(คุณอิสรารัศมิ์) Good morning distinguished guests. Welcome to the NBTC session for i-CREATe 2023. My name is Issararat Kruahongs, Assistant to the NBTC Commissioner. It is my pleasure to be here today and I would like to extend my deepest gratitude to our distinguished speakers who will be sharing knowledge and experiences with us today. ในการครั้งนี้เราจะมุ่งเน้นการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนพิการ ในการเริ่มขอแสดงความยินดีต้อนรับทุก ๆ ท่านมาเข้าสู่ร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วยนะคะ ขอปรบมือยินดีต้อนรับค่ะ (ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ) ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมรู้สึกได้รับเกียรติที่ดีเป็นอย่างยิ่งในการที่จะมาร่วมเปิดงาน i-CREATe ในปี 2023 นี้ ขอขอบคุณพิเศษถึงคุณต่อคุณต่อพงศ์ เสลานนท์ คณะกรรมการ กสทช. แล้วก็ NECTEC ในการให้โอกาสเรา ในการที่จะได้มาทำงานในครั้งนี้ ในการเสริมพลังของคนพิการในทุก ๆ ภาคส่วน เราอยู่ในช่วงที่เทคโนโลยีมีความสำคัญมาก ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนหรือทำอะไร เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน และผมก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความ... การที่เทคโนโลยีสามารถใช้ได้ทุก ๆ คนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน ภายนอกนั้น เทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่สิ่งที่หรูหราต่อไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่เป็นความจำเป็นมากกว่า เทคโนโลยีจะช่วยในการเสริมพลังให้กับคนทุกคน ในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ และมันจะทำให้ทั้งวิศวกรรมในการผลิตเทคโนโลยีนี้ เริ่มมุ่งเน้นในการช่วยให้คนพิการได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น มันจะเป็นการเสริมพลังให้กับเทคโนโลยีช่วยเหลือนั้นมุ่งเน้นให้กับคนพิการ ผู้ที่อยู่ชายขอบ ผู้ที่สูงอายุ ในการตระหนักถึงเทคโนโลยีการช่วยเหลือนี้นั้น คณะกรรมการ กสทช. นี้ เราได้ทำความพยายามในการที่จะให้การสนับสนุนการผลิตเทคโนโลยี แล้วก็ในการการันตีว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปอย่างสำหรับทุกคน ไม่เพียงเฉพาะที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการการันตีว่าเราจะทำงานร่วมกันเพื่อการป้องกัน เพื่อการปกป้องสิทธิและอิสระเสรีภาพในการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น คุณต่อพงศ์แล้วก็กระผมมีได้รับเกียรติที่จะได้เข้าร่วมของการประชุมด้านคนพิการ ขององค์การสหประชาชาติที่สิงคโปร์ แล้วก็ได้เห็นถึงความพยายามที่รัฐบาลสิงคโปร์นั้น มุ่งเน้นในการที่จะให้คนเข้าถึงระบบการขนส่งสาธารณะอย่างเต็มที่ ซึ่งคุณต่อพงษ์จะได้มาเล่าต่อไป ผมคิดว่าเราทุกคนจะกลายเป็นคนพิการ ถ้าเราเชื่อว่าความลำบากของคนอื่นนี้ เป็นแค่เงื่อนไขของคนอื่น ในการที่จะก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ คณะกรรมการ กสทช. เรารู้สึกว่าเราได้มีกิจกรรมที่สำคัญ และขอบพระคุณมาก และขอให้มีการประชุมที่เต็มได้ด้วยคุณภาพ ขอบคุณครับ (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณมากค่ะ Professor สำหรับคำกล่าวเปิดนะคะ ลำดับต่อไป เรามีผู้บรรยายที่จะนำเสนอในเรื่องของความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงความท้าทายในการนำระบบไปใช้จริงนะคะ ซึ่งในเรื่องของการทำให้ระบบดิจิทัลนั้นครอบคลุมถึงทุกคนและทุกคนใช้งานได้ ที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นสามารถที่จะเป็นประเทศที่มี Digital Inclusion หรือว่าดิจิทัลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ขอต้อนรับ คุณต่อพงศ์ เสลานนท์ ค่ะ [เสียงปรบมือ] (คุณต่อพงษ์) Professor สรณ ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ สวัสดีครับ เหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่วันนี้ ก็เพื่อจะเน้นย้ำความสำคัญ… จะเน้นย้ำถึงความสำคัญของดิจิทัล ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตของเราและความสำคัญของการลดช่องว่างของการเข้าถึงดิจิทัล อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า โลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและดิจิทัลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เราใช้เรื่องของออนไลน์ ทั้งในการทำธุรกรรมทางธนาคาร การซื้อของ การ Shopping รวมถึงการพบปะพูดคุยสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว แต่น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกคนไม่สามารถเข้าถึงโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ มีหลายคนที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนพิการ ที่ถูกกีดกัน ไม่ให้เข้าถึงบริการต่าง ๆ ในโลกดิจิทัลเนื่องจากเขาไม่สามารถที่จะมี Digital ID หรือการระบุตัวตนในโลกดิจิทัลได้ นั่นหมายความว่ามีคนอีกจำนวนมากกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในยุคสมัยแห่งดิจิทัลนี้ Digital ID หรือการระบุตัวตนทางดิจิทัลกำลังเป็นสิ่งที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นทั่วโลก ทำให้มีประโยชน์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม กับในภาคธุรกิจและสังคม Digital ID นั้น หรือการระบุตัวตนทางดิจิทัลนั้น ทำให้เราเข้าถึงอุปกรณ์ทางดิจิทัล และสามารถที่จะเป็นช่องทางในการพิสูจน์ตัวตนหรือแสดงตัวตน ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงบริการที่จำเป็นต่าง ๆ และมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจทางดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ รวมถึงบริการหลักต่าง ๆ อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องมี Digital ID หรือการระบุตัวตนทางดิจิทัลทั้งสิ้น และสิ่งนี้ยังช่วยในเรื่องของการเพิ่มความปลอดภัยทางดิจิทัล ลดโอกาสในการถูกล่อลวงหรือการถูกทำโจรกรรมต่าง ๆ ทางดิจิทัล และช่วยในเรื่องของการทีส่วนร่วมทางสังคมมีหลายวิธีที่จะแสดงตัวตนทางดิจิทัล แต่เราพบว่าเมื่อมีการทำระบบที่เป็นการรวมศูนย์ในการแสดงตัวตนทางดิจิทัลนั้น ทำให้เกิดอุปสรรค เราจำเป็นที่จะต้องส่งเสริม ให้เกิดกระจายการเข้าถึง ในประเทศไทยเองนั้น เราเองเป็นลักษณะของประเทศที่ทำงานในระบบดิจิทัลแบบ Semi Centralize หรือว่ากึ่งรวมศูนย์ ดังนั้น ถ้าเราอยากที่จะพัฒนาเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนหลายล้านคนในประเทศของเรา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องวางแผนในการวางระบบในเรื่องนี้ และในเรื่องของการพัฒนา สิ่งนี้ควรจะทำให้ครอบคลุมถึงทุกคน นโยบายในเรื่องของดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบ ข้อกฎหมายต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการพัฒนาของเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือที่มีความหลากหลาย และร่วมมือกันในหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการเงิน เราพบว่ามีคนหลายสิบล้านคนที่เข้าสู่ระบบของการระบุตัวตนทางดิจิทัล หรือ Digital ID รวมถึงเรื่องของบล็อกเชน และเรื่องของเครือข่าย ของการระบุตัวตนทางดิจิทัล ซึ่งมีผลต่อการทำธุรกรรม การใช้บริการทางเงิน รวมถึง Digital Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลด้วย คณะกรรมการเองนั้น ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมให้มี Platform หรือบริการที่ส่งเสริมในเรื่องของการระบุตัวตนทางดิจิทัลแบบมีทางเลือกที่หลากหลาย และเราเองนั้นมีหน้าที่ใหม่ ที่จะส่งเสริมให้ภาคของ Telecom นั้นได้มีการส่งมอบบริการที่เพิ่มคุณค่ามากยิ่งขึ้นในโลกดิจิทัล ยิ่งไปกว่านั้น NBTC เองนั้น ยังได้ร่วมมือในการควบคุม ดูแล Platform ในเรื่องของการระบุตัวตนทางดิจิทัลที่หลากหลายห หลาย Platform เพื่อที่จะให้แน่ใจว่า ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และทำให้เราสามารถที่จะใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ในการใช้บริการด้านดิจิทัลต่าง ๆ อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีความท้าทายสำคัญหลายประการ เกี่ยวกับเรื่องของการะบุตัวตนทางดิจิทัล อย่างเช่น ความแน่นอน ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และการเข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ผู้ที่ไม่มี… ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ หรือยังขาดทักษะจำเป็นพื้นฐาน ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล คนพิการหรือผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมีการจัดเตรียมช่องทางในการเข้าถึง รวมถึงการฝึกอบรบที่ครอบคลุมถึงความหลากหลายถึงผู้ใช้งาน เป็นการเสริมพลังให้กับคนพิการให้สามารถจะดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ ในโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มที่รวมถึงการระบุตัวตนทางดิจิทัลด้วย อย่างไรก็ตามในการตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมืออย่างหลากหลาย เพื่อที่จะทำให้เกิดการเข้าถึง หรือระบบการเข้าถึงที่พัฒนาให้ครอบคลุมกับทุกคน และทำให้การเข้าถึงของทุกคนนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับ Digital Platform ต่าง ๆ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการด้านดิจิทัลต่าง ๆ ควรที่จะคำนึงถึง ประเด็นนี้ด้วย ทั้งเรื่องของ Feature หรือคุณสมบัติสำหรับที่จะเข้าถึง และทำให้ Platform ของแต่ละ Platform นั้นสามารถที่จะเข้าถึงและใช้งานได้ เราสามารถที่จะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี เพื่อที่จะส่งเสริมการปฏิบัติที่ครอบคลุมการตอบสนองความหลากหลาย ที่ไม่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่านผู้มีเกียรติ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษครับ ผมอยากที่จะเรียกร้องให้ทุกท่านได้ร่วมกันสนับสนุนการพัฒนา และการใช้ประโยชน์ในเรื่องการระบุตัวตนทางดิจิทัลนี้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผมหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เข้าถึงได้อย่างเต็มที่สำหรับทุกคน ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณคุณต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ได้มาเน้นย้ำประเด็นเรื่องกรอบความสำคัญของการระบุตัวตนทางดิจิทัลและการเข้าถึงดิจิทัลสำหรับทุกคน ต่อจากนี้ดิฉันขอเรียนเชิญคุณต่อพงศ์ เสลานนท์ แล้วก็ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมถ่ายรูป ขอเรียนเชิญศาสตราจารย์ สรณ คุณต่อพงศ์ ดร.กิตติ คุณวันทนีย์ ดร.ชฎามาศ ดร.วิริยะ ดร.นนท์ คุณวิทยุต คุณสุภรธรรม คุณพิทยา และคุณวีรพล สำหรับการถ่ายรูปกลุ่มในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ ลำดับถัดไปจะเป็นการอธิปรายร่วมในหัวข้อว่า ใครที่ได้รับผลประโยชน์จากดิจิทัล… จากระบบดิจิทัลและการช่วยเหลือของดิจิทัลนี้นะคะ ก่อนที่จะเป็น Session ของ การอภิปรายร่วม ดิฉันอยากจะขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ อยู่ใน Ground Hall อยู่ตรงโซนนิทรรศการ คุณจะได้เรียนรู้จักว่า… มีหลายบูธ ในโซนนิทรรศการให้ร่วมเยี่ยมชมนะคะ เราตระหนักถึงการที่จะทำให้คนทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงระบบสื่อสาธารณะได้ เราได้ตั้งมาตรฐานการวัดว่าการที่จะส่งเสริมแล้วก็การที่จะป้องกันสิทธิมนุษยชนสำหรับคนพิการนั้นในการเข้าถึง และการได้รับประโยชน์จากการสื่อโทรทัศน์ ในธุรกิจสื่อโทรทัศน์นั้นต้องทำอย่างไร รวมไปจนถึงการใช้ล่ามภาษามือ การมีสื่อบรรยายเสียง การมีสื่อบรรยายภาพ เรามุ่งเน้นในการใช้หลักการในการที่จะให้คนทุกคนเข้าถึง โดยการใช้ Universal Design แล้วก็บริการเพื่อทุก ๆ คน เรามุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาโดยการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมแล้วก็เป็นธรรม ดิฉันเห็นว่าเราน่าจะพร้อมในการเข้าสู่การอภิปรายกลุ่มแล้วนะคะ ซึ่งผู้ร่วมอภิปรายในวันนี้จะประกอบไปด้วย ดร.นนท์ อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเมือง แล้วก็การใช้ดิจิทัล ต่อจากนั้น เป็นคุณวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ขอเสียงปรบมือต้อนรับค่ะ และ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการ ที่มูลนิธิพระมหาไถ่สำหรับคนพิการ ดิฉันจะเริ่มด้วยการแนะนำ ผู้ร่วมอภิปรายสั้น ๆ ของแต่ละท่านนะคะ ดร.นนท์ อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการวางผังเมือง และการทำ Smart City ท่านได้รับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาวิชาปรัชญา แล้วก็ปริญญาโทจากที่ MIT แล้วก็ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ณ ปัจจุบันนี้ท่านทำงานอยู่ในสำนักงาน DEPA นะคะ ซึ่งเป็นสำนักงานของภาครัฐ แล้วก็เป็นผู้ให้ทุนในการที่จะ… กับ Startup ต่าง ๆ ที่จะนำไปทำในเรื่องของ Smart City ซึ่งท่านได้ออกแบบในการจัดฝึกอบรมให้กับบริษัทต่าง ๆ ในการทำเรื่องของการก้าวข้ามผ่านด้วยการใช้ดิจิทัล แล้วก็การสร้างศักยภาพด้วยการใช้ระบบดิจิทัลต่าง ๆ ต่อจากนั้น จะเป็นคุณวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัย Gallaudet ในเรื่องการศึกษาของคนหูหนวกจากประเทศอเมริกา แล้วก็ยังเป็นเลขาธิการของสมาพันธ์คนหูหนวก แล้วก็ยังเป็นคณะกรรมการของรัฐสภา เรื่องของคนพิการ แล้วท่านก็ได้ส่งเสริม แล้วก็พิทักษ์สิทธิ์ในการมีภาษามือในระบบโทรทัศน์ ท่านอีกท่านหนึ่งคือท่าน ดร.สุภรธรรม ซึ่งเป็น เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ซึ่งท่านได้รับรางวัล Paul Harris และยังเป็นคณะกรรมการอีกหลาย ๆ คณะกรรมการ ตัวอย่าง เช่น เป็นคณะกรรมการ เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นคณะอนุกรรมการการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสำหรับคนพิการในการเข้าถึงระบบสาธารณะของ กสทช. อีกด้วย ดิฉันคิดว่าเราน่าจะพร้อมแล้ว แล้วก็อยากจะขอเริ่มต้น Session ตอนนี้เลยนะคะ อยากจะขอสอบถามว่าตอนนี้มีเทคโนโลยีอะไรที่ท่านใช้อยู่แล้วก็อะไรที่ท่านได้ใช้ในอดีต (ดร.นนท์) ก็ขออรุณสวัสดิ์ทุกท่านนะครับ และขอต้อนรับทุกท่าน แล้วก็ขอขอบคุณ NBTC ด้วยนะครับ นอกจากว่าที่บ้านผมนั้น ผมได้พยายามที่จะมีวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในบ้าน แล้วก็สิ่งเหล่านั้นได้ช่วยชีวิตผมให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซึ่งมันทำให้ผมสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ซึ่ง Smart City นี้เป็นวาระที่สำคัญมาก เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด คนที่มีความหลากหลายแล้วก็มีอัตลักษณ์ที่หลากหลายสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยแล้วก็เท่าเทียม ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการส่งเสริมให้เป็น Smart City ในประเทศไทย คุณอาจจะคิดว่าการที่เป็น Smart City นั้นเราจะต้องใช้ AI เราจะต้องใช้กล้องต่าง ๆ นานา แต่จริง ๆ แล้ว เราสามารถที่จะใช้ Smart City นี้ ในองค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการทางสุขภาพ เพื่อที่จะส่งเสริมให้ทุกคนได้มีการเข้าถึงแล้วก็มีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างที่ 2 ก็คือการที่ส่งเสริมให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็น Smart Environment ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือคุณไม่สามารถที่จะหายใจเข้าด้วยอากาศบริสุทธิ์นี้ มันก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก เพราะฉะนั้น หรือแม้แต่อย่างเช่นการจัดการระบบน้ำ มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นว่า คนที่อยู่ในเมืองนั้น ได้เข้าถึงในสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ คุณจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยนี้ เราค่อนข้างเสี่ยงกับระบบอุบัติภัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยอื่น ๆ เพราะฉะนั้นในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาใช้ ในการนำนำดิจิทัลนี้เข้ามาใช้นี่ มันจะทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์แบบไหน ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงระบบดิจิทัลเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น เราก็อยากจะให้ระบบขนส่งสาธารณะหรือรถยนต์ต่าง ๆ นี่ สามารถที่จะเข้าถึงได้ง่าย แล้วก็มันก็จะลดอุบัติเหตุ แล้วก็จะลดอุบัติเหตุของผู้ที่ใช้ถนนร่วมกันได้ แล้วก็ไหนจะรวมไปจนถึงการที่จะแก๊สในการเติมรถ ถ้าเราลดการใช้สิ่งเหล่านั้นได้ มันก็จะทำให้คนไม่ต้องสูดดมอากาศที่เป็นพิษเข้าไป แต่อย่างไรแล้วนี่ เราก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้ทุกคนนี่ สามารถที่จะมีทักษะ ในการมีทักษะในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็มีสิทธิ์ที่เท่าเทียมกันทำให้สังคมของเรานี่เป็นสังคมที่ Smart City ผมได้พูดถึงแล้วว่า เราได้มีสร้าง Platform สำหรับภาคเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้วเราก็รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องอยู่กับคนที่มีความ Smart หรือเปล่า หรือใช้เทคโนโลยีเป็นหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามแล้ว สมัยนี้ คนทั่วไปสามารถที่จะเก่งเทคโนโลยีได้เพียงแค่การดู YouTube ผมรู้สึกอิจฉาคนสมัยนี้ว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนที่ต่างประเทศ ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียนที่อังกฤษ หรืออเมริกา เพราะว่าคุณสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่าน TikTok เรียนรู้จาก YouTube แล้วผมก็อยากจะอยู่ในประเทศไทย แล้วก็เรียนความรู้จากต่างประเทศ เราก็อยากจะส่งเสริมพลังงาน พลังการใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะว่าในการใช้พลังงานมันอาจจะเป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องช่วยกันมากขึ้น แล้วก็อย่างสุดท้าย ก็คือการให้มี Smart Government หรือว่าภาครัฐที่เป็นดิจิทัลเข้าถึงได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกันอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการมี ID Card หรือว่าบัตรประชาชนที่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ จริง ๆ แล้วผมเพิ่งได้เข้าไปทำบัตรประชาชนใหม่ ซึ่งผมต้องไปที่นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม แต่ถ้าสามารถที่จะทำผ่านดิจิทัลได้ มันก็ผมใช้เวลาแค่ 6 นาที ซึ่งเร็วมาก เพราะว่าความรวดเร็ว ความฉับไวนี้ เป็นความจำเป็นสำหรับยุคสมัยในปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้ว ผมก็อยากจะให้ระบบนั้นมันโปร่งใส ซึ่งแล้วก็ง่ายสำหรับคนทุกคนในการเข้าไปถึง แล้วก็เข้าใช้บริการต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราไม่รู้แล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้ มันก็จะทำให้การใช้บริการนั้นยาวนานมากขึ้น ท้ายที่สุด แล้วมันก็ ผมก็รู้สึกว่าการเข้าถึงระบบดิจิทัลนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องระบุหรือว่าเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันจำเป็นที่จะต้องสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร แล้วก็มีอัตลักษณ์อย่างไร คุณสามารถที่จะเข้าถึงระบบบริการทางภาครัฐได้ทุกวัน แล้วก็ทั้งสัปดาห์ แล้วก็นี่เป็นสิ่งที่เราจะอยู่แล้วก็ทำงานใน Smart City ได้อย่างไร (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณ ดร.นนท์มากนะคะ แล้วก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากที่ดร.นนท์ได้พูดถึงระบบ Smart Home ที่ ดร.นนท์ ได้ใช้ที่บ้าน แล้วก็ดิฉันเห็นด้วยว่าการที่จะ Connect หรือการเชื่อมโยงกันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วสำหรับ ดร.สุภรธรรม ล่ะคะ (ดร.สุภรธรรม) สวัสดีครับ ทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก แล้วก็ตื่นเต้นที่ได้มาร่วมการสนทนากันในครั้งนี้ ทั้งผู้บรรยายทุกท่าน และก็ท่านผู้ดำเนินรายการ และก็ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ รวมถึงท่านที่มาจากมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศด้วย ที่มารวมกันที่ประเทศไทยครั้งนี้ เพื่อที่จะนำเสนอที่จะแลกเปลี่ยน สำหรับผมในการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้ง่ายเท่าไร แต่ว่าผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ นะครับ เมื่อที่พูดถึงโรงเรียนของเรา ของมหาไถ่ที่พัทยานั้น ตั้งแต่ 1988 ผมพบว่าการทำงานอย่างต่อเนื่องของเรา ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักเรียน ตอนนั้นเรียนที่พัทยานะครับ ผมเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตอนที่โรงเรียนเริ่มต้น ในปี 1987 ซึ่งมีการก่อตั้งโรงเรียนโดยคุณพ่อเรย์ ตอนนั้นนี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ เป็นโอกาสทำให้มีงานทำ เพราะว่าผมเกิดมามีความพิการตั้งแต่กำเนิด แล้วเมื่อผมได้เรียนถึงระดับประถม ตอนนั้นผมนึกไม่ออกเลย ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง แต่ผมได้ยินว่ามีโรงเรียนที่พัทยา ที่เป็นโรงเรียนที่สอนคอมพิวเตอร์ให้กับคนพิการ ผมจึงตัดสินใจว่าผมจะสมัครเรียนเข้าไปเรียนที่โรงเรียนนั้น ผมอยากจะขอแบ่งปัน ประสบการณ์ว่าใน 1988 ที่ผมเรียนจบ แล้วผมเองก็ได้มาเป็นครูผู้สอนวิชาที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วก็เรื่องของได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นที่สอนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดิจิทัล แล้วก็โอกาสที่เรียน ผู้เข้าเรียนนั้นก็เป็นคนที่พิการและไม่พิการ ผมรู้สึกภูมิใจมากที่จะบอกกับทุกท่านว่านักเรียนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของเราที่มหาไถ่ พัทยานั้น สามารถจะมีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี i-CREATe ปี 2023 นั้น มุ่งที่จะส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมถึงทุกคนและเป็นสังคมที่ยั่งยืน ตอนที่ผมได้ยิน ดร.นนท์ พูดถึง Smart City ผมเองนั้นรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก และอยากจะอยู่ในเมืองอย่างนั้น ที่ ดร.นนท์ พูดถึง แต่จะทำอย่างไร ถ้าคนพิการไม่สามารถที่จะเข้าถึงระบบดิจิทัลได้ แม้จะอยู่ในนั้นชีวิต เขาจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่สามารถที่จะเข้าถึงระบบดิจิทัลได้ ณ ปัจจุบัน เราทราบดีว่า ในโลกดิจิทัลนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่าง ข้อมูล มีเรื่องของบริการของภาครัฐและบริการต่าง ๆ ผมเองนั้นก็ได้ใช้บริการของภาครัฐ ผมพยายามที่จะใช้บริการเหล่านั้น และก็อยากที่จะเข้าใจว่ามีบริการอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตรวจดูด้วยว่าบริการเหล่านั้นเข้าถึงได้ไหมสำหรับคนพิการ ผมเองก็พยายามที่จะส่งเสริมให้เพื่อน ๆ คนพิการได้ทดลองใช้ และก็สะท้อน Feedback สะท้อนความคิดเห็นจากการใช้งานจริง บางคนนะครับ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถที่จะใช้งานได้ ในอีก 50 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงและใช้งานบริการเหล่านี้ได้ ปัญหาก็มีในหลายปัจจัย อย่างเช่น ที่ท่านต่อพงษ์ เสลานนท์ ได้กล่าวถึงการระบุตัวตนทางดิจิทัลก็เป็นอุปสรรค ผมเองนั้น ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องของประสบการณ์ที่เกี่ยวกับดิจิทัลหรือเทคโนโลยีนั้น ผมอยากจะกล่าว่าให้โอกาสผมในการมีงานทำ แล้วก็ยังเป็นโอกาสให้กับคนพิการอีกหลาย ๆ คนที่จะมีงานทำ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนมาก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หลายคนแม้จบการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว ก็ยังกลับไปบ้านในต่างจังหวัดของตนเอง บางคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ แต่เขาบอกว่าอาจารย์ นักเรียนเหล่านั้นจะเรียกผมว่าอาจารย์ อาจารย์ อาจารย์ครับ ผมเข้าอินเทอร์เน็ตได้ แต่ได้เป็นบางเวลาเท่านั้น เพราะว่าอินเทอร์เน็ตนั้นมีข้อจำกัด ผมก็บอกนักเรียนว่าจริง ๆ ความรู้ทุกอย่างมันอยู่ในอินเทอร์เน็ตแล้ว ใช่ คือ ตอนนั้นโรงเรียนของเรา เรามี Wi-Fi เขาสามารถที่จะเข้าถึงได้ แต่ว่าพอกลับไปต่างจังหวัด จะต้องซื้อซิมการ์ด และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แบบจำกัด เขาบอกว่าทำไมไม่เรียนจากอินเทอร์เน็ตล่ะ หลายทีก็บอกกับนักเรียน นักเรียนบอกอยากเรียนครับ แต่ว่าเข้าอินเทอร์เน็ตได้จำกัด สามารถที่จะดาวน์โหลดข้อมูลได้จำกัด ฉะนั้น ผมอยากจะขอจบในรอบแรกว่าดิจิทัลนั้นให้โอกาสกับคนพิการ แต่เราจำเป็นที่จะต้องให้คนพิการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่เขาจะได้ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่องของการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็สำคัญนะครับ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็สำคัญ ฉะนั้น ถ้าเราจะพูดถึงเมืองที่ยั่งยืน เมื่องที่ครอบคลุมถึงทุกคนจะต้องคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณมากนะคะ สำหรับเรื่องของความปลอดภัย แล้วก็เรื่องของอินเทอร์เน็ต ที่ท่านได้กล่าวถึง ใช่ เราอยากจะอยู่ร่วมกันใน Smart City รวมถึงเราอยากที่จะให้ทุกคนเข้าถึงได้ ต่อไปขอเชิญคุณวิทยุตค่ะ (คุณวิทยุต) ครับ สวัสดีทุกท่านครับ เมื่อสักครู่นี้ที่อาจารย์ได้พูดภาษาอังกฤษล้วนครับ ก็ถือเป็นโอกาสอันดี ซึ่งผมนี่ ก็เคยเรียนที่อเมริกา แต่ว่าถ้าผมจะทำเป็นภาษามืออเมริกานี่ล่ามจะไม่เข้าใจ ซึ่งถ้าผมใช้ภาษามือสากล ล่ามก็ไม่เข้าใจได้เหมือนกันครับ ต้องใช้ภาษามือไทย ซึ่งล่ามก็จะแปลพูดไทย แล้วก็ให้ล่ามแปลไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งวิธีการทำงานนี่ ไม่แน่อาจจะมีอุปสรรค แต่เราก็จะพัฒนากันต่อไปครับ ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับประเด็นของเทคโนโลยีที่เมื่อก่อนที่ผมจำได้ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ ก็จะมีบริษัท ชื่อ “คอมมอนโน” ซึ่งตอนนี้อาจจะล่มไปแล้ว เป็นสีคล้าย ๆ กับ LGBTQ เป็นสีฟ้า แดง ขาว เขียว แบบนั้นครับ ผมจำได้เป็นรุ้งแบบนั้น เป็นบริษัทคอมมอนโน ซึ่งเขาจะชอบเกี่ยวกับเทคโนโลยี เขาจะมีแผ่น Disk ใหญ่ ๆ ที่ให้เสียบเข้าไป แล้วก็จะหมุน ๆ ขึ้นมา แล้วก็จะมีเป็นภาพครับ เป็นข้อความต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งผมสนใจมาก ผมชอบไอ้เทคโนโลยีตัวนี้มากเลยครับ ที่จะนำมาใช้ แล้วก็เห็นบริษัท Apple ครับ ซึ่งเป็นบริษัทที่ราคาค่อนข้างที่จะแพงเลย จากนั้นก็มีการพัฒนามาจนถึงวันนี้ ซึ่งผมก็ได้ใช้ Apple แล้ว ผมรู้สึกว่าช่วงเวลานี่หมุนไปเร็วมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ นี่ สามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคนหูหนวกส่วนใหญ่แล้วครับ ค่อนข้างช้า เรารู้ไม่ทันในส่วนของข้อมูล เราไม่สามารถจับได้ คือ จับได้ช้าครับ คือ ไม่รู้ข้อมูล แล้วถ้าย้อนไปถึงปีที่ผมนี่ บินไปอยู่ที่อเมริกา สักตอนอายุ 16 ครับ ซึ่งก่อนหน้านั้น ผมอยู่โรงเรียนประจำ โรงเรียนสอนคนหูหนวกที่ชลบุรี ผมอยู่ที่ชลบุรีนี่ ประเด็นในของเทคโนโลยีในหัวผมนี่ไม่มีเลย ซึ่งการเรียนวิชาสังคม เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือว่าเรียนคณิตศาสตร์ วิชาต่าง ๆ เหล่านี้ครับ วิชาเทคโนโลยีนี่ คอมพิวเตอร์ส่วนมากมีแต่พิมพ์ดีดครับ พิมพ์เป็นคำ ๆ จากกระดาษ แล้วก็ Print ออกมา ธรรมดา ในส่วนของเทคโนโลยีนี่ไม่มีเลย ในช่วงเวลานั้น 16 ปีแรกของผม ผมก็เรียนคอมพิวเตอร์บ้าง แล้วก็มีการสอนพิเศษนะครับ เป็นการจ่ายเงิน เพื่อที่จะไปเรียนคอมพิวเตอร์เอง พอผมไปอยู่ที่อเมริกาครับ ตอนอายุ 16 ปีผมครับได้เห็นว่า โอ้ ระบบ Email การใช้การสื่อสารผ่าน Email มันเป็นวิธีที่คนหูหนวกใช้ได้ง่ายมากเลย ในการพิมพ์ กด แล้วก็ส่งข้อมูล แล้วก็รับข้อมูล การส่ง-รับข้อมูล เทคโนโลยีของเขานี่ เทคโนโลยีในหัวของผมได้เห็นแล้วว่าเราได้เห็นโทรทัศน์ ก็จะมี Captions มีคำบรรยายแทนเสียง ผมก็ได้เห็นว่า เอ้า ก็ได้มีเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งคนหูหนวกก็ตื่นเต้นมากเลย แต่ว่าตอนนั้นยังไม่มีจอล่ามนะครับ ที่อเมริกานี่ ส่วนมากเขาจะโฟกัสไปที่ Captions ครับ ในส่วนจอล่ามนี่ยังไม่มี ผมก็ได้เห็นครับ ว่าอุปกรณ์การพิมพ์โทรศัพท์ของเขานี่ที่เข้าถึงคนหูหนวกของเขานี่ เป็นใหญ่ ๆ เลย สีขาว ๆ มี โบราณ แบบโบราณครับ ที่เป็นหูใหญ่ ๆ แล้วก็วางอยู่ แล้วจะได้ยินเสียง ได้ยินเสียงในเครื่องตรงนั้น แล้วเครื่องนี่ก็จะขึ้นเป็นตัวโน้ต เป็นตัวอักษร แล้วผมก็พิมพ์ ๆ แล้วก็ส่งเสียงนั้น แล้วก็พิมพ์ แล้วก็ไปถึงฝั่งโน้นที่เขาจะมีอุปกรณ์เหมือนกัน สีขาว ๆ ใหญ่ ที่จะตั้งวางอยู่ มันก็จะเป็นการพิมพ์ครับ แล้วก็เป็นตัวอักษรขึ้นมา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า พิมพ์แล้วจบประโยคหรือยัง ฝั่งโน้นจะพิมพ์จบไหม ก็จะต้องเป็นว่าท้ายคำนี่ จะต้องเป็นภาษาอังกฤษ 2 ตัว คือ G กับ A ภาษาอังกฤษกับ G, A ซึ่งหมายความว่าผลัดเป็นคน Go คือ Go GH ว่าอย่างไร เป็นไป-กลับแบบนั้นครับ GA พอพิมพ์เสร็จแล้วก็พิมพ์กลับมา G, A จะบอกกันว่ามีประโยคต่อไป แล้วนั่นล่ะครับ ถึงจะวาง แล้ววางหูต้องทำอย่างไร ต้องพิมพ์อย่างไร ก็ใช้คำย่อเหมือนกัน SK ครับ ซึ่งหมายความว่า Stop K แปลว่า Key ซึ่งก็รู้แล้วเป็นการหยุด วางหู ซึ่งเทคโนโลยีนี่ ค่อนข้างล้ำหน้าเลย ผมในตอนนั้นนี่ รู้สึกว่าโอ้โหล้ำหน้ามากเลยครับ ก็ผลัดเปลี่ยนมาครับ พัฒนามาเรื่อย ๆ จนมาถึงโทรทัศน์ครับ ก็จะมีอุปกรณ์ครับ ที่พ่วงกับทีวี ตัวอุปกรณ์อันนี้ครับ เป็นตัวอ่านโค้ด ที่จะส่งสัญญาณเข้ามาที่กล่องตัวนี้ครับ แล้วก็จะขึ้นมาตัวอักษรครับ ซึ่งจะเป็นคำบรรยายแทนเสียง ว่าใครเป็นคน ทำไม่ใช่กล่อง Automatic ที่ฟังแล้วแปลเอง จะต้องมีหลายคนที่เป็นคนพิมพ์ครับ ก็คือฟังแล้วก็พิมพ์ ฟังแล้วก็พิมพ์ ส่งมา ซึ่งก็ล้ำหน้าอีกแล้วครับ ในตอนนั้นนี่ สักปี ผมอายุ 16 ตอนนี้ 50 ก็เมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว ล้ำหน้ามากจริง ๆ ครับ ผมก็รู้สึกว่าที่ประเทศไทยควรจะต้องมี จะต้องมี ก็คิดฝันไว้ว่าตอนจบแล้วกลับมาไทยจะทำให้ได้ ซึ่งวันนี้มีทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริการผ่านโทรศัพท์ให้กับคนหูหนวก ไม่ใช่อุปกรณ์ใหญ่ ๆ เหมือนแบบตอนนั้น แต่ตอนนี้เป็นวิดีโอภาษามือ ซึ่งแปลสดเลย ก็คือมีล่ามนั่งอยู่ แล้วก็คนหูหนวกก็จะแปลให้ แปลให้เป็นเสียงพูด ถ้าโทรไปที่ฝั่งคนหูดีล่ามก็จะแปลพูดให้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อเมริกาซึ่งเขามีมานานแล้ว ที่อเมริกานี่ เขาจะใช้เป็น Video Phone เป็น Video Phone ที่มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งครับ แล้วมาเสียบกับทีวี ซึ่งตัวนั้นนะครับ เป็นตัวคล้าย ๆ กับโทรศัพท์นี่แหละครับ ที่จะต้องใช้อินเทอร์เน็ต ต่อกับอินเทอร์เน็ตแล้วก็เป็นภาพ ซึ่งก็จะขึ้นมาเป็นผ่านโทรทัศน์ เห็นหน้าล่าม คนหูหนวกก็ทำภาษามือ แต่กลุ่มคนหูหนวกที่ไม่รู้ภาษามือเขาจะทำอย่างไร เขาก็ต้องใช้การพิมพ์ครับ ผ่านอินเทอร์เน็ตนี้ โดยแนวคิดนี่ก็มีของอเมริกา นี่ก็มีของบริการและไทยตอนนี้ก็มีแล้ว ซึ่งงบสนับสนุนได้จาก กสทช. NBTC สนับสนุนในการก่อตั้งศูนย์การถ่ายทอดการสื่อสารของประเทศไทย ของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ที่รับผิดชอบในการทำ ซึ่งเปิดโลกใหม่ให้กับคนหูหนวกมาก ๆ เลยครับ คนหูหนวกนี่ เมื่อก่อนนี่ในส่วนของการสื่อสารกับหูดีค่อนข้างที่จะลำบาก จะต้องหาล่าม หากันจนเจอ แล้วมานั่งคุยกัน โดยขอให้ล่ามโทรหาอีกคนหนึ่งให้หน่อย ถ้าคนหูหนวกไม่มีล่ามอยู่ใกล้ ๆ เขาก็จะต้องขอพ่อหรือแม่ พี่น้องคนในครอบครัวของเขา ให้มาช่วยโทรศัพท์ติดต่ออีกคนหนึ่งให้หน่อย แล้วความอิสระของคนหูหนวกก็ไม่มีเลย จะต้องพึ่งพาบุคคล หรือล่าม หรือคนในครอบครัว พอตั้งศูนย์ TTRS นี้ขึ้นนะครับ คนหูหนวกก็สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีได้ แล้วเราก็จะต้องใช้เทคโนโลยีนี้ ช่วยเปิดโอกาสในการสื่อสารให้กับคนภายนอก ผ่านอินเทอร์เน็ตนี้ครับ ในส่วนของทีวีครับ ก็ได้มีจอล่ามครับ ที่อเมริกานี่ไม่ค่อยมีจอล่าม เป็นเรื่องโอกาสทางการศึกษา ซึ่งคนหูหนวกที่อยู่ในโรงเรียนส่วนใหญ่แล้วครับ เขาจบแล้ว เขาอ่านเขียนภาษาคนละระดับ ระดับยังอยู่ระดับยังไม่สูงครับ แล้วก็คนหูหนวกที่เรียนจบเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่า เขาอ่านอังกฤษได้ เขาเขียนอังกฤษได้ เขาอ่านเองได้ เขาคำบรรยายแทนเสียงนี่ไม่เกี่ยว ในไทยส่วนใหญ่แล้ว คนหูหนวกนี่ จะใช้ภาษามือเป็นหลักเสียส่วนมาก ส่วนที่อ่านเขียนไทยยังอ่อนแออยู่ครับ แต่ในด้านของภาษาของเขา ภาษาที่ 1 ของเขาครับ เป็นภาษามือไทย ซึ่งต่างประเทศของแต่ละประเทศ อย่างเช่น ภาษามืออเมริกา ภาษามือไทย ภาษามือญี่ปุ่น ภาษามือก็จะไม่เหมือนกันนะครับ ซึ่งคนหูหนวกไทยเขาเติบโตมากับการใช้ภาษามือไทยเป็นภาษามือที่ 1 ของเขา เขาใช้มาจนเคยชิน ทางสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยนี่ จะต้องสนับสนุนทั้ง 2 ทาง ทั้งการทำจอล่ามให้คนหูหนวกที่อ่อนแอในเรื่องของภาษา ให้เข้าถึงในส่วนของภาษามือให้ได้ สำหรับกลุ่มหูหนวกที่ภาษาไทยดี เขาก็จะเลือกการอ่าน Captions มากกว่า เราก็จะต้อง... หูหนวกที่ภาษาดี ก็จะอ่านเหมือนวันนี้ครับ ที่มี Live Captions ข้างบน ก็เท่ากับว่าคนหูหนวกมี 2 กลุ่ม แต่ก็จะมีข้อจำกัดอยู่ค่อนข้างเยอะครับ เช่น ล่ามยังไม่เพียงพอ ล่ามยังน้อย หรือเรื่องของงบประมาณ หรือบางทีเรื่องของงบประมาณนี่ไม่ยั่งยืน ก็จะมีปัญหา มีอุปสรรคในเรื่องของการต่อสัญญาปีต่อปี หรืองบประมาณต่าง ๆ ควรที่อาจจะเป็นการต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือ Stop ในเรื่องของ Captions ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันครับ เรื่องงบประมาณครับ ผู้ประกอบการทีวีนั้น ไม่ไหวในส่วนของรายจ่าย ที่จะต้องจ่ายทุก ๆ รายการหรือทุก ๆ ชั่วโมงทั้งวัน ก็เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง คนหูหนวกก็ค่อนข้างที่จะมีข้อจำกัดเยอะ ไม่ใช่ว่าพวกเราสบายนะครับ ยังต้องแก้อุปสรรคนี้กันต่อไป ซึ่งวันนี้จะพูดถึงในเรื่องของโทรทัศน์และโทรคมนาคม 2 อย่างนี้ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี่ ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องกายภาพไปแล้ว พูดถึงเรื่องของการใช้ชีวิตที่บ้าน การใช้ชีวิต การเข้าห้องน้ำ ตึก เข้าตึกอย่างไร ซึ่งในเรื่องของ Smart City ในเรื่อง Smart City Smart City ตรงนี้ คนหูหนวกเกี่ยวไหม ก็เกี่ยวนะครับ เช่นว่าเวลาเราเดินทาง คนหูหนวกเขาจะใช้สายตาในการมอง เนื่องจากเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ถ้ามีเสียง ก็จะต้องทำ Visual ครับ ให้เห็น เช่น รถไฟฟ้า เขาจะมีเสียงพูดใช่ไหมครับ ว่าถึงสถานีอะไรแล้ว นั่นแหละครับ ต้องให้ได้ยินจากเสียง เปลี่ยนเป็น Visual ครับ ให้เห็นชื่อสถานี ซึ่งตอนนี้ก็มีการสัมมนากับ CP ครับ แล้วก็รถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย ที่อย่างเช่น พญาไทไปถึงกับสุวรรณภูมิ ผมเห็นมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะมากเลย เช่นว่ามีป้ายบอกสถานี เกือบจะทุก ๆ 2-3 เมตรเลยนะ อย่างเช่นรถไฟฟ้าวิ่งไป ก็ไม่ต้องดูป้ายในตัวรถแล้วครับ ดูภายนอกได้เลย ก็เลยสามารถดูภายนอกแล้วเห็นป้ายครับ ว่าสถานีชื่อสถานีอะไร ประมาณ 2-3 เมตรก็จะเห็นอีก อีก 2-3 เมตรเห็นอีกเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้คนหูหนวกสามารถมองเห็นได้ก่อนถึงสถานี ซึ่งมันง่ายกว่าการที่เราจะดูป้ายที่อยู่ในตัวรถ บางทีคนเยอะอาจจะแน่น มองไม่เห็นที่ป้าย ก็ต้องดูภายนอกรถ นั่นหมายความว่า เราต้องมีการออกแบบที่ให้เห็นแทนการได้ยิน ก็มีอีกหลากหลายประเด็นเลยครับ ที่ในส่วนของกายภาพที่คนหูหนวกจะต้องพัฒนา อาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์ การเข้าไปซื้อตั๋วเข้าไปชม จะ ต้องมีการให้หูฟัง แล้วคนหูหนวกจะฟังอย่างไร อันนี้ล่ะครับ เป็นเรื่องปัญหาทางกายภาพ ปัญหาของการเข้าใจการให้บริการทุก ๆ ส่วน ซึ่งคนหูหนวก หรือคนพิการประเภทอื่นจะต้องเข้าถึงได้เหมือนกัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะกลุ่มหรือคนที่มีการได้ยินอย่างเดียว ต้องออกแบบให้เป็นแบบว่าเพื่อคนทุก ๆ คนเข้าถึงได้ ตอนนี้ก็โอเคครับ ขอเพียงพอเท่านี้ ครับผม ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบพระคุณคุณวิทยุต สำหรับการให้เห็นความสำคัญของการมีอินเทอร์เน็ต แล้วก็เราจะเห็นแล้วว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วเราก็ใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น ทุกคนก็มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น ดิฉันก็ได้ใช้ Speech to text เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาขับรถ เพราะจะทำให้ดิฉันไม่ต้องขับรถไปด้วย แล้วก็พิมพ์ข้อความไปด้วย ดร.สุภรธรรม เป็นผู้สอนด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน สำหรับ… ดิฉันอยากจะทราบว่าจากการที่ได้เป็นผู้สอนคอมพิวเตอร์มาก่อนนี่ มีการพัฒนาอย่างไรในเรื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นบ้าง (ดร.สุภรธรรม) ขอบคุณคุณอิสรารัศมิ์มากครับ มันได้พัฒนาอย่างไรนั่นล่ะครับ ผมก็อยากจะบอกว่า มันก็พัฒนามาได้ตามที่เราได้จินตนาการไว้ แต่อย่างไรก็ตาม พอยิ่งพัฒนาขึ้นเท่าไร มันก็ทำให้เราได้รับผลประโยชน์ ได้รับประโยชน์น้อยลง นั่นก็คือว่า เมื่อพัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว เทคโนโลยีนั้น ก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่ชายขอบ เพราะว่าเมื่อที่เราพูดถึงเรื่องการเข้าถึง การเข้าถึงนั้นจำเป็นที่จะต้องสร้างความเป็นธรรม การเท่าเทียมอย่างเป็นธรรม ความไม่เท่าเทียมจะนำไปสู่ความยากจน แล้วก็จะนำไปสู่การมีช่องว่างในสังคม ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีมันมีการพัฒนาอยู่ทุก ๆ วัน ทุก ๆ วินาที แต่การที่จะให้บริการ บริการเหล่านั้น สำหรับคนทุกคน แล้วก็การสนับสนุนให้คนทุกคนได้ใช้เทคโนโลยีนั้น เป็นเรื่องที่ช้ามาก เปรียบเทียบกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมก็อยากจะเน้นประเด็นนี้ นั่นคือว่า เมื่อไหร่ที่มีการพัฒนาขึ้น การไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงก็จะมีมากขึ้นสำหรับคนทุกคน ดังนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร ให้ทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงได้ หลาย ๆ คนกล่าวว่าประเทศไทยนี้ มีถนนที่ค่อนข้างที่จะดี ถนนนั้นพาไปสู่จังหวัด พาไปสู่ชุมชน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการก่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น คุณภาพชีวิตของคนก็จะง่ายขึ้น เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในกรุงเทพฯ ในกรุงเทพฯ เมื่อไรก็ตามที่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟ หรือว่าระบบการขนส่งไปถึงที่ไหน ตัวเมืองก็จะขยายไปสู่ที่นั่นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าประชาชนไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ มันก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ผมก็อยากจะเปรียบเทียบว่า เมื่อที่เราพูดถึงระบบการก่อสร้าง เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ตล่ะครับ ผมได้ยินแล้วว่าอินเทอร์เน็ตนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ Infrastructure ของโครงสร้างพื้นฐาน ทุกคนก็ควรที่จะเข้าถึงได้ด้วยราคาที่เป็นธรรม หรือแม้แต่ฟรีเลยก็ตาม นั่นก็คือเป็นไอเดียของผม แล้วก็เนื่องจากเรามีเวลาที่ค่อนข้างที่จะจำกัด ผมก็อยากจะแบ่งปันความฝันหนึ่ง อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ผมได้จบการศึกษาจากโรงเรียนมูลนิธิพระมหาไถ่ เราพยายามที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือคนตาบอดในหลาย ๆ ด้าน ผมมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้ยินว่า NBTC คณะกรรมการ ์ฺNBTC ได้พูดถึงการยืนยันตัวตน ตัวตนด้วยดิจิทัล อย่างที่คุณต่อพงศ์ได้กล่าวว่า 1 Digital ID 1 เครื่องโทรศัพท์แล้วก็มี App เพียงหนึ่งเดียวสำหรับคนพิการ ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นว่าท่านอธิบดีกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ใช่ ภาครัฐได้พยายามเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาแอปพลิเคชันบัตรคนพิการ นั่นก็คือเป็น แอปพลิเคชันที่แสดงบัตรคนพิการ แต่คนพิการเหล่านี้ แล้วก็ภาคเอกชน หรือว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องนี้จะใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันนั้นได้อย่างไร เพราะว่าเรามี... ในประเทศไทยเรามีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือ PDPA คุ้มครองข้อมูล ใครเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านั้น ผมอยากจะแบ่งปันความฝันนี้ว่าถ้าเราสามารถที่จะมีแอปพลิเคชันหนึ่งเดียว ที่คนพิการหรือว่าประชาชนสามารถที่จะเป็นข้อมูลของเขาเองได้ แล้วก็สามารถแชร์ไปกับใครก็ได้ที่เขาอยากจะแชร์ไปให้ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสากล ด้วยความปลอดภัยทางข้อมูลทางดิจิทัล แอปพลิเคชันนี้ จะเป็นบริการที่ครอบคลุมทั้งหมดสำหรับคนพิการ เขาสามารถที่จะใช้บริการกับทางภาครัฐ เขาสามารถที่จะใช้บริการทางภาคธุรกิจ เขาสามารถที่จะเรียนหนังสือ สามารถที่จะทำงานผ่านแอปพลิเคชันนี้ แล้วมันสามารถที่จะช่วยคนพิการ ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันนี้สามารถจะให้บริการ AI ซึ่ง AI นี้ แล้วก็ Learning Machine จะเรียนรู้การใช้งานของผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น ผมเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ผมใช้วีลแชร์ เมื่อผมเข้าไปใช้แอปพลิเคชันนี้ การใช้แอปพลิเคชันก็จะปรับตัวให้เข้ากับการใช้งานของผม แอปพลิเคชันจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผม เหมือนที่ Google แอบส่องเราในทุกวันนี้ แต่ระบบนี้สามารถที่จะช่วยคนพิการได้มากในการใช้แอปพลิเคชัน ซึ่ง AI นี้ หรือ IoT นี้สามารถที่จะเชื่อมโยงหากันได้ โดยผ่านแอปพลิเคชันตัวนี้ แล้วมันก็ยังจะเป็นแอปพลิเคชันที่คนพิการสามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งมันจะลิงก์ไปหาคนกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องหรือเวลาที่เขาอยู่ในภัยพิบัติ เขาก็สามารถที่จะแจ้งไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง แล้วก็บอกว่าตอนนี้คนพิการอยู่ที่ไหนด้วยแอปพลิเคชันนี้เราสามารถที่จะสร้างชุมชน เมื่อเราพูดถึงชุมชน เราสามารถที่จะใช้หลาย ๆ อย่างที่จะใช้ร่วมกันในชุมชนนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งในทางภาคเหนือ ที่เป็นคนพิการ สามารถที่จะแบ่งปันไอเดีย หรือว่าความรู้กับกลุ่มคนพิการอื่น ๆ ที่อยู่ต่างถิ่นหรือสามารถที่จะขายสินค้า สามารถที่จะขอคำปรึกษา สามารถที่จะสร้างชุมชน แล้วก็อยู่ร่วมกัน แล้วนี่ก็คือความฝันของผม ที่อยากจะแบ่งปันกับทุกท่าน แต่ผมก็อยากจะบอกว่า ผมทำงานในองค์กรเล็ก ๆ แต่ถ้าทุกคนในที่นี้ เราทำงานร่วมกัน ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น NGO หรือองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรภาคการศึกษา ทุก ๆ ภาคส่วนถ้าเราทำงานร่วมกัน เราสามารถที่จะทำงานได้เร็วขึ้นและดีขึ้น ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณ ดร.สุภรธรรม ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ ว่าเราทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือว่าภาคเอกชน ในการสร้างชุมชนแล้วก็เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วก็ดีมากในการมีแอปพลิเคชันตัวนี้ ซึ่งคนพิการเองก็สามารถที่จะนำไปใช้กับกลุ่มผู้สูงอายุได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้คนผู้สูงอายุนั้นเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีด้วย ตามที่ท่าน ดร.สุภรธรรม ได้กล่าวถึงแอปพลิเคชันนี้ ดิฉันอยากจะขอกลับมาที่ ดร.นนท์ ว่าในระยะเพียงสั้น ๆ นี้เราจะได้รับผลประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีนี้ (ดร.นนท์) ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยนะครับ ก็คืออย่างเช่น ตัวเองผมเองนั้นก็ใช้ Smart Technology หลายอย่าง ผมเองก็คิดว่า เราเองในฐานะที่เป็นคนที่ใช้เรื่องของอุปกรณ์เหล่านี้เราก็ต้อง Smart ด้วย สิ่งหนึ่งก็คือผมคิดว่าเวลาที่เราใช้อุปกรณ์ หรือว่าทำสิ่งเหล่านี้นะครับ เราจะต้องมีสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงไว้ ก็คือหลาย ๆ ครั้งนี่ ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้เป็น เรื่องของทักษะเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน และนอกจากนี้ผมคิดว่า เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปกรณ์ Smart Technology นั้น มันทำมาเพื่ออะไร หลายครั้งนี่นะครับ ก็มีคำถามที่เรามักจะถามกัน ว่าเราควรจะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในเมืองของเราไหม ก็จะถามเสมอว่าคุณจะใช้เพื่ออะไรล่ะ เพราะว่าหลายครั้งนี่ พบว่าเวลาที่เราใช้เทคโนโลยีบางอย่าง เราจำเป็นจะต้องใช้ไหม หลายครั้งเป็นเทคโนโลยีที่ดี แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับเราเท่าไร คำถามแรกที่ผมมักจะถาม หรือว่าเป็นประเด็นที่ผมจะคำนึงถึง ก็คือเราต้องถามตัวเราว่า ทำไมเราจึงใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น หลายพื้นที่นะครับเป็นพื้นที่ที่... ไม่ได้เป็นเพียงแต่เรื่องงบประมาณนะครับ แต่เป็นเรื่องของความทันสมัย แต่ว่าต้องดูด้วยว่าผู้ที่จะใช้งานนั้น ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่มันเหมาะสมหรือไม่ ทำให้ชีวิตของเขาสะดวกขึ้นง่ายขึ้นหรือไม่ และเขาสามารถที่จะใช้ และทำให้ก่อผลผลิตที่มากขึ้นหรือไม่ เวลาเราพูดถึงเรื่องของ Close Captions หรือเรื่องของการอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนพิการ หลายครั้ง คนก็จะถามว่าเราสามารถที่จะทำเรื่องของ Close Captions ที่เป็นส่วนใช้ภาษาต่าง ๆ ซึ่งมันก็จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ด้วย แม้ว่าเราเองที่ไม่ได้มีความพิการ เราก็ได้ประโยชน์จากเรื่องของ Captions หรือว่าเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ฉะนั้นถ้าเราคำนึงถึงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่เราใช้สิ่งที่เป็นเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่ออะไร เราสามารถที่จะทำให้การตัดสินใจของเรานั้นแม่นยำหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างที่อาจารย์สุภรธรรมได้กล่าวถึงนะครับ ว่าเราต้องทำงานร่วมกัน ร่วมมือกัน ผมเองนั้น อยากจะพูดถึงว่าถ้าเกิดว่าเราพูดถึงเรื่องของสนามฟุตบอล หรือว่าบาสเก็ตบอล คือ จะบอกว่าคนที่ถนัดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาอาจจะไม่ได้ถนัดทุกเรื่อง ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ดึงเอาศักยภาพหรือความถนัดของแต่ละคนมาประกอบกันอย่างเหมาะสม ผมเองมาจากภาคธุรกิจ ผมอาจจะมีจุดแข็งอย่างหนึ่ง มีส่วนที่เราทำได้ดี แต่ว่าเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ฉะนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแต่เรื่องของการเข้าใจตลาด แต่ว่าเราเองจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ และมีความรู้ที่ครอบคลุมหลากหลาย เพื่อที่จะมาประกอบกันร่วมกัน ในการพัฒนาให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พัฒนาขึ้น วางคนในสิ่งที่เขาถนัดครับ ถ้าเขาเป็นนักฟุตบอลที่ดี ให้เขาเล่นฟุตบอลต่อไป ถ้าเขาเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของบาสเกตบอล ให้เขาเล่นบาสเกตบอล สิ่งที่เราพยายามจะทำ ก็คือในเรื่องของ Smart City เราจะพยายามให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชน เราพยายามที่จะให้เกิดความเข้าใจของ Demand ก่อนนะครับ ว่าเรามีความต้องการอะไร แล้วก็มีกรอบการทำงานเพื่อที่จะ Scope เข้ามาให้ชัดเจน และเราพยายามเชื่อมโยงกับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่จะเข้าใจตลาด แล้วก็ก็พยายามสร้างความร่วมมือเพื่อที่จะช่วยให้โครงการ Smart City นั้น สามารถมีการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการและเป็นไปได้จริง ในภาคธุรกิจหรือว่าภาครัฐเองนั้น เมื่อหลายปีที่ผ่านมานี่ เราพบว่ายังมีความเข้าใจน้อย แต่ขณะนี้ก็มีความเข้าใจที่มากขึ้น และแน่นอนครับ ภาครัฐนั้นไม่ได้ต้องการทำงานเพียงลำพัง ก็ต้องการทำงานร่วมกัน ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึง ก็คือเป็นสิ่งสำคัญมาก จริง ๆ แล้วไม่ดีนะครับ ที่เราจะทำแบบทำงานแบบแยกกัน หรือว่าไม่ได้มีการตัดสินใจจากสถิติข้อมูลในการตัดสินใจด้วยการคาดเดา หรือตามอารมณ์ อันนี้เป็นการตัดสินใจที่ไม่ Smart เท่าไร สิ่งสำคัญ คือ เราควรจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจะได้มีการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น ผมเองคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญนะครับ ที่เราจะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ขยายให้มีการแพร่หลายมากขึ้นนะครับ ในการนำเทคโนโลยีมารวบรวมข้อมูล จะได้รู้ว่าเราต้องการอะไร เรามีปัญหาอะไร เรามีสิ่งใดที่เรารู้สึกว่าเราต้องการใช้มากยิ่งขึ้น เราสามารถที่จะใช้การรวบรวมข้อมูลใช้การรวบรวมข้อมูลหรือฐานข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะช่วยในการตัดสินใจ การออกแบบให้ดียิ่งขึ้น เราเรียกสิ่งนี้ว่าการออกแบบด้วยการใช้ฐานข้อมูล เพื่อที่เราจะได้สามารถนำเสนอสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะพัฒนาให้รวดเร็วได้ยิ่งขึ้นได้อีกนะครับ ก็คือไม่เพียงแต่ที่เราจะพยายามพัฒนาไปเรื่อย ๆ แต่เราควรที่จะมีการ Disrupt หรือว่ามีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วครับ เพื่อที่จะตอบสนองเทคโนโลยีเหล่านี้ สามารถที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนพิการ และขณะเดียวกันสามารถที่จะขยายออกไปเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกคนได้ ถ้าเราเข้าใจลักษณะของเทคโนโลยีเหล่านี้ และเข้าใจวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ขอบคุณครับ (คุณอิสรารัศมิ์) ค่ะ อย่างที่ ดร.นนท์ บอกว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการก็สามารถที่จะเป็นประโยชน์กับคนทั่ว ๆ ไปได้เช่นเดียวกัน และควรที่จะมีการสร้างความตระหนัก หรือว่าส่งเสริมเรื่องของ Assistive Technology มากขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการเท่านั้น แต่ว่าสามารถเป็นประโยชน์กับคนทั่ว ๆ ไปด้วย ต่อไปคุณวิทยุตนะคะ อย่างที่บอกว่าคุณวิทยุตนั้นได้มีโอกาสแบ่งปัน ในเรื่องของประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีสำหรับคนหูหนวกก้าวหน้าขึ้นมามากขึ้น ดิฉันอยากจะขอสอบถามเกี่ยวกับโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหูหนวกนะคะ จะสามารถได้รับประโยชน์จาก Assistive Technology เหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง (คุณวิทยุต) พวกเราคนหูหนวกนะครับ ในวันนี้ มีคนหูหนวกนะครับ เราจะมีอุปกรณ์เพียบพร้อมนะครับ เรื่องค่าใช้จ่ายนี่ เราพอรับผิดชอบไหว ก็จะมีอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจะมีกลุ่มคนที่เป็นคนส่วนใหญ่นะครับ ซึ่งยังมีข้อจำกัด ซึ่งเขาไม่สามารถแบกรับภาระตรงนี้ได้นะครับ ทั้งเรื่องอุปกรณ์เรื่องค่าใช้จ่าย พวกค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ค่าไฟค่าน้ำอะไรต่าง ๆ นี่เขาก็ยังรับผิดชอบไม่ไหว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่เป็นส่วนใหญ่ คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้นะครับ เขาก็สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่มันอยู่ที่ภาครัฐ กสทช. จะกำหนด กำหนดนะครับ Rate ต่าง ๆ หรือว่าเกณฑ์ต่าง ๆ ว่าเขาน่ะจะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง เช่น นาทีหนึ่งนะครับ จะคิดเวลาเท่าไร ถ้ากรณีของคนหูดีใช้โทรศัพท์ จะเสียค่าใช้จ่ายนาทีละเท่าไร แต่ถ้าคนหูหนวกเขาใช้ดิจิทัล เขาไม่ได้ใช้เสียง เขาใช้ดิจิทัล นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายนี่มันจะสูง เขาจะใช้ Data เช่น เขาจะส่งเป็นภาพ เป็นภาพนะครับ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เพื่อใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกลุ่มคนหูหนวกกลุ่มนี้นี่ไม่ได้รับโอกาสนะครับ ในการใช้ประโยชน์นะครับ ผ่านภาพหรือผ่านวิดีโอ เหตุผลเพราะว่าพวกเขานี่ใช้ภาษามือ เพราะฉะนั้น เขาจะต้องส่งเป็นภาพ ส่งเป็นวิดีโอ ถ้าเขาซื้อ Sim Sim นี้นี่ อย่างเช่น 1 Mbps นะครับ แบบใช้ไม่จำกัดนะครับ หรือว่า 2 Mbps โดยใช้ไม่จำกัด แบบนี้จะไหวไหม ก็ไม่ไหว ถ้าใช้ความเร็ว 10 Mbps มันก็พอใช้ได้ แต่ว่าค่าใช้จ่ายล่ะ เขาก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ไหว เพราะฉะนั้น ภาครัฐ หรือหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ นี่ จะต้องมีการร่วมมือกันออกแบบให้เหมาะสมให้กับคนทุกกลุ่ม กลุ่มนี้ใช้แบบไหน กลุ่มนี้ใช้แบบนี้นะ ซึ่งคนทุกกลุ่มนี่ก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้ ผมอยากเห็น… ไม่อยากเห็นการแบ่งแยก ผมอยากให้มองความเหมาะสม ความจำเป็นนะครับ ในแต่ละกลุ่ม ก็คือเหมือนกับว่าเราจะต้องดูว่า Data เราต้องใช้เท่าไรสำหรับกลุ่มนี้ แล้วกลุ่มนี้จะใช้เท่าไร ให้จัดให้เหมาะสมกับทุกกลุ่ม โดยที่เราน่ะจะมองถึงว่าในแต่ละประเทศนี่ มันก็จะมีคนนี่หลากหลายกลุ่ม คนหูหนวกก็เป็นหนึ่งในหลายกลุ่มนั้น คนหูหนวกนี่ ต้องการ Data ที่เป็นภาพ เป็นวิดีโอเป็นส่วนใหญ่ เป็นดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้เข้าถึงให้ได้ก่อน ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น หลังจากนั้นนะครับ เรื่องของอุปกรณ์ เราจะต้องดูว่าอุปกรณ์นี่สามารถรับส่งได้ดี จะต้องมีระบบที่ส่งได้อย่าง Smooth ถ้าระบบราคาถูก เขาก็ไม่สามารถที่จะเหมือนกับว่าบันทึกพวก LINE นะครับ พวก LINE นี่มันจะมีเป็นภาพใช่ไหม วิดีโอนี่บางทีนี่ ข้อมูลนี่มันก็จะเต็มนะครับ เขาจะต้องเปลี่ยนมือถือหรือไม่ก็คือจะต้องล้างข้อมูลในเครื่อง ซึ่งคนหูหนวกนี่ ถ้าเขาซื้ออุปกรณ์ใหม่ เขาจะต้องจ่ายเพิ่ม เขาจะต้องมีเรื่องของ Data นะครับ การจะส่งภาพวิดีโอค่อนข้างเยอะ เราจะต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนหูหนวกใช้อุปกรณ์ให้เข้าถึงได้ เรื่องมือถือนะครับก็เป็นเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องของทีวี ตอนนี้นะครับ ในความฝันของคนหูหนวกนี่ เรายังไปไม่ถึงฝันของเรานะครับ เราคุยกันว่า เราสามารถที่จะแบ่งได้ไหม ว่าสถานีโทรทัศน์สำหรับคนพิการ ก็คือมีการออกรายการนี่ทั้งวัน ให้อยู่ในสถานีโทรทัศน์ช่องนี้เลย แต่ถามว่าความเสมอภาคอยู่ตรงไหนครับ ช่องทั่วไปนะครับ คือ เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ช่องทั่วไป ไม่มีล่าม ไม่มี Captions เพราะว่าทั้งหมดนี่จะมาอยู่ในช่องใหม่ซึ่งเป็นช่องพิเศษสำหรับคนพิการ แนวคิดของผู้ประกอบการโทรทัศน์บางรายนี่เขาก็คิดว่าอันนี้เป็นไอเดียที่ดีไหม คนหูหนวกจะสามารถเข้าถึงได้ตลอดทั้งวัน 24 ชั่วโมง แต่เรามองเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานของคนหูหนวกน่ะ คิดว่าคนหูหนวกชอบไหม ผมคิดว่าเขาไม่ชอบครับ เขาอยากเข้าถึงได้ทุกช่อง Contect นะครับ แบบนี้ ช่องนี้มี Content แบบนี้นะครับ แต่ละรายการแต่ละช่องมี Content ที่แตกต่างกัน เขาสามารถเลือกดูได้หลากหลายแต่ไม่ใช่เอามาอยู่ในช่องเดียว มันเป็นแนวคิดที่ต้องพยายาม ก็คืออยากให้ทำได้ทั้ง 2 อย่าง ก็คือให้มีทั้งความหลากหลาย มี Content นะครับ ที่หลากหลาย แล้วก็ควรจะมีสถานีโทรทัศน์ของคนพิการ ผมอยากได้ทั้ง 2 อย่างครับ ไม่ใช่ว่าจะต้องตัด หรือว่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าควรจะต้องเปิดโอกาสให้กว้างมากกว่านี้ครับ ทุก ๆ วันนะครับ ผมเห็นคนหูหนวกส่วนใหญ่ เขาฝัน อยากจะเหมือนกับว่ามีรถ มีบ้าน อยากจะมีรายได้ที่ดี อยากจะมีงานทำ กลุ่มล่ามนะครับ เขาก็อยากมีความมั่นคงในอาชีพการงานของเขาในระยะยาว แต่กลุ่มคนอื่น ๆ นี่ผมคิดว่าเขาก็มีความต้องการของแต่ละบุคคล ก็มีความฝันน่ะเหมือนกันแหละ ทุกคนก็มีความฝันทั้งนั้น แต่มันเป็นภาระของประเทศไทย คือหน่วยงานภาครัฐจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนทุกคน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ปราศจากอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว เวลาผมเดินทางนะครับ ตรงทางเท้า ผมจะเห็นเสาไฟ ผมเห็นอุปกรณ์ที่มันกีดขวางนะครับ มีสิ่งกีดขวาง ผมก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะต้องคิดถึงว่าจะทำอย่างไร ที่จะเอาเทคโนโลยีนะครับ เอาเทคโนโลยีนี่มาช่วยในการออกแบบในการวางผังเมือง ในการออกแบบให้คนเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นทีวี ออกแบบทุกอย่างเลยครับ เอาเทคโนโลยีมาช่วยนะครับ ในการทำให้คนมีความรู้ ผมคิดว่ากรรมการทุก ๆ หน่วยงานนะครับ ไม่ว่าจะเรื่องของคนพิการนี่ ควรจะต้องมีคนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการทุกกลุ่มเลย เพื่อที่เขาจะได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนว่าประเด็นไหนที่ตกลงเรื่องคนพิการเขาจะได้ช่วยเติมเต็มนะครับ ถ้าเขามีปัญหา เราก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ คนพิการควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกลุ่ม ไม่ใช่ว่าคนคนเดียวนะครับ คนพิการคนเดียวจะพูดแทนคนพิการทั้งหมดไม่ได้ ควรจะมีคนพิการทุกประเภทเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเขาจะบอกปัญหาของเขาได้ดีที่สุดนะครับ ในอนาคต ผมฝันว่าคนหูหนวกนี่ ปลายทางนะครับ หมายถึงอุโมงค์นะครับ หมายถึงว่าอุโมงค์ที่เห็นปลายทางที่เป็นแสงสว่าง เป็นเรื่องของการพัฒนา ผมน่ะรอไม่ไหว อยากจะเห็นบทบาทของ AI AI เป็นตัวช่วยอะไรได้บ้างครับ เช่น จับข้อความนะครับ แล้วก็สามารถที่จะแปลเป็นภาษามือนะครับ หรือว่าใช้มือถือนะครับ ไปสแกนนะครับคำนี้ แล้วก็จะโชว์ขึ้นมาเป็นภาษามือ ไม่ต้องนั่งพิมพ์ หรือว่าข้อความที่เป็นประโยคนะครับ ก็จะมีภาษามือ เหมือนกับว่าเป็นภาษามือก็จะสามารถแปลเป็นประโยคได้ AI ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ สามารถที่จะเหมือนกับว่าติดต่อนะครับ หรือว่า Sync ข้อมูลต่าง ๆ เช่นคำนี้กับคำอื่นนี่ สามารถที่จะเอามา แล้วก็เหมือนกับเอาคำมาเรียงแล้วต่อเป็นประโยคได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของโครงสร้างที่ซ้ำซ้อน ซึ่งภาษามือของคนหูหนวกนี่ก็จะมีโครงสร้างของภาษามือ ภาษาพูดก็จะมีโครงสร้างไวยากรณ์ของภาษาพูด เพราะฉะนั้นนี่ เราจะต้องเหมือนกับว่า จะต้องทำภาษาตรงนี้นะครับ ให้เหมือนกับว่า สามารถที่จะถอดความนะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ก็จะสามารถทำ Sub อังกฤษ หรือเวลาพูดไทย ก็สามารถที่ออกมาเป็น Sub ไทย บางทีนี่เราฟังเสียงออกมาแล้วเราเหมือนกับว่าทำออกมาเป็นภาษามือตอนนี้มันยังไม่มีเทคโนโลยีตัวนี้นะครับ เพราะฉะนั้น โครงสร้างนี่ค่อนข้างยาก เราต้องใช้ความรู้สึก AI นี่อาจจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกเพิ่มให้มากขึ้น เช่น ภาษามือ ภาษามือน่ะจะเป็นภาพนะครับ อาจจะเป็นภาพ 4 หรือ 5 มิติ AI นี่มันอาจจะตีความไปอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นนี่ เราจะต้องให้ AI ได้เรียนรู้นะครับ ว่าจะทำอย่างไรสามารถที่จะเปลี่ยนให้ประโยคได้ ซึ่งมันจะตรงกับภาษามือเหมือนกับว่าถอดความให้ตรงตรงกับภาษามือ ผมคิดว่า AI นี่มีบทบาทสำคัญในอนาคตครับ (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณ คุณวิทยุต บุนนาค ที่ได้เน้นประเด็นนี้ให้เราได้ทราบ ดิฉันคิดว่า เราเหลือประมาณ 5-10 นาที ถ้าท่านใด ถ้าท่านวิทยากรท่านใดอยากจะเพิ่มเติมอะไรค่ะ เรามีคำถามจากท่านผู้เข้าร่วม จากท่านแขกผู้มีเกียรตินะคะ อาจารย์วิริยะ อยากจะร่วมแบ่งปันประเด็นบางอย่าง ขอไมโครโฟนด้วยค่ะ (ดร.วิริยะ) สำหรับผมนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการที่จะให้คอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนทุกคน แล้วก็มีแพลตฟอร์มที่มีสำหรับคุณครูทั้งหลาย ได้สามารถที่จะแบ่งปันเรื่องบทเรียน แล้วก็นักเรียนสามารถที่จะเลือกที่จะเข้าเรียน แล้วก็นักเรียนสามารถที่เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ แล้วก็สูงขึ้น การศึกษาที่สูงขึ้น สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพของการศึกษาในประเทศไทยได้ตกต่ำลงเป็นอย่างมากในจาก 5 ปีที่ผ่านมา ผมอยากจะขอให้... ผมมีความหวังว่าอยากจะขอให้ทางภาครัฐนี้ใช้ดิจิทัลแล้วก็เทคโนโลยีในการส่งเสริมความสามารถของนักเรียน มันเป็นสิ่งที่ง่ายมากครับ คุณเพียงแค่แจกคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนทุกคน แล้วคุณก็มี Platform ตัวหนึ่งสำหรับทุกวิชา ทุกชั้นเรียน แล้วก็ขอให้คุณครูไปสอนบน Platform นั้น แล้วนักเรียนสามารถที่จะเลือกเข้าเรียนได้ผมคิดว่าวิธีนี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยได้เร็วมากขึ้น ขอบคุณมากครับ (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณอาจารย์วิริยะมากค่ะ ดร.สุภรธรรม อยากจะเพิ่มเติมอะไรไหมคะ ก่อนที่เราจะปิด เรามีอีกท่านหนึ่งที่อยากจะขอพูดเพิ่มเติม (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ...ได้พูดถึงเกี่ยวกับระบบซิมการ์ดน่ะนะครับ พอดีว่าอยากจะแชร์นิดหนึ่งว่า Sim นี่นะครับ เพียงแค่ใช้อินเทอร์เน็ตขนาดแค่ 1 Mbps หรือ 2 Mbps ตรงนี้นะครับ คือ มันจะเป็นอินเทอร์เน็ตที่ว่าหมดไวมากนะครับ ต่อให้เป็น Gbps ก็ตาม เพราะว่าถ้าคุณใช้อินเทอร์เน็ตสูง คือ ในปัจจุบันนี้ถ้าเกิดว่าใช้อินเทอร์เน็ตสูงนะครับ ค่าใช้จ่ายรายเดือนก็แพงมากขึ้นใช่ไหมครับ เราจึงอยากให้ทาง กสทช. นี่ก็คือเพิ่ม Mbps ไปนะครับ ประมาณสัก 4-15 Mbps อันนี้จะแรงขึ้นมานิดหนึ่งนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม แต่อินเทอร์เน็ตนี่มันไม่ใช่ตัวที่ว่าทำให้อินเทอร์เน็ตแรงนะครับ ตัวที่ทำให้อินเทอร์เน็ตแรงจริง ๆ คือ จะเป็น Smartphone หรือ Tablet นะครับ ที่มี CPU สูง ๆ อย่างเช่น ระบบ Exynose ระบบ Snapdragon พวกนี้นะครับ ซึ่งถ้าระบบพวกนี้มันยิ่งสูงเท่าไร ความเร็วมันก็สูงตาม ส่วน RAM นี่จะเป็นแค่ตัวผลักดันที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมันเร็วขึ้น อย่าไปคิดว่าทำไมเน็ตเวลาเราเข้าแล้วมันหมุน ติ้ว ๆ ๆ ตลอด ไม่เกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตครับ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือหรือ Tablet ที่คุณใช้เท่านั้นนะครับ ว่าคุณใช้ CPU ระบบอะไรนะครับ หรือคุณใช้ RAM เท่าไร เพราะเวลาที่ไปซื้อ Smart Phone หรือซื้อ Tablet นี่ คนขายก็บอกแค่ว่า ตัว RAM เท่านี้ ตัว RAM เท่านี้ อินเทอร์เน็ตเท่านี้นะถึงจะแรง แต่ความจริงไม่ใช่เลยครับ ความจริงก็คือว่าต้องดูที่ CPU เท่านั้น ว่าคุณใช้ CPU ความเร็วแค่ไหนนะครับ แล้วต่อให้เป็น 4G หรือ 5G นี่นะครับ ความเร็วมันก็คงที่เหมือนเดิมนะครับ ส่วนถ้าเกิดว่าอยากเก็บข้อมูลได้เยอะ ๆ ก็คือต้องใช้อย่างน้อยนะครับ เพราะปัจจุบันนี้นะครับ อย่างเช่น iPhone นะครับ 32GB 64GB ตอนนี้จะไม่ค่อยมีแล้ว จะมีต่ำสุดคือ 128GB 128GB 356GB 516GB จนไปถึง 1TB ก็คือ 1 Terabyte นะครับ แล้วก็ Smart Phone ปัจจุบันนี้นะครับ ใส่ได้ทั้งซิมแบบ ซิมที่แบบหลัก ๆ แล้วก็ E-sim ซึ่งจะเป็น Smart Phone รุ่นใหม่ที่สามารถใช้ได้นะครับ ส่วนรุ่นเก่าก็เป็น Sim ธรรมดาทั่วไปนะครับ เพราะฉะนั้น อยากจะบอกว่าถ้าใช้ 1 Mbps หรือว่า 2 Mbps นะครับ มันก็ได้แค่นิด ๆ หน่อยนะครับ แต่ว่าถ้าระบบ Smart Phone คุณใช้ CPU สูง มันก็สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้นนะครับ แล้วก็ถ้าเกิดว่าใช้แบบรายเดือนโดยที่แบบว่าไม่มีลด Speed เลย อันนั้นก็ทำให้ผู้พิการนะครับ ทั้งหูหนวก หรือว่าพิการทางสายตานะครับ หรือว่าทุกประเภทนี่ ก็สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ไวขึ้นครับ อันนี้อยากจะเสนอไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ (คุณอิสรารัศมิ์) …ดิฉันเหลือ 1 นาที สำหรับท่านวิทยากรบนเวทีนะครับ (ดร.สุภรธรรม) ผมก็อยากจะขอขอบคุณ NBTC ที่ได้จัดงานนี้ขึ้น แล้วก็ท่านผู้จัดงานอื่น ๆ แล้วก็ท่านผู้ร่วมสนับสนุน i-CREATe ในความคิดของผม ผมเป็นนักปฏิบัติ ผมไม่ใช่นักวิชาการ ผมอยากจะขอเชิญทุกท่าน ทุกคนทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะสร้างนวัตกรรม เพื่อที่จะพัฒนานวัตกรรมที่ได้ถูกสร้างมาแล้ว เพื่อที่จะมาเติมเต็มแล้วก็เพิ่มศักยกายให้กับคนพิการ ฮาร์ดแวร์ ตัวอย่างเช่น เครื่องโทรศัพท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เหล่านี้สำคัญ โครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งสำคัญ และบุคลากรก็ยิ่งสำคัญ กลุ่มคนที่พัฒนา กลุ่มคนที่สอน กลุ่มคนที่ใช้ นั่นคือกลุ่มคนที่สำคัญที่สุด ถ้าเรามีอุปกรณ์ที่ดี แต่เราไม่รู้ว่าเราจะใช้มันอย่างไร เราอาจจะขับมันไปชนกันกำแพงแล้วเราก็จะตาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้ทุกคนทำงานร่วมกัน ขอบคุณมากครับ (ดร.นนท์) ขอบคุณครับ ผมก็มีอยากจะกล่าวเกี่ยวกับ AI ผมก็อยากจะพูดถึง Chat GPT ที่มันได้ออกมาใช้เมื่อปลายปีที่แล้ว จริง ๆ แล้ว การใช้ AI นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะสื่อสารผ่านทาง Email สื่อสารผ่านทางการเขียนข้อความ ซึ่ง AI นี้จะมีความสำคัญกับเรา ตัวอย่างเช่น ผมสามารถจะใช้โทรศัพท์นี้ในการใช้ AI ในการสรุปข้อมูลแล้วผมก็สามารถส่งการสรุปบทสนทนาเหล่านี้สำหรับทุกคนได้ ภายใน 5 นาที ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญแล้วก็ประโยชน์ของ AI ซึ่งอยากจะให้ทุกคนได้ใช้มัน ซึ่งมันจะทำให้ชีวิตของเรามีการใช้ที่ง่ายขึ้น (คุณอิสรารัศมิ์) คุณวิทยุตอยากจะร่วมแบ่งปันไหมคะ (คุณวิทยุต) [ภาษาต่างประเทศ] เดี๋ยวย้อนนะครับ ขอพูดเรื่องของ... ขอบคุณที่ช่วยแนะนำนะครับ คนพิการอยากจะเข้าถึงโดยง่ายครับ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการเขามี... มากมายครับ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคนพิการได้ แต่จะทำอย่างไร แต่ส่วนใหญ่ก็จะเห็นไอเดียโดนปิดกั้นครับ หรือว่าในการนำเสนอนี่มีการโดนตัด มีไอเดียอยู่ครับ ไอเดียเยอะมากเลย เช่น อย่างสมาคมคนหูหนวกก็มีไอเดียว่าจะต้องทำแพลตฟอร์มทางการได้ยิน ใช้ในการขอรับบริการการแปลภาษามือเป็นข้อความ หรือเสียงเป็นข้อความ หรือเสียงเป็นภาษามือ คืองบของกองทุนในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ พก. เมื่อของบมาในปีแรกก็ยากมากเลยครับ จะต้องไปอธิบายชี้แจงใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าจะเข้าใจกันได้ ความต้องการของคนหูหนวก พอได้งบประมาณมาแล้ว ก็เริ่ม Prove ครับ คนหูหนวกชอบใจบริการนี้ ในการใช้ ครั้งที่ 2 ที่ของบประมาณอีกก็เจอปัญหาเหมือนเดิมครับ จะต้องชี้แจงโครงการใช้เวลานานเลย กว่าจะเข้าใจและยอมรับ ใน 3 4 5 6 ปีมาแล้วครับ ซึ่งผมไม่ต้องอธิบายเยอะได้ไหม แบบเอาให้ไปเลย ให้ทำไปเลย ถ้าสมาคมคนหูหนวกเห็นว่ามันมีประโยชน์กับหูหนวกจริง ๆ ก็ให้งบเขาไปเลย ไม่ต้องมีการสอบถามเยอะขนาดนั้น เกณฑ์ของราชการค่อนข้างที่จะยุ่งยากครับ มันทำให้คนพิการนี่ รู้สึกถึงหมดแรง ไอเดียก็จะรู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว ที่คิดมานี่ ทิ้งไป รู้สึกเสียดายครับ ที่มันจะอยู่ที่อำนาจของผู้พิจารณา ว่าจะให้งบประมาณ หรือไม่ให้งบประมาณ อันนี้อาจจะต้องปรับแนวคิดครับ จะต้องมีการเสริมพลัง ให้ไปเลย ให้ทำไปเลย ไม่ต้องถามว่าจะต้องอะไร 1 2 3 4 ให้ 5 ไปเลย ซึ่งอันนี้ครับ ผมเห็นว่าทุก ๆ ประเทศเป็นเหมือนกันทั่วโลก เงินเป็นของคนพิการควรจะต้องได้โดยง่าย เข้าถึงได้สะดวก ขอบคุณครับ (คุณอิสรารัศมิ์) ขอบคุณทุกท่านมากนะคะ เป็นที่น่าเสียใจว่าเวลาของเราได้หมดลงแล้ว แต่ดิฉันก็จะอยากเน้นย้ำว่าความสำคัญของ Digital Technology นี้ จะช่วยให้คนทุกคนเข้าถึงการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนแล้วก็การพัฒนา Digital ID สำหรับทุกคนก็จะทำให้เราได้เป็นสังคมแห่งดิจิทัล ดิฉันอยากจะขอขอบพระคุณท่านผู้ร่วมอภิปรายทั้ง 3 ท่านแล้วก็ท่านผู้ร่วมฟังในทุกท่าน แล้วก็ขอขอบคุณที่ได้ร่วมแบ่งปันในครั้งนี้ ขอบพระคุณมากค่ะ [เสียงปรบมือ] [สิ้นสุดการถอดความ]