﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.007 --> 00:00:12.007

4
00:00:12.008 --> 00:00:16.008

5
00:00:16.010 --> 00:00:20.010

6
00:00:20.014 --> 00:00:24.014

7
00:00:24.017 --> 00:00:28.017

8
00:00:28.020 --> 00:00:32.020

9
00:00:32.021 --> 00:00:36.021

10
00:00:36.023 --> 00:00:40.023

11
00:00:40.026 --> 00:00:44.026

12
00:00:44.028 --> 00:00:48.028

13
00:00:48.031 --> 00:00:52.031

14
00:00:52.036 --> 00:00:56.036

15
00:00:56.039 --> 00:01:00.039

16
00:01:00.041 --> 00:01:04.041

17
00:01:04.043 --> 00:01:08.043

18
00:01:08.046 --> 00:01:12.046

19
00:01:12.048 --> 00:01:16.048

20
00:01:16.054 --> 00:01:20.054

21
00:01:20.058 --> 00:01:24.058
(ผศ.ดร.กาญจนา) เป็นอย่างไรกันบ้าง

22
00:01:24.060 --> 00:01:28.060
คะแนนสอบ

23
00:01:28.063 --> 00:01:32.063
ถ้าใครอ่านหนังสือ

24
00:01:32.064 --> 00:01:36.064
ตอบได้ใช่ไหมคะ สไลด์มีไหมคะ มี

25
00:01:36.066 --> 00:01:40.066
ครูออกนอกเหนือจากในสไลด์ก็เฉพาะส่วนที่เป็น

26
00:01:40.068 --> 00:01:44.068
ในเชิงวิเคราะห์ใช่ไหมคะ แล้วก็เอาตัวอย่าง

27
00:01:44.069 --> 00:01:48.069
การจับใจความการอ่านวิเคราะห์

28
00:01:48.070 --> 00:01:52.070
เอามาจากข้างนอก แล้วใช้

29
00:01:52.071 --> 00:01:56.071
หลักการในการตอบตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ

30
00:01:56.072 --> 00:02:00.072
เต็ม 40 ได้เท่าไร

31
00:02:00.074 --> 00:02:04.074
กันบ้าง ใครได้ 40 เต็มคะ ตอบให้

32
00:02:04.075 --> 00:02:08.075
ครูชื่นใจหน่อย 39

33
00:02:08.076 --> 00:02:12.076
38

34
00:02:12.078 --> 00:02:16.078
ต้องให้ครูตอบแบบรวบรวมนะ นั่นก็คือ

35
00:02:16.080 --> 00:02:20.080
ก็คือใครได้เกินครึ่งยกมือ

36
00:02:20.081 --> 00:02:24.081
เกินครึ่ง เกิน 20

37
00:02:24.082 --> 00:02:28.082
จริง ๆ แล้วเวลามันแค่ชั่วโมงเดียว

38
00:02:28.084 --> 00:02:32.084
แต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง

39
00:02:32.086 --> 00:02:36.086
เผื่อเพื่อน นึกออกไหม วันนั้นครูให้ชั่วโมงครึ่งนะคะ

40
00:02:36.087 --> 00:02:40.087
สังเกตดูนะ ครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่า

41
00:02:40.088 --> 00:02:44.088
ครูให้ส่งภายใน... ถ้าดู

42
00:02:44.090 --> 00:02:48.090
จั่วหัวนะ นะคะ ถึงบ่าย 2 ครึ่ง ถึงบ่าย 2 ครึ่ง

43
00:02:48.091 --> 00:02:52.091
นะคะ 40 ข้อ แต่ให้ตั้ง

44
00:02:52.092 --> 00:02:56.092
ชั่วโมงครึ่ง เพราะโจทย์ค่อนข้างยาว และที่สำคัญ

45
00:02:56.093 --> 00:03:00.093
เผื่อเวลาให้เพื่อนนะคะ ที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะ

46
00:03:00.094 --> 00:03:04.094
วันนั้นพี่เพื่อนอ่านให้ไหมคะ มีคนอ่านข้อสอบให้ไหม

47
00:03:04.095 --> 00:03:08.095
มีนะ โอเค ทำทันไหมคะ (นักศึกษาหญิง)  ทันค่ะ (อาจารย์)

48
00:03:08.098 --> 00:03:12.098
โอเค ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป

49
00:03:12.099 --> 00:03:16.099
คราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะ ในครึ่งหลัง

50
00:03:16.101 --> 00:03:20.101
ครึ่งหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน เนื้อหา

51
00:03:20.102 --> 00:03:24.102
ก็จะอยู่ในเอกสาร ในสไลด์นะคะ ที่ครู

52
00:03:24.104 --> 00:03:28.104
จะได้นำเสนอต่อไปนี้ บทถัดมาที่เรา

53
00:03:28.105 --> 00:03:32.105
จะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะ นั่นก็คือบทที่ 5

54
00:03:32.106 --> 00:03:36.106
เป็นเรื่องของการอ่านตีความ วันนี้ไม่ต้อง

55
00:03:36.106 --> 00:03:40.106
ใช้หนังสือแต่ให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะ สไลด์ที่ครู

56
00:03:40.108 --> 00:03:44.108
ใส่ไว้ส่งให้ใน

57
00:03:44.109 --> 00:03:48.109
ในไหนคะ ใน LINE นะ เปิดดูนะ

58
00:03:48.111 --> 00:03:52.111
ก็ได้ค่ะ ดูหน้าจอก่อน เหมือนกันค่ะ เหมือนกัน

59
00:03:52.112 --> 00:03:56.112
อันนี้เพื่อนนะคะ สามารถเปิดดูได้นะ เปิดฟังได้นะคะ

60
00:03:56.113 --> 00:04:00.113
โอเคถ้าเป็น Word นะ ครูส่งเป็น Word ไป

61
00:04:00.114 --> 00:04:04.114
บทที่นะคะ ในเอกสารที่เราถืออยู่

62
00:04:04.115 --> 00:04:08.115
ในตัวเล่ม จะเป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด

63
00:04:08.116 --> 00:04:12.116
แต่ในส่วนของหลักการครูจะนำมาใส่ไว้ใน

64
00:04:12.118 --> 00:04:16.118
สไลด์ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้

65
00:04:16.118 --> 00:04:20.118
และงานในท้ายคาบจะอยู่ที่หน้า

66
00:04:20.119 --> 00:04:24.119
118 ครูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า

67
00:04:24.120 --> 00:04:28.120
118 เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

68
00:04:28.121 --> 00:04:32.121
ในวันนี้ แต่ก่อนที่จะทำให้หน้า

69
00:04:32.122 --> 00:04:36.122
118 ครูจะอธิบายเกี่ยวกับหลักการ

70
00:04:36.124 --> 00:04:40.124
ของการอ่านอีกแบบหนึ่ง ที่เราเรียกว่า

71
00:04:40.125 --> 00:04:44.125
การอ่านตีความ ในการอ่านตีความ

72
00:04:44.127 --> 00:04:48.127
นะคะ จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอน

73
00:04:48.128 --> 00:04:52.128
ของการอ่านที่ใช้ควบคู่กันกับ

74
00:04:52.130 --> 00:04:56.130
การอ่านจับใจความ อ่านวิเคราะห์ มันค่อย ๆ

75
00:04:56.131 --> 00:05:00.131
ไล่มาทีละขั้น จับใจความ แล้วมาวิเคราะห์

76
00:05:00.132 --> 00:05:04.132
วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะ พอตีความเสร็จ

77
00:05:04.133 --> 00:05:08.133
ก็จะกลายไปเป็นการขยายความนะคะ ต่อไป

78
00:05:08.135 --> 00:05:12.135
แล้วก็สุดท้าย ก็นำไปสู่การจัดทำบรรนิทัศน์

79
00:05:12.135 --> 00:05:16.135
หนังสือนะคะ ซึ่งการทำบรรนิทัศน์หนังสือต้องใช้

80
00:05:16.137 --> 00:05:20.137
ทั้งการอ่านจับใจความ วิเคราะห์ และตีความ

81
00:05:20.138 --> 00:05:24.138
เพื่อนำมาสรุปเป็นงานเขียนของพวกเรา เขียนเพื่ออะไร

82
00:05:24.139 --> 00:05:28.139
เขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือ

83
00:05:28.140 --> 00:05:32.140
เลือกอ่านและให้ข้อมูลของเชิง

84
00:05:32.141 --> 00:05:36.141
วิเคราะห์นะคะ ดังนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้

85
00:05:36.142 --> 00:05:40.142
อีก 1 กระบวนการ นั่นก็คือการอ่านตีความ

86
00:05:40.143 --> 00:05:44.143
นั่นเอง

87
00:05:44.143 --> 00:05:48.143
การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ

88
00:05:48.145 --> 00:05:52.145
การอ่านตีความจะช่วยให้ผู้อ่าน

89
00:05:52.146 --> 00:05:56.146
ทำความเข้าใจในงานเขียน

90
00:05:56.147 --> 00:06:00.147
ได้อย่างหลากหลาย ไม่มองงานเขียนนั้นแต่เพียงมุมเดียว

91
00:06:00.147 --> 00:06:04.147
ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ

92
00:06:04.149 --> 00:06:08.149
โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งหรือ

93
00:06:08.150 --> 00:06:12.150
ทำความเข้าใจกับตัวสารหรือตัวข้อความ

94
00:06:12.151 --> 00:06:16.151
ที่มันมีนัยต่าง ๆ แอบแฝงอยู่ เรา

95
00:06:16.152 --> 00:06:20.152
ก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น แต่ถ้าหาก

96
00:06:20.154 --> 00:06:24.154
พินิจพิจารณาไปถึงตัว

97
00:06:24.156 --> 00:06:28.156
ที่แฝงอยู่หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่ เจตนาต่าง ๆ

98
00:06:28.157 --> 00:06:32.157
ที่แฝงอยู่ในเนื้อความ งานเขียนนั้น ๆ

99
00:06:32.159 --> 00:06:36.159
เราก็จะเข้าใจในอีกมุมมอง ในอีก

100
00:06:36.160 --> 00:06:40.160
ความเข้าใจหรือที่เราเรียกว่า "เข้าใจได้อย่าง

101
00:06:40.161 --> 00:06:44.161
หลายหลากมิติ นั่นเอง

102
00:06:44.163 --> 00:06:48.163
นะคะ งาน... การเขียน ขออภัย การอ่านตีความ

103
00:06:48.165 --> 00:06:52.165
นะคะ จะช่วยฝึกให้ผู้อ่านมีเหตุผล

104
00:06:52.166 --> 00:06:56.166
และก็มีความคิดจริงไหมเรื่องนี้

105
00:06:56.167 --> 00:07:00.167
อ่านมาก ใช้ความคิดมาก

106
00:07:00.169 --> 00:07:04.169
ไหมคะ ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่ง

107
00:07:04.170 --> 00:07:08.170
เป็นการลับสมองนะคะ เหมือนมีดน่ะค่ะ มีด

108
00:07:08.171 --> 00:07:12.171
ถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อย ๆ มันก็จะทื่อใช่ไหมคะ

109
00:07:12.173 --> 00:07:16.173
คนไม่ได้อ่านหนังสือก็จะเป็นคนที่ตื้อ สมองตื้อ

110
00:07:16.173 --> 00:07:20.173
ใช่ไหมคะ ไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะ

111
00:07:20.175 --> 00:07:24.175
เพราะฉะนั้น การอ่านจึงเป็นการลับสมอง

112
00:07:24.176 --> 00:07:28.176
อย่างยิ่งถ้าอ่านโดยอาศัยการพินิจพิจารณา

113
00:07:28.177 --> 00:07:32.177
การตีความตรงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่มี

114
00:07:32.178 --> 00:07:36.178
ความคิด แล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง

115
00:07:36.178 --> 00:07:40.178
จากนั้นค่ะ ความสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือ

116
00:07:40.180 --> 00:07:44.180
เวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภทวรรณคดี

117
00:07:44.181 --> 00:07:48.181
ถ้าเราอ่านแค่เพียงตัวบทหรือ

118
00:07:48.182 --> 00:07:52.182
ตัวข้อความ โดยไม่ทำความเข้าใจ

119
00:07:52.183 --> 00:07:56.183
ความหมาย รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่

120
00:07:56.185 --> 00:08:00.185
ในงานเขียนนั้น ๆ สิ่งนั้นจะทำให้เรา

121
00:08:00.186 --> 00:08:04.186
เข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี แต่ถ้าเมื่อไหร่

122
00:08:04.187 --> 00:08:08.187
อ่านอย่างพินิจ พิเคราะห์ อ่านอย่างตีความ

123
00:08:08.188 --> 00:08:12.188
ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดีได้

124
00:08:12.190 --> 00:08:16.190
อย่างลึกซึ่งและอันที่ 4

125
00:08:16.190 --> 00:08:20.190
นะคะ ความสำคัญข้อที่ 4 การอ่านตีความ

126
00:08:20.192 --> 00:08:24.192
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา

127
00:08:24.193 --> 00:08:28.193
ฝึกการใช้วิจารณญาณ และ

128
00:08:28.195 --> 00:08:32.195
ทำให้เรามีทักษะในการไตร่ตรอง

129
00:08:32.196 --> 00:08:36.196
การคิดใคร่ครวญนะคะ นี่คือความสำคัญ

130
00:08:36.199 --> 00:08:40.199
ของการอ่านตีความ

131
00:08:40.201 --> 00:08:44.201

132
00:08:44.202 --> 00:08:48.202

133
00:08:48.204 --> 00:08:52.204
เดี๋ยวครูขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวนะคะ

134
00:08:52.205 --> 00:08:56.205
จะได้ดูไปพร้อม ๆ กัน

135
00:08:56.206 --> 00:09:00.206

136
00:09:00.207 --> 00:09:04.207
หลักในการอ่านตีความ ครูขึ้นมาทีเดียวเลย

137
00:09:04.210 --> 00:09:08.210
6 ข้อ ดูไปพร้อม ๆ กัน ข้อที่ 1 คืออะไร

138
00:09:08.212 --> 00:09:12.212
ข้อที่ 1 นะคะ ในการอ่านตีความ สิ่งสำคัญเลย

139
00:09:12.213 --> 00:09:16.213
ที่เราต้องยึดถือนั่นก็คืออ่านโดย

140
00:09:16.214 --> 00:09:20.214
มีการสำรวจความหมาย หมายความว่าอย่างไร การ

141
00:09:20.216 --> 00:09:24.216
สำรวจความหมาย สำรวจ คือ อ่านคราว ๆ ใช่ไหมคะ

142
00:09:24.217 --> 00:09:28.217
ยังไม่อ่านรายละเอียดนะ แต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย

143
00:09:28.219 --> 00:09:32.219
มันคืออะไร มันคือการอ่าน

144
00:09:32.219 --> 00:09:36.219
ที่พยายามทำความเข้าใจกับคำที่

145
00:09:36.221 --> 00:09:40.221
มีความหมายยาก หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมาย

146
00:09:40.222 --> 00:09:44.222
มากกว่า 1 อย่าง มากกว่า 1 ความหมาย

147
00:09:44.223 --> 00:09:48.223
ขึ้นไป ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า "อ่านสำรวจ

148
00:09:48.227 --> 00:09:52.227
ความหมายนะคะ เราต้องมาสังเกตนะคะ ว่า

149
00:09:52.230 --> 00:09:56.230
ข้อความนั้นนี่มันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทาง

150
00:09:56.231 --> 00:10:00.231
หรือไม่นะคะ หรือเข้าใจในลักษณะที่มันมีความ

151
00:10:00.232 --> 00:10:04.232
ลึกซึ้งมากกว่าตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่านี่คือการอ่านแบบ

152
00:10:04.234 --> 00:10:08.234
สำรวจความหมายนะคะ อันที่ 2 คะ

153
00:10:08.236 --> 00:10:12.236
เวลาอ่านแบบตีความนี่ สิ่งที่ต้องยึดถืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

154
00:10:12.237 --> 00:10:16.237
เราควรศึกษาประวัติ ที่มา

155
00:10:16.240 --> 00:10:20.240
หรือที่เราเรียกว่า "ชีวประวัติ" ของผู้

156
00:10:20.241 --> 00:10:24.241
ด้วยทำไมต้องศึกษา เพราะว่า

157
00:10:24.243 --> 00:10:28.243
เวลาที่นักเขียนเขาเขียนงานอะไรบางอย่างให้เราอ่าน

158
00:10:28.244 --> 00:10:32.244
นี่ค่ะ เขาจะใส่ความเป็นตัวตน

159
00:10:32.245 --> 00:10:36.245
นักเขียนท่านนั้น ๆ บุคลิก ลักษณะ

160
00:10:36.246 --> 00:10:40.246
วิถีชีวิต หรือความคิดความอ่านของเขา ลงไป

161
00:10:40.246 --> 00:10:44.246
ในงานเขียนด้วย ทีนี้เมื่อจะต้องตีความ

162
00:10:44.248 --> 00:10:48.248
งานเขียน เราเอง ถ้าเข้าใจถึง

163
00:10:48.249 --> 00:10:52.249
บริบททางชีวิตของเขาว่าที่มาที่ไป

164
00:10:52.250 --> 00:10:56.250
หรือลักษณะนิสัยนะคะ วิธีการใช้ภาษา

165
00:10:56.250 --> 00:11:00.250
ของเขามันเป็นแบบไหน เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้น ๆ

166
00:11:00.252 --> 00:11:04.252
และตีความได้อย่างถูกต้อง

167
00:11:04.253 --> 00:11:08.253
บางคนใช้คำคำเดียว

168
00:11:08.254 --> 00:11:12.254
แต่มีหลายความหมาย นักเขียน

169
00:11:12.255 --> 00:11:16.255
บางคนใช้คำบางคำ โดยปกติแล้วนี่

170
00:11:16.256 --> 00:11:20.256
คนทั่วไป เข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้

171
00:11:20.257 --> 00:11:24.257
แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน คำที่นำไปใช้

172
00:11:24.264 --> 00:11:28.264
ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่

173
00:11:28.266 --> 00:11:32.266
มีความหมายที่แฝงอยู่ และมีความหมาย

174
00:11:32.267 --> 00:11:36.267
ที่แตกต่างออกไป จากความรับรู้ของคนในสังคม

175
00:11:36.267 --> 00:11:40.267
นะคะ นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษา

176
00:11:40.269 --> 00:11:44.269
ภูมิหลังของเขาเพื่อทำความเข้าใจตัวเนื้อสาร

177
00:11:44.270 --> 00:11:48.270
นะคะ อันที่ 3 ค่ะ เราจะต้องศึกษารูปแบบ

178
00:11:48.271 --> 00:11:52.271
ของงานเขียน ขนบประเพณีของงานเขียน

179
00:11:52.271 --> 00:11:56.271
อย่างเช่น งานเขียนประเภทร้อยกรอง ที่เป็น

180
00:11:56.272 --> 00:12:00.272
งานเขียนประเภทวรรณคดีแบบแผน วรรณคดีที่เป็น

181
00:12:00.273 --> 00:12:04.273
วรรณคดีมรกดนะคะ จะมีบท

182
00:12:04.275 --> 00:12:08.275
ว่ายครูใช่ไหมคะ เขาจะมีบทไหว้ครูก่อน ถ้า

183
00:12:08.276 --> 00:12:12.276
เรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ คือขนบธรรมเนียมดังเดิม

184
00:12:12.278 --> 00:12:16.278
ของกลอนในยุคโบราณ

185
00:12:16.279 --> 00:12:20.279
ของคำประพันธ์ในยุคโบราณ เราก็จะเข้าใจว่า

186
00:12:20.280 --> 00:12:24.280
ทำไมเขาต้องทำ ทำไมเขาต้องเขียน

187
00:12:24.281 --> 00:12:28.281
เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อน พอไหว้ครูเสร็จ

188
00:12:28.282 --> 00:12:32.282
ต่อมาเขาก็จะมีการถ่อมตัวว่าเขาคือคนเขียนนะ

189
00:12:32.283 --> 00:12:36.283
แต่ที่แต่งอันนี้นี่จะดีหรือไม่ดีก็ขอให้ผู้อ่าน

190
00:12:36.285 --> 00:12:40.285
ได้พิจารณา แสดงถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน

191
00:12:40.288 --> 00:12:44.288
ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อความของงานเขียน

192
00:12:44.289 --> 00:12:48.289
หรือวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ นี่คือลักษณะ

193
00:12:48.290 --> 00:12:52.290
ที่เป็นรูปแบบหรือเป็นขนบธรรมเนียมนะคะ ประเพณีนิยม

194
00:12:52.291 --> 00:12:56.291
นะคะ ของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย

195
00:12:56.291 --> 00:13:00.291
นะคะ ในลักษณะของร้อยกรองต่าง ๆ

196
00:13:00.293 --> 00:13:04.293
ต่อมานะคะ ข้อที่ 4 การศึกษา

197
00:13:04.294 --> 00:13:08.294
ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดแทรก

198
00:13:08.294 --> 00:13:12.294
อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ถ้าเราอ่านตีความ

199
00:13:12.295 --> 00:13:16.295
แล้วเราไม่สามารถระบุได้ว่าอะไร

200
00:13:16.297 --> 00:13:20.297
คือความคิดหลัก อะไรคือความคิดที่เสริม

201
00:13:20.299 --> 00:13:24.299
อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป

202
00:13:24.300 --> 00:13:28.300
สิ่งนี้ ถ้าเรายังแยกไม่ได้ การอ่านตีความ

203
00:13:28.300 --> 00:13:32.300
จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง

204
00:13:32.302 --> 00:13:36.302
ยกตัวอย่างนะคะ ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

205
00:13:36.302 --> 00:13:40.302
เรื่อง... ถ้าเราอ่านเรื่องเงาะป่านะ สมมติ

206
00:13:40.303 --> 00:13:44.303
เราอ่านเรื่องเงาะป่า เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร

207
00:13:44.304 --> 00:13:48.304
เป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์

208
00:13:48.304 --> 00:13:52.304
กลุ่ม พวกเงาะป่านะคะ

209
00:13:52.305 --> 00:13:56.305
หรือที่เราบ้านเราเรียกว่า "เงาะป่าซาไก"

210
00:13:56.316 --> 00:14:00.316
คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน

211
00:14:00.317 --> 00:14:04.317
เขาจะอาศัยอยู่ในป่านะ

212
00:14:04.320 --> 00:14:08.320
แล้วก็ขุดเผือก ขุดมัน หากินไปเรื่อย ๆ

213
00:14:08.321 --> 00:14:12.321
มีชุมชนของเขานั่นแหละ แต่การตั้งถิ่นฐานของเขา

214
00:14:12.323 --> 00:14:16.323
เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พอตัดใบไม้

215
00:14:16.324 --> 00:14:20.324
มาใช่ไหมคะ มาทำเป็นที่พักเป็นทับ

216
00:14:20.325 --> 00:14:24.325
พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็คือแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง

217
00:14:24.326 --> 00:14:28.326
เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ทีนี้นะคะ

218
00:14:28.327 --> 00:14:32.327
ผู้ที่แต่งเรื่องนี้ก็คือพระบามสมเด็จพระจ

219
00:14:32.328 --> 00:14:36.328
เจ้าอยู่หัวนะคะ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้น ทรง

220
00:14:36.329 --> 00:14:40.329
แต่ขึ้นเพราะทรงพระองค์ ได้ฟัง

221
00:14:40.330 --> 00:14:44.330
เรื่องราวของเด็กชาวเผ่าซาไกนี่แหละนะคะ

222
00:14:44.331 --> 00:14:48.331
ที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะคะ พระองค์ได้รับรู้เรื่องราว ก็นำมาเป็นแรง

223
00:14:48.332 --> 00:14:52.332
บรรดาลใจพระองค์ก็เลยเอามาแต่งนะคะ

224
00:14:52.334 --> 00:14:56.334
คือนางลำฮับใช่ไหมคะ มีความรักกันกับ

225
00:14:56.335 --> 00:15:00.335
ซมพรา แล้วก็มีคนที่มา

226
00:15:00.336 --> 00:15:04.336
ขัดขวาง เขาเรียกว่าชื่ออะไรคะ ฮันเนา ฮันเนา

227
00:15:04.338 --> 00:15:08.338
มารักเขาเรียกว่าอะไรน่ะ เป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้

228
00:15:08.339 --> 00:15:12.339
นะคะ แต่ทีนี้พอความรักถูกขัดขวาง

229
00:15:12.341 --> 00:15:16.341
นะคะ ก็เลยทำให้เกิดโศกนาฏกรรม

230
00:15:16.342 --> 00:15:20.342
ขึ้น พระเอก และนางเอก ได้ตายตามกัน

231
00:15:20.345 --> 00:15:24.345
ฆ่าตัวตาย แต่อีกคนหนึ่งนะคะ

232
00:15:24.351 --> 00:15:28.351
ที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่า

233
00:15:28.353 --> 00:15:32.353
คู่รักนี้นะคะ ก็ได้

234
00:15:32.354 --> 00:15:36.354
เสียใจนะคะ มีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมาก ที่ทำให้

235
00:15:36.358 --> 00:15:40.358
เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น ทีนี้ถ้าหากว่าเราดู

236
00:15:40.358 --> 00:15:44.358
จากเนื้องานนี่ เวลาที่เราอ่านเราก็จะเห็นว่าเป็นเรื่อง

237
00:15:44.360 --> 00:15:48.360
อะไรคะ ความรักใช่ไหมคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความรักของหนุ่มสาว

238
00:15:48.361 --> 00:15:52.361
และเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย แต่ใน

239
00:15:52.361 --> 00:15:56.361
บทเรียนที่อยู่ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยที่เด็กเรียน

240
00:15:56.362 --> 00:16:00.362
น่ะคะ ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ

241
00:16:00.364 --> 00:16:04.364
ตอนขนังกับไม้ไผ่

242
00:16:04.366 --> 00:16:08.366
ซึ่งขะนังกับไม้ไผ่เป็นน้องของนางเอก

243
00:16:08.366 --> 00:16:12.366
เด็ก 2 คนนี้เป็นเพื่อนรักกัน เป็นเด็ก

244
00:16:12.368 --> 00:16:16.368
ที่อยู่ในช่วงวัยประถม อายุก็อยู่ในช่วงวัย

245
00:16:16.368 --> 00:16:20.368
ของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะ

246
00:16:20.370 --> 00:16:24.370
พอคัดตอนนี้มาให้ สิ่ง

247
00:16:24.371 --> 00:16:28.371
ที่เราเห็น ก็คือตอนนี้การทำความเข้าใจ

248
00:16:28.372 --> 00:16:32.372
ในเนื้อหาความคิดหลักของ

249
00:16:32.374 --> 00:16:36.374
วรรณคดีเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะตอนที่ถูกตัด

250
00:16:36.376 --> 00:16:40.376
มาให้เรียน ความคิดหลักของตอนนี้ ก็คือ

251
00:16:40.377 --> 00:16:44.377
เป็นความรักระหว่างเพื่อนนึกออกไหมคะ เป็นความรัก

252
00:16:44.378 --> 00:16:48.378
ระหว่างเพื่อน แต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด

253
00:16:48.379 --> 00:16:52.379
มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น

254
00:16:52.380 --> 00:16:56.380
เราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะ หรือแหล่งที่มาของข้อมูล

255
00:16:56.381 --> 00:17:00.381
นะคะ หรือวรรณคดีที่เราอ่านนี่ มันเป็นแบบฉบับเต็มหรือฉบับย่อ

256
00:17:00.382 --> 00:17:04.382
ถ้าเป็นฉบับเต็มความคิดหลักเป็นเรื่องของ

257
00:17:04.383 --> 00:17:08.383
การมีความรักที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะ ทำให้เกิดความทุกข์

258
00:17:08.383 --> 00:17:12.383
แต่พอเป็นตอนที่ถูกตัดมาให้ นักเรียน

259
00:17:12.385 --> 00:17:16.385
ประถมศึกษาได้เรียน กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อน

260
00:17:16.387 --> 00:17:20.387
นะคะ นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน

261
00:17:20.391 --> 00:17:24.391
เนื้อหาของวรรณคดีในบทเรียนนั่นเองนะคะ

262
00:17:24.392 --> 00:17:28.392
นี่คือการแยกนะคะ ว่าอันไหนคือความคิดหลัก คือความคิด

263
00:17:28.393 --> 00:17:32.393
รองนะคะ บางคนก็บอกว่าความคิดหลักของ

264
00:17:32.394 --> 00:17:36.394
ตอนที่ขนังกับไม้ไผ่อยู่ในบทเรียนนะ

265
00:17:36.395 --> 00:17:40.395
บทเรียนหนังสือเรียน บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก แต่ไป

266
00:17:40.396 --> 00:17:44.396
บอกว่าความคิดหลักในตอนนี้ก็คือวิถีชีวิต

267
00:17:44.397 --> 00:17:48.397
คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์

268
00:17:48.398 --> 00:17:52.398
มันนิซาไก ซึ่งอันนี้มันเป็นความคิด

269
00:17:52.400 --> 00:17:56.400
รองนะคะ มันเป็นความคิดรอง หรืออาจจะเป็นความคิด

270
00:17:56.401 --> 00:18:00.401
เสริมก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่อะไรคะ

271
00:18:00.402 --> 00:18:04.402
ไม่ใช่ความคิดหลักนะ สุดท้าย

272
00:18:04.403 --> 00:18:08.403
ไม่ใช่สุดท้าย ข้อ 5 คะ เราจำเป็นต้องศึกษา

273
00:18:08.404 --> 00:18:12.404
ในเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ถ้าเรารู้ว่า

274
00:18:12.405 --> 00:18:16.405
งานเขียนต่าง ๆ นั้นนะคะ มีการใช้

275
00:18:16.406 --> 00:18:20.406
ภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม การ

276
00:18:20.407 --> 00:18:24.407
ทำความเข้าใจในการตีความก็จะมีความถูกต้อง

277
00:18:24.408 --> 00:18:28.408
และมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่า

278
00:18:28.409 --> 00:18:32.409
ภาษาที่ใช้ในงานเขียน มันยัง

279
00:18:32.409 --> 00:18:36.409
ไม่เคลียร์ยังไม่ชัดเจน มันก็จะส่งผล

280
00:18:36.411 --> 00:18:40.411
ต่อการอ่านตีความไปด้วย และสุดท้าย

281
00:18:40.413 --> 00:18:44.413
ข้อที่ 6 เวลาอ่านตีความ เราคง

282
00:18:44.414 --> 00:18:48.414
จะต้องมาอ่านตามลำดับ โดยเริ่มจากการ

283
00:18:48.414 --> 00:18:52.414
แปลความ การแปลความ ก็คือการทำความเข้าใจ

284
00:18:52.416 --> 00:18:56.416
เนื้อความก่อนใช่ไหมคะว่าตีความเป็นอย่างไร

285
00:18:56.417 --> 00:19:00.417
มีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะ ที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์

286
00:19:00.418 --> 00:19:04.418
พอแปลคำศัทพ์แล้ว เราก็มาอ่านทั้งหมด เราอ่าน

287
00:19:04.419 --> 00:19:08.419
ทั้งหมดก็แปลความ แปลความแล้วก็มา

288
00:19:08.426 --> 00:19:12.426
ตีความ พอตีความเสร็จก็ไปขยายความ

289
00:19:12.435 --> 00:19:16.435
การขยายความ คือ การแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

290
00:19:16.436 --> 00:19:20.436
เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความ

291
00:19:20.436 --> 00:19:24.436
เช่นนั้นนะคะ

292
00:19:24.440 --> 00:19:28.440

293
00:19:28.442 --> 00:19:32.442

294
00:19:32.444 --> 00:19:36.444

295
00:19:36.448 --> 00:19:40.448

296
00:19:40.450 --> 00:19:44.450
ทีนี้นะคะ วิธีการ

297
00:19:44.453 --> 00:19:48.453
วินิจสาร หรือการอ่านตีความนั้นนะคะ

298
00:19:48.459 --> 00:19:52.459
มันมีวิธีอย่างไรบ้างนะคะ

299
00:19:52.460 --> 00:19:56.460
อันที่ 1 นะคะ เราคงจะต้องใช้เทคนิค

300
00:19:56.461 --> 00:20:00.461
วิเคราะห์จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว

301
00:20:00.462 --> 00:20:04.462
วิเคราะห์ความ จากนั้นมาพิจารณา

302
00:20:04.464 --> 00:20:08.464
รายละเอียด ขั้นที่ 3 ค่อยมา

303
00:20:08.465 --> 00:20:12.465
ตีความ และขั้นที่ 4 แสดง

304
00:20:12.465 --> 00:20:16.465
ความคิดเสริมนะคะ ตอนนี้นักศึกษา

305
00:20:16.467 --> 00:20:20.467
ไม่ต้องดูหนังสือนะคะ ดูที่หน้าจอ ดูที่หน้าจอ และ

306
00:20:20.468 --> 00:20:24.468
อาจจะดูในมือถือนะคะ ของตนเอง เพื่อ

307
00:20:24.469 --> 00:20:28.469
ในกรณีที่มองจอไม่เห็นนะคะ เปิดดูตามได้นะคะ

308
00:20:28.474 --> 00:20:32.474
ดูตามสไลด์นะ

309
00:20:32.475 --> 00:20:36.475
มาดูขั้นที่ 1 นะคะ

310
00:20:36.476 --> 00:20:40.476
มันมีรายละเอียดอย่างไร ขั้นที่ 1

311
00:20:40.478 --> 00:20:44.478
ที่เป็นการวิเคราะห์ความ อันดับ

312
00:20:44.480 --> 00:20:48.480
แรก เราคงจะต้องมาดูว่าเรื่องที่เราอ่านนั้น

313
00:20:48.483 --> 00:20:52.483
มีวิธีการเริ่มต้นเรื่องอย่างไร

314
00:20:52.494 --> 00:20:56.494
เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็ฯ

315
00:20:56.496 --> 00:21:00.496
เพลงเป็นบทความหรือเป็นข้อความเตือนใจ

316
00:21:00.497 --> 00:21:04.497
หรือเป็นสำนวน หรือเป็นคำขวัญ เขาเริ่มต้น

317
00:21:04.498 --> 00:21:08.498
ด้วยอะไรนะคะ จากนั้นนะคะ มาดู

318
00:21:08.499 --> 00:21:12.499
การดำเนินเรื่อง เขามีวิธีการดำเนินเรื่อง

319
00:21:12.501 --> 00:21:16.501
แบบไหน เป็นไปตามลำดับระยะเวลา

320
00:21:16.503 --> 00:21:20.503
หรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา

321
00:21:20.504 --> 00:21:24.504
เริ่มต้นเรื่อง เคยดูหนังไหมคะ

322
00:21:24.505 --> 00:21:28.505
ที่หนังที่เขาเล่าจากตอนท้าย แล้วมาเฉลย

323
00:21:28.506 --> 00:21:32.506
เอาตอนท้ายว่าเหตุมันเกิดจากอะไรนะคะ

324
00:21:32.507 --> 00:21:36.507
ย้อนเวลา กับอีกแบบหนึ่งย้อนสลับไป

325
00:21:36.507 --> 00:21:40.507
สลับมา เล่าสลับไปสลับมา ท้ายไป

326
00:21:40.509 --> 00:21:44.509
เริ่มเรื่องนะคะ จากท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะ

327
00:21:44.510 --> 00:21:48.510
มีการดำเนินแบบสลับไปสลับมาเขาดำเนินเรื่อง

328
00:21:48.512 --> 00:21:52.512
วิธีใดนะคะ ปิดเรื่องแบบไหน จบเรื่องแบบไหน

329
00:21:52.513 --> 00:21:56.513
จบแบบ Happy Ending ไหม หรือจบแบบโศกนาฏกรรม

330
00:21:56.514 --> 00:22:00.514
หรือจบแบบไม่มีใคร

331
00:22:00.514 --> 00:22:04.514
มีความสุขสักคน

332
00:22:04.518 --> 00:22:08.518
นะคะ และจากนั้นค่ะ ก็มีวิเคราะห์ที่

333
00:22:08.520 --> 00:22:12.520
ตัวเนื้อหาทั้งหมดนะคะ ขั้นที่ 1 คือ วิเคราะห์

334
00:22:12.521 --> 00:22:16.521
เนื้อความนะ

335
00:22:16.522 --> 00:22:20.522

336
00:22:20.524 --> 00:22:24.524

337
00:22:24.527 --> 00:22:28.527

338
00:22:28.529 --> 00:22:32.529
ต่อไป

339
00:22:32.534 --> 00:22:36.534
ขั้นที่ 2

340
00:22:36.535 --> 00:22:40.535
ต่อจากการ

341
00:22:40.537 --> 00:22:44.537
วิเคราะห์เนื้อความ เราจะมาพิจารณา

342
00:22:44.539 --> 00:22:48.539
รายละเอียด ในหัวข้อนี้

343
00:22:48.540 --> 00:22:52.540
นะคะ คำว่า "รายละเอียด" หมายถึงอะไรบ้าง

344
00:22:52.541 --> 00:22:56.541
ดูตรงไหนบ้าง ดูสิว่า

345
00:22:56.544 --> 00:23:00.544
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คืออะไร

346
00:23:00.544 --> 00:23:04.544
ข้อคิดเห็นของเรื่อง คืออะไร ทำไปแล้ว

347
00:23:04.545 --> 00:23:08.545
ใช่ไหมคะ เมื่อคราวที่แล้ว แยกไปแล้วใช่ไหมคะ ข้อเท็จจริงกับข้อ

348
00:23:08.547 --> 00:23:12.547
คิดเห็นอารมณ์

349
00:23:12.548 --> 00:23:16.548
ความรู้สึกของผู้เขียน

350
00:23:16.549 --> 00:23:20.549
เป็นแบบใด ผู้เขียน ตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะ

351
00:23:20.554 --> 00:23:24.554
อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียนมีลักษณะ

352
00:23:24.556 --> 00:23:28.556
ของอารมณ์เป็นแบบใด

353
00:23:28.560 --> 00:23:32.560

354
00:23:32.561 --> 00:23:36.561

355
00:23:36.564 --> 00:23:40.564

356
00:23:40.566 --> 00:23:44.566
อันที่ 3 ค่ะ หลังจากที่วิเคราะห์

357
00:23:44.568 --> 00:23:48.568
เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ ขั้นเมื่อกี้พิจารณารายละเอียด

358
00:23:48.570 --> 00:23:52.570
ขั้นที่ 3 ต่อมา ก็คือดำเนินการตีความ

359
00:23:52.570 --> 00:23:56.570
ดำเนินการตีความโดยประมวล

360
00:23:56.572 --> 00:24:00.572
ข้อมูลจากการพิจารณา

361
00:24:00.574 --> 00:24:04.574
หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมดมากอง

362
00:24:04.575 --> 00:24:08.575
รวมกันก่อน เอาข้อมูลทั้งหมดมาวาง

363
00:24:08.576 --> 00:24:12.576
รวมกันแล้วพิจารณาไปทีละ

364
00:24:12.577 --> 00:24:16.577
ประเด็นนะคะ โดยที่เราจะต้อง

365
00:24:16.577 --> 00:24:20.577
วิเคราะห์สารที่ผู้เขียนต้องการส่ง

366
00:24:20.578 --> 00:24:24.578
ว่าเจตนาในการส่งสาร ของเนื้อเรื่องนี้นี่

367
00:24:24.580 --> 00:24:28.580
เขามีเจตนาเพื่ออะไร มันอาจจะมี

368
00:24:28.580 --> 00:24:32.580
คำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่

369
00:24:32.582 --> 00:24:36.582
เช่น ตักเตือน แนะนำ

370
00:24:36.584 --> 00:24:40.584
ชี้แนะ สั่งสอน ให้ข้อคิด

371
00:24:40.586 --> 00:24:44.586
คำต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคำสำคัญที่ระบุ

372
00:24:44.586 --> 00:24:48.586
ถึงเจตนาของผู้เขียนนั่นเองค่ะ

373
00:24:48.587 --> 00:24:52.587

374
00:24:52.588 --> 00:24:56.588
หลังจากที่

375
00:24:56.590 --> 00:25:00.590
เราได้ประมวลข้อมูล วิเคราะห์แล้ว

376
00:25:00.591 --> 00:25:04.591
ก็จะนำไปสู่การสรุปการตีความ

377
00:25:04.591 --> 00:25:08.591
ว่าจากที่เราดูว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร ตัวเนื้อความ

378
00:25:08.594 --> 00:25:12.594
ทั้งหมด เขาสื่อถึงอะไร

379
00:25:12.594 --> 00:25:16.594
เราก็จะทำเป็นข้อสรุปว่าจากที่เรา

380
00:25:16.595 --> 00:25:20.595
อ่านทั้งหมดนี้ ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้

381
00:25:20.596 --> 00:25:24.596
คืออะไรนะคะ

382
00:25:24.597 --> 00:25:28.597

383
00:25:28.598 --> 00:25:32.598

384
00:25:32.599 --> 00:25:36.599
จากนั้นมาหลักการข้อที่ 4 ค่ะ

385
00:25:36.603 --> 00:25:40.603
วิธีการต่อมา นั่นก็คือแสดงความคิดเห็น

386
00:25:40.604 --> 00:25:44.604
เพิ่มเติมเข้าไป ขั้นนี้

387
00:25:44.605 --> 00:25:48.605
นะคะ เป็นการแสดงความคิดเสริม อะไรบ้างที่เรา

388
00:25:48.607 --> 00:25:52.607
สามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ นั่นก็คือ

389
00:25:52.609 --> 00:25:56.609
ใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไป

390
00:25:56.610 --> 00:26:00.610
จากเมื่อกี้นี้ เราดูเฉพาะตรงสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะ

391
00:26:00.611 --> 00:26:04.611
เฉพาะเนื้อความ ขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความ

392
00:26:04.612 --> 00:26:08.612
คิดเห็นของตัวเราเข้าไป ใส่ความรู้

393
00:26:08.613 --> 00:26:12.613
ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน ใส่เข้าไปได้

394
00:26:12.614 --> 00:26:16.614
เพื่ออะไร ใส่เพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุป

395
00:26:16.614 --> 00:26:20.614
ความว่าทั้งหมดนี้ที่เราอ่านมัน

396
00:26:20.616 --> 00:26:24.616
มีนัยยะหรือมีข้อความที่สื่อถึง

397
00:26:24.617 --> 00:26:28.617
ประเด็นใดนะคะ ให้คุณค่าหรือให้แนวคิด

398
00:26:28.618 --> 00:26:32.618
อะไร สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร

399
00:26:32.620 --> 00:26:36.620
เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะ ว่าทำไมเรา

400
00:26:36.623 --> 00:26:40.623
สรุปเช่นนั้น ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัว

401
00:26:40.627 --> 00:26:44.627
เสริมเข้าไป เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้น

402
00:26:44.628 --> 00:26:48.628
มันมีที่มานะ มันมีที่มาจากความคิดของเรา

403
00:26:48.629 --> 00:26:52.629
และในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว

404
00:26:52.630 --> 00:26:56.630
ยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง มี

405
00:26:56.632 --> 00:27:00.632
ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ที่ทำให้การสรุปการตีความ

406
00:27:00.633 --> 00:27:04.633
ของเรานั้น มันรู้สึกว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะ

407
00:27:04.634 --> 00:27:08.634
เห็นว่าถูกต้อง เห็นว่าดีแล้วนะคะ ในขณะเดียวกัน

408
00:27:08.635 --> 00:27:12.635
นะคะ เราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์

409
00:27:12.636 --> 00:27:16.636
และความรู้สึกของตัวผู้เขียนร่วมไปกับ

410
00:27:16.637 --> 00:27:20.637
เราได้ด้วย หมายความว่าในการตีความ

411
00:27:20.639 --> 00:27:24.639
เราเห็นว่าผู้เขียน มีอารมณ์ มีความรู้สึกอย่างไร ใน

412
00:27:24.642 --> 00:27:28.642
ข้อที่ 4 นี้เราสามารถอธิบายอารมณ์และความรู้สึก

413
00:27:28.643 --> 00:27:32.643
ของเราที่เกิดขึ้นภายหลังจากการที่

414
00:27:32.644 --> 00:27:36.644
ได้อ่านงานเขียนนั้น ๆ ว่าเราอ่านแล้ว เรา

415
00:27:36.645 --> 00:27:40.645
คล้อยตามเราเกิดความรู้สึกเดียวกัน

416
00:27:40.646 --> 00:27:44.646
และสัมผัสได้ว่าผู้เขียนส่งอารมณ์จากการเขียน

417
00:27:44.647 --> 00:27:48.647
มาแบบนี้ ผู้อ่านในฐานะที่เป็นผู้รับสาร เข้าใจ

418
00:27:48.648 --> 00:27:52.648
แล้วก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียน

419
00:27:52.650 --> 00:27:56.650
นี่เป็นการขยายความเพิ่มเติม

420
00:27:56.650 --> 00:28:00.650
เข้าไปเพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุป

421
00:28:00.652 --> 00:28:04.652
จากการตีความนั้นมันมีน้ำหนักและมีความ

422
00:28:04.653 --> 00:28:08.653
น่าเชื่อถือ โดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา

423
00:28:08.655 --> 00:28:12.655
พูดเปล่า ๆ แต่เรายังมีอะไรด้วยคะ

424
00:28:12.656 --> 00:28:16.656
มีหลักการใช่ไหมคะ มีความรู้

425
00:28:16.658 --> 00:28:20.658
การเชื่อมโยงความรู้สึกที่ผู้เขียนส่งมายัง

426
00:28:20.660 --> 00:28:24.660
ผู้อ่าน แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

427
00:28:24.661 --> 00:28:28.661
มันสอดคล้องกัน ดังนั้นนะคะ ใน 4 ข้อนี้

428
00:28:28.662 --> 00:28:32.662
นะคะ จึงเป็นวิธีการนะคะ

429
00:28:32.665 --> 00:28:36.665
ที่จะทำให้เราสามารถอ่านตีความได้

430
00:28:36.666 --> 00:28:40.666
อย่างมีประสิทธิภาพ

431
00:28:40.667 --> 00:28:44.667

432
00:28:44.668 --> 00:28:48.668

433
00:28:48.669 --> 00:28:52.669

434
00:28:52.671 --> 00:28:56.671

435
00:28:56.673 --> 00:29:00.673

436
00:29:00.678 --> 00:29:04.678

437
00:29:04.681 --> 00:29:08.681

438
00:29:08.683 --> 00:29:12.683

439
00:29:12.685 --> 00:29:16.685
คราวนี้นะคะ เรา

440
00:29:16.688 --> 00:29:20.688
จะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่ง

441
00:29:20.689 --> 00:29:24.689
ที่เราตีความไปนั้นมัน

442
00:29:24.690 --> 00:29:28.690
ถูกต้อง มันมีความน่าเชื่อถือ

443
00:29:28.691 --> 00:29:32.691
และมันจะเป็นที่ยอมรับสำหรับ

444
00:29:32.692 --> 00:29:36.692
ผู้ที่แลกเปลี่ยนหรือได้เห็น

445
00:29:36.694 --> 00:29:40.694
ความคิดเห็นของเรานะคะ จากการที่เราสรุปและเราก็ตีความมา

446
00:29:40.695 --> 00:29:44.695
เกณฑ์ในการพิจารณามีดังต่อ

447
00:29:44.696 --> 00:29:48.696
ไปนี้นะคะ เห็นตัวด้านบนสีแดง ๆ

448
00:29:48.697 --> 00:29:52.697
ไหมคะ อ่านว่าอย่างไรนะคะ คิดด้วย

449
00:29:52.698 --> 00:29:56.698
ตนเองใช่ไหมคะ คิดด้วย

450
00:29:56.699 --> 00:30:00.699
ตนเอง อย่าท่องจำ

451
00:30:00.699 --> 00:30:04.699
ถ้าหากว่าในการตีความของเรา เรา

452
00:30:04.701 --> 00:30:08.701
ใช้ความคิดของเราในการพินิจพิเคราะห์

453
00:30:08.703 --> 00:30:12.703
ตัวสาร ไม่ได้ไปท่องจำ

454
00:30:12.703 --> 00:30:16.703
มาว่าหลักการหรือว่าเรื่องที่เรากำลัง

455
00:30:16.705 --> 00:30:20.705
อ่านอยู่นี่มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา

456
00:30:20.706 --> 00:30:24.706
ถ้ามันแตกต่างแล้วเรารีบปฏิเสธ

457
00:30:24.707 --> 00:30:28.707
เราเป็นอย่างไรแล้วลูก เรากำลังทำเขาเรียกว่า

458
00:30:28.708 --> 00:30:32.708
ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ใช่ไหมคะ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ในข้อนี้

459
00:30:32.710 --> 00:30:36.710
แสดงว่าเรายึดหลักการเดิม ๆ

460
00:30:36.717 --> 00:30:40.717
เรายึดความรู้เก่า ๆ นะคะ ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่

461
00:30:40.718 --> 00:30:44.718
ดังนั้น เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้

462
00:30:44.720 --> 00:30:48.720
ความคิดของตนเอง ในการอ่านตีความ

463
00:30:48.721 --> 00:30:52.721
และที่สำคัญ ก็คืออย่าได้ท่องจำ

464
00:30:52.722 --> 00:30:56.722
ในสิ่งที่มันเป็นตัว

465
00:30:56.723 --> 00:31:00.723
ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะ แต่ให้เปิดใจรับนะคะ

466
00:31:00.724 --> 00:31:04.724
แล้วก็อ่านในสิ่งที่ผู้เขียนสื่อออกมา

467
00:31:04.726 --> 00:31:08.726
ต่อไป อันที่ 2 สีเขียว

468
00:31:08.727 --> 00:31:12.727
ขวามือ เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านน่ะค่ะ

469
00:31:12.728 --> 00:31:16.728
เราจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ หมายความว่า

470
00:31:16.731 --> 00:31:20.731
ไม่มีอคติใด ๆ กับ

471
00:31:20.735 --> 00:31:24.735
งานเขียนชิ้นนั้น ๆ

472
00:31:24.735 --> 00:31:28.735
ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจ ว่า

473
00:31:28.737 --> 00:31:32.737
ถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน มีไหมคะ เรามี

474
00:31:32.738 --> 00:31:36.738
นักเขียนที่เราชอบงานเขียนของเขา เรามันมี

475
00:31:36.739 --> 00:31:40.739
งานเขียนของบางคนที่เรารู้สึกว่าคนนี้

476
00:31:40.741 --> 00:31:44.741
ถ้าเขาทำออกมาเราจะไม่อ่านงานของเขาเลย

477
00:31:44.742 --> 00:31:48.742
มันมีอยู่ช่วงหนึ่งนะคะ ที่ในสังคม

478
00:31:48.743 --> 00:31:52.743
นะคะ มองต่างกัน รู้จักคุณโน๊ต

479
00:31:52.744 --> 00:31:56.744
อุดมแต้พาณิชย์ใช่ไหมคะ ที่เขา

480
00:31:56.745 --> 00:32:00.745
ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี่ยวเขาทำอะไรมาก่อน เขาเขียนหนังสือ

481
00:32:00.746 --> 00:32:04.746
ใช่ไหมคะ เขาเขียนหนังสือ ในขณะ

482
00:32:04.747 --> 00:32:08.747
ที่เขาเขียนหนังสือขาย ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนะคะ

483
00:32:08.749 --> 00:32:12.749
ที่อ่านงานแล้วก็บอกว่าเรียกว่าสิ่งนี้เป็นงานวรรณกรรมขยะ

484
00:32:12.751 --> 00:32:16.751
นะคะ มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ

485
00:32:16.752 --> 00:32:20.752
แต่พอเขานำเอางานเขียนของเขาขึ้นไป Talk Show

486
00:32:20.752 --> 00:32:24.752
ขึ้นไปโชว์เดี่ยว ไมโครโฟน กลับกลายเป็น

487
00:32:24.753 --> 00:32:28.753
ว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอด

488
00:32:28.753 --> 00:32:32.753
บนเวที รอบของการแสดง

489
00:32:32.755 --> 00:32:36.755
การพูด พอไหม

490
00:32:36.756 --> 00:32:40.756
ต้องจัดหลาย ๆ รอบ จัดกี่ครั้งก็เต็มทุกรอบ

491
00:32:40.757 --> 00:32:44.757
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น นะคะ อย่างนี้นี่

492
00:32:44.759 --> 00:32:48.759
ก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะ เราก็อาจจะ

493
00:32:48.760 --> 00:32:52.760
ดูนะคะ แค่เพียงข้อมูลนะว่าใครเป็นผู้เขียน

494
00:32:52.761 --> 00:32:56.761
แต่อย่าเพิ่งใส่เรื่องของอคตินะคะ ว่า

495
00:32:56.762 --> 00:33:00.762
งานเขียนของคนนี้มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้

496
00:33:00.766 --> 00:33:04.766
เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในข้อนี้ก็คือ เรา

497
00:33:04.769 --> 00:33:08.769
ก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางนะคะ มีจิตใจ

498
00:33:08.770 --> 00:33:12.770
ที่เป็นกลาง มีความบริสุทธิ์ใจนะคะ อัน

499
00:33:12.771 --> 00:33:16.771
ที่ 3 ค่ะ ต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม

500
00:33:16.772 --> 00:33:20.772
ที่เชื่อมโยงกันได้ หมายความว่า

501
00:33:20.773 --> 00:33:24.773
อย่างไร หมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ

502
00:33:24.774 --> 00:33:28.774
พฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน ก็คือ

503
00:33:28.775 --> 00:33:32.775
อย่างเช่น ตัวละครนะคะ ตัวละครตัวหนึ่ง

504
00:33:32.776 --> 00:33:36.776
นะคะ ที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่านนะ สมมติว่าเราอ่านนวนิยาย

505
00:33:36.777 --> 00:33:40.777
มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่าง

506
00:33:40.779 --> 00:33:44.779
นะคะ อาจจะเป็นในทางบวก หรือทางลบ

507
00:33:44.780 --> 00:33:48.780
ถ้าเป็นทางลบ อาจจะบอกว่าคนนี้

508
00:33:48.781 --> 00:33:52.781
มีปมอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสดง

509
00:33:52.782 --> 00:33:56.782
พฤติกรรมที่มันเป็นเชิงลบออกมา

510
00:33:56.783 --> 00:34:00.783
สามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกัน

511
00:34:00.787 --> 00:34:04.787
ระหว่างพฤติกรรมกับปมปัญหาในใจ

512
00:34:04.789 --> 00:34:08.789
ในตัวละครในเรื่องนั่นล่ะค่ะ อธิบายได้แสดงว่า

513
00:34:08.790 --> 00:34:12.790
เราผ่านเกณฑ์ข้อนี้นะคะ ต่อไป

514
00:34:12.791 --> 00:34:16.791

515
00:34:16.792 --> 00:34:20.792
หลังจากที่เราตีความ

516
00:34:20.794 --> 00:34:24.794
แล้วนะคะ เราอยากเก็บความเข้าใจ

517
00:34:24.794 --> 00:34:28.794
นี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว แล้วสรุปเองว่าที่ผ่านมาฉันอ่าน

518
00:34:28.796 --> 00:34:32.796
ฉันเข้าใจว่าแบบนี้ ทำไมฉํนเก่งขนาดนี้ ทำไมฉัน

519
00:34:32.796 --> 00:34:36.796
ปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะ แล้วสามารถอธิบายเป็นฉาก

520
00:34:36.798 --> 00:34:40.798
เป็นฉาก แล้วสามารถอธิบายเนื้อหา อธิบายความเชื่อมโยง

521
00:34:40.800 --> 00:34:44.800
เรื่องนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว

522
00:34:44.801 --> 00:34:48.801
เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา

523
00:34:48.802 --> 00:34:52.802
ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ

524
00:34:52.803 --> 00:34:56.803
เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากอ่าน ไปเช็ก

525
00:34:56.804 --> 00:35:00.804
กับคนอื่นด้วยว่าถ้าคนที่อ่านงานเล่มนี้

526
00:35:00.805 --> 00:35:04.805
เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม เขาเห็นไปใน

527
00:35:04.806 --> 00:35:08.806
แนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า

528
00:35:08.807 --> 00:35:12.807
ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้

529
00:35:12.807 --> 00:35:16.807
นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะ ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการ

530
00:35:16.810 --> 00:35:20.810
อ่านตีความ อ่านเสร็จ ตีความแล้ว

531
00:35:20.812 --> 00:35:24.812
ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับ

532
00:35:24.813 --> 00:35:28.813
คนอื่น ๆ ด้วยว่าสิ่งที่เราอ่านและเราเข้าใจ

533
00:35:28.814 --> 00:35:32.814
แบบนี้ เราตีความแบบนี้ คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะ

534
00:35:32.814 --> 00:35:36.814
มีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ

535
00:35:36.816 --> 00:35:40.816
ก็จะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ แล้วก็

536
00:35:40.834 --> 00:35:44.834
หาข้อตกลงร่วมกันนะคะ หรือหาจุดร่วม

537
00:35:44.835 --> 00:35:48.835
นะคะ ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้น ๆ ได้

538
00:35:48.836 --> 00:35:52.836

539
00:35:52.836 --> 00:35:56.836

540
00:35:56.838 --> 00:36:00.838

541
00:36:00.842 --> 00:36:04.842
ทีนี้เวลาตีความค่ะ เราจะดูอยู่ 2 อย่าง

542
00:36:04.844 --> 00:36:08.844
ด้วยกันนะคะ เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

543
00:36:08.848 --> 00:36:12.848
อันที่ 1 นะคะ เราดูที่ตัว

544
00:36:12.851 --> 00:36:16.851
จุดประสงค์ค่ะ เราดูที่จุดประสงค์นะคะ

545
00:36:16.852 --> 00:36:20.852
เวลาเราอ่านงานต่าง ๆ นี่ ตัวเนื้อ...

546
00:36:20.853 --> 00:36:24.853
เขาเรียกว่าตัวเนื้อความ เขาเรียกว่าสารนะ สาร ตัว

547
00:36:24.855 --> 00:36:28.855
แรกที่เราจะดูตัวสารนั้นก็คือเราจะดูจุดประสงค์ค่ะ

548
00:36:28.856 --> 00:36:32.856
ว่าโดยรวมทั้งหมดแล้ว ทั้งเรื่องนี่

549
00:36:32.858 --> 00:36:36.858
ผู้เขียนมีเจตนาอะไรในการ

550
00:36:36.859 --> 00:36:40.859
ส่งสารนั้น ๆ จากนั้น มาดู

551
00:36:40.861 --> 00:36:44.861
ส่วนที่ 2 เราเรียกว่า "น้ำเสียง"

552
00:36:44.862 --> 00:36:48.862
น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึก มันจะมี

553
00:36:48.863 --> 00:36:52.863
คำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็น

554
00:36:52.864 --> 00:36:56.864
แบบใด เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะ เราอ่าน

555
00:36:56.865 --> 00:37:00.865
มันมีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม ไม่มี เป็น

556
00:37:00.866 --> 00:37:04.866
หน้าที่ของใคร ของผู้อ่านที่จะต้องอนุมาน

557
00:37:04.867 --> 00:37:08.867
หรือประมาณเอาว่าผู้เขียน

558
00:37:08.868 --> 00:37:12.868
ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้ และในขณะ

559
00:37:12.869 --> 00:37:16.869
ที่เขียนความรู้สึกหรืออารมณ์ความนึกคิดของผู้เขียนนี่เป็น

560
00:37:16.871 --> 00:37:20.871
อารมณ์แบบไหน มันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่

561
00:37:20.872 --> 00:37:24.872
เห็นไหมคะ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ดูนะ

562
00:37:24.873 --> 00:37:28.873
มีประชด อะไรอีกคะ

563
00:37:28.875 --> 00:37:32.875
ถากถาง อะไรอีก

564
00:37:32.876 --> 00:37:36.876
รื่นเริง

565
00:37:36.877 --> 00:37:40.877
เคร่งครัด อิสระ อะไรอีกคะ

566
00:37:40.878 --> 00:37:44.878
อ่านให้ครูฟังหน่อย

567
00:37:44.879 --> 00:37:48.879
อะไรอีก มีอะไรอีกคะ

568
00:37:48.881 --> 00:37:52.881
แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา

569
00:37:52.881 --> 00:37:56.881
ให้ข้อคิดเตือนใจ

570
00:37:56.883 --> 00:38:00.883
ยั่วแหย่ สนุกขบขัน

571
00:38:00.884 --> 00:38:04.884
เย้ยหยัน รู้ทัน

572
00:38:04.885 --> 00:38:08.885
คาดคั้น กระแนะกระแหน และ

573
00:38:08.886 --> 00:38:12.886
อะไรคะ ชวนคิด มีคำอื่นอีกมากมายนะคะ

574
00:38:12.887 --> 00:38:16.887
แต่คำเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอกถึง

575
00:38:16.888 --> 00:38:20.888
น้ำเสียงของผู้เขียนนั่นเอง

576
00:38:20.889 --> 00:38:24.889

577
00:38:24.889 --> 00:38:28.889

578
00:38:28.890 --> 00:38:32.890

579
00:38:32.891 --> 00:38:36.891
ดังนั้น เวลาตีความ

580
00:38:36.894 --> 00:38:40.894
จึงจำเป็นนะคะ ที่จะต้องดูใน 2 ส่วน

581
00:38:40.896 --> 00:38:44.896
นี้ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ครูให้

582
00:38:44.897 --> 00:38:48.897
นั่นก็คือในหน้า 118 ครูจะให้

583
00:38:48.898 --> 00:38:52.898
พวกเราตีความด้านเนื้อหา กับอีกอันหนึ่ง

584
00:38:52.899 --> 00:38:56.899
ก็คือด้านน้ำเสียง คำว่า "ด้านเนื้อหา"

585
00:38:56.901 --> 00:39:00.901
หมายถึง เนื้อความ ว่าเนื้อความนี่

586
00:39:00.902 --> 00:39:04.902
เขากล่าวถึงอะไร และเจตนาของผู้เขียน

587
00:39:04.904 --> 00:39:08.904
มีเจตนาอะไรที่ส่งมายัง

588
00:39:08.905 --> 00:39:12.905
ผู้อ่านนะคะ ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะ ใน

589
00:39:12.907 --> 00:39:16.907
ด้านน้ำเสียง คือ อารมณ์ ความรู้สึกนะ ลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก

590
00:39:16.909 --> 00:39:20.909
เราจะใช้คำใดเพื่อระบุถึง

591
00:39:20.910 --> 00:39:24.910
อารมณ์เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะ ข้อความที่เป็น

592
00:39:24.911 --> 00:39:28.911
ข้อบ่งชี้ ว่าอารมณ์ความรู้สึก

593
00:39:28.912 --> 00:39:32.912
ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

594
00:39:32.915 --> 00:39:36.915

595
00:39:36.917 --> 00:39:40.917

596
00:39:40.919 --> 00:39:44.919

597
00:39:44.921 --> 00:39:48.921
ดูตัวอย่างค่ะ

598
00:39:48.923 --> 00:39:52.923
ตัวอย่างการตีความ อันนี้

599
00:39:52.924 --> 00:39:56.924
มาจากเนื้อเพลงนะ เขาบอกว่าบ้านเรา

600
00:39:56.925 --> 00:40:00.925
แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน

601
00:40:00.926 --> 00:40:04.926
ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทย

602
00:40:04.927 --> 00:40:08.927
ซึ่งใจ เพราะใช่ทาสเขา

603
00:40:08.931 --> 00:40:12.931
ด้วยพระบารมีล้นเกล้าคุ้มเรา

604
00:40:12.933 --> 00:40:16.933
ร่มเย็นสุขสันต์ เนื้อเพลง

605
00:40:16.934 --> 00:40:20.934
ใช่ไหมคะ เคยได้ยินนะ เพลงนี้ใช่ไหมคะ

606
00:40:20.935 --> 00:40:24.935
มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อนก่อนที่จะไปตีความ

607
00:40:24.936 --> 00:40:28.936
เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ กล่าวถึงอะไร

608
00:40:28.938 --> 00:40:32.938
คำว่า "บ้าน" หมายถึงตัวบ้าน

609
00:40:32.940 --> 00:40:36.940
ที่เราอยู่อาศัย หรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น

610
00:40:36.943 --> 00:40:40.943
กว้างกว่านั้น ทำไมจึงกว้าง

611
00:40:40.944 --> 00:40:44.944
กว่าบ้านที่เราอยู่อาศัย เพราะเราเห็นคำว่า

612
00:40:44.945 --> 00:40:48.945
อะไรคะ เห็นคำว่า "ด้วย

613
00:40:48.946 --> 00:40:52.946
พระบารมีล้นเกล้า ถูกไหมคะ ด้วย

614
00:40:52.947 --> 00:40:56.947
พระบารมีล้นเกล้า ก็คือ

615
00:40:56.950 --> 00:41:00.950
บารมีของใคร พระมหากษัตริย์ที่

616
00:41:00.953 --> 00:41:04.953
ปกป้องคุ้มครองให้มีความ

617
00:41:04.954 --> 00:41:08.954
ร่มเย็นเป็นสุข ใช่ไหม

618
00:41:08.954 --> 00:41:12.954
จากเนื้อเพลงนะคะ ยังไม่ต้องตีความ แต่ดู

619
00:41:12.958 --> 00:41:16.958
จากเนื้อเพลงมันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ

620
00:41:16.960 --> 00:41:20.960

621
00:41:20.961 --> 00:41:24.961

622
00:41:24.962 --> 00:41:28.962

623
00:41:28.964 --> 00:41:32.964
แต่พอมา

624
00:41:32.966 --> 00:41:36.966
ตีความค่ะ นักศึกษาดูตัวอย่างนะ พอตีความ

625
00:41:36.969 --> 00:41:40.969
ด้านเนื้อหาค่ะ ด้านเนื้อหา

626
00:41:40.970 --> 00:41:44.970
ด้านเนื้อหา พอตีความออกมาแล้ว ตีความ

627
00:41:44.971 --> 00:41:48.971
ได้ว่าไม่มีสถานที่แห่งใดที่

628
00:41:48.972 --> 00:41:52.972
ทำให้เราเป็นสุขใจได้เท่าบ้านของเรา

629
00:41:52.974 --> 00:41:56.974
และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

630
00:41:56.974 --> 00:42:00.974
ที่ช่วยคุ้มครองผู้ที่อยู่ในประเทศไทย

631
00:42:00.977 --> 00:42:04.977
ได้ร่มเย็นเป็นสุขและมีความสุข

632
00:42:04.978 --> 00:42:08.978
เช่นกัน ดังนั้นคำว่า "บ้าน" เมื่อกี้นี้ จึงหมายถึง

633
00:42:08.979 --> 00:42:12.979
ประเทศของเรา บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่

634
00:42:12.980 --> 00:42:16.980
ก็คือประเทศไทยนั่นเอง ใช่ไหมคะ

635
00:42:16.983 --> 00:42:20.983

636
00:42:20.995 --> 00:42:24.995
คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียง

637
00:42:24.996 --> 00:42:28.996
กันบ้าง น้ำเสียงนะคะ ตีความได้ว่า

638
00:42:28.998 --> 00:42:32.998
ผู้เขียนนี่ ต้องการแสดงความคิดเห็น และเตือน

639
00:42:32.999 --> 00:42:36.999
สติค่ะ เตือนสติใคร เตือนสติผู้อ่าน

640
00:42:37.000 --> 00:42:41.000
ว่าประเทศไทยให้ความร่มเย็น

641
00:42:41.001 --> 00:42:45.001
นะคะ แก่ชาวไทย ไม่มีที่ได้เสนอเหมือน

642
00:42:45.003 --> 00:42:49.003
และนอกจากนี้ ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความด้วยความ

643
00:42:49.005 --> 00:42:53.005
รู้สึกภาคภูมิใจ

644
00:42:53.006 --> 00:42:57.006
นอกจากเตือนสติแล้วนะคะ ก็ยังมีความภาคภูมิใจ

645
00:42:57.007 --> 00:43:01.007
ในความที่เกิดมาเป็น

646
00:43:01.009 --> 00:43:05.009
คนไทย ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

647
00:43:05.010 --> 00:43:09.010
เพราะเมืองไทยมีความสุข

648
00:43:09.010 --> 00:43:13.010
ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ

649
00:43:13.012 --> 00:43:17.012
นะคะ เห็นน้ำเสียงไหมคะ

650
00:43:17.013 --> 00:43:21.013
น้ำเสียง นั่นก็คือมีน้ำเสียง

651
00:43:21.014 --> 00:43:25.014
ภาคภูมิใจนะคะ มี

652
00:43:25.015 --> 00:43:29.015
น้ำเสียงที่จะต้องการเตือนสตินะคะ ให้กับ

653
00:43:29.016 --> 00:43:33.016
ผู้ที่คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะ

654
00:43:33.018 --> 00:43:37.018
แล้วก็มาถึงหัวข้อต่อไป

655
00:43:37.019 --> 00:43:41.019
เรื่องของอะไรคะ มาดูสิ จากโคลง

656
00:43:41.019 --> 00:43:45.019
โลกนิติ

657
00:43:45.021 --> 00:43:49.021
ไม่ใช่โลกนิตินะคะ เขียน โ-ล-ก-นิ-

658
00:43:49.023 --> 00:43:53.023
ติ แต่เวลาอ่าน อ่านว่า

659
00:43:53.026 --> 00:43:57.026
โคลง-โลก-กะ-นิต

660
00:43:57.028 --> 00:44:01.028
เรียนตอน ม. อะไรคะ ตอน ม. ต้นใช่ไหม

661
00:44:01.030 --> 00:44:05.030
ได้ท่องไหมคะ ท่อง คุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง

662
00:44:05.030 --> 00:44:09.030

663
00:44:09.032 --> 00:44:13.032

664
00:44:13.033 --> 00:44:17.033
ค่ะ

665
00:44:17.037 --> 00:44:21.037
โอเค

666
00:44:21.039 --> 00:44:25.039

667
00:44:25.042 --> 00:44:29.042
อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะคะ

668
00:44:29.043 --> 00:44:33.043
เห็นไหมคะที่หน้าจอ ดูสิ

669
00:44:33.044 --> 00:44:37.044
เนื้อความตอนนี้นะคะ โคลงบทนี้กล่าวว่า

670
00:44:37.045 --> 00:44:41.045
จ่ายทรัพย์วันละบาทซื้อมังสา

671
00:44:41.048 --> 00:44:45.048
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา

672
00:44:45.050 --> 00:44:49.050
ไป่อ้วน สองสามสี่นายมา

673
00:44:49.051 --> 00:44:53.051
กำกับ จ่ายทรัพย์สี่ส่วนถ้วน

674
00:44:53.052 --> 00:44:57.052
บาทสิ้นเสือตาย

675
00:44:57.052 --> 00:45:01.052
เนื้อความกล่าวถึงอะไร ยังไม่ต้อง

676
00:45:01.055 --> 00:45:05.055
ตีความ เนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ

677
00:45:05.056 --> 00:45:09.056
เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง เลี้ยงเสื้อ

678
00:45:09.057 --> 00:45:13.057
ใช่ไหมคะ พยัคฆ์ คือ เสือ ใช่ไหมคะ การเลี้ยงเสือ

679
00:45:13.057 --> 00:45:17.057
มีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่ 1 คน

680
00:45:17.059 --> 00:45:21.059
ตอนแรกนะคะ แต่ว่าจ่ายนี่ จ่ายวันละบาท

681
00:45:21.060 --> 00:45:25.060
ใช่ไหมคะ พอคนที่เอาเงินจ่ายให้กับ

682
00:45:25.061 --> 00:45:29.061
พนักงานไปเลี้ยงเสือน่ะค่ะ เห็นว่าจ่ายวันละ 1 บาท

683
00:45:29.062 --> 00:45:33.062
นี่นะคะ เลี้ยงอย่างไรเสือก็ไม่อ้วน

684
00:45:33.064 --> 00:45:37.064
ไม่น่าจะเกิดจาก...

685
00:45:37.065 --> 00:45:41.065
ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ แต่มันน่าจะเกิดจาก

686
00:45:41.066 --> 00:45:45.066
คนเลี้ยงที่น้อยไปหรือเปล่า ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง

687
00:45:45.068 --> 00:45:49.068
คราวนี้นะคะ เอาคนมาเลี้ยง

688
00:45:49.071 --> 00:45:53.071
เพิ่มจาก 1 กลายเป็นกี่คนคะทีนี้ กลายเป็น 4 คน

689
00:45:53.072 --> 00:45:57.072
มาเพิ่มเป็น 4 คน

690
00:45:57.075 --> 00:46:01.075
เสื้ออ้วนขึ้นไหม ทีนี้ เสื้ออ้วนขึ้นไหมคะ

691
00:46:01.078 --> 00:46:05.078
ไม่อ้วนขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่า

692
00:46:05.080 --> 00:46:09.080
เสือตายทำไมเสือจึงตาย

693
00:46:09.081 --> 00:46:13.081
แสดงว่า

694
00:46:13.083 --> 00:46:17.083
ใน 4 คนนี้

695
00:46:17.085 --> 00:46:21.085
มีการเบียดบังเอาอะไรคะ เอาเงินค่าอาหาร

696
00:46:21.086 --> 00:46:25.086
ของเสือไปเป็นของตน แบ่งกัน 4 คน

697
00:46:25.087 --> 00:46:29.087
คนละสลึง

698
00:46:29.088 --> 00:46:33.088
สุดท้าย เสือไม่ได้กินอาหารเลย

699
00:46:33.089 --> 00:46:37.089

700
00:46:37.090 --> 00:46:41.090
ตีความด้าน

701
00:46:41.092 --> 00:46:45.092
เนื้อหาค่ะ ทีนี้ เนื้อหา ก็คือ

702
00:46:45.093 --> 00:46:49.093
จ่ายเงิน 1 บาท ให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยง

703
00:46:49.094 --> 00:46:53.094
เสือ แต่เสือกินแล้วไม่อ้วน

704
00:46:53.095 --> 00:46:57.095
ครั้นแบ่งเงินบาทนั้นเป็นสี่ส่วน

705
00:46:57.095 --> 00:47:01.095
ไปเลี้ยงเสือ เสือกลับตาย

706
00:47:01.096 --> 00:47:05.096
ใช่ไหมคะ นี่คือการตีความ

707
00:47:05.097 --> 00:47:09.097
ด้านเนื้อหา ส่วนด้านน้ำเสียงค่ะ ผู้เขียน

708
00:47:09.100 --> 00:47:13.100
ให้ข้อคิดว่าการทุจริต

709
00:47:13.100 --> 00:47:17.100
คอรัปชันนั้นมันมีอยู่มากมาย มีอยู่

710
00:47:17.102 --> 00:47:21.102
ทุกหน ทุกแห่ง ยิ่งมีคน

711
00:47:21.104 --> 00:47:25.104
ทุจริตมาก ความเสียหายก็ยิ่งมาก

712
00:47:25.105 --> 00:47:29.105
ตามขึ้นไปด้วย

713
00:47:29.107 --> 00:47:33.107
ถ้าเขียนเลี้ยงไม่ทุจริต

714
00:47:33.109 --> 00:47:37.109
เสือจะตายไหมคะ นะคะ

715
00:47:37.110 --> 00:47:41.110

716
00:47:41.110 --> 00:47:45.110

717
00:47:45.114 --> 00:47:49.114
ต่อไปค่ะ พฤษ

718
00:47:49.118 --> 00:47:53.118
ภกาศร อิจกุญชรกันปลด

719
00:47:53.120 --> 00:47:57.120
ปลง โททนเสน่งคง สำคัญหมาย

720
00:47:57.121 --> 00:48:01.121
ในกายมี นรชาติวางวาย มลายส

721
00:48:01.122 --> 00:48:05.122
ติวางสาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

722
00:48:05.123 --> 00:48:09.123
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับ

723
00:48:09.124 --> 00:48:13.124
ไว้ในโลกา

724
00:48:13.125 --> 00:48:17.125
เคยฟัง เคยอ่าน

725
00:48:17.127 --> 00:48:21.127
เคยท่อง แล้วก็เจอบ่อย ๆ

726
00:48:21.129 --> 00:48:25.129
ในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ

727
00:48:25.130 --> 00:48:29.130

728
00:48:29.133 --> 00:48:33.133

729
00:48:33.135 --> 00:48:37.135

730
00:48:37.138 --> 00:48:41.138
มาตีความด้าน

731
00:48:41.143 --> 00:48:45.143
เนื้อหากันค่ะ เนื้อหา

732
00:48:45.144 --> 00:48:49.144
กล่าวถึงอะไรคะ เมื่อวัว ควาย

733
00:48:49.145 --> 00:48:53.145
นะคะ และช้างล้ม ล้ม

734
00:48:53.146 --> 00:48:57.146
คือ ตายใช่ไหมคะ สัตว์ใหญ่เวลาตาย เขาเรียกว่า

735
00:48:57.147 --> 00:49:01.147
มันล้มนะคะ เมื่อ

736
00:49:01.151 --> 00:49:05.151
วัว ควาย และช้างล้ม

737
00:49:05.153 --> 00:49:09.153
ก็ยังคงเหลืองาและเขาเอาไว้

738
00:49:09.156 --> 00:49:13.156
ให้ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด

739
00:49:13.157 --> 00:49:17.157
แต่ถ้าคนตายไปจะเหลือ

740
00:49:17.157 --> 00:49:21.157
สิ่งใดเอาไว้เพื่อให้คนได้

741
00:49:21.158 --> 00:49:25.158
จดจำ นั่นก็คืออะไรคะ ความดี

742
00:49:25.159 --> 00:49:29.159
และความชั่ว ที่ได้เคยทำเอาไว้

743
00:49:29.161 --> 00:49:33.161

744
00:49:33.162 --> 00:49:37.162
น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร

745
00:49:37.164 --> 00:49:41.164

746
00:49:41.165 --> 00:49:45.165

747
00:49:45.167 --> 00:49:49.167

748
00:49:49.168 --> 00:49:53.168
น้ำเสียงของผู้เขียน

749
00:49:53.169 --> 00:49:57.169
เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้ว

750
00:49:57.176 --> 00:50:01.176
ตีความออกมาแล้ว เพื่อต้องการเสนอแนะ

751
00:50:01.177 --> 00:50:05.177
หรือให้ข้อคิดค่ะ ให้ข้อคิดว่าอย่างไร

752
00:50:05.178 --> 00:50:09.178
ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมี

753
00:50:09.180 --> 00:50:13.180
ชีวิตอยู่ ควรทำความดีเอาไว้

754
00:50:13.181 --> 00:50:17.181
เพื่อให้คนระลึกถึง เมื่อ

755
00:50:17.183 --> 00:50:21.183
จากโลกนี้ไปแล้ว เตือนสติ

756
00:50:21.183 --> 00:50:25.183
ใช่ไหมคะ ให้ข้อคิดนะ ว่าคนเรา

757
00:50:25.186 --> 00:50:29.186
คนอื่นนี่นะคะ จะรู้จักหรือจดจำเราได้หลังจากเราตายไปแล้ว

758
00:50:29.187 --> 00:50:33.187
ก็ด้วยสิ่งดีงามที่เราทำเอาไว้ หรือความ

759
00:50:33.189 --> 00:50:37.189
ชั่วที่เราได้สร้าง

760
00:50:37.192 --> 00:50:41.192

761
00:50:41.193 --> 00:50:45.193

762
00:50:45.195 --> 00:50:49.195

763
00:50:49.198 --> 00:50:53.198
ตัวอย่าง

764
00:50:53.201 --> 00:50:57.201
ต่อมาค่ะ ยาเสพติดมีพิษร้าย

765
00:50:57.204 --> 00:51:01.204
ทำลายความเป็นคน

766
00:51:01.206 --> 00:51:05.206
ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะ ตีความจาก

767
00:51:05.207 --> 00:51:09.207
ด้านเนื้อหาเขากล่าวถึงอะไรคะ ผู้ใด

768
00:51:09.211 --> 00:51:13.211
ติดยาเสพติด ผู้นั้นไม่ใช่คนที่

769
00:51:13.213 --> 00:51:17.213
สมบูรณ์อีกต่อ คำว่า "สมบูรณ์" นี่หมายถึงอะไร คนอ้วน

770
00:51:17.213 --> 00:51:21.213
ไหมคะ คนสมบูรณ์ คือ คนอ้วนไหม ไม่ใช่

771
00:51:21.217 --> 00:51:25.217
คนที่สมบูรณ์ ก็คือคนที่มีสติ

772
00:51:25.219 --> 00:51:29.219
มีปัญญา ใช่ไหมคะ มีสติมีปัญญา

773
00:51:29.220 --> 00:51:33.220
นะคะ นี่คือลักษณะของคน ถ้าคนที่สติดีจะไป

774
00:51:33.221 --> 00:51:37.221
หลงผิด ติดยาเสพติดไหม เพราะรู้อยู่แล้ว

775
00:51:37.221 --> 00:51:41.221
ว่าถ้าไปติดนั่นก็คือหนทางสู่ความ

776
00:51:41.223 --> 00:51:45.223
หายนะแน่นอน

777
00:51:45.225 --> 00:51:49.225
ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ น้ำเสียง ผู้เขียน

778
00:51:49.225 --> 00:51:53.225
เตือนสติค่ะ เตือนสติให้เห็น

779
00:51:53.226 --> 00:51:57.226
โทษอันร้ายแรงของยาเสพติด

780
00:51:57.227 --> 00:52:01.227
เสพแล้วหมดความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดีไหม

781
00:52:01.228 --> 00:52:05.228
ไม่แล้วนะคะ ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น

782
00:52:05.229 --> 00:52:09.229
ดังนั้น ควรที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม

783
00:52:09.230 --> 00:52:13.230
ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ

784
00:52:13.231 --> 00:52:17.231

785
00:52:17.232 --> 00:52:21.232

786
00:52:21.234 --> 00:52:25.234

787
00:52:25.238 --> 00:52:29.238
ต่อไป

788
00:52:29.241 --> 00:52:33.241
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

789
00:52:33.245 --> 00:52:37.245
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

790
00:52:37.247 --> 00:52:41.247
ดูจากข้อความนี้สิคะ

791
00:52:41.248 --> 00:52:45.248
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึกจะเหลือค่า

792
00:52:45.250 --> 00:52:49.250
อะไรให้สังคม

793
00:52:49.250 --> 00:52:53.250
เขากล่าวถึงอะไรนี่ กระดาษ

794
00:52:53.252 --> 00:52:57.252
เปื้อนหมึก คำนี้

795
00:52:57.255 --> 00:53:01.255
ตีความ กระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร

796
00:53:01.256 --> 00:53:05.256
กระดาษเปื้อนหมึก

797
00:53:05.257 --> 00:53:09.257
นะคะ ถ้าตีความแล้ว หมายถึง นักเขียนค่ะ

798
00:53:09.258 --> 00:53:13.258
เพราะนักเขียน

799
00:53:13.259 --> 00:53:17.259
เขียนหนังสือ แต่งหนังสือขายนะ สมัยก่อน

800
00:53:17.260 --> 00:53:21.260
เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะ พิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะ

801
00:53:21.261 --> 00:53:25.261
คำนี้นะคะ มันใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ

802
00:53:25.263 --> 00:53:29.263
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ อาชีพ

803
00:53:29.264 --> 00:53:33.264
ของนักเขียนนะคะ หรือหมายถึงงานเขียน

804
00:53:33.265 --> 00:53:37.265
นะคะ ตีความด้านเนื้อหา

805
00:53:37.266 --> 00:53:41.266
ได้ว่า หากงานเขียนไม่มีคุณค่า

806
00:53:41.267 --> 00:53:45.267
ก็คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อน

807
00:53:45.269 --> 00:53:49.269
หมึกเท่านั้นนักเขียน

808
00:53:49.269 --> 00:53:53.269
ที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่ามันจะไม่เกิดประโยชน์

809
00:53:53.270 --> 00:53:57.270
และมันก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษที่เปื้อนหมึก

810
00:53:57.274 --> 00:54:01.274
เท่านั้น

811
00:54:01.275 --> 00:54:05.275
ด้านน้ำเสียงล่ะคะ ด้านน้ำเสียง

812
00:54:05.277 --> 00:54:09.277
ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน

813
00:54:09.280 --> 00:54:13.280
ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน

814
00:54:13.281 --> 00:54:17.281
เนื้อหาของงาน

815
00:54:17.283 --> 00:54:21.283
ที่เขียนควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์

816
00:54:21.284 --> 00:54:25.284
และจรรโลงสังคมนั่นเอง

817
00:54:25.285 --> 00:54:29.285

818
00:54:29.286 --> 00:54:33.286

819
00:54:33.290 --> 00:54:37.290

820
00:54:37.293 --> 00:54:41.293
คราวนี้ เรามาดู

821
00:54:41.295 --> 00:54:45.295
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับการตีความ

822
00:54:45.299 --> 00:54:49.299
เวลาเราอ่านงานเขียนต่าง ๆ เรา

823
00:54:49.300 --> 00:54:53.300
จะพบว่ามีสิ่งที่มันจะสะดุด

824
00:54:53.300 --> 00:54:57.300
ตาและเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความ

825
00:54:57.302 --> 00:55:01.302
เข้าใจมากกว่าข้อความทั่ว ๆ ไป

826
00:55:01.305 --> 00:55:05.305
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าสัญลักษณ์

827
00:55:05.306 --> 00:55:09.306
สัญลักษณ์หรือ Symbol

828
00:55:09.307 --> 00:55:13.307
มันคืออะไร มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่

829
00:55:13.308 --> 00:55:17.308
ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง

830
00:55:17.310 --> 00:55:21.310

831
00:55:21.311 --> 00:55:25.311
ผู้เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะ

832
00:55:25.313 --> 00:55:29.313
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นี่ค่ะ ใช้

833
00:55:29.313 --> 00:55:33.313
ในลักษณะของนามธรรม

834
00:55:33.315 --> 00:55:37.315
ใช้ลักษณะของนามธรรม แต่เวลา

835
00:55:37.316 --> 00:55:41.316
เขียนนะคะ ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมแทน

836
00:55:41.317 --> 00:55:45.317
นามธรรม เอาง่าย ๆ นะคะ เหมือนกับ

837
00:55:45.319 --> 00:55:49.319
เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะ เราพูดถึงความดี เราใช้

838
00:55:49.320 --> 00:55:53.320
สีแทนความดี คือสีอะไรคะ สีขาว

839
00:55:53.321 --> 00:55:57.321
ดีเป็นนามธรรมไหมคะ สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะ

840
00:55:57.322 --> 00:56:01.322
สีขาวเป็นรูปธรรม สีขาวใช้แทน

841
00:56:01.325 --> 00:56:05.325
ความดี ความบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์

842
00:56:05.327 --> 00:56:09.327
เราจับต้องได้ไหม อันไหนคือความดี ชี้ได้ไหมคะ อันไหนคือความดี

843
00:56:09.328 --> 00:56:13.328
ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า

844
00:56:13.329 --> 00:56:17.329
สัญลักษณ์มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

845
00:56:17.330 --> 00:56:21.330
เดี๋ยวครูจะอธิบาย

846
00:56:21.331 --> 00:56:25.331

847
00:56:25.331 --> 00:56:29.331

848
00:56:29.334 --> 00:56:33.334

849
00:56:33.335 --> 00:56:37.335

850
00:56:37.338 --> 00:56:41.338

851
00:56:41.342 --> 00:56:45.342

852
00:56:45.344 --> 00:56:49.344
สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน

853
00:56:49.346 --> 00:56:53.346
นะคะ สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ

854
00:56:53.347 --> 00:56:57.347
ลักษณะที่ 1 เขาเรียกว่า

855
00:56:57.349 --> 00:57:01.349
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกักตุน

856
00:57:01.351 --> 00:57:05.351
หมายความว่า

857
00:57:05.356 --> 00:57:09.356
เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไป

858
00:57:09.358 --> 00:57:13.358
เข้าใจร่วมกัน เช่น เมื่อกี้นี้

859
00:57:13.359 --> 00:57:17.359
สีขาวแทนความบริสุทธิ์ สีดำ

860
00:57:17.360 --> 00:57:21.360
แทนความโศกเศร้า

861
00:57:21.360 --> 00:57:25.360
นางฟ้าแทนอะไรคะ

862
00:57:25.362 --> 00:57:29.362
แทนความใจดี นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความ

863
00:57:29.363 --> 00:57:33.363
สวยใช่ไหมคะ ความใจดี ความมีเมตตา

864
00:57:33.363 --> 00:57:37.363
ใจดีเหมือนนางฟ้าเลย สวยเหมือนนางฟ้า

865
00:57:37.367 --> 00:57:41.367
ลักษณะเช่นนี้ นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์

866
00:57:41.369 --> 00:57:45.369
ของความสวย ความใจดี

867
00:57:45.370 --> 00:57:49.370
แบบนี้มันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1

868
00:57:49.371 --> 00:57:53.371
นั่นก็คือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ

869
00:57:53.372 --> 00:57:57.372
กักตุน กับแบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มี

870
00:57:57.373 --> 00:58:01.373
ความหมายหลายนัย และแบบที่ 3

871
00:58:01.374 --> 00:58:05.374
ในช่องที่ 3 สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบมีนัย

872
00:58:05.375 --> 00:58:09.375
ประวัติ ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้

873
00:58:09.377 --> 00:58:13.377
มีลักษณะคล้ายกัน

874
00:58:13.377 --> 00:58:17.377
คล้ายกันในที่นี้ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้เขียน

875
00:58:17.379 --> 00:58:21.379
กำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา

876
00:58:21.380 --> 00:58:25.380
แต่จะลึกในระดับใด

877
00:58:25.381 --> 00:58:29.381
ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของ

878
00:58:29.383 --> 00:58:33.383
ผู้เขียน ครูมีตัวอย่าง

879
00:58:33.384 --> 00:58:37.384
ครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ

880
00:58:37.385 --> 00:58:41.385

881
00:58:41.388 --> 00:58:45.388

882
00:58:45.390 --> 00:58:49.390
ดู ชุดข้อความ 3

883
00:58:49.393 --> 00:58:53.393
ชุดนี้ เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน

884
00:58:53.394 --> 00:58:57.394
ก็คือดอกไม้ เราพูดถึงเรื่องเดียวกัน

885
00:58:57.395 --> 00:59:01.395
คือ ดอกไม้ มันมีคำที่เป็นคำสำคัญอยู่

886
00:59:01.395 --> 00:59:05.395
คือ ดอกไม้ ในช่องแรก ในส่วนแรก

887
00:59:05.402 --> 00:59:09.402
นะคะ เซ็ตแรกจะมีคำว่า กุหลาบเวียงพิงค์

888
00:59:09.403 --> 00:59:13.403
เอื้องดอย ดอกคูณ ดอกหญ้า เป็นดอกไม้

889
00:59:13.404 --> 00:59:17.404
ทั้งหมดเลยไหมคะ ปกติแล้วดอกไม้

890
00:59:17.405 --> 00:59:21.405
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

891
00:59:21.407 --> 00:59:25.407
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

892
00:59:25.408 --> 00:59:29.408
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ

893
00:59:29.410 --> 00:59:33.410
เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดอกไม้งามนะคะ

894
00:59:33.411 --> 00:59:37.411
เช่นอะไรบ้าง กุหลาบเวียงพิงค์

895
00:59:37.414 --> 00:59:41.414
กุหลาบเวียงพิงค์ ก็คือสาวงามจากเมือง

896
00:59:41.415 --> 00:59:45.415
เชียงใหม่ใช่ไหมคะ เป็นดอกกุหลาบนะ

897
00:59:45.416 --> 00:59:49.416
ต่อไป เอื้องดอย สาวชาว

898
00:59:49.417 --> 00:59:53.417
เหนือ เช่นกัน แต่อยู่บนดอย

899
00:59:53.420 --> 00:59:57.420
สาวชาวภูเขา ชาวดอย ต่อไป

900
00:59:57.421 --> 01:00:01.421
ดอกคูณ ดอกคูณคืออะไร ดอกคูณเป็นสัญลักษณ์

901
01:00:01.422 --> 01:00:05.422
ของหญิงสาวในภาคไหนคะ สาวอีสาน

902
01:00:05.424 --> 01:00:09.424
ใช่ไหมคะ ภาคอีสาน คือ ดอกคูณ ใช่ไหมคะ

903
01:00:09.425 --> 01:00:13.425
ดอกคูณเสียงแคน ก็คือจังหวัดอะไร

904
01:00:13.425 --> 01:00:17.425
ดินแดนที่มีดอกคูณเยอะ ๆ ภาคอีสาน

905
01:00:17.426 --> 01:00:21.426
หรือขอนแก่นนั่นเองนะคะ ดอกคูน

906
01:00:21.426 --> 01:00:25.426
ก็ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีกสานได้

907
01:00:25.428 --> 01:00:29.428
อีกอย่างหนึ่งคือดอกหญ้า

908
01:00:29.429 --> 01:00:33.429
ดอกหญ้า ดอกหญ้า ดอกหญ้า

909
01:00:33.430 --> 01:00:37.430
คือ ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ต่ำต้อยด้อยค่า

910
01:00:37.432 --> 01:00:41.432
เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลย

911
01:00:41.434 --> 01:00:45.434
ผู้หญิงทั้งหมดเลย พออ่านแล้วเข้าใจได้ในทันทีว่านี่

912
01:00:45.436 --> 01:00:49.436
กล่าวถึงผู้หญิง อันนี้น่าจะจัดเป็นความหมาย

913
01:00:49.437 --> 01:00:53.437
แบบไหนคะ 1 2 หรือ 3 อันนี้คือ

914
01:00:53.438 --> 01:00:57.438
แบบที่ 1 เป็นความหมายแบบกักตุน

915
01:00:57.439 --> 01:01:01.439
เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน

916
01:01:01.440 --> 01:01:05.440
แต่อันที่ 2 ค่ะ ดูนะ

917
01:01:05.441 --> 01:01:09.441
มาจากเพลงค่ะ ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน

918
01:01:09.442 --> 01:01:13.442
บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ

919
01:01:13.443 --> 01:01:17.443
สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข

920
01:01:17.443 --> 01:01:21.443
แก้ไขจุดไฟศรัทธา ข้อความ

921
01:01:21.445 --> 01:01:25.445
ในเซตที่ 2 นี้ ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิง

922
01:01:25.446 --> 01:01:29.446
อยู่ไหมคะ

923
01:01:29.447 --> 01:01:33.447
ความหมายเปลี่ยนไปหรือยัง

924
01:01:33.448 --> 01:01:37.448
มีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ

925
01:01:37.450 --> 01:01:41.450
เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยัง ความหมายนัย แต่เราต้องมาทำ

926
01:01:41.466 --> 01:01:45.466
ความเข้าใจด้วยว่า ดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้

927
01:01:45.470 --> 01:01:49.470
คือดอกไม้แล้วหมายความว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง แล้ว

928
01:01:49.471 --> 01:01:53.471
หมายถึงอะไร คราวนี้

929
01:01:53.472 --> 01:01:57.472
เราอาจจะต้องย้อนกลับไปที่หลักการการอ่าน

930
01:01:57.473 --> 01:02:01.473
ตีความ เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ

931
01:02:01.475 --> 01:02:05.475
ข้อความนี้มาจากบทประพันธ์ของ

932
01:02:05.476 --> 01:02:09.476
อาจารย์จิรนันท์ พิษปรีชา

933
01:02:09.477 --> 01:02:13.477
วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรส์ ชื่อว่า

934
01:02:13.478 --> 01:02:17.478
ใบไม้ที่หายไป อาจารย์เขียน

935
01:02:17.479 --> 01:02:21.479
นะคะ ในช่วงที่ตนเองนั้นเป็นนัก

936
01:02:21.480 --> 01:02:25.480
ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

937
01:02:25.482 --> 01:02:29.482
เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ ที่อยู่ในห้วง

938
01:02:29.483 --> 01:02:33.483
ปี 2519 ในช่วงนั้น

939
01:02:33.485 --> 01:02:37.485
ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ

940
01:02:37.487 --> 01:02:41.487
นักศึกษาจำได้ไหมคะ ถ้าเราเรียนสังคมมา

941
01:02:41.489 --> 01:02:45.489
มีการเรียกร้องทางการเมือง ช่วงนั้นมีนักเขียน

942
01:02:45.491 --> 01:02:49.491
เกิดขึ้นมากมาย และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

943
01:02:49.493 --> 01:02:53.493
ถ้าเราดูภูมิหลังหรือชีวประวัติของคนเขียน

944
01:02:53.506 --> 01:02:57.506
คราวนี้เรารู้หรือยัง ข้อความ

945
01:02:57.508 --> 01:03:01.508
ที่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิง มันน่าจะหมายถึงอะไร เพลงนี้

946
01:03:01.509 --> 01:03:05.509
เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออกค่าย

947
01:03:05.510 --> 01:03:09.510
เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น เวลา

948
01:03:09.511 --> 01:03:13.511
ไปร้องนะคะ เวลาเอาไปใช้ประกอบในกิจกรรม

949
01:03:13.514 --> 01:03:17.514
นันทนาการต่าง ๆ คนที่เป็นนักศึกษาก็จะได้

950
01:03:17.516 --> 01:03:21.516
รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีอุดมการณ์ในการทำงาน

951
01:03:21.520 --> 01:03:25.520
มีอุมการณ์ในการช่วยพัฒนาประเทศชาตินะคะ

952
01:03:25.521 --> 01:03:29.521
ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง

953
01:03:29.522 --> 01:03:33.522
ประชาธิปไตยค่ะ ดอกไม้จะบาน ในที่นี้

954
01:03:33.523 --> 01:03:37.523
ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย

955
01:03:37.523 --> 01:03:41.523
ดอกไม้ที่เรียกนี้คือประชาธิปไตย

956
01:03:41.525 --> 01:03:45.525
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่

957
01:03:45.528 --> 01:03:49.528
สีขาว คือ อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ค่ะ

958
01:03:49.529 --> 01:03:53.529
สีขาว หนุ่มสาวจะไฝ่ ไฝ่ในอะไร ไฝ่ใน

959
01:03:53.529 --> 01:03:57.529
อุดมการณ์และมีความแน่วแน่ที่จะ

960
01:03:57.531 --> 01:04:01.531
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันดีขึ้น

961
01:04:01.534 --> 01:04:05.534
นี่คือความหมายที่เราเรียกว่า "

962
01:04:05.537 --> 01:04:09.537
ความหมายหลายนัย ดอกไม้ ความหมายเปลี่ยน

963
01:04:09.538 --> 01:04:13.538
ไปแล้วไม่ได้หมายถึงความงาม ไม่ได้หมายถึง

964
01:04:13.539 --> 01:04:17.539
หญิงสาว แต่หมายถึงประชาธิปไตย

965
01:04:17.541 --> 01:04:21.541
สุดท้ายค่ะ

966
01:04:21.542 --> 01:04:25.542
ช่องนี้ ความหมายนัยประหวัด

967
01:04:25.545 --> 01:04:29.545
แน่นอนล่ะ นัยประหวัด อยากให้ช่วยกัน

968
01:04:29.546 --> 01:04:33.546
ตีความ ดอกไม้ใน

969
01:04:33.547 --> 01:04:37.547
ข้อนี้มันมีบริบทของข้อความ

970
01:04:37.548 --> 01:04:41.548
ทั้งหมดว่า ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

971
01:04:41.566 --> 01:04:45.566
คือดอกไม้ที่มีคนนำไปวางไว้บนหลุม

972
01:04:45.568 --> 01:04:49.568
ฝังศพ ดอกไม้ในที่นี้หมายถึงอะไร

973
01:04:49.569 --> 01:04:53.569
ตีความสิ ถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงาม ไม่ได้หมายถึง

974
01:04:53.571 --> 01:04:57.571
หญิงสาว ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย

975
01:04:57.573 --> 01:05:01.573
นี่ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร

976
01:05:01.574 --> 01:05:05.574

977
01:05:05.574 --> 01:05:09.574
ยากนะ ยากไหม

978
01:05:09.576 --> 01:05:13.576
มาเฉลยกันนะคะ จริง ๆ แล้วอยากชวนคิดนะ อยากชวนคิด

979
01:05:13.577 --> 01:05:17.577
ช่วยกันคิดนิดหนึ่งก็ได้ว่า

980
01:05:17.578 --> 01:05:21.578
ดอกไม้ ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด

981
01:05:21.578 --> 01:05:25.578
เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

982
01:05:25.578 --> 01:05:29.578
แสดงว่าสถานการณ์ปกติ ดอกไม้มันถูก

983
01:05:29.579 --> 01:05:33.579
ลดคุณค่าลงใช่ไหม หรือดอกไม้มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหม

984
01:05:33.581 --> 01:05:37.581
ทำไม

985
01:05:37.581 --> 01:05:41.581
จึงเป็นเช่นนั้น

986
01:05:41.583 --> 01:05:45.583
เวลาเราให้ดอกไม้ใคร ดอกไม้

987
01:05:45.584 --> 01:05:49.584
นั้นจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ ให้

988
01:05:49.585 --> 01:05:53.585
ในวันที่เขาไม่สบาย แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดี

989
01:05:53.586 --> 01:05:57.586
ความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะ เป็นตัวแทนบอกว่า

990
01:05:57.587 --> 01:06:01.587
หายเร็ว ๆ นะ วันไหนที่เขารับปริญญา

991
01:06:01.588 --> 01:06:05.588
เราแสดงความยินดี เอาช่อดอกไม้ไปให้

992
01:06:05.591 --> 01:06:09.591
สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดี

993
01:06:09.592 --> 01:06:13.592
ด้วยนะ ใช่ไหมคะ แต่

994
01:06:13.593 --> 01:06:17.593
พอเอาไปให้คนตาย คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเรา

995
01:06:17.594 --> 01:06:21.594
หรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ ไม่ได้

996
01:06:21.595 --> 01:06:25.595
ถูกไหม นั่นแสดงว่าดอกไม้นั่นเมื่อไปวาง

997
01:06:25.595 --> 01:06:29.595
ให้กับผู้ตาย มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

998
01:06:29.596 --> 01:06:33.596
เพราะอะไร มันมีเหตุอะไร เวลาเราให้

999
01:06:33.598 --> 01:06:37.598
ดอกไม้ใคร เราส่งความปรารถดีให้กับผู้อื่น

1000
01:06:37.601 --> 01:06:41.601
เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมาให้เราไหมคะ

1001
01:06:41.602 --> 01:06:45.602
แสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม

1002
01:06:45.602 --> 01:06:49.602
ครูลองยกตัวอย่างนะ สมมติมีคนให้ดอกไม้ไปแล้วเขาโยนทิ้ง

1003
01:06:49.603 --> 01:06:53.603
เธอรู้สึกอย่างไร เสียใจใช่ไหม นั่น

1004
01:06:53.604 --> 01:06:57.604
ว่าให้อะไรไป แสดงให้เขาตอบรับเราใช่หรือไม่

1005
01:06:57.606 --> 01:07:01.606
แต่พอให้คนตายเขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว

1006
01:07:01.608 --> 01:07:05.608
ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ

1007
01:07:05.609 --> 01:07:09.609
ถ้าให้ในคนตายแสดงว่าให้แล้วไม่มีประโยชน์แต่ยังจะให้อยู่

1008
01:07:09.610 --> 01:07:13.610
นั่นแสดงว่าการให้ดอกไม้นั้น แสดงว่า

1009
01:07:13.611 --> 01:07:17.611
การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ

1010
01:07:17.612 --> 01:07:21.612
มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

1011
01:07:21.614 --> 01:07:25.614
แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง

1012
01:07:25.615 --> 01:07:29.615
ต้องการการตอบรับ ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า

1013
01:07:29.616 --> 01:07:33.616
แต่พอมันไปให้คนที่ไม่สามารถ

1014
01:07:33.617 --> 01:07:37.617
ที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้ เวลาเธอ

1015
01:07:37.618 --> 01:07:41.618
ให้เขาไปแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะ เธอให้ด้วยความ

1016
01:07:41.620 --> 01:07:45.620
ปรารถนาดี เธอไม่ต้องการอะไร ถือหวังอะไรจากผู้ตาย

1017
01:07:45.621 --> 01:07:49.621
อีกต่อไปแล้ว นี่คือนัย

1018
01:07:49.622 --> 01:07:53.622
ที่เรียกว่า "ความหมายแบบนัยประหวัด"

1019
01:07:53.623 --> 01:07:57.623
ลึกซึ้งนะ ต้องอ่านมาก ๆ ต้อง

1020
01:07:57.624 --> 01:08:01.624
ทำความเข้าใจมาก ๆ จึงจะตีความตรงนี้ออก

1021
01:08:01.625 --> 01:08:05.625
และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

1022
01:08:05.626 --> 01:08:09.626
นึกภาพออกหรือยัง ว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้

1023
01:08:09.628 --> 01:08:13.628
ไม่เหมือนกันเลย อันที่ 1 คือหญิงสาว

1024
01:08:13.629 --> 01:08:17.629
ความหมายหลายนัยคือ ที่เพิ่มขึ้นมา

1025
01:08:17.630 --> 01:08:21.630
คือ ประชาธิปไตย ในขณะที่

1026
01:08:21.631 --> 01:08:25.631
อันที่ 3 ความหมายแบบนัยประหวัด คืออะไรคะ ผู้เขียน

1027
01:08:25.632 --> 01:08:29.632
กำหนดความหมายขึ้นมาเอง นั่นคือการให้โดยไม่หวัง

1028
01:08:29.633 --> 01:08:33.633
สิ่งตอบแทน ลึกเข้าไปอีกใช่ไหมคะ

1029
01:08:33.638 --> 01:08:37.638
ลึกซึ้งมาก ดังนั้น เรื่องของการตีความมันจึงเป็น

1030
01:08:37.638 --> 01:08:41.638
เรื่องที่ค่อนข้างจะต้องให้ความสำคัญและ

1031
01:08:41.639 --> 01:08:45.639
ให้รายละเอียดรวมไปถึงอ่านอย่างละเอียด

1032
01:08:45.641 --> 01:08:49.641
ด้วยจึงจะสามารถถอดรหัส

1033
01:08:49.643 --> 01:08:53.643
ความออกมาได้อย่างถูกต้อง

1034
01:08:53.645 --> 01:08:57.645

1035
01:08:57.647 --> 01:09:01.647

1036
01:09:01.649 --> 01:09:05.649

1037
01:09:05.655 --> 01:09:09.655
การอ่านตีความนะคะ ในส่วนของ

1038
01:09:09.656 --> 01:09:13.656
สัญลักษณ์ มีการแบ่งหมวด

1039
01:09:13.658 --> 01:09:17.658
หมู่ของสัญลักษณ์นะคะ เอาไว้

1040
01:09:17.659 --> 01:09:21.659
หลายประเภทด้วยกัน เราสามารถ

1041
01:09:21.661 --> 01:09:25.661
ใช้ตัวละครในวรรณคดีมาเป็น

1042
01:09:25.662 --> 01:09:29.662
สัญลักษณ์ได้ค่ะ เช่น ขุนแผน

1043
01:09:29.664 --> 01:09:33.664
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ (นักศึกษาชาย) ความเจ้าชู้ (ผศ.ดร.กาญจนา) ความเจ้าชู้

1044
01:09:33.665 --> 01:09:37.665
วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1045
01:09:37.665 --> 01:09:41.665
ความหลายใจ จรกา

1046
01:09:41.669 --> 01:09:45.669
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1047
01:09:45.670 --> 01:09:49.670
ความขี้ริ้วขี้เหร่ใช่ไหมคะ จรกา

1048
01:09:49.671 --> 01:09:53.671
ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1049
01:09:53.673 --> 01:09:57.673
ความโลภ ความตระกะ แต่ปัจจุบันนี้

1050
01:09:57.674 --> 01:10:01.674
มีคนเอารูปปั้นชูกชกไป

1051
01:10:01.675 --> 01:10:05.675
กราบไหว้ แล้วบอกว่านี่คือสัญล

1052
01:10:05.676 --> 01:10:09.676
ของความอุดมสมบูรณ์

1053
01:10:09.678 --> 01:10:13.678
ถ้าดูจากเนื้อความของที่มา

1054
01:10:13.679 --> 01:10:17.679
ของคำ เราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่ถูกต้องใช่ไหมคะ

1055
01:10:17.680 --> 01:10:21.680
เพราะชูชกจริง ๆ แล้วเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ

1056
01:10:21.680 --> 01:10:25.680
และความตระกะ กินจนตัวตาย

1057
01:10:25.682 --> 01:10:29.682
ใช่ไหมคะ แต่ก็มีคนไปตีความในความหมายใหม่นะ

1058
01:10:29.683 --> 01:10:33.683
แล้วก็พยายามสร้างให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นแล้ว แล้วก็ให้คน

1059
01:10:33.684 --> 01:10:37.684
กราบไหว้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ที่มา

1060
01:10:37.684 --> 01:10:41.684
ก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะกราบไหว้

1061
01:10:41.686 --> 01:10:45.686
เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ ใช้สติปัญญา

1062
01:10:45.688 --> 01:10:49.688
พิจารณาเอานะ ต่อไปนะคะ ทศกัณฐ์

1063
01:10:49.689 --> 01:10:53.689
เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความ

1064
01:10:53.689 --> 01:10:57.689
ใจร้ายนะคะ ความเจ้าชู้ไหม

1065
01:10:57.691 --> 01:11:01.691
ทศกัณฐ์เจ้าชู้ไหม น่าเสียดาย

1066
01:11:01.692 --> 01:11:05.692
ใจทศกัณฐ์ ใครฟังเพลงลูกทุ่ง เคยฟังไหมคะ

1067
01:11:05.693 --> 01:11:09.693
เพลงของหัวใจทศกันฐ์แสดงว่า

1068
01:11:09.694 --> 01:11:13.694
ใจร้ายใช่ไหมคะ อยากมี

1069
01:11:13.695 --> 01:11:17.695
รักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ ที่พระรามออกตามหานางสีดา

1070
01:11:17.697 --> 01:11:21.697
แต่สำหรับทศกัณฐ์ เธอไม่ตามใครใช่ไหมคะ เธอมีเมีย

1071
01:11:21.698 --> 01:11:25.698
เยอะมากแต่เธอก็ใจร้ายนะคะ เป็นยักษ์

1072
01:11:25.699 --> 01:11:29.699
ที่ใจร้าย เพราะฉะนั้น ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของ

1073
01:11:29.699 --> 01:11:33.699
ใจร้าย ดุร้าย ต่อไปนะคะ

1074
01:11:33.701 --> 01:11:37.701
ประเภทที่ 2 เราใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์

1075
01:11:37.702 --> 01:11:41.702
ได้ เช่นอะไรบ้าง ช้าง

1076
01:11:41.703 --> 01:11:45.703
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความ

1077
01:11:45.703 --> 01:11:49.703
ยิ่งใหญ่ เสือ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1078
01:11:49.705 --> 01:11:53.705
ความดุร้าย ใช่ไหมคะ เสือ ความ

1079
01:11:53.709 --> 01:11:57.709
ดุร้าย ถ้าใครมาเรียกไอ้เสือ ความจริงไม่ได้ชื่อเสือ

1080
01:11:57.710 --> 01:12:01.710
แต่พอถูกคนเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือ

1081
01:12:01.711 --> 01:12:05.711
แสดงว่าคนนั้นนี่ก็ต้องพิษสง มี

1082
01:12:05.712 --> 01:12:09.712
ความดุใช่ไหมคะ มีความดุร้าย หรือว่ามีลักษณะของความ

1083
01:12:09.713 --> 01:12:13.713
เขาเรียกว่าอะไรดี

1084
01:12:13.715 --> 01:12:17.715
ความเกเรไหม อาจจะมีความลักษณะของความเกเรอยู่ เป็น

1085
01:12:17.717 --> 01:12:21.717
สัญลักษณ์ของความดุร้ายนั่นเองนะคะ ต่อไป

1086
01:12:21.719 --> 01:12:25.719
กระต่าย เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1087
01:12:25.720 --> 01:12:29.720
กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1088
01:12:29.720 --> 01:12:33.720
ความรวดเร็วไหมคะ

1089
01:12:33.722 --> 01:12:37.722
คล่องแคล่วว่องไว เต่าล่ะคะ

1090
01:12:37.723 --> 01:12:41.723
ความเชื่องช้า แมงดาล่ะคะ

1091
01:12:41.724 --> 01:12:45.724
เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่

1092
01:12:45.725 --> 01:12:49.725
ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะ และ

1093
01:12:49.727 --> 01:12:53.727
เอาเปรียบผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ ก็คือแมงดา

1094
01:12:53.729 --> 01:12:57.729
ต่อไป ประเภทที่ 3 ค่ะ ใช้อะไรคะ

1095
01:12:57.731 --> 01:13:01.731
ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ

1096
01:13:01.732 --> 01:13:05.732
พันธุ์ไม้ มีอะไรบ้าง ดอกรัก

1097
01:13:05.732 --> 01:13:09.732
ดอกลั่นทม ดอกดาวเรือง ดาวเรือง

1098
01:13:09.734 --> 01:13:13.734
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ มี

1099
01:13:13.735 --> 01:13:17.735
ชื่อที่ไปพ้องกับคำว่า "รุ่งเรือง" ใช่ไหมคะ เขาจึง

1100
01:13:17.736 --> 01:13:21.736
ให้เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ดอกลั่นทม

1101
01:13:21.737 --> 01:13:25.737
ล่ะลูก ความทุกข์ระทม

1102
01:13:25.738 --> 01:13:29.738
ใช่ไหมคะ เขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหม เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร

1103
01:13:29.739 --> 01:13:33.739
ลีลาวดีนะคะ ต่อไปอะไรอีก

1104
01:13:33.740 --> 01:13:37.740
นะคะ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1105
01:13:37.741 --> 01:13:41.741
ความยั่งยืนใช่ไหมคะ

1106
01:13:41.742 --> 01:13:45.742
ความมั่นคง อายุ

1107
01:13:45.743 --> 01:13:49.743
ยืนยานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คือเป็นที่พึ่งนะคะ

1108
01:13:49.745 --> 01:13:53.745
ยืนนานเป็นที่พึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้

1109
01:13:53.745 --> 01:13:57.745
สิ่งนี้

1110
01:13:57.747 --> 01:14:01.747
อะไรอีก สีต่าง ๆ

1111
01:14:01.747 --> 01:14:05.747
สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1112
01:14:05.749 --> 01:14:09.749
ช่วงนี้หัวใจเป็นสีชมพู นั่นก็คือ

1113
01:14:09.750 --> 01:14:13.750
มีความรักนะคะ อะไรอีก

1114
01:14:13.752 --> 01:14:17.752
ธรรมชาติต่าง ๆ นะคะ เมฆ

1115
01:14:17.753 --> 01:14:21.753
เป็นสัญลักษณ์ของ

1116
01:14:21.754 --> 01:14:25.754
มีเมฆมาบัง เมฆเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค์

1117
01:14:25.755 --> 01:14:29.755
ต่าง ๆ ใช่ไหมคะ น้ำค้างนะคะ น้ำค้าง

1118
01:14:29.757 --> 01:14:33.757
สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะ สัญลักษณ์แทนความ

1119
01:14:33.758 --> 01:14:37.758
สดชื่นนะ พายุ คลื่นลมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของ

1120
01:14:37.760 --> 01:14:41.760
อุปสรรคใช่ไหม

1121
01:14:41.762 --> 01:14:45.762
อะไรอีก อวัยวะต่าง ๆ นะคะ เครื่องประดับ

1122
01:14:45.770 --> 01:14:49.770
เครื่องใช้ ข้าวของต่าง ๆ สามารถที่จะนำมาใช้เป็น

1123
01:14:49.772 --> 01:14:53.772
เป็นสัญลักษณ์ได้

1124
01:14:53.774 --> 01:14:57.774
นอกเหนือ

1125
01:14:57.775 --> 01:15:01.775
จากตัว

1126
01:15:01.775 --> 01:15:05.775
เอกสาร ตัวข้อความ ที่เป็นทั้งร้อยแก้ว

1127
01:15:05.778 --> 01:15:09.778
และร้อยกรอง มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ

1128
01:15:09.778 --> 01:15:13.778
ที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ

1129
01:15:13.780 --> 01:15:17.780
นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น มีคนตีความลายเซ็น

1130
01:15:17.781 --> 01:15:21.781
เอาไว้ นักศึกษาลองดูสิว่าวิธีการเซ็นชื่อของ

1131
01:15:21.782 --> 01:15:25.782
ตนเองมันไปสอดคล้องกับการตีความ

1132
01:15:25.783 --> 01:15:29.783
ของนักจิตวิทยาอย่างไรนะคะ

1133
01:15:29.786 --> 01:15:33.786
ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะ หน้าจอ

1134
01:15:33.788 --> 01:15:37.788
ดูไม่ออกเลย แบบที่ 1 ค่ะ

1135
01:15:37.789 --> 01:15:41.789
ตัวอักษรที่เป็นชื่อ

1136
01:15:41.790 --> 01:15:45.790
ใหญ่กว่านามสกุล

1137
01:15:45.791 --> 01:15:49.791
ตัวอักษรที่เป็นชื่อใหญ่กว่า

1138
01:15:49.792 --> 01:15:53.792
นามสกุล คนที่เซ็นแบบนี้

1139
01:15:53.793 --> 01:15:57.793
เขาบอกว่าจะเป็นคน

1140
01:15:57.793 --> 01:16:01.793
ที่มีความเป็นผู้นำ

1141
01:16:01.795 --> 01:16:05.795
มีความเป็นผู้นำสูง

1142
01:16:05.796 --> 01:16:09.796

1143
01:16:09.797 --> 01:16:13.797

1144
01:16:13.799 --> 01:16:17.799

1145
01:16:17.803 --> 01:16:21.803
แบบนี้

1146
01:16:21.805 --> 01:16:25.805
นะคะถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้เขาบอกว่า

1147
01:16:25.806 --> 01:16:29.806
มีความเป็นผู้นำสูง ชื่อใหญ่กว่านามสกุล

1148
01:16:29.807 --> 01:16:33.807
แปลว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยวและแยกตัวออกมาจาก

1149
01:16:33.809 --> 01:16:37.809
ครอบครัว ไม่ค่อยสัมพันธ์

1150
01:16:37.810 --> 01:16:41.810
กับพ่อแม่ มีความมั่นใจ

1151
01:16:41.812 --> 01:16:45.812
ในตนเองสูง และมีโอกาสที่จะ

1152
01:16:45.813 --> 01:16:49.813
ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เ

1153
01:16:49.814 --> 01:16:53.814
จากว่ามีความมุมานะ ตั้งมั่น

1154
01:16:53.816 --> 01:16:57.816
เด็ดเดี่ยว แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก

1155
01:16:57.817 --> 01:17:01.817
จากครอบครัว กับคนที่

1156
01:17:01.819 --> 01:17:05.819
เป็นคนเซ็นลักษณะแบบต่อ

1157
01:17:05.820 --> 01:17:09.820
ลักษณะต่อมา นั่นก็คือ

1158
01:17:09.821 --> 01:17:13.821
รายเซ็นที่นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1159
01:17:13.822 --> 01:17:17.822
นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1160
01:17:17.824 --> 01:17:21.824
เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะ

1161
01:17:21.825 --> 01:17:25.825
ที่เซ็นแบบนี้ คนที่เซ็นในลักษณะเช่นนี้จะ

1162
01:17:25.826 --> 01:17:29.826
รักครอบครัว เพื่อฐานเป็นคนที่อยู่

1163
01:17:29.827 --> 01:17:33.827
ติดบ้าน รักครอบครัว เถิดทูนวงศ์ตระกล

1164
01:17:33.828 --> 01:17:37.828
ให้เกียรติผู้คนในครอบครัวและชอบช่วยเหลือ

1165
01:17:37.829 --> 01:17:41.829
คนในบ้าน มีความสุข

1166
01:17:41.830 --> 01:17:45.830
อยู่เสมอ แต่สำหรับคนประเภทนี้ที

1167
01:17:45.833 --> 01:17:49.833
นี้ที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ

1168
01:17:49.834 --> 01:17:53.834
ที่จะเขาเรียกว่ารักและ

1169
01:17:53.835 --> 01:17:57.835
ทุ่มเทให้กับคนรอบข้างมากจนเกินไป

1170
01:17:57.835 --> 01:18:01.835
จนบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนบา

1171
01:18:01.836 --> 01:18:05.836
และต้องรับผิดชอบเรื่องราวต่าง ๆ ของ

1172
01:18:05.838 --> 01:18:09.838
ผู้คนรอบตัวในครอบครัวมากจนเกินไป

1173
01:18:09.839 --> 01:18:13.839
อิ่มใจแต่เหนื่อย

1174
01:18:13.839 --> 01:18:17.839
มีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมากนะคะ แต่แบบแรก

1175
01:18:17.841 --> 01:18:21.841
ก็คือโดดเดี่ยวแหละนะคะ ขาดความรักแต่ไปได้

1176
01:18:21.843 --> 01:18:25.843
ไกลนะคะ กับแบบที่ 3 ค่ะ แบบนี้

1177
01:18:25.844 --> 01:18:29.844
เขาเรียกว่าเซ็นแบบต่อนเนื่องและ

1178
01:18:29.845 --> 01:18:33.845
เขียนสม่ำเสมอกัน อาจจะมีลักษณะ

1179
01:18:33.845 --> 01:18:37.845
เว้นวรรคไว้นิดหนึ่งตรงระหว่างชื่อกับนามสกุล

1180
01:18:37.847 --> 01:18:41.847
ตรงนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธี

1181
01:18:41.848 --> 01:18:45.848
การเซ็นที่มีความสมดุลมากที่สุด มันจะเป็น

1182
01:18:45.849 --> 01:18:49.849
ลักษณะของ Love Life Balance

1183
01:18:49.850 --> 01:18:53.850
นะคะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องของชีวิต ครอบครัวต่าง ๆ

1184
01:18:53.851 --> 01:18:57.851
มีความลงตัวนะคะ นี่คือวิธีการ

1185
01:18:57.854 --> 01:19:01.854
เซ็นที่นักจิตวิทยานะคะ ว่าเวลาเซ็นน่ะค่ะ

1186
01:19:01.856 --> 01:19:05.856
ตัวนี้มันจะเป็นตัวเหมือนการบ่งบอกเหมือนลายมือ

1187
01:19:05.858 --> 01:19:09.858
ก็เช่นเดียวกันนะคะ ลายมือก็เป็นตัวบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก

1188
01:19:09.859 --> 01:19:13.859
ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษร

1189
01:19:13.860 --> 01:19:17.860
นั้น ๆ นักศึกษาเวลาตรวจงาน ตรวจงานนักเรียนน่ะ

1190
01:19:17.862 --> 01:19:21.862
ถ้าคุณครูตรวจและเขียนผิดเยอะ ๆ จะสังเกตให้เห็นว่าครู

1191
01:19:21.863 --> 01:19:25.863
นี่จะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่าปกติและที่สำคัญการ

1192
01:19:25.865 --> 01:19:29.865
ลงน้ำหนักของเส้นปากกาค่ะ มันจะมีความ

1193
01:19:29.867 --> 01:19:33.867
กดมากกว่าปกติ แสดงว่าตอนนั้น

1194
01:19:33.868 --> 01:19:37.868
คุณครูเกิดความรู้สึกว่าฉันสอน

1195
01:19:37.869 --> 01:19:41.869
ไปแล้วทำไมเด็กทำไม่ได้ อย่างที่ครูตั้งใจเอาไว้

1196
01:19:41.870 --> 01:19:45.870
เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้ นี่คือการวิเคราะห์นะคะ

1197
01:19:45.870 --> 01:19:49.870
เป็นลักษณะของการวิเคราะห์การเขียนนั่นเองนะคะ

1198
01:19:49.872 --> 01:19:53.872
ต่อไปนะคะ มันมี

1199
01:19:53.873 --> 01:19:57.873
อีกหลายอย่างเลยค่ะ ที่เราต้องตีความ

1200
01:19:57.875 --> 01:20:01.875
นะคะ ดูภาพนี้ ภาพไม่ชัดนะ แต่ครู

1201
01:20:01.876 --> 01:20:05.876
จะอธิบายให้ฟัง เป็นภาพของผู้นำ

1202
01:20:05.877 --> 01:20:09.877
ที่มีความขัดแย้งกัน เกาหลีเหนือ

1203
01:20:09.878 --> 01:20:13.878
กับเกาหลีใต้

1204
01:20:13.880 --> 01:20:17.880
อเมริกากับอิรักนะคะ

1205
01:20:17.881 --> 01:20:21.881
บารัก โอบามา นี่ค่ะ กับประธานาธิบดีของจี

1206
01:20:21.882 --> 01:20:25.882
อเมริกากับจีนไม่ถูกกันนะ

1207
01:20:25.883 --> 01:20:29.883
อะไรอีก ประเทศที่มีความขัดแย้ง เขาเอารูป

1208
01:20:29.886 --> 01:20:33.886
ของผู้นำ เอามาแต่งภาพ แล้วให้

1209
01:20:33.887 --> 01:20:37.887
ชื่อโฆษณานี้ว่า Unhate

1210
01:20:37.888 --> 01:20:41.888
เลิกเกลียดกันเถอะ ใช่ไหมคะ

1211
01:20:41.890 --> 01:20:45.890
หันกลับมารักกัน ถ้าตีความด้านเนื้อหา

1212
01:20:45.891 --> 01:20:49.891
ดูจากภาพ ตีความด้านเนื้อหาคืออะไร

1213
01:20:49.891 --> 01:20:53.891
เนื้อหาคือการนำภาพของผู้นำ

1214
01:20:53.893 --> 01:20:57.893
ประเทศทีมีความขัดแย้งกัน

1215
01:20:57.894 --> 01:21:01.894
ให้มามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

1216
01:21:01.895 --> 01:21:05.895
ตีความด้านน้ำเสียง

1217
01:21:05.899 --> 01:21:09.899
ผู้เขียนต้องการอะไรคะ รู้สึกอย่างไร ผู฿้เ

1218
01:21:09.900 --> 01:21:13.900
รู้สึก รู้สึกอย่างไรดี

1219
01:21:13.902 --> 01:21:17.902
หวังอะไร ต้องการอะไร

1220
01:21:17.903 --> 01:21:21.903
ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพ

1221
01:21:21.904 --> 01:21:25.904
ใช่ไหมคะ ภาพนี้สิ่งที่เขาต้องการคือต้องการให้

1222
01:21:25.905 --> 01:21:29.905
เกิดสันติภาพ ในประเทศที่เป็นคู่สงคราม

1223
01:21:29.908 --> 01:21:33.908
หรือเป็นคู่ที่มีความขัดแย้งกัน เขาไม่ได้เอาภาพ

1224
01:21:33.909 --> 01:21:37.909
มาแต่งแค่ล้อเลียน ไม่ได้ล้อเลียนนะ

1225
01:21:37.910 --> 01:21:41.910
แต่เป็นลักษณะของอะไร ของการแฝง

1226
01:21:41.911 --> 01:21:45.911
ความต้องการนะคะ ที่ต้องการให้เห็น หรือต้องการ

1227
01:21:45.914 --> 01:21:49.914
ให้เกิดสันติภาพในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้

1228
01:21:49.914 --> 01:21:53.914

1229
01:21:53.917 --> 01:21:57.917

1230
01:21:57.918 --> 01:22:01.918
เมื่อกี้โฆษณา ทีนี้มาเพลงบ้าน

1231
01:22:01.920 --> 01:22:05.920
คุ้น ๆ ไหมคะ

1232
01:22:05.921 --> 01:22:09.921
เนื้อความเพลงนี้ เพลงนี้นะคะ

1233
01:22:09.921 --> 01:22:13.921
มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

1234
01:22:13.923 --> 01:22:17.923
หน้าจอ

1235
01:22:17.924 --> 01:22:21.924
เป็นที่สัญญาณ

1236
01:22:21.924 --> 01:22:25.924
หรือว่าเป็นที่ เดี๋ยวขออนุญาตเบรกแป๊บหนึ่

1237
01:22:25.926 --> 01:22:29.926
หน้าจอของฝั่งนี้มีปัญหา

1238
01:22:29.926 --> 01:22:33.926
นะคะ เดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อน แป๊บหนึ่งค่ะ

1239
01:22:33.928 --> 01:22:37.928

1240
01:22:37.930 --> 01:22:41.930

1241
01:22:41.931 --> 01:22:45.931

1242
01:22:45.933 --> 01:22:49.933

1243
01:22:49.936 --> 01:22:53.936

1244
01:22:53.938 --> 01:22:57.938

1245
01:22:57.940 --> 01:23:01.940

1246
01:23:01.941 --> 01:23:05.941

1247
01:23:05.945 --> 01:23:09.945

1248
01:23:09.946 --> 01:23:13.946

1249
01:23:13.948 --> 01:23:17.948

1250
01:23:17.949 --> 01:23:21.949

1251
01:23:21.951 --> 01:23:25.951

1252
01:23:25.952 --> 01:23:29.952

1253
01:23:29.954 --> 01:23:33.954

1254
01:23:33.956 --> 01:23:37.956

1255
01:23:37.958 --> 01:23:41.958

1256
01:23:41.962 --> 01:23:45.962

1257
01:23:45.966 --> 01:23:49.966

1258
01:23:49.968 --> 01:23:53.968

1259
01:23:53.969 --> 01:23:57.969

1260
01:23:57.971 --> 01:24:01.971

1261
01:24:01.974 --> 01:24:05.974

1262
01:24:05.976 --> 01:24:09.976

1263
01:24:09.978 --> 01:24:13.978

1264
01:24:13.983 --> 01:24:17.983

1265
01:24:17.987 --> 01:24:21.987

1266
01:24:21.988 --> 01:24:25.988

1267
01:24:25.990 --> 01:24:29.990

1268
01:24:29.991 --> 01:24:33.991

1269
01:24:33.993 --> 01:24:37.993

1270
01:24:37.995 --> 01:24:41.995

1271
01:24:41.998 --> 01:24:45.998

1272
01:24:46.000 --> 01:24:50.000

1273
01:24:50.001 --> 01:24:54.001

1274
01:24:54.004 --> 01:24:58.004

1275
01:24:58.006 --> 01:25:02.006

1276
01:25:02.009 --> 01:25:06.009

1277
01:25:06.010 --> 01:25:10.010

1278
01:25:10.012 --> 01:25:14.012

1279
01:25:14.014 --> 01:25:18.014

1280
01:25:18.016 --> 01:25:22.016

1281
01:25:22.017 --> 01:25:26.017

1282
01:25:26.019 --> 01:25:30.019

1283
01:25:30.021 --> 01:25:34.021

1284
01:25:34.024 --> 01:25:38.024

1285
01:25:38.026 --> 01:25:42.026

1286
01:25:42.027 --> 01:25:46.027

1287
01:25:46.030 --> 01:25:50.030

1288
01:25:50.032 --> 01:25:54.032

1289
01:25:54.036 --> 01:25:58.036

1290
01:25:58.038 --> 01:26:02.038

1291
01:26:02.042 --> 01:26:06.042

1292
01:26:06.045 --> 01:26:10.045

1293
01:26:10.047 --> 01:26:14.047

1294
01:26:14.051 --> 01:26:18.051

1295
01:26:18.053 --> 01:26:22.053

1296
01:26:22.058 --> 01:26:26.058

1297
01:26:26.060 --> 01:26:30.060

1298
01:26:30.062 --> 01:26:34.062

1299
01:26:34.065 --> 01:26:38.065

1300
01:26:38.066 --> 01:26:42.066

1301
01:26:42.068 --> 01:26:46.068

1302
01:26:46.070 --> 01:26:50.070

1303
01:26:50.071 --> 01:26:54.071

1304
01:26:54.076 --> 01:26:58.076

1305
01:26:58.077 --> 01:27:02.077

1306
01:27:02.080 --> 01:27:06.080

1307
01:27:06.084 --> 01:27:10.084

1308
01:27:10.089 --> 01:27:14.089

1309
01:27:14.091 --> 01:27:18.091

1310
01:27:18.092 --> 01:27:22.092

1311
01:27:22.094 --> 01:27:26.094

1312
01:27:26.096 --> 01:27:30.096

1313
01:27:30.098 --> 01:27:34.098

1314
01:27:34.100 --> 01:27:38.100

1315
01:27:38.102 --> 01:27:42.102

1316
01:27:42.108 --> 01:27:46.108

1317
01:27:46.110 --> 01:27:50.110

1318
01:27:50.112 --> 01:27:54.112

1319
01:27:54.113 --> 01:27:58.113

1320
01:27:58.114 --> 01:28:02.114

1321
01:28:02.117 --> 01:28:06.117

1322
01:28:06.119 --> 01:28:10.119

1323
01:28:10.122 --> 01:28:14.122

1324
01:28:14.126 --> 01:28:18.126

1325
01:28:18.130 --> 01:28:22.130

1326
01:28:22.134 --> 01:28:26.134

1327
01:28:26.139 --> 01:28:30.139

1328
01:28:30.143 --> 01:28:34.143

1329
01:28:34.146 --> 01:28:38.146

1330
01:28:38.147 --> 01:28:42.147

1331
01:28:42.158 --> 01:28:46.158

1332
01:28:46.160 --> 01:28:50.160

1333
01:28:50.163 --> 01:28:54.163

1334
01:28:54.164 --> 01:28:58.164

1335
01:28:58.169 --> 01:29:02.169

1336
01:29:02.170 --> 01:29:06.170

1337
01:29:06.173 --> 01:29:10.173

1338
01:29:10.174 --> 01:29:14.174

1339
01:29:14.177 --> 01:29:18.177

1340
01:29:18.179 --> 01:29:22.179

1341
01:29:22.181 --> 01:29:26.181

1342
01:29:26.183 --> 01:29:30.183

1343
01:29:30.185 --> 01:29:34.185

1344
01:29:34.187 --> 01:29:38.187

1345
01:29:38.189 --> 01:29:42.189

1346
01:29:42.191 --> 01:29:46.191

1347
01:29:46.193 --> 01:29:50.193

1348
01:29:50.194 --> 01:29:54.194

1349
01:29:54.197 --> 01:29:58.197

1350
01:29:58.198 --> 01:30:02.198

1351
01:30:02.200 --> 01:30:06.200

1352
01:30:06.202 --> 01:30:10.202

1353
01:30:10.203 --> 01:30:14.203

1354
01:30:14.203 --> 01:30:18.203

1355
01:30:18.205 --> 01:30:22.205

1356
01:30:22.206 --> 01:30:26.206

1357
01:30:26.207 --> 01:30:30.207

1358
01:30:30.210 --> 01:30:34.210

1359
01:30:34.212 --> 01:30:38.212
มาหรือยังคะ

1360
01:30:38.213 --> 01:30:42.213
นักศึกษามารหรือยัง กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง

1361
01:30:42.215 --> 01:30:46.215
อีกนิดเดียวค่ะ อีกนิดเดียวเดี๋ยวก็จะได้ทำงานต่อแล้ว

1362
01:30:46.216 --> 01:30:50.216
อีกหนึ่งนิด

1363
01:30:50.217 --> 01:30:54.217
ขยายความ กลับไปนั่งที่ กลับไปนั่งที่

1364
01:30:54.219 --> 01:30:58.219

1365
01:30:58.220 --> 01:31:02.220

1366
01:31:02.225 --> 01:31:06.225

1367
01:31:06.228 --> 01:31:10.228

1368
01:31:10.232 --> 01:31:14.232
เออ

1369
01:31:14.234 --> 01:31:18.234

1370
01:31:18.236 --> 01:31:22.236
นักศึกษาดูนะคะ เมื่อกี้นี้

1371
01:31:22.240 --> 01:31:26.240
นอกเหนือจากโฆษณาภาพนิ่ง ก็ยัง

1372
01:31:26.241 --> 01:31:30.241
มีเพลง ที่เราอาจจะต้องตีความ

1373
01:31:30.242 --> 01:31:34.242
ทำไมหน้าจอเล็กจัง

1374
01:31:34.243 --> 01:31:38.243
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวครูขยายหน้าจอก่อน

1375
01:31:38.244 --> 01:31:42.244

1376
01:31:42.245 --> 01:31:46.245

1377
01:31:46.246 --> 01:31:50.246

1378
01:31:50.248 --> 01:31:54.248

1379
01:31:54.248 --> 01:31:58.248

1380
01:31:58.252 --> 01:32:02.252

1381
01:32:02.256 --> 01:32:06.256

1382
01:32:06.257 --> 01:32:10.257

1383
01:32:10.259 --> 01:32:14.259

1384
01:32:14.260 --> 01:32:18.260

1385
01:32:18.265 --> 01:32:22.265

1386
01:32:22.267 --> 01:32:26.267

1387
01:32:26.270 --> 01:32:30.270

1388
01:32:30.273 --> 01:32:34.273

1389
01:32:34.275 --> 01:32:38.275

1390
01:32:38.277 --> 01:32:42.277

1391
01:32:42.278 --> 01:32:46.278

1392
01:32:46.281 --> 01:32:50.281
Full Screen ไ

1393
01:32:50.282 --> 01:32:54.282

1394
01:32:54.284 --> 01:32:58.284

1395
01:32:58.286 --> 01:33:02.286

1396
01:33:02.288 --> 01:33:06.288

1397
01:33:06.290 --> 01:33:10.290

1398
01:33:10.293 --> 01:33:14.293

1399
01:33:14.295 --> 01:33:18.295

1400
01:33:18.296 --> 01:33:22.296
โอเค จอเล็ด

1401
01:33:22.299 --> 01:33:26.299
ก็ช่างไม่เป็นไรนะคะ นักศึกษาคงเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่ง

1402
01:33:26.302 --> 01:33:30.302
เพลงอมตะด้วย

1403
01:33:30.303 --> 01:33:34.303
รู้จักวงคาราบาวไหมคะ รู้จัก

1404
01:33:34.304 --> 01:33:38.304
เพลงเดือนเพ็ญไหมคะ

1405
01:33:38.305 --> 01:33:42.305
เพลงเดือนเพ็ญเนื้อร้องเขาว่าอย่างไรนะ

1406
01:33:42.305 --> 01:33:46.305
เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภา

1407
01:33:46.307 --> 01:33:50.307
แจ่มนวลดูงาม เย็นยิ่งหนอยาม

1408
01:33:50.307 --> 01:33:54.307
เมื่อลมพัดมาใช่ไหมคะ ถ้าเราดูจาก

1409
01:33:54.308 --> 01:33:58.308
จากเนื้อเพลงนะคะ จากเนื้อเพลงที่เป็น

1410
01:33:58.310 --> 01:34:02.310
เนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ ชื่อว่าเพลงเดือนเพ็ญ

1411
01:34:02.311 --> 01:34:06.311
ดูจากเนื้อความทั้งหมด ถ้าตีความ

1412
01:34:06.312 --> 01:34:10.312
จากเนื้อหา ตีความด้านเนื้อหา

1413
01:34:10.313 --> 01:34:14.313
จะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก

1414
01:34:14.315 --> 01:34:18.315
คิดถึงบ้านใช่ไหมคะ คำว่า "บ้าน" ในที่นี้หมายถึง

1415
01:34:18.317 --> 01:34:22.317
ภูมิลำเนาเดิม เช่น คนนี้อาจจะไปทำงาน

1416
01:34:22.318 --> 01:34:26.318
ที่ต่างจังหวัด แล้วคิดถึงบ้านเกิด

1417
01:34:26.319 --> 01:34:30.319
ถูกไหมคะ แต่ทีนี้พอกลับมาดู

1418
01:34:30.320 --> 01:34:34.320
ในประเด็นของที่มาของเพลงนี้ค่ะ

1419
01:34:34.321 --> 01:34:38.321
เราก็จะพบว่าเพลงนี้นั้นนะคะ

1420
01:34:38.322 --> 01:34:42.322
มันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่

1421
01:34:42.322 --> 01:34:46.322
การคิดถึงภูมิลำเนา เราไปดู

1422
01:34:46.324 --> 01:34:50.324
ว่าเพลงนี้มีที่มาอย่างไร ผู้แต่ง

1423
01:34:50.325 --> 01:34:54.325
เพลงนี้ไม่ใช่คุณแอดคาราบาวนะคะ

1424
01:34:54.326 --> 01:34:58.326
แต่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ คุณอัสนี

1425
01:34:58.327 --> 01:35:02.327
พลจันทร์ หรือที่ใช้นามปากกาว่า

1426
01:35:02.327 --> 01:35:06.327
นายผี นายผีเป็นใคร นายผีเป็น

1427
01:35:06.329 --> 01:35:10.329
นักเขียน นักคิด เป็นกวีที่มีชื่อเสียง

1428
01:35:10.329 --> 01:35:14.329
ยุคเดียวกันกับอาจารย์ จีรนันท์ ทิศปรีชา

1429
01:35:14.352 --> 01:35:18.352
ที่มีการต่อสู้เรียกร้องเรื่องการเมืองนั่นเองค่ะ

1430
01:35:18.355 --> 01:35:22.355
เป็นยุคเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นหลักจาก

1431
01:35:22.356 --> 01:35:26.356
ที่ทหารได้ทำการกวาดล้างนะคะ กลุ่มของ

1432
01:35:26.357 --> 01:35:30.357
นักศึกษา กลุ่มนี้ก็ได้หนี

1433
01:35:30.358 --> 01:35:34.358
ออกไปแล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน

1434
01:35:34.359 --> 01:35:38.359
ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน

1435
01:35:38.360 --> 01:35:42.360
เขาว่ากันว่าตามประวัติ คือ คุณอัสนีนี่

1436
01:35:42.360 --> 01:35:46.360
ไปอยู่ที่ประเทศลาว ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศ

1437
01:35:46.361 --> 01:35:50.361
ลาว แล้วในประเทศลาวนั้น

1438
01:35:50.363 --> 01:35:54.363
บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองนะ แต่กลับมา

1439
01:35:54.363 --> 01:35:58.363
ไม่ได้ คุณอัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้

1440
01:35:58.365 --> 01:36:02.365
แทนความคิดถึงคนที่อยู่

1441
01:36:02.366 --> 01:36:06.366
ในประเทศ แต่ในเนื้อเพลง

1442
01:36:06.367 --> 01:36:10.367
ไม่ได้หมายความเพียงแค่คนในครอบครัว

1443
01:36:10.368 --> 01:36:14.368
แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้น นักศึกษาดูต้นฉบับ

1444
01:36:14.382 --> 01:36:18.382
ก่อนนะคะ ต้นฉบับเขาเขียนว่าอย่างไร

1445
01:36:18.383 --> 01:36:22.383
เขาเขียนว่าครูอยากให้ไปดู

1446
01:36:22.384 --> 01:36:26.384
สังเกตตัวนี้ค่ะ สังเกตย่อหน้านี้ค่ะ

1447
01:36:26.386 --> 01:36:30.386
ลมเอยจงเป็นสื่อให้

1448
01:36:30.387 --> 01:36:34.387
น้ำรับจากห้วงดวงใจของข้านี้

1449
01:36:34.388 --> 01:36:38.388
ไปบอกเขานะนา

1450
01:36:38.388 --> 01:36:42.388
ให้คนไทยรู้ว่า

1451
01:36:42.390 --> 01:36:46.390
ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอก

1452
01:36:46.391 --> 01:36:50.391
แม่เอย ถ้าดูจากประโยค

1453
01:36:50.392 --> 01:36:54.392
นี้ ตรงนี้น่าจะเป็นสาร

1454
01:36:54.392 --> 01:36:58.392
สำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

1455
01:36:58.393 --> 01:37:02.393
ถึงผู้ฟัง ผู้ฟังกลุ่มนี้คือใคร

1456
01:37:02.395 --> 01:37:06.395
เขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ

1457
01:37:06.396 --> 01:37:10.396
ให้น้ำนะคะ น้ำรัก ตรงนี้น้ำ

1458
01:37:10.397 --> 01:37:14.397
รักน้ำรักจากห้วงดวงใจ

1459
01:37:14.399 --> 01:37:18.399
ให้ไปบอกอะไร เขากับนา

1460
01:37:18.400 --> 01:37:22.400
ให้ไปบอกเขานะนา การตี

1461
01:37:22.402 --> 01:37:26.402
ความของผู้ที่นำเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่

1462
01:37:26.404 --> 01:37:30.404
จึงตีความว่า

1463
01:37:30.406 --> 01:37:34.406
นำรักจากห้วงดวงใจ

1464
01:37:34.408 --> 01:37:38.408
ของข้านี้ไปบอกเขา

1465
01:37:38.409 --> 01:37:42.409
น้ำนา หมายถึงอะไรคะ

1466
01:37:42.410 --> 01:37:46.410
ภูเขา แม่น้ำ และท้องนา

1467
01:37:46.412 --> 01:37:50.412

1468
01:37:50.414 --> 01:37:54.414
ให้เมืองไทย คราวนี้นะคะ คนที่เอามาแต่งใหม่ เอามาเรียบเรียง

1469
01:37:54.418 --> 01:37:58.418
ใหม่มาเรียบเรียงใหม่นี่นะคะ ให้ขยายความ

1470
01:37:58.419 --> 01:38:02.419
ความจากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะ

1471
01:38:02.420 --> 01:38:06.420
คราวนี้ให้เมืองไทยค่ะ เพลงนี้มันจึงเกิดจากการ

1472
01:38:06.421 --> 01:38:10.421
ตีความในมุมของผู้ที่นำมาเรียบเรียง

1473
01:38:10.421 --> 01:38:14.421
ว่าเพลงนี้นะคะ

1474
01:38:14.424 --> 01:38:18.424
มันมีความหมายจากคนแดนไกล

1475
01:38:18.424 --> 01:38:22.424
ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทยนะคะ

1476
01:38:22.426 --> 01:38:26.426
ไม่นาน ลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบ

1477
01:38:26.428 --> 01:38:30.428
อกของแม่ แม่ในทีนี้เป็นแม่

1478
01:38:30.429 --> 01:38:34.429
ผู้ให้กำเหนิด หรือหมายถึงอะไรคะ

1479
01:38:34.430 --> 01:38:38.430
แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย  นักศึกษา

1480
01:38:38.431 --> 01:38:42.431
น่าจะเป็นอะไร แผ่นดินไทย

1481
01:38:42.433 --> 01:38:46.433
ใช่ไหมคะ เพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ

1482
01:38:46.436 --> 01:38:50.436
เมืองไทย ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานนี่

1483
01:38:50.451 --> 01:38:54.451
จะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิด ดังนั้น คำว่า "อกแม่"

1484
01:38:54.452 --> 01:38:58.452
คือ แผ่นดินแม่ ไม่ได้หมายความถึงมารดา

1485
01:38:58.456 --> 01:39:02.456
ผู้ให้กำเนิดนั่นเอง ดังนั้น

1486
01:39:02.456 --> 01:39:06.456
ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่

1487
01:39:06.458 --> 01:39:10.458
ในปัจจุบัน จึงมีการปรับคำ

1488
01:39:10.459 --> 01:39:14.459
ใช้คำที่สื่อความ จากการตี

1489
01:39:14.460 --> 01:39:18.460
ความต้นฉบับ เพราะ

1490
01:39:18.462 --> 01:39:22.462
คนเขียนลี้ภัยทางการเมืองนะ

1491
01:39:22.464 --> 01:39:26.464
พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้เขียน

1492
01:39:26.465 --> 01:39:30.465
หรือปรับข้อความ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

1493
01:39:30.466 --> 01:39:34.466
เมื่อกี้จากคนไทยใช่ไหมคะ ต้นฉบับคือให้คนไทยรู้

1494
01:39:34.467 --> 01:39:38.467
ใช่ไหมคะ อันนี้บอกถึงประเทศเลยนะคะ อันนี้บอกเลย

1495
01:39:38.468 --> 01:39:42.468
ว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยนี่รู้ว่า

1496
01:39:42.473 --> 01:39:46.473
คิดถึงนะคะ แต่เพื่อความชัดเจน

1497
01:39:46.474 --> 01:39:50.474
เพลงนี้ก็เลยถูกนำมาเขียนใหม่นะคะ เพื่อให้มี

1498
01:39:50.475 --> 01:39:54.475
บรบทที่มันมีความชัดเจน เราจะเห็น

1499
01:39:54.477 --> 01:39:58.477
ได้ว่าเวลาที่เราตีความน่ะค่ะ บางอย่าง

1500
01:39:58.480 --> 01:40:02.480
เราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้ สิ่ง

1501
01:40:02.481 --> 01:40:06.481
ที่ทำให้เรามองต่างคืออะไร เขาบอกว่า

1502
01:40:06.482 --> 01:40:10.482
มาจากประสบการณ์ค่ะ คนที่

1503
01:40:10.484 --> 01:40:14.484
รู้มาก เห็นมาก อ่านมาก ย่อมมีประสบการณ์

1504
01:40:14.485 --> 01:40:18.485
มาก การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า แต่

1505
01:40:18.486 --> 01:40:22.486
ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านน้อยกว่านั้น

1506
01:40:22.488 --> 01:40:26.488
จะตีความได้แย่ หรือตีความได้ไม่ถูกต้อง

1507
01:40:26.489 --> 01:40:30.489
เพียงแต่การให้เหตุผลหรือการให้น้ำหนัก

1508
01:40:30.493 --> 01:40:34.493
ของสิ่งที่เราตีความนั้นนี่ มันจะต้องอาศัย

1509
01:40:34.494 --> 01:40:38.494
องค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้น นะคะ การ

1510
01:40:38.496 --> 01:40:42.496
ที่ให้ความเห็นที่แตกต่างจึงไม่ใช่

1511
01:40:42.497 --> 01:40:46.497
เรื่องผิดปกติ ดังบทประพันธ์ที่อยู่ที่หน้าจอนี้

1512
01:40:46.498 --> 01:40:50.498
ที่ว่านี้ เขาบอกว่าสองคนยล

1513
01:40:50.500 --> 01:40:54.500
ตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

1514
01:40:54.504 --> 01:40:58.504
อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาว

1515
01:40:58.505 --> 01:41:02.505
อยู่พราวพราย ถ้านิยามของการตีความ

1516
01:41:02.506 --> 01:41:06.506
มันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด ครูก็ขอให้นัก

1517
01:41:06.508 --> 01:41:10.508
นึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ ว่าเราจะเห็น

1518
01:41:10.508 --> 01:41:14.508
ได้ลึกซึ่ง จะเห็นดวงดาว หรือโคลนตม จะอยู่ที่

1519
01:41:14.509 --> 01:41:18.509
ประสบการณ์ การสร้างสมประสบการณ์

1520
01:41:18.511 --> 01:41:22.511
ด้วยการอ่าน จึงเป็นการลับคมสติปัญญา

1521
01:41:22.512 --> 01:41:26.512
จะทำให้เรามีความลึกซึ้ง

1522
01:41:26.513 --> 01:41:30.513
และมีความกระจ่างแจ้ง ในการคิด

1523
01:41:30.515 --> 01:41:34.515
วิเคราะห์ หาเหตุหาผล

1524
01:41:34.517 --> 01:41:38.517
ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่าอ่านตีความ

1525
01:41:38.518 --> 01:41:42.518
นั่นเอง

1526
01:41:42.519 --> 01:41:46.519
นักศึกษา

1527
01:41:46.521 --> 01:41:50.521
ดูอันนี้นะคะ ดูจากข้อความ อ่านธรรมดาก่อน

1528
01:41:50.522 --> 01:41:54.522
ก็ได้นะคะ ใครดูถูก ดูหมิ่น

1529
01:41:54.523 --> 01:41:58.523
ศิลปะ อนารยะไร้สกุล

1530
01:41:58.524 --> 01:42:02.524
สถุลสัตว์ ราวลิงค่างเสือกลาง

1531
01:42:02.525 --> 01:42:06.525
กลางป่าชัฏ ใจมืดกว่าน้ำหมึกดำ เพียง

1532
01:42:06.528 --> 01:42:10.528
กินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา ชื่อว่าสิ่ง

1533
01:42:10.529 --> 01:42:14.529
ประเสริฐเลิศล้ำ หยาบยโสกักขฬะ

1534
01:42:14.531 --> 01:42:18.531
อธรรม เหยี่ยมย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์

1535
01:42:18.533 --> 01:42:22.533
ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์ จงผุดเกิด

1536
01:42:22.534 --> 01:42:26.534
ในร่างดิรัจฉาน หน้าติดดินกินขี้

1537
01:42:26.535 --> 01:42:30.535
เลื้อยคลาน ทรมานทุกข์ร้อนร้าย

1538
01:42:30.536 --> 01:42:34.536
นิรันดร์เอย จากงานเขียนของอาจารย์ อังคาร

1539
01:42:34.538 --> 01:42:38.538
กัลยาณพงศ์ อาจารย์เสียไปแล้วนะคะ แต่อาจารย์เป็นศิลปินแห่งชาติ

1540
01:42:38.539 --> 01:42:42.539
นะคะ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ

1541
01:42:42.540 --> 01:42:46.540
สูงมากนะคะ นักศึกษาคะ บทประพันธ์นี้

1542
01:42:46.540 --> 01:42:50.540
ถ้าตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึงอะไรคะ

1543
01:42:50.542 --> 01:42:54.542
เขากล่าวถึงอะไร

1544
01:42:54.543 --> 01:42:58.543
อาจารย์อังคารกล่าวถึงใคร

1545
01:42:58.546 --> 01:43:02.546
เป็นการกล่าว

1546
01:43:02.547 --> 01:43:06.547
ตำหนิ ติเตียน ด่าทอไหมคะ

1547
01:43:06.548 --> 01:43:10.548
ด่าใครคะ ตำหนิใคร ว่าใคร ว่าคนที่

1548
01:43:10.550 --> 01:43:14.550
ดูถูกงานศิลปะ

1549
01:43:14.551 --> 01:43:18.551
ดูจากข้อความ

1550
01:43:18.552 --> 01:43:22.552
ความหมายที่สื่อออกมาก สาปแช่งขนาดไหน

1551
01:43:22.554 --> 01:43:26.554
สาปแช่งขนาดว่าภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1552
01:43:26.557 --> 01:43:30.557
เกิดในร่างดิรัจฉาน สาปให้เป็นคน

1553
01:43:30.559 --> 01:43:34.559
อีกไหมคะ สาปว่าอย่าให้เกิด

1554
01:43:34.559 --> 01:43:38.559
เป็นคนอีกเลย เพราะถ้าเกิดมาแล้ว

1555
01:43:38.561 --> 01:43:42.561
ก็ได้ขึ้นว่าเป็นเพียงคน แต่จิตใจ

1556
01:43:42.562 --> 01:43:46.562
เป็นอย่างไร หยาบช้า หยาบเพราะอะไร เพราะ

1557
01:43:46.563 --> 01:43:50.563
ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ นั่นแสดง

1558
01:43:50.564 --> 01:43:54.564
ว่าอาจารย์เชิดชูงานศิลปะ

1559
01:43:54.564 --> 01:43:58.564
และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี

1560
01:43:58.565 --> 01:44:02.565
ดูถูก ดูหมิ่น อาจารย์

1561
01:44:02.566 --> 01:44:06.566
พร้อมที่จะสาปแช่ง พร้อมที่จะ

1562
01:44:06.567 --> 01:44:10.567
ต่อต้าน พร้อมที่จะต่อว่า

1563
01:44:10.571 --> 01:44:14.571
ทันทีใช่ไหมคะ ครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะ อารมณ์

1564
01:44:14.572 --> 01:44:18.572
ความรู้สึกเป็นอย่างไร อารมณ์ ความรู้สึก

1565
01:44:18.574 --> 01:44:22.574
โกรธแค้นไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธ

1566
01:44:22.575 --> 01:44:26.575
แค้นใช่ไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธแค้นที่มีผู้

1567
01:44:26.576 --> 01:44:30.576
ดูถูก ดูหมิ่นศิลปะ คราวนี้

1568
01:44:30.577 --> 01:44:34.577
ครูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างหนึ่ง ลองพิจารณา

1569
01:44:34.578 --> 01:44:38.578
ดูสิว่าผู้เขียนนี่ค่ะ เขาน่าจะเขียน

1570
01:44:38.579 --> 01:44:42.579
บทประพันธ์นี้ในช่วงวัยใดของเขา ดูจาก

1571
01:44:42.583 --> 01:44:46.583
ใช้ภาษาแล้ว คิดว่าเป็นรุ่นไหน วัยรุ่น

1572
01:44:46.585 --> 01:44:50.585
วัยผู้ใหญ่ หรือว่าวัยผู้สูงอายุ

1573
01:44:50.586 --> 01:44:54.586
นักศึกษาคิดว่าใน 3 วัยนี้อาจารย์เขียนในช่วงไหน

1574
01:44:54.587 --> 01:44:58.587
ดูจากการใช้ภาษา

1575
01:44:58.590 --> 01:45:02.590
วัยไหน

1576
01:45:02.591 --> 01:45:06.591
เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่

1577
01:45:06.593 --> 01:45:10.593
วัยสูงอายุ

1578
01:45:10.598 --> 01:45:14.598
ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ใช่ไหม

1579
01:45:14.599 --> 01:45:18.599
มาดูสิ นักศึกษาคะ ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่

1580
01:45:18.601 --> 01:45:22.601
เมื่อมีเหตุมากระทบ สิ่ง

1581
01:45:22.603 --> 01:45:26.603
แรกที่ผู้ใหญ่จะต้องทำนั่นก็คือการนิ่งค่ะ

1582
01:45:26.604 --> 01:45:30.604
วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้น

1583
01:45:30.606 --> 01:45:34.606
เมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น

1584
01:45:34.607 --> 01:45:38.607
ภาษาแบบนี้ ดูจาก

1585
01:45:38.608 --> 01:45:42.608
ประวัติ เราจะเห็นว่าบทประพันธ์นี้

1586
01:45:42.610 --> 01:45:46.610
เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ เข้าเรียนตอนปี 1

1587
01:45:46.611 --> 01:45:50.611
ในมหาวิทยาลัย แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น

1588
01:45:50.612 --> 01:45:54.612
เป็นสาขาที่มีผู้กล่าว

1589
01:45:54.613 --> 01:45:58.613
ว่าเรียนไปทำไม เป็นศิลปินไส้แห้ง

1590
01:45:58.615 --> 01:46:02.615
เรียนไปทำไมศิลปะมันไม่มีประโยชน์

1591
01:46:02.617 --> 01:46:06.617
ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ค่านิยม

1592
01:46:06.617 --> 01:46:10.617
ของสังคมไทย เป็นแบบนั้นจริง  ๆ ค่ะ มอง

1593
01:46:10.619 --> 01:46:14.619
ว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่ได้สร้างรายได้ มองว่าศิลปะเป็นงาน

1594
01:46:14.620 --> 01:46:18.620
เกิดให้เกิดความร่ำรวยใด ๆ ใช่ไหม

1595
01:46:18.621 --> 01:46:22.621
ช่วงนั้นอารมณ์และ

1596
01:46:22.622 --> 01:46:26.622
ความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะมันจึง

1597
01:46:26.623 --> 01:46:30.623
พุ่งพล่าน ภาษาที่ใช้มันจึงมีความ

1598
01:46:30.624 --> 01:46:34.624
เดือดดาน เข้มข้น

1599
01:46:34.625 --> 01:46:38.625
หยาบมากนะ แต่ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ

1600
01:46:38.627 --> 01:46:42.627
แต่อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร รู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษา

1601
01:46:42.628 --> 01:46:46.628
พูดแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขาว่ากันนี่

1602
01:46:46.630 --> 01:46:50.630
คงมีสัตว์ออกมาเพล่นพล่านเต็มไปหมดใช่ไหมคะ

1603
01:46:50.632 --> 01:46:54.632
แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย แต่มัน

1604
01:46:54.633 --> 01:46:58.633
ไพเราะไปด้วยการเลือกสรรคำ

1605
01:46:58.634 --> 01:47:02.634
มาลงแล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีความ

1606
01:47:02.635 --> 01:47:06.635
รู้สึกเดือดดานขนาดไหน

1607
01:47:06.636 --> 01:47:10.636
นี่คือการตีความ โอเคไหม

1608
01:47:10.638 --> 01:47:14.638
ต่อไปนะคะ คำถาม

1609
01:47:14.639 --> 01:47:18.639
มีไหมคะ หลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว

1610
01:47:18.649 --> 01:47:22.649
เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราจะอ่านงานอะไรก็ตามแต่

1611
01:47:22.650 --> 01:47:26.650
ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือแม้จะอ่านหนังสือ

1612
01:47:26.651 --> 01:47:30.651
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานประเภทร้อยแก้ว

1613
01:47:30.652 --> 01:47:34.652
ร้อยกรองทุกแบบ เวลาอ่านถ้าเราเจอ

1614
01:47:34.652 --> 01:47:38.652
ในเรื่องของสัญลักษณ์นะ เจอในเรื่องของการมี

1615
01:47:38.654 --> 01:47:42.654
การตีความว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

1616
01:47:42.655 --> 01:47:46.655
หรือเจตาในการส่งสาร รวมถึงอารมณ์

1617
01:47:46.656 --> 01:47:50.656
ของผู้เขียนที่มีอยู่ในงานเขียนนั้น ๆ นี่นะคะ เราจะเจอยู่

1618
01:47:50.657 --> 01:47:54.657
ในทุกที่เลย แม้แต่ในงานเขียนที่เป็นลักษณะ

1619
01:47:54.659 --> 01:47:58.659
ของงานที่เป็นบทความ ตัวบทความนี่น่าวิเคราะห์มาก

1620
01:47:58.660 --> 01:48:02.660
นะคะ แต่สำหรับพวกเรานะคะ ด้วยเวลานะ

1621
01:48:02.661 --> 01:48:06.661
ทำให้เราอาจจะต้องลดนะคะ ในเรื่องของการอ่านบทความ

1622
01:48:06.662 --> 01:48:10.662
ตรงนี้ลงไป แต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ ก็คือ

1623
01:48:10.663 --> 01:48:14.663
ในหน้า 118

1624
01:48:14.664 --> 01:48:18.664
เป็นหัวข้อบทประพันธ์

1625
01:48:18.664 --> 01:48:22.664
ที่ชื่อว่าซ่อน ซ่อน

1626
01:48:22.666 --> 01:48:26.666
อะไร อาจารย์ศักดิ์ ศิริมีสมสืบ เขียน

1627
01:48:26.668 --> 01:48:30.668
ในหนังสือที่ชื่อว่ามือนั้นสีขาว

1628
01:48:30.670 --> 01:48:34.670
อยากให้พวกเราลองอ่านแล้วตอบ

1629
01:48:34.670 --> 01:48:38.670
คำถาม 2 ข้อ 1. ตีความ

1630
01:48:38.672 --> 01:48:42.672
ด้านน้ำเสียง 2. ตีความด้านเนื้อหา

1631
01:48:42.672 --> 01:48:46.672
นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษ นักศึกษา

1632
01:48:46.673 --> 01:48:50.673
พิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ ตอบโจทย์ข้อที่  1

1633
01:48:50.674 --> 01:48:54.674
กับโจทย์ข้อที่ 2 จากนั้นแคป

1634
01:48:54.676 --> 01:48:58.676
หน้าจอนะคะ หรือแคปข้อความที่เราพิมพ์นี่

1635
01:48:58.678 --> 01:49:02.678
ใส่ในอาบั้มใน LINE กลุ่มให้หน่อย

1636
01:49:02.681 --> 01:49:06.681
แล้วลงคะแนนให้ ว่าเธอดีความเรื่อง

1637
01:49:06.682 --> 01:49:10.682
ซ่อนนี้ว่าอย่างไร

1638
01:49:10.684 --> 01:49:14.684
ส่งวันไหน

1639
01:49:14.684 --> 01:49:18.684
ส่งวันนี้นะคะ ห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมง

1640
01:49:18.687 --> 01:49:22.687
ห้องเรานะคะ ครูอนุญาตให้ส่งได้ถึง 6 โมงเย็น

1641
01:49:22.688 --> 01:49:26.688
นะคะ ส่งมานะคะ อัปรูปเข้าไปใน Line กลุ่มนะคะ

1642
01:49:26.689 --> 01:49:30.689
แล้วเดี๋ยวครูจะรอตรวจและลงคะแนนให้

1643
01:49:30.691 --> 01:49:34.691
มีใครสงสัย

1644
01:49:34.692 --> 01:49:38.692
กับเนื้อหา สงสัย

1645
01:49:38.693 --> 01:49:42.693
หรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาทั้งหมด

1646
01:49:42.694 --> 01:49:46.694
ในวันนี้รวมถึงงานการบ้านวันนี้หรือเปล่า ถามได้เลยค่ะ

1647
01:49:46.695 --> 01:49:50.695
มีปัญหาอะไรหนอ มีไหม

1648
01:49:50.695 --> 01:49:54.695
มีไหมจ๊ะ โอเค

1649
01:49:54.697 --> 01:49:58.697
ถ้าไม่มีนะคะ

1650
01:49:58.699 --> 01:50:02.699
อย่างนั้นเดี๋ยวชั่วโมงนี้เอาไว้แค่นี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า

1651
01:50:02.700 --> 01:50:06.700
เราจะมาบรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะ เราจะมา

1652
01:50:06.702 --> 01:50:10.702
ทำการแนะนำหนังสือ แต่ก่อนจะแนะนำ

1653
01:50:10.702 --> 01:50:14.702
มันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนะ จับใจความ

1654
01:50:14.704 --> 01:50:18.704
แล้วก็มาวิเคราะห์กัน แล้วจะทำในรูปแบบบรรณนิทัศน์

1655
01:50:18.705 --> 01:50:22.705
โอเค อย่างนั้นชั่วโมงนี้แค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

1656
01:50:22.710 --> 01:50:26.710
[สิ้นสุดการถอดความ]

1657
01:50:26.712 --> 01:50:30.712
(ผศ.ดร.กาญจนา) ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ

1658
01:50:30.713 --> 01:50:34.713

1659
01:50:34.714 --> 01:50:38.714

1660
01:50:38.716 --> 01:50:42.716

1661
01:50:42.717 --> 01:50:46.717

1662
01:50:46.721 --> 01:50:50.721

1663
01:50:50.723 --> 01:50:54.723

1664
01:50:54.725 --> 01:50:58.725

1665
01:50:58.727 --> 01:51:02.727

1666
01:51:02.728 --> 01:51:06.728

1667
01:51:06.730 --> 01:51:10.730

1668
01:51:10.733 --> 01:51:14.733

1669
01:51:14.734 --> 01:51:18.734

1670
01:51:22.738 --> 01:51:25.736

1671
01:51:26.740 --> 01:51:29.742

1672
01:51:30.742 --> 01:51:30.743

1673
01:51:34.743 --> 01:51:34.746


