(คุณอัญชิษฐา) สวัสดีค่ะคุณผู้ชมคะ ได้เวลาของรายการเกาะติดสภาแล้วนะคะ ติดตามการถ่ายทอดสด การประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ ๑ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ ๑ ค่ะ วันนี้อยู่กับดิฉัน อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ พร้อมกับทีมงานรายการเกาะติดสภานะคะ การถ่ายทอดสดการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในวันนี้ค่ะ สถานีโทรทัศน์รัฐสภารับสัญญาณภาพและเสียง จากกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์สำนักประชาสัมพันธ์ค่ะ ซึ่งคุณผู้ชมสามารถจะติดตามรับชมรับฟัง ไปพร้อมกันได้นะคะ ถ่ายทอดสดผ่านทุกช่องทางของสื่อรัฐสภาค่ะ ทั้งทางช่อง ๑๐ โทรทัศน์รัฐสภา ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM ๘๗.๕ MHz AM ๑๐๗๑ KHz ทางเพจของวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ทางเว็บไซต์ www.tpchannel.org และทาง Application TPchannel ค่ะ คุณผู้ชมสามารถ จะดาวน์โหลด Application ได้ ทั้งระบบ Android และ iOS นะคะ โดยพิมพ์ TPchannel ค่ะ วันนี้การประชุมร่วมกันของรัฐสภานะคะ คุณผู้ชมก็จะได้ไปติดตามค่ะ วาระสำคัญ ก็คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ นะคะ ในขณะนี้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพร้อมแล้ว มีท่านประธานรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานในที่ประชุม ติดตามบรรยากาศพร้อมกันเลยค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอขอบคุณท่านสมาชิกมากครับ ที่มา วันนี้เราก็เปิดประชุม ตรงตามเวลาที่เรานัดหมายไว้นะครับ ๓ โมงครึ่งนะครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระผมมีเรื่องที่จะแจ้ง ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ ๒-๓ เรื่องนะครับ เพื่อประโยชน์ของการประชุมของเรานะครับ ในประการแรก ผมได้มาทำหน้าที่เป็นประธาน ในการประชุมรัฐสภาในวันนี้เป็นครั้งแรก ผมจึงอยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกว่า ผมจะทำหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา และประธานที่ประชุมอย่างเป็นกลาง และจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ และเกียรติและศักดิ์ศรี ของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐสภาของเราครับ แต่อย่างไรก็ตามการปฏิบัติหน้าที่ของผม อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ผมพร้อมที่จะรับความคิดเห็น การติชมของท่านสมาชิกตลอดเวลาครับ ท่านสามารถจะเรียกผมได้ตลอดเวลา ที่เรามีโอกาสจะได้พบปะกันนะครับ เพราะไม่มีผู้ใด ที่จะไม่มีความบกพร่องเลยนะครับ ในการเกิด เพราะเราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามครับ การประชุมของเราจะมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ ตามที่ประชาชนเขาคาดหวังไว้ เราคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่านสมาชิกที่เข้าประชุมวิป และเจ้าหน้าที่ของสภานะครับ เจ้าหน้าที่ทุกท่านสภาด้วยนะครับ จะทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพ ตามความคาดหมายของพี่น้องประชาชนครับ ครับ ในเบื้องต้นก็ขอเรียนเพียงแค่นี้ก่อนครับ ในประการที่ ๒ ครับ รับทราบเรื่องจะมีการถ่ายทอดสดการประชุม ตามวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ครับ ข้อ ๙ กำหนดให้การประชุมรัฐสภานั้น ให้เป็นการเปิดเผย และให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม เพื่อให้ประชาชนได้รับอย่างทั่วถึง ดังนั้นนะครับ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาอย่างทั่วถึง ทางรัฐสภาจึงอนุญาต ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ของรัฐสภา ในฐานะสื่อของฝ่ายนิติบัญญัติ ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาทุกครั้งนะครับ และอนุญาตให้กรมประชาสัมพันธ์ นำสัญญาณการออกอากาศดังกล่าว ไปเผยแพร่ทุกครั้งเช่นเดียวกัน ที่มีการประชุมครั้งที่สำคัญนะครับ และอนุญาตให้องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะของประเทศไทย สสวท. นะครับ ได้ร่วมถ่ายทอดสดในการประชุม ในครั้งนี้ด้วยนะครับ ทั้งนี้นะครับ ผมจึงขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ได้โปรดระมัดระวังในการกล่าวถ้อยคำ หรือแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หากถ้อยคำนั้นจะไปปรากฏบริเวณนอกสภา และกระทบต่อบุคคลภายนอก หรือองค์กรภายนอกนะครับ ซึ่งจะเป็นการผิดทางอาญานะครับ หรือละเมิดสิทธิทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาของเรา ซึ่งไม่สามารถจะคุ้มครองสิทธิ์นั้นได้ เพราะว่าเรามีการถ่ายทอด ผมจึงเรียนมาเพื่อสมาชิกได้รับทราบครับ ก็เรื่องแจ้งให้ทราบในเรื่องสุดท้ายนะครับ ผมขอแจ้งให้ท่านสมาชิกรัฐสภาทราบว่า เพื่อการประชุมของเราจะได้มีความกระชับ และก็ใช้เวลาไม่มากจนเกินไปนัก ผมจึงได้เชิญวิป หรือผู้แทนของวุฒิสมาชิก และก็ผู้แทนของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากว่าในขณะนี้สภาผู้แทนราษฎร ยังไม่มีการแต่งตั้งวิปของแต่ละฝ่ายนะครับ ฉะนั้น ก็ของเชิญให้ผู้แทนของพรรคการเมือง พรรคละ ๑ คนเข้าร่วมประชุม ข้อสรุปนะครับ เพื่อเราได้รับทราบทั่วกันนะครับ ข้อสรุปในการข้อตกลงในวันนั้น ก็คือในประการแรก หลังจากที่ได้มีการเสนอชื่อ บุคคลที่สมควรจะเป็นนายกฯ ดีแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ประเด็นเกี่ยวกับสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ได้อย่าง... ได้อย่างทั่วถึงนะครับ แต่ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจบุคคลนะครับ โดยกำหนดเวลา ดังนี้นะครับ ฝ่ายวุฒิสภานะครับ จำนวน ๒... ๒ ชั่วโมง ซึ่งทางวิปจะเป็นคนกำหนดเองว่า ใน ๒ ชั่วโมงนั้นจะอภิปรายกี่ท่าน แล้วก็ลำดับการอภิปรายจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้ส่งชื่อมาล่วงหน้าด้วยครับ ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ทั้ง ๑๘ พรรคนะครับ จะใช้เวลา ๔ ชั่วโมง โดยให้อภิปรายเป็นรายพรรคการเมืองครับ ท่านต้องประสานกับพรรคการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องยกมือครับ โดย ๑๘ พรรคการเมือง จะกำหนดเวลา ๔ ชั่วโมง เพื่อความเรียบร้อย ก็ได้กำหนดว่า ๘ พรรคการเมือง ที่กำลังจะจัดตั้งรัฐบาลนั้น ให้เวลา ๒ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงนั้นของให้ผู้แทนของ ๘ พรรค ไปกำหนดเอาเอง ว่าจะให้พรรคใดพูดก่อน-หลังและใช้เวลาเท่าไร แต่ก็ไม่เกิน ๒ ชั่วโมงนะครับ หลังจากการอภิปรายได้ยุติลงนะครับ ซึ่งได้กำหนดว่า ควรจะยุติลงก่อนเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แล้วก็ถ้าไม่มีอะไรมาก เพราะอภิปรายใช้เวลา ๖ ชั่วโมงนั้น น่าจะจบก่อน ๑๗.๐๐ นาฬิกา ด้วยซ้ำไปนะครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ เราก็จะว่าไปตามขั้นตอนนะครับ เราจะว่าไปตามขั้นตอน ตอนนี้ก็จะเข้าระเบียบวาระที่ ๕ คือ เรื่องที่เสนอใหม่นะครับ ครับ ครับ เรื่องที่เสนอใหม่ คือพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนะครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ วรรค ๑ กำหนดให้ในระหว่าง ๕ ปีแรก นับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก การให้ความเห็นชอบ บุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ปีนั้น ให้กระทำในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา และข้อบังคับของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๗ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีไว้แล้วนะครับ ผมจึงจะขอปรึกษากับท่านทั้งหลายว่า เราก็จะพิจารณาไปตามข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้น ไว้ดังนี้นะครับ การเสนอชื่อบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรีนั้น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น อันนี้ตาม... ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับนะครับ เป็นผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ละท่านก็มีสิทธิ์เสนอได้ท่านเดียว โดยรายชื่อบุคคลที่เสนอนั้นต้องเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐ และ ๘๘ นะครับ และเมื่อเสนอชื่อแล้วก็เช่นเดียวกันครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จะต้องให้ความรับรองครับ ซึ่งการรับรองนั้นต้องไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ซึ่งก็ ๕๐ คนนะครับ ทั้งนี้ท่านวุฒิสมาชิก ยังไม่มีสิทธิเสนอชื่อและการรับรองนั้น ซึ่งขั้นตอนการรับรองก็จะดำเนินการต่อไปนะครับ ผมก็คิดว่าขั้นตอนการรับรองก็ทราบแล้ว แต่วิธีก็จะแจ้งให้ทราบ แจ้งให้ทราบเลยก็ได้นะครับ แจ้งให้ทราบเลยนะครับ การรับรองการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามข้อบังคับที่ ๑๓๖ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จะต้องเป็นผู้รับรอง และการรับรองนั้น ก็ใช้เสียงไม่น้อยกว่า ๕๐ ท่านนะครับ โดยจะใช้วิธียกมือ เหมือนการประชุมปกติไม่ได้นะครับ เพราะข้อบังคับบอกว่า ต้องใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งประธานสภาก็จะขอให้ใช้วิธีเสียบบัตร แล้วก็แสดงตน สำหรับคนที่ต้องการจะรับรอง ก็กดบัตรแล้วก็แสดงตนเฉย ๆ คนแสดงตนแสดงว่าให้การรับรองครับ คนที่ไม่แสดงตนแสดงว่าไม่ให้การรับรองครับ ซึ่งอันนี้ให้กดบัตรแสดงตน เฉพาะในซีกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ครับ คงเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็จะเปิดโอกาส ให้ดำเนินการตามระเบียบวาระที่ ๕ ตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ เนื่องจากว่าในวันนี้นะครับ ระเบียบวาระที่ ๒ คือ รับรองการประชุมไม่มีนะครับ ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วก็ไม่มีครับ และเรื่องที่ ๔ ระเบียบวาระเรื่องที่ค้างพิจารณาก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นการพิจารณา ในระเบียบที่ ๕ คือ เรื่องที่เสนอใหม่นะครับ คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ครับ ซึ่งผมได้กล่าวขั้นตอนไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ในตอนนี้ก็จะเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิก ได้อภิปรายไปบ้างก่อนที่จะเสนอชื่อนะครับ แต่ว่าขอให้ประเด็นเรื่องของที่จะเสนอชื่อครับ เชิญครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ (คุณณัฐวุฒิ) ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาให้ความชัดเจนนะครับ ว่าในการดำเนินการ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการทำหน้าที่ของพวกเราในวันนี้ ท่านจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และก็ข้อบังคับการประชุม ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.๒๕๖๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นบทบัญญัติมีหมวดเฉพาะ ของการดำเนินการที่แตกต่างกับกรณีอื่น ๆ หรือญัตติอื่น ๆ เป็นการทั่วไปครับ แต่สิ่งที่ท่านประธานได้นำเรียนครับ ต้องขอประทานโทษท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน เพิ่งเดินเข้ามา เพิ่งทยอยเข้ามาครับ แล้วก็จริง ๆ ถ้าดูจากรายชื่อ ของผู้ที่เข้ามาประชุม ขณะนี้ถึงแม้จะครบองค์ประชุมแล้ว แต่ก็ยังขาดอยู่หลายท่านครับ และเข้าใจว่า จะมีการทยอยเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ ครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาซักซ้อม หรือการทำความเข้าใจว่า ในกรณีมีบุคคล ซึ่งบุคคลที่หมายถึงนั้น ต้องเป็นเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ในการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรที่จะลงมติ ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น แล้วท่านก็บอกว่าปกติแล้วการเสนอบุคคลนั้น ต้องมีการรับรองเป็นบทบัญญัติเฉพาะไว้ แต่ว่าประเด็นที่ผมสงสัยครับท่านประธานครับ แล้วท่านประธานจะต้องกรุณา เน้นย้ำอีกสักรอบหนึ่งครับ เสมือนว่าในกรณีของการรับรอง ซึ่งปกติเราจะใช้วิธีการยกมือขึ้นรับรอง ว่ามีสมาชิกรับรองครบถ้วนตามข้อบังคับหรือไม่นั้น ท่านประธานได้กรุณาบอกว่าจะเป็นการรับรอง โดยการใช้บัตรกดแสดงตน ว่ารับรองหรือไม่รับรองครับ ฉะนั้น เพื่อเป็นการทบทวนครับ แล้วก็การทำความเข้าใจ กับพวกเราทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๕๐๐ ท่าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมเองด้วยความเคารพนะครับท่านประธาน ก็ยังมีความคลางแคลงใจ เพราะว่าได้ดูตามข่าวนะครับ เห็นบอกว่ามีสมาชิกวุฒิสภา ท่านได้ลาออกไป ๑ ท่าน ตกลงวันนี้ตัวเลขของสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นจำนวน... สมาชิกวุฒิสภาเหลือ ๒๔๙ ถูกต้องหรือไม่นะครับ แต่ว่าประเด็นหลักของผมอยู่ตรงที่ว่า ในกรณีของการแสดงตน ที่ปกติเรามักจะใช้วิธีการยกมือรับรองนะครับ ว่ามีผู้รับรองรายชื่อที่เสนอหรือไม่นั้น ท่านประธานได้กรุณาให้ใช้วิธีการในการกดบัตร ก็เลยอาจจะต้องขอให้ท่านประธานได้เน้นย้ำ ได้ทบทวน ได้ทำความเข้าใจตรงนี้ เพื่อความชัดเจนอีกสักรอบหนึ่งครับ เดี๋ยวพอเข้ากระบวนการพอมีผู้เสนอชื่อ เราก็จะได้เดินหน้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ครับ ขอความกรุณาท่านประธานอีกสักรอบหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม มากครับ ที่ต้องการให้ประธานได้ชี้แจงชัดเจน อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะสมาชิกเพิ่งเข้ามาก็หลายท่าน (คุณมหรรณพ) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ท่านอื่น ๆ เชิญครับ (คุณมหรรณพ) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ เชิญเลยครับ (คุณมหรรณพ) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิรัฐสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณาเล่าให้พวกเราฟัง ถึงแนวทางที่จะมีการประชุม ในวาระสำคัญมากของประเทศชาติในวันนี้ ทางฝ่ายสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็ใคร่ที่จะเห็นการประชุมวันนี้ เป็นไปโดยเรียบร้อย และถ้าไม่จำเป็น ก็คงจะไม่มีการประท้วงให้เสียเวลา เพราะท่านประธานเองท่านก็บอกว่าจะพยายาม ให้มีการโหวตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แต่สิ่งที่ผมจะขอกราบเรียนในที่ประชุม ผ่านไปยังผู้ฟังทางบ้าน ซึ่งให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง การอภิปรายในวันนี้นั้น สมาชิกวุฒิสภาจะพยายามอภิปราย ชี้แจงในประเด็นที่สำคัญ ๆ เท่านั้น อาจจะต้องใช้เวลาภายในเวลากำหนด ที่ท่านประธานได้กรุณาให้ไว้ ๒ ชั่วโมง ฝ่ายว่าที่ผู้เสนอนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ได้เวลา ๒ ชั่วโมงเท่าเทียมกัน ฝ่ายที่ว่าที่ที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ก็จะใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ผมเพียงแต่จะย้ำให้เห็นว่าภายใน ๒ ชั่วโมง ของฝ่ายผู้เสนอนายกรัฐมนตรีนั้น ให้หมายรวมถึงการอภิปรายตอบโต้ หรือชี้แจง ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ในเวลานั้นด้วยครับผม (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับ คุณมหรรณพ ครับ เชิญครับ ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นเพิ่มเติมนะครับ ผมก็ขอดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้น ใน... (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ... เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ขออนุญาตครับ เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพนะครับ ตามที่มีการพูดคุยนะครับ เนื่องจากว่าเวลาในการพูดคุย ที่จะต้องบริหารกัน ๔ ชั่วโมงนี่ ของฝั่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะได้ตกลงกันแล้วนะครับ ว่าจะเป็นพรรคละ ๑ คนนะครับ ที่จะขึ้นอภิปราย แต่ทีนี้ถ้าเกิดมันมีประเด็น ที่มันมีความจำเป็นนะครับ เนื่องจากอาจจะถูกพาดพิงต้องมีการชี้แจงนะครับ อันนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบ ในเรื่องของ ๔ ชั่วโมงที่เราได้ตกลงกันไว้ เพื่อให้ทางผู้ที่ถูกพาดพิงนะครับ หรือถูกพูดถึงนี่ เขาสามารถอธิบายได้อย่างเต็มที่ ชี้แจงได้อย่างเต็มที่นะครับ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ ขอบคุณครับ (คุณมหรรณพ) ท่านประธานครับ ท่านประธานขออนุญาตครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับคุณมหรรณพ (คุณมหรรณพ) ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ได้คุยกันในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย หรือว่า ๒ ฝ่ายใด ๆ ก็ตาม ในวันก่อนนั้น โดยมีท่านประธานเป็นประธานอยู่ แล้วได้หมายถึงเวลาที่ใช้ไปนั้น จะต้องอยู่ในกรอบของ ๒ ชั่วโมง ที่ได้กำหนดไว้ครับ เพราะเมื่อไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจจะไม่สามารถจะลงมติได้ทันเวลา ในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ขอท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็เนื่องจากว่าเราได้พูดกันวันนั้นว่า ทางสมาชิกผู้แทนราษฎรนั้นให้เวลา ๔ ชั่วโมง ซึ่งผมเห็นว่าถ้า ๔ ชั่วโมงเราไม่แบ่งกันชัดเจน ก็จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขาดโอกาสในการที่จะอภิปราย ก็เลยให้แบ่งไว้ ๒ ชั่วโมง แต่ทางคุณมหรรณพก็ยังเป็นห่วง ว่าแต่ละฝ่ายจะใช้เวลาเกินไป ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่า ที่คุณรังสิมันต์ได้เสนอเอาไว้นะครับ ว่าถ้ามีการพาดพิงอาจจะต้องใช้เวลาชี้แจงไป ซึ่งผมคิดว่าเวลาชี้แจงไปถ้าพาดพิงไม่มาก ก็ชี้แจงเฉพาะประเด็นที่พาดพิง ก็อาจจะอยู่ในเวลา... ถ้าเกินไปนิดหน่อยนะครับ ผมก็ต้องขอความร่วมมือว่าอาจจะมีความจำเป็น ไม่อย่างนั้นแล้วจะเกิดความเสียหาย ต่อผู้ที่ถูกพาดพิง ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะพาดพิงใครบ้าง อย่างไร ก็ขอให้พาดพิงต้องระวัง เพื่อจะให้เวลาเราไม่เกินผมจะพยายามดู ผมคิดว่าคงจะวันนี้เราไม่ได้มีเรื่องมากมาย ก็เป็นเรื่องของเรื่องเดียว เพราะฉะนั้น การพาดพิงก็จะต้องดู และก็จะให้โอกาสผู้ที่ถูกพาดพิง ชี้แจงเฉพาะในประเด็นที่ชี้แจง ถ้าไม่ใช่เรื่องของการอภิปราย ในเรื่องคุณสมบัตินะครับ (คุณมหรรณพ) ประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณมหรรณพ) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม มหรรณพ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาใช้ดุลพินิจ ชอบแล้วครับ ที่จะให้เป็นไปตามนั้น อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ ขอให้ทุกฝ่ายรักษากติกา ที่ได้ตกลงกันว่าอยู่ใน ๒ ชั่วโมง เพราะในอดีตที่ผ่านมานั้น เราได้เคยปฏิบัติกันในสภาแห่งนี้ ว่าถ้าหากว่ามีการประท้วงได้มีการอะไรก็ตาม หรือมีการชี้แจงก็ตาม ให้เป็นเวลาของฝ่ายนั้น ๆ ครับ มิได้อยู่ในนอกกรอบของเวลาที่ตกลงกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ รับไว้พิจารณาเป็นข้อเสนอ เพราะว่าการประชุมคราวนี้ เป็นการประชุมที่พิเศษ กว่าการประชุมทุกครั้งน่ะนะครับ เพราะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะดูไปหน้างานไป (คุณฐิติมา) ท่านประธานคะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ปิดเสียง เชิญท่านสมาชิกครับ พูดได้ครับ ได้ อ๋อครับ เชิญครับ คุณฐิติมา ฉายแสงครับ (คุณฐิติมา) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทราเขต ๑ พรรคเพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตทำความเข้าใจ ถึงมาตรา ๒๗๒ นิดหนึ่งนะคะท่านประธานคะ ว่าในมาตรา ๒๗๒ นั้น ได้ใช้มาตรา ๑๕๙ ทั้งมาตราหรือเปล่าคะ อยากทราบตรงนี้ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้ทางรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ก็ยังต้องอ้างอิง ๑๕๙ ไว้อยู่นะครับ ซึ่งพวกเราก็คงจะทราบดี เดี๋ยวไปถึงขั้นตอนนั้น ก็จะบอกแต่ว่าก็เรียนคุณฐิติมาว่า ๒๗๒ ก็ใช้มาตรา ๑๕๙ ในบางวรรคอยู่ครับ ครับ ผมขอชี้แจงเพิ่มเติมตามที่คุณณัฐวุฒิ ได้ขอว่าให้ผมชี้แจงขั้นตอนของการรับรอง คือ หลังจากที่สมาชิกได้เสนอชื่อบุคคล ที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ๑๖๐ และ ๘๘ แล้วนะครับ ก็จะให้มีการรับรองแต่ละท่านนะครับ ถ้าเสนอมากกว่า ๑ ท่าน แต่ละท่านโดยการรับรองนั้นให้การรับรอง เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภายังไม่ต้องดำเนินการในอันนี้ อันนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๒ และ ๑๕๙ นะครับ ทีนี้การให้การรับรองเนื่องจากว่าตามข้อบังคับนั้น ในกรณีที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ให้การรับรองนั้น ไม่สามารถจัดทำด้วยการยกมือพ้นศีรษะ เพื่อรับรองเหมือนกับญัตติปกติ การรับรองนั้นจะต้อง... การรับรองโดยออกเสียงโดยเปิดเผย สรุปสั้น ๆ ก็คือว่าต้องใช้เครื่องออกเสียง ตามที่ประธานกำหนดครับ ทีนี้การกำหนดการรับรองนั้น ไม่มีอยู่ในเครื่องที่เรากดปุ่มไว้ แต่เราก็จะใช้วิธีการว่า การรับรองนั้นใช้วิธีการแสดงตนนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อก็กดแสดงตน ก็ถือว่าผู้นั้นให้การรับรอง แต่ท่านไม่ต้องการรับรองนะครับ ไม่ต้องการรับรอง ไม่รับรองท่านก็ไม่ต้องกดแสดงตน เครื่องก็จะแสดง... จะแสดงให้เห็นว่ามีการแสดงตนกี่ท่านนะครับ ครับ ตอนนี้ยัง... มีท่านผู้ใดยังไม่เข้าใจบ้างครับ ครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็ดำเนินการ ตามระเบียบวาระนะครับ ขอให้มีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควร จะได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ครับ เชิญเลยครับ ครับ ผู้จะเสนอชื่อกรุณายกมือ แล้วก็เสนอชื่อเลยครับ ครับ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว นะครับ จะเป็นผู้เสนอก่อนครับ เชิญครับ (คุณชลน่าน) ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธาน ใช้เอกสิทธิ์ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ และข้อบังคับการประชุมร่วมของรัฐสภาข้อ ๑๓๖ เป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามด้วยมาตรา ๑๖๐ และถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ตามด้วยมาตรา ๘๘ ขออนุญาตเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอผู้รับรองโดยการแสดงตน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบพระคุณหมอชลน่าน และก็ขอให้การรับรอง โดยเสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตนครับ ครับ มีผู้ใดยังไม่ได้กดบัตรบ้าง ยังไม่ได้แสดงตนเชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ให้เจ้าหน้าที่ปล่อยสัญญาณไฟด้วยครับ (คุณจุลพันธ์) ท่านประธานครับ ท่านเจ้าหน้าที่ยังไม่ปล่อยสัญญาณ การแสดงตนครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) อ๋อครับ (คุณจุลพันธ์) อีกประเด็นหนึ่งครับ (คุณจุลพันธ์) ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกรัฐสภาครับ ในกรณีแสดงตนและเสียบบัตรนี่ เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เพื่อความถูกต้อง และกลไกของการเสียบบัตรนี่รับรองใช่ไหมครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ตามรัฐธรรมนูญครับ ครับ เชิญครับไม่ทราบเจ้าหน้าที่ได้... (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้ปล่อยให้มีการแสดงตนหรือยังครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ๑๒๕. ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๑๒๕. แสดงตนนะครับ ครับ มีท่านใดที่อยากจะแสดงตน แต่ว่าไม่สามารถจะแสดงตนได้บ้างครับ ถ้าอย่างนั้นขณะนี้ได้มีผู้แสดงตน ๒๕๑ ท่าน ถือว่า... ขอโทษครับ และขอให้ทางเจ้าหน้าที่ได้แสดงผล (คุณวิลดา) ขอแสดงตนนะคะ ๓๔๘. วิลดา อินฉัตร ศรีสะเกษค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ยังไม่ปิดครับ ครับ ปิดการแสดงตนนะครับ ก็... (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ขออนุญาตแสดงตนครับ ๓๕๖. ครับ (คุณจุลพันธ์) ท่านประธานครับ ขอความกรุณาขอสัก ๒-๓ นาทีครับ กำลังเดินเข้าจากด้านหลังหลายท่าน ท่านประธานก็ได้เห็นด้วยสายตานะครับ ขอความกรุณารอการปิดการแสดงตนสักครู่ครับ ขอบพระคุณครับ (คุณเทียบจุฑา) กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน เทียบจุฑา ขาวขำ ขอแสดงตนค่ะ ๑๕๖. ค่ะท่านค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เจ้าหน้าที่เอาลงด้วยครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ๓๖๙. แสดงตนครับ (คุณซูการ์โน) ท่านประธานครับ ๑๑๒. ซูการ์โน มะทา แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ๔๗๒. แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ๔๗๒. แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ (คุณจิราพร) ๐๗๘. ค่ะ (คุณจิราพร) จิราพร สินธุไพร แสดงตนค่ะ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ๔๖๐. แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ท่านประธานคะ ๒๓๐. แสดงตนค่ะ (คุณรชตะ) ท่านประธานครับ ๒๙๓. รชตะ ด่านกุล แสดงตนครับ (คุณเลิศศักดิ์) ครับ ๓๑๕. เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล แสดงตนครับ (คุณสมเกียรติ) ท่านประธานครับ ๓๘๕. สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ๓๗๐. แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ท่านประธานคะ ๒๙๘. แสดงตนค่ะ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ๔๓๖. แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ท่านประธานคะ ๓๑๓. แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ก่อนนะครับ เนื่องจากว่าตอนแรกที่เราให้แสดงตน เพื่อให้การรับรองผู้ที่รับการเสนอชื่อ แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ยังไม่เปิดเครื่องการแสดงตน จึงทำให้สับสนนิดหน่อย แล้วขณะนี้ก็มีสมาชิกจำนวนมากนะครับ ที่เพิ่งเข้ามาให้ห้องประชุมนะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อความเรียบร้อยนะครับ ก็ผมจะเปิดโอกาสให้มีการรับรองใหม่ครับ ล้างของเก่าหมดครับ ขอเจ้าหน้าที่ล้างคะแนนที่ได้แสดงตนไปแล้ว รวมทั้งที่การบันทึกมาทีหลังด้วย ผมจะรอนิดหนึ่งครับ ให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงตน โดยพร้อมเพรียงกันก่อนครับ ไม่เป็นไรครับ เพราะท่านต้องเข้าไปที่นั่ง และก็หาที่สำหรับแสดงตนนะครับ ครับ เดี๋ยวรอนิดหนึ่งครับ เดินเข้ามาหลายท่านครับ (คุณวิทยา) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ๆ (คุณวิทยา) ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับท่านประธาน ผมคิดว่าให้... ขออนุญาตให้ท่านประธาน ล้างการลงข้อมูลเมื่อสักครู่ไปให้หมดก่อนนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ๆ (คุณวิทยา) นะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณวิทยา) และจะได้เริ่มต้นกันใหม่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ล้างข้อมูลผู้ที่ได้... แสดงตนและไม่แสดงตนทั้งหมดน่ะนะครับ ล้างออกทั้งหมดก่อน เราจะเริ่มใหม่ครับ นะ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้ทำกัน คือ การแสดงตนเพื่อถือว่าเป็นการรับรอง โดยปกติเราก็ใช้วิธียกมือ แล้วเช่นเดียวกัน คราวนี้ก็ใช้ผู้ที่จะผ่านการรับรอง ก็ใช้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น โดยเสียงการรับรองนั้น ไม่ต่ำกว่า ๕๐ ท่านนะครับ ครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ สส. ๑๒๕. ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ยัง ๆ ครับ ยัง ขอเรียนให้ทราบอีกครั้ง เราจะให้มีการแสดงตนใหม่ทั้งหมด โดยล้างเครื่องของเก่า ใครที่แสดงตนไว้แล้วนะครับ ก็ต้องกดใหม่นะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ล้างหมดแล้วนะครับ ของเก่าต้องแสดงตนใหม่ครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ผมณัฐวุฒิครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับ ว่าปกติก่อนการแสดงตนเรามักจะมีการกดออด เรียกเพื่อนสมาชิกครับ บังเอิญหลายท่าน ไม่ได้ยินเสียงออดครับท่านประธานครับ [เสียงออด] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ครับ เชิญครับ เพราะเราจะกดออดก็ต่อเมื่อเราจะมีการลงมติ แต่คราวนี้ไม่ใช่ลงมตินะครับ เป็นการรับรองเท่านั้น เจ้าหน้าที่พร้อมนะครับ ล้างเครื่องของเก่าหมดแล้วนะครับ ก็จะให้สมาชิกให้การรับรองใหม่นะครับ ก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการที่จะรับรองคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่คุณหมอชลน่านได้เสนอ ก็กรุณากดบัตรและแสดงตนครับ สำหรับผู้ที่ไม่รับรองก็ไม่ต้องแสดงตนครับ ครับ เชิญเลยครับ ถ้าหากว่ากดบัตร แล้วก็เครื่องไม่สามารถจะดำเนินการได้ เดี๋ยวเอาไว้ให้กดบัตรให้หมดก่อน แล้วก็ตอนนี้ก็ยกมือได้ครับ ถ้ามีปัญหาเรื่องกดบัตร ท่านใช้ไมค์บอกได้เลย เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ สส. ๑๒๕. รับรองครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๑๒๕. นะครับ รับรองนะครับ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ ครับ มีผู้ใดที่อยู่ในห้องประชุมนี้ แล้วก็ยังไม่ได้แสดงตนครับ คือจะแสดงตนแล้วเครื่องขัดข้องบ้างครับ ต้องการเสนอ ถ้าไม่มีแล้วขอให้เจ้าหน้าที่ได้รายงานผลด้วยครับ ครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่แสดงหมด แต่ผมยังให้โอกาสยังไม่... (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ครับ หมายเลข ๓๘๖ ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๓๘๖. แสดงตนนะครับ เดี๋ยวเพิ่มด้วยครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ท่านประธานคะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ๔๕๕. แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๔๕๕. แสดงตนครับ (คุณชญาภา) ท่านประธานคะ ๗๐. ชญาภา สินธุไพร แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ แสดงตนใหม่ครับ ทวนเลขด้วยเจ้าหน้าที่จะได้จดได้ หมายเลขเท่าไรนะครับ แสดงตนสุดท้ายเมื่อสักครู่ครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ครับ ท่านประธานครับ ๐๓๒. แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๐๓๒. แสดงตนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ๔๔๓. แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ๔๔๓. แสดงตนนะครับ ครับ เมื่อไม่มีผู้แสดงตนแล้วผมขอ... ขอปิดการแสดงตนเลยนะครับ จะได้รายงานผล เชิญรายงานผลเลยครับ ขณะนี้มีผู้ที่ได้แสดงตนทั้งหมดนะครับ ครับ ในเครื่องแสดงตน ๒๙๖ นะครับ และก็บวกกับผู้ที่แจ้งรายชื่อมา เพราะไม่สามารถจะใช้เครื่องได้อีก ๖ ท่าน รวมแล้วผู้แสดงตนซึ่งแสดงว่าให้การรับรอง ผู้ที่เสนอชื่อได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่คุณหมดชลน่านเสนอนั้น ๓๐๒ ท่าน ถือว่ามีเสียงรับรองครบครับ ครับ ต่อไปครับ มีท่านผู้ใดจะเสนอชื่อท่านอื่นไหมครับ ท่านชาดาขอ... จะเสนอชื่อ หรือแสดงความคิดเห็นก็ได้ครับ คุณชาดาจะขออภิปราย ยังครับตอนนี้จะมีผู้ใดขอเสนอชื่อ ผู้ที่สมควรได้รับการเลือก เป็นนายกรัฐมนตรีอีกไหมครับ นอกจากคุณพิธาแล้ว ครับ ไม่มีนะครับ จึงถือว่าการเสนอชื่อผู้ได้รับเลือก เป็นนายกรัฐมนตรีคราวนี้มีเพียง ๑ ท่านนะครับ คือ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ ต่อไปก็จะเป็นการอภิปราย ตามที่วิปทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ตกลงกันไว้เมื่อสักครู่นะครับ ซึ่งก็มีรายชื่อผู้ที่อภิปรายมาให้ผมแล้ว ก็จะให้อภิปรายไปตามลำดับนะ และก็สามารถจะเสนอชื่อเพิ่มเติม ในกรอบเวลาที่เรากำหนดได้ครับ สำหรับท่านแรกนะครับ ก็จะขอให้คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้อภิปรายเป็นท่านแรก และผมจะสลับกันนะครับ ถ้าหากท่านแรกเป็น ๑๐ พรรคการเมือง ที่ไม่ได้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ก็จะถัดมาก็จะมาให้ทางสมาชิก หรือ... ของ สส. ทั้ง ๒ ฝ่ายก่อน เอาว่าถ้าหากว่า ๑๐ พรรคอภิปรายแล้ว ก็จะให้ ๘ พรรคครับ อภิปรายครับ แล้วก็จะให้วุฒิฯ อภิปรายต่อเป็นลำดับไปนะครับ ตอนนี้เชิญคุณชาดานะครับ (คุณสุรพล) กราบเรียนท่านประธานครับ ผมพลตำรวจตรี สุรพล บุญมา ครับ ขอแสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ท่านจะอภิปรายหรือเปล่าครับ แต่ว่าท่านอภิปรายตามลำดับนี้ก็... อ๋อ ๆ ๆ แสดง... เป็นการแสดงตนแล้วไม่เป็นไรครับ บันทึกนะ บันทึกไว้ที่ประชุมก็แล้วกันนะครับ (คุณชาดา) ครับ ขอบพระคุณนะท่านประธาน กระผม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในฐานะของตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลพิจารณาการตัดสินใจ ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เรียนท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานได้แถลง... เอาแถลงการณ์ของพรรคมาอ่านนะครับ จุดยืนของพรรค เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้ออกแถลงการณ์จุดยืนของพรรค ไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมือง ที่มีนโยบายแก้ไข หรือยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และขอเรียกร้องให้พรรคการเมือง ที่แสดงเจตจำนงการตั้งรัฐบาล แสดงจุดยืนทางการเมืองของตน ต่อกรณีเสนอการแก้ไข หรือยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ด้วย แถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทยได้ระบุชัดเจน ว่าถ้าพรรคการเมืองที่มีพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล อย่างมีคุณภาพ และจะคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาที่จะจัดตั้ง หรือสนับสนุน การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่งกับท่าน เพราะเราเคารพในมติของประชาชน และยึดมั่นในหลักการระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามที่ได้แถลงไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ หัวหน้าพรรคการเมือง ๗ พรรค ได้ที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้แถลงจุดยืน ของพรรคตนเอง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นเหตุให้การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน การจัดตั้งรัฐบาลของ ๘ พรรคการเมือง ไม่มีวาระแก้ไข หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เรียนด้วยความเคารพว่า แม้ว่าพรรคการเมืองทั้ง ๘ พรรค จะลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน การจัดตั้งรัฐบาลว่าพรรคทุกพรรคเห็นร่วมกัน ว่าภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้น ต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน แต่ในทางกลับกันนี่นะครับ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้ที่จะได้รับการเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนเดียวที่ยืนยันว่าจะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ โดยจะให้ สส. ของพรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเอง คุณพิธาได้แถลงและให้สัมภาษณ์ กับสื่อในประเทศและต่างประเทศ เป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงจากประชาชน ๑๔ ล้านคน ประชาชนเข้าใจดีเราชัดเจนและโปร่งใส ว่านี่เป็น ๑ ในเป้าหมายที่เราต้องการผลักดัน นี่คือคำพูดของคุณพิธานะครับ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ท่านอ้างว่าท่านต้องทำ เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเรียนตรง ๆ ว่าผมและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อครับ และเป็นสิทธิ์ของพรรคภูมิใจไทยที่จะไม่เชื่อ เพราะสิ่งที่ผ่านมา พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้น ทำให้เราเห็นชัดเจนและหลายท่านก็ทราบนะครับ ไม่ต้องเฉพาะผม หรือพรรคภูมิใจไทย ว่าความคิดในเรื่องมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมอยากจะถามไป ว่าอีก ๗ พรรคนี่ จะว่าอย่างไรนะครับ จะอย่างไรร่วมรัฐบาลกัน มีพรรคร่วมรัฐบาลเสนอเรื่องขึ้นไปอย่างนี้ แล้วก็บอกว่า นี่พรรคร่วมต้องเห็นเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่มันก็ลำบากนะครับ ผมก็ต้องถามอีก ๗ พรรคร่วมว่าอย่างไร ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มีการขอแก้ท่านจะว่าอย่างไร ในข้อตกลงร่วมไม่มีก็จริงนะครับ ท่านอ้าง ๑๔ ล้านเสียงที่เห็นด้วยกับท่าน ในที่จะให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แต่ผมเชื่อว่าคนที่ลงให้ท่าน ๑๔ ล้านเสียง ไม่คิดว่าท่านกำลังแก้กฎหมาย ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติอีกต่อไป ถ้าท่านอ้าง ๑๔ ล้านเสียง หลายคนก็พูดกันถึง ๒๕ ล้านเสียงที่ไม่ได้เลือก แต่ในมุมมองของผม ผมอยากจะฝากผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาลก็ตาม คนไทยไม่ได้มีแค่ ๑๔ ล้าน คนไทยไม่ได้มี ๒๕ ล้าน ท่านต้องเป็นนายกฯ ของคน ๖๐ กว่าล้านคน ท่านต้องเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ท่านต้องไม่ได้เป็นนายกฯ หรือเป็นรัฐบาล ของพรรคใดพรรคหนึ่ง อันนี้สำคัญที่สุดครับ ๑๔ ล้านเสียงไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ครับ ท่านอย่านึกว่ามันมากมาย มันเป็นพลังจากประชาชนนี่ มันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราครับ แต่ท่านอย่าหลงระเริงคำว่า "๑๔ ล้านเสียง" เพราะมันไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่เรื่องชี้ขาดของประเทศนี้ มันเป็นเรื่องที่ท่านต้องดูแลคนทุกคน แล้วปัญหาคือว่าความมั่นคงของชาติ ถ้าท่านจะอ้างอย่างนี้ มันก็ลำบากครับ ประเทศไทย ผมเรียนด้วยความเคารพครับ คุณพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในสมัยที่แล้ว แล้วท่าน... ขออนุญาตเอ่ยชื่อครับ ท่านอดีตประธานรัฐสภา ท่านชวน หลีกภัย ไม่เห็นด้วย ก็ยังมีการที่จะ... ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย ๑๑๒ เขียนไว้ไม่มากหรอกครับ อ่านง่าย ผู้ใดดูหมิ่น ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี ท่านบอกว่าท่านแก้ไขไม่ใช่ยกเลิก แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องยกเลิก เรียนด้วยความเคารพครับ แต่ผมจะบอกท่านว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอ ในการนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขครับ เป็นการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ผมไม่อยากจะเอาสิ่งที่ท่านเสนอ ในสมัยที่แล้วที่ท่านยื่นนะครับ ซึ่งเอกสารผมก็มี ผมเรียนด้วยความเคารพ ว่าการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ถ้าเราเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากความมั่นคงของชาติ ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ส่งเสริมให้สถาบันเป็นประมุขนะครับ แต่สิ่งที่ท่านทำ แล้วแสดงอาการต่อสาธารณชนมาตลอด ว่าจุดยืนสำคัญของพรรคก้าวไกล คือ การละเมิด การสนับสนุนส่งเสริมให้มีการละเมิด พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท สส. พรรคก้าวไกลหลายท่าน เคยถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ สส. พรรคก้าวไกลหลายท่าน ใช้ตำแหน่งในการประกันผู้ที่ถูกคดีในมาตรา ๑๑๒ ผู้ที่หมิ่นนะครับ ผู้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้ จะได้รับการสนับสนุน และได้รับการอุ้มชูจากพรรคก้าวไกล อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยเสนอร่างกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ว่ายกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ไม่ใช้เป็นความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรไทย อีกต่อไป กำหนดหมวดความผิดขึ้นมาใหม่ เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ และหมวดความผิดต่อพระราชินีและรัชทายาท ผมไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกลมองพระมหากษัตริย์ มองพระราชินี มองรัชทายาทเช่นไร เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอเมื่อครั้งที่แล้วนี่ มันเป็นการที่ยกเลิกนะครับ แล้วที่สำคัญหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ กำหนดโทษจำคุก ๑ ปี เท่ากับความผิดของบุคคลทั่วไป แต่ที่น่าเจ็บปวดมากกว่านั้นครับ หมิ่นพระราชินี แล้วก็หมิ่นรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน น้อยกว่า... น้อยกว่าความผิด ที่หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดานะครับ อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่อาจเจ็บปวด โดยความรู้สึกคนที่เทิดทูน หมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการนั้น ไม่ถือเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ถือเป็นความผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าเป็นการกระทำโดยอ้างเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อประชาชนและสาธารณะ อันนี้ยิ่งไปใหญ่เลยครับ ผมเรียนว่าและที่สำคัญท่านบอกว่า ห้ามหน่วยราชการ ห้ามคนไทย ห้ามผู้อื่นฟ้อง ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องเท่านั้น กับผู้ที่มีความผิดมาตรา ๑๑๒ เรียนด้วยความเคารพครับ มันเป็นไปไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มาฟ้องลูกบ้านตัวเองหรอกครับ ท่านไม่มาฟ้องคนใน... คนของท่านหรอกครับ มันเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ แล้วถ้าท่านลองนึกภาพจับตาต่อไปนะครับ ผมมองว่าการแก้ไขแบบนี้ บอกว่าเป็นการแก้ไข เพื่อดำรงสถานะอันเป็นที่เคารพ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมและพรรคภูมิใจไทย ไม่เชื่อว่าท่านจะปกป้องพระมหากษัตริย์ มิให้ถูกละเมิด ในเมื่อท่านจะลดการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ และลดโทษให้ผู้ที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงไม่เอาผิด ไม่ลงโทษ ผู้ละเมิดพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน อันนี้ล่ะครับ เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖ นะครับ องค์พระมหากษัตริย์ทรงสำคัญ และอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้อง หรือพระมหากษัตริย์ในทางใดก็มิได้ ท่านครับ อะไรไม่ว่าครับ อะไรไม่ว่าที่เจ็บปวดมากกว่านั้น ท่านคืออะไรครับ มีการ... มีคำพูดต่อผู้นำทางจิตวิญญาณ ของพรรคก้าวไกล ว่าถ้านายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี จะให้นายพิธาไปลงสัตยาบัน ในกฎหมายกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญา ระหว่างประเทศนะครับ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า สามารถฟ้องผู้เป็นประมุขของรัฐได้ อันนี้ล่ะครับ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้จริง ๆ ถ้าทั้งที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านจะให้คุณพิธาไปลงนาม หมายถึงว่าคนนอกประเทศฟ้องในหลวงได้ ฟ้องพระมหากษัตริย์ได้ นอกประเทศเป็นผู้พิจารณา ผมเรียนว่าผมก็คงทำใจไม่ได้ หลับตานึกสิครับ พระมหากษัตริย์สูงสุดที่คุ้มกะลาหัวพวกเรามาอยู่นี่ ไปถูกฝรั่งมังค่าสอบสวน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย เขาประมุขของรัฐไทย ก็คือใครครับ ก็พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ นี่คือประมุขของไทย ถ้าท่านบอกให้ฟ้องนี่ แล้วทำไมต้องรีบร้อยขนาดนั้น บอกว่าจะให้ไปเซ็นเลย ไปลงสัตยาบันเลยนะครับ ท่านครับ ถ้าท่านมีเจตนาดีนะครับ และผมเคยฟัง... ขอโทษนะครับ จะเป็นท่านเลขาพรรคก้าวไกลเป็นคนพูด ว่าการทำอย่างนี้เป็นการปกป้องสถาบัน การทำอย่างนี้เพื่อไม่ให้ใครแอบอ้างสถาบัน ท่านครับ ถ้าท่านจะปกป้องสถาบันต้องไม่ทำแบบนี้ มีครับผม ท่านพูดถูกว่ามีผู้มีอำนาจในบางสมัย มาใช้สถาบันแอบอ้าง อันนี้จริงครับ แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับสถาบันครับ ถ้าผมจะยกตัวอย่างว่ามีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีอาจารย์ที่ไม่ดีอยู่ ๑๐ คน สอนให้ลูกศิษย์เกลียดชังสังคม ถามว่ามันต้องไปไล่อาจารย์ออกครับ ไม่ใช่ไปทุบมหาวิทยาลัยนะครับ นี่ท่านไปทุบมหาวิทยาลัยซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วท่านก็อ้างว่าพวกนี้ เอาในหลวงมาอ้างเอาสถาบันมาอ้าง ผมก็เคยโดนแบบที่ท่านโดนครับ ผมก็ติดคุก ๒๔ เดือน ๒๒ เดือนครับ ๒๒ เดือน ๗ วัน ผมเรียนว่าไม่ผิด แต่อำนาจรัฐผู้ใช้อำนาจผมก็ต้องยอมรับ ผมก็ไม่ได้คิดล้มกฎหมายอาญา ไม่คิดไปล้มตำรวจนะครับ ไม่คิดไปล้มใครทั้งนั้น เพราะว่าเขาเป็นกรรมการ เขาเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็อีกเรื่อง แต่ท่านฟ้องเลยครับ ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกลฟ้องได้ ถ้าใครเอาพระมหากษัตริย์มาแอบอ้าง เพื่อทำลายคนอื่นทางการเมือง เอาให้ร่วงไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอ้ายอีคนไหน ไม่ว่าจะเป็น ผบ. ไหน ไม่ว่าจะเป็นนายกไหนท่านเอาให้ร่วงเลยครับ ผมเห็นด้วยอันนี้เป็นเรื่องที่ถูก การเอาสถาบันเข้ามาอ้าง เพื่อทำลายคนอื่นนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ไม่ใช่ทำแบบนี้ครับ ไม่ใช่ไปลดการคุ้มครอง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พร้อมด้วยพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินี ผมเรียนว่าสิ่งตรงนี้ล่ะครับ เป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันให้หนัก ท่านครับ ผมอยากจะพูด ไม่อยากจะรบกวนเวลาอันมากมาย ท่านจะแก้ทั้งมาตรา หรือจะทำอะไรก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งท่านคิดไหมครับ ว่าถ้าท่านแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บ้านเมืองนี้จะสงบ บ้านเมืองนี้จะสงบ บ้านเมืองนี้จะเจริญ วันนี้ท่านได้รับเลือกตั้งมาแล้วครับ ท่านเก็บเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าไม่ได้หรือ ประเทศนี้ถ้าแก้กฎหมาย ๑๑๒ ไม่ได้ แล้วมันจะล่มจมผมไม่ว่าเลย ท่านเสนอนโยบาย ๒๐๐-๓๐๐ ข้อ ท่านเป็นความหวังของคนไทย ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ท่านละเพียงเรื่องเดียว ท่านไม่ต้องไปด่า สว. ท่านไม่ต้องไปด่าฝ่ายตรงข้าม ท่านได้เป็นนายกแน่ถ้าไม่มี ๑๑๒ ท่านยังไม่ยอมเลยครับ ผมก็ถึงอยากจะถามว่าพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล เกิดมาเพื่อแก้อย่างเดียวหรือครับ แก้ ๑๑๒ หรือ ถ้าไม่แก้แล้ววันนี้ประเทศนี้มันจะล่มจมไป มันไม่ใช่ครับท่าน มันมีเรื่องที่จะทำ ทำเรื่องที่ลุงตู่ทำไว้แล้วไม่ดีที่ท่านด่าผมเห็นด้วย ทำไปดิเยอะแยะหมด ความเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ แต่วันนี้ท่านยืนอย่างเดียว ผมดูพฤติกรรมท่านกูไม่ยอม นี่คือจุดยืนกู เหมือนกับทำให้ผมคิดว่า พรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกล เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือ เกิดมาเพื่อแก้กฎหมายตรงนี้หรือ แล้วถ้าแก้แล้วประเทศนี้เป็นเทวดาหมดผมจะยอม มันไม่ใช่ครับท่าน ท่านไม่ต้องไปชี้ที่ใคร ๒๐๐-๓๐๐ นโยบายที่ท่านออกมา ผมว่า ๑๑๒ ชาวบ้านก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าท่านจะแก้อะไร แต่เขาอาจจะถูกใจนโยบายท่านเรื่องอื่น ๆ เขาหวังว่าท่านจะมาเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นความหวังของคนไทยครับ ว่าพรรคก้าวไกลคนรุ่นใหม่จะมาพัฒนาประเทศ ผมก็แอบรอลึก ๆ ครับ แต่ท่านไม่ยอมอะไรเลย กูจะต้องถือ ๑๑๒ ไว้ในกระเป๋า กูต้องทำลาย มันทำไมครับนี่ ผมไม่เข้าใจ วันนี้นี่ท่านไม่ต้องไปชี้ที่ สว. ไม่ต้องมาชี้ที่คนฝั่งนี้ครับ ชี้ที่ตัวท่านเอง ท่านหลุดคำนี้คำเดียวว่าไม่ยุ่งกับ ๑๑๒ ภูมิใจไทยจะลงให้ท่านครับ และไม่ร่วมรัฐบาลกับท่านด้วย แต่มันไม่ใช่ครับ พฤติกรรมสิ่งที่หลายอย่าง ถ้าท่านถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น เป็นพันธกิจของท่าน เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องกระทำ ต้องทำให้ได้ ผมและพรรคภูมิใจไทย และพี่น้องประชาชนอีกหลายคน ก็ถือว่าเป็นพันธกิจของเราเหมือนกัน ที่จะคัดค้านท่านทุกวินาที ทุกอย่าง ทุกทาง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ครับ ผมเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าวันนี้หลายวันนี้ที่สังคมมองมา ทำไมท่านไม่ดูตัวเองบ้าง ท่านไม่ดูตัวเองบ้าง ทำไมท่านไม่หยุด ทำไมท่านไม่ลดลง ก้มลงสักนิด ๑๔ ล้านเสียงไม่ใช่เทวดา แต่นั่นเป็นเสียงของประชาชนครับ แต่ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมบอก มันเป็นอย่างไรผมไม่เข้าใจ ผมนั่งดูข่าวมา ๓-๔ เดือนนี่ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าเขาบอกว่า ฝั่งนู้นฝั่งประชาธิปไตย เอ๊ะ แล้วฝั่งผมมาจากไหนนี่ ผมก็เดินหาเสียงท่อม ๆ ๆ กลัวสอบตกเหมือนกันครับท่าน ไม่ว่าลุงตู่แต่งตั้งผมมา หรือคณะ คสช. ที่ไหนแต่งตั้งผมมา ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งไหนฝั่งโจรหรือ เป็นโจรก็ยอมครับ เป็นโจรที่รักชาติ เป็นโจรที่รักสถาบัน เป็นโจรที่ปกป้องบ้านเมืองนี้ และปกป้องสถาบันด้วยหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อของผม ผมเรียนว่าผมชาติพันธุ์ครับ ปู่ผมมาจากต่างประเทศ ตาผมมาจากต่างประเทศ ยายผมไทยแท้ ย่าผมไทยเชื้อสายมอญ มานี่ไม่มีเสื่อผืนหมอนใบแบบคนอื่นหรอกครับ อย่างที่ว่าคนจีนมา มีโสร่งผืนเดียวครับ ไม่มีหรอกสตางค์ แต่มาอยู่จังหวัดอุทัยธานี พี่น้องชาวบ้านให้เครดิต ในการส่งควายออกต่างประเทศ ได้พึ่งบรมโพธิสมภารของในหลวง ผมเรียนด้วยความเคารพครับ วันนี้มาเป็นผู้แทน อยู่ดีกินดีกว่าคนไทยแท้ ๆ อีกเป็นล้านคน นายชาดานี่ ดีกว่าคนไทยแท้ ๆ อีกเป็นล้านคน แล้วถ้าผมไม่สำนึก ไม่รู้กตัญญูต่อแผ่นดินนี้ ผมก็ไม่สมควรเป็นคน ผมเรียนครับ ว่าบ้านเรามีเจ้าของ สิ่งที่บรรพบุรุษเราทำมามันมากมายเหลือเกิน เราอาศัยเขามาอยู่ มาขอเขาอยู่ว่าสงครามมันวุ่นวาย เมื่อปี ๒๓๑๐ พม่ามันตี แต่อะไรครับท่าน เขาอยู่ อยู่ไปอยู่มาลูกหลานคนอาศัย จะไล่ลูกหลานเจ้าของบ้าน มันอะไรกัน ผมเรียนท่านด้วยความเคารพครับ ถ้าไม่ด้วยพระเมตตา ของระบบสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านไม่ได้เลือกตั้งหรอกครับ ท่านไม่มีทางได้ ๑๔๐ ที่นั่งครับ ผมพูดได้เลย ท่านลองไปพม่า อเมริกาช่วยอะไรได้ ทหารมันยิงดิ้นหมด วันนี้เหมือนกันครับ ประเทศนี้ถ้าไม่มีในหลวง ไม่มีสถาบัน ลุงตู่กับลุงป้อมไม่กลับบ้านง่าย ๆ หรอกครับ มีแต่จะลาก M๑๖ มาเล่นกับพวกคุณ ซึ่งไปแล้วก็ถือว่าโชคดีครับท่าน คือ ผมถือว่าวันนี้นี่ท่านต้องเข้าใจครับ ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วก็หลายคนเตือนผมว่าอย่าพูดเดี๋ยวทัวร์ลง ผมบอกด้วยความเคารพ ความคิดใคร ความคิดมันแต่เรารักและเคารพกัน เราต้องให้เกียรติกันในสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน แต่ที่บ้านผมที่ร้อยกว่าไร่ครับ บ้านผม รับรถทัวร์ได้เยอะมาก แล้วแถมลูกสาวมีรถทัวร์ ๔ คัน รถตู้อีก ๓๐ คันนะพร้อมส่งกลับ เรียน... เราคนไทยด้วยกันครับ วันนี้ท่านมีส่วนที่จะนำปม ในการขัดแย้งสู่บ้านเมืองนี้ ท่านเก็บมันใส่กระเป๋าไว้ไม่ได้หรือ ๓๐๐ นโยบายนี่ ไอ้นโยบาย ๑ นี่ แล้วถ้าประชาชนบอกไม่เลือกท่าน โอ้โห ผมว่าสุดยอดแล้วครับ มันอะไรกันครับ วันนี้ผมขอโทษนะครับ ขอโทษจริง ๆ ว่าด้อมส้มนี่ผมไม่กล้าใช้ เพราะอะไรครับ เพราะผมไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร บอก FC อย่างนี้นะครับ ผมเข้าใจ ใครที่เห็นตรงข้ามโดนหมด สว. โดนหนักกว่าเขาหน่อย แต่ท่านไม่ได้ดูตัวเองนะครับ ท่านหยุดตรงนี้ แล้วผมบอกท่านเลยนะครับ ผมถามว่าใครก็รักพ่อรักแม่ตัวเอง ถ้าท่านปล่อยให้คนด่า แล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิงกันระเบิดแน่ ๆ เมืองนี้ ประเทศไทยนี่ล่ะครับ จะยิงกันฉิบหายวายป่วงหมด ผมอาจจะขอเขาว่าขอออกกฎหมายใหม่ ยิงคนที่หมิ่นสถาบันแล้วไม่ติดคุก ดีไหม มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว วันนี้เราอยู่ได้ด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ปกปักรักษาเรามา มันเป็นอย่างไรอย่าให้ผมไปคิดเลยว่า ก้าวไกล อนาคตใหม่ เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือเปล่า ทำไมท่านไม่ยอมสักนิด ถอยสักหน่อยหนึ่ง วันนี้ท่านยืนเด่นชนทุกคนที่ขวางกู ไม่ใช้บุคลิกของผู้นำประเทศ ไม่ใช่บุคลิกของผู้บริหารประเทศ ท่านต้องทำแล้วบริหารประเทศภายใต้กรอบ และท่านจำไว้นะท่านเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ผลประโยชน์ของรัฐบาล ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศอย่างเดียว รัฐบาลนี่บางทีเอาผลประโยชน์ เอาตัวรอด ให้คณะ ครม. อยู่ไป แต่ประเทศชาติฉิบหายอย่างไรไม่รู้ ฝากท่านด้วยครับ ว่าท่านต้องดูแลประเทศ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ท่านชาดาครับ ด้วยความเคารพครับ (คุณชาดา) ครับผม (คุณวันมูหะมัดนอร์) คำว่า "ฉิบหาย" (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมอยากให้... (คุณชาดา) อ๋อ ขอโทษครับ (คุณชาดา) ขอโทษครับท่านประธานครับ ไม่รู้หลุดไปอย่างไรครับ ถอนครับผมท่านประธานครับ ถอนด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ มัน... มันเป็นภาษาชาวบ้าน ด้วยความเคารพขอ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญคุณชาดาต่อ (คุณวันมูหะมัดนอร์) แต่ว่าผม... (คุณชาดา) ขอโทษสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวขอสักนิดหนึ่งครับคุณชาดาครับ (คุณชาดา) ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ท่านอภิปรายก็ดีนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) แต่ว่าประเด็นผมเข้าใจว่าจะซ้ำไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะกรุณา... (คุณชาดา) ครับ ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้สรุปได้ก็ดีครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เพราะถึงแม้จะไม่ได้กำหนดเวลานะครับ ผมนั่งฟังอยู่ท่านก็พูดอยู่ในประเด็น แต่บางครั้งครับ ในตอนนี้อาจจะไปซ้ำ (คุณชาดา) เมื่อกี้ขอโทษจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ผมขอโทษประธานและขอโทษสมาชิกทุกคนนะ ไม่รู้ตัวด้วยว่าหลุดคำว่า "ฉิบหาย" ออกไป ขอโทษอย่างยิ่งเลยนะครับผม ต้องขอโทษหัวหน้ากับเลขาฯ ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าลูกพรรคภูมิใจไทยไม่เรียบร้อยนะ เราเป็นพรรคที่มีระเบียบวินัย เรียนท่านประธานครับ (คุณชาดา) วันนี้สิ่ง... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอโทษนะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอโทษครับ ท่านพูดต่อได้ครับ ท่านพูดต่อได้เลยผมกดปุ่มผิด (คุณชาดา) อ๋อครับผม (คุณวันมูหะมัดนอร์) ตกใจที่ท่านพูดเชิญครับ (คุณชาดา) ท่านประธานไม่อยากให้ผมพูดต่อ ผมก็จะไม่พูดนะครับ เพราะพูดก็ขึ้นเหมือนกันครับ ผมรักสถาบันครับท่าน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมคิดว่าท่านพูดดีแล้วนะ แต่ต้องถ้าท่านสรุปได้มันก็จะยิ่งดีมากครับ (คุณชาดา) แล้วที่สำคัญ ผมเกิดที่เมืองพระชนกจักรี พ่อของรัชกาลที่ ๑ เกิดที่อุทัยธานีครับ ผม... พ่อของรัชกาลที่ ๑ พูดแบบชาวบ้านนะครับ ก็เกิดที่อุทัยธานี ผมเรียนด้วยความเคารพครับ วันเวลากษัตริย์มายาวนาน ผมอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้แต่งตั้งเสียไว ๆ เป็นเสีย ดูสิจะทำงานได้ไหมนะครับ เราต้องให้โอกาสกันทุกคน แต่ท่านครับ ท่านอย่าไปจุดชนวนให้กับบ้านเมืองนี้ ขอเถอะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ เรื่อง ๑๑๒ ท่านจับเมื่อไร ท่านทำเมื่อไรวุ่นวายครับ แล้วผมก็ถือว่าเป็นภารกิจของผม และพรรคภูมิใจไทย ที่จะต้องให้ระบอบพระมหากษัตริย์ อยู่คู่กับสังคมไทยไปตลอด ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณชาดามากครับ ผมขอแจ้งนิดเดียวครับ เนื่องจากตอนที่รับรองไปเมื่อสักครู่นะครับ จำนวน ๒๐๒ คนนั้น มีผู้เข้าใจผิดครับ คือ จากวุฒิสมาชิกได้กดปุ่มรับรองไปด้วย ๔ ท่าน เพราะฉะนั้น จึงขอเพื่อบันทึกที่ถูกต้อง จึงขอตัดชื่อวุฒิสมาชิกที่รับรอง ๔ ท่านออกไป คงเหลือผู้ที่รับรองคุณพิธา ๒๙๘ คน ซึ่งก็ยังครบชื่อที่ต้องการ ๕๐ คนอยู่ดีครับ ทีนี้การอภิปรายท่านต่อไปนะครับ เดิมผมบอกว่าจะให้ฝ่ายเสนอ ที่จะเป็นรัฐบาล ๘ พรรคนั้นพูดต่อ แต่เนื่องจากคุณชัยธวัชซึ่งจะเป็นผู้อภิปรายนั้น ขออนุญาตว่าจะออกไปทำภารกิจนิดหน่อยครับ ก็ตอนนี้ถ้าเผื่อว่าท่านวุฒิสมาชิกไม่ขัดข้อง ก็จะขอเชิญคุณประพันธุ์ คูณมี จากวุฒิสมาชิก ซึ่งจะใช้เวลา ๒๕ นาที อภิปรายต่อ และก็จะมาที่คุณชัยธวัชนะครับ ผมคิดว่าคง... คงจะได้นะครับ คุณประพันธุ์อยู่นะครับ ครับ เชิญครับคุณประพันธุ์ คุณประพันธุ์อภิปรายได้เลยนะครับ ท่านขอเวลา ๒๕ นาที เชิญครับ (คุณประพันธุ์) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายพูดจบไปสักครู่นี้ ผมรับฟังด้วยความซาบซึ้งและเข้าใจ ในปัญหาของบ้านเมือง แต่วันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีความหมาย และความสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่งของรัฐสภา เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ จะต้องกำหนดถึงอนาคตของบ้านเมือง เพราะเป็นวันที่สมาชิกรัฐสภาของเรา จะได้ทำหน้าที่ในภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นผู้นำสูงสุด ในทางการบริหารของประเทศ อันเป็นการดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตตินี้ ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งที่ ๒ นับแต่ที่เรามีรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ประกาศใช้ เป็นต้นมา แต่สิ่งที่กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ ผมขอเรียนท่านประธานว่า มันเป็นประเด็นสำคัญ ที่จะต้องกราบเรียนท่านในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องมาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพวกเรามีที่มาแตกต่างกัน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๔ ก็บัญญัติให้ถือว่าพวกเราทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สว. ย่อมถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นมาด้วยวิธีการใด และการทำหน้าที่ของเรานั้น จะต้องไม่อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมาย หรือครอบงำใด ๆ และจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ และก่อนเข้าทำหน้าที่ เราก็ต่างต้องกล่าวคำปฏิญาณตน ด้วยข้อความเดียวกันครับท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ว่าข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ซึ่ง... ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ประเด็นปัญหาที่เราจะพิจารณาในวันนี้ ท่านประธานครับ เป็นการใช้สิทธิ์ ใช้อำนาจหน้าที่ของเรา สส. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน สว. ก็มาจากประชามติของประชาชน ที่เสนอให้มีบทบัญญัติให้ สว. เพื่อมาทำหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญในวันนี้ เราต่างมีฐานที่มาจากประชาชน เพียงแต่แตกต่างกันในด้านวิธีการ และกระบวนการที่มาเท่านั้น กระผมให้ความเคารพ และให้เกียรติท่าน สส. ครับ แล้วรับฟังความคิดเห็นและเสียงของประชาชน ที่ออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ตั้งแต่... มาโดยตลอด แต่ในการพิจารณาในวันนี้ ผมก็ต้องให้ความเคารพ และรับฟังเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน ผมเคารพและให้เกียรติท่าน และก็หวังว่าท่านจะให้เกียรติและเคารพ ในการทำหน้าที่ของ สว. เช่นกัน ซึ่งไม่ว่าพวกเราจะโหวตและให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบอย่างไร ท่านคงเคารพกฎกติกาของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในประเด็นที่ผมจะเสนอต่อที่ประชุมต่อไปนี้ จึงเป็นความเห็นโดยสุจริตของผมครับ ด้วยความยึดมั่นในหน้าที่ และคำปฏิญาณตนที่ได้ให้ไว้แก่สภาแห่งนี้ เพื่อรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ ต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ แต่อย่างใดครับ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านชลน่านขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้เป็นผู้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็นบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และได้มีท่าน สส. ได้ให้ความรับรอง ให้ความเห็นชอบในขณะนี้นั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งนี้ ผมถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ โดยชัดแจ้ง ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙, ๑๖๐ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญ คือ ในวันนี้เราอยู่ในโหมดของการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล เพราะฉะนั้น การเสนอชื่อ แม้ว่าจะใช้อยู่ในโหมด ๒๕... ๒๗๒ บทเฉพาะกาลก็ตาม แต่การเสนอชื่อบุคคลเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังอยู่ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๕๙ ที่บัญญัติให้สภาแห่งนี้ต้องพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็แต่เฉพาะบุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐ เท่านั้น ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลองเปิดไปดูมาตรา ๑๖๐ สิครับ มาตรา ๑๖๐ ก็ว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคล ที่จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็คือรวมถึงนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ซึ่งในมาตรา ๑๖๐ (๖) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ก็ต้องย้อนกลับไปเปิดดูมาตรา ๙๘ ว่ามาตรา ๙๘ กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนครับ มาตรา ๑๙๘ กำหนดไว้เยอะหลาย ประการนะครับ ไม่ว่าเรื่องที่ต้องไม่ติดยาเสพติดนะครับ เป็นต้อง... ไม่ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย นั่นหมายความว่าคนที่จะมาเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรต้องไม่เป็น... ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามอย่างนี้ และที่สำคัญ (๓) ต้องไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ และยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกครับ ไม่ต้องคำพิพากษาจำคุก ถูกคุมขัง ต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้าม แต่เอาละครับ เฉพาะกรณีของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ก็คือขัดต่อกฎหมายมาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๙๘ (๓) นั่นเอง นั่นคือท่านเป็นบุคคลที่ต้องห้าม หรือมีคุณสมบัติต้องห้ามตาม ๙๘ (๓) เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ การเสนอชื่อนะครับ ของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอชื่อท่าน เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น จึงปรากฏข้อเท็จจริง โดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่าขัดต่อข้อบังคับ ข้อที่ ๑๓๖ ที่กำหนดไว้ ว่าจะเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามไม่ได้ครับ จึงมีปัญหาว่าการเสนอชื่อบุคคลผู้นี้ เพื่อให้สภาให้ความเห็นชอบนั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลโดยชอบหรือไม่ หรือเป็นการเสนอชื่อบุคคล ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ซึ่งห้ามมิให้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนั้นได้ ประเด็นที่ ๒ ครับ แล้วข้อเท็จจริงเรื่องปัญหา เรื่องคุณสมบัติ ของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้ง ว่าเมื่อวานนี้คณะกรรมการ กกต. นะครับ ได้มีมตินะครับ และได้ยื่นเรื่องนะครับ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งนะครับ และยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๑๒ พร้อมเอกสารประกอบคำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ลงรับในงาน... ในทางธุรการแล้ว และจะได้เสนอคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ และด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ ต่อไป อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็น โดยปราศจากข้อสงสัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม นั่นคือเป็นความเห็นอันเป็นยุติ ของคณะกรรมการ กกต. ไม่ได้เป็นเพียงแค่มองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเท่านั้นนะครับ ยังมองว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้ว แต่ในชั้นพิจารณาของสภาแห่งนี้นี่ เรามีหน้าที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อนายพิธานั้น ถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคล ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดต่อข้อบังคับหรือไม่ และบุคคลที่ถูกเสนอชื่อนั้น มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหานี้ครับท่านประธานครับ ก็อาจจะมีคนแย้งว่าขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด จะไปถือว่าเขามีปัญหาเรื่องคุณสมบัตินั้นไม่ได้ ผมขอกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ เพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับบุคคล ที่จะมาเป็นนายกฯ นี้นะครับ เป็นเรื่องที่วิญญูชนและบุคคลโดยทั่ว ๆ ไป ก็สามารถวินิจฉัยได้ครับ เพราะมาตรา ๙๘ นี้ ไม่ได้เขียนอะไรซับซ้อนลึกซึ้งเลยครับ ถามว่าท่านติดยาเสพติดหรือเปล่า ถามว่าท่านเป็นบุคคลล้มละลายหรือเปล่า ถามว่าท่านถือหุ้นสื่อหรือเปล่า ถามว่าท่านเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือเปล่า รวมแล้วเป็นสิบ ๆ ข้อนี้ครับ ไม่จำเป็นต้องไปถามศาลเลยครับ ตัวท่านก็มีวิจารณญาณที่จะวินิจฉัยได้เอง กฎหมายถึงไปเขียนในมาตรา ๑๕๑ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรม ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ครับ ว่า ๑๕๑ น่ะครับ ผู้ใดรู้อยู่แล้ว และก็จงใจไปสมัคร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจึงเป็นความผิด นั่นก็คือเขาให้ตัวท่านเองนี่ สามารถวินิจฉัยตัวท่านเองได้อยู่แล้ว ถ้าท่านต้องไปรอศาลก่อนว่าผมขาดคุณสมบัตินี่ กฎหมายจะไม่เขียนไว้อย่างนี้ครับ กรณีกฎหมายให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กกต. เห็นว่าคุณ... สมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดแล้ว แต่ท่านไม่ยอมรับไม่รู้ตัว จนต้องให้สมาชิกมาเข้าชื่อไปยื่นต่อศาลเท่านั้น แต่ก่อนจะไปสมัคร ท่านมีคุณสมบัติไหม ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม ท่านต้องเซนเซอร์ตรวจสอบตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับท่าน ท่านจบ ม.๖ ไหมครับ ถ้าไม่จบ ม.๖ ก็สอบเข้ามหาลัยไม่ได้ ไม่เห็นจะต้องรอศาลวินิจฉัยเลย ว่าผมจบ หรือไม่จบ นี่คือประเด็นครับ ว่าที่สมาชิกสภาได้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนี้ และผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่ได้เสนอชื่อมาให้รัฐสภาโหวตให้รับรอง เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น เป็นบุคคลที่รัฐสภาไม่อาจรับไว้พิจารณาเพื่อโหวต หรือลงคะแนนเสียงได้ เนื่องจากเป็นการเสนอชื่อบุคคล ที่มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐสภาให้มีการพิจารณาเพื่อลงมติ และให้ความเห็นชอบต่อไป ย่อมขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยชัดแจ้ง สมาชิกรัฐสภาที่จะร่วมกันพิจารณาและลงมติ ย่อมได้ชื่อว่ารู้อยู่แล้ว ว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านก็ยังจงใจจะกระทำผิด โดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การลงมติและให้ความเห็นชอบในกรณีดังกล่าวนี้ มันจะเป็นปัญหาที่เป็นความผิดร้ายแรง ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน นอกจากนั้นเมื่อสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบแล้ว การจะนำชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติ และคุณลักษณะต้องห้าม ไปนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ท่านลองพิจารณาดูสิว่าการกระทำดังกล่าว ย่อมเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาท เป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ มิบังควรที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง นี่คือปัญหาสำคัญครับ เพราะฉะนั้น ในทั้งกระบวนการ ของเจ้าหน้าที่ กกต. กระบวนการอื่นที่มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เขาเห็นแล้ว เขาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว ถ้า กกต. มีอำนาจโดยไม่ต้องส่งศาล เขาก็คงมีคำวินิจฉัย ให้ใบแดงคุณพิธาไปแล้วครับ แต่ว่าโดยกระบวนการพิจารณาของกฎหมาย บัญญัติให้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมการ กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของบุคคลใดสิ้นสุดลง ให้เข้าชื่อ หรือให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยในขั้นสุดท้าย เพราะฉะนั้น กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่สภาแห่งนี้จะต้องได้พิจารณา ให้ละเอียดถ่องแท้ครับ ว่าการเสนอบุคคลดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ตนเป็นบุคคลที่ต้องห้ามหรือไม่นี้ ผมจึงเห็นว่าสมาชิกรัฐสภา ควรจะใช้ดุลยพินิจพิจารณานะครับ ว่าเมื่อเป็นกรณีที่ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา ๑๖๐ แล้ว จึงเป็นบุคคล ที่ไม่อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ การเสนอชื่อเพื่อลงมติ จึงควรจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของท่านสมาชิก และท่านประธานที่จะต้องได้พิจารณาครับ เพราะหากเราดึงดันที่จะลงมติ จากบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้น ท่านอาจจะถูกดำเนินคดีนะครับ ได้ตามมาตรา ๒๓๑ (๑) นั่นคือเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจโดยขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน... ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามประมวลจริยธรรมสำหรับ สส. ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๒๙ ท่านเปิดดูได้ครับ ประมวลจริยธรรมของท่าน ส่วนสำหรับ สว. เองที่คิดจะลงมติในวันนี้ มันก็มีปัญหาเรื่องข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๔๔ ประมวลจริยธรรมเช่นกัน การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำทั้งที่รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ว่าบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย จน กกต. มีมติ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติ ว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังกล่าวนี้นะครับท่านประธานครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้าน การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาวินิจฉัย ในประเด็นสำคัญนี้ด้วย ส่วนความไม่เหมาะสมอื่น ๆ เกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อในวันนี้ มีหลายเรื่องหลายประเด็น ไม่ว่าที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายไปแล้วก็ดี ไม่ว่าเรื่องความเหมาะสม ที่จะเป็นผู้นำประเทศก็ดี ไม่ว่าเรื่องการที่จะมีแนวนโยบาย ที่จะก่อให้เกิดการชักน้ำให้ลึกชักศึกเข้าบ้านก็ดี หรือปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก ในหมู่ประชาชนก็ดี ก็เป็นความไม่เหมาะสมในด้านอื่น ๆ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาก็คงจะได้อภิปราย และให้ข้อคิดเห็นต่อไป สำหรับผม ผมเห็นว่า ประเด็นเรื่องการเสนอชื่อบุคคลดังกล่าว เพื่อให้สภาโหวตนั้น เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙, ๑๖๐ จึงไม่อาจเป็นบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้รัฐสภา โหวตให้ความเห็นชอบได้แต่อย่างใดครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณประพันธุ์ คูณมี มากครับ คุณพิธายกมือขอ... (คุณพิธา) ใช้สิทธิพาดพิงได้ไหมครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) พูดในสิ่งที่พาดพิงใช่ไหมครับ (คุณพิธา) ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็อนุญาตให้คุณพิธาได้ชี้แจงในสิ่งที่พาดพิง แล้วก็ถ้าคุณพิธาชี้แจงจบแล้ว ก็คนต่อไปที่จะอภิปราย คือ คุณชัยธวัช ตุลาธน ซึ่งขอเวลา ๑๕ นาที ครับ เชิญครับคุณพิธาครับ (คุณพิธา) เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ต้องเริ่มต้นด้วยการขอขอบพระคุณนะครับ ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านชาดาและก็ท่านประพันธุ์นะครับ ที่ได้อภิปรายนะครับ สอบถามหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของผม ในฐานะผู้ที่ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ท่านชาดาได้ติติงบุคลิกของผมนะครับ ได้ติติงภาวะผู้นำของผม ผมก็กำลังพยายามที่จะพัฒนาอยู่เหมือนกันครับ พยายามที่จะพัฒนา ให้เป็นคนที่ฟังมากกว่าพูดนะครับ ฟังท่านชาดาเสร็จ ก็พยายามที่จะฟังท่านประพันธุ์ต่อ ในขณะเดียวกันผมก็พัฒนาภาวะผู้นำผม ให้เป็นคนที่รักษาคำพูด เหมือนกับสโลแกนของพรรคท่าน เหมือนเดิมเป๊ะเลยครับ ว่าพูดแล้วทำนะครับ เพราะฉะนั้น สัญญาที่เคยให้ไว้ กับพี่น้องประชาชนอย่างไร ก็คงที่จะต้องทำตามอย่างนั้น ผมยังพยายามที่จะพัฒนา คุณลักษณะความเป็นผู้นำของผมครับ ว่าถึงผมจะไม่เห็นด้วย กับทุกเรื่องที่ท่านชาดาได้พูดมา แต่ผมเห็นว่าท่านมีเสรีภาพในการที่จะพูด และนี่คือหน้าที่ของรัฐสภา นี่คือหน้าที่ของสภา ที่ท่านชาดาก็มีประสบการณ์แบบหนึ่ง มีความคิดอีกแบบหนึ่ง ผมก็มีชุดความคิดแบบหนึ่ง ประสบการณ์แบบหนึ่ง นี่คือสาเหตุที่เราต้องใช้รัฐสภา ในการแก้กฎหมายนิติบัญญัติ และเป็นข้อขัดแย้งตลอดมาของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นตั้งแต่สมัยที่แล้วแล้วครับ ที่ท่านชาดาได้พูดถึงเรื่องของการลดโทษก็ดี มีการคุ้มครองก็ดี ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีในการแก้ไข หรือกฎหมายใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้นี่ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดี และสุดท้ายครับ ผู้นำที่ดีของประเทศนี้ ต้องมีความอดทน อดกลั้น รับฟังกับข้อกล่าวหาที่จะจริง หรือไม่จริงก็แล้วแต่ อันนี้คือ ๔ ข้อที่ผมสัญญา ผ่านท่านประธานไปยังท่านชาดา และพรรคที่อยู่ในรัฐสภาที่นี้ รวมถึงสภาสูงที่กำลังรับฟังอยู่ ว่านี่เป็น ๔ คุณลักษณะสำคัญนะครับ ที่ผู้นำของประเทศไทยควรที่จะมีนะครับ ในการที่จะใช้สิทธิพาดพิง คงจะสั้น ๆ ครับท่านประธาน เรื่องที่ผมเห็นด้วยกับท่านชาดา ก็คือใช่ครับ เป็น... ไม่ได้อยู่ใน MOU ๘ พรรคอย่างที่ท่านเข้าใจ เพราะ MOU ๘ พรรค คือ ความเข้าใจร่วมกัน ของพวกเราในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง ๘ พรรคนะครับ ในการที่จะเข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ในการบริหารประเทศ ในการที่จะแก้ไขกฎหมายอยู่ที่นิติบัญญัติครับ อยู่ที่นี่ และเมื่อเรายื่นเสนอข้อกฎหมายก็ไม่มีใครผูกขาด ชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งก็ได้ คนที่อายุมากกว่าผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนรุ่นผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อายุน้อยมากกว่าผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขข้อขัดแย้ง พูดแทนพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎร ก็คือผู้แทนราษฎร ที่มีความคิดแตกต่าง แล้วถ้าเราพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ พูดกันอย่างไม่มีคำหยาบคาย แล้วใช้เหตุใช้ผลกัน นี่คือทางออกของประเทศ ในทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วย กับคุณชาดามากเป็นอย่างยิ่งนะครับ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และอาจจะเป็นข้อที่ยังคลางแคลงใจอยู่ เรื่องเกี่ยวกับ International Criminal Court หรือว่า ICC นะครับ ซึ่งตามหลักของเขาเลยก็เขียนไว้เลยครับ มีหน้าที่ที่จะ Investigate Where warranted, Individuals charged With the gravest crimes of concern International community genocide, War crimes, Crime against humanity. ซึ่งหมายความว่าอาชญากรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นะครับ ซึ่งตรงนี้นี่ข้อที่ท่านชาดาอาจจะกังวล คือ ที่ ๒๗ ผมอ่านแล้วครับ แต่ครั้งนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบบเดียวกับเรา ระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข Constitutional monarchy มีอยู่ ๑๒๓ ประเทศครับ ญี่ปุ่นเซ็นครับ อังกฤษเซ็นครับ กัมพูชาเซ็นครับ สวีเดนเซ็นครับ เดนมาร์กเซ็นครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้นี่ ถ้าเราเข้าใจ ว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง และท่านใช้ทรงอำนาจผ่าน ครม. อยู่แล้วนะครับ ตรงนี้นี่ไม่ได้เป็นประเด็นอย่างที่ท่านกล่าวหาเลย อันนี้เป็นประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง และการที่จะบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเข้า ICC คือ การที่มีคนพูดบอกว่า ใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาปืนไปยิงมันเลยนี่ อันนี้ล่ะผมไม่แน่ใจว่าคนที่สูญเสียไป ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง เมื่อหลายปีก่อน ๙๙ ศพที่ราชประสงค์ เป็นต้น และย้อนหลังไปถึงเรื่อง ๖ ตุลาคม ถึง ๑๔ ตุลาคม เป็นต้น ที่ยังไม่รู้ว่าวัฒนธรรมรับผิดรับชอบที่เกิดขึ้นมานี่ เข้าจะรู้สึกอย่างไร เมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงในการชี้แจงนะครับ ในส่วนของท่านประพันธุ์นะครับ ผมต้องขอยืนยันผ่านท่านประธาน ไปยังสมาชิกทุก ๆ คน ทั้ง ๗๕๐ คน ที่มีสิทธิ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ผมยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการ และด้วยความชอบธรรมครับ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการนะครับ ที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยครับ ว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติก็ผ่านสื่อมวลชน ยังไม่รู้เลยว่าสงสัยในประเด็นไหน แล้วหลักการที่บอกว่า สมมติฐานไว้ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน Presumption of innocence เข้าใจว่ามีเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงทนายนะครับ แวดวงเกี่ยวกับตุลาการเข้าใจเรื่องนี้ดี มันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ครับ ผมยังไม่มีโอกาสแม้แต่ชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียวเลย แล้วคราวที่แล้วปี ๖๒ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้กระทบ การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ เพราะว่าเท่าที่ผมจำไม่ผิด ก็คือท่านบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างมาก ที่รวมเสียงได้มากที่สุด ก็จะออกมา ๒๔๙ เสียงตามนั้นไม่มีแตกแถว ก็เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่หรือครับ เพราะฉะนั้นนี่ ไม่ต้องกังวลครับ ท่านบอกว่า ม.๖ ขึ้นมหาวิทยาลัย เรื่องของวิญญูชนผมรัดกุมมาตลอด เกี่ยวกับการยืน ปปช. รัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับคุณสมบัติ สอบถามทั้ง กกต. สอบถามทั้ง ปปช. ทุกครั้งตั้งแต่เป็น สส. ตั้งแต่ครั้งแรก และจนครั้งนี้ และครั้งต่อไป และต่อ ๆ ไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบไงครับ ก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่... ไม่ได้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ปปช. หรือ กกต. ก็ตาม ขอบคุณมากครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณพิธาครับ ต่อไปผู้ที่จะเป็นรายต่อไป คุณชัยธวัช ตุลาธน ครับ แล้วผมให้เตรียมตัวได้เลยครับ คนถัดจากคุณชัยธวัช ตุลาธน คือ คุณศาสตรา ศรีปาน ครับ ครับ เชิญครับ คุณชัยธวัช ครับ (คุณชัยธวัช) เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย ผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าทำไมในวันนี้พวกเราควรลงมติรับรอง ให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แทน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคงไม่รบกวนเวลาสมาชิกทุกท่านมากนะครับ เพราะอันที่จริงแล้ววันนี้เองผมคงไม่จำเป็น ต้องมาอภิปรายถึงเรื่องคุณสมบัติของคุณพิธา รวมถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมถือว่าประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน เราต่างก็ได้ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาและลงมติ ๑ คน ๑ เสียงเท่าเทียมกัน ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ และเมื่อผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกล ซึ่งได้เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ชนะการเลือกตั้ง แล้วสามารถรวบรวมเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งสิ้น ๓๑๒ เสียง จากพรรคการเมือง ๘ พรรคได้แล้ว คุณพิธาก็ควรจะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตามครรลองปกติ ของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เรื่องมันก็ควรจะเรียบง่ายตรงไปตรงมา แบบนี้ไม่ใช่หรือครับ แต่ท่านประธานครับ บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันนี้ กลับทำให้เกิดคำถามดัง ๆ ในใจ ของพี่น้องประชาชนจำนวนนับล้าน ๆ คน ที่กำลังเฝ้าดูจับตาการประชุมรัฐสภาอยู่วันนี้ด้วย เกิดคำถามในใจของเขาว่า หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง แล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้ เป็นของปวงชนชาวไทย ตามที่ปรากฏบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ จริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ และยังมีคำถามคำโต ๆ ว่าตกลงประชาชนอยู่ตรงไหน ประชาชนอยู่ตรงไหน ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา ท่านประธานครับ คำถามในใจของพี่น้องประชาชนเหล่านี้ มันสะท้อนอะไรและมีนัยสำคัญอย่างไร กับสังคมบ้านเมืองของเรา อันที่จริงคำถามในใจของประชาชน ทำนองนี้นะครับ ไม่ใช่จะเพิ่งเกิด แต่มันเป็นคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมาบ้างครับ ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ๕ ครั้ง ผ่านการรัฐประหาร ๒ ครั้ง ผ่านการพยายามที่จะเขี่ยรัฐธรรมนูญฉบับถาวร หลังรัฐประหาร ๒ ฉบับ ผ่านแม้กระทั่งการพยายามจัดตั้งรัฐบาล ในค่ายทหาร ๑ ครั้ง ผ่านการยุบพรรคการเมือง ยุบแล้วยุบอีก ผ่านการชุมนุมของประชาชนฝ่ายต่าง ๆ และการปะทะกันบนท้องถนนนับไม่ถ้วน มีผู้ถูกดำเนินคดีจำคุก บาดเจ็บ รวมถึงเสียชีวิต รวมแล้วนับ ๑๐๐ นับ ๑,๐๐๐ จากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อไร ทว่าผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มาเกือบ ๒ ทศวรรษ สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีได้ ต่อคำถามในใจของพี่น้องประชาชน อย่างที่ผมกล่าว และยังไม่สามารถจะหาคำตอบ ที่พวกเรายอมรับร่วมกันได้สักที ปัญหา ก็คือว่าตราบใด ที่พวกเรายังไม่สามารถหาคำตอบแห่งยุคสมัยนี้ได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่งว่ายวนอยู่ในวงจรเดิม ๆ มองไม่เห็นอนาคตไปอีกนาน อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะรัฐสมาชิกรัฐสภา และในฐานะตัวแทนของพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และการลงมติของรัฐสภาในวันนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเรา ที่จะเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบครั้งใหม่ ให้แก่สังคมไทยครับ สมาชิกหลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย กับพรรคก้าวไกลในบางเรื่อง หลายท่านอาจจะกังวลใจกับความเปลี่ยนแปลง ที่พวกเราไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จักนะครับ มีข้อกล่าวหามากมายครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็สะท้อนจากการอภิปราย ของท่านสมาชิก ๒ ท่านแรก ไม่ว่าความกังวลใจว่าพวกเรา จะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือระบอบการปกครองหรือไม่ พวกเราพยายามที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่กลายเป็นสถาบันหลักของชาติอีกหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงของการเสนอ ให้มีการแก้ไขปรับปรุงมาตรา ๑๑๒ นะครับ ซึ่งเป็น ๑ ในหลาย ๆ นโยบาย ของเราเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตไม่ใช้เวลานี้ในการลงรายละเอียด ที่จะแลกเปลี่ยนนะครับ กับท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะกล่าวเอาไว้ในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอใด ๆ ของเรา ของพรรคก้าวไกล มันอยู่บนฐานความคิดที่ว่าสถาบันหลักของชาติ หรือสถาบันการเมืองใด ๆ ก็ตามจะดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยความยินยอมพร้อมใจของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ ด้วยการกด ปราบ บังคับ แล้วนี่เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเตือนให้สติ กับทั้งกับสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกในรัฐสภา และกับสังคมไทยกับผู้มีอำนาจทุกฝ่าย ขอให้ตั้งสติแล้วมองการณ์ไกล เข้าใจสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน แล้วเล็งเห็นให้ได้ว่าวิธีการอะไร กุศโลบายอะไรที่ดีที่สุด ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่พวกเรารัก สิ่งที่หลายคนหวงแหน ให้ดำรงอยู่ให้ได้ในสังคมที่มีพลวัตตลอดเวลา เราไม่เชื่อว่าสิ่งใด ๆ จะดำรงอยู่ได้ ด้วยการสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการ แล้วจะมั่นคงสถาพร แล้วมันไปไกลนะครับ ไปไกลถึงขนาดที่ว่า หลายท่านบอกว่าการเลือกการลงมติ ให้คุณพิธาจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการไม่รักชาติ เป็นการไม่เคารพรักสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่พวกผมพยายามจะบอกว่า มันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะพระมหากษัตริย์ องค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนี่ ต้องอยู่เหนือการเมือง ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แล้วมันอันตรายมาก ที่เมื่อไรต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้ เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้ว ว่าในตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผลในวันนี้เป็นอย่างไร เราพยายามที่จะเสนอว่าต้องช่วยกัน ช่วยกันนำสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากความขัดแย้งทางการเมือง และการ... ยิ่งนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาปะทะกับผลการเลือกตั้งยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ใครจะรับผิดชอบกับผลกระทบ จากการกระทำแบบนี้ สุดท้ายนะครับ ท่านประธาน อย่างไรก็ตามผมอยากจะเชิญชวนท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาในที่ประชุมแห่งนี้ ลงมติให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกท่านรักคุณพิธา ไม่ใช่เพราะทุกท่านเห็นชอบ เห็นด้วย กับพรรคก้าวไกลไปเสียทุกเรื่อง แต่มันจะเป็นการลงมติ เพื่อคืนความปกติให้แก่ระบบรัฐสภาของไทย มันจะเป็นการลงมติ เพื่อแสดงความเคารพต่อประชาชน เป็นการลงมติ เพื่อให้โอกาสครั้งใหม่ให้แก่สังคมไทย เป็นการลงมติ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบ แห่งยุคสมัยร่วมกันให้ได้ สุดท้ายผมขออวยพรให้ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญตามมโนธรรมสำนึก และเจตจำนงที่พี่น้องประชาชน ได้แสดงออกไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณชัยธวัช ตุลาธน มากครับ ต่อไปก็เป็นคุณศาสตรา ศรีปาน ครับ แต่ว่าผม... ต่อไปจะเป็นลำดับ ถัดจากคุณศาสตรานี่ก็จะเป็นของสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอความกรุณาครับ ได้ประสานด้วยว่าจะเป็นท่านใด ที่จะอภิปรายต่อจากคุณศาสตราครับ ขอเชิญคุณศาสตรา ศรีปาน ครับ (คุณศาสตรา) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมเป็นตัวแทน ของพรรครวมไทยสร้างชาติครับ ในการขึ้นมาอภิปรายในการแสดงจุดยืนของเรา ในการเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ดังนั้น เสียงที่ผมจะส่งไป ให้กับท่านสมาชิกที่อยู่ที่นี่และข้างนอก ต้องเรียนแบบนี้ครับ ว่าไม่ได้มีอคติ หรือมีเรื่องใด ๆ ส่วนตัว แต่มันคือความคิดเห็นของคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน ที่เราจะมาบอกว่าวันนี้อุดมการณ์ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ ความชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มต้นว่าเราจะปกป้อง และดำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติไทย ดังนั้น เราจึงไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด หรือนักการเมืองคนใด ที่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพราะเราเห็นว่าบ้านเมืองวันนี้นี่ ก็สามารถเดินไปข้างหน้าได้ครับ สามารถที่จะพัฒนาไปข้างหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขมาตรานี้เลย ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยครับ และเราไม่จำเป็น ต้องมาทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีไทย หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมไทยที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ไม่มีความจำเป็นเลยครับ มากกว่านั้นครับ พี่น้องประชาชน ตัวผมเองและเพื่อนสมาชิกก็ทราบดีครับ ว่าเราเห็นการขับเคลื่อน เดินสายพูดถึงประวัติศาสตร์ ซึ่งสร้างบาดแผลให้กับชาติไทย ทำให้เกิดความสงสัย เช่น เรื่องการแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกแผ่นดิน ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้ มันทำให้สังคมไทยนี่ดีขึ้นหรือเปล่า ไม่เลยนะครับ ไม่มี มีแต่สร้างความแตกแยก แบ่งแยกคนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่ได้มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน บ้านคุณมีไหมครับ บ้านผมมีครับ และผมเชื่อว่ารูปที่มีอยู่ทุกบ้านนี่ ก็อยู่ในบ้านของใครหลาย ๆ คนข้างนอก โครงการพระราชดำริ ยกตัวอย่าง หาดใหญ่บ้านผมนี่ คลอง ร.๑ คลองภูมินาถดำริ โครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทำให้เราต้องไม่สูญเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน วันนี้นักเรียนทุนที่ได้รับ คนยากจน วันนี้เขายังซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณนะครับ ของสถาบัน เพราะฉะนั้น อย่าเหยียบย่ำหัวใจคนไทย ไปมากกว่านี้เลยครับ ขอได้ไหมครับ ไม่แก้ ๑๑๒ นี่ ขอได้ไหมครับ เรื่องนี้ไปแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ยังมีเรื่องอีกร้อยแปดพันเก้า ที่เราสามารถที่จะเสนอแก้ไขกฎหมาย ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ นี่ มีแต่สร้างความแตกแยก ผมไปฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนบ้านผมนะครับ คุณบอกว่า ๑๔ ล้านเสียงพร้อมจะลงถนน อีก ๒๐ กว่าล้านเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี่ ผมบอกว่าเลยว่าก็พร้อมยอมตายถวายชีวิต เพื่อสถาบัน เพราะฉะนั้น ผมบอกและเรียนตามตรง ว่าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ นี่ จะสร้างแต่รอยร้าว รอยแตกแยกให้กับประเทศไทย คนลงถนนบ้านเมืองจะอยู่อย่างไรครับ มีแต่พังพินาศ ชัยชนะบนซากปรักหักพังนี่ชอบกันหรือครับ ผมว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด ถึงคุณจะบอกว่า ๑๕๑ เสียงที่คุณได้มา หรือแม้แต่ทั้งรัฐสภา ๗๕๐ นี่ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ในการทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษ เขาสร้างกันมาตั้งแต่ต้น ไม่มีครับ นี่คือประเด็นที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ด้านนอกเขาคิด เพราะฉะนั้น ต้องฟังด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงส่วนน้อยเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องฟัง เพราะมันจะเกิดความแตกแยก และผมคิดว่ามาตรา ๑๑๒ นี่ มันก็ไม่ได้ทำให้... การแก้ไขมันก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยนี่ ทุกคนเป็นเทวดาเหมือนที่ท่าน... ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านชาดาได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่นี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ การที่คุณพิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ในวันนี้ อย่ามาโทษใครทั้งสิ้นครับ อย่ามาโทษ สส. อย่ามาโทษ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมว่าเป็นที่ตัวคุณเอง ที่ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ ว่าวันนี้นี่กฎหมายเขาชัดเจน ว่าจะเป็นนายกฯ จะเป็น สส. นี่ เขาห้ามถือหุ้นสื่อ กฎหมายเขาเขียนไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนพรรคอนาคตใหม่นี่จะตั้งขึ้นมาอีก และพอเขาบอกว่าให้ถอน ก็ถอนได้ และทำไมไม่เอาออกตั้งแต่แรกครับ จะได้ไม่ต้องมีการอภิปราย จะได้เลือกนายกฯ คนที่ ๓๐ กันไปเลย ไม่ต้องโทษใครทั้งสิ้นครับ และวันนี้คุณก็ต้องตอบสังคมให้ได้เช่นกันนะครับ เพราะวันหนึ่งคุณบอกว่าเรื่อง ม. ๑๑๒ นี่ คุณจะแก้ไข อีกวันหนึ่งคุณบอกว่าจะยกเลิก บางวันคุณขึ้นเวทีติดสติกเกอร์ บอกว่าแก้ไขแล้วค่อยไปยกเลิก แล้วจะให้พวกเรานี่คิดอย่างไรครับ นักการเมืองที่ปากอย่างใจอย่างนี่ ถามว่าพี่น้องประชาชนจะเชื่อได้หรือเปล่าครับ นี่คือสิ่งที่คุณต้องตอบ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็ติดตามอยู่ครับ โดยเฉพาะร่างเสนอกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ร่างมาจนไม่เหลือความคุ้มครองใด ๆ เลย และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๖ ที่บัญญัติว่าองค์พระมหากษัตริย์ ให้ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผมเกิดมา ๔๐ ปีนี่ ก็รุ่นราวคราวเดียวกับคุณพิธานี่ล่ะครับ ๔๐ ปี ผมไม่เห็นเคยโดนฟ้องมาตรา ๑๑๒ เลย ไม่เคยครับ กฎหมายก็อยู่ในส่วนของกฎหมาย ไม่มีนิติสงครามครับ มีแต่นิติรัฐ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นครับ วันนี้