(ผศ.ดร.กาญจนา) นักศึกษาคะ สวัสดีค่ะ (นักศึกษา) สวัสดีครับ/ค่ะ (ผศ.ดร.กาญจนา) ค่ะ อันนี้คือพร้อมแล้วใช่ไหมคะ ทางล่ามพร้อมแล้วใช่ไหมคะ พร้อมแล้วใช่ไหมคะ คือ ตอนนี้ทางล่ามได้ยินเสียงอาจารย์แล้วใช่ไหมคะ โอเค เดี๋ยววันนี้เราจะมาต่อ ในหัวข้อการอ่านจับใจความนะคะ ซึ่งเป็นบทที่ 3 นะคะ ครั้งที่แล้วครูบอกว่าให้ไปทำแบบฝึกหัดมารอนะ นะคะ แล้วเดี๋ยววันนี้ครูจะเฉลย ซึ่งแบบฝึกหัดที่ครูจะมานำให้พวกเราได้ทดลองทำ แล้วก็เฉลยไปพร้อม ๆ กัน นั่นก็คือไฟล์ที่ครูส่งให้ใน LINE กลุ่ม นั่นก็คือหัวข้อแบบฝึกหัดที่ 3 นะคะ ถ้าจำไม่ผิดก็คือจะเป็นแบบฝึกหัดจำจับความที่ 3 แต่ว่าก่อนที่เราจะไปถึงการทำแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดนั้น เดี๋ยวเรามารู้หลักการก่อนนะคะ ว่าเวลาที่เราอ่านหนังสือ อ่านข้อความต่าง ๆ ถ้าหากว่าเราต้องการเก็บประเด็น หรือจับประเด็นสำคัญ เราสามารถใช้วิธีการใด มีหลักสังเกตอย่างไร เพื่อนำไปใช้ประกอบการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพได้นะคะ ถ้าทุกคนดูที่หน้าจอ เราจะเห็นว่า การอ่านจับใจความนั้นนะคะ เป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ใช้ควบคู่กันกับการฟังได้ด้วย เพราะการอ่านคือการรับสาร การฟังก็คือการรับสารเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าใช้หลักการในการอ่าน ก็จะสามารถนำหลักการนี้ไปใช้กับการฟังได้ด้วย แต่เบื้องต้นแล้ว ฟังให้ได้ประเด็นก่อน แล้วมันจะพัฒนาไปสู่การอ่าน เพราะการอ่านจะเป็นขั้นที่สูงกว่าการฟังนะคะ ทีนี้ มาดูว่าหลักการที่ว่านี้คืออะไร หลักการทั่วไปที่เรารู้กันอยู่แล้ว ว่าเวลาที่เราอ่านอะไรก็ตามแต่เราจะต้องใช้หลักการนี้ นั่นก็คือหลัก 5W กับอีก 1H ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษ คือ 5W ใช่ไหมคะ กับอีก 1H ซึ่ง 5 ตัวแรกคือ W 5 ตัวแรกนี้ จะเป็น Step สำคัญที่ทำให้เราเก็บประเด็นจากการฟังและการอ่านได้ ตัว W ตัวแรก เดี๋ยวขออนุญาตเปลี่ยนสไลด์นิดหนึ่งนะคะ รู้สึกอันนี้จะไม่อัปเดต เดี๋ยวครูเปลี่ยนสไลด์แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวสักครู่นะคะ ขออภัย เพราะว่าเมื่อกี้ไฟล์ที่ครูเซฟมาน่าจะหล่นหาย นักศึกษาคะ เดี๋ยวครูจะทดสอบระบบอีกรอบหนึ่งนะคะ เพราะเมื้อกี้ตัวอักษร เมื่อกี้ตัวอักษรนะคะ ตัววิ่งมันมีปัญหานิดหนึ่งนะคะ มันค้าง แต่ตอนนี้ได้แล้วนะคะ ทบทวนอีกรอบหนึ่ง เพราะเมื่อกี้นี้นะคะ ข้อความมันหายไป เพื่อนอาจจะยังไม่เข้าใจ เดี๋ยวไปไม่พร้อมกัน ไม่เข้าใจพร้อมกัน ขอทบทวนอีกรอบนะคะ หลักการที่นำมาใช้ ทั้งการฟังและการอ่าน ปกติแล้วจะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อันที่ 1 ก็คือหลักการ 5W กับอีก 1H 5W ที่ว่านี้ก็คือ Who What When Where Why และ How กับหลักการอันที่ 2 ก็คือการสังเกตตำแหน่งข้อความ ว่าตำแหน่งของข้อความที่เป็นใจความสำคัญมักจะอยู่ใน 2 ที่ด้วยกัน นั่นก็คือต้อนประโยค กับต้นข้อความ กับอีกตำแหน่ง คือ ท้ายของข้อความ แต่ในเรื่องของการสังเกตตำแหน่ง มักจะนำไปใช้เรื่องของการอ่านมากกว่าใช้กับการฟัง ดังนั้น กิจกรรมต่อจากนี้ ครูจะให้เราลองจับใจความ แต่เป็นการจับใจความจากงานเขียนที่เราเรียกว่า “งานร้อยกรอง” จากบทประพันธ์นี้ค่ะ ชื่อเรื่องว่า “ความรัก” ความรักมิใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากรู้เจียดหัวใจให้เหมาะสม มิให้รักชักพาเผลออารมณ์ จนเกิดข่มความใคร่ก่อนวัยงาม ความรักมิใช่เหตุเทวษทุกข์ ถ้ามิชั่วชิงสุกเสียก่อนห่าม ถ้ารู้จักพิทักษ์ไฟมิให้ลาม รักจะพาฝ่าข้ามขวากหนามร้อย ความรักมิใช่จบที่เตียงนอน แต่จะเอื้ออาทรซ่อนความหมาย เพียงบุปผาค่าคุณกรุ่นกำจาย ถ้ามิด่วนทำลายก่อนเวลา ความรักมิใช่ของทดลองเลือก เบื่อก็ถอดเช่นเกือกแล้วซอกหา ความสำส่อนใช่ทักษะเสริมชีวา หนุ่มเอย สาวเอย เพิ่งเคยรัก จงค่อยฟูมค่อยฟักให้ศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้สติปัญญาเธอมืดมิด เชื่อว่ารักจักวิจิตรทุกดวงใจ ผู้แต่งก็คืออาจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ ทีนี้ เวลาเราดูงานประพันธ์แบบนี้ค่ะ ถ้าเราใช้หลักการ 5W กับอีก 1H เอามาจับได้ไหม เพื่อสรุปใจความสำคัญ ถ้าจะนำหลักการนี้มาใช้ เราจะต้องใช้คำถามในลักษณะใด ดูตัวอย่างนะคะ ใคร จากบทประพันธ์นี้ ใคร ใครที่ว่านี้คือผู้แต่ง ผู้เขียน กล่าวอะไร เนื้อหาพูดถึงอะไร พูดถึงความรัก ความรักแบบไหน เราจับใจความ แต่เราจะยังไม่ตีความ โอเคนะ เราจะยังไม่ตีความ และเราจะยังไม่ไปวิเคราะห์ผู้เขียน แต่เราจะจับใจความจากอะไรคะ เนื้อความที่ปรากฏอยู่เท่านั้นก่อน กล่าวแก่ใคร เขาบอกใครคะ ในบทประพันธ์นี้ต้องการบอกใคร บอกใครเอ่ย หนุ่มเอย สาวเอย เพิ่งเคยรัก เพราะฉะนั้น คำว่าสาวคืออะไรลูก ผู้เขียนต้องการจะบอกใครคะ บอกผู้อ่านที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว บอกอะไร บอกด้วยวิธีใด ข้อ 4 ค่ะ กล่าวโดยวิธีใด รูปแบบคำประพันธ์ที่ใช้ค่ะ เขาบอกผ่านอะไรคะ ผ่านกลวิธีการเขียนในรูปแบบของร้อยกรอง ประเภทกลอนสุภาพ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้ เจตนาแล้วค่ะ คราวนี้ มาถึงขั้นที่เราต้องสรุปเจตนาเขาแล้ว เขาต้องการจะบอกอะไร เขามีความรู้สึกอย่างไรคนเขียนนี่ เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหม หรืออย่างไร เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหมคะ ห่วงคนหนุ่มสาวไหม กลัวว่าจะทุ่มเทให้กับความรัก บอกให้คนที่กำลังมีความรัก อย่าเพิ่งไปทุ่มเทให้กับความรักโดยการใช้อะไรคะ ร่างกาย พูดง่าย ๆ ไม่อยากให้มีความสัมพันธ์ทางกายนะคะ เพราะเห็นว่ามันจะเกิด... อาจจะทำให้อะไรเกิด เกิดปัญหาได้ เขาบอกว่า ความรักมิใช่จบที่เตียงนอน นั่นหมายความว่า ความพร้อมที่จะมีความรัก ของแต่ละคน ไม่พร้อมกัน เวลาที่พร้อมของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ผู้ที่อ่านบทประพันธ์นี้ จะตอบตัวเองได้ใช่ไหมคะว่าเมื่อไหร่ที่เราพร้อม แต่ในทัศนคติของผู้เขียน ผู้เขียนต้องการจะบอกว่าเมื่อไหร่ล่ะที่เราพร้อม วัยวุฒิ คุณวุฒิใช่ไหมคะ นี่คือทัศนะของผู้เขียน เรายังไม่ได้บอกว่ามันจริงหรือไม่จริง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม หรือเป็นความคิดแต่เพียงฝ่ายเดียวของผู้เขียน แต่นี่เรากำลังอ่านและกำลังทำความเข้าใจกับอะไรคะ เนื้อความของงานเขียนชิ้นนี้ ว่าผู้เขียนเขามีเจตนา หรือมีวัตถุประสงค์จะสื่อสารอะไรมายังผู้อ่าน เพราะฉะนั้น การตั้งคำถามนะคะ ในข้อ 5 ทำไมผู้แต่งจึงเขียนบทประพันธ์นี้ จึงเป็นลักษณะของการถอดใช่ไหมคะ เป็นการถอดความหมายของข้อความออกมา เพื่อทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงนะคะ ข้อ 6 ค่ะ ผลเป็นอย่างไร คำว่าผลเป็นอย่างไร คือ เมื่อเราอ่านแล้วคะ ผู้อ่านอย่างเรา เราคิดเห็นอย่างไร เราเห็นด้วยไหมนะคะ เราคิดว่าอ่านแล้วเราได้อะไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะคะ ข้อสรุปที่เราได้จากการอ่านอันนี้ ควรค่าแก่การนำไปใช้หรือไม่นะคะ เพราะฉะนั้นนะคะ นี่คือลักษณะของการนำหลัก 5W กับอีก 1H เอามาใช้ กับงานเขียนประเภทร้อยกรองนั่นเอง ต่อไป คราวนี้ค่ะ เรื่องที่ 2 ชื่อเรื่องว่า “กล้วยหาย” เป็นลักษณะของการนำเอาคำว่า “กล้วย” มาลงท้ายทุกบรรทัด ชื่อเรื่องว่า “กล้วยหาย” เนื้อความมีว่าอย่างไร บ้านฉันอยู่ซอย ชื่อซอยต้นกล้วย ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน สวนไม่มีกล้วย ก่อนนอนทุกวัน ฉันชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย ค้นหาเห็นลิง ลิงถือหวีกล้วย ฉันโมโหลิง เตะลิงแย่งกล้วย โมโหเสียแย่มีแต่เปลือกกล้วย ฉันรู้ความจริง ลิงเปล่ากินกล้วย เพื่อนบ้านหลายคน เห็นคนลักกล้วย เป็นคนขุดดิน ไม่ชอบกินกล้วย ลูกเล็กของเขา กินข้าวบดกล้วย เขาเป็นคนจน จนไม่มีกล้วย ลูกเล็กหิวนัก เขาจึงลักกล้วย คำถามแรกก่อนที่เราจะไปจับใจความ ตัวละครในบทประพันธ์นี้มีอยู่กี่ตัวด้วยกันคะ 1. ตัวฉัน 2. ลิง คู่กรณีนะ 3 คนขุดดิน 4. ลูกของคนขุดดิน 5. มีอะไรอีกไหมคะ เพื่อนบ้าน 5 องค์ประกอบนี้ ตอนนี้เรามาทำความเข้าใจว่า ใน 5 ตัวละครนี้นี่ มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยง เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร คนแรก ฉันนี่นะคะ ตัวฉันนี่ ปกติแล้ว ทำงานนะคะ อยู่บ้านนะ นะคะ แล้วก็ออกไปทำงาน เธอดูจากข้อความนะคะ ดูจากข้อความ ดูฉันก่อนนะ ตัวฉันนี่ บ้านก็อยู่ในซอย ซอยก็ยังชื่อซอยต้นกล้วยใช่ไหมคะ ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน แต่แปลกค่ะ ที่สวนนั้นเป็นอย่างไรคะ ไม่มีกล้วย ตัวฉันนี่นะคะ ชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย นี่เป็นความชอบส่วนบุคคลไหมนี่ เป็นความชอบส่วนบุคคลไหม อาจจะเป็นความชอบส่วนบุคคลนะ ว่าชอบกินกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย ดูธรรมดา คือดูเหมือนอธิบายความชอบของตัวเอง แต่พอมาเจอคำนี้ค่ะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ทำงานแล้วได้เงิน ทำไมต้องบอกว่าแลกกล้วย ถ้าทำงานได้เงินเยอะ จะเอาเงินมาแลกกับกล้วย ซื้อกล้วยมากินแต่เพียงอย่างเดียวไหมคะ มันน่าจะไปแลกอย่างอื่นได้นะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย นักศึกษาคะ ข้อความเหล่านี้มันมีนัยที่บ่งบอกถึงตัวฉัน ว่าจริง ๆ แล้ว ตัวฉันอาจจะไม่ได้ชอบกินกล้วยอย่างที่เขียนเอาไว้นักหรอก แต่ว่าเพราะสถานการณ์มันบังคับ การทำงานได้เงินได้ค่าแรงมาเพียงแค่ซื้อกล้วยได้เท่านั้น ได้ค่าตอบแทนแค่พอซื้อกล้วย ซื้ออย่างอื่นไม่ได้ ก็เลยต้องจำใจชอบ เพราะอะไร ค้นหาเห็นลิงใช่ไหมคะ ลิงถือหวีกล้วย เอาจริง ๆ ถ้ามีเงินซื้อน่ะ ปกติกล้วยน่ะ มันไม่ใช่อาหารของคนโดยเฉพาะ แต่มันเป็นอาหารของใครลูก เป็นอาหารของลิง เพราะฉะนั้นพอมันเป็นอาหารของลิง ถ้าคนสามารถที่จะแย่งกล้วยออกมาจากมือลิง ถ้ากล้วยนะคะ มันอยู่ในมือลิงแล้วนี่ แล้วคนนี่ ยังกล้าไปแย่งของมันอีกนี่ นั่นแสดงว่าต้องถึงขีดสุดแล้วใช่ไหมคะ โมโห จริง ๆ ควรไปหากินอย่างอื่นได้หรือเปล่า ได้ค่ะ จริง ๆ แล้วคนไปหาทานอย่างอื่นได้ อาหารอย่างอื่นเยอะแยะ แต่เพราะว่ามันคืออาหารมื้อที่สำคัญของเขา เพราะเขาไม่มีเงินที่จะไปซื้ออย่างอื่นแล้วค่ะ มันถึงทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น นั่นก็คือ เตะลิงแย่งกล้วย อดทนอย่างไรกับความหิวใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น สุดท้ายพอมารู้ความจริง เปล่าเลย ลิงนี่ไม่ได้ขโมยกล้วยไป นึกว่าลิงนี่กินกล้วยทั้งหมด นึกออกไหมคะ มาเห็น เห็นแต่เปลือกใช่ไหมคะ แล้วก็เห็นคาตาเลย ว่าลิงกำลังถือเปลือกกล้วยอยู่ แต่ที่แขวนไว้ทั้งหมดน่ะมันหายไปไหน เห็นถืออยู่ ลูกเดียวผลเดียว อยู่ที่อะไรคะ อยู่ที่มือลิง ก็เลยอนุมานหรือเคาเดาว่าทั้งหมดทั้งมวล คือ ลิงเอาไปกินหมด แต่ความจริงก็คือ คนขุดดินมาขโมยเอาไป แล้วก็เหลือทิ้งไวให้ลิงเพียงแค่ผลหรือ 2 ผลเท่านั้น แล้วที่เด็ดสุดก็คือ เพื่อนบ้านค่ะ เพื่อนบ้านเห็นคนขุดดินมาลักไป แต่ช่วยไหมคะ ไม่ช่วย ไม่บอกความจริง ให้ลิงถูกทำร้ายก่อน ถูกเข้าใจผิดก่อน กำลังจะบอกอย่างนี้ค่ะ ว่าบทประพันธ์นี้ทั้งหมดเลยนี่ เขาเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคมเมืองค่ะ สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าแรงถูก ทำงานแล้วได้ค่าแรงไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิต กล้วยจึงถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ ของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ปกติแล้วเราจะบอกว่ากล้วยง่าย ๆ หาได้ง่าย ๆ ราคาไม่แพง ถามว่าถ้ามีเงินเยอะคุณจะซื้อกล้วยมากินไหม เรากินอย่างอื่นใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น การเลือกนำเอากล้วยมาใช้เป็นสัญลักษณ์เพราะมันเป็นอาหาร Basic พื้นฐาน ราคาถูก ๆ ทำให้เราเห็นภาพได้ว่า นี่ แค่ของราคาถูก ๆ ยังต้องเกิดการแก่งแย่งกันเลย แล้วซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ผู้ชายคนนี้ยังมีงานทำนะ มีค่าตอบแทน คือ สามารถเอาไปซื้อกล้วยได้ แต่มีคนจนยิ่งกว่าผู้ชายคนนี้อีก นั่นก็คือคนขุดดิน ซึ่งคนขุดดินนี่แหละ แสดงให้เห็นว่าค่าแรง หรือค่าตอบแทนในระบบแรงงาน มันต่ำมาก ใช้แรงงานขุดดิน แล้วก็ยังไม่มีเงินที่จะไปซื้อกล้วยให้กับลูกของเขา สุดท้าย ก็ต้องมาขโมย เป็นปัญหาสังคมไหมคะ คิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในชนบทหรือในเมืองคะ อยู่ในเมืองค่ะ เป็นสังคมเมืองนะคะ เป็นสังคมเมือง เพราะว่าอยู่ในซอยนะ ในซอยแล้วซอยยังมีสวน แต่สวนมันเป็นอย่างไรคะ มันไม่มีกล้วย ถามว่าเป็นบ้านเรา สังคมชนบท กล้วยหาง่ายไหมคะ เออ อนุมานได้จากภาพรวมของข้อความทั้งหมด ดังนั้นนะคะ เมื่อนำมาตอบคำถามนะคะ ใครคะ ผู้แต่งใช่ไหมคะ ผู้แต่ง ผู้แต่งกล่าวอะไร กล่าวถึงกล้วยเหรอคะ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมใช่ไหมคะ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ด้วยการนำกล้วยมาเป็นสัญลักษณ์ในการดำเนินเรื่องนะคะ กล่าวแก่ใครคะ ผู้อ่านนะคะ กล่าวแก่ผู้อ่านนะคะ กล่าวโดยวิธีใด เมื่อกี้นี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทไหนคะ กลอนอะไรคะ วรรคหน้า 4 คำ วรรคหลัง 4 คำ เขาเรียกว่า “กลอนสี่” ใช่ไหมคะ แต่งด้วยกลอนสี่นะคะ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้ เขาต้องการอะไรคะ ผู้เขียนต้องการอะไรลูก สะท้อนสภาพปัญหาของผู้คนในสังคมเมืองที่มีความเดือดร้อนในเรื่องของค่าครองชีพนะคะ แล้วก็ทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา พอคนเรารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตามมาก็คือโอกาสในการที่จะไปทำผิดกฎหมายใช่ไหมคะ เช่นคนขุดดินนี่แหละนะคะ และยังสะท้อนภาพให้เห็นด้วยว่าพอเป็นสังคมเมืองน่ะค่ะ เพื่อนบ้านหลายคน นี่เด็ดสุดที่ครูว่า เห็นแล้ว เห็นว่ามีการลักขโมยกันก็เฉย ๆ ใช่ไหมคะ แต่ก็ยังมาบอกอยู่ตอนท้าย แต่ได้ให้ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ไหม ก็ไม่ ซึ่งมันเป็นลักษณะของสังคมแบบต่างคนต่างอยู่ใช่ไหมคะ สังคมแบบสังคมเมืองนั่นเอง ผลเป็นอย่างไร เราอ่านแล้วเรารู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้น ผลก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเรา ตัวผู้อ่านน่ะค่ะ ผู้อ่านก็เห็น… ได้เห็นสภาพใช่ไหมคะ ได้เข้าใจถึงสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นปัจจุบันนี้นะคะ แล้วก็ได้แนวคิดว่า... ว่าอย่างไรคะ อันนี้คือผู้อ่านต้องเป็นผู้สังเคราะห์คำตอบออกมาเองนะจ๊ะ บทประพันธ์ชิ้นที่ 3 ดูเนื้อความนะคะ แม้มิได้เป็นดอกกุหลาบหอม ก็จงยอมเป็นเพียงลดาขาว ลดาคืออะไรคะ ดอกไม้สีขาว แม้มิได้เป็นจันทร์อันสกาว จงเป็นดาวดวงแจ่มแอร่มตา แม้มิได้เป็นหงส์ทะนงศักดิ์ ก็จงรักเป็นโนรีที่หรรษา แม้มิได้เป็นน้ำแม่คงคา จงเป็นธาราใสที่ไหลเย็น แม้มิได้เป็นมหาหิมาลัย จงพอใจจอมปลวกที่แลเห็น แม้มิได้เป็นวันพระจันทร์เพ็ญ ก็จงเป็นวันแรมที่แจ่มจาง แม้มิได้เป็นสนต้นระหง จงเป็นพงอ้อสะบัดไม่ขัดขวาง แม้มิได้เป็นนุชสุดสะอาดสุดสะอาง จงเป็นนางที่มิใช่ไร้ความดี อันจะเป็นสิ่งใดไม่ประหลาด กำเนิดชาติดีทรามตามวิถี ถือสันโดษบำเพ็ญให้เด่นดี ในสิ่งที่เราเป็นเช่นนั้นเทอญ เราได้ข้อสรุปในใจแล้วแหละเมื่อกี้ ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร ข้อสรุป Keyword สำคัญง่าย ๆ ประโยคง่าย ๆ ก็คือจงพอใจในสิ่งที่เราเป็น จงพอใจในสิ่งที่เรามีนะคะ ใคร ใครคือผู้แต่งใช่ไหมคะ กล่าวอะไรคะ กล่าวแก่ใคร กล่าวโดยวิธีใด ทำไมจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้นะคะ และสุดท้ายก็คือ ผลเป็นอย่างไร โจทย์แบบเดียวกันเลยค่ะ กับ 2 ข้อที่ผ่านมา เขาต้องการจะบอกอะไรคะอันนี้ บอกวิธีการคิดใช่ไหมคะ บอกวิธีการในการคิดว่า ถ้าหากว่าเราพยายามแล้วนะคะ หรือเราได้มีการทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นนี่มันไปให้ถึงฝันนะ แต่ว่าถ้ามันทำไม่ได้ เราก็ปรับที่อะไรลูก วิธีคิดของเรานะคะ หรือบางอย่างมันดีอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ไปไขว่คว้า ไม่ไปแสวงหานะคะ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงนะคะ ถ้าเราพอใจกับสิ่งนั้นนะคะ บทประพันธ์เหล่านี้ มันก็จะช่วยทำให้เราเป็นอย่างไรคะ พึงพอใจ แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ มันเป็นอย่างไร มันดีแล้วนะคะ มันงดงามแล้ว โอเค เดี๋ยวต่อจากนี้นะคะ ครูจะมีแบบฝึกหัดนะคะ ให้นักศึกษาได้ทำ เดี๋ยวสักครู่นะคะ แบบฝึกหัดอันนี้นะคะ จะอยู่ในหนังสือค่ะ มันจะอยู่ในหนังสือ เอกสารที่ครูแจกให้นะคะ จะอยู่ในหนังสือหน้าที่ 64-71 นะลูก ดังนั้นนะคะ หลังจากนี้ เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาได้อ่านแล้วลองตอบคำถาม แบบฝึกหัดนี้ แบบฝึกหัดหน้า 64 นะคะ มีคำถามอยู่ 5 ข้อใช่ไหมคะ 7 ข้อ แล้วก็อีกอันหนึ่งนะคะ เรื่อง... เรื่อง “ไม้กฤษณา” เรื่อง “ไม้กฤษณา” มีคำถามอยู่ 5 ข้อใช่ไหมลูก รวมแล้วเป็น 12 ข้อนะคะ เดี๋ยวครูให้เวลาอ่านนะ แล้วเดี๋ยวจะเฉลยนะคะ เรื่องแรกค่ะ เรื่องแรก เรื่อง “การให้ทานไฟ” เรื่องของการให้ทานไฟนะคะ อันนี้ครูให้เวลา 15 นาทีนะคะ ในการอ่านและทำแบบทดสอบ 7 ข้อ ส่วนเรื่องที่ 2 นะคะ เรื่อง “ไม้กฤษณา” เรื่องนี้มีความยาวค่อนข้างมาก ครูให้เวลาอ่านอีก 20 นาที และเวลาในการทำแบบทดสอบอีก 10 นาที เบ็ดเสร็จแล้วนะคะ อันนี้อีก 5 ข้อ อันนี้ 30 นะ 30 นาที 45 ครูให้เวลาทำทั้ง 2 เรื่องนี้ รวมเวลาทั้งหมด คือ 45 นาที หลังจาก 45 นาที เราจะมาเฉลยกัน ทุกคนทำนะคะ ทำลงในหนังสือแบบฝึกหัดของตคนเองได้เลยนะคะ ตอบลงในเอกสารได้เลยค่ะ ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัด 45 นาที แล้วเดี๋ยวค่อยเฉลยพร้อมกันนะคะ เหลืออีก 5 นาที เหลืออีก 5 นาทีนะคะ เราจะเริ่มเฉลยกันนะคะ ที่เวลาบ่าย 2 โมง 45 โอเค หมดเวลาในการทำแบบฝึกหัดแล้วนะคะ ตอนนี้เรามาดูเฉลยค่ะ ทุกคนดูตามเอกสารนะคะ เรื่องแรก เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการให้ทานไฟ ให้ทานไฟในที่นี้ หมายถึงการรับประทานเนื้อไฟ ตัวไฟที่เป็นความร้อนหรือเปล่าคะ “ทาน” ที่ว่าเป็นกริยา หมายถึง การมอบให้ ใช่ไหมคะ ให้ทานไฟ คือ การทำบุญด้วยไฟนั่นเอง ใช่ไหมคะ คำถามข้อแรก เขาถามว่าอย่างไรนะคะ อ่านให้ครูฟังหน่อยสิ โจทย์ว่าอย่างไรนะ ประเพณีการให้ทานไฟ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร คำตอบคือ… เออ เฉลยค่ะ การทำบุญขนมเบื้อง คำตอบ คือ ข้อ ข. ค่ะ โจทย์ข้อที่ 2 ค่ะ ถามว่าแต่เดิมขนมที่ชาวบ้านนิยมทำเพื่อถวายพระคือข้อใด คำตอบ คือ ง. ค่ะ และข้อที่ 3 ค่ะ เก่งจังเลย ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟ ข้อนี้ตอบอะไรนะคะ ตอบ ก. ใช่ไหมคะ ทำไมจึงตอบ ก. คะ การให้ทานไฟเป็นประเพณีทำบุญที่ไทยรับมาจากอินเดียใช่หรือไม่ เป็นประเพณีทำบุญที่ถือปฏิบัติมาในจังหวัดนครศรีธรรมราชใช่หรือไม่ เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวใช่หรือไม่ 3 ข้อนี้ถูกหมดเลย ยกเว้นข้อ ก. เขาบอกว่าเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นช่วงเดือนอ้ายทางจันทรคติ ในนี้ไม่มีการกล่าวถึงเดือนอ้ายทางจันทรคติเลยนะคะ เนื้อความไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ข้อ 3 นะคะ จึงเฉลยว่า ก. ต่อไป ข้อใดเรียงลำดับการให้ทานไฟได้ถูกต้องที่สุด ข้อนี้เฉลยก็คือ ข้อ ก. เรียงอย่างไร เรียงอย่างไรคะ เริ่มจากข้อ 2. ชาวบ้านไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วไปที่ข้ออะไรคะ ข้อ 1. ชาวบ้านช่วยกันก่อกองไฟ จากนั้นไปทำอะไรต่อ นิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ จากนั้นชาวบ้านตั้งเตาทำขนมเพื่อถวายพระ พอถวายพระเสร็จแล้ว อย่างไรต่อคะ พระสงฆ์ให้พรชาวบ้านหลังจากฉันเสร็จเรียบร้อย คือ พระสงฆ์ฉันอาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ร่วมกันกินขนม หลังจากถวายพระแล้ว ตรงกับคำตอบในข้อ ก. นั่นเอง โจทย์ข้อ 5 ค่ะ บุคคลในข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดประเพณีการให้ทานไฟ ใครคะที่ไม่เกี่ยวข้อง ข้อนี้คำตอบคือ ง. ชาวบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะในประเพณีการให้ทานไฟ ในด้านของการกำเนิดประเพณีนั้นนะคะ เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ เศรษฐีโกสิยะนะคะ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนครรศรีธรรมราช เพราะประเพณีการให้ทานไฟเกิดขึ้นในอินเดียนะคะ แล้วก็เผยแพร่วัฒนธรรมนี้นะคะ แล้วผู้ที่รับเอามาก็คือจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่นครศรีธรรมราชไม่ได้อยู่ในต้นกำเนิดของประเพณีการให้ทานไฟ ข้อ 6. ค่ะ คำว่า “อุปัฏฐาก” หมายถึงอะไร หมายถึงอะไรคะ ครูทำตัวแดงไว้แล้ว คือผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า อุปัฏฐากนะคะ คือ ผู้ใกล้ชิดพระสงฆ์ หรือสาวกของพระพุทธเจ้า หรือเจ้าอาวาส ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องนะคะ อุปัฏฐาก คือ ผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์นะคะ ใครก็เป็นผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ใครที่ดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นะคะ จัดว่าเป็นอุปัฏฐากทั้งหมดเลย ข้อ 7 ค่ะ ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของประเพณีให้ทานไฟ ข้อนี้ตอบข้อ ค. ข้อ ก. เป็นประโยชน์ไหม ทำให้พระสงฆ์ได้รับความอบอุ่นในหน้าหนาว ใช่ไหมคะ เป็นประโยชน์ไหม เป็นนะคะ ทำให้ชาวบ้านได้รับความสุข อิ่มเอิบใจหลักจากได้ทำบุญ เป็นไหมคะ เป็นประโยชน์ใช่ไหมคะ ทำให้ชาวบ้านนะคะ ทำให้คนในสังคมเกิดความสามัคคีกลมเกลียว อันนี้จริงไหม อันนี้ก็ใช่ เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดความกลมเกลียว แต่ข้อ ค. ค่ะ ทำให้ชาวบ้านทราบว่าประเพณีการให้ทานไฟเกิดครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย อันนี้เกี่ยวข้องไหมคะ ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะในนี้พูดถึงเรื่องของอะไร ข้อมูลทั่วไปใช่ไหมคะ เกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะถึงประวัติแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แล้วผู้ที่ทราบข้อมูล ก็ไม่ใช่แค่ชาวบ้านนะ ต่อไป เรื่องที่ 2 ค่ะ เรื่อง “ไม้กฤษณา” รู้จักไม้กฤษณาไหมคะ ได้อ่านหรือเปล่า เมื่อกี้ให้เวลาตั้งเยอะ อ่านไหมลูก ไม้กฤษณานี่เป็นไม้ที่มีราคาแพงมาก เขาใช้อะไรไปสกัดเป็นน้ำหอมนะคะ เขาใช้อะไรคะ เขาใช้อะไรนะ เขาใช้น้ำมันค่ะ น้ำมันเกิดจากอะไร น้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไม้ใช่ไหมคะ น้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไหม ไม้กฤษณานี่แหละนะคะ แต่ก่อนนี่นะคะ มันเกิดตามธรรมชาติ แต่ต่อมาผู้คนอยากได้กลิ่นหอมของไม้กฤษณานี่นะคะ อยากเอาน้ำมันไปใช้ก็เลยมีการทำอุตสาหกรรมใช่ไหมคะ ป่าไม้ตรงนี้แหละนะคะ ทำอุตสาหกรรมป่าไม้ ไม้กฤษณา มีการปลูกนะคะ เพื่อนำมาทำน้ำมันหอมระเหยนะคะ คำถามนะคะ ข้อที่ 1 นะคะ เขาถามว่า ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา เห็นคำตอบหรือยัง ก. ใช้ทำน้ำหอม ข. ใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ค. ใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ง. เมื่อใช้ทาผิวหนังแล้ว กลิ่นจะติดทนนาน ข้อนี้ 3 ข้อที่เป็นประโยชน์ ก็คือ ใช้ทำน้ำหอม ใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ใช้ทาผิวหนังเพื่อให้กลิ่นหอมติดทนนาน แต่ข้อที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา ก็คือ ใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้นะคะ ข้อนี้ไม่ถูกต้อง โจทย์ข้อ 2 ค่ะ ข้อใดกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด 1 ไม่ถูกต้อง ในนั้นจะมีการกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด A เกรด B เกรด C ใช่ไหมคะ เกรดไม้เนื้อ 1 เนื้อ 2 เนื้อ 3 เนื้อ 1 นี่ แสดงว่าต้องดีมากเลยใช่ไหม คำตอบข้อนี้ตอบอะไรลูก ตอบข้อ ง. ไหมเอ่ย แถ่นแทนแท้น ง. ค่ะ เกรดไม้กฤษณาเกรด 1 นะคะ จะไม่ลอยน้ำ ทำไมถึงไม่ลอยน้ำ น้ำมันที่เกิดขึ้นในเนื้อไม้ มันมีจำนวนหรือปริมาณมาก ก็เลยทำให้เนื้อไม้จม ไม่ฟู ไม่ลอยขึ้นมานะคะ ไม้กฤษณาเกรด 1 จะมีสีดำ สีดำที่ว่านี้ คือสีของน้ำมันที่อยู่ในเนื้อไม้นะคะ ไม้กฤษณาเกรด 1 จะมีราคาแพงมาก จริงไหมคะ จริงนะคะ แต่ถ้าเป็นสีจาง สะสมอยู่ทั่วเนื้อไม้ อันนี้ไม่ใช่แล้วนะคะ เพราะสีที่เกิดขึ้นจากน้ำมันจะกลายเป็นสีดำนะคะ โจทย์ข้อต่อไป อุ๊ย เห็นแว้บ ๆ นะคะ ถ้าต้องการให้ไม้กฤษณามีกลิ่นหอม ควรทำอย่างไร เฉลยคือ นำไปเผาไฟค่ะ เอาไปแช่น้ำ ไม่ได้ทำให้เกิดกลิ่มหอม ใส่เชื้อราในต้นกฤษณาก็ไม่ได้ทำให้เกิดกลิ่นหอมใช่ไหมคะ นำไปล้างเพื่อให้กฤษณาหลุดออกจากต้นนะคะ ก็ไม่ใช่ แต่ไปข้อที่ 4 ค่ะ กฤษณาเกิดขึ้นได้อย่างไร กฤษณาก็คือตัวน้ำมันนี่แหละค่ะ น้ำมันกฤษณานี่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบ เชื้อรานะคะ เกิดจากการเผาไหม้ ไม่ถูกนะคะ คำตอบ คือ เกิดจากการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณานั่นเองค่ะ ฟัง กระบวนการในการสร้างน้ำมันของไม้กฤษณา มันมาจากเมื่อมันมีบาดแผลที่เปลือก มันจะพยายามสร้างเนื้อขึ้นมา เพื่อปกปิดบาดแผล ซ่อมแซมบาดแผล ทีนี้พอซ่อมแซม ช่วงที่ซ่อมแซมบาดแผล สิ่งที่นำมาปกปิดมันจะมีกระบวนการหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำมันเกิดขึ้น เนื้อไม้ก็จะเปลี่ยนแล้วปรับสภาพนะคะ เพื่อรักษาแผลของมัน เพราะฉะนั้น เขาถึงได้มีการ… เขาเรียกว่าเป็น “การลวง” นะ เป็นการลวง เหมือนแกล้งมันน่ะค่ะ เหมือนแกล้งเนื้อไม้ ให้เนื้อไม้รักษาบาดแผลตัวเอง ทำให้มันเจ็บ แล้วทำให้มันมีบาดแผล แล้วมันก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมาให้กับคนที่เป็นผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านนี้นะคะ นั่นก็คือชาวสวนนะ นะคะ ชาวสวนที่ปลูกไม้กฤษณานี่แหละ ต่อไป ข้อที่ 5 ค่ะ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับต้นกฤษณา คำตอบ ก็คือ ง. ค่ะ กฤษณาเป็นยางที่พบในต้นกฤษณาใช่หรือไม่ กฤษณาเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณป่าดงดิบใช่หรือไม่ กฤษณาเป็นต้นไม้หวงห้าม จัดอยู่ในต้นไม้หายากใช่หรือไม่ การสร้างกฤษณานั้น ต้องใช้สารเคมีกระตุ้นต้นกฤษณาที่มีอายุน้อย ๆ ต้องใช้สารเคมีไหมคะ ไม่ต้องใช้นะคะ เพราะฉะนั้น ข้อ 5 จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ก็คือโจทย์ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับกฤษณาหมดเลยนะคะ ไม้กฤษณาที่ดี หรือจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น อาจจะไม่ต้องใช้สารเคมีในการกระตุ้นใด ๆ โอเค 12 ข้อ ถูกกี่ข้อคะ (นักศึกษา) ถูกหมดเลย (ผศ.ดร.กาญจนา) ใครถูกทั้ง 12 ข้อ ยกมือ เก่งมากเลยเด็ก ๆ ปรบมือให้ตัวเองหน่อย เก่งมาก เก่งมาก เอาล่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีแบบทดสอบที่ 3 แบบทดสอบที่ 3 แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ ครูส่งไฟล์ให้แล้ว แต่นักศึกษาไม่ต้องในไฟล์นั้น ตอนนี้ครูทำในลักษณะของ Google Drive นะคะ ลงใน Google Drive ทำใน Google Form ค่ะ ทำใน Google Form ตอนนี้อยู่ใน Drive ของครู มันอยู่ใน Drive ของครู ครูยังไม่แชร์ให้ ให้ตอบลงใน Google Form ที่ครูจะส่งให้ต่อจากนี้ มันจะมีคำที่นักศึกษายังไม่คุ้นเคย ครูขออธิบายก่อน ในใจความสำคัญ มันจะมีสิ่งเราเรียกว่า “ใจความสำคัญหลัก” กับ "ใจความสำคัญรอง” เวลาอ่าน เราจะบอกว่านี่เป็นใจความสำคัญ อันนี้ก็ใช่ อันนี้ก็ใช่ ตกลงแล้วทั้งหมดในย่อหน้านั้น อะไรคือหลัก อะไรคือส่วนที่เป็นรอง นี่คือสิ่งที่นักศึกษาจะต้องแยกออกมา เวลาครูถามว่าข้อความตรงนี้ ที่ครูขีดเส้นใต้ไว้ตรงนี้ ตกลงมันเป็นอะไร ใจความสำคัญหลักก็คือ มันคือ Main ใหญ่ คือใจความสำคัญทั้งหมดของเรื่อง แต่ใจความรอง คือ ใจความที่มีส่วนเสริม และมีความสำคัญน้อยกว่า กับอีกอันหนึ่งค่ะ คำว่า “ส่วนที่เป็นเหตุผล” กับ “ส่วนที่เป็นข้อสรุป” ในใจความสำคัญ 1 ประโยคนั้นนี่ มันจะมีส่วนที่เราเรียกว่า “ส่วนเหตุ” กับส่วนที่ 2 นะคะ ก็คือส่วนที่เป็น “ข้อสรุป” ส่วนเหตุก็คือเหตุผลนี่แหละนะคะ แล้วอีกอันหนึ่งคือส่วนที่เป็นข้อสรุป เช่น ส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือ น้ำมีความสำคัญกับชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือ น้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์ ส่วนที่เป็นข้อสรุปก็คือ เมื่อมันสำคัญ เราต้องทำอย่างไรคะ ดื่มทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม หรือพอดีกับร่างกาย นี่คือใจความสำคัญ แต่แยกย่อยออกมาอีก ว่าอันไหนคือส่วนที่เป็นเหตุผล อันไหนคือส่วนที่เป็นข้อสรุป 10 ข้อนี้จะเจอ 3 คำ 4 คำนะคะ ก็คือใจความหลัก ใจความรองนะคะ ส่วนที่เป็นเหตุผล กับส่วนที่เป็นข้อสรุปนะคะ เพราะฉะนั้น 10 ข้อจากนี้ ครูวัดคะแนน เก็บคะแนนนะคะ ดังนั้น ใครพร้อมก็ให้ลงมือทำ ถ้าใครยังไม่พร้อม ครูให้เวลาอ่านอีกนิดหนึ่งนะคะ อีกสัก 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยลงมือทำ ครูส่งลิงก์ให้ แล้วเดี๋ยวครูจะปิดระบบนะคะ ภายใน 4 โมงเย็น ครูจะปิดระบบภายใน 4 โมงเย็น ไม่รับคำตอบหลัง 4 โมงเย็น ดังนั้น มีเวลาทบทวนนะคะ ทำแล้วทำอีก ถ้ายังไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งกดส่ง จนกว่าจะ 4 โมงเย็น โอเคนะ เดี๋ยวส่งลิงก์ให้ตอนนี้เลยนะคะ แล้วก็พอเสร็จจากตรงนี้ก็คือเราก็จบในส่วนของบทที่ 3 การอ่านจับใจความสำคัญ เดี๋ยวต่อไปในบทที่ 4 จะเป็นเรื่องของการอ่านวิเคราะห์นะคะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยว่ากันในสัปดาห์ถัดไปนะ วันนี้รบกวนล่ามเท่านี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]