี้นะคะ จงอ่านบทดอกสร้อยต่อไปนี้นะคะ และค้นหาคำว่า “แมว” คำว่า “เหมียว” และคำว่า “หนู” ว่ามีอยู่อย่างละกี่คำ “แมว” กี่คำ “เหมียว” กี่คำ “หนู” กี่คำ เริ่มค่ะ 1 นาทีค่ะ 1 นาทีผ่านไป เฉลยกันค่ะแมวกี่คำลูก 2 เหมียวกี่คำลูก 3 หนูกี่คำคะ 1 เพราะฉะนั้นนะคะ 3 2 1 ใช่ไหมคะ เรียงกันใช่ไหมคะ แมวมี 2 เหมียวมี 3 หนูมี 1 ใครตอบถูกบ้างนะคะ ต่อไปในหน้า 45 ค่ะ 45 หนูมี 1 ค่ะ ต่อไปข้ามไปหน้า 45 ค่ะข้ามไปหน้า 45 หน้า 45 อ่านโจทย์ดูค่ะ จงอ่านบทร้อยกรองต่อไปนี้ และขีดเส้นใต้คำว่า “ป่า” และ “สัตว์” ในนี้ มีคำว่า “ป่า” และ “สัตว์” อยู่กี่คำ เขาให้เวลา 3 นาที อย่าลืมว่าเรากำลังอ่านเร็วอยู่นะคะ อ่านเร็ว เพราะฉะนั้น การจำกัดเวลาคือการวัดว่าเราอ่านได้เร็วเพียงใด ชื่อเรื่อง การปลูกป่าค่ะ 3 นาทีนะคะ นักศึกษามีคำถามค่ะล่าม นักศึกษาถามว่าอย่างไรคะ (ล่าม) หน้า 45 ค่ะ ก็คือให้จับคำว่าอะไรคะ ค่ะ ก็คือจะให้หาคำว่าอะไรคะ อันนี้อาจารย์ได้ยินไหมคะ (ผศ.ดร.กาญจนา) พอดีไม่ได้ยินเสียงค่ะล่าม ไม่ได้ยินเสียง (ล่าม) ค่ะ อาจารย์ได้ยินเสียงไหมคะ (ผศ.ดร.กาญจนา) คือในโจทย์น่ะค่ะ ในโจทย์เขามี ข้อความคำสั่งอยู่แล้ว ให้ทำตามโจทย์ได้เลย (ล่าม) น้องบอกว่าโอเคค่ะ ขอบคุณค่ะ (ผศ.ดร.กาญจนา) อย่างนั้นตอนนี้นะคะ เพิ่มเวลามาอีกนะคะ เพิ่มเป็น 3 นาที ให้นักศึกษาใช้เวลาอีก 3 นาทีในการอ่าน แล้วก็ทำกิจกรรมการหาคำในหน้า 45 โดยให้หาคำว่า “ป่า” และคำว่า “สัตว์” ที่อยู่ในบทร้อยกรอง หน้า 45 “ป่า” มีอยู่กี่คำ “สัตว์” มีอยู่กี่คำ ระบุคำตอบภายใน 3 นาทีค่ะ ได้คำตอบหรือยังคะ ได้แล้วนะ ทุกคนคะ เฉลยพร้อมกัน มีคำว่า “ป่า” อยู่กี่คำคะ เอาอย่างไร 6 หรือ 7 ดี ๆ ใครว่า 6 ยกมือ ใครว่า 7 ยกมือ เอ้ามาดูสิ 6 หรือ 7 ไม่นับชื่อเรื่องนะ ไม่ได้นับชื่อเรื่อง ไม่ได้นับชื่อเรื่อง ไม่ได้นับชื่อเรื่องก็จะมี 6 คำด้วยกันค่ะ มี 6 นะคะ คำตอบคือ 6 คำเป็นอย่างไรคะ Scan ขึ้นคล่องหรือยัง Scan คล่องแล้วใช่ไหม ต่อไป ดูหน้า 46 นะคะดูหน้า 46 นะ หน้า 46 ภาษาครูต้องพิมพ์ผิดแน่ ๆ เลยดูในหน้า 46 ค่ะ ชื่อเรื่องว่า “เที่ยวทุ่ง” ความยาวยาวมากเลยนะคะ เป็นบทความค่ะ ผู้เขียนคืออาจารย์ ส. พลายน้อย นะคะ จริง ๆ ส. คือ นามปากกา ชื่อจริงของท่านคือสมบัติค่ะ อาจารย์สมบัติ พลายน้อย อาจารย์เขียนเกี่ยวกับเรื่องของเที่ยวทุ่งนะคะ เรื่องบทความเขียนบทความเรื่อง “เที่ยวทุ่ง” นักศึกษาอ่านแล้วตอบคำถามในหน้า 49 ค่ะเขียนคำตอบลงไปเลย ครูจะให้เวลา 20 นาทีอันนี้จะไม่ใช่การอ่านแบบ Scanning แล้วนะคะ แต่เป็นการอ่านแบบ Skimming หรืออ่านละเอียดด้วยค่ะ ทั้ง Skimming และอ่านละเอียด 20 นาทีน่าจะไม่พอ เดี๋ยวครูจะเพิ่มเวลาให้เป็น 30 นาที เผื่อเพื่อน ๆ ด้วยนะคะ 30 นาทีแล้วตอบคำถามจำนวน 5 ข้อ อีก 30 นาทีเราจะมาเฉลยคำตอบกันค่ะ ตอนนี้ให้ทำกิจกรรมคือทำแบบฝึกหัด อ่านบทความในหน้า 46-49 เริ่มได้เลยค่ะ เหลืออีก 15 นาทีนะคะ อีก 9 นาที หมดเวลาแล้วค่ะ หมดเวลาสำหรับการทำแบบฝึกหัด 5 ข้อแล้วค่ะ คราวนี้เรามาดูเฉลยนะคะ เรามาดูเฉลยกัน ก่อนที่เราจะเฉลย เราทบทวนใจความสำคัญของบทความเรื่อง “เที่ยวทุ่ง” กันก่อน เที่ยวทุ่งคืออะไรคะ เที่ยวทุ่งคืออะไร เที่ยวทุ่งคือลักษณะของการท่องเที่ยวของคนในสมัยก่อนใช่ไหมคะ ใช้อะไรเดินทางคะ รถยนต์ เกวียน สัตว์ หรือใช้อะไรดีคะ ใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรหรือการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว กิจกรรมของการท่องเที่ยว หรือที่เรียกว่าเที่ยวทุ่งนั้น มีอะไรบ้างคะ ใครตอบได้บ้างกิจกรรมของการท่องเที่ยวทางน้ำ ของคนไทยในสมัยก่อน มีกิจกรรมอะไรบ้าง ตกปลา อะไรนะลูก ขายของ อะไรนะคะ เราตอบเฉพาะในเนื้อความในบทความนี้นะคะ ขายของทางเรือ เราอาจจะพบได้นะคะในลักษณะของการค้าขาย แต่นี่คือไปท่องเที่ยวหรือไปพักผ่อนหย่อนใจ เพราะฉะนั้น เวลาไปพักผ่อนหย่อนใจ ไม่น่าจะไปทำการค้าเพื่อหากำไรใช่ไหมคะ แต่เป็นลักษณะของ 1. ไปตกปลาเพื่อเอาปลามานำเป็นอาหาร ในการไปเที่ยวครั้งนั้น ๆ ตกปลาเสร็จทำอาหารกินกันตรงนั้นเลยใช่ไหมคะ อะไรอีก ผู้หญิงไปทำอะไรคะ เก็บดอกบัว เก็บผักไปทำอาหาร อาจจะทำอาหารในมื้อนั้น ๆ ที่ไปปิกนิกกันนะ สมัยก่อนก็น่าจะเป็นการปิกนิกนะ ลักษณะการปิกนิก เก็บผักไปทำอาหารกิน หรือเก็บผักเผื่อไว้สำหรับการทำอาหารในมื้อเย็นนะคะ ตอนกลับบ้าน ขากลับได้ผักได้สิ่งของใช่ไหมคะ ที่ได้จากการเดินทางทางเรือนี่แหละนะคะ เอากลับไปเป็นมื้ออาหารด้วย แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่ในเนื้อความนี้ จะเป็นลักษณะของการขยายความเหตุการณ์ต่าง ๆ ใช่ไหมคะ เช่น พูดถึงเรื่องของการไปทุ่งใช่ไหมคะ การไปทุ่ง ไปทุ่งกับเที่ยวทุ่งต่างกันไหม ต่างกัน ไปทุ่งก็คือการไปปลดทุกข์ ไปขับถ่าย แต่เที่ยวทุ่ง คือการไปเที่ยวใช่ไหมคะ นิยมไปเที่ยวกันในฤดูไหนคะ ฤดูฝนเหรอคะ ตอนฝนมีใครเที่ยวไหมลูก อืม ฝนตกมีใครไปเที่ยวไหมคะ ไม่มี ต้องรอให้ฝนอะไรก่อน หยุดก่อน นิยมเที่ยวในเดือนอะไรคะ เดือน 12 น้ำนองเต็มตลิ่งน้ำไหลแรงไหมคะ เดือน 12 ไหลไม่แรงเป็นลักษณะของน้ำนิ่ง พายเรือสะดวกไหมคะ สะดวก น้ำไหลเข้าไปในท้องนาใช่ไหมคะ เวลาพายเรือก็จะได้เห็นบรรยากาศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุ่งดอกบัว ทีนี้เขาก็มีการขยายความใช่ไหมคะ ว่าในสมัยก่อนคนนิยมไปเที่ยวทุ่งดอกบัวขนาดไหน ถึงขั้นว่ามีการเสด็จประพาสทุ่งบัว ของใครคะของรัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดหรือชอบการเที่ยวทางน้ำใช่ไหมคะ ปรากฏว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเขาเรียกว่าเชิญใช่ไหมคะ ได้ทูลเชิญให้รัชกาลที่ 5 เสด็จผ่านที่นาของตนเอง แต่รู้ว่ารัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไรลูก ชอบมาก ชอบนาบัว แต่ที่นาของนางคนนี้มีบัวไหมคะ ไม่มีบัว แต่อยากโชว์ก็เลยไปเอาดอกบัวจากที่นาของคนอื่นมาปักเอาไว้ในเลนหรือตม หวังจะหลอกใช่ไหมคะเหมือนอวดนั่นแหละนะคะ จะอวด แต่ปรากฏว่าพอถึงวันเสด็จจริง ๆ บัวมันสดชื่นไหม มันไม่ได้สดชื่น เพราะมันไม่มีรากมันไม่ได้หยั่งลึกลงไปในดินในตมใช่ไหม มันเป็นบัวที่ถูกนำมาปักไว้ มันจึงเหี่ยวเฉาในวันรับเสด็จ มันจึงเป็นที่มาของคำว่า คำว่าอะไรคะ คำว่า “กรุด” นะคะ เพราะนางผู้หญิงคนนี้ชื่อว่า “นางกรุด” หรือสมัยก่อนเราเรียกว่า “อำแดงกรุด” นั่นเองต่อมาเขาก็พูดถึงเรื่องของดอกบัวใช่ไหมคะ พูดถึงเรื่องของกิจกรรมทางน้ำนะคะ อาหารการกินนะคะ เขาขยายความให้เห็นภาพค่ะ แต่หลัก ๆ ของเรานะคะ ก็คือ 5 ข้อที่เป็นคำถามใจความสำคัญ คราวนี้ค่ะ มาดูเฉลยค่ะ ข้อที่ 1 ค่ะ คำว่าเที่ยวทุ่ง หมายความว่าอย่างไร คำว่าเที่ยวทุ่ง หมายความว่าอย่างไร คำตอบคือ กิจกรรมการท่องเที่ยวทางน้ำของผู้คนในสมัยก่อน นิยมท่องเที่ยวในช่วงฤดูน้ำหลาก ถ้าใครตอบคำตอบโดยการนำเอาข้อความจากในบทความมาทั้งหมด ถือว่าผิด เพราะจะต้องมีการสรุปเป็นภาษาของตัวเรา แล้วเขียนตอบออกมา ใช่ไหมคะ อันนี้อยู่ในขั้นของการอ่านละเอียดใช่ไหมคะ อืม เราเรียนหลักการไปแล้ว ว่าการอ่านละเอียด จะต้องอ่านสรุปแล้วให้เป็นความคิดของเรา ด้วยภาษาของเรา ดังนั้น คำตอบในข้อ 1. คำว่าเที่ยวทุ่งจึงไม่ใช่การยกเอาข้อความในย่อหน้าที่ 1 เอามาตอบคำตอบ ที่มักยกมาก็คือ การไปเที่ยวตามทุ่งนาในเวลาหน้าน้ำทิศน้ำเจิ่งไปทั่ว หน้าแล้งไม่มีใครไปเที่ยวทุ่ง ถ้ายกข้อความนี้มา แสดงว่าไม่ถูกต้อง ไม่เข้าหลักการอ่านแบบละเอียด ต่อมาค่ะ ข้อ 2. สำนวน น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง หมายความว่าอย่างไร คำตอบคือ คนพูดมาก แต่หาสาระใจความไม่ได้ หรือคนพูดมาก แต่ไม่มีสาระนะคะ คำตอบคือประมาณนี้นะคะ ข้อ 3. ค่ะ คำว่า “กรุด” เกิดขึ้นในสมัยใด และมีความหมายว่าอย่างไร คำถามในข้อ 3 นี้เวลาตอบ อย่าเขียนแยกบรรทัด อย่าเขียนแยกบรรทัดเพราะโจทย์เขาเป็นคำถามเดียวกัน แต่มีคำถามย่อยอยู่ 2 คำถาม เวลาตอบให้เขียนตอบต่อเนื่องกัน ใช้วิธีการเว้นวรรคเพื่อให้เห็นว่า ย่อหน้านี้ วรรคนี้เป็นคำตอบที่ 1 วรรคต่อมาเป็นคำตอบที่ 2 ห้ามเขียนข้อละบรรทัดนะคะ คำตอบก็คือ คำว่า “กรุด” เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีความหมายว่า การทำเลียนแบบ หรือการสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมือนของเดิมหรือของจริง ในบทความใช้คำว่า “ทำเทียม” ใช่ไหมคะ พอ “ทำเทียม” เราก็อาจจะต้องมาแปลความอีกรอบหนึ่งว่าทำเทียมคืออะไร เพราะฉะนั้น เราขยายแบบนี้ถูกแล้วใช่ไหมคะ นั่นก็คือ การสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนของเดิมหรือของจริงนะคะ ต่อไปข้อที่ 4 ค่ะ โจทย์เขาถามว่า จงยกชื่อพันธุ์ไม้น้ำที่ปรากฏในเรื่องนี้มา 5 ชนิด ให้สังเกตที่คำว่า “พันธุ์ไม้น้ำ” ชื่อพืชที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้ไม่ได้เป็นพันธ์ุไม้น้ำทุกชนิด ดังนั้นเ วลาเลือกตอบเราจะต้องหาความหมาย ลักษณะ หรือที่มาของพืชแต่ละชนิด เพื่อให้เลือกชนิดของพืชมาตอบให้ถูกต้อง มีอะไรบ้างที่น่าจะเป็นพันธุ์ไม้น้ำ ทุกคนเปิดกลับไปดูตั้งแต่หน้า 46 ค่ะ ในหน้า 46 ย่อหน้าที่ 3 สายบัว ผักบุ้ง ย่อหน้าที่ 6 ผักสันตะวา ใบยู่ยี่ บัวสาย บัวหลวง หน้า 47 มีบัวผัน บัวเผื่อน บัวขาม บัวสาย ส่วนในบทร้อยกรองในเรื่องพระมาลัย ระบุถึงชนิดของดอกบัวแต่ละชนิดเอาไว้แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ก็จะซ้ำกันกับที่อธิบายมาเมื่อกี้นี้ ต่อไป ย่อหน้าสุดท้าย ของหน้า 47 มีคำว่าดอกโสน ต้นมะกอกน้ำ ต้นมะดัน คำถามคือ ต้นมะกอกน้ำ ต้นมะดันเป็นพันธุ์ไม้น้ำ ใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น 2 คำนี้ 2 ชนิดนี้ เอามาตอบได้ไหมคะ ไม่สามารถเอามาตอบได้ค่ะ เพราะไม่ใช่พันธุ์ไม้น้ำ ต่อไปหน้า 48 ค่ะ แพงพวย หญ้าปล้อง ต้นระกำ คำถามคือ ต้นระกำเป็นพันธุ์ไม้น้ำไหมคะ เรา Search หาข้อมูลได้นะคะ จากไหนคะ ใน Google ใน Wikipedia ในสารานุกรมพืชได้ไหมคะ ได้ มีต้นกระจับ ต้นจอก ดอกบัว ก้ามกุ้ง สาหร่าย สายติ่ง ตับเต่า บัวผัน นะคะ ที่ตอบมาทั้งหมดนี้ นำมาตอบได้ทั้งหมดเลยค่ะ ยกเว้นอะไรลูก ยกเว้น ต้นมะกอกน้ำ ต้นมะดัน ต้นระกำ ส่วนบัว เวลาตอบในข้อ 4 เราให้ตอบแค่คำว่า “บัว” ไม่ควรตอบแยกว่าบัวผันเป็นคำตอบที่ 1 บัวสายเป็นคำตอบที่ 2 บัวขามเป็นคำตอบที่ 3 นะคะ 4 5 ตอบบัวทั้งหมดทั้ง 5 ชนิด ถ้าใครตอบบัวแต่เพียงอย่างเดียวแต่แยกชนิดมา ถูกไหมคะ ไม่ถูกนะคะ ต้องตอบให้ครบ 5 1. บัว 2. แพงพวย 3. หญ้าปล้อง 4. กระจับ 5.จอก 6. อะไรคะ ก้ามกุ้ง 7. สาหร่าย 8. สายติ่ง 9. ตับเต่า 10. สันตะวา 11. ผักบุ้ง 11 ชื่อนี้เอามาตอบได้หมดเลยค่ะ เลือกมาตอบแค่ 5 ชนิด ข้อสุดท้าย ข้อที่ 5 ในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้สิ่งใดบูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติ คำตอบคือ ดอกบัวชนิดต่าง ๆ อย่างละ 1,000 ดอก ดอกบัวชนิดต่าง ๆ อย่างละ 1,000 ดอก นี่คือคำตอบนะคะที่อ้างอิงจากเนื้อความ ถ้าโจทย์เขาถามว่า ในปัจจุบัน ผู้คนนิยมใช้อะไรในการบูชากัณฑ์เทศน์ ยังตอบดอกบัวได้เหมือนเดิมไหมคะ ดอกบัวหรือดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ใช่ไหมคะ เพราะอะไร เพราะว่าปัจจุบันความนิยมเปลี่ยนไปดอกบัวไม่ได้มีปริมาณมากเพียงพอถึงอย่างละ 1,000 ดอก เพราะฉะนั้น อันนี้คือปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าอ้างอิงในเนื้อความเขาบอกว่าบัวสารพัดชนิด บัวเผื่อน บัวขามใช่ไหมคะ บัวอะไรอีกคะ บัวสายใช่ไหมคะ และบัวชนิดต่าง ๆ บัวหลวงก็ได้ แล้วแต่ว่าหยิบอะไรมา นั่นแสดงให้เห็นว่าอะไรคะ สมัยก่อนอุดมสมบูรณ์มากเลยใช่ไหมคะ ดอกบัวเต็มทุ่งไปหมดเลยก็นึกภาพตามเวลาทำบุญที ดอกบัวหอมฟุ้งไปทั่ววัด จะเป็นอย่างไร งานบุญแต่ละครั้ง ดอกบัว เยอะขนาดนี้ ใช่ไหมคะ นั่นแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยสมัยโบราณ โอเค ดังนั้น ย้อนกลับมาที่คำตอบคำตอบก็คือ นิยมใช้ดอกบัวชนิดต่าง ๆ อย่างละ 1,000 ดอกนะคะ ใครตอบครบทั้ง 5 ข้อนี้แล้วนะคะ เดี๋ยวเอาเอกสารเอาหนังสือมาส่งครูนะคะ เดี๋ยวครูจะลงคะแนนให้นะคะ เดี๋ยวครูจะเซ็นกำกับแล้วลงคะแนนให้ เซ็นท้ายคาบนี้เลยนะคะ แล้วก็ชิ้นเดิมนะคะ ที่เป็นการอ่านออกเสียงที่ครูให้ไปเติมใช่ไหมคะในแบบฝึกหัด นักศึกษาเอามาส่งด้วย ทีนี้ในบทที่ 1 นะคะ เราจบเนื้อหากันตรงนี้แล้วเราจะขึ้นบทที่ 2 แต่ในบทที่ 2 ครูจะพาไปที่เรื่องของหลักการสอนอ่าน เนื้อความเอกสารอยู่ใน Line กลุ่มที่ครูส่งให้แล้ว เพื่อน ๆ เด็กตาครูส่งให้แล้วนะลูกนะ ส่งให้แล้วนะคะ บทที่ 2 เราใช้ไฟล์นี้ เพราะฉะนั้นครั้งต่อไปนะคะในบทที่ 2 นะนะคะ จะเป็นเรื่องของหลักการสอนอ่าน ในบทที่ 2 นี้ นักศึกษาจำเป็นนะคะ จะต้องเรียนรู้วิธีการสอนอ่านในรูปแบบต่าง ๆ และอาจจะต้องมีการแสดงบทบาทสมมตินะคะ เกี่ยวกับเรื่องของการสร้างเกมประกอบการอ่านนะคะ การออกแบบกิจกรรมประกอบการอ่านด้วยการเล่นเกม มีอยู่ในเอกสารที่ครูส่งให้แล้วนะคะในตอนท้าย เพราะฉะนั้นในครั้งหน้า เดี๋ยวครูจะให้ทำงานกลุ่มนะคะ แต่หลัก ๆ คือห้องเรียนเรา ห้องนี้อาจจะไม่เอื้อ เดี๋ยวครูขอไปทำการบ้านนิดหนึ่งนะ ว่าครูจะทำอย่างไรดีนะคะ กับรูปแบบของการเรียนการสอนที่ทำกระบวนการกลุ่มนะคะ แล้วเดี๋ยวครูแจ้งอีกทีใน Line กลุ่มนะ นะ โอเค ก็เดี๋ยวรวบรวมนะคะเอกสาร ทุกคนนะคะ รวบรวมเอกสารส่งครูที่โต๊ะเดี๋ยวครูจะคืนให้นะคะ มาเข้าแถวเลยก็ได้นะคะ เข้าแถวต่อกันแล้วเดี๋ยวครูจะเซ็น แล้วก็ลงคะแนนให้ ถ้าลงใน iPad ใช่ไหมคะ เดี๋ยวครูถ่ายรูปค่ะ ครูจะถ่ายรูปของครูเองนะคะ โอเค ค่ะสำหรับชั่วโมงนี้นะคะ กิจกรรมในวันนี้นะคะบทที่ 1 เราจบเท่านี้ แล้วก็เตรียมกิจกรรมในบทที่ 2 ในครั้งต่อไปนะคะ ขอบคุณล่ามนะคะ คราวนี้ก็จะให้นักศึกษาได้แยกย้ายแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]