(อาจารย์ธนวัฒน์) ฮัลโหลครับ ครับ ล่ามได้ยินไหมครับ ฮัลโหล ๆ เสียงไม่ออก ไอ้นี่คือเอกสารที่ครูแจกเป็นชุดไปให้น่ะ จำได้ไหมที่ครูไปให้ที่ตึกสระบัวหรืออยู่ใน บท วันนี้จะใช้ 2 ไฟล์คือไฟล์นี้ กับอีกไฟล์หนึ่ง ภาคผนวก ก มันจะเป็นเอกสารได้ 2 ไฟล์นะครับ เอกสาร ภาคผนวก ก การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หรือเรียกว่า “หลักสูตร 44” นะครับ ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายแล้วนะครับ มันก็คือบทที่ 10 บทที่ 10 นี่ ว่าด้วยเรื่องอะไรนะครับ บทที่ 10 นี่ ว่าด้วยเรื่องที่เราจะต้องใช้ เมื่อเราไปประกอบหน้า… เมื่อเราไปปฏิบัติ เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครูนะครับ บทที่ 10 นี้นะครับ เป็นบทที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครู ก็คือการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนะครับ ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี้ เนื่องจากว่าตอนนี้เด็กประถมมัธยมของเรานี่ อยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 นะครับ เพราะฉะนั้น บทนี้จึงพูดด้วยเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 นะครับ การวัดและประเมินผลการรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 นี้นะครับ เขามีหน่วยงานหนึ่งนะครับ ชื่อว่า สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา เขาอยู่กระทรวงศึกษาธิการนะครับ หน่วยงานนี้เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลนะครับ เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ออกมาครับ กำหนดแนวปฏิบัติการออกมานะครับ และทุกโรงเรียนจะต้องเอาแนวปฏิบัติการนี้ไปปฏิบัตินะครับ พูดถึงตรงนี้ จำเป็นที่ครูจะต้องทำความเข้าใจบางเรื่องกันเสียก่อนนะครับ เข้าใจบางเรื่องกันเสียก่อนนะ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือตัวนี้ครับ อันนี้ครูกำลังพูดถึงหลักสูตร ครูอาจจะเคยพูดกับเรามาทีหนึ่งแล้วนะครับ ตอนนี้ครูต้องพูดซ้ำนิดหนึ่งนะครับ ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นหน้าของเอกสารหลักสูตร ก็คือตัวฉบับหลักสูตรที่เราเขียนจริง ๆ จัง ๆ เลยนะครับ อันนี้เป็นหลักสูตรประถม ที่เราเห็นตอนนี้ครับ เป็นหลักสูตรประถม หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ฉบับปรับปรุงปี 33 นะครับ เล่มไหนบ้างล่ะ เล่มต่อไปนี้ครับ เล่มนี้เป็นหลักสูตรประถมศึกษาครับ เรียน ป.1 ถึง ม.6 เล่มนี้เป็นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น เรียน ม.1 ถึง ม.3 เล่มนี้เป็นหลักสูตร ม.ปลาย เรียน ม.4 ถึง ม.6 3 เล่มที่ครูเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้นะครับ 3 เล่มที่ครูเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้นะครับ ก็คือหลักสูตรประถมนะครับ หลักสูตร ม.ต้น นะครับ แล้วก็หลักสูตร ม.ปลาย 3 เล่มนี้นะครับ นะครับ นะครับ ก็คือชุดนี้นะครับ 3 เล่มนี้นะ หลักสูตรประถม หลักสูตร ม.ต้น หลักสูตร ม.ปลาย เป็นหลักสูตรของปี 33 นะครับ หลักสูตรของปี 33 นะครับ สังเกตว่าเดิมนั้นจะมีหลักสูตรอยู่ 3 ระดับ คือประถม ม.ต้น และ ม.ปลาย นะครับ พอครบปี 44 มีการพัฒนาหลักสูตรขึ้น เรียกว่า “หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544” หรือเรียกว่า “หลักสูตร 44” นะครับ หลักสูตร 44 นี่เรียนตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 หลักสูตรนี้เกิดขึ้น โดยมีนัยสำคัญก็คือว่า ในช่วงปีก่อนปี 44 นั้นนะครับ เรามีหลักสูตรที่แบ่งเป็น 3 ระดับคือ ม.ต้น ประถม ม.ต้น ม.ปลาย นักวิชาการศึกษา รวมทั้งครูบาอาจารย์ คุณครูที่โรงเรียน น่าจะตกผลึกกันว่า คุณครูนี่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ โรงเรียนเป็นแหล่งของความรู้ความสามารถ และครูและโรงเรียนนี่ จะต้องเป็นคนใช้หลักสูตรเอง และครูก็มีความพร้อมเรื่องความรู้ความสามารถแล้ว จึงเห็นควรว่า ให้โรงเรียนจะต้องทำหลักสูตรขึ้นเอง โดยหน่วยการกลางคือกระทรวงศึกษาธิการนะครับ เป็นหน่วยสนับสนุน หรือกำหนดเกณฑ์บางอย่าง ที่เป็นของกลางให้นะครับ แล้วให้โรงเรียนไปจัดทำเอง เป็นหลักสูตรของโรงเรียน เรียกว่า “หลักสูตรสถานศึกษา” นะครับ เพราะฉะนั้นหน่วยงานกลางจึงมีหน้าที่ในการทำสิ่งที่เรียกว่าตัวกลางของมัน ก็คือฉบับนี้แหละเขียว ๆ นี่แหละ ตัวกลางของมัน สมัยนั้นเรียกว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนะครับ แล้วก็ให้โรงเรียนนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนี่ ไปทำเป็นหลักสูตรที่โรงเรียนต้องการและใช้ได้จริงตามบริบทของโรงเรียน เราเรียกว่า “หลักสูตรสถานศึกษา” นะครับ โดยในปีแรกนั้น เขาสนับสนุนแต่ความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น คู่มือ วิธีการสร้าง อะไรต่าง ๆ โดยไม่ทำให้ โดยไม่ทำให้ โรงเรียนมีหน้าที่ในการทำเอง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา หนังสือ คู่มือการสอน รวมทั้งหน่วยการเรียนรู้ และระเบียบการวัดและประเมินผล ซึ่งเดิมนะ เดิมในหลักสูตร 44 นี่ ไอ้หลักสูตรเก่านี่ เดิมนี่เดิม เดิมนี่ กระทรวงทำให้ ทำให้หมดเลย ทั้งหลักสูตร ทั้งเอกสารประกอบหลักสูตร ทั้งหนังสือ ทั้งคู่มือ รวมทั้งทำพวกเอกสาร หนังสือ สื่อ นะครับ มาให้ ครูมีหน้าที่ในการใช้ เดิมนะครับ เดิม กระทรวงทำให้ รวมทั้งทำระเบียบนะ รวมทั้งทำในนี้ รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัดและประเมินผล ให้หมดเลย แปลว่าอย่างไร แปลว่า ทุกโรงเรียนใช้เหมือนกัน ใช้เหมือนกัน โรงเรียนหนึ่งอาจจะอยู่เชียงรายนะ เป็นโรงเรียนสาธิต อยู่ขอนแก่นนะครับ เป็นโรงเรียนอยู่ภาคใต้ อยู่ที่ไหนก็ช่าง ใช้เอกสารตัวเดียวกัน หลักสูตรตัวเดียวกัน หนังสือตัวเดียวกัน คู่มือเดียวกัน รวมทั้งระเบียบวัดประเมินผล อันเดียวกันหมดเลย ครูก็มีหน้าที่ในการนำไปใช้ ไม่มีหน้าที่ในการผลิตนะครับ พอมาถึงยุค 44 นะครับ เขามีความเชื่อว่า ครูโรงเรียนมีความสามารถ จึงทำหลักสูตรฉบับที่ครูเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้ขึ้นมา ก็คือหลักสูตร 44 ขึ้นมา และหลักสูตร 44 นี่ มอบหมายให้เป็นภาระหน้าที่ของครู และโรงเรียนในการปฏิบัติโดยกำหนดสิ่งที่เป็นแกนกลางมาให้ ครูจะต้องทำเองแล้ว ชุดนี้นะครับ โรงเรียนต้องทำเองทุกอย่างเลย รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัดประเมินผลด้วย สื่อ หนังสือ โครงสร้างรายวิชา คำอะไร คำอธิบายรายวิชาคู่มือครู ทำเองทั้งหมดเลยนะครับ โดยหลักสูตรนั้น เรียกว่า “หลักสูตรสถานศึกษา” นะครับ พอมีการพัฒนาหรือใช้ไประยะหนึ่ง หลักสูตรก็จะต้องมีการปรับปรุงนะ ต้องมีการปรับปรุง เขาก็ปรับปรุงหลักสูตร ปรับปรุงหลักสูตร จากหลักสูตร 44 กลายมาเป็นหลักสูตร ปี 51 นะครับ หลักสูตรปี 51 ก็ยังคงสอน ป.1 ถึง ม.6 อยู่ นะครับ เพราะฉะนั้นหลักสูตร 44 51 นี่ น่าจะเป็นหลักสูตร ที่มาลักษณะเดียวกัน ลักษณะเดียวกันนะครับ แต่ถูกเรียกชื่อใหม่ จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังมีความคิดเดิมอยู่ คือโรงเรียนจะต้องทำเอง ทั้งหลักสูตรที่ใช้ประจำโรงเรียนเรียกว่า “หลักสูตรสถานศึกษา” โครงสร้างรายวิชา คำ อธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ ระเบียบวัดและประเมินผล รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ นะครับ ส่วนกลางไม่ทำให้ แต่ส่วนกลางชัดเจนขึ้นคือทำ ออกแนวปฏิบัติการหรือแกนกลางมาให้ จึงเรียกหลักสูตรตรงนี้ “หลักสูตรแกนกลาง” นะครับ เป็นแนวปฏิบัติการ โรงเรียนเอาไปทำเอง ให้เป็นหลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ คู่มือต่าง ๆ โรงเรียนต้องทำเองนะครับ อันนี้คือหน้าตา หน้าปกมันนะครับ ตอนนี้ ครูจะขอตัดหลักสูตร 44 ออก ให้หลักสูตรเป็นตัวแทน นะ ของความเป็นหลักสูตรเก่ากับหลักสูตรใหม่ ถ้าครูตัดออก เพราะเราจะพบว่า ในหน้านี้จะมีหลักสูตรอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนี่คือหลักสูตรกลุ่มเก่านะครับ ก็คือหลักสูตรประถม เรียน ป.1 ถึง ม.6 หลักสูตร ม.ต้น เรียน ม.1 ถึง ม.3 และหลักสูตร ม.ปลาย เรียน ม.4 ถึง ม.6 กับหลักสูตรใหม่ก็คือหลักสูตร 51 นี่ นี่หลักสูตร 51 หลักสูตรนี้เรียนตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 มีภาพหลักสูตรเก่าหลักสูตรใหม่นะ นี่คือหน้าปกมันนะครับ และรูปถัดไปก็คือข้างในมัน นี่คือข้างในของมัน อันนี้เป็นหลักสูตรประถมนะครับ นี่คือประถม นี่คือ ม.ต้น นี่คือ ม.ปลาย ชุดนี้เป็นหลักสูตรเก่านะครับ ครูให้เห็นหน้าตา และตัวข้างล่างนี้ เป็นหลักสูตรใหม่ คือหลักสูตร 51 นะครับ เราได้ออกหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานนะ อย่างที่บอกว่า หลักสูตรเก่าทำให้หมดนะ หลักสูตรใหม่ไม่ทำให้เลยนะ เรามาดูหน้าตาหลักสูตรเก่าก่อน นี่คือเอกสารหลักสูตรในสมัยปี 33 นะครับ ตัวที่ครูขีดต่อไปนี้ เป็นของอนุบาล อันนี้เป็นของอนุบาลนะครับ ตัวนี้เป็นของประถม นักเรียนอนุบาลน่ะ ตัวแดงประถม และ หน้าจะเป็นตัวสีเขียว อันนี้เป็นของมัธยมทั้งต้นและปลาย เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากหน้านี้ เราจะพบว่า สมัยก่อนนี่ เขาทำให้หมดนะ เมื่อกี้ตัวหลักสูตร ไอ้นี่ก็คือหลักฐานการศึกษา คือเขาทำให้หมดเลย ทั้งตัวหลักสูตรก็ทำให้ ส่วนที่เป็นหลักฐานการศึกษาก็ทำให้นะครับ นี่ 3 ชั้นนะครับ ทำละเอียดลงไป อย่างเช่นอันแรกของประถมก่อน นี่ อันนี้ของประถม นี่ของประถมนะครับ เราจะสังเกตว่าชุดนี้ เป็นของ ป.6 เอกสาร 2 อันนี้ คนละอันกันนะ แต่สีเดียวกันนะครับ นี่ของ ป.6 นะครับ นี่มีเอกสารอันอื่น ๆ ด้วยนะ นี่ อันนี้เป็นของประถมนะครับ อันนี้คือข้างในมัน ข้างในมันนะครับ ข้างในของมันตารางนะครับ อันนี้เป็นของมัธยม ของมัธยมนะครับ นี่ของมัธยม มัธยมนะครับ อันนี้ข้างในของมันนะครับ ข้างในของมันนะครับ นี่ของมัธยมอยู่นะครับ และอันสุดท้ายเป็นของอนุบาลนะครับ อนุบาล และข้างในของมันนะครับ ที่ครูเปิดให้ดูนี่ ครูกำลังจะบอกว่า ไอ้ตัวหลักสูตรเก่านี่นะครับ ตัวหลักสูตรเก่านี่ เอาหน้านี้ก็แล้วกันนะครับ ไอ้ตัวหลักสูตรเก่านี่ ทำให้หมดเลย ไอ้ตัวหลักสูตรใหม่นี้ ตั้งแต่ปี 44 กับ 51 นี่น่ะ ตอนนี้ครูใช้ตัว 51 นี่นะครับ โรงเรียนทำเอง กระทรวงสนับสนุน เพราะฉะนั้น จึง… ของบทที่10 ครับ บทที่10 ว่า ตอนนี้ เรากำลังจะเรียนเพื่อที่จะต้องไปทำเองนะ เรียนเพื่อทำเองนะครับ เราจะไปเรียนเพื่อไปทำเองนะ อ้าว Stop Share แล้ว จึงเป็นที่มาของการเรียนบทที่ 10 เพราะว่าบทที่ 10 นี่ เป็นหน้าที่หลักของครู คือ ครูจะต้องไปทำหน้าที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งตอนนี้เป็นหลักสูตรใหม่ คือหลักสูตรแกนกลางการศึกษา… ซึ่งกระทรวงเขาไม่ทำให้ ครูต้องทำเองนะครับ บทที่ 10 จึงมีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงก็ต้องควบคุม กระทรวงศึกษา ก็เลยได้ออกแนวปฏิบัติการนะครับ โดยหน่วยงานที่ว่าสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้ออกแนวปฏิบัติกลางออกมานะครับ แนวปฏิบัตินี้ เป็นตัวควบคุมเฉย ๆ โรงเรียนจะต้องเอาแนวปฏิบัติไปทำสิ่งที่เรียกว่า “ระเบียบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้” สถานศึกษาของตนเอง โรงเรียนจะต้องเอาความรู้นี้ ไปทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งอยู่ตรงไหน ก็อยู่น่าจะเป็นหน้าเกือบสุดท้ายของอันนี้นะครับ นี่ การจัดทำระเบียบ ว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษามีภาระหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบขึ้นมาใช้เองนะครับ แต่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางปี 51 นะครับ ต้องข้อกำหนดของแกนกลางปี 51 นะครับ เอาละ กลับมานะครับ เพราะฉะนั้นบทนี้ จึงเป็นบทที่เรียนไป เพื่อที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจไปทำระเบียบประจำโรงเรียนหรือวัดและประเมินผลให้ถูกต้อง รวมทั้งความรู้ในบทนี้ จะนำไปสู่การสอบบรรจุข้าราชการครูด้วยนะครับ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษานี่ ได้กำหนดแนวปฏิบัติ เพื่อให้ใช้ในการจัดทำระเบียบ หรือไปใช้ในการประเมินผลนักเรียน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับ รายละเอียดต่อไปนี้ครูอาจจะพูดไม่ละเอียดทั้งหมดนะ ครูจะพูดหลัก ๆ นะครับ รวมทั้งในตัวระเบียบนี่ มีบางเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ปีหรือ บางครั้ง 2-3 ปีเปลี่ยนนะครับ บางเรื่องครูก็จะบอกว่าตรงนี้ มันมีการเปลี่ยนนะ เรื่องแรกเลย ของแนวทางนะครับ ก็คือหลักการ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี่ หลักสูตร 51 เขียนหลักการไว้ว่าอย่างไร หลักสูตร 51 เขียนหลักการไว้ทั้งหมด 8 ข้อ ครูจำไม่ผิด มี 8 ข้อนะ แล้วไอ้ 8 ข้อ นี่ ออกข้อสอบบรรจุแทบจะทุกปีเลย เริ่มที่ข้อแรก ให้สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ไอ้อันนี้ ออกข้อสอบบรรจุข้าราชการบ่อยมากนะครับ เช่น ถามว่า เด็กชายสมชาย เป็นนักเรียนชั้น ป.2 ผู้ที่มีหน้าที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กชายสมชายคือใคร ก. ครูประจำวิชา ข. ครูประจำชั้น ค. ผู้อำนวยการโรงเรียน ง. สถานศึกษา คำตอบก็คือต้องตอบสถานศึกษา ถึงแม้เราจะเคยเห็นว่าคนทำคือครูก็ช่าง บทนี้รวมทั้งการสอบบรรจุที่เป็นเรื่องของเกี่ยวกับกฎหมายระเบียบ จะต้องตอบตามตัวหนังสือเท่านั้นนะครับ และถ้ามี จ. สถานศึกษา โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ก็ต้องเลือก จ. แทนนะครับ ถ้าอย่างนั้นสรุปเลยว่า คนที่มีหน้าที่ก็คือสถานศึกษา โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วม ต้องตอบตามตัวหนังสือนะ สิ่งที่เห็นที่เคยที่เจอภาพไปนะครับ 2 ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อที่ 1 ออกข้อสอบ เกือบทุกปี ทุกหลักสูตรด้วย ไอ้ 2 ข้อแรก นี่ออกทุกปีทุกหลักสูตร เกือบทุกปีด้วยซ้ำนะครับ การวัดและประเมินผลให้มี 3 จุดมุ่งหมาย ก็คือ 1. วัดเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน อันนี้เน้นที่นักเรียนครับ 2. เน้นเพื่อพัฒนาการจัดการรู้ คือเน้นที่ตัวครู และ 3. ทำการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนนะครับ อันนั้นจุดประสงค์ของหลักสูตร 51 มี 3 ด้านนะครับ ในขณะที่หลักสูตร 44 กับหลักสูตรปี 33 ข้อสอบจะไม่เหมือนกันนะ เช่นบางปีเขียนว่า เพื่อปรับปรุงและตัดสิน อย่างนี้ ไม่เหมือนกัน อันนี้ต้องจำให้ได้ ของใครของมันนะครับ 2 ข้อนี้สำคัญมากนะ 1. สถานศึกษามีเป็นผู้มีหน้าที่ในการวัดและประเมินผล 2. ก็คือ ให้ประเมินเพื่อจุดประสงค์ 3. ประการคือเพื่อพัฒนา ปรับปรุงผู้เรียน กรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อจัดการเรียนรู้ พัฒนาการจัดการเรียนรู้นะ แล้วก็เพื่อตัดสินผลการเรียน เรื่องที่ 3 ให้มีการวัดผลใน 4 เรื่องต่อไปนี้ 1. ก็คือ ให้วัดในกลุ่มสาระ ซึ่งก็คือการวัด มาตรฐานและตัวชี้วัด ในกลุ่มสาระ 2. ต้องวัดการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. วัดลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. วัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้น การวัดและประมวลผลจะต้องมี 4 ส่วนนะ 4 ส่วน 1 2 3 4 ส่วนนะครับ และเขาจะเรียกไอ้ 4 ส่วนนี้ ว่า “องค์ประกอบ” เรียกไอ้ 4 ส่วนนี้นะครับ อีกสักพักเขาเรียกว่า “องค์ประกอบ” แล้วมันจะไปปรากฎอยู่ในหลักฐานการศึกษาด้วย ครูเปิดให้เธอดูนะครับ อันนี้เป็นหลักฐานการจบ หลักฐานการจบ น่าจะภาพรวมตรงนี้มั้ง ไม่ใช่ อันนี้แบบฝึกหัด ทิ้งไป นี่ ครูจะได้เห็นนะ นี่ ตอนเขารายงานการจบการศึกษานี่นะครับ เขาจะรายงาน 4 เรื่องนะครับ อันนี้คือภาพรวมจะมีรายละเอียดด้วย 1. ก็คือรายงานเรื่อง กลุ่มสาระ 2. รายงานเรื่องอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. รายงานเรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. รายงานเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ นะครับ 4 เรื่องนี้ค่อนข้างจะสำคัญมากนะครับ เพราะฉะนั้น 3 ข้อแรกนี่ จะนับว่าเป็นไฮไลท์ หรือจุดสนใจเลย ก็คือ 1. สถานศึกษาเป็นผู้ มีหน้าที่รับผิดชอบในการวัดและประเมิน 2. ให้ประเมิน 3 ด้าน คือ ปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน พัฒนาการจัดการเรียนรู้ แล้วก็ตัดสินผล 3. ให้ประเมินอยู่ 4 เรื่อง ก็คือ 1. กลุ่มสาระ 2. อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งต่อไปนี้ อีกสักพักเราจะเรียกว่า “องค์ประกอบ” นะครับ ข้อ 4 ให้การวัดและประเมินผลนั้น เป็นส่วน หนึ่งของการเรียนการสอน ใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อวัดได้อย่างรอบด้านนะครับ ทั้งความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรม เจตคติ เหมาะสมกับธรรมชาติวิชา และระดับชั้นของผู้เรียน อยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรม แล้วก็เชื่อถือได้นะครับ พูดง่าย ๆ ว่าเขาให้สอนไปประเมินไปนะครับ 5. ให้ประเมินผู้เรียนจากพัฒนาการ แต่เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งการเรียนการสอน เราก็จะเห็นพัฒนาการไปตามการสอน แล้วก็ประเมินพัฒนาการนี่เป็นสำคัญนะครับ ดูความประพฤติ สังเกตพฤติกรรม การทำกิจกรรมร่วมกับการสอบ ไปพร้อม ๆ กับการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมนะครับ ตามแต่ระดับ และรูปแบบการศึกษา ไอ้ตัวนี้เป็นคำใหม่ เพราะรูปแบบการศึกษาก็เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาในระบบโรงเรียน อย่างของโรงเรียนพวกเรานี่แหละ โรงเรียนอนุบาลดอกบัว โรงเรียนขามสะแกแสงโรงเรียนบัวใหญ่พวกนี้ เรียกว่ารูปแบบการศึกษาแบบในโรงเรียน กับนอกโรงเรียนก็คือศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน รวมทั้งแบบที่พ่อแม่สอนเอง ที่เรียกว่า Home School หรือบ้านเรียน รวมทั้งที่สอนในโรงเรียนดนตรี เช่น กีตาร์ หรือโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกีฬา หรือความสามารถที่มีขึ้นเองในตัวผู้เรียน เช่น การเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรีนะครับ รวมทั้งการฝึกอบรม เรียนโรงเรียนศาสนา พวกนี้ เรียกรูปแบบการศึกษานะครับ ซึ่งเขาเปิดโอกาสตั้งแต่ปี 44 แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเขาไม่ไปเปิดโอกาสนะครับ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตรวจสอบผลการเรียนรู้ ถ้าเราพอนึกได้ พอนึกออก ก็คือ สมัยตอนปฐมมัธยมนี่ เขาจะแจกสมุดพกกับให้ผู้ปกครองดูนะครับ สมุดพกมันจะมีหน้าอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เราเคยเปิดดูนะ เขาต้องเขียนว่า การเรียนดี ร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ อะไรพวกนี้ นี่คือเล่มนี้แหละ เอาไว้แจกเพื่อให้เรานี่ตรวจสอบ หรือผู้ปกครองเรา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบผลการเรียนว่าเป็นอย่างไรนะครับ นะครับ 7. ให้มีการเทียบโอน ไอ้นี่เริ่มตั้งแต่หลักสูตร 44 เทียบโอนทั้งระหว่างสถานศึกษา เทียบโอนทั้งระหว่างรูปแบบการศึกษา ก็คือไอ้ตัวนี้ มันถูกนำมาใช้ อย่างครูนี่ มีน้องโรงเรียนชื่อเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ซิโก้ พวกเราคงเคยได้ยินนะครับ เขาเป็นนักกีฬาฟุตบอล เก่งมาก แต่หลักสูตรเก่า ไม่ให้เขานะ เขาจะเก่งปานใด ก็ไม่นับ ขาดสอบก็ถือว่าขาด กาทำคะแนนได้ไม่ดี หรือว่ามีอะไรล่ะ ปฏิบัติ ขาดการปฏิบัติ อะไรก็ช่าง สมมุติวิชาฟุตบอลนี่ ซิโก้จะได้เกรด 2 หรือเกรด 1 ไป ตามการขาด เขาไม่ถือว่าความสามารถหรือรูปแบบอื่น ๆ จะพึงมาประเมินให้ได้ แต่ปัจจุบันถ้าเป็นซิโก้เกิดในปัจจุบัน ซิโก้ต้องได้ A โดยไม่ต้องเรียน เพราะมันเป็น 1 ในรูปแบบที่เขาเก่งเอง แล้วก็ไปโรงเรียนเรียนกีฬา หรือเขาไปอบรม ดนตรีมาอะไรอย่างนี้ เขาให้หมดรูปแบบปัจจุบัน แต่ต้องเป็นการโอนนะ โอนนะครับ และข้อ 8 ข้อสุดท้าย สถานศึกษาต้องมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประเมินผลผู้เรียน เป็นหลักฐานแสดงการรับรองผลการเรียน จะไปใช้เรียนต่อ ไปใช้ทำงานนะครับ แต่ว่า โรงเรียนต้องทำเอง พูดถึงอะไรอยู่ ครูพูดถึงรูปนี้อยู่ ไอ้หลักฐานที่ครูเอ่ยไปนี่ นี่ หลักฐานที่ครูกำลังเห็นอยู่นี่ หน้านี้นะ หน้านี้นะครับ นะครับ หรือข้างในจะเป็นรายละเอียดของประถม รวมทั้งเอกสารที่เห็นข้างในมันนี่นะครับ นะครับ อย่างนี้นะครับ รวมทั้งเอกสารของมัธยมนะครับ ที่ปกอ่อนหรือข้างในมันนี่นะครับ ไอ้ตัวหลักสูตร 51 นี่ ให้โรงเรียนจัดทำเองครับ เกือบทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่เลยนะครับ เพราะเขาบอกว่า ต้องเชื่อว่าครูยุคใหม่มีความสามารถ เพราะเชื่อตั้งแต่ตอนหลักสูตร 44 แล้วนะครับ ก็เลยไม่ทำให้ครับ ให้โรงเรียนจัดทำ ยกเว้นเอกสารสำคัญบางประการนะครับ เราก็จะเรียนกันด้วยนะครับ ผ่านแล้วนะ หัวข้อที่ 1 ผ่านไป หลักการวัด หลักการวัดและประเมินผลตามหลักสูตร 51 นะครับ 2. อย่างที่ครูบอกไว้แล้ว มันจะมีหัวข้อหนึ่ง คือเรื่องที่ 3 นี่ มันจะถูกเรียกหมายว่าองค์ประกอบนะครับ ก็มาถึงหัวข้อที่ 2 องค์ประกอบเวลาวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร 51 นี่ มันมีเรื่องที่ต้องวัดอะไรบ้าง ที่สำคัญ ๆ เขาเรียกกันว่า “องค์ประกอบ” นี่ องค์ประกอบในการวัดและประเมินผลนี่ ให้มีอยู่ 4 เรื่องครับ 4 เรื่อง อันที่ 1 ก็คือ การวัดประเมินผล ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งมี 8 กลุ่ม อันที่ 1 วัดกลุ่มสาระ โดยให้วัดเป็นรายวิชา โดยวิชาพื้นฐาน ให้ดูที่ตัวชี้วัด นี่วิชาพื้นฐานนะ ให้ดูวิชา พื้นฐานให้ดูตัวชี้วัด แต่ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติม ให้ดูที่ผลการเรียนรู้นะครับ โดยสรุปก็คือ องค์ประกอบที่ 1 ก็คือให้วัดและประเมินตามกลุ่มสาระ โดยดูที่วิชา วิชาพื้นฐาน ให้ดูที่ตัวชี้วัด วิชาเพิ่มเติม ให้ดูที่ผลการเรียนรู้นะครับ อันนี้เราเคยเกริ่นในบทที่ 2 แล้วครับ นี่องค์ประกอบที่ 1 นะครับ องค์ประกอบที่ 2 ให้ดำเนินการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนนะครับ อ่าน คิด วิเคราะห์ แล้วก็เขียน ก็คือ คนเรานี่ จะต้องอ่าน เพื่อทำความเข้าใจหรือรับรู้ข้อมูลครับ จากนั้นจึงนำข้อมูลนั้นมาคิดวิเคราะห์ เพื่อหาเหตุผลไตร่ตรองเพื่อปฏิบัติหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งนะ จะแก้ปัญหาเพื่อจะใช้งาน อาจจะต้องมีความรู้โดยการอ่านก่อน คิดวิเคราะห์เสร็จ ก็อาจจะต้องมีการสื่อสาร เช่น การเขียนการพูดการบอก แต่เขาเรียกรวมรวมกันว่า อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน นี่คือองค์ประกอบที่ 2 นะครับ องค์ประกอบที่ 3 ก็คือ ลักษณะอันพึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนหลังจบนะ ก็คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เป็นคุณลักษณะที่ดีนะครับ มีทั้งหมด 8 ลักษณะ อันนี้ต้องจำให้ได้นะครับ ปี 51 52 53 นี่ ข้อสอบบรรจุ ออกเรื่องนี้ทุกปีนะครับ แต่ช่วงนี้ก็เริ่มแผ่วแล้วล่ะ แต่ว่าเราต้องจำให้ได้อยู่ดีนะครับ ถ้าเกิดออกมา 8 ลักษณะก็มีอะไรบ้าง รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย แล้วก็มีจิตสาธารณะ อันนี้คือลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ นี่คือองค์ประกอบที่ 3 นะครับ องค์ประกอบที่ 4 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากความรู้ก็ต้องพัฒนาตัวผู้เรียนด้วยนะครับ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ ก็จะมีอยู่ 3 ด้าน นะครับ อันที่ 1 ก็คือกิจกรรมแนะแนว อันที่ 2 ก็คือกิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวกิจกรรมนักเรียนนี่ มันแบ่งเป็น 2 เรื่องย่อย ๆ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มวินัย ไอ้พวกหนังสือเนตรนารี นักศึกษาวิชาทหารนะครับ กับเรื่องที่เกี่ยวกับชมรมชุมนุม องค์ประกอบที่ 3 ก็คือ องค์ประกอบในเรื่องของกิจกรรม เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ถ้าเรานึกถึงมัธยมออกก็คือ ตอนเราใส่ชุดสีฟ้าคราม ๆ น่ะนะครับ แล้วโรงเรียนก็จะพาเราไปทัศนศึกษา ไปเรียนรู้ต่าง ๆ ก็คือกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ทั้ง 3 อย่างนี้ เรียกรวมกันว่า กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีอยู่ 3 ด้าน เพราะฉะนั้น องค์ประกอบก็เลยมี 4 ตัวนะครับ 1. ก็คือ กลุ่มสาระ 2. ก็คือ อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. ก็คือ ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. คือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็น 4 เรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการประเมินในระดับประถมมัธยมนะครับ พูดถึงการประเมินบ้างตอนนี้ เกณฑ์การวัดและประเมิน เกณฑ์การวัดและประเมินนี่ มันจะแบ่งออกเป็นประถมกับมัธยม ครูจะพูดประถมก่อนอย่างละเอียด ส่วนมัธยมนี้ก็จะคร่าว ๆ เพราะมันมีส่วนหนึ่งซ้ำกันกับประถม เพราะฉะนั้นก็จะพูดประถมให้ละเอียดนะครับ พูดถึงเกณฑ์การวัดและประเมินผลระดับประถม เรื่องแรกที่จะพูดก็คือการตัดสินผล การตัดสินผลการเรียนนี่ เขากำหนดให้ดู 4 ข้อ กับอีก 1 วรรค ที่ชัด ๆ เลย ใน 4 ข้อนี่ วรรคนี้ มันจะต้องปรากฏองค์ประกอบ 4 เรื่องแน่ ๆ ครูขีดก่อนเลย 1. ก็คือ ตัวชี้วัด นี่ก็คือ กลุ่มสาระ นี่… ทุกวิชา ทุกวิชาพื้นฐานนี่ ก็คือกลุ่มสาระ นี่คือองค์ประกอบที่ 1 เลยนะครับ องค์ประกอบที่2ก็คือประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ประเมินลักษณะจุดประสงค์ ประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้น การตัดสินผลอะไรก็ช่าง ผู้ที่จะวัดประเมินผลต้องมีองค์ประกอบ 4 เรื่องนี้ปรากฏอยู่นะครับ เอาละ เราไล่ทีละข้อ ข้อที่ 1 ผู้เรียน จะตัดสินผลได้นะ ผู้เรียนจะต้องมี… 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด โดยประถม นี่ ครูประจำชั้นเป็นคนนับเวลาเรียน เด็กชาย A ตอนเช้ามาโรงเรียน ตอนเที่ยงป่วย ปวดท้องกลับบ้าน ขาดครึ่งวัน เด็กชาย A วันต่อมาไปตลาดกับแม่ เช้าขาด เที่ยงแม่มาส่ง ขาดอีกครึ่งวัน รวมแล้ว 1 วัน พอนับเวลาเรียนเป็นวัน ประถมเรียนประมาณ 200 วันขึ้นไป เพราะฉะนั้นจะต้องมีเวลาเรียนอย่างน้อยประมาณ 160 วันนะครับ ถึงจะเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และนับเวลาเรียนเป็นวันนะครับ 1. ก็คือเรื่องเวลาเรียน 2. ก็คือเรื่อง การประเมิน ทุกตัวชี้วัดก็คือกลุ่มสาระ นอกจากประเมินแล้วต้องผ่านด้วย 3. จะต้องตัดสินผลทุกวิชา คำว่าตัดสินผลคือต้องออกเกรด ไม่ว่าจะเป็น 0, 1, 2, 3, 4 0, 1, 1.5, 2, 2.5 พวกนี้ต้องออกเกรด เพราะฉะนั้นติด 0 ก็ถือว่าตัดสิน แต่ถ้าติด ร. ติด มส. ไอ้นี่ เรียกว่าไม่ตัดสิน ยังไม่ตัดสิน แสดงว่าใครติด ร. ติด มส. นี่ไม่จบนะ เลื่อนชั้นยังไม่ได้นะ แต่ติด 0 นี่ได้ เพราะมันคือต้องตัดสิน 4. ต้องรวมกันอีก 3 เรื่องคืออ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกลับมาเน้นย้ำว่า ไอ้เรื่องการประเมินตัวชี้วัดกลุ่มสาระนั่น จะต้องผ่านทุก ๆ รายวิชาพื้นฐาน นะครับ เพราะฉะนั้น อันแรกคือการตัดสินนะครับ ตัดสินเสร็จ ก็ตัดเกรด ก็ให้เกรด หรือเรียกว่าการให้ระดับผลการเรียน เราเพิ่งเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง ครูบอกแล้วว่าในหลักสูตรมันจะมีคำที่ไม่เรียกว่า “เกรด” นะ หลักสูตรนี้อาจจะใช้คำว่า “ระดับผลการเรียน” ในหลักสูตรก่อนหน้านี้ ใช้ว่า “ผลการเรียน” ก็จะมีชื่อต่างไป แต่ชื่ออย่างเป็นกลาง ๆ ที่เราเรียกกันคือ “การตัดเกรด” นั่นเอง คนตัดสินคนได้ก็ต้องมาตัดเกรด การตัดเกรดนี่ มันก็จะตัดตาม 4 องค์ประกอบ ทีละตัว อันแรก ตัดสินตามกลุ่มสาระก่อน ให้ตัดสินเป็นรายวิชานะครับ โดยให้ตัดเป็น 8 เกรด หรือวิธีอื่น ๆ ซึ่งประถมมีให้ 6 วิธี นี่คือวิธีที่ 1 เป็นร้อยละ วิธีที่ 2 เป็นตัวเลขไทย วิธีที่ 3 เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ วิธีที่ 4 เป็นระดับคุณภาพแบบ 1 วิธีที่ 5 เป็นระดับคุณภาพแบบ 2 และวิธีที่ 6 เป็นระดับคุณภาพแบบ 3 เลือกได้แบบใดแบบหนึ่งครับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนมักจะเลือกแบบที่ 2 นี่ เพราะคุ้นเคยมาก เป็นระบบ 8 เกรดที่เราใช้ ๆ กัน แปลว่าไม่ใช้ระบบนี้ก็ได้นะ ใช้อีก 5 ระบบที่เหลือก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็จะมีเกณฑ์ตัวหนึ่ง ที่มันคล้องต้องกันอยู่ก็คือ การได้ 0 นี่ ก็คือช่วงคะแนน 0-49 หรือแปลว่าไม่ผ่าน หรือแปลว่า F อย่างนั้นถ้าเกิดโจทย์ถามว่า เด็กชายดำได้ศูนย์ เป็นเด็กชาย ป.5 นี่ ได้ 0 0 แปลว่าอะไร ก. ตก ข. ไม่ผ่าน ค. ไม่ผ่านเกณฑ์ ง. ถูกทุกข้อ ต้องตอบไม่ผ่านเท่านั้น นะ ต้องตอบตามตัวเอกสารนี้นะครับ ทั้งระบบพวกที่เห็นนี่ เมื่อก่อนนี่ ตอนครูเป็นเด็ก เขาใช้ระบบร้อยละ ก่อนหน้านั้นใช้อันดับที่ ตอนหลังพัฒนาเป็นตัวเลขนะครับ เพราะฉะนั้นเคยใช้มาหมดแล้วนะครับ ส่วนระบบที่เป็นตัวอักษร A B C D นี่มักใช้ในโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกลุ่มนานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งที่มีเด็กมาเรียนต่างประเทศบ่อย จะต้องจัดทำระเบียบวัดและประเมินผล เพื่อจะแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษก็ใช้เกรดแบบนี้นะครับ สรุปว่ามีทั้งหมด 6 แบบการตัดเกรดนะครับ โทษที องค์ประกอบที่ 2 ก็คือ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนี่ นะครับ เดี๋ยวให้รถไอติมไปก่อนนะ แป๊บหนึ่ง เอาล่ะ เหมือน ๆ จะ อ๋อ ยัง ๆ เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่งนะ กำลังจะไป เกริ่นไปเรื่อย ๆ นะครับ องค์ประกอบ ก็จะมี 4 องค์ประกอบนะ 1. กลุ่มสาระ 2. อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะ ทีนี้ การให้ระดับผลการเรียน หรือการตัดเกรด ในหัวข้อที่ 2 คือการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนนะ การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนนี่ เราให้เกรดได้ 2 แบบ คือผ่านกับไม่ผ่าน ครูอาจจะเรียกว่าระบบเกรดใหญ่ของมันก็ได้ เพราะฉะนั้น การประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ก็มีแค่ 2 อย่างคือผ่านกับไม่ผ่านนะครับ แต่เขายังให้รายละเอียดของการผ่านด้วย ว่าการผ่านนี่ สามารถให้รายละเอียดย่อยได้ 3 แบบ คือผ่านแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบดี และผ่านแบบผ่าน แต่ว่า 3 อย่างนี้ก็คือผ่านนะ กับไม่ผ่านนะครับ ดีเยี่ยม ก็น่าจะแปลว่าดีเลิศอยู่เสมอ ดี ก็หมายถึงว่าเป็นที่ยอมรับ ผ่านก็คือ มีข้อบกพร่องแค่บางประการ ส่วนไม่ผ่านนั้น แปลว่ามีข้อบกพร่องปรับปรุง หลายประการนะครับ นี่คือองค์ประกอบที่ 2 ประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ก็มีผ่าน ไม่ผ่านนะครับ แต่กรณีผ่านนั้นมีละเอียดย่อยได้ คือ ดีเยี่ยม ดี และผ่านนะครับ การประเมินองค์ประกอบที่ 3 ก็คือ องค์ประกอบที่เรียกว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่นเดียวกันกับอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนเลย มี 2 เกรดใหญ่ คือผ่านกับไม่ผ่านนะครับ ผ่านกับไม่ผ่าน กรณีผ่าน ก็ทำเช่นเดียวกันก็คือ ยอมให้มีการแทงละเอียดว่าเป็นผ่านแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบดี และผ่านแบบผ่านนะครับ เหมือนการอ่าน คิดวิเคราะห์ นะครับ ส่วนดีเยี่ยม ดี ผ่านนั้น เป็นอย่างไร ก็คงไม่อธิบาย เพราะมีรายละเอียดเยอะ เราเอาไปอ่านเองแล้วกันนะครับ องค์ประกอบที่ 4 มาถึงองค์ประกอบที่เรียกว่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี้ อ้าว มีทั้งหมด 3 กิจกรรม เราเกริ่นไปแล้วนะครับ มีทั้งหมด 3 กิจกรรม ก็คือ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวกิจกรรมนักเรียนนี่ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มวินัย ลูกเสือ เนตรนารี พวกนี้ กับกลุ่มชมรมชุมนุม และกิจกรรมแบบที่ 3 คือ เพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ที่กลุ่มเสื้อฟ้าสีครามพาไปเที่ยวนี่นะครับ อีกครั้ง มี 3 องค์ประกอบนะ แนะแนว นักเรียน และบำเพ็ญประโยชน์นะครับ สาธารณะประโยชน์นะครับ มี 3 อย่างนะครับ เวลาประเมิน ให้ดู 3 เรื่องในทุกกิจกรรมเลยนะ ก็คือ 1. ให้ดูเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. ให้ดูการปฏิบัติกิจกรรม และ 3. ให้ดูผลงานจากการปฏิบัติกิจกรรม ไอ้ตัวนี้ บางโรงเรียนก็จริงจังครับ แม้แต่โรงเรียนเดียวกันก็จริงจังไม่เท่ากัน บางโรงเรียนไม่จริงจังเลย พอเขาเอาชมรมชุมนุมปุ๊บ อ้าว อาทิตย์แรก เช็กชื่อทำอย่างดี จากนั้นหายไปหมดเทอม แต่ตัดเกรดได้ ไอ้อย่างนี้ก็มี แปลว่าทำไม่ครบเจตนาหลักสูตร ที่จะให้เด็กได้มีเวลาเข้ากิจกรรม ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรม และมีผลงานออกมา เพื่อจะพัฒนาผู้เรียน กลายเป็นว่าโรงเรียนเสียส่วนหนึ่ง ไม่บอกว่ามากหรือน้อยนะ ทำไม่ครบ ครับ ก็เลยอาจจะดูขาดไปนะ ผลการทำกิจกรรมทั้งหมด เราก็จะออกเกรดให้ การออกเกรดมี 2 อย่างก็คือเกรด ผ. กับ เกรด มผ. ผ. แปลว่าผ่านเกณฑ์ มผ. แปลว่าไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะฉะนั้น ถ้าโจทย์ถามว่า ผ. คืออะไร ต้องตอบไม่ผ่าน ต้องผ่าน ผ่านเกณฑ์นะ มผ. คือไม่ผ่านเกณฑ์ ตอบตกผิด ตอบไม่ผ่านผิดนะครับ ต้องตอบไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนเกรด 0 เกรด 1 เกรด0 ก็คือไม่ผ่าน มันไม่เหมือนกันนะ ต้องจำให้ได้นะครับ ในกรณีที่เด็กได้ มผ. ให้สถานศึกษาทำการซ่อมเสริมนะครับ แล้วก็เปลี่ยน ผ. เป็น เปลี่ยนจาก มผ. เป็น ผ. และต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น หากมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา สังเกตไหม เขาไม่ใช้บุคคลเกี่ยวข้องเลย เขาใช้คำว่าสถานศึกษาเสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ เอานะ การให้เกรด 4 กลุ่ม กลุ่มสาระ อ่านคิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หัวข้อถัดไป การเลื่อนชั้น การเลื่อนชั้นแปลว่า ป.1 ขึ้น ป.2 ป.2 ขึ้น ป.3 ป 4 ขึ้น ป.5 ป.5 ขึ้น ป.6 ม.1 ขึ้น ม.2 ม.2ขึ้น ม.3 ม.4 ขึ้น ม.5 ม.5 ขึ้น ม.6 เรียกว่าเลื่อนชั้น แต่ถ้า ป.6 ไปม.1 ต้องจบก่อน ถึงไปสอบเข้า เขาเรียกว่าจบการ… “จบประถมศึกษา” ม.3 ไป ม.4 เขาไม่เรียกว่าเลื่อนชั้น เรียกว่า “จบการศึกษาภาพบังคับ” ม.6 ไปเรียนปริญญาตรี เรียกว่า “จบหลักสูตร” หรือ “จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน” เพราะฉะนั้น การเลื่อนชั้นก็คือ พวก ป.1 ขึ้น ป.2 อย่างงนี้นะครับ การเลื่อนชั้นนี่ ประถมก็จะมีข้ออนุโลมเยอะกว่ามัธยมนะครับ ผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องเล็กน้อย นี่เขาจะเอ่ยถึง ความจำเป็นบางอย่าง เพราะประถมนี่ เป็นเด็กอยู่ก็มีการอนุโลมบางอย่างนะครับ ผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และสถานศึกษาเห็นว่าจะซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลยดุลพินิจของสถานศึกษา เห็นไหม สถานศึกษาทั้งหมดเลยไม่ค่อยเป็นกฎหรอกนะครับ อาจผ่อนผันให้เลื่อนชั้นได้นะครับ โดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. เกณฑ์เรื่องเวลา จะต้องมีเวลาเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 นะครับ 2. จะต้องประเมินทุกตัวชี้วัด หมายถึงเรื่องกลุ่มสาระก็ต้องผ่านด้วย 3. จะต้องตัดสินผล ติด 0 ได้ ติด ร. ติด มส. ไม่ได้ ต้องตัดสินผล 4. จะต้องประเมินอีก 3 เรื่อง นอกจาก เรื่องที่ 1 คือกลุ่มสาระแล้วนะครับ ฉะนั้นต้องประเมินในเรื่อง อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ครบ 4 องค์ประกอบ รวมทั้งเวลาเรียนครบนะครับ ก็อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้ครับ เลื่อนชั้นนะครับ ซึ่งมันจะคล้าย ๆ กับจบ จบเหมือนกัน คล้าย ๆ กัน ในกรณีที่เป็นวิชาพื้นฐาน จะต้องผ่านทุกตัวชี้วัด เขาก็ยังเน้นในเรื่องของกลุ่มสาระอยู่ นี่คือเลื่อนชั้น ไอ้การเลื่อนชั้นนี่ มันมีการเลื่อนชั้นระหว่างปี หรือเรียกว่าการ Pass ชั้น เลื่อนชั้นระหว่างปีนี่ เขาเปิดโอกาสสำหรับเด็กที่มีสติปัญญา หรือมีความสามารถเป็นเลิศ อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้ เช่น เทอมนี้ อยู่ ป.2 เทอม 1 อยู่ ป.2 เทอมหน้า แทนที่จะอยู่ ป.2 เทอม 2 ไม่ใช่เท่าไร กลายเป็น ป.3 เทอม2 อย่างนี้ เรียกว่าเลื่อนชั้น หรือ Pass ชั้นครับ ระหว่างปีนะครับ การเลื่อนชั้นหรือ Pass ชั้นระหว่างปีนี่ จะต้องเป็นคณะกรรมการ สังเกตนะ ไม่ค่อยมีตัวคนนะครับ ไม่รวมเงินก็กรรมการนี่เสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ โดยการเลื่อนชั้นระหว่างปีนี่ ให้เลื่อนชั้นได้แค่ 1 ระดับ เช่น ป.2 ไป ป.3 ไม่ใช่ ป.2 ไป ป.5 อย่างนี้ไม่ได้นะ หรือ ป.4 ไป ป.5 อย่างนี้ไม่ใช่ ป.4 ไป ป.6 นะครับ ก็คือได้ 1 ชั้น ทั้งนี้ต้องให้เสร็จก่อนเทอม 2 นะครับ และผู้ปกครอง ผู้เรียนจะต้องยินยอมนะครับ นะครับ ส่วนรายละเอียดอาจจะไม่พูดนะ การเรียนซ้ำชั้น ประถมมัธยมก็มีซ้ำชั้น ซ้ำชั้นคืออะไร ซ้ำชั้นคือเรียนชั้นเดิม การเรียนซ้ำชั้นเกิดในกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องซ้ำชั้นนะครับ โดยสถานศึกษามาแล้ว ตั้งกรรมการ โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ ความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักนะครับ ผู้เรียนที่ไม่มีคุณสมบัติในการเลื่อนชั้น ผู้เรียนที่ไม่มีสมบัติในการเลื่อนชั้น สถานศึกษาจะต้องให้เรียนซ้ำ บังคับ ต้องให้ซ้ำ ยกเว้นกรณีต่อไปนี้ กรณีต่อไปนี้ เป็นกรณีอนุโลมนะ อย่างที่บอก ประถม อนุโลมเยอะมาก แต่มัธยมกับอนุปริญญานี่ เขาไม่อนุโลมนะ เพราะถือว่าโตแล้วนะครับ การเลื่อนชั้น มีข้ออนุโลม 3 ข้อดังต่อไปนี้ ก็คือ 1. หากผู้เรียนมีเวลาเรียน ไม่ถึงร้อยละ 80 ด้วยเหตุสุดวิสัย แต่เรื่องอื่น ๆ ดีครบถ้วนนะ เลื่อนก็เลื่อนนะครับ 2. ผู้เรียนมีมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดไม่ถึงเกณฑ์ ในบางวิชา แต่คิดว่าจะซ่อมเสริมได้ในปีถัดไป เรื่องอื่น ๆ ครบ เลื่อนก็เลื่อน อันนี้ข้อใดข้อ 1 นะครับ หลาย ๆ ข้อรวมกันก็ไม่ให้นะ 3. นี่ล่ะ เป็นตัวสำคัญตัวหนึ่ง ป.ต้น จะต้องมีวิชาในวิชาภาษาไทยกับวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์พอใช้ เพราะประถมต้นนี่ จะต้องรู้เครื่องมือการเรียนรู้ คือต้องรู้คณิตและภาษาไทย ถ้าไม่รู้ภาษาไทยจะเป็นอุปสรรคเพราะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ก็จะเรียนในชั้นโตขึ้นลำบาก เพราะฉะนั้น จะต้องเคร่งครัดที่ภาษาไทยกับคณิตศาสตร์ แต่ ป.ปลาย ดู 4 วิชา ก็คือ ไทย คณิต วิทย์ สังคม นะครับ อนุโลมได้ที่ 4 วิชา เขาจึงเรียก สาระ 4 ตัวนี้ว่า สาระหลักนี่ มันจะมีอีก 4 ตัวที่เหลือ ไม่ใช่สาระหลัก การสอนซ่อมเสริมบ้าง สอนซ่อมเสริมนี่ทำเมื่อไหร่ มีซ่อมเสริมมี 2 นัยนะ คือเสริมคือเก่งอยู่แล้ว แต่ซ่อมคือไม่เก่งนะครับ แต่โดยพื้นฐานเรามักจะดูความหมายของการซ่อมเป็นหลักนะ คือไม่เก่ง การซ่อมเสริมดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ดำเนินการในกรณีที่ผู้เรียนมีความรู้ทักษะไม่พอที่จะเรียน 2. ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความรู้ทักษะออกมาให้เห็นได้ ระหว่างการเรียน 3. จะซ่อมเสริมก็ต่อเมื่อ ผู้เรียนมีผลประเมินปลายปีต่ำกว่าเกณฑ์การประเมิน พูดง่าย ๆ ว่าติด 0 จะต้องซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัว การซ่อมเสริมทำใน 3 กรณีนะครับ ถ้าโจทย์ออกข้อสอบ บรรจุถามว่า การเรียน การจัดการซ่อมเสริมให้เด็กชาย A เด็กชาย A ต้องเข้าข่ายในกรณีใด ก็จะ 3 กรณีนี้นะครับ หรือกรณีใดไม่เข้าข่ายการสอนซ่อมเสริม อะไรอย่างนี้นะ จบบ้าง อันนี้เกณฑ์การจบ เด็กจะจบประถม อาศัย 5 ข้อ ซึ่งเมื่อก่อนคือ 4 ข้อ 1 วรรคนั่นแหละ อันเดียวกันนั่นแหละครับ แต่คราวนี้เขียนชัดขึ้น สังเกตมันจะมีเรื่องกลุ่มสาระ อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ เพราะ 4 เรื่องนี้ สำคัญมาก นี่คือองค์ประกอบนะ นี่ 1 นี่ นะครับ 2 3 4 อ่านเป็นข้อ ๆ แล้วกัน เกณฑ์การจบระดับประถม จะจบได้ต้องเรียนก่อนครับ เรียนทั้งวิชาพื้นฐานนะครับ วิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างของหลักสูตรให้ครบ ถึงจะจบได้นะครับ 2. เมื่อเรียนครบแล้ว การประเมินรายวิชาพื้นฐานทุกกลุ่มสาระจะต้องผ่านนะครับ อ่านคิดวิเคราะห์อะไรก็ต้องผ่าน ลักษณะอันพึงประสงค์ก็ต้องผ่าน ก็ต้องผ่าน อย่างนี้จบประถมได้ แต่จบประถม นี่ ไม่ถือว่าจบการศึกษานะ เพียงต้องไปเรียน ม.1 ต่อ เพียงแต่จบจากโรงเรียนนี้ ไปเรียนโรงเรียนที่อื่น หรือโรงเรียนนี้มี ม.1 ต่อ ก็ต้องสอบเข้า เพื่อจะเรียน ม.1 ต่อ จะจบได้จนถึง ม.3 เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี นะครับ เพราะฉะนั้นจบประถมก็คือจบเฉย ๆ จะต้องไปเรียนต่อ ไม่เรียนต่อ ผิดกฎหมาย ผู้ปกครองถูกดำเนินคดีนะครับ เอาละ ประถมจบไปแล้ว ต่อไป มัธยมก็จะมีส่วน บางส่วนค่อนข้างจะคล้ายกัน เพราะฉะนั้นบางเรื่องครูก็จะพูดแบบคร่าว ๆ นะครับ เรื่องแรกการตัดสินผล ก็จะมา 4 ข้อ 1 วรรค 1 2 3 4 5 เหมือนประถมเลย และเกือบเหมือนกันทุกประการเลย อย่างที่ชัดเจนคือต้องมีประเด็นเรื่องนี้ 1. ก็คือกลุ่มสาระ นี่ กลุ่มสาระ นี่คือประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 จะต้องมีอ่านคิดวิเคราะห์ 3. ต้องมีลักษณะอันพึงประสงค์ 4 ต้องมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พูดง่าย ๆ ว่า ประถม ม.ต้น ม.ปลาย จะต้องประเมิน 4 เรื่องนี้ มาดูรายละเอียดเป็นข้อบ้าง การตัดสินผลระดับมัธยม อันที่ 1 ดูที่ ให้ตัดสินเป็นวิชา และต้องมีเวลาเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของวิชาเรียนนั้น ๆ ต่างกันกับประถมข้อนี้แหละ ประถมนี่ ครูประจำชั้นเช็กทีเดียวทั้งวันเลย แต่มัธยม วิชาใครวิชามัน เช่น 8 โมงครึ่งถึง 9 โมงครึ่ง วิชาครู A เราไม่ชอบครู A เราขาดบ่อยนัก ก็คือเวลายังไม่ครบวิชานั้น ติด มส. ไม่มีสิทธิ์สอบ 9 โมงครึ่งถึง 10 โมงครึ่ง ชอบอาจารย์ B เรียนประจำเลย วิชานี้ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้น คิดเป็นวิชา ๆ นอกนั้นเหมือนประถมเลยก็คือ ข้อ 2 ได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด มันจะต้องผ่าน 3 ต้องตัดสินผลทุกวิชา แปลว่าติด 0 ได้ ติด มส. กับ ร. ไม่ได้ อันนี้ไม่จบนะครับ เลื่อนชั้นไม่ได้ แต่ติด 0 ไม่เป็นไร ถือว่าตัดสิน แต่ต้องติดในขอบเขตที่กำหนดได้นะ 3 C ต่อไป ประเมิน อ่านคิดวิเคราะห์ ลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งวรรคสุดท้ายก็คือ วิชาพื้นฐานจะต้องผ่านทุกรายวิชา ต่อไป เมื่อตัดสินเสร็จ ผลเสร็จ ก็ให้เกรด เราก็เรียนไปแล้วอย่างที่บอก เกรดมัธยมไม่เหมือนประถมครับ ประถมมีการตัดเกรดทั้งหมด 6 แบบ มัธยมมีแบบเดียว และเป็นแบบ 8 เกรด เกรดคือแบบนี้ มีแบบเดียวนะ และที่เหมือนประถมก็คือ เกณฑ์ 0 ก็คือ 0-49 และข้อความที่ใช้ก็คือ 0 คือต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องจำไว้ดี ๆ นะครับ มีเกรดแบบเดียว กรณีที่เป็นโรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนหลักสูตรนานาชาติ หรือกรณีที่เป็นนักเรียนที่จะไปเรียนต่างประเทศ เขาจะทำระเบียบก็ด้วยการแปล กรณีที่เป็นโรงเรียนที่จะไปเรียนต่างประเทศ แต่เรียนโรงเรียนที่เป็นหลักสูตรต่างประเทศ เขาจะมาอย่างนี้เอง คือแปลเป็น A เป็น B+ พวก นี้ เป็น B พวกนี้นะครับ บางโรงเรียนก็ทำแต่ต้น บางโรงเรียนก็ทำเป็นระเบียบว่าด้วยการแปลฉบับแปลนะครับ จะได้หน่วยกิต ประถมไม่มีนับหน่วยกิต แต่มัธยมนับ จะนับหน่วยกิตก็ต่อเมื่อได้เกรด 1 ขึ้นไปถึงจะนับหน่วยกิตนะครับ กรณีที่ไม่สามารถให้เกรดได้ ก็วันนี้สำคัญมากเลย ให้ใช้อักษรต่อไปนี้คือ มส. ก็คือไม่มีสิทธิเข้าสอบปลายภาคเรียน ด้วยเหตุก็คือเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ก็เป็นวิชาใครวิชามันนะ มส. นะครับ 2 ก็คือติด ร. ร. ก็คือยังรอการตัดสิน หรือยังตัดสินผลไม่ได้ อาจจะงานไม่ครบ หรือยังไม่ได้สอบ บางประการ หรือเหตุผลอื่น ๆ เช่น ช่วง… ตัดสอบไม่ได้ อันนี้ก็จะติด ร. ไม่ได้แปลว่านะ เสมอไปนะครับ ไม่ได้แปลว่าบกพร่องเสมอไป อันแรกคือประเมินกลุ่มสาระ อันที่ 2 คือประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนเหมือนประถมเลย คือมี 2 เกรดคือผ่านกับไม่ผ่าน กรณีผ่านมี 3 อย่างก็คือดีเยี่ยม ดี และผ่าน องค์ประกอบที่ 3 ลักษณะอันพึงประสงค์ ก็เหมือนกันกับประถมอีกก็คือ มีเกรด 2 เกรดคือผ่านกับไม่ผ่าน กรณีผ่าน มี 3 อย่าง เหมือนกันเดี๊ยะเลย คือดีเยี่ยม ดี แล้วก็ผ่านนะครับ รายละเอียดเหมือนกันนะครับ มาถึงองค์ประกอบสุดท้าย คือองค์ประกอบเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี่ มี 3 แบบ เหมือนกันเดี๊ยะ ก็คือ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวนักเรียนนี่ แบ่งเป็น 2 ตัวก็คือกิจกรรมกลุ่ม วินัย คือ ลูกเสือเนตรนารีพวกนี้ กับกลุ่มชมรมชุมนุม แล้วองค์ประกอบที่ 3 ลักษณะที่ 3 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนก็คือ เพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ก็คือที่ครูพูดว่ากิจกรรมเสื้อสีครามน่ะ ที่พาไปทัศนศึกษาบ่อย ๆ ตัวนี้นะครับ ทั้ง 3 ลักษณะกิจกรรมในทุก ๆ กิจกรรม ไม่ว่าชมรมชุมนุมอะไรก็ช่าง ให้ดู 3 เรื่อง เหมือนเดิมเลย เหมือนประถมเลยก็คือดูเวลาเข้ากิจกรรม ดูการปฏิบัติกิจกรรม แล้วดูผลการปฏิบัติกิจกรรม เหมือนกันกับประถมเหมือนกันก็คือ บางโรงเรียนเข้มงวด ได้ทำได้จริง บางโรงเรียน โรงเรียนก็ทำไม่เท่ากัน เดี๋ยวโรงเรียนก็ละเลย บางโรงเรียนนี่ อาทิตย์แรกมา เข้าชมรมขึงขัง แล้วก็หายไปนะครับ แต่มีเกรดออกมาได้ ก็แปลกใจนะ ก็แปลกใจ อันนี้ก็เป็นข้อที่น่าคิดของหลักสูตรตั้งแต่ไหนแต่ไร ครบแล้วนะครับ การให้เกรด อ้อ ยัง ๆ นิดหนึ่ง การให้เกรดของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนก็เหมือนกับประถมนะครับ มัธยม ก็คือมี 2 เกรดคือ ผ. กับ มผ. ผ. คือผ่านเกณฑ์ มผ. คือไม่ผ่านเกณฑ์ ความหมายเดียวกันเลยนะครับ กรณี มผ. นี่ แก้แล้ว จาก มผ. เป็น ผ. ทำงานให้เพิ่มหรือกิจกรรมซ่อมเสริมอะไรก็แล้วแต่นะครับ หากมีเหตุสุดวิสัยนะครับ ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา และต้องทำให้เสร็จในปีการศึกษานั้น ทีนี้ มัธยมก็จะมีรายละเอียดที่มันมากขึ้นกว่าประถมหน่อยหนึ่ง การเปลี่ยนเกรดจากศูนย์ การเปลี่ยนผลการเรียนเมื่อได้ 0 คนที่ได้ 0 โรงเรียนจะต้องจัดให้มีการซ่อมเสริม ก่อนสอบแก้ตัว และทำได้ 2 ครั้ง รอบสอบแก้ตัว ทำได้ 2 ครั้งนะครับ เพราะฉะนั้นก่อนจะสอบ ต้องซ่อมเสริมให้เขาก่อน ถึงสอบ ทำได้ 2 ครั้งนะ หาก 2 ครั้งแล้วยังตก 0 อีก ให้สถานศึกษาตั้งกรรมการ น่ะ มาอีกแล้ว กรรมการอีกแล้ว ไม่มีเดี่ยวนะ ปฏิบัติดังต่อไปนี้ กรณีเป็นวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำ กรณีเป็นวิชาเพิ่มเติม ทำได้2อย่างคือ เรียนซ้ำ หรือเปลี่ยนวิชาใหม่ กรณีเป็นวิชาใหม่ จะต้องเขียนใน ปพ. 1 หรือเรียบเรียงแสดงผลไปเลยว่าเรียนแทนวิชาอะไรนะครับ ต่อไปเกรด ร. ร. ที่เราเรียกว่า I หรือ M พวกนั้นน่ะนะครับ I ร. ก็คือ ยังตัดสินผลไม่ได้ ยังไม่ได้รับการตัดสินครับ ให้แก้ไขตามเหตุ ยังไม่ส่งงาน ให้ส่งงาน ยังไม่สอบ ให้สอบ แก้ไขตามเหตุ แก้แล้ว จะได้ตกอีกก็ได้ ได้ 0 ตกอีกก็ได้นะครับ หรือได้ถึงเกรด 4 ก็ได้นะครับ และข้อสำคัญ หากทำไม่เสร็จ ในเวลาที่กำหนด จะเปลี่ยนเกรด 0 เปลี่ยน ร. ไปเป็น 0 โดยอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยเราก็เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเรานี่ ใครติด ร จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ ร หรือแก้ I นี่ หลังเปิดเทอมไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าใครไม่ยื่น อาจารย์ปฏิเสธ ติด ร. ตั้งแต่ปี 2 เพิ่งนึกได้ตอนปี 4 จะฝึกสอนแล้ว ไปขออาจารย์ปฏิเสธได้ ติด 0 ทันทีเลย แล้วก็ไม่ได้ฝึกสอน ถ้าเป็นวิชาสำคัญ เราก็จะต้องแก้ ร. ไม่ แก้ ร. ไม่ได้สิ เพราะมันเป็น 0 แล้ว ต้องไปเรียนใหม่นะ เพื่อที่จะไปฝึกสอนได้นะ นะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราติด ร. หรือติด I นี่ ไปยื่นคำร้องไว้ก่อนนะ ยื่นคำร้องเสร็จ กระบวนการแก้ I นี่ อาจจะมีการช้าได้บ้างไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ยื่นนี่ จบเลยนะ จบเลย เหมือน… เหมือนไม่ไปทำเอกสารหรือทำเรื่องไว้ นี่ ก็จบกันนะ เพราะฉะนั้น จะเป็น 0 ทันทีนะครับ มส. บ้าง มส. นี่ แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรก คือกรณีที่เวลาเรียน ไม่น้อยกว่า 60 แต่ไม่ถึง 80 เขาเรียกกรณีอนุโลมได้ เพราะมันเรียนค่อนข้างเยอะนะครับ กรณีนี้ ให้ทำการซ่อมเสริมหรือจัดงานเพิ่มหรืออะไรก็แล้วแต่ตามเหตุนะครับ แล้วก็แก้ มส. เป็น 1 เท่านั้นนะครับ แล้วต้องทำให้เสร็จในปีการศึกษานั้น หากไม่มาดำเนินการ ก็ให้ดูดุดุลพินิจนะครับ เมื่อพ้นกำหนดแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ถ้าเป็นวิชาพื้นฐาน เรียนซ้ำ ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติม ให้ดูดุลพินิจของสถานศึกษานะ ว่าจะให้เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนใหม่นะครับ แบบที่ 2 แบบหนักหน่วงก็คือ เพราะ ติดเพราะ เวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 อันนี้ถือว่าหนักหน่วง ไม่มีการให้ทำใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการให้งานนู่นนี่นั่นทั้งสิ้น จัดการเลยก็คือ 1. ถ้าเป็นวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำ ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติม ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาที่จะให้เรียนซ้ำ หรือให้เรียนใหม่ เมื่อเป็นการเปลี่ยนวิชาใหม่ จะต้องบันทึกว่าแทนวิชาใดนะครับ การเปลี่ยน มผ. บ้าง มผ. ก็คือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ ครูขออนุญาต บางเรื่องให้ไปอ่านเองนะ เลื่อนชั้น ก็ให้ไปอ่านเองนะครับ เรียนซ้ำชั้น ก็พูดไปแล้ว คล้าย ๆ กัน ให้ไปอ่านเองนะครับ ซ่อมเสริมก็เหมือนกัน มาถึงเรื่องสำคัญ เกณฑ์การจบ เอาละ จบ อันแรก จบ ม.ต้น เรียกว่า “จบการศึกษาภาคบังคับ” จบ ม.3 นี่แหละ อันที่ 2 คือการจบ ม.ปลาย จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจบในหลักสูตรนี้ มันมีจบ 3 แบบ 1. คือจบประถม จบโรงเรียนประถม หรือจบชั้นประถม 6 แล้วต้องไปเรียน ม.1 ต่อ อันนี้ไม่เรียนต่อไม่ได้นะครับ โทษที จบแบบที่2 เรียกว่าจบ ม.ต้น หรือจบ ม.3 หรือชื่อที่จริง ๆ ก็คือ “จบการศึกษาภาคบังคับ” จบแล้วไม่เรียนต่อก็ได้ครับ อันที่ 3 คือจบหลักสูตร หรือจบ ม.6 หรือเรียกว่า “จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน” นี่คือจบจริง ๆ เลย จบหลักสูตร หลักสูตรเป็น 12 ปี นะครับ ไอ้เกณฑ์การจบประถม ม.ต้น ม.ปลายนี่ มันแทบจะเหมือนกันนะ ในองค์ประกอบก็คือต้องมี 4 องค์ประกอบ ก็คือ 1. ต้องมีเรื่องกลุ่มสาระ 2. ต้องมีเรื่องอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นี่คือ ม.ปลาย นะ ม.ต้นก็เหมือนกัน ประถมก็เหมือนกันครับ จะต้องมีเรื่องรายวิชาและกลุ่มสาระ ต้องมีอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน อาจจะมีตัวแปลกบ้าง เรื่องหน่วยกิต สำหรับมัธยม และประถมเรื่องเวลาเรียนอะไรพวกนี้นะ เอาล่ะ มาดูประถมก่อน โทษที มาดู ม.ต้น ก่อน ผู้เรียนจะต้องเรียนก่อน ทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเพิ่มเติม ไอ้ตรงนี้เปลี่ยนแปลงแล้ว ตัวนี้ เปลี่ยนแล้ว ให้ไปอ่านให้ดี ๆ ไปหาข้อมูล ณ วันสอบบรรจุครู เพราะมันจะเปลี่ยน อย่างเช่น ตอนหลักสูตร 44 นี่ หลักสูตร 44 บอกแบบหนึ่ง ตอนปี 44 พอปี 45บอกแบบหนึ่ง พอปี 47 บอกแบบหนึ่ง มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์นะครับ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนแล้วนะครับ แต่ที่ไม่เปลี่ยนก็คือ ยังต้องเรียนวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม 3 โครงสร้าง นะครับ ไอ้พวกนี้เปลี่ยนแล้วนะครับ หาข้อมูลเพิ่มนะ ครูบอกวันนี้ มันก็ทิ้งแค่วันนี้นะครับ อันนี้เปลี่ยนนะครับ ข้อ 2 จะต้องเรียนน้อยกว่า 77 หน่วย อันนี้ก็เปลี่ยน ไอ้ตัวที่ครูขีดฆ่านี้เปลี่ยน แต่ข้อความนั้นไม่เปลี่ยน ยังต้องจบ 66 นี้ยังเหมือนเดิม แต่อันนี้เปลี่ยน คือข้อความของข้อ 1 ข้อ 2 นี่ มันมีส่วนใช้ได้และใช้ไม่ได้ ต้องไปหาข้อมูล ข้อ 3 4 5 นี่ เหมือนเดิม อ่านคิดวิเคราะห์ ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี่ เหมือนเดิมนะครับ ม.ปลายก็เหมือน ม.ต้น มันจะมีปัญหา 2 ข้อแรก อันที่ 1 สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ จะต้องเรียนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นกิจกรรมอะไรให้มันครบ ตามที่สถานศึกษากำหนด แต่ตัวเลขนี่เปลี่ยนแล้ว ตัวเลขนี่เปลี่ยนแล้ว ไปหาข้อมูลนะครับ หาข้อมูล จะต้องจบ 77 ตัวนี้ต้องไปหาข้อมูลนะ แต่ตัวเลขนี้ยังเหมือนเดิม และตัวนี้ก็เปลี่ยนแล้ว เพราะครูบอกไปมันก็ตรงวันนี้ อีกปีหน้าจะเปลี่ยนใหม่อีก สรุปว่าต้องเรียนครูวิชาพื้นฐานเบื้องต้นให้ครบตามโครงสร้างแหละนะครับ หน่วยกิต 41 หน่วยแหละ ในวิชาพื้นฐาน นอกนั้นเปลี่ยนแปลงนะครับ ส่วนข้อ 3 4 5 เหมือนเดิมครับ อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะ เรื่องถัดไป การเทียบโอน ผลการเรียน ให้สถานศึกษาเทียบโอนผลการเรียน โดยสิ่งต่อไปนี้เรียกว่าเทียบโอน สมัยเก่า ราชภัฏ หลักสูตรเดียว ทำโดยหน่วยงานกลาง ใช้ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะราชภัฏเชียงราย ราชภัฏบุรีรัมย์ ราชภัฏเลย ราชภัฏนครราชสีมา ราชภัฏเทพสตรี ราชภัฏวลัยอลงกรณ์ ราชภัฏสุราษฎร์ ที่ไหน ๆ ก็ช่าง เรียนหลักสูตรเดียวกัน ถ้าเกิดเราจำเป็นต้องย้ายไปเชียงราย เขาเรียกว่าย้ายครับ เมื่อในหลักสูตรเดียวกันเรียกว่าย้าย ย้ายไปนะ แต่ถ้าไป มข. คนละหลักสูตรกันเรียกโอน โรงเรียนประถมมัธยมก็เหมือนกัน หลักสูตร 44 หลักสูตร 51 นี่ เนื่องจากว่าโรงเรียนทำเอง เป็นหลักสูตรโรงเรียนใคร โรงเรียนมัน ก่อนหน้านั้น จะเป็นการย้าย แต่หลักสูตร 33 สมัยครูเรียกว่าย้ายโรงเรียน เพราะทั้งประเทศใช้หลักสูตรเดียวกัน ระเบียบเดียวกันเลย เหมือนกันเลย แค่ย้ายเฉย ๆ แต่หลักสูตร 44 เป็นต้นมา ไม่มีคำว่าย้ายอีกต่อไป เพราะแต่ละโรงเรียนก็เป็นคนละหลักสูตร จะเป็นการเทียบโอน เพราะฉะนั้นการเทียบโอนก็หมายถึงสิ่งต่อไปนี้ก็คือการย้ายนั่นเอง แต่ผู้ปกครองเรา เขาเรียนมาตามหลักสูตรเก่า เขาจะคำ เขาจะเข้าใจว่าย้าย แต่จริง ๆ มันคือการโอน เทียบโอนนะครับ เขาคิดว่าย้าย ๆ ๆ จริงๆ ไม่มีการย้ายแล้วนะครับ การเทียบโอนก็หมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ 1. ย้าย 2. เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา เช่น Home School หรือบ้านเรียนมาเรียนในโรงเรียน หรือโรงเรียนกลับไปเป็นการศึกษานอกโรงเรียน หรือเรียนดนตรีสยามกลการ มาเทียบโอนหน่วยการเรียน หรือเป็นโรงเรียนกีฬา มีความสามารถฟุตบอล ไม่อยากเรียน เทียบโอนได้หมดเลย ย้ายหลักสูตร ละทิ้งการศึกษา และขอกลับเข้าศึกษาต่อ กลับจากต่างประเทศแล้วขอเข้าศึกษาต่อ พวกนี้ เรียกเทียบโอนทั้งหมดนะครับ ย้ายตอนนี้ยังเหลือเท่าที่มีวิทยาเขต เช่น ราชมงคลนี่ น่าจะยังเรียกว่าย้าย เพราะราชมงคลกลางอยู่ที่โคราช สามารถย้ายไปแล้วจำนวนกาฬสินธุ์ได้ ไม่ต้องเทียบโอน เพราะใช้หลักสูตรเดียวกัน อย่างนี้ยังมีย้ายอยู่นะครับ แต่ตอนนี้ประถมนี่ผมเรียกว่าเทียบนะครับ การเทียบโอนนั้น เขามีข้อบังคับว่าให้ทำในช่วงต้นของเทอม เทียบโอนเสร็จแล้ว จะต้องเรียนต่ออย่างน้อย 1 เทอม ไม่ใช่เทียบโอนเสร็จ โอน โอนอยู่นั่นแหละ เทียบโอนแล้วก็ต้องเข้าไปเรียนนะครับ ให้สถานศึกษาทำการรับการเทียบโอน โดยดูจาก 3 ลักษณะต่อไปนี้ เวลาจะโอนนะ 1. กรณีมีหลักฐาน เช่น เรียนโรงเรียนราชสีมาฯ จะไปโรงเรียนสีดา แปลว่าต้องมีหลักฐานให้พวกเราพอ อย่างนี้ เอาหลักฐานไปแสดงเลย แล้วโอนกันเลยนะครับ แบบที่ 2 อาศัยสอบความรู้ เช่น พ่อแม่สอนเองอยู่บ้าน Home School เอามาสอบสิ คณิตศาสตร์ ป.3 ทำได้ อ้าว โอเค ไม่รู้จะเอาหลักฐานให้ไหนได้ เพราะพ่อแม่เอาหลักฐานให้ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยการสอบความรู้ 3. อาศัยการปฏิบัติ เช่นวิชาฟุตบอล วอลเลย์บอล ก็ต้องปฏิบัติ เพราะมันมี 3 ลักษณะ ให้ตั้งเป็นกรรมการ ไม่น้อยกว่า 3 ไม่เกิน 5 รายละเอียด คงไม่พูดแล้วนะครับ มาถึงสิ่งสำคัญแล้ว หลักฐาน หลักฐานนี่ เป็นหลักฐานสำคัญ เช่น ใช้จบการศึกษา ใช้เรียนต่อ ใช้ทำงาน พวกเราปริญญาตรีเรียกว่า Transcript พวกนี้ พวก ใบรับรองคุณวุฒิ ใบรับรองวิชาเอก พวกนี้นะครับ เขาเรียกว่า “หลักฐานการศึกษา” นะครับ เดิมนี่ ที่ครูบอกไว้ กระทรวงศึกษาธิการทำให้ ตอนเป็นหลักสูตรเก่า ก็คือเอกสารพวกนี้ ที่ครูให้เราเห็นมาก่อนหน้านี้ นี่นะครับ นี่ ไม่ว่าจะเป็นอนุบาลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประถม ไม่ว่าจะเป็นมัธยม กระทรวงศึกษาธิการทำให้เลยนะครับ นี่คือปกมัน นี่คือข้างในมัน นี่ของประถม นี่นะครับ ข้างในมันนี่ ทำให้เลย เช่นเช็กเวลาเรียนนี่ นี่ คนที่ 1 เด็กชายเอกนี่ วันหนึ่งเช็ก 2 ครั้งนี่ ครูบอกแล้วไง ว่า มาเช้า บ่ายขาด บ่าย เช้า เช้าไม่มา บ่ายมานี่ เช็ก วันหนึ่งเช็ก 2 ครั้ง นี่ของประถมนะครับ นี่อย่างนี้ เขาทำให้เลย นี่ทำให้เลย แบบกรอกคะนงคะแนน มีให้เลยนะครับ นี่ ประเมินเลยนี่ เกรดปลายปี ปลายภาค เป็นอย่างไร วิชาภาษาไทย วิชาอะไรก็มีหมดเลยนะครับ แต่ว่าพอเป็นหลักสูตร 51 กับหลักสูตร 44 นี่ เขาเชื่อว่าครูกับโรงเรียนมีศักยภาพ จึงทำให้บางส่วนแค่นั้น เอานะครับ หลักฐานการศึกษานี่ แบ่งเป็น 2 ประเภท แบ่งออก 2 ประเภท 1. เรียกว่าหลักฐานที่กระทรวงกำหนด ไอ้ตัวนี้ตอนหลักสูตร 44 นะ เรียก “บังคับแบบ” นี่ แต่ละปีมันก็เรียกไม่เหมือนกันนะ ตอน 44 เรียก “บังคับแบบ” ตอน 51 เรียก หลักสูตรเป็น “เอกสารที่กระทรวงกำหนด” 2. เป็นเอกสารที่สถานศึกษาทำเองหรือสถานศึกษากำหนด เอกสารหลักฐานที่กระทรวงกำหนดมีอยู่ 3 ตัว 1. คือ ปพ. 1 ชื่อเต็มคือ “ระเบียนแสดงผลการเรียน” 2. คือ ปพ. 2 หรือ “ประกาศนียบัตร” 3 ก็คือ ปพ. 3 หรือ “แบบรายงานเพื่อสำเร็จการศึกษา” เอกสารที่กระทรวงกำหนดนี่ มันจะมีทั้งชื่อเต็มและชื่อย่อ คือ ปพ. ครับ แต่เอกสารหลักฐานที่โรงเรียนทำเองนี่ จะไม่มีชื่อย่อ จะมีแต่ชื่อเต็ม เช่น บันทึกรายงานประจำวิชา แบบรายงานนามสกุลนักเรียนหรือสมุดพกนี่ หรือใบรับรองผลการเรียน หรือระเบียนสมุดพกนี่ ไม่มีชื่อย่อให้อย่างเป็นทางการ โรงเรียนตั้งเองได้ เช่น เมืองคง 1 ฉบับนี้ อันนี้เมืองคง 2 อย่างนี้ ก็ได้ แต่ว่า จะมีบางโรงเรียนยังติดอยู่ ก็ใช้ ปพ. 4 ปพ. 5 ปพ. 6 ทั้งที่ในระเบียบมันไม่ได้กำหนดนะ แต่เขาเขียนเอง และเขาไปเอาข้อสอบบรรจุ ซึ่งมันไม่มีน่ะ ปพ.4 มันคือเอกสารใด มันไม่มี แต่เอาออกได้อย่างไรนะครับ นี่คือต้องระวังเวลาไปสอบบรรจุ นะครับ ทำไมเอกสารพวกนี้ไม่บังคับ แต่ 3 ตัวนี้บังคับ เพราะว่าเอกสารบังคับ 3 ตัวนี้ เอกสารที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนี่ เป็นเอกสารที่ทุกคนจะต้องใช้ เช่นอันแรก ระเบียนแสดงผลการเรียนต้องใช้ แบบประกาศนียบัตรต้องใช้ แบบอันนั้นต้องใช้ โรงเรียนต้องใช้ ถ้าทำไม่เหมือนกัน 1. มันใช้ยาก 2. มันเกิดการด้อยค่า โรงเรียนรวย ทำมาเสียสวยเลย โรงเรียนไม่รวยก็ทำมาไม่สวย ก็กลัวเด็กด้อยค่า เพราะทั้งที่ ทั้งที่มันมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน เขาจึงทำมาจากหน่วยงานกลางนะครับ วันหนึ่ง ขณะครูสอนพวกเราอยู่อย่างนี้แหละ ก็มีรุ่นพวกเรารุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปโทรมา อาจารย์คะ หนูกำลังจะไปบรรจุค่ะ เขตพื้นที่โทรมาบอกว่า ให้หนูนำหลักฐานการจบปริญญาตรี ไปส่ง มันคืออะไรคะอาจารย์ Transcript หนูก็ให้ไปแล้ว คือ รบ. นะครับ Transcript ปริญญาบัตรหนูให้ไปแล้ว เขาบอกหนูไม่มีหลักฐานจบ แปลว่าหนูไม่จบ นี่แหละคือหลักฐานการศึกษาเราต้องรู้นะครับ Transcript ไม่ใช่เอกสารจบการศึกษานะ Transcript หรือ ระเบียนแสดงผลการเรียน หรือ ปพ. 1 มันชื่อมันบอกอยู่แล้ว เอาไว้แสดงเกรด มันบอกให้เกรด มันไม่ได้เฉพาะจบ เพราะฉะนั้น Transcript ขอตอนไม่จบก็ได้ หลักฐานการจบ สำหรับปฐมนิยม ชื่อว่า ประกาศนียบัตร มีไว้ให้มอบให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา นี่หลักฐานสำคัญสุด ๆ อยู่นี่ ถ้าปริญญาตรีน่าจะเรียกใบรับรองคุณวุฒิ หรือใบรับรองวิชาเอก ส่วนปริญญาบัตร เป็นของชื่นชมได้ กับ Transcript ไว้ดูเกรดนะครับ ไม่ได้แปลว่าจบนะครับ อันที่ 3 คือ แบบรายงานว่า โรงเรียนเรามีใครจบไปบ้างแล้ว อันนี้รายงานกระทรวงนะครับ หรือของเราเรียกขึ้นทะเบียนบัณฑิตที่ว่านี่แหละนะครับ หน้าตาเป็นอย่างไร ครูให้เคยเห็นหน้าตามันด้วยนะครับ อันนี้อยู่ในภาคผนวก ก นะ นะครับ ภาคผนวก ก ตัวอย่าง ปพ. 1 2 3 นะ อันแรกเป็นตัวอย่าง ปพ ปพ. 1 ชื่อมันคือ ปพ. 1 ป ปลา มันมี ปพ. 1 หลายแบบนะ นี่ ป ปลานะครับ อย่างที่บอก Trancript หรือ ปพ. 1 มันเอาไว้ดูเกรดครับ เห็นไหม ไม่บอกเกรด แค่นั้นเอง มันไม่บอกอะไรเลย ไว้บอกเกรดนะครับ นี่คือหน้าแรกของมันไว้บอกเกรด หน้าที่ 2 ก็ สรุปเกรดให้ดู อย่างที่ครูให้เราเห็นนะ เกรดของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ นี่ รายละเอียดต่าง ๆ มันมีไว้แค่บอกผลการเรียน Transcript ไม่ได้แปลว่าจบนะ นายทะเบียนเป็นคนจัดการเอกสารนี้ ครูเคยเป็นนายทะเบียนนะ ครูเคยทำพวกนี้มาก่อนนะ อันนี้ขยายใหญ่ขึ้น ให้ชัด ปพ. 1 นะ นี่ ผลการเรียนนะครับ มีหน้ามีหลังนะครับ เอกสารที่ 2 ครับ มีชื่อว่า ปพ. 2 อันนี้ พ พาน นะ ปพ. 2 พ พาน ปพ. 2 ก็คือประกาศนียบัตร มีไว้เพื่อแสดงว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษา นี่คือเอกสารการจบนะครับ มีประธานกรรมการศึกษาเซ็น และ ผอ. เซ็น ข้างหลังนายทะเบียนเป็นคนเซ็นนะครับ ครูเคยเซ็นตรงนี้นะครับ ตั้งแต่หลักสูตร 33 น่ะ ครูเคยเซ็น มาถึงเอกสารตัวที่ 3 มันมีชื่อว่า ปพ. 3 นี่ ปพ. 3 ป ปลา นะครับ มีไว้เพื่อรายงานว่ามีใครจบบ้าง รายงานไปที่เขตและกระทรวงนะครับ เช่น ลำดับที่ 1 นายเอนก นามสกุล แข็งขัน นี่ พ่อชื่อ แม่ชื่อ วันเดือนปีเกิด ได้ Transcript หรือ ปพ. 1 หมายเลขอะไร เลขที่เท่าไร ชุดที่เท่าไร ภาพประจำตัวนักเรียนคืออะไร ประชาชนคืออะไรนะครับ แล้วก็ผลของกลุ่มสาระ อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นอย่างไร รายงานให้ครบทุกคนที่จบ อันนี้แบบรายงานนะครับ 3 ตัวนี้คือกระทรวงกำหนดนะครับ ตัวที่ ปพ. 1 นี่ มี 3 แบบ คือ ป.1 ป ปลา ประถม บ ใบไม้ คือ ม.ต้น หรือภาษาภาคบังคับ บ ใบไม้แบบบังคับ พ พานก็คือจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ม.ปลาย นะครับ มีทั้งแบบพิมพ์ปกติ เขียนเอาเอง กับแบบพิมพ์โดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้แบบนี้ไม่ทำกันแล้วนะครับ เมื่อก่อนครูเคยเขียนอยู่นะ เอกสารตัวที่ 2 คือ ปพ. 2 อันนี้มีแค่ 2 ตัวคือ บ ใบไม้ กับ พ พาน เพราะการจบจริง ๆ มีแค่จบ 2 ครั้ง คือจบการศึกษาภาพบังคับ เรียนจบม.3 ป.6 มันต้องไปเรียนต่อไง กับจบ ป.6 เอ้ย จบ ม.6 หรือจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้น เอกสารนี้จะมีแค่ 2 เบอร์นะครับ แต่การรายงานจบมีรายงาน 3 ช่วง รายงานจบประถม เงินที่มีแค่ประถมก็ต้องจบ รายงานไปนะครับ รายงานการจบมัธยมต้น และมัธยมปลาย นี่คือเอกสารหลักฐานนะ อีก 7 นาทีครูจะทันไหมนี่นะ ครูจะเร่งที่สุดก็แล้วกันนะครับ ต่อไปในเอกสาร ตรงนี้กำหนด ครูไม่พูดแล้ว เพียงแต่บอกว่าไม่มีชื่อย่อนะครับ ต่อไป แนวทางการบริหาร การวัดและประมวลผลโรงเรียนทำอย่างไร นะครับ เขาก็จะมีโครงสร้าง เป็นรูป แต่ครูไม่อธิบายรูปนะ ครูจะพูดถึงคนดีกว่านะครับ จะมีคนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฝ่ายดังต่อไปนี้ คนกลุ่มแรกคือคน คนกลุ่มที่สำคัญที่สุด เขามีชื่อว่า “คณะกรรมการบริหารศึกษา” กลุ่มนี้มี ผอ. เป็นเลขาฯ ผอ. โรงเรียนเป็นเลขาฯ กลุ่มนี้ถ้ามีพรรค เขามักจะเป็นพรรคน่ะ เป็นประธาน ทีนี้พวกนายก อบต. พวกผู้ใหญ่บ้านนะ เป็นประธานครับ กลุ่มนี้สำคัญอย่างไร หน้าที่เขาคือ เขาให้ความเห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร ระเบียบวัดประเมินผล แนวปฏิบัติเกณฑ์ เขาไม่เห็นชอบ ทำไม่ได้ ใช้ไม่ได้ จะต้องให้เขาเห็นชอบนะครับ เพราะฉะนั้น เขาเป็นกลุ่มที่สำคัญ ที่สุดเลยนะครับ นอกจากเห็นชอบแล้ว เขายังต้องกำกับและติดตามด้วย ให้มันเป็นไปได้ ให้มันถูกต้องนะ กลุ่มแรก กลุ่มที่ 2 กลุ่มสำคัญเป็นเบอร์ 2 คณะกรรมการบริหารวิชาการและ หลักสูตรและสถานศึกษานะครับ วิชาการของสถานศึกษาก็คือ กลุ่มนี้ก็คือกลุ่มบุคลากรโรงเรียนนั่นเองนะครับ มี ผอ. เป็นประธาน กลุ่มนี้เรียกว่า “กลุ่มปฏิบัติ” กลุ่มเบอร์ 1 เรียก”กลุ่มอนุมัติ” นะครับ เบอร์ 2 เรียก “กลุ่มปฏิบัติ” คิดและให้เบอร์ 1 อนุมัติ เพราะฉะนั้นเบอร์ 1 นี่ เบอร์ 1 นี่ อนุมัติ เบอร์ 2 เป็นคนทำ เพราะฉะนั้น มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่กำหนดระเบียบคือทำระเบียบขึ้นมา ทำแผน กำหนดสิ่งที่จะประเมิน ทั้งอ่านคิดวิเคราะห์ ทั้งทุกอย่างเลยนะครับ ทั้งตรวจสอบรายงาน ทั้งหมดเลยนะครับ ต่อไปเป็นกรรมการย่อย คือกรรมการกลุ่มที่ 3 กรรมการกลุ่มสาระ กับกรรมการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เบอร์ 3 นี่ไม่มีก็ได้ เดี๋ยวดูว่ามันมีตอนไหน เบอร์ 4 กรรมการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เบอร์ 5 กรรมการคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4, 5 นี้ไม่มีก็ได้ แต่ 1, 2 ต้องมีเสมอนะครับ นอกจากนั้น จะมีกรรมการเทียบโอน อันนี้ไม่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เดี๋ยวจะว่าทำไมไม่มีอีกนะครับ ต่อไป มีอยู่แล้วคือตัว ผอ. เป็นประธานกรรมการชุดที่ 1 เป็นประธานกรรมการชุดที่ 2 และเป็นคนเซ็นอนุมัติต่าง ๆ นะครับ มีครูที่สอน โรงเรียนก็ต้องมีครูเป็นผู้สอน มีครูวัดผล นี่ครูเคยทำหน้าที่นี้นะครับ มีนายทะเบียนนะครับ ทั้งหมดนี่ เขาบอกว่า กรณีที่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ นี่ เช่นมีครูอยู่โรงเรียนแค่ 4 คนนี่ ให้ตั้งแค่ 1 กับ 2 พอ 1. คือกรรมการสถานศึกษา ทำหน้าที่ อนุมัติ 2. กรรมการบริหารวิชาการ และหลักสูตรสถานศึกษา มีหน้าที่ในการทำ ไอ้กรรมการต่อไปนี้ไม่ต้องทำหรอก เขามีครูอยู่ 4 คน อันนี้ไม่ต้องตั้ง อันนี้ไม่ต้องตั้ง อันนี้ไม่ต้องตั้งนะครับ ไม่อย่างนั้น ถ้าตั้งไปก็ประกาศ วันนี้เชิญกรรมการอ่าน เขียนประชุม ก็ 4 คนนี้ ประกาศวันนี้เชิญกรรมการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนประชุม ก็กลุ่มนี้ ประกาศกรรมการเทียบโอนประชุม ก็กลุ่มนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนน้อย ๆ ตั้ง แค่ 2 ชุด คือชุดที่ 1 กับชุดที่2 แล้วชุดที่ 2 ทำหน้าที่ที่เหลือหมดเลยนะครับ แต่ถ้าโรงเรียนเยอะ ๆ ครูเยอะ ๆ เอ้าช่วยกันทำงาน ก็ตั้งไว้หลาย ๆ ชุดนะครับ รวมทั้งให้มีคณะกรรมการประกันคุณภาพด้วย 2 เรื่องสุดท้าย การกำกับดูแลคุณภาพ เนื่องจากว่า รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการจะต้องจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงความเสมอภาค ถึงโอกาสที่ทุกคนจะเข้าถึงการศึกษา มุ่งเน้นคุณภาพ นั่นคือ จะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานให้ได้ จึงมีการกำหนดวัดและประเมินผลขึ้น 4 ระดับ เพื่อที่จะกำกับดูแลคุณภาพ ระดับที่ 1 คือระดับชั้นเรียน ก็มีการประเมินระดับชั้นเรียนโดยครูผู้สอนนะครับ ต้องมีการประเมินระดับสถานศึกษา รูปแบบของกรรมการที่โรงเรียนจัดการ และตัวที่ 3 คือประเมินระดับเขตพื้นที่ เราคงเคยเจอแล้ว ทำข้อสอบ LAS หรือข้อสอบ RT และ 4. คือประเมินระดับชาติ เพื่อจะคงประสิทธิภาพการจัดการสอน หรือดูว่าคุณภาพการจัดการการสอนระดับประเทศเป็นอย่างไร เรามักจะเจอที่ ป.3 ก็คือ NT เจอที่ ป.5 ป.6 ม.3 และ ม.6 ก็คือ O-NET เขาสอบเพื่อที่จะคงมาตรฐานการศึกษาให้เหมือนกันทั้งประเทศ แต่ไอ้จุดประสงค์ไปทำ… แล้วก็มาถึงเรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องการจัดทำระเบียบ ไอ้ที่เรียนมาทั้งหมดนี่ จุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อที่เราจะไปทำหน้าที่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราต้องเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลผู้เรียน 2. บางทีเราไปประเมินผลตามเขา เราอาจจะมีหน้าที่ในการจะต้องยกร่างระเบียบ เราจะได้ทำได้ และประโยชน์ที่ 3 ก็คือ 1. ก็คือ ไปทำให้มันถูกต้องตามที่เขาเขียนไว้โดยมีความรู้ 2. คือเป็น… ในการปฏิบัติให้มันมี หรือยกร่างระเบียบเอง 3 ก็คือมันใช้ในการสอบบรรจุ เราจะคัดคนให้มีความเข้าใจไปสอนหนังสือนะครับ เพราะฉะนั้น การจัดระเบียบจึงเป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ที่จะต้องจัดทำขึ้น และทำให้มันสอดคล้องกับข้อกำหนดของหลักสูตรปี 51 ทั้งหมดนี่ ก็เป็นบทที่ 10 โอ้โห ค่ะ โอเคค่ะ หมดแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]