กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ ตามประโยคสุดท้ายที่ผมได้ไฮไลต์ไว้นะครับ ในมาตรา ๑๒ วรรค ๙ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ สไลด์หน้าถัดไปครับ ต่อไปผมไม่อ่านนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกันครับ เสนอซ้ำไม่ได้ครับ ขอสไลด์ต่อไปครับ หน้าสุดท้ายแล้วนะครับ ป.ป.ช. ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ทุกอย่างที่ผมเสนออยู่บนสไลด์นี้เป็นตัวบทกฎหมาย มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน ว่าถ้ากฎหมายจะห้ามไม่ให้เสนอซ้ำ คุณต้องเสนอซ้ำไม่ได้ แล้วมีกรณีเทียบเคียงที่ชัดเจนในปี ๕๙ ว่ากรณีของคุณหมอเรวัตรภายใต้บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีข้อห้ามไว้ ก็เท่ากับว่าเสนอซ้ำได้ เพราะฉะนั้น ผมว่าหลักฐานเหตุผลประกอบ ที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนครับ วันนี้ถึงแม้เพื่อนสมาชิกจะบอกว่าเรามาลงมติ เพื่อตีความตามข้อบังคับข้อ ๑๕๑ ว่าเข้าหรือไม่เข้า แต่ผมตัวผมเองผมเกรงครับ เกรงว่าการลงมติในวันนี้ อาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ตามหลักการและเหตุผล และหลักฐานที่ผมได้นำเสนอประกอบ จึงขออนุญาตแสดงความเห็นไปยังเพื่อนสมาชิก ผ่านท่านประธานครับ ว่าผมไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว ที่บอกว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี้ เป็นไปตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ต่อไปก็เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นะครับ และตามด้วยท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นะครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในประเด็นที่หารือกันอยู่นี้ เรื่องที่จะต้องพิจารณาว่าเป็นญัตติหรือไม่ ต้องกราบเรียน ว่าส่วนที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนี้ เป็นคนละเรื่องคนละประเด็น กับที่ผมได้กราบเรียนเสนอไว้ ว่าข้อเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เสนอคุณพิธาเป็นการ... เสนอชื่อซ้ำนั้น เป็นการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอยกไว้ก่อนนะครับ มันจะได้ไม่ไปปนกัน ระหว่างที่เรากำลังพิจารณาเรื่องญัตติตามข้อ ๔๑ หรือจะไปตีความตามมาตรา... ตามข้อ ๑๕๑ ท่านประธานครับ ในส่วนเรื่องคำว่า "ญัตติ" นี่นะครับ จริง ๆ แล้วคำว่า "ญัตติ" นี่มันมีความหมายในตัวของมันเองแล้ว ผมว่าคนทั้งประเทศในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยในสถานศึกษา หรือแม้คนที่มีความรู้ความเข้าใจ ผมว่ารวมถึงสมาชิกรัฐสภา รวมถึง สส. สว. ที่ผ่านมา ในสภาเราทำหน้าที่เปิดสภา มาเป็นร้อยปีท่านประธาน เกือบ ๆ นะครับ เป็นที่เข้าใจครับท่านประธาน ว่าคำว่า "ญัตติ" คืออะไร ญัตติ ก็คือเรื่องที่นำเข้าสู่การพิจารณาในสภา แล้วจะต้องลงมติ ทุกเรื่องน่ะครับท่านประธานครับ ที่หากว่าเป็นเรื่องที่นำเข้าสู่สภาแล้วต้องลงมตินั้น มันเป็นญัตติหมดล่ะ แต่มาในวันนี้มันแปลกครับท่านประธาน สมาชิกเราก็มีผู้หลักผู้ใหญ่มีประสบการณ์เยอะ ในการทำงานในสภา ผมก็ได้ฟังความเห็นว่าญัตติที่เสนอมานั้น ตอนแรก... ตอนแรกบอกไว้เลยยืนยันกันชัดเจน ว่าเรื่องกำลังพิจารณานี้ไม่ใช่ญัตติ ยืนกันกระต่ายขาเดียว ตะโกนกันลั่นสภาว่าไม่ใช่ญัตติ แต่พอเราเอาข้อบังคับข้อ ๑๓๘ ซึ่งอยู่ในหมวดเรื่องการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ว่ามาตราข้อบังคับข้อ ๑๓๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นญัตติ เสียงเริ่มเปลี่ยนครับท่านประธาน เปลี่ยนเป็นว่าเป็นญัตติ แต่เป็นญัตติประเภทที่ไม่ใช่เป็นญัตติทั่วไป เป็นญัตติที่เสนอเฉพาะการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดนี่ครับ เราก็พยายามจะตีความกันครับท่านประธาน ตีความกันว่ามันไม่ใช่ญัตติตามข้อ ๔๑ แต่มันเป็นญัตติอื่น ๆ ทั่วไป ที่เสนอเฉพาะการเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ มันไม่ต่างกันเลยครับท่านประธานครับ สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ล่ะครับ ถ้าเราพูดกันแบบตรงไปตรงมา คนทั้งประเทศได้ยิน นักเรียนนักศึกษาก็ทราบนะครับ คนที่มีความรู้ความเข้าใจในอักษรภาษา... ภาษาไทย มีพจนานุกรมให้คำอธิบายไว้ว่าญัตตินะครับ ก็คือเรื่องที่นำเสนอในที่ประชุมสภา แล้วต้องมีมติ นี่คือคำว่า "ญัตติ" ครับ มันไม่ใช่ว่า... มติที่อยู่นอกเหนือนะครับ ว่าคำว่าไม่ใช่ญัตติทั่วไปนะครับ นี่คือประการแรกที่ผมกราบเรียน ว่าเราพยายามอย่าไปเบี่ยงเบนเลยครับ เราพูดอย่างไรนี่ครับ คนข้างนอกเขาฟังครับ เขาก็มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เรามาถกเถียงกันด้วยถ้อยคำภาษา ที่แตกต่างกันอย่างที่ทำกันอยู่ ความจริง ก็คือความจริง ความหมาย ก็คือความหมาย ญัตติมันก็คือญัตติ นี่คือความเป็นจริง ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ท่านประธานครับ ในส่วนญัตติที่เรากำลังพิจารณาข้อ ๔๑ นี่นะครับ มันเป็นญัตติจากเรื่องที่เราได้พิจารณา กับของการประชุม การเห็นชอบหรือไม่ได้เห็นชอบนายกรัฐมนตรี ในคราวก่อนมาแล้ว แต่ปรากฏว่าก็มีการนำเสนอมาพิจารณา ในที่ประชุมแห่งนี้ซ้ำเข้ามาอีก มันก็มีประเด็นที่สมาชิกนี่นะครับ เขาเห็นว่ามันก็เป็นญัตติที่ไปเสนอซ้ำ ซึ่งมันขัดกับข้อบังคับ แล้วข้อบังคับนั้นนี่นะครับ ก็ไม่สามารถที่จะนำมาพิจารณา ในสมัยประชุมนี้ได้นะครับ มันก็เป็นประเด็นนะครับ ที่สมาชิกนี่เขาไม่เห็นด้วยกับญัตตินี้ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ส่วนประธานรัฐสภานี่นะครับ ท่านก็อยากจะหาข้อยุติครับ ท่านก็เสนอว่าในการจะพิจารณาคำว่า "ญัตติ" ตามข้อ ๔๑ ดังกล่าวนี้นี่นะครับ มันต้องตีความหรือไม่ เพราะว่ามีสมาชิกส่วนหนึ่งนี่นะครับ ไปตีความว่าไม่ใช่ญัตติเกิดขึ้น ผมเลยกราบเรียนไงครับ ว่าถ้าหากว่าจะพูดประเด็นนี้นะครับ มันก็ถกเถียงแถลงกันแล้วนี่ มันก็จะมีประเด็น ว่าสิ่งที่สภากำลังพิจารณานั้นนี่นะครับ เป็นข้อเสนอที่สมาชิกเขาเห็นว่ามันขัดนะครับ มันขัดมันเสนอซ้ำนะ ซึ่งเป็นไปตามข้อ ๔๑ ซึ่งจริง ๆ แล้วนะครับ ไม่มีความจำเป็นเลยครับ ว่าจะต้องไปตีความตามมาตรา ๑๕๑ นะครับ เพราะสมาชิกส่วนที่เขาบอกว่าการเสนอชื่อซ้ำนั้น มันขัดตามข้อบังคับข้อ ๔๑ เขาไม่ได้สงสัย ในข้อบังคับเลยนะครับท่านประธาน เขาเพียงแต่ว่าเขายืนยันว่ามันขัด แต่ส่วนท่านที่ไม่ขัดก็ผมว่าประเด็นนั้นไม่มีแล้ว มันก็ไปมีกับประเด็น กับที่ท่านประธานรัฐสภานี่นะครับ มีความประสงค์ต้องการ ที่จะให้ประชุมแห่งนี้ตีความครับ ว่ามันเป็น... ว่ามันเป็นข้อบังคับ ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งเขาเห็นหรือไม่ ดังนั้นนี่นะครับ ถ้าจะบอกจะมีประเด็นนี่นะครับ มันก็ต้องมีประเด็นว่าการพิจารณาลง... ลงมตินั้นนี่ เป็นไปตามสมาชิกคณะท่านที่เสนอ ว่าข้อเสนอของบุคคล จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นนี่นะครับ ขัดกับข้อบังคับข้อ ๔๑ หรือไม่ หรือมีเหตุอันจำเป็น ที่จะต้องไปตีความตามมาตรา ๑๕๑ มันก็มี ๔๑ กับ ๑๕๑ นี่ครับ มันไม่ต้องไปตีความเป็นอื่นหรอกครับ ว่าข้อเป็นคำวินิจฉัย ถึงขนาดว่าจะเป็นญัตติหรือไม่นะครับ มันไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น มันก็จะมี ๒ ส่วนครับ ส่วนหนึ่งสมาชิกเห็นว่า ๔๑ นั้นชอบแล้วนะครับ เสนอมา ก็คือขัดกับข้อบังคับข้อ ๔๑ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเป็นประเด็น ที่ท่านประธานรัฐสภาเสนอไว้ว่าขอให้ตีความ มันก็มีประเด็นว่ามันต้องตีความไหม หรือว่าจะดำเนินการไปเลยตามข้อ ๔๑ ที่สมาชิกเขามีความเห็นไว้นะครับ ผมว่าอันนี้ครับ ผมอยากให้ประเด็นนี้ชัด มิฉะนั้น เจ้าหน้าที่ก็งง สมาชิกแต่ละคนก็อภิปรายไป และก็ลึกไปจนถึงนะครับ ว่าสมควรที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกนะครับ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว ผมอยากให้ประเด็นนี้ มันเคลียร์ออกไปก่อนท่านประธาน แล้วเดี๋ยวผมจะว่าต่อไปว่าสิ่งที่ท่านกำลังเสนอ ชื่อบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนั้น เป็นการซ้ำ เป็นการเสนอซ้ำ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ บางท่านอาจจะไม่ได้มองประเด็นนี้ แต่ผมนี่เห็นประเด็นนี้ ผมจึงอยากจะอภิปรายอยากจะเสนอสิ่งที่ผมเห็น และคิดว่ามันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนะครับ ก็เลยกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าประเด็นนี้มันมีข้อ ๔๑ กับ ๑๕๑ นะครับ ถ้าจะตัดสินอย่างไรนะครับ ก็อยู่ในกรอบนี้เท่านั้น ขอบคุณนะท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ต่อไปเชิญท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นะครับ และตามด้วยท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญท่านกมลศักดิ์ก่อนครับ (คุณกมลศักดิ์) เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๕ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงบ่าย ๆ วันนี้นะครับ เราถกกันนานพอสมควร จุดประสงค์สุดท้าย ก็คือต้องการผู้นำฝ่ายบริหารประเทศ ผู้นำฝ่ายบริหาร ก็คือต้องการนายกรัฐมนตรี เราเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ แต่นี้ปาเข้าไปเกือบ ๒ เดือนแล้วครับ ประเทศเรายังไม่ได้นายกรัฐมนตรี และผมเชื่อว่าพี่น้องทั่วประเทศ กำลังรอวันที่เราจะมีผู้นำมาแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจและหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านผมนะครับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นะครับ ผมกลับไปลงพื้นที่ คำถามมีมาโดยตลอด ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ไม่ว่าจะวัยไหน วัยสูงอายุหรือวัยเด็ก ถามว่าเมื่อไรจะได้นายกฯ สักที เมื่อไรเขาจะมีนายกฯ ของเขา แต่ผมก็พยายามอธิบายนะครับ ว่าตอนนี้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มันมีกระบวนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ขอให้ใจเย็น ๆ แต่ท้ายที่สุดนะครับ เราก็มาถกในเรื่องของข้อกฎหมาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่เรามีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ได้รับการเลือกจากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ตามความเห็นของผมแล้วนี่นะครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ก็ได้มีการศึกษาพอสมควร ว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ มีกฎหมายเกี่ยวข้องอยู่ ๒ ฉบับ ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ และก็ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา แต่มันมีประเด็นที่เราไปตีความให้มันซับซ้อน ปัญหาใหญ่ ก็คือไปตีความโดยมีธงอยู่ข้างหน้า ธงที่ผมว่านี่ก็คืออะไรครับ จะทำอย่างไรไม่ให้ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือปัญาหาใหญ่ของการตีความ จริง ๆ การตีความข้อกฎหมายนี่นะครับ ผมไม่อยากให้เอาเสียงส่วนมาก เป็นข้อสรุปของการตีความข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่อทางรัฐสภาวันนี้ เรามีปัญหาในเรื่องที่มีการเสนอชื่อบุคคล ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยอ้างว่าขัดกับข้อบังคับข้อ ๔๑ โดยเห็นว่าเป็นญัตติซ้ำอยู่ในหลักการเดียวกัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไม่เห็นด้วย ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยว่ามันเป็นญัตติ บางท่านฝ่ายที่เห็นว่าญัตติ ก็ได้อภิปรายกันไปหลายท่าน ตั้งแต่วาระที่เราถกเถียงกันตั้งแต่เช้า ก็อยู่ในวงเวียนอยู่อย่างนี้นะครับ ผมในฐานะพรรคประชาชาติ เราได้ประชุมสรุปแล้วนะครับ ว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ไม่ขัดต่อข้อบังคับข้อ ๔๑ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาจจะซ้ำกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ได้อภิปรายก่อนหน้านี้ ผมขอเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ข้อบังคับในข้อ ๔๖ นี้นะครับ ได้ระบุว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน ขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน ผมตีความง่าย ๆ ครับ ไม่อยากตีความยาก ถามว่าหากเอาบุคคลชื่อเดียวกันเสนอซ้ำไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องเสนอชื่อคนใหม่ ถ้าหากว่ามันขัดต่อข้อ ๔๑ ของข้อบังคับนี้แล้วนี่นะครับ เขาบอกว่าห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน คำถามมีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ชื่อนี้ หลักการในการเสนอ ก็คือหลักการเดียวกันเหมือนกันนะครับ เพราะว่าหลักการและเหตุผล ในการเสนอชื่อบุคคล ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และ ๒๗๒ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ชื่อ-นามสกุลเท่านั้น ดังนั้น การเสนอชื่อ-นามสกุลเดียวกัน จึงไม่ได้อยู่ในข้อบังคับข้อ ๔๑ เพราะไม่ใช่ญัตติ มันเป็นเรื่องที่มีการเสนอพิจารณา ในหมวดที่ ๙ ของข้อบังคับ ในมาตรา ๑๓ ในข้อบังคับข้อ ๑๓๖ และ ๑๓๘ ส่วนจะเป็นญัตติหรือไม่ อย่างไร เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เห็นว่าไม่ใช่ญัตติ ได้อภิปรายก่อนหน้านี้แล้ว ว่าในส่วนการเป็นญัตติ มันก็อยู่ในหมวดที่ ๒ ส่วนที่ ๒ ซึ่งในหมวดที่ ๒ ส่วนที่ ๒ ไม่ได้ระบุใด ๆ เลย ในกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะมีกรณีเดียวนะครับ ที่ระบุว่าเป็นญัตติ ก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาตัวบุคคล ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตาม ๒๗๒ วรรค ๑ นั่นหมายความว่ากรณีที่ต้องสรรหาบุคคลภายนอก ที่มีไม่ได้อยู่แคนดิเดตของพรรคการเมือง จำนวน ๕ พรรค ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ อย่างนั้นต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอชื่อบุคคลที่อยู่ในแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีตาม ๒๗๒ วรรค ๑ ไม่ถือว่าเป็นการเสนอญัตติ แต่เป็นการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎร โดยการรับรองตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะมีความเห็นต่าง กับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่ท่านน่ะได้อภิปรายว่าข้อบังคับข้อ ๑๓๘ ระบุชัดเจนนะครับ ว่าในส่วนของวรรคที่ ๓ นี่นะครับ ข้อ ๑๓๘ ท่านบอกว่าอย่างนี้เลยครับ วรรคที่ ๒ นะครับ ท่านบอกว่าการพิจารณาญัตติตามวรรค ๑ ระบุชัดเจน อันนี้คือญัตติ แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับท่านด้วยความเคารพครับ เพราะว่าในการพิจารณา ที่ระบุในข้อ ๑๓๘ วรรค ๒ ที่บอกเป็นญัตติตามวรรค ๑ ต้องย้อนไปดูนะครับ เป็นกรณีที่มีการเสนอบุคคลที่... บุคคลภายนอกน่ะ พูดง่าย ๆ จึงต้องเสนอเป็นญัตติ และมันก็ไปสอดคล้องกับข้อบังคับนะครับ ในข้อ ๓๐ ของการประชุมรัฐสภา กรณี ๑๓๘ วรรค ๒ เป็นกรณีญัตติเฉพาะกรณีที่หาบุคคลภายนอก ให้สภาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่กรณีการเสนอชื่อตาม ๑๓๖ ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าเป็นญัตติต้องมีการระบุในข้อ ๓๐ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะข้อประชุมรัฐสภาข้อ ๓๐ ได้ระบุไว้ชัดเจน กรณีที่จะเป็นญัตติ ก็คือในบรรทัดที่ ๓ นะครับ ตอนท้าย กรณีที่ไม่ต้องมีผู้รับรอง ก็คือญัตติขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ นั่นก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาบุคคลเสนอชื่อ ตามแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่เสนอตั้งแต่ต้น นี่ไงครับ ถ้าดูตามข้อบังคับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วนี่นะครับ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตามที่เพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าการเสนอรายชื่อบุคคล ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ไม่ผิดข้อบังคับข้อ ๔๑ นั้น ผมและก็พรรคประชาชาติ เราเห็นว่าการดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ อย่างที่ผมบอกนะครับ ถ้าสมมติเสนอคนอื่นที่ไม่ใช่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในข้อ ๔๑ บอกว่าในหลักการเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านลองบอกผมมาสิครับ ว่าถ้าเป็นบุคคลอื่น นามสกุลอื่น ชื่ออื่น จะใช้หลักการอะไร ก็ใช้หลักการเดียวกันเหมือนกันนะครับ ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๕๙ และก็ ๒๗๒ นั่นหมายความว่า การเสนอรายชื่อบุคคล ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ในความหมายตามข้อบังคับข้อ ๔๑ ขอบคุณครับท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ นะครับ และก็เดี๋ยวกลับไป ที่ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร นะครับ เชิญท่านจิตติพจน์ก่อนนะครับ (คุณจิตติพจน์) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ประเด็นที่ผมขออนุญาตให้ข้อมูลกับท่านประธาน ก็คือสิ่งที่เรากำลังพิจารณากันนี่นะครับ ว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือว่าการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ กับ ๒๗๒ นั้น เป็นญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุมสภา ในหมวดที่ ๒ ส่วนที่ ๒ ตั้งแต่ข้อ ๒๙ ถึงข้อ ๔๑ หรือไม่นะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่มีการสงสัยกันมากนะครับ และก็มีการโต้แย้งกันทั้งในสภาแห่งนี้ ตลอดจนทั้งประชาชนที่อยู่ภายนอก ก็มีความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ให้เกิดความชัดเจนนั้น ต้องมีการพิจารณาใน ๒ มิติด้วยกันครับ มิติที่ ๑ ก็คือพิจารณาเฉพาะข้อบังคับ ว่ามีความหมายอย่างไร กับอีกมิติหนึ่ง คือ การพิจารณาไปถึงรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สำคัญ ที่จะบอกว่าประเด็น เรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องดำเนินการอย่างไร ในประเด็นของข้อบังคับนั้น ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ในข้อบังคับข้อที่ ๔๑ นี่นะครับ มีการระบุว่าญัตติใดที่มีการเสนอแล้วและตกไป ห้ามมิให้มีการเสนอซ้ำอีก ยกเว้นแต่ประธานจะอนุญาต เพราะเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ในเบื้องต้นนะครับ ผมจะขออนุญาตสมมติก่อนนะครับ สมมติก่อนว่ากรณีเรื่องของการให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีเป็นญัตตินะครับ เป็นข้อสมมติเท่านั้นไม่ใช่... ไม่ใช่ที่สิ้นสุดนะครับ ถ้าหากว่าสมมติว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ ถามว่าในช่วงที่ผ่านมาจากวันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๙ มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากเท่าที่เราได้สอบถามจากเพื่อนสมาชิกนะครับ เราก็พบว่าได้มีการติดต่อไปยังสมาชิกวุฒิสภา มีการติดต่อไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อที่จะโน้มน้าว ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคต่าง ๆ ที่นอกจาก ๘ พรรค หรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ร่วมมาลงชื่อเห็นชอบเพิ่มเติมนะครับ รวมทั้งอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ที่เห็นอย่างชัดเจน ว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปนะครับ ซึ่งท่านประธานสามารถใช้ดุลพินิจ อนุญาตให้มีการโหวตได้เลย ถ้าสมมติว่าเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นญัตตินะครับ อันหนึ่งที่เห็นได้ชัดนะครับ ก็คือจำนวนสมาชิก ที่มาเข้าร่วมประชุมครับท่านประธานครับ สมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมในวันนี้นะครับ ท่านประธานก็เห็นชัดเจนนะครับ ว่าจำนวนสมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมนั้น ไม่เหมือนกับสมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุม ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ทั้งในจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และก็สมาชิกวุฒิสภา และแม้แต่ยอดรวมของสมาชิกรัฐสภา ก็ไม่เหมือนเดิมนะครับ ถ้าสมมติว่าเราถือว่าเรื่องการให้ความเห็นชอบ นายกฯ เป็นญัตตินะครับ ก็มีพฤติการณ์มีเหตุการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงพอ ที่ท่านประธานจะอนุญาตให้มีการโหวตได้ โดยอาศัยข้อบังคับข้อ ๔๑ นั่นเองนะครับ แต่ความเป็นจริงแล้วนะครับ ผมใคร่ขออนุญาต ให้ความเห็นว่าในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่มีการระบุชัดเจนอยู่ในอีกหมวดหนึ่ง ของข้อบังคับการประชุมของสภา... ของรัฐสภา กล่าวคืออยู่ในหมวดที่ ๙ ในขณะที่ข้อ ๔๑ นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่ ๒ หมวดที่ ๒ วิธีการประชุมซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป มิใช่เรื่องเฉพาะ ของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี การใดที่มีการระบุโดยเฉพาะ ว่าให้ดำเนินการอย่างไร ก็ควรจะดำเนินการไปอย่างนั้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากดูข้อบังคับข้อ ๑๓๖ นะครับ ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และ ๒๗๒ นะครับ ท่านก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนครับ ว่าการเสนอชื่อให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบนั้น ก็ดำเนินการได้แต่เพียงมีสมาชิก ๑ ท่านยกมือขึ้น และก็เสนอชื่อผู้สมควรได้รับความเห็นชอบ เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากมีเพื่อนสมาชิกรับรองมากกว่า ๕๐ ท่าน ก็ถือว่าการเสนอชื่อนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อกระบวนเสนอชื่อครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว ถามว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่า ให้มีการลงมติให้ความเห็นชอบ การที่สภาแห่งนี้จะไม่ลงมติ ให้ความเห็นชอบจะทำได้อย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนนะครับ ว่าหลังจากที่มีการเสนอชื่อมีผู้รับรองถูกต้องแล้ว ก็จำเป็นต้องมีการลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุป ก็คือผมเห็นว่าในกรณีนี้นะครับ ไม่ว่าจะโดยข้อบังคับก็ดี จะโดยรัฐธรรมนูญก็ดี กระบวนการลงมติให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้โหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมควรที่จะดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับการประชุมสภา และตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ และ ๒๗๒ ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นท่านอรรถกรใช่ไหมครับ เมื่อกี้ท่านจิตติพจน์ไปแล้วนะครับ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร นะครับ ผมอยากจะเรียนชี้แจงสักนิดนะครับ ก็ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเข้าประเด็นต่าง ๆ นะครับ ที่เป็นปัญหาอยู่โต้เถียงกันอยู่นี่ครับ เพราะจะใช้ข้อ ๔๑ หรือจะใช้ข้อ ๑๕๑ นะครับ ถ้าอภิปรายมายังในลักษณะนี้นะครับ ให้ท่านสมาชิกเข้าใจ ก็คงจะลงมติได้ง่ายขึ้นนะครับ เชิญท่านอรรถกรนะครับ และตามด้วยท่านรังสิมันต์ โรม นะครับ (คุณอรรถกร) ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร พลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะเริ่มอภิปรายนี่ ผมยืนยันกับท่านประธาน และที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าในความรู้สึกลึก ๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับกระบวนการในวันนี้ ที่เราจะมาใช้ ๑๕๑ นี่มาตัดสิน เพราะว่ามันมีความเหลื่อมล้ำนะครับ สำหรับเพื่อนสมาชิกที่เสนอญัตติในวันนี้ ซึ่งไม่ว่าทางท่านประธาน ท่านจะกรุณาถามในทิศทางใดก็ตามนี่ มันจะมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ และมีอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบเสมอ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หรือว่าจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่กระทั่งการประชุมของวุฒิสภา ถ้ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันมันก็มีสิทธินะครับ ที่ ๑ ในสมาชิกในห้องประชุมนั้นนี่ จะหยิบยกในเรื่องของการตีความขึ้นมา ซึ่งในบางครั้งในบางคราว อาจจะทำให้การประชุมไปสู่ถึงทางตันได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมวันนี้ขออนุญาตอภิปราย ให้ความเห็นต่อเรื่องที่รัฐสภาของเรา กำลังให้ความสนใจ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา กระผมทราบดีครับ ว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน คนทั้งประเทศครับ ให้ความสนใจ ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนครับ การกระบวนการการคัดสรร คงจะใช้เวลาอีกไม่นาน ผมท่านประธานเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา พี่น้องประชาชนคนไทยคงจะทราบไปพร้อม ๆ กัน แต่อย่างไรก็ดีครับ ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้นนี่ ก่อนที่ประเทศไทย เราจะมีนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนี่ แน่นอนครับ มันก็ต้องผ่านกระบวนการ ในการคัดสรรผ่านรัฐสภาของเรานี่นะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้นี่ มันไม่ได้เป็นการตัดสินใจอยู่ในที่สภาแห่งนี้เท่านั้น มีความเห็นที่แบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของพี่ ๆ สื่อมวลชน หรือแม้แต่กระทั่งในสภากาแฟ ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทย ในเรื่องของการว่าเราสามารถ... ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ลงมติให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ในการเสนอชื่อซ้ำในวันนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ไม่ว่าใครจะให้ความเห็นเท่าไร ไม่ว่าใครจะให้ความเห็นอย่างไร ก็คงจะไม่หา... คงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ยกเว้นที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ที่จะสามารถตีความเป็นลายลักษณ์อักษร ตีความกฎหมายนะครับ แล้วก็มาใช้เสียงของสภา เสียงของรัฐสภาแห่งนี้ออกเสียง ในญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ตีความญัตติการเสนอคุณพิธา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ด้วยความเคารพ ได้ถูกเสนอ ได้ถูกรับรอง ได้ถูกผ่านการให้ความเห็น ได้ผ่านการลงมติจากรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไปครับ ว่าท่านได้อธิบายว่ามีการเสนอชื่อ มีการลงความเห็น มีการลงมติ แต่ท่านไม่ได้ใช้คำว่ามันเป็นญัตติ แต่ด้วยคุณลักษณะ ที่เพื่อนสมาชิกได้เอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้ รวมถึงผมได้ย้ำในวินาทีนี้นี่มันชัดเจนครับ ว่าการเสนอชื่อของท่านพิธาเป็นญัตติ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าญัตติพิเศษ เป็นญัตติที่มีความพิเศษเป็นญัตติที่มีความสำคัญ สุดท้ายแล้วลักษณะรูปร่างของมัน ก็คือเป็นญัตติครับ ผมยืนยัน และพอผมสรุปได้ ว่าการเสนอชื่อของท่านพิธานี่เป็นญัตติ ผมก็ขออนุญาต อ้างอิงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ ๔๑ ผมไม่ต้องอธิบายครับ พวกเราทราบกันดีว่าข้อ ๔๑ นี่คืออะไร ญัตติที่เสนอให้ท่านพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี มิได้รับเสียงเพียงพอ จากสมาชิกรัฐสภาในสัปดาห์ที่แล้วตามกฎหมาย กระผมจึงขออนุญาตนำเรียนต่อท่านประธานครับ ว่าและขอย้ำนะครับ ว่าพวกเราหลาย ๆ คนไม่ได้ปิดกั้นโอกาส พวกเราหลาย ๆ คนไม่ได้ที่จะพยายามผลักดัน ไม่ให้เกิดการเสนอชื่อขึ้นมา แต่ถ้าจำกันได้ครับ พอมีเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา เสนอท่านพิธาให้คัดสรรบุคคล ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มีสมาชิกรัฐสภาท่านไหนแม้แต่คนเดียวนะครับ ที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ผมจึงสรุปอย่างนี้นะครับ ว่าไม่มีคนคัดค้าน มีกระบวนการการพิจารณาครบถ้วนแล้ว ญัตติตกไปตามข้อบังคับ และไม่สามารถเสนอใหม่ได้ในที่ประชุมสมัยนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จากสัปดาห์ที่แล้วสู่วันนี้นี่ กระผมมองว่าสถานการณ์ยังเหมือนเดิม ผมขออนุญาตอ้างอิงนะครับ ขออนุญาตอ้างอิง ถ้าอ้างอิงคำพูดเพื่อนสมาชิกท่านใด ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่ในการประชุมตัวแทนพรรคการเมือง ที่เราใช้คำว่าประชุมวิปทั้ง ๓ ฝ่าย ถึงแม้ว่าวันนี้นี่อาจจะไม่ยังไม่มีการ... แต่งตั้งวิปอย่างเป็นทางการ แต่คนที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ละคนก็เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองนะครับ เข้าไปร่วมหารือกันว่าเราจะทำอย่างไร ผมเรียนท่านประธานและที่ประชุมครับ ว่ามีความห่วงใยจากเพื่อนสมาชิก ที่อยากจะเห็นรัฐสภาเรา สามารถเดินหน้าต่อไปได้ มีความห่วงใยที่อยากจะเห็นการลงมติในวันนี้ แต่อ้างอิงข้อบังคับสถานการณ์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง อาทิเช่น เพื่อนสมาชิกบอกว่า บุคคลที่จะถูกคัดสรรและลงมติในวันนี้นี่ ท่านพอจะประกาศได้ไหม ว่านโยบายที่ท่านหาเสียงมาโดยตลอด นั่นก็คือความพยายามในการจะแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ท่านสามารถประกาศออกมาได้ไหม ว่าท่านจะยกเลิก นี่คือ การเปลี่ยนแปลง หรือท่านสามารถแสดงหลักฐาน ที่เป็นรูปธรรมได้ไหม ว่าตลอดระยะเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านไปขอความร่วมมือกับสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ก็ตาม มีสมาชิกท่านไหนต้องการที่จะเปลี่ยนใจ กลับมาลงมติให้ท่าน ถ้าท่านสามารถแสดงหลักฐานตรงนี้เป็นรูปธรรม ต่อพวกเราสมาชิกรัฐสภาได้ ผมเชื่อว่านั่นคือ เหตุผล ที่ท่านจะสามารถลงมติใหม่ในวันนี้ได้ นั่นคือเหตุผลที่ท่านจะสามารถ เสนอชื่อซ้ำบุคคลเดิม คือ ท่านพิธาเพื่อมาเป็นบุคคล ที่จะถูกคัดสรรในวันนี้ได้ แต่ก็ไม่มีสัญญาณ ดังนั้น ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าผมมองว่าญัตติที่ตกไปแล้ว ไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ไม่สามารถถูกเสนอซ้ำใหม่ได้ หลายคนหลายท่านครับ อาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ ใหญ่กว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผมมองอย่างนี้ครับ พอผมลองอ่านบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๗๒ ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนนะครับ ว่าในระหว่าง ๕ ปีแรก การให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ย้ำนะครับ ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา นอกจากนี้บางมาตรานะครับ ก็คือมาตรา ๑๕๗ ก็ระบุชัดเจนเป็นการตอกย้ำเข้าไปอีกครับ มีเนื้อหา ดังนี้ว่าประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกครับ ว่าการเสนอชื่อซ้ำทำได้หรือไม่ได้ ท่านเข้าใจถูกแล้วครับ แต่รัฐธรรมนูญได้บอกเป็นนัย ว่ากระบวนการในการประชุม กระบวนการในการดำเนินการ กระบวนการในการเลือกสรร บุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ให้คัดสรรผ่านการดำเนินการ ภายใต้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ดังนั้นเองครับ ทุกอย่างชัดเจนครับ ว่าพวกเราต้อง... และมีความจำเป็น ที่จะต้องเคารพการ... ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ซึ่งถ้าผมตีความซึ่งอาจจะตีความ ไม่เหมือนกับเพื่อนสมาชิกลาย ๆ ท่านนะครับ ในสภาของเราแห่งนี้ทุกคนมีสิทธิ ทุกคนมีสิทธิในการตีความแตกต่างกัน ผมก็ตีความว่ารัฐธรรมนูญส่งเจตนารมณ์นะครับ ให้พวกเราปฏิบัติตามข้อบังคับ ดังนั้นเองครับ จากความเห็นที่กระผมได้ขออนุญาตนำเสนอ ผ่านท่านประธานไปยังที่ประชุมนะครับ กระผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกบางท่านนะครับ ที่บอกว่าการเสนอชื่อของท่านพิธาในวันนี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครั้งสุดท้ายครับ ไม่สามารถทำได้ครับ ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ต่อไปเชิญท่านรังสิมันต์ โรม นะครับ และตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์นะครับ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายต่อประเด็นที่มีท่านสมาชิกหยิบยกขึ้นมา ว่าในกรณีที่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมาในวันนี้ จะไม่ให้มีการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อลงมติอีก โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ ๔๑ ว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน มาเสนออีกในสมัยประชุมนี้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดกับเสนอดังกล่าว ซึ่งเป็นการตีความข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่า การพยายามตีความกฎหมายกันไปในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดปัญหา กระทบต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ว่าด้วยการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พวกท่านเพียงแค่ไม่ต้องการ ให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ก็ถึงขนาดทำลายหลักการทุกหลักการ ที่มีในรัฐธรรมนูญลงเสีย เผาบ้านเพื่อไล่หนู ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมจะแจกแจงออกเป็น ๔ เหตุผลด้วยกัน เหตุผลข้อแรก ที่จะตอกย้ำถึงการเสนอญัตติที่ไม่ถูกต้องนี้ คือ กระบวนการพิจารณาที่เรากำลังดำเนินการนี้ มันมีคำ ๒ คำท่านประธาน คำ ๒ คำที่ว่าคำแรก คือ การเสนอชื่อบุคคล หรือในภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า "Candidacy Proposal" และคำที่ ๒ คือ คำว่า "ญัตติ" หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Motion" คำ ๒ คำนี้มีความหมายคนละเรื่องครับ ไม่อาจจะเอามาปนกันได้เลย เพราะการเสนอชื่อบุคคล เป็นการเสนอเพื่อขอความเห็นชอบบุคคล ซึ่งในทางการเมืองการพิจารณาตัวบุคคลนั้น มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่จะต้องมาพิจารณาประกอบกัน ดังนั้น โดยทั่วไปหากเป็นกรณีที่มีความมุ่งหมาย จะไม่ให้มีการเสนอบุคคลซ้ำ ก็จะต้องมีการบัญญัติกฎหมายเอาไว้อย่างชัดแจ้ง เช่น ฟังให้ดีท่านประธาน กรณีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ในมาตรา ๑๒ วรรค ๙ ว่าผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะเข้ารับการสรรหา หรือคัดเลือกครั้งใหม่นี้ไม่ได้ หรือแม้แต่ในการสรรหา กกต. ก็จะมีบทบัญญัติทำนองเดียวกัน กรณีเช่นนี้หากนำมาเทียบเคียงกับการเสนอบุคคล เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใด ที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าห้ามเสนอซ้ำอีกตามข้างต้นที่ผมได้กล่าวมา การหยิบยกเอาข้อบังคับข้อที่ ๔๑ มาโต้แย้งว่าการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการเสนอญัตติซ้ำ ไม่สามารถกระทำได้ตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ จึงเป็นการพิจารณา เป็นตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เป็น สส. กันมีกี่สมัยแล้วครับ ขอโทษเถอะครับ กฎหมายสูงสุดท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร ข้อ ๒ ท่านประธาน หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ สำนึกกันบ้างที่มาอยู่กันตรงนี้ เพราะเรามีรัฐธรรมนูญ หลักการนี้เป็นหลักการที่ยืนยัน ว่าไม่มีกฎหมายใดที่สามารถโต้แย้งรัฐธรรมนูญ จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งเมื่อไปดูตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ในมาตราหลัก คือ มาตรา ๑๕๙ ก็ระบุไว้ว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ให้เลือกจากแคนดิเดต ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อที่พรรคการเมือง เขาได้แจ้งเอาไว้ เฉพาะจากพรรคการเมืองได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการแจ้งรายชื่อที่ว่านั้น ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๘ ท่านประธาน ที่ให้พรรคการเมืองส่งชื่อบุคคล ที่เขาอยากส่งเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ตอนที่สมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่าแคนดิเดตคนหนึ่ง ถ้าถูกเสนอชื่อมาลงมติไม่ผ่านห้ามเสนอซ้ำอีก ดังนั้น การอ้างเอากฎหมาย ระดับข้อบังคับการประชุม ซึ่งมีศักดิ์ที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญนี่ แล้วมาใช้บังคับขัดกับรัฐธรรมนูญนี่ ฟังให้ชัดผมไม่ได้กำลังบอกว่า ข้อบังคับข้อนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับข้อนี้ผมเชื่อว่ามันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ความมุ่งหมายที่ประสงค์ร้าย ต้องการตีความข้อบังคับนี้ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะต้องการเตะขัดขาพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ข้อ ๓ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ว่าการลงมติเลือกนายกฯ ไม่ใช่ว่าจะเลือกใครก็ได้ทั้งนั้น แต่จะต้องเลือกจากแคนดิเดตผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งเอาไว้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๘ เฉพาะจากพรรคการเมือง ที่ได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เมื่อเลือกตั้งแล้ว พรรคใดได้ สส. เข้ามาถึงร้อยละ ๕ บุคคลในรายชื่อที่พรรคนั้น ๆ ส่งมา ก็ย่อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่ซึ่ง สส. สามารถเสนอชื่อเพื่อลงมติได้เสมอ คำถามสำคัญท่านประธานครับ คำถามสำคัญ เมื่อมีการเสนอชื่อแคนดิเดตคนใดคนหนึ่ง เพื่อลงมติ เขาอาจได้รับเห็นชอบจนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ หรืออาจได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ ทำให้ต้องมีการลงมติใหม่ในรอบถัดไป ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน แต่เพียงการที่เขาคนนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบ จากสภาในการลงมติครั้งนั้น เขาสูญเสียสถานะของการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๘ ไปเลยอย่างนั้นหรือครับ คำตอบมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ไม่มีตรงไหนเลยในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้อย่างนั้น และในเมื่อรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ จะให้อ้างข้อบังคับเพื่อให้เป็นโทษ กับสถานะของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ ซึ่งเกี่ยวพันกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายกรัฐมนตรี พวกท่านทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ เช่นนั้นแล้ว การตีความข้อบังคับการประชุมข้อที่ ๔๑ ให้มีผลเป็นการห้ามมิให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับเสียงไม่เพียงพอในการลงมติครั้งหนึ่ง จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเพื่อลงมติ ในครั้งถัด ๆ ไปได้อีก เท่ากับว่าหลังจากการลงมติครั้งแรก บุคคลนั้นได้สูญเสียสถานะแคนดิเดต ตามรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย จึงเป็นการตีความข้อบังคับ โดยขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ประการที่ ๔ เหตุผลข้อสุดท้าย ถ้าเราลองไปพิจารณา มาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ บ้าง เรื่องการปลดล็อกให้เลือกนายกฯ คนนอกได้ เมื่อไม่สามารถเลือกแคนดิเดตจากรายชื่อ ที่พรรคการเมืองส่งมาได้แล้ว แต่ในมาตราและวรรคดังกล่าว ก็ระบุไว้ด้วยว่าหลังจากการปลดล็อก จะยังเสนอชื่อแคนดิเดตตามรายชื่อ ของพรรคการเมืองอีกได้อีก นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญเอง ก็ยังรับรองการเสนอชื่อแคนดิเดตซ้ำได้ โดยไม่สนใจว่าแคนดิเดตคนนั้น จะเคยหรือไม่เคยได้รับความไว้วางใจ ความเห็นชอบจากสภามาก่อนหรือไม่ แต่อย่างใด และไม่ใช่เท่านั้นท่านประธานครับ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีแค่มิติของกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น แต่ที่สำคัญมันคือ กระบวนการประชาธิปไตย เพราะในการเมืองระบบรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ กลไกสำคัญ ในการถือเอาเสียง ของประชาชนที่ได้เปล่งออกมาผ่านการเลือกตั้ง นำไปจัดตั้งรัฐบาลที่สอดคล้อง กับเจตจำนงของประชาชนให้ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับท่านประธาน ในทางการเมืองมันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย มันต้องพูดคุยมันต้องเจรจา เพื่อหาหนทางหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน และหลายครั้งเมื่อมันเป็นแบบนี้การจัดตั้งรัฐบาล บ่อยครั้งมันจึงไม่สามารถทำได้ นี่คือ เรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการพูดคุย ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และก็มีมักจะมีอุบัติเหตุระหว่างทาง ให้คอยแก้ไขสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน บางครั้งเสนอชื่อเข้าไปลง... ไปลงมติแล้ว พบว่าเสียงไม่ครบก็ไม่ใช่จะสรุปได้แล้ว ว่าจะไม่มีทางรวมเสียงครบได้อีก ในการลงมติเลือกนายกฯ ในครั้งต่อไป การลงมติเลือกนายกฯ จึงควรเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้เลือก ได้ลอง ได้พยายามหาทาง ในการตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชน ที่เขาไปใช้สิทธิใช้เสียง นี่ไม่ใช่พื้นที่ของการมาสรรหาโวหารใด ๆ เพื่อทำลายเสียงประชาชน เพื่อตัดสิทธิคนที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน พื้นที่แห่งนี้ควรจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ ที่เราจะออกจากการเมืองที่เกิดขึ้นย่ำอยู่กับที่ ผ่านการรัฐประหารตั้งแต่ปี ๕๗ ท่านประธานครับ ผมขอย้ำเตือนกับทุกท่านในที่นี้ผ่านท่านประธาน ว่าเวลาที่เราคิดถึงประเด็นการตีความข้อบังคับนี่ ไอ้ที่ทำกันอยู่อย่างนี้อย่าแค่คิดกับเรื่องเฉพาะหน้า อย่าคิดแค่ว่านี่คือ การแก้ปัญหาของตัวเอง ต่อกรณีแคนดิเดตนายกฯ ที่ชื่อว่าพิธา แต่ควรจะมองให้เห็นภาพกว้าง คิดถึงกรณีอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ จากการตีความข้อบังคับนี้ด้วย ที่สำคัญซึ่งผมอยากฝากท่านประธาน ไปถึงเพื่อน สส. เป็นพิเศษ คือ ขอให้คิดเผื่อไปถึงอนาคตข้างหน้า ในวันนี้ที่บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๗๒ สิ้นสุดลงแล้ว กลับไปใช้การลงมติเลือกนายกฯ โดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นอีกครั้ง การจะปลดล็อกนายกฯ คนนอกก็ทำไม่ได้แล้ว จริงอยู่ที่การประชุม สส. กับการประชุมร่วมของรัฐสภา จะใช้ข้อบังคับคนละอย่างกัน แต่เนื้อหาแบบข้อ ๔๑ ที่อยู่ในข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ก็เหมือนกับข้อบังคับการประชุม ของ สส. เช่นเดียวกัน ดังนั้นครับ พึงระลึก... พึงระลึกว่าบรรทัดฐานที่แปลกประหลาด ที่พวกท่านได้ร่วมสร้างในวันนี้ วันหนึ่งข้างหน้า มันจะกลับมาสร้างความยากลำบาก ให้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพวกท่านเอง หรือแม้แต่ในการเสนอบุคคลอื่น ๆ ในกรณีอื่น ๆ ที่จะสร้างความยุ่งยากและเสียหาย ให้กับสถาบันต่าง ๆ ของบ้านเมือง พึงสังวรและระมัดระวังให้ดี สุดท้ายนี้ผมสรุปแบบนี้ท่านประธานครับ การพยายามตีความข้อบังคับ เพื่อตัดสิทธิแคนดิเดตนายกฯ ไม่ให้ถูกเสนอชื่อ เพื่อลงมติรอบที่ ๒ ได้นั้น เห็นได้ว่ามีข้อปัญหาที่ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อครรลองประชาธิปไตย ซึ่งผมไม่อาจเห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ได้ และสุดท้ายฝากเอาไว้ให้คิด พวกท่านทั้งหลายพวกท่านหวาดกลัวยุคสมัยใหม่ ขนาดนั้นเลยหรือครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นะครับ และตามด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู นะครับ ขอความกรุณาว่าอย่าเกินท่านละ ๑๐ นาทีนะครับ (คุณอัครเดช) ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมวันนี้นะครับ ได้เป็นผู้ที่เสนอญัตติ ให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ว่าญัตติที่เสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น มาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นชอบด้วย ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ อย่างไร ผมเองนะครับ วันนี้ทุกท่านคงได้มีการอภิปราย มาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม อยู่แล้ว ว่าคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมควรที่จะนั่ง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อย่างไร วันนี้เป็นวันที่เราจะมาอภิปราย ว่าขั้นตอนในการเสนอในครั้งที่ ๒ นั้น ถูกกฎหมายถูกข้อบังคับหรือไม่ อย่างไร อันนี้ไม่ใช่เป็นการอภิปรายเรื่องความเหมาะสม ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหมือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับท่านประธาน เหตุผลนะครับ ที่ผมได้ขอยื่นญัตติในครั้งนี้ เป็นเหตุผลที่เราอยากจะได้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กระบวนการที่ได้มา ของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปด้วยความถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญตามข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งได้บัญญัติไว้ทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อบังคับของรัฐสภาข้อที่ ๔๑ ได้บัญญัติไว้ว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน ขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ ถึงตรงนี้ก่อนนะครับท่านประธาน การลงมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการลงมติเรียบร้อยแล้ว ก็คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เสียงถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่ได้บัญญัติไว้ ถามว่ากระบวนการในการเสนอ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาประมาณ ๓ ท่าน อภิปรายกันมาหลายนาที ก็คือกระบวนการ ในการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็รู้ก็ทราบและก็เข้าใจเป็นอย่างดี ที่ท่านอภิปรายมา ไม่ว่าจะเป็นการอ้างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างข้อบังคับ ซึ่งเราได้ปฏิบัติมาแล้ว และได้มีการลงมติมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การมาประชุมวันนี้ คือ การพิจารณาญัตติ ในการเสนอบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่ต่างกันระหว่างฝ่ายที่เสนอ ก็บอกว่าการเสนอนั้นไม่เป็นญัตติ ฝั่งที่คิดว่าเสนอเป็นญัตติ ก็ลุกขึ้นมาทักท้วงและก็ท้วงติง ถึงกระบวนการในการพิจารณา ระเบียบวาระในขณะนี้ของรัฐสภาเรา กระผมเองไม่ได้มีปัญหาอะไรส่วนตัว กับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เจอกันก็ทักทายกัน เพราะเป็นเพื่อนสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน แต่ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การกระบวนการในการได้มา ของนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะต้องสามารถชี้แจงพี่น้องประชาชนด้วย ว่าฝั่งที่มีความสงสัย ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ผมเองนะครับ ก็เป็นฝั่งที่ได้ลงมติในครั้งที่แล้ว ไม่เห็นชอบให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วครั้งนี้ก็เห็นว่าญัตติที่เสนอเข้ามานั้น เป็นญัตติซึ่งซ้ำกับญัตติในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งขัดต่อข้อบังคับข้อที่ ๔๑ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกไปเมื่อสักครู่นี้ ฉะนั้น ญัตตินี้นี่ จะกลับมาพิจารณาได้อีกครั้งหนึ่ง ในข้อบังคับข้อที่ ๔๑ ของรัฐสภาก็ได้บัญญัติไว้ครับ ท่านประธานครับ ญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ให้กลับมาพิจารณาใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีการพรรคกัน มีการประชุม สส. ของพรรคกัน ก็ได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ กันอย่างกว้างขวางแล้วก็ละเอียด แล้วก็เราก็มีหัวหน้าของพรรคนะครับ เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เป็นอดีตผู้พิพากษา แล้วก็มีทีมกฎหมายเข้ามาหารือกัน เราก็มีความเห็นครับ ว่าญัตตินะครับ ที่เสนอมานั้น สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลย ที่จะเป็นเหตุผลให้ประธานรัฐสภานั้น จะหยิบยกญัตตินี้ขึ้นมาพิจารณาซ้ำ เพราะอะไรครับ เพราะว่า ๘ พรรคการเมือง ที่เสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังเป็น ๘ พรรคเหมือนเดิม แล้วก็ยังเสนอบุคคลเดิม มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ ประเด็นที่ ๒ วันที่มีการอภิปรายในวันแรกถึงความเหมาะสม ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งที่ไม่เห็นชอบ และก็ฝั่งที่งดออกเสียง ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตและก็ข้อห่วงใย ในนโยบายของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และก็พรรคก้าวไกล ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งจะนำมาถึงความแตกแยกของพี่น้องประชาชน สมาชิกรัฐสภาฝั่งที่ไม่เห็นชอบก็มีข้อห่วงใย แล้วก็ยื่นข้อเสนอว่าถ้าถอยในประเด็นดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝั่งนี้ พร้อมที่จะสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะนี่คือข้อห่วงใย แต่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เอง ก็ยืนยันในสภาแห่งนี้ครับ ว่าพูดแล้วทำแล้วก็ต้องทำแล้วก็เพิ่มเพดาน ตรงนี้นำมาซึ่งความไม่สบายใจ ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝั่งที่ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ แล้วช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านประธานได้ติดตามข่าว สมาชิกของพรรคก้าวไกลไม่ได้มีทีท่าเลยครับ ที่จะลดเพดาน หรือถอยในการแก้กฎหมายมาตรานี้ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลในสถานการณ์ปัจจุบัน (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ท่านที่พูด... ท่านที่กำลังอภิปรายครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) เดี๋ยวก่อนครับ ครับเชิญท่าน... (คุณวิโรจน์) คือ ผมขอประท้วง ตามข้อบังคับข้อที่ ๔๕ นะครับ เพราะว่าวันนี้นี่ประเด็นคืออะไรครับ กำลังพูดกันในมาตรา ๑๕๑ ว่าตกลงแล้วนี่ การเสนอชื่อนายกฯ ให้รัฐสภานี่เห็นชอบนี่นะครับ เป็นญัตติหรือไม่นะครับ เข้าข้อที่ ๔๑ หรือว่า ๑๓๖ กันแน่ แต่นี่กำลังจะมาอภิปราย มาตรา ๑๑๒ วาระ ๑ หรือครับ จะเอาไหมครับ ถ้าเอาเดี๋ยวผมเดี๋ยว ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกผม อยากจะแจมเรื่องนี้อย่างมากนะครับ เอาไหมผมถามผ่านท่านประธาน เอาหรือเปล่า (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) เหลือไม่กี่ท่านแล้ว (คุณวิโรจน์) ถ้าเอาเดี๋ยวจัดให้ (คุณอัครเดช) เอาสิครับท่านประธานครับ สส. ฝั่งทางนี้ ๓ พรรคการเมืองนี่ครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ยุตินะครับ เดี๋ยวครับ ไม่ต้องอย่าเพิ่งพูดครับ เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้ท่านต่อนะครับ นะครับ ก็ท่านเชิญต่อนะครับ และก็ให้อยู่ในหัวข้อ คือ เกี่ยวกับเรื่องข้อบังคับเท่านั้นนะครับ แต่เรื่องที่ทำมาแล้วไม่ต้องพูดนะครับ นะครับท่านวิโรจน์ เดี๋ยวค่อยถึงคิวท่านนะครับ เชิญครับ อย่านั่นกันเลยนะครับ (คุณอัครเดช) เรียนท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ครับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมเองนี่เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคก้าวไกลอภิปราย ท่านโรมอภิปรายนี่ผมก็ฟังนะครับ อย่างให้เกียรติ แล้วก็ฟังด้วยการคิดพินิจวิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายมา แต่หลายครั้งเวลาผมอภิปรายนะครับ คุณวิโรจน์นี่ก็จะขึ้นมาดุดันนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าต้องการสร้างให้บรรยากาศ ในการประชุมสภาของเรานี่ ให้ราบรื่นหรือไม่ อย่างไร ท่านฟังสิครับ ว่าเหตุผลคืออะไร แล้วมันก็เป็นเหตุผลที่ผมจะนำเสนอครับ นะครับ ขออนุญาตท่านวิโรจน์ด้วยนะครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เพราะว่าพูดชื่อผมแล้วผมเสียหายครับ คือ อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นะครับ สมาชิก... (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ผมขอโทษด้วย ที่ไม่ได้ยินอัครเดช... (คุณวิโรจน์) สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้อยากขัดท่านที่กำลังอภิปรายครับ ถ้าเกิดอภิปราย อยู่ในร่องในร่องในรอยอยู่ในประเด็น แต่อยู่ ๆ ดีนะครับ ก็มาพูดถึงการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ และอย่างนี้ผมก็กังวลครับ ว่า... (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) เตือนแล้วครับนะครับ (คุณวิโรจน์) เพราะทางเลขาธิการพรรคนี่ ผมก็เตรียมจะชี้แจงอีกแล้ว แล้วเดี๋ยวมันจะยืดยาว (คุณเอกนัฏ) ท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขอประท้วงท่านประธานครับ (คุณวิโรจน์) เพราะเรา... เพราะอย่างไรเราก็ยืนยันนะครับ แล้วผมก็ชี้แจงพรรคเราก็ชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว ว่ามันไม่ได้เป็น MOU ใน ๘ พรรคร่วม แล้วก็ยินดีที่จะใช้กระบวนการ ในการรับฟังความคิดเห็นกระบวนการทางรัฐสภา และถ้าหากมันต้องทอดระยะออกไป ใช้เวลามากขึ้น โปรดรับความคิดตรงคิดต่างมากขึ้น เราก็ยินดียืดหยุ่น แต่นี่ก็พยายามจะทำให้ประเด็นนี้นี่นะครับ กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนว่าพวกผม... (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) พอแล้วครับ ท่านนะครับ เตือนนะครับ กำลังจะเตือนนี่ครับ นะครับ ขอร้องนะครับ เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวนะครับ ใจเย็น ๆ นิดหนึ่งนะครับ ท่านเอกนัฏอย่าประท้วงนะครับ นะครับ พอแล้วนะครับ นะครับ ท่านประธานรัฐสภามาแล้วนะครับ เมื่อกี้กำลังจังหวะเปลี่ยนผ่านนะครับ ดังนั้นนี่ ก็เรียนท่านประธานแล้ว ว่าจะใช้เวลาแต่ละท่านอย่าเกิน ๑๐ นาที ตอนนี้ก็เหลืออีก ๔ ท่านแค่นั้นเองนะครับ ก็ขอความกรุณานะครับ แล้วอาจจะได้มีการลงมติกันต่อไปนะครับ (คุณเอกนัฏ) ท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) เอาไปกำหนดเวลา... (คุณเอกนัฏ) ประท้วงท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภาครับ ขอประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธานครับ ท่านประธานต้องหยุดให้เพื่อนสมาชิกคุณวิโรจน์นี่ ขึ้นมาขัดจังหวะสมาชิกที่กำลังอภิปรายอยู่ คือ ท่านอัครเดชได้แล้วครับ ผมฟังอยู่ตลอดครับ อยู่ในประเด็นทั้งหมดครับ ท่านก็กำลังอภิปรายอยู่นะครับ ว่าการตีความนี่ ของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ ซึ่งตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ นี่ ตกไปแล้วนำกลับมาพิจารณาอีกไม่ได้ เว้นแต่ว่ามีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ที่เตือนผมพอดีนะครับ (คุณเอกนัฏ) ก็ได้ย้ำอยู่ ว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนครับ กรุณาฟังเพื่อนสมาชิกฝั่งเราด้วยนะครับ ความเป็นประชาธิปไตยต้องเคารพ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ผมฟังตลอด มาพอแล้วนะครับ (คุณเอกนัฏ) สิทธิและการแสดงออก ซึ่งกันแล้วกันนะครับ ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ เดี๋ยวเชิญท่านประธานรัฐสภาต่อนะครับ (คุณอัครเดช) ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทน... ท่านประธานสภา... ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ สส. พรรคร่วมไทยสร้างชาติครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายต่อครับ แต่สถานการณ์สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ เหตุการณ์ตรงนี้นะครับ ในเรื่องสิ่งที่ สส. ที่ไม่เห็นชอบ ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้นนะครับ ไม่ได้รับทราบ หรือมีสัญญาณ จากพรรคก้าวไกลเลย ว่าจะถอยในเรื่องที่เราห่วงใย ฉะนั้น สถานการณ์ตรงนี้นี่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยครับ เราจึงมีความคิดว่าท่านประธาน ก็สามารถใช้ดุลพินิจได้โดยสุจริตครับ ว่าการที่จะนำญัตตินี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งนั้นนี่ ไม่สามารถกระทำได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมนั้นนะครับ จะอภิปราย ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เห็นครับ ว่าทำไมญัตตินี้จึงซ้ำซ้อน ตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ ของรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อมาที่เราต้องพิจารณา ว่าการที่เสนอบุคคล เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นญัตติหรือไม่ อย่างไร ผมเรียนท่านประธานครับ ว่าข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับรัฐสภานั้น ข้อที่ ๓๖ บัญญัติไว้โดยชัดเจนครับ ว่าการเสนอบุคคล เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นญัตติ เพราะข้อที่ ๓๖ ได้บัญญัติไว้ว่า ญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรอง โดยวิธียกมือขึ้นพ้นศีรษะ เว้นแต่การรับรองการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๓๖ หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ข้อบังคับข้อที่ ๓๖ นี้ เห็นชัดแจ้งว่าการที่เสนอบุคคล เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มันคือญัตติครับ แต่การที่จะรับรองนั้นให้ไปดูข้อบังคับข้อที่ ๑๓๖ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภานั้น ได้อภิปรายกันไปแล้วครับ ว่าข้อ ๑๓๖ นั้นคืออะไร ก็คือการเสนอบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง แล้วก็มีรายละเอียด เพื่อนสมาชิกก็สามารถไปดูได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมไม่ขอไปที่ข้อ ๑๓๖ แต่อยากจะเรียนกับท่านประธานครับ ว่าการเป็นญัตตินั้น ความหมายของคำว่า "ญัตติ" ที่ผ่านมานั้นศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลยุติธรรม เวลาตัดสินคดีอะไร ก็ล้วนแล้วแต่ไปดูพจนานุกรมคำแปลครับ ของศัพท์นั้นนี่ว่าแปลว่าอะไร ผมก็เหมือนกันครับท่านประธาน ก่อนที่จะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคำว่า "ญัตติ" นี้นี่แปลว่าอะไร ผมก็ไปดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ได้นิยามไว้ครับ ว่าญัตติ คือ ข้อเสนอ เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ในกิจการของสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ อีกอันหนึ่งครับ คำแปลครับ ญัตติ คือ ข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภา เพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติถ้าเห็นชอบหรือไม่ ท่านประธานก็จะทราบครับ ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่ การที่เราได้มีการเสนอ ให้มีผู้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มีการลงมติครับ ฉะนั้น เมื่อมีการลงมติ มันก็คือญัตติตามความหมายของพจนานุกรม มันแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับท่านประธาน นี่คือ สิ่งที่เราต้องเคารพที่กฎหมายได้ระบุไว้ เราเองนะครับ ถ้าท่านบอกว่าข้อบังคับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ตอนนี้ที่เรานั่งประชุมกันอยู่นี้นี่ มันประชุมต่อไม่ได้เลยครับ ก็ต้องปิดการประชุม แล้วก็ต้องให้กรรมาธิการ ไปตั้งร่างข้อบังคับรัฐสภาใหม่ครับท่านประธาน แต่มันไม่ใช่ครับ ข้อบังคับนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๓๖ หรือข้อ ๓๒ ที่ผมยื่น เพื่อให้มีญัตติในการพิจารณาเรื่องนี้ หรือข้อ ๑๓๖ มันคือข้อบังคับที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีอันไหนขัดต่อรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน แล้วที่สำคัญผมได้อภิปรายไปแล้ว ว่าข้อบังคับของรัฐสภา ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ คือ กฎหมาย เพราะอะไรครับท่านประธาน การออกข้อบังคับของรัฐสภา การออกข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ การจะแก้ข้อบังคับก็ต้องมีการผ่านวาระ ๑ ในการพิจารณาของสภา... ของรัฐสภา มีการพิจารณาวาระ ๒ ในการไปญัตติ แล้วก็มีการลงมติในวาระ ๓ ทำเหมือนพระราชบัญญัติเลยครับท่านประธาน ฉะนั้น กฎหมายตรงนี้ ไม่มีอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญครับ ทุกอย่างชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกนั้นเสนอเข้ามานั้น ในการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น เป็นญัตติตามข้อบังคับ แล้วก็ตามรัฐธรรมนูญ อย่างแน่นอนครับท่านประธาน ทีนี้เรื่องต่อมาครับท่านประธานครับ เมื่อช่วงเช้านี้นะครับ ได้มีการอภิปราย ท่านประธานนั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่านประธานก็ได้ใช้ดุลพินิจครับ ว่าญัตติที่ผมเสนอนี่ เป็นญัตติที่ซ้อนญัตติหรือไม่ ท่านประธานก็ได้ใช้ดุลพินิจแล้ว ว่าญัตติที่ผมเสนอนี่ชอบด้วยข้อบังคับ ที่เราจะต้องพิจารณาต่อไป บังเอิญระหว่างที่ผมจะทักท้วงท่านประธาน ในการนำข้อบังคับข้อที่ ๑๕๑ มาบังคับใช้ ท่านประธานมีภารกิจ ก็เลยให้ท่านรองประธานนั้น มาทำหน้าที่ประธานแทน ผมก็อยากขอนะครับ ให้ท่านประธานได้ทบทวนครับ ว่าผมเองนี่เป็นผู้ที่เสนอให้มีญัตติ ตามข้อบังคับข้อที่ ๓๒ (๑) เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ ก็อยากให้ท่านประธานได้พิจารณานะครับ ว่าญัตติของผมนั้นยังคงอยู่ รวมถึงของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ส่วนที่ ๒ ครับ ญัตตินี้นะครับท่านประธานครับ ไม่ได้ทำให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เสียสิทธิในการที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะข้อบังคับได้ระบุไว้ว่าสมัยนี้เสนอไม่ได้ ก็ยังสามารถเสนอในสมัยหน้าได้ นี่คือสิ่งที่ข้อบังคับนั้นได้บัญญัติไว้ ไม่ได้ทำให้เสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญเลย ว่าเมื่อโหวตแล้วครั้งนี้แล้วไม่สามารถโหวตได้อีก แต่สิ่งที่เราต้องเคารพ คือ ข้อบังคับที่ได้บัญญัติไว้ นี่คือสิ่งที่ผมได้แสดงเหตุผลให้ท่านประธานครับ ฉะนั้น สิ่งที่ผมได้อภิปรายมา คือเป็นสิ่งที่ยืนยันครับ ว่าสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นว่าการเสนอให้มีการโหวต คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งไม่สามารถทำได้ เป็นการผิดข้อบังคับและผิดกฎหมายครับ ขอบคุณท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณพิธายกมือเชิญครับ (คุณพิธา) ครับท่านประธาน ขออนุญาตครับท่านประธาน ณ ปัจจุบันตอนนี้ครับ มีเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญนะครับ มีคำสั่งให้ผมถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่นะครับ เพราะฉะนั้น คงจะขออนุญาตพูดกับท่านประธาน ว่ารับทราบคำสั่งนะครับ และก็จะปฏิบัติตามอย่างที่เป็นคำสั่ง จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่นนะครับ ขอใช้โอกาสนี้ในการอำลาท่านประธาน จนกว่าเราจะพบกันใหม่ และก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกนะครับ ในการใช้รัฐสภา ในการดูแลพี่น้องประชาชนนะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม นะครับ และถ้าเกิดประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคน ช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน [เสียงปรบมือ] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณพิธามากครับ [เสียงปรบมือ] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณจริง ๆ ครับ คุณพิธานะครับ ที่ให้ความเคารพต่อกติกาของสภาครับ เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลมาถึงสภาท่านก็ได้... ได้เคารพในกติกาของสภา คือ ไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ในสภานี้ จนกว่าคำสั่งวินิจฉัยจะเปลี่ยนแปลงไปครับ ขอบคุณมากครับ ท่านก็ได้ทำหน้าที่ เป็นสมาชิกของสภานี้โดยตลอดมาครับ ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ผู้ที่จะอภิปรายต่อไปครับ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู และก็ขอ... ทางนี้ก็ขออีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และก็จะไปทาง สว. นะครับ ท่าน สว. ก็มีชื่ออยู่ในนี้ลำดับถัดมา ก็คือคุณสมชาย แสวงการ นะครับ ที่รอ และก็มีคุณเสรีเข้าเสนอมาอีกท่านหนึ่ง เดี๋ยวค่อยไปตามลำดับนะครับ ตอนนี้ก็ขอท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์ บารูครับ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์) ครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมวรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๑ ครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาที่เราพูดคุยกันอยู่นี้นะครับ ที่มีการอภิปรายกันอยู่นี้ ก็คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าเป็นญัตติหรือไม่ ผมมีความเห็นว่าการพิจารณาความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นนะครับ เป็นพันธกิจของรัฐสภา พันธกิจหลักนะครับ ซึ่งเราอาจจะละเลยไม่ได้เลย มันไม่ได้เป็นญัตติปกตินะครับ แต่เป็นพันธกิจนะครับ ที่เรามิอาจจะละเลยได้นะครับ บังคับเราให้สมาชิกรัฐสภานะครับ เป็นกระบวนการทางกฎหมายนะครับ กระบวนการทางรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นกำหนดตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมาย มิได้เป็นไปในลักษณะของการเมืองนะครับ จริง ๆ แล้วนะครับ เหมือนเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปนั้นนะครับ ที่ได้พูดคุยกันอภิปรายไปแล้วนะครับ ว่าญัตตินั้นน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษ ว่า Motion นะครับ Motion นี่นะครับ ขอโทษที Motion ส่วนข้อเสนอนะครับ นั้นน่าจะตรงกับคำว่า "Propersal" นะครับ ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ เขาให้เสนอบุคคลนะครับ เสนอบุคคลในมาตราที่ ๘๘ ๘๙ เสนอรายชื่อ เป็นการเสนอรายชื่อนี่นะครับ ไม่ใช่เสนอญัตติเพื่อเสนอรายชื่อ เป็นการเสนอรายชื่อนะครับ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญเองนี่นะครับ ก็ไม่เคยใช้คำว่า "ญัตติ" ให้ความเห็นชอบผู้สมัคร ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใช้คำว่า "เสนอชื่อ" ซึ่งเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ เป็นหลักการผมย้ำนะครับ เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเป็นหลักเกณฑ์ ว่าเราจะเสนอบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้กี่ครั้ง และก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับ มันก็เป็นหลักเกณฑ์ เป็นหลักการทางของรัฐธรรมนูญปี ๖๐ ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ ว่าเราจะเสนอกี่ครั้งก็ได้ ผมยกตัวอย่างเช่นนะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นญัตติและก็ตกไป ในการเสนอแคนดิเดต เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบนี้นะครับ หลักจากเลือกตั้งที่ผ่านมานี่มีทั้งหมด ๘ คน ถามว่าเป็นญัตตินี่นะครับ มันก็จะหลุดไปเรื่อย ๆ เสนอคนแรกไม่ได้ก็คนนั้นหมดไป คนที่ ๒ มาก็ไม่ได้ก็หมดไป ก็จะกลายเป็นว่าบุคคลที่อยู่สุดท้ายนี่อาจจะโชคดี ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี... เป็นนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้มีแต่บอกว่าหลักการเป็นการเสนอรายชื่อ ไม่ใช่เป็นให้เสนอญัตติ เพื่อพิจารณาพูดคุยกันในเรื่องของการ... พูดคุยถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ในเรื่องของหากเรายึดว่าเป็นญัตติแล้วนะครับ เมื่อเหมือนกับองค์กรตามองค์กรอิสระนี่นะครับ ผมเข้าใจว่าพี่น้องเรานะครับ เพื่อน ๆ ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเคยเป็นเพื่อน ซึ่งเคยอยู่ใน สว. ด้วยกันนี่นะครับ ก็เคยทราบในประเด็นเหล่านี้เป็นอย่างดีนะครับ ว่าเราไม่อาจจะให้ความเห็นชอบได้ ก็สามารถที่จะเสนอเข้ามาใหม่ได้ ในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะเราต้องการบุคคลที่ดีที่สุด เราต้องการบุคคลที่สมควรที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นใน... ในลักษณะเช่นนี้นะครับ ถ้าเราละเลยในเรื่องของการเมืองไป เรายกเว้นไปนะครับ ผมชื่นชมนะครับ ขออนุญาตเอ่ยชื่อเพื่อน สว. ของผมนะครับ คือ คุณสุรเดช จิรัฐิติเจริญ นี่นะครับ ที่ผมดูคลิปของท่านนี่นะครับ ที่ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในเรื่องการเคารพเจตนารมณ์ ของประชาชนนะครับ ในการที่โหวตให้คุณพิธานะครับ อันนั้นผมว่าเราในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภานี่ สามารถที่จะทำให้การเมือง สามารถที่จะทำให้ประเทศนี้ ก้าวไปข้างหน้าเจริญไปข้างหน้าได้ มีวุฒิภาวะในการที่จะให้ความเห็น ในเรื่องของการเมือง ในการที่จะทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้น ผมที่ตรงนี้นะครับ จึงอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านนี่นะครับ สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน หน้าที่ของท่าน พันธกิจของท่าน ณ วันนี้ที่สำคัญมากที่สุด ก็คือการที่เราจะช่วยกันหาผู้นำประเทศ ในลักษณะที่ดีที่สุดนะครับ ถ้าหากว่าเรายึดเอาว่าญัตตินี่นะครับ มันก็จบกันครั้งเดียวนะครับ เพราะว่าและอีกอย่างหนึ่งนะครับ เศรษฐศาสตร์กฎหมายนะครับ ข้อกำหนดนะครับ ข้อบังคับการประชุม ซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญนะครับ โดยสถานะและก็โดยศักดิ์ของกฎหมายนี่นะครับ มันเทียบกันไม่ได้เลยมันอยู่ห่างไกลมาก เพราะฉะนั้น เราจะเอาส่วนนี้ มาสูงกว่ารัฐธรรมนูญย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งนะครับ ที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกันที่ตรงนี้นะครับ ในการที่เราให้เวลามากเกินไป ในทางการสรรหาผู้สมัคร... ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนี่ อาจจะมีส่วนองค์ประกอบมี Factor หรือองค์ประกอบทางด้านการเมือง ซึ่งจะบังคับให้เป็นไปตามที่กลุ่มใด รายบุคคลใดต้องการได้ ซึ่งตรงนี้เราจะต้องคิดร่วมกันในโอกาสต่อไป ผมยังยืนยันว่านะครับ โดยรัฐธรรมนูญนั้น เสนอรายชื่อในลักษณะของ Proposal ไม่ใช่เป็นการลักษณะของการที่เป็นญัตตินะครับ เพราะฉะนั้น ขอยืนยันที่ตรงนี้ว่านะครับ เป็นเรื่องของเสนอรายชื่อไม่ใช่ญัตติครับ ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบพระคุณท่าน ดร.วรวิทย์ บารู ครับ ต่อไป ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ครับ และต่อไปก็เตรียมตัวไว้ ก็คือท่านสมชาย แสวงการ ครับ (รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์) กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผมชูศักดิ์ ศิรินิล บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าประเด็นที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ ก็คงมีประเด็นสำคัญ ก็คือการที่ ดร.สุทิน คลังแสง ได้เสนอชื่อบุคคล ที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี คือ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์นั้น อยู่ภายใต้บังคับ ของข้อประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ หรือไม่ หรืออาจจะแยกย่อยลงไปว่าเป็นญัตติหรือไม่ ถ้าเป็นญัตติแล้วต้องห้ามตามข้อ ๔๑ หรือไม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพยายามเปิดดูข้อบังคับ ของที่ประชุมรัฐสภาปี ๒๕๖๓ ไม่มีบทนิยามว่าญัตติคืออะไร แต่ว่าพอไปเปิดดูข้อบังคับ ของสภาผู้แทนราษฎรข้อ ๔๔ เขียนไว้ว่า... นิยามไว้ว่า ญัตติ คือ ข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมายให้สภาลงมติ หรือชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติอย่างใด โดยรวมก็หมายความว่า ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น เขานิยามคำว่า "ญัตติ" ไว้ ก็คงจะไม่ต้องเป็นที่ถกเถียงกันมาก ว่าอันนี้เป็นญัตติ หรือไม่เป็นญัตติ แต่ของรัฐสภาของปี ๖๓ พอจั่วหน้ามาก็พูดถึงว่าญัตติจะเสนออย่างไร เช่น ข้อ ๒๙ บอกญัตติต้องเสนอล่วงหน้า โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน ข้อ ๓๐ ญัตติบางญัตติไม่จำเป็นต้องมีผู้รับรอง เช่น ญัตติที่เป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ และก็ไปแตะไว้นิดหนึ่ง บอกว่าญัตติที่ยกเว้นมาตรา ๒๗๒ วรรคแรก ไม่ต้องมีผู้รับรอง เหตุที่เขียนไว้เช่นนี้ เพราะว่ามาตรา ๒๗๒ วรรค... วรรค ๒ ครับ ประทานโทษ วรรค ๒ นั้นเขาให้เข้าชื่อกัน เช่น ถ้าคุณจะเอาบุคคลภายนอก มาเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง รัฐสภาต้องลงมติไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ถึงจะโหวตคนนอกได้อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น โดยรวมแล้ว ก็หมายความว่า ข้อเสนอญัตติ เขียนญัตติไว้ทำนองนั้นโดยไม่มีบทนิยาม ส่วนการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เขียนไว้ในข้อ ๑๓๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ข้อ ๑๓๖ จริง ๆ ก็ลอก... มาตรา ๒๗๒ รัฐธรรมนูญมาโดยทั้งดุ้นเลยนะครับ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนกันไปเลย แต่ก็ขึ้นหัวว่าไม่ใช่การเสนอญัตติ แต่ใช้คำว่า "การเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี" ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ คนเสนอได้ ๑ ชื่อ โดยมีผู้รับรองนะครับ ตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ ซึ่งเมื่อเช้าเราก็รับรองกันไปแล้ว อย่างน้อย ๕๐ คนในชื่อนั้น ๆ นะครับ ที่ผมพยายามพูดมาทั้งหมดนี่ ก็อยากจะกราบเรียนเป็นประเด็น ให้เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับที่เราอ้างกันนี่ก็ดี ข้อสำคัญไม่ได้ห้ามมิให้เสนอบุคคล ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้กี่ครั้งกี่หน เพราะฉะนั้น ถ้าเสนอไปแล้วไม่ผ่าน ก็สามารถที่จะเสนอครั้งต่อไปได้ ข้อสำคัญเพียงว่าบุคคลที่เสนอนั้น ต้องเป็นบุคคลตามมาตรา ๘๘ ประเทศนี้ต้องมีนายกรัฐมนตรี การบริหารราชการแผ่นดินต้องมีนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น คุณเสนอไปโดยประการใดก็ตามที แล้วก็ขอให้โหวตกันเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ข้อบังคับเขียนว่า... รัฐธรรมนูญเขียนว่า ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็มีทางออกโดยไปใช้มาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ กล่าวคือมีการเข้าชื่อกัน และท้ายสุดเข้าชื่อกันแล้ว รัฐสภามีมติให้เอาคนนอก โดยเสียงที่จะให้เอาคนนอกนั้น ต้องถึงขนาด ๕๐๐ เสียงของทั้ง ๒ สภา แต่ข้อสังเกตครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อสังเกตของกระผม ก็คือว่าแม้จะเสนอให้เอาคนนอก แต่ข้อบังคับรัฐธรรมนูญยังเขียนต่อไปอีกว่า จะเอาคนในที่เคยเสนอไว้แล้วก็ได้ แปลว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับบุคคลที่ถูกเสนอ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๘ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าเรามิใช่เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เคยมีข้อเสนอทำนองนี้ท้ายสุดก็ไปโจมตีกัน ว่าคุณเอาระบบประธานาธิบดีมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันนี้เลือกนายก อบจ. ก็เลือกกันไปแล้วเป็นการเลือกโดยตรง เราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรี จากหัวหน้าพรรคการเมือง ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้เสียงข้างมากเหมือนในอดีต บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ ประกอบกับมาตรา ๘๘ นะ เลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคล ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา ๘๘ โดยมีคุณสมบัติครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๐ เพียงแต่ว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ไปเสนอบุคคล ที่สมควรต่อ กกต. ผมเข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการเช่นนี้ ก็หมายความว่า อย่างน้อยเราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้เลือกจากหัวหน้าพรรคการเมือง ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอให้ประกาศชื่อให้ประชาชนทราบหน่อย ว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองคุณนี่คือใคร อย่างน้อยก็เป็นองค์ประกอบ ที่ประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพรรคการเมืองนี้ เสนอคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นแรงกระตุ้น ให้เขาเลือกพรรคการเมืองนั้น โดยเหตุนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาก็เขียนต่อไปอีก ว่าไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตามทีหากเลือกไม่ได้ ก็มีทางออกที่กำหนดไว้ เลือกคนนอกโดยเสนอเป็นญัตติอย่างที่กล่าวมา และท้ายสุดก็ไปโหวตกัน แล้วก็สามารถเลือกคนนอกได้ แต่ก็สามารถจะยังพิจารณาเลือกนายกฯ ตามมาตรา ๘๘ ได้อีก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ว่าบุคคลตามมาตรา ๘๘ จึงเป็นความสำคัญอันดับต้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงเป็นความสำคัญอันดับต้น คำตอบ คือ ว่าบุคคลเหล่านี้ถูกพิจารณา โดยประชาชนมาแล้วในการเลือกตั้ง ผมจึงอยากจะขอใช้คำพูดว่าบุคคลประเภทนี้ บุคคลที่ถูกเสนอตามมาตรา ๘๘ นี้ ไม่ตายตกไปตามการเสนอญัตติทั่ว ๆ ไป ท่านประธานครับ ข้อสำคัญที่ผมอยากกราบเรียน ฝากท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ท่านพรรคการเมืองทั้งหลาย ก่อนที่เราจะโหวตเรื่องนี้กันลงมติเรื่องนี้กัน ผมขอให้ท่านระลึกนะครับ ว่าการพิจารณาวันนี้อาจจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดี สำหรับอนาคตของการเมืองไทย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๒๗๒ นี่ มีโอกาสใช้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะมันจะครบ ๕ ปีแล้ว ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้ว ที่ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้ว ก็หมายความว่ามาตรานี้จะหมดสภาพบังคับไป เพราะเป็นบทเฉพาะกาล แต่อนาคตข้างหน้าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงมีอยู่ ท่านประธานรัฐสภาครับ เราจะไปต้องไปใช้มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๘๘ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ว่าใครสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมที่ห่วงกังวลที่กราบเรียนท่านประธาน