ให้ประเทศนี่นะครับ ได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ที่ผ่านมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ๓๙ ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๒ ล้านคนนี่ ณ วันนี้ที่เกิดขึ้นนี่ ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หรือกระท่อนกระแท่นกันแน่ นี่คือขัดกับเจตนารมณ์ในการตั้งคำถามพ่วง และขัดกับเจตนารมณ์ที่ ๑๕ ล้านเสียง ให้ความเห็นชอบมาอย่างชัดแจ้งครับ กลับมาที่ข้อบังคับข้อที่ ๑๓๘ ครับท่านประธาน ในที่มีการที่มีสมาชิกบางท่านอ้างถึงนะครับ ว่าในกรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา... ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค ๑ ได้ การที่จะให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อรัฐมนตรี จากบัญชีตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับข้อที่ ๑๓๘ ก็เขียนไว้ว่า กำหนดให้สมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งนะครับ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา เข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา หลายคนก็เชื่อครับ ว่าแสดงว่าการเสนอชื่อนี่เป็นญัตติสิ ไม่ครับ ท่านอ่านเฉพาะ ๑๓๘ ไม่ได้ ท่านต้องอ่าน ๑๓๙ ด้วย แต่พอมาอ่านข้อบังคับ ข้อที่ ๑๓๙ ที่ถัดลงมาเองนะครับ อีกบรรทัดเดียวเอง ได้กำหนดเขียนว่าอย่างนี้ครับ ได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ เห็นไหมครับ โดยระบุว่าโดยจะเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้ คำว่า "ญัตติ" หายไปแล้วครับ ในข้อบังคับข้อที่ ๑๓๙ แสดงว่าการเสนอให้ยกเว้นนี่เป็นญัตติครับ เพราะมีการเสนอครับ ถ้ามีเสียงกึ่งหนึ่งนะครับ ของทั้ง ๒ สภาก็เสนอครับ เป็นญัตติไป แต่เมื่อไรที่ยกเว้นไปแล้ว กลับเข้ามาใด้ความเห็นชอบ บุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็กลับมาเป็นข้อพิจารณานะครับ ให้ความเห็นชอบตามหน้าที่ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเหมือนเดิม และผมได้เข้าไปดูที่ความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย ผมไม่ได้ดูแค่ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผมเข้าไปดูหนังสือที่ระบุความมุ่งหมายไว้ด้วย ในมาตรา ๒๗๒ ผมขอเชิญท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภา ลอง... ลองเข้าไปดูสิครับ ไม่มีเนื้อหาส่วนไหนที่ระบุว่า รัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายที่ห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ในการให้รัฐสภาเห็นไม่... ไม่ได้มีการห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ในการให้รัฐสภาเห็นชอบ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายเช่นนั้น รัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องเขียนห้ามไปเลย อย่างเช่น กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ดี ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการเสนอชื่อบุคคล ให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติในข้อบังคับตามข้อที่ ๓๒ (๔) ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีตัวเลข ๑๓๖ อยู่ในนั้น ครั้นจะใช้ ๓๒ (๑) ขอให้ปรึกษา หรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก็คงไม่ได้อีกครับ เพราะถ้าอย่างนั้นนะครับ มีการประชุมรัฐสภาถ้าเราตีความเป็นญัตตินี่ หมายความว่าอะไรครับ อนาคตประชุมรัฐสภาอยู่ดี ๆ เกิดมีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งนะครับ ยกมือขึ้นมาครับ ใช้ข้อบังคับข้อ ๓๒ (๑) เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมรัฐสภาดื้อ ๆ เลย อย่างนี้คงเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นพอสมควร อย่างไรก็ตามครับ ผมเห็นด้วยไม่ได้ครับ ว่าการเสนอบุคคลนี่นะครับ ให้สภานี่นะครับ ให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนี่ จะเข้าข้อบังคับข้อที่ ๔๑ แต่อย่างไรก็ตามผมนั่งติดตามฟังกันมาครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดถึงข้อบังคับข้อที่ ๔๑ และพูดถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะอภิปรายนะครับ เสริมตรงนี้สักนิดหนึ่ง ว่าเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี่ เราจะมองแต่ตัวบุคคลอย่างเดียวไม่ได้ครับ บุคคลคนเดียวกันแท้ ๆ พอเวลาเปลี่ยนสิ่งที่เคยพูดเอาไว้ก็เปลี่ยนได้ แม้ว่าการพูดนั้น จะพูดในรัฐสภาแห่งนี้ก็ตามนะครับ แม้ว่าในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ๒ ปีก่อน จะมีการพูดเอาไว้ในสภาแห่งนี้บางประโยค แต่ปัจจุบันครับ คนคนเดิม สิ่งที่เคยพูดเอาไว้กลับเปลี่ยนแปลงไปครับ ผมขอท่านประธานเปิดคลิปครับผม ผมขออนุญาตไว้แล้วเปิดคลิปดูครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณวิโรจน์ครับ อยากให้ได้ข้อสรุปเลยเพราะว่าเวลาเกินมา (คุณสมชาย) เพราะฉะนั้น ความเห็นผมนี่คิดว่า ไม่จำเป็นต้องมาปิดสวิตช์ หรือมาแก้มาตรานี้เลยครับ ท่านไปรวมมาเลยครับ ผมยังอยากเห็นท่านอยู่ครบเทอมอีก ๒ ปีข้างหน้า เลือกตั้งครั้งหน้า ท่านไปรวมกันให้ได้สัก ๒๗๐ ๓๐๐ เสียง สว. ก็ไม่มีปัญญาไปทำอะไรหรอกครับ ในการไปโหวตค้านที่สภาแห่งนี้ เห็นว่าผู้นั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อ และเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี (คุณวิโรจน์) อย่างนี้ครับ ไม่เป็นไรครับ เพื่อความสบายใจของท่านประธานนะครับ เดี๋ยวคลิปนี้นะครับ ผมบอกประธาน ไปยังประชาชนว่าเดี๋ยวผมจะอัปโหลดคลิปครับ ใน Facebook ผมครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ (คุณวิโรจน์) ก็ลองไปดูกันได้นะครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับคุณวิโรจน์ครับ (คุณวิโรจน์) ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ คลิปเมื่อสักครู่นี่สมชาย แสวงการ ท่านประธานอนุญาตนี่ ท่านประธานให้ลบออกถอนครับ จะอย่างไรก็ตามนี่ ท่านประธานผมก็มีคลิปคุณวิโรจน์เยอะเลยนะ แต่ว่าผมคิดว่าสภาแห่งนี้นี่เดินหน้าไปด้วยดีแล้ว แต่อย่าทำแบบนี้เลยครับ นะครับ ทำแบบนี้ไม่ค่อยสุภาพ และก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ นะครับ อนุญาตท่านประธานช่วยกรุณาถอนครับ ผมด้วยเคารพท่านประธานมาตลอดครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ คืออย่างนี้ครับ ถ้าเกิดท่านสมชาย แสวงการ ถอนคำพูดที่ได้พูดเอาไว้นะครับ ว่าถ้ามี ๒๗๐ มี ๓๐๐ เสียงนี่นะครับ ก็ไม่มีปัญหา ที่ท่านได้พูดไว้เอง ณ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายนนะครับ ๒๕๖๔ ถ้าท่านถอนเมื่อ ๒ ปีก่อนผมก็ถอนเหมือนกัน ถอนกับถอนแลกกันได้ ไม่เป็นปัญหาผมสบาย ๆ อยู่แล้วครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิโรจน์ครับ (คุณวิโรจน์) เพราะเป็นคลิปจริงผมไม่ได้ตัดต่อ เสียงก็เสียงจริง ตัวจริงเลย แม้ว่าจะคาดหน้ากากผมก็เห็นว่าเป็นตัวจริง ถอนได้ครับ ท่านถอนคำพูดที่ท่านพูด ไว้ตอนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ได้ และตรงไหนจะฟังกันดูไหมครับ ท่านสมาชิกทุกท่าน ผมขออนุญาต... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณวิโรจน์ครับ ขอความกรุณาเป็นอย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าคลิปเมื่อกี้คุณก็ไม่ได้ขออนุญาต ต่อประธานก่อนที่จะเสนอเข้าไป ถ้าเสนอเข้าไป... (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับข้อที่ ๕ ผมขออนุญาตท่านประธานเรียบร้อยแล้วครับ ผมกรอกแบบฟอร์มแล้ว ขออนุญาตท่านประธานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมเสียหายครับ แต่ว่าท่านประธานนี่อนุญาตให้ผมแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ท่านประธานเปลี่ยนใจครับ มาไม่อนุญาตผมในภายหลังครับท่านประธานครับ อย่างนี้ผมเสียหายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวประทานโทษ ผมจะ... ถ้าประธานอนุญาตแล้วก็โอเค ไม่ว่าจะเป็นผม หรือประธานที่แล้ว (คุณวิโรจน์) อย่างนั้นผมขอเปิดได้ไหมครับ ๓๘ วินาทีเองครับ จะได้พิสูจน์กันครับ ไม่อย่างนั้นผมเสียหายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เพราะเวลาก็เกิน ผมว่าวันนี้เราได้อภิปราย คุณวิโรจน์ครับ ก่อนอภิปรายบรรยากาศเป็นไปด้วยดีแล้วนะครับ (คุณวิโรจน์) ผมฝากประเด็นไปทางท่านสมชาย ว่าท่านสมชายจะถอนที่ท่านพูดไว้ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ไหมครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ถือว่าจบบรรยากาศ เป็นไปด้วยดีครับ (คุณวิโรจน์) บรรยากาศดีครับ ก็บรรยากาศนี้ก็ผมก็เอาเรื่องจริงมาพูดนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอความกรุณาว่า ขอให้รักษาบรรยากาศ อันนี้เอาไว้ดีกว่าที่เราจะ... (คุณวิโรจน์) ก็ตกลง... ตกลงก็ให้ถอนนะครับ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมขอ ให้หยุดอภิปรายเลยนะครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน เพื่อควบคุมการประชุมสภานะครับ เมื่อสักครู่นี่ท่านประธานผมขอให้ถอน แล้วก็ท่านประธานโปรดตรวจดู ว่าอนุญาต หรือไม่อนุญาตประการที่ ๑ ประการที่ ๒ นี่ถ้าท่านประธาน... ควบคุมการประชุมสภาไม่ได้นี่นะครับ มันจะทำให้การประชุมสภาเดินต่อยาก ท่านประธานได้สั่งห้ามผู้อภิปราย และขอให้ถอนคลิปเมื่อสักครู่ไปแล้ว อันนี้เป็นประการที่ ๒ ถ้าไม่อย่างนั้นนี่ผมไม่อยากให้เดินหน้า ไปสู่การที่ต้องขอให้การควบคุมสภา เป็นไปในลักษณะที่เข้มข้นขึ้นนะครับ ประการที่ ๓ เหตุการณ์คนละเหตุการณ์เลยครับ อย่าตีกินแบบนี้ครับ ผมไม่เห็นด้วยเลยนะครับ คุณวิโรจน์ทำแบบนี้นี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษ และก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ ที่ผมจะโหวตอย่างไรที่ผมจะพูดอย่างไรนะครับ คุณวิโรจน์ก็พูดตั้ง ๑๐ ครั้งแล้วครับ พูดเยอะแยะมากมาย (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ คืออย่างนี้ครับ (คุณสมชาย) ผมประท้วงอยู่ครับคุณวิโรจน์ (คุณสมชาย) คุณวิโรจน์โต ๆ หน่อยครับ (คุณวิโรจน์) ผมก็ใช้สิทธิพาดพิงครับ (คุณวิโรจน์) ข้อบังคับข้อที่... (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวคุณวิโรจน์ครับ เดี๋ยวให้ทีละคน (คุณสมชาย) อย่าเล่นเป็นเด็กครับคุณวิโรจน์ครับ โตแล้วครับ โตแล้ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ของวิโรจน์จะประท้วงก็ต่อ... (คุณสมชาย) โตสักทีเถอะ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ให้หยุดเถอะครับ แบบนี้ครับ อย่าเป็นผู้ใหญ่ที่กลายเป็นเด็กครับ (คุณสมชาย) โต ๆ สักทีครับคุณวิโรจน์ ขอโทษทีครับท่านประธาน ผมขอถอนคำพูด... (คุณวิโรจน์) แก่ให้เป็นสักทีเถอะครับ (คุณสมชาย) ขออนุญาตให้ท่านประธาน (คุณวิโรจน์) แก่ให้เป็นด้วยครับ แก่ให้เป็นด้วย อย่าแก่กะโหลกกะลาครับท่าน (คุณสมชาย) อันนี้ ต้องถอนคำพูดแล้วครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับคุณสมชาย (คุณวิโรจน์) อย่างนั้นก็ท่านก็ต้องถอนก่อนครับ (คุณวิโรจน์) ก็ท่านบอกว่า ท่านถอนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ผมก็ถอน และเมื่อกี้ท่านบอก... ท่านบอกว่าให้ผมโตให้เป็น ผมก็ได้สวนท่านว่าท่านก็ต้องแก่ให้เป็นเหมือนกัน ถ้าท่านก็ถอนผมก็ถอนก็โอเค ถอนต่อถอนไหมครับ (คุณสมชาย) ไม่ต้องครับ ไม่ต้องห่วงไม่ต้องถอนเลยผมแก่เป็นครับ นะครับท่านประธาน ขอให้ถอนคลิปเมื่อสักครู่ เพราะได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานอนุญาตหรือเปล่าล่ะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณวิโรจน์จะยอมไหมครับ ขอถอนคลิปที่... คือ เสนอไปแล้วอย่างไรก็... ท่านเสนอไปแล้ว แต่ว่าขอถอนได้บันทึกว่าได้ถอนเอาไว้นะครับ ก็ได้บันทึกว่าได้ถอนเทปไว้ก็ไม่ต้องถอนคำพูด เพราะว่าคลิปเมื่อกี้ถ้าท่านเปิดแล้ว แต่ว่าทางนู้นเขาขอเป็นการบันทึกไว้ ว่าเทปนี้ถอนออกไปนะครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ อันนี้ผมเสียหายครับท่านประธาน ขอประท้วงท่านประธานครับ (คุณวิโรจน์) คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยก่อนครับ ว่าคลิปนี้ผมขออนุญาตถูกต้องนะครับ ท่านประธานครับ แต่ท่านประธานนี่ ไม่อนุญาตคลิปที่ผมขออนุญาตแล้วนะครับ ท่านประธานต้องสรุปอย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิด หาว่าผมเอาคลิปนี่ และเดี๋ยวมันจะพาดพิง ถึงทางกองโสตฯ ด้วยนะครับ เพราะถ้าเกิดคลิปไม่ได้อนุญาต กองโสตฯ เขาขึ้นไปเปิดไม่ได้ครับ เพราะผมไม่สามารถ ขึ้นไปที่ส่วนงานของเจ้าหน้าที่ได้ครับ และเดี๋ยวจะปรากฏว่า เดี๋ยวทางกองโสตฯ เขาจะมีคนเข้าใจผิด ว่าเปิดคลิปโดยพลการครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยตรงนี้ ผมยืนยันนะครับ ผมต้องปกป้องเจ้าหน้าที่ครับ คลิปที่ผมเปิดนี่ครับ ผมขออนุญาตถูกต้องครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ มีหลักฐานไหมครับ ว่าได้มีประธานอนุญาตแล้วครับ แต่รอนิดเดียว ผมอยากให้เดินแบบ... ไม่อยากเสียเวลาเรื่องนี้นะครับ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) รออันนี้ให้จบก่อน ครับ ก็มีการอนุญาตแล้ว... ไม่ได้ดูคลิป แต่ว่าเสนออันนี้ก็โอเคครับ ถือว่าผมได้อนุญาตเองครับ ก็อย่างไรก็ต้องขอประทานโทษด้วย ที่ผมบอกว่าไม่แน่ใจว่าอนุญาตหรือเปล่า เพราะว่าดูเอกสาร แต่ว่าไม่ได้เปิดเวลาดูเมื่อสักครู่ครับ ครับ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเมื่ออนุญาตแล้ว แต่ว่าคลิปที่เปิดเมื่อกี้ก็ไม่ได้ดู (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เพราะกำลังว่า จะขอความกรุณา เพื่อให้มันเกิดความเรียบร้อย เดินหน้าต่อไปได้นะครับ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ ท่านประธานทางนี้ครับ ท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ สส. ราชบุรีพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านควร... (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้... อันนี้ยังไม่จบเลิกถอนไม่ถอนก่อน เดี๋ยวนั่งสักครู่ เดี๋ยวท่านพาดพิงใช้สิทธินะ ครับ เชิญครับ คุณณัฐวุฒิครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าด้วยความเคารพนะครับ ก็อาจจะมีความสับสนในเรื่องของเอกสาร ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนหน้าที่ท่านประธาน จะได้อ่านเอกสารการได้รับอนุญาต ท่านประธานได้เอ่ยในลักษณะว่าอยากจะให้ถอน แต่ในเมื่อขณะนี้นี่ เอกสารยืนยันชัดเจนในสิ่งที่คุณวิโรจน์พูดนะครับ ว่าได้มีการขออนุญาตเปิดเทปทั้งหมดแล้ว ซึ่งระยะเวลาสั้นเองครับ เพียง ๓๘ นาที... ๓๘ วินาทีนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านไปตัดเสียก่อน ถ้าอย่างนั้นนี่ กระบวนการที่ท่านวิโรจน์ขออนุญาตสมบูรณ์แล้ว ท่านประธานก็รับทราบแล้ว จะขออนุญาตเปิดคลิป ๓๘ วินาที เมื่อสักครู่อีกสักรอบหนึ่งครับ แต่ว่าเมื่อเปิดแล้วจะ... ท่านสมชายจะถอนเมื่อปี ๒๕๖๔ หรือไม่ อันนั้นสุดแล้วแต่ท่านครับ แต่พวกผมไม่ถอนขอยืนยันเปิดคลิป ตามที่ได้รับอนุญาตจากท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมเรียนท่านสมชาย ว่ายังติดใจจะให้ถอนอีกหรือไม่ เรื่องคลิปนะครับ เรื่องคลิป (คุณสมชาย) ครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสมาชิกรัฐสภา ประการที่ ๑ ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ท่านประธานเซ็นอนุญาตคลิปโดยไม่ได้ตรวจ ผมไม่อยากก้าวล่วงนะครับ ว่าเป็นความรับผิดชอบท่านประธาน ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้อง ขออนุญาตให้ความเห็นในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยู่ที่นี่มา ๑๗ ปีนี่ ประธานต้องตรวจคลิปครับ ขออนุญาตว่าผมยืนยันว่าต้องถอนขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณสมชาย ยังยืนยันที่จะให้ถอนนะครับ ถอนเรื่องคลิป แต่ว่าส่วนที่ว่าผมไม่ได้ดูจริง ๆ ต้องสารภาพ เพราะว่า... กำลังท่านคงจะทราบว่าเมื่อตอนที่อภิปราย ก็มีเรื่องที่ต้องฟังคำอภิปราย ในของท่านสมาชิกอยู่มาก ก็เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็ถ้าจะ... ความผิดที่ไม่ได้ดู ก็รับว่าจะเป็นความผิดต่อไป ก็ต้องดูคลิปโดยละเอียด จะเกิดปัญหาเช่นนี้ในส่วนของผมครับ อันนี้ก็ไม่เป็นไรคนเราผิดก็ต้องรับผิดได้ ทีนี้ส่วนเรื่องของคุณสมชายอยากให้ถอน เพื่อความเรียบร้อยที่ประชุม ท่านวิโรจน์เป็นอย่างไร (คุณวิโรจน์) ผมขออนุญาตหารือครับ คลิปนี้ผมเอามาจากการประชุมทีวีรัฐสภาครับ ไม่ได้เป็นคลิปส่วนตัวอะไร หรือว่าเป็นคลิปอะไรเลยครับ เอามาจาก Facebook ของทีวีรัฐสภา และไม่... ทั้งนั้นเองครับ ทำไมจะเปิดไม่ได้ เพราะการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภา ก็เป็นการถ่ายทอดอย่างเปิดเผย ตามข้อบังคับอยู่แล้วครับ การที่จะเอามาเปิดซ้ำก็เป็นเรื่องปกติครับ มันไม่ได้มีความเสียหายอย่างไรครับ แต่ว่าถ้าเกิดเปิดแล้วทางท่านสมชายบอกว่า อาจจะกล่าวว่าผมใช้ AI หรืออะไรก็ตามทีนะครับ ก็ได้ครับ แต่อย่ามากล่าวหาประธานครับ ไม่ได้ครับ ประธานท่านตรวจ ก็คือตรวจครับ แล้วทำไมครับ นี่คือโรคอาการกลัวความจริงหรือครับ นี่คือกลัวอาการหลอน สิ่งที่ตัวเองเคยพูดเอาไว้หรือครับท่านประธาน นี่หรือครับ คนที่แก่เป็นไม่ใช่ครับท่านประธาน (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานขออนุญาต ประท้วงท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ข้อที่ ๑ ผมว่าการประชุมนี่ต้องให้เกียรติกัน การไม่พอใจแล้วก็ว่าคนนู้นแก่คนนี้แก่ ผมว่าอีกหน่อยมันก็แก่ทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น มันก็คือคำที่มาพูด แล้วก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งกันข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ คลิปที่นำมาเปิดนั้นนี่ เมื่อท่านประธานเห็นแล้วว่าไม่สมควรให้เปิด เพราะจะมีความขัดแย้งในสภา ผมว่าเมื่อท่านประธานวินิจฉัย มันก็ต้องเป็นไปตามท่านประธาน ข้อที่ ๓ คลิปที่นำมาเปิดนั้นนะครับ มันเป็นคนละเหตุการณ์ มันเป็นเรื่องในช่วงเวลาก่อน ซึ่งมันจะมีข้อมูลสถานการณ์อะไรต่าง ๆ นี่นะครับ มันก็ไม่ใช่เหตุการณ์ ในเรื่องเดียวกับพิจารณานี้ในครั้งนี้ทีเดียว ดังนั้นนะครับ เราจะเอาเหตุการณ์หนึ่ง และก็มาแสดงว่าอีกคนหนึ่งมีความเห็นในขณะนั้น เพื่อจะมาหักล้างกัน หรือจะมาต่อสู้กัน ผมว่าไม่สมควร ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน แม้ว่าคลิปเหล่านี้นี่นะครับ เป็นคลิปที่นำไปเปิดสาธารณะไปแล้ว แต่มันเลยช่วงนั้นไปแล้วตอนนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องที่เป็นสิทธิที่เจ้าของคลิปนี่นะครับ ที่มีภาพอยู่ในนั้นนี้ เขามีสิทธิที่จะไม่อนุญาตก็ได้นะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าการดำเนินการประชุมนี่ ก็ต้องเอาท่านประธานเป็นหลักนะครับ ไม่ใช่พอประธานกำลังพูด ก็สวนพูดกันเองตลอดเวลาเลยนะครับ ผมด้วยความเคารพครับ อยากให้ท่านประธานดำเนินการ ไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ และสิทธิของท่านสมชาย ท่านสมชายก็มีสิทธิ จะปกป้องตัวเองเต็มที่ครับ นะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ (คุณรังสิมันต์) ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอสักครู่ครับ ผมเห็นว่าก็เรื่องมันยังไม่มี จะหาข้อยุติไม่ได้นะครับ เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมขอใช้อำนาจของประธานครับ ในการขอให้ยุติทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ คลิปก็ไม่ต้องเปิดแล้วก็การถอนของคุณ... ของคุณสมชายก็ไม่ต้องถอน ใช้ข้อบังคับเพราะว่าอำนาจของประธาน ที่จะดำเนินการให้การประชุมด้วยความเรียบร้อย ผมต้องขอความกรุณาอย่างนี้นะครับ เพราะว่าเรากำลังพูดในเรื่องที่จะทำให้เวลา ของการประชุมเรื่องใหญ่ข้างหน้าไป ผมขอใช้อำนาจของประธานครับ เพื่อให้การ... เป็นการรักษาให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย คุณโรมประท้วงเชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ เรียนท่านประธานผมรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานเรียนด้วยความเคารพนะครับ ตามข้อ ๕ นี่นะครับ ท่านประธานจะต้องควบคุม และดำเนินกิจการของรัฐสภานะครับ ด้วยความเป็นกลางนะครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ และก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามข้อบังคับ ซึ่งเรียนตามตรง จริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากจะประท้วง อะไรมากนะครับ แต่ว่า ณ สถานการณ์นี้มันผิดแปลกไป จากสิ่งที่เราปฏิบัติกันมา ผิดแปลกประการแรกครับ ปกติแล้วนะครับ ในการที่เรานำเสนอนะครับ วิดีโอภาพเคลื่อนไหวก็แล้วแต่ จะต้องผ่านการวินิจฉัยของท่านประธานก่อน ซึ่งในทางข้อเท็จจริงนะครับ ท่านประธานจะวินิจฉัยหรือไม่วินิจฉัย ในลึกแค่ไหนละเอียดแค่ไหนนี่ อันนั้นเราไม่สามารถก้าวล่วงได้ แต่เมื่อวินิจฉัยอนุญาตเราแล้วนะครับ พวกเราสุจริตครับท่านประธาน พอเราสุจริตแล้วเราไม่สามารถนำเสนอได้ แบบนี้นะครับ สมาชิกเสียหายครับ ซึ่งโดยหลักการนะครับ ท่านประธานอาจจะมีแนวปฏิบัติในอนาคต ที่จะต้องรายละเอียดอะไรต่าง ๆ นี่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ ณ ตอนนี้การนำเสนอของท่านวิโรจน์ ต้องสามารถทำได้ครับ ประการที่ ๒ แม้ว่าการนำเสนอวีดิทัศน์ดังกล่าวนะครับ จะเป็นการพาดพิงถึงสมาชิกท่านอื่น ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุมแห่งเดียวกัน รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๔ ก็ได้วางหลัก ว่าตัวสมาชิกที่ถูกพาดพิง ก็มีสิทธิที่จะชี้แจงได้อยู่แล้ว เรื่องนี้จริง ๆ ไม่เป็นประเด็นปัญหาเลยครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเรานะครับ ทำหน้าที่โดยเฉพาะ... ท่านประธานให้ผมจบสัก ๑๐ วินาทีได้ไหมครับ พวกเราที่ทำหน้าที่ในสภารอบที่ผ่านมา เราก็วิพากษ์วิจารณ์ก็ชี้แจงกันตามปกติครับ แล้วสังคมเขาก็ตัดสินเองเท่านั้นครับ เดินหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น ผมเชื่อว่าเราหาทางออกได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณโรมครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คำวินิจฉัยของประธาน เพื่อบังคับข้อความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยที่เด็ดขาดไปแล้วครับ ก็ต่อไปก็ขอเชิญการอภิปรายต่อไปเลยครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมไม่อนุญาตแล้วครับ (คุณสมชาย) ผมขอบคุณท่านประธานครับ ว่าท่านวินิจฉัยโดยชอบแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ๆ ขอบคุณมากครับ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ใช้พาดพิงเดี๋ยวครับ (คุณอัครเดช) นิดหนึ่งครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) นิดเดียวพอนะ (คุณอัครเดช) นิดเดียวครับท่านประธานครับ เนื่องจากกระผมอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปราย ได้อภิปรายถึงพจนานุกรมนะครับ พจนานุกรมที่ผมได้อภิปรายไปนี่นะครับ เป็นพจนานุกรมที่ทางราชบัณฑิตนี่ ได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมา ซึ่งจะได้ไม่ต้องไปตีความนะครับ เป็นสิ่งที่องค์การทางวิชาการ หรือบุคคลทั่วไปนี่ใช้ในการอ้างอิง แล้วที่ผ่านมานี่นะครับ ศาลนี่ก็ได้มีการเอานะครับ ไม่ใช่เฉพาะคดีทางการเมืองนะครับ ทั่ว ๆ ไปคดีทั่วไปก็ได้ใช้ตรงนี้ครับ นะครับ ที่ราชบัณฑิตกำหนดไว้นี่ มาใช้ในการตัดสินคดี ฉะนั้น พอตัดสินคดีมาแล้ว ก็มีความรู้สึกว่าไม่ถูกใจนะครับ ตัวเองก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม ถ้าถูกใจตัวเองก็รู้สึกว่าศาลยุติธรรม ฉะนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่านะครับ การที่จะอภิปรายในสภานี่ ไม่อยากให้ไปพาดพิงศาลนะครับ เพราะว่าการตัดสินคดีนี่ผมเชื่อในความยุติธรรม ของทุกศาลที่มีอยู่นะครับ เลยขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านประธานครับ ไปถึงท่านสมาชิกที่จะได้อภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ ขอให้อภิปรายที่เรากำหนดไว้ ๑๐ นาทีนะครับ เพราะว่ามีผู้อภิปรายอีกหลายท่าน แล้วเราก็ดำเนินการประชุมต่อไป ผมกลัวเกรงว่ามันจะดึกมากไปนะครับ ครับ ขอให้อยู่ในเวลาก็แล้วกันครับ ๑๐ นาทีครับ หลังจากท่านจาตุรนต์แล้วก็ท่าน... ท่านเสรีนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วก็จะกลับมาที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ เชิญครับ คุณจาตุรนต์ครับ (คุณจาตุรนต์) ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีโอกาสพูดในสภามาประมาณ ๒๐ ปี ในครั้งที่แล้วได้พูดครั้งแรก ก็พูดคำเดียวว่า "เห็นชอบ" มาวันนี้เมื่อเช้าผมเข้าใจว่าวันนี้อาจจะไม่ได้พูด แม้แต่คำว่า "เห็นชอบ" แล้วก็แยกย้ายกันกลับไป แต่ว่าก็เกิดมีการอภิปราย แสดงความคิดเห็นคัดค้านโต้แย้ง ผมก็ดีใจที่จะได้ร่วมอภิปรายในเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญ ขนาดที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต ในเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ผมขออนุญาตซักซ้อมกับท่านประธานก่อน ว่าคือวันนี้เราพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี มีผู้แสดงความเห็นคัดค้าน ว่าการเสนอญัตตินั้นตกไปแล้ว ถกเถียงกันก็นำไปสู่การตีความข้อบังคับ ข้อที่... ตามข้อที่ ๑๕๑ ว่าข้อ ๔๑ ใช้บังคับกับเรื่องการเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ผมเข้าใจว่าญัตติที่เสนอก่อนหน้านั้น ในทางที่คัดค้านการพิจารณาญัตติต่อไปการลงมติ น่าจะถูกรวบยอดควบรวมเข้ากับ การตีความตามข้อ ๑๕๑ แล้ว เวลาเราจะลงมติ เข้าใจว่าเราก็คงจะต้องลงมติว่า เห็นว่าข้อบังคับที่ ๔๑ ใช้บังคับกับการพิจารณา บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คงไม่ได้พิจารณา ๒ ๓ ญัตติลงมติกันทีละ... ทีละญัตติไป ซึ่งมันจะเกิดความลักลั่นและขัดแย้งกันเอง อันนี้เป็นความเข้าใจของผม เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไป ก็จะเป็นเรื่องว่าด้วยการตีความว่าข้อบังคับที่ ๔๑ ใช้บังคับกับการพิจารณาบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ท่านประธานครับ การตีความที่เรากำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการพิจารณาข้อกฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาเพียง ว่าเรากำลังทำตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาหรือไม่ ขัดกับข้อบังคับหรือไม่ แต่เรากำลังพิจารณาว่า รัฐสภาจะเคารพเจตจำนงของประชาชน ที่แสดงออกในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เรากำลังจะพิจารณาที่อาจจะทำให้การตีความนี้ นำไปสู่บรรทัดฐานที่ไม่เป็นทางออกไม่แก้ปัญหา แต่อาจจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง หรือกลายเป็นทางตัน การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ อาจจะมีผลเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ได้ ถ้าหากว่าเราไม่พิจารณากันให้ดี โดยเฉพาะข้อบังคับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ มาเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับใด ๆ ก็ตามจะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าข้อบังคับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถใช้ข้อบังคับนั้นได้อันนี้คือหลักง่าย ๆ ท่านประธานครับ วันนี้พูดกันนี่ มีการพูดยกประเด็นว่าการพิจารณาบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ ญัตติคืออะไร ในข้อบังคับของรัฐสภาไม่มีเขียนไว้ แต่ในสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร บอกว่าญัตติคือข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมายให้สภาลงมติหรือชี้ขาด ว่าจะให้ปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป ปัญหาก็มีว่าแล้วเราเห็นว่าการพิจารณาบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ แล้วอะไรกันแน่คือญัตติ การพิจารณาเห็น... เห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเราถือว่าเป็นญัตติ พิจารณาไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้ว แล้วไม่ได้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้เสนอซ้ำไม่ได้ ถ้าอย่างนี้หมายความว่า วันนี้เราพิจารณาอะไรไม่ได้ ต้องรอไปสมัยหน้า ถึงจะพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่คือคำว่า "ญัตติอย่างกว้าง" คืออะไรที่สภาพิจารณาอยู่ก็ถือเป็นญัตติ ถ้าอย่างนั้นก็พิจารณากันไม่ได้เลย ท่านสมาชิกก็เสนอมาแคบลงไป บอกว่าการเสนอคุณพิธาเป็นนายกฯ เป็นการเสนอซ้ำดังนั้น จึงต้องตก ไม่สามารถเสนอได้ตาม... ตามข้อบังคับที่ ๔๑ ท่านประธานครับ ข้อบังคับที่ ๔๑ บอกว่า ถ้าเสนอซ้ำญัตตินั้นต้องตกไป ญัตติที่ตกไปแล้วเสนอซ้ำอีก ในสมัยประชุมเดียวกันไม่ได้ แต่การพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ในหมวดเดียวกันกับข้อบังคับที่ ๔๑ ข้อบังคับที่ ๔๑ อยู่ในหมวด ๔ ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องว่าด้วยการเสนอญัตติ สมาชิกบางท่านเข้าใจว่าคุณวิโรจน์ก็ได้พูดไปแล้ว ว่าข้อที่ ๓๒ บ้างข้ออื่นบ้างอยู่ในหมวดนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวกับข้อบังคับที่ ๑๓๖ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คือ ข้อบังคับที่ ๑๓๖ ซึ่งเขียนตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๑๕๙ สอดคล้องกันทุกประการ ดังนั้น ข้อบังคับที่ ๔๑ จะมาทำให้เกิดอะไร ที่เป็นการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานี้ ซึ่งอยู่ในข้อบังคับที่ ๑๓๖ ไม่ได้ ทำไมผมจึงพูดอย่างนั้น ทำไมผมจึงพูดว่าขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และถ้าหากว่าเอาตามนั้นว่าตอนนี้เสนอไม่ได้แล้ว เพราะเสนอไปคราวที่แล้วและตกไปแล้ว มันจะคล้าย ๆ กับเป็นการแก้รัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญนี่พูดถึงการเสนอ... พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เขาให้ สส. คนหนึ่งเสนอมีผู้รับรอง เสนอใคร เสนอแคนดิเดต แคนดิเดตคือใคร คือ คนที่อยู่ในบัญชี ของพรรคการเมืองที่เสนอไว้ในช่วงเลือกตั้ง มีคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามกำหนดไว้ชัดเจนหมด เมื่อเสนอแล้วมีคนรับรองแล้ว หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทำต่อจากท่านประธาน ท่านประธานมีหน้าที่จัดให้มีการประชุม สมาชิกรัฐสภาก็จะต้องลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือเลือกใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเราบอกว่า แคนดิเดตคนไหนเสนอไปแล้ว พิจารณาไปแล้ว ตกไปแล้วเสนออีกไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเวลาที่เราจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบนี่ เกิดมีลักษณะต้องห้ามขึ้นอีกข้อหนึ่ง คือ แคนดิเดตคนนั้นเคยได้รับการเสนอชื่อแล้ว และไม่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น จึงขาดคุณสมบัติ หรือเข้าลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นแคนดิเดต และได้รับการพิจารณาจากสภาแห่งนี้ นี่คือการแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพิจารณาว่าข้อ ๔๑ ข้อบังคับที่ ๔๑ มาใช้กับการพิจารณาเห็น... เห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีจึงทำไม่ได้ครับ รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัดเจน ไม่มีบอกว่าแคนดิเดตคนไหน ได้รับการเสนอชื่อได้กี่ครั้ง ถ้าจะใช้กติกากันว่าเสนอแล้ว... ผมขออนุญาตต่อเวลาอีกนิดหนึ่งนะครับ พูดสั้น ๆ แบบ Twitter ก็ยังไม่ค่อยถนัด (คุณวันมูหะมัดนอร์) ให้ ๑ นาที (คุณจาตุรนต์) ครับ (คุณจาตุรนต์) คือ ถ้าหากว่า ให้บอกว่าถ้าใครได้รับการเสนอชื่อ แล้วไม่ผ่านไม่ได้รับการเห็นชอบ เป็นอันเสนออีกไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ถ้ามีการเสนอบุคคลที่ ๒ บุคคลที่ ๓ แล้วก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ สุดท้ายจะทำอย่างไรครับ ไม่ได้นายกรัฐมนตรีในสมัยประชุมนี้ หรือไม่ก็ต้องไปหาคนนอก ไปหาคนนอกก็หมายความว่า เรากำลังส่งเสริม ให้มีคนนอกมาเป็นนากยกรัฐมนตรีกันได้ง่ายกว่า เพราะว่าการเสนอคนนอกนั้น เสนอคนที่ ๑ เสนอคนที่ ๒ คนที่ ๓ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามกำกับ เหมือนอย่างแคนดิเดตไม่ต้องเป็นแคนดิเดต นั่นเป็นปัญหาระยะที่ไม่ไกลนัก ก็คือในระหว่างที่บทเฉพาะกาลยังมีผลอยู่ แต่ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ที่จะเป็นปัญหามากไปกว่านี้อีก ก็คือในอนาคต ในอนาคตเมื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๙ โดยสภาผู้แทนราษฎร ถ้าใช้หลักการแบบนี้ เราจะไปเจอสถานการณ์ที่สภาผู้แทนราษฎร อาจจะไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้เลย แม้แต่คนเดียวในอายุ... ในสมัยประชุมหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่รัฐธรรมนูญฉบับไหน จะมีเจตนารมณ์อย่างนั้นจะเขียนไว้อย่างนั้น รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ย่อมต้องการให้มีรัฐบาล (คุณจาตุรนต์) ให้มีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ท่านจาตุรนต์ สรุปได้เลยนะครับ (คุณจาตุรนต์) เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสรุปว่า เราไม่อาจตีความในทางที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่อาจตีความ ในทางที่จะเอาเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ที่อาจจะประกอบด้วย ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ มาหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชน ที่แสดงออกในการเลือกตั้ง มาหักล้างเจตจำนงของประชาชนทั่วประเทศ ที่ได้ประกาศไปชัดเจนแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ แล้วถัดจากคุณเสรีก็เป็น... (คุณนิติศักดิ์) ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ (คุณนิติศักดิ์) ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ กระผม นิติศักดิ์ ธรรมเพชร นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดพัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติเขต ๒ นะครับ วันนี้ผมขอเสนอท่านประธานนะครับ ตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ยังเป็นการพูดวกไปวนมา ในเรื่องของเดิม ๆ ๆ ๆ วันนี้ประชาชนที่บ้านน่ะครับ ส่วนคนพัทลุงเองด้วยซ้ำครับ ผมเลยอยากขอท่านประธานปิดอภิปรายครับ ขอเสียงรับรองครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) พิจารณา แล้วก็ยังไม่ลงมติแต่ว่ารับไว้นะครับ รับไว้ขอให้ได้ใช้เวลาในการอภิปราย มีอีกไม่กี่ท่านแล้วนะครับ เดี๋ยวจะจบแล้วก็เราจะได้ลงมติกันนะครับ ครับ ขอความกรุณาก่อนครับ ครับ เชิญครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ เชิญครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา (คุณเอกนัฏ) ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผมประท้วงครับ เมื่อสักครู่นี่เพื่อนสมาชิก ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกคุณนิติศักดิ์ ธรรมเพชร นี่ ได้เสนอญัตติขอปิดอภิปราย มีผู้รับรองเรียบร้อยแล้วครับท่านประธานครับ ช่วยวินิจฉัยปิดประชุม... ปิดอภิปรายด้วยครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานเรียกชื่อผมแล้ว ผมทักขานประธานแล้ว ในระหว่างที่ผมอภิปรายนี่นะครับ มันไม่สมควรมาปิดในช่วงอภิปราย เพราะมันเข้ามาที่วาระผมแล้วนะครับ ท่านกรุณาอย่ามาปิดปากชาวบ้านเลยครับ ขอร้องครับ จะได้จบโดยง่ายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็จะพยายามให้จบเร็วนะครับ ขออนุญาตว่าอย่าเพิ่งดำเนินการตามนี้ เพราะว่าถ้าท่านเสนอปิดอภิปราย ก็ต้องเสนอมีผู้เปิดอภิปรายก็ต้องใช้เวลาอีกครับ เพราะฉะนั้น เหลือเวลาไม่มาก แต่ว่าจะอภิปรายว่าสมควรจะปิด หรือไม่ปิดก็ใช้เวลาอีก เพราะฉะนั้นขอตอนนี้... ขอความกรุณานะครับ ให้คุณเสรีพูดก่อนครับ นะ... นะเดี๋ยวมันต้องพูดอยู่ดี นะผมขอความกรุณาจริง ๆ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมาก เชิญครับคุณเสรีครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ (คุณนิติศักดิ์) เรียนท่านประธานครับ ผมขอถอนคำพูดก่อนครับ เมื่อกี้ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณมากครับ เหลืออีกไม่กี่คนแล้ว รายชื่อที่ผมมีนะครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ตั้งเวลาให้ผมใหม่เลยท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ช่วยตั้งใหม่ครับ ช่วยตั้งใหม่ (คุณเสรี) ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ก็กราบเรียนในประเด็น ที่เรากำลังพิจารณานะครับ ผมขอตรงประเด็นเลยครับ ว่าข้อเสนอของท่านสมาชิก ที่ให้ความสำคัญในข้อบังคับข้อ ๔๑ ว่าการเสนอชื่อคุณพิธานั้นเสนอซ้ำไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่นะครับ ในข้อ ๔๑ ดังกล่าวนี่มันไม่ได้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ข้อ ๔๑ ของข้อบังคับดังกล่าวนี้ มาตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การเสนอชื่อของคุณพิธานี่นะครับ ที่เสนอซ้ำมานั้น ผมกราบเรียนว่าไม่อาจเสนอซ้ำได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาช่วย... ช่วยพิจารณาดูนะครับ และก็ฝากที่ประชุมพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน ว่าในมาตรา ๒๗๒ ครับท่านประธาน เป็นกระบวนการการเสนอชื่อ บุคคลที่จะสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจริงครับ ในวรรคที่ ๑ นี่นะครับ ไม่ได้กำหนดระยะเวลากำหนดครั้งไว้ แต่ถามว่า เอ๊ะ แล้วทำไม จะบอก... เสนอชื่อไม่ได้ ท่านต้องไปดูวรรค ๒ ครับ (คุณชุติพงษ์) ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ขอประทานโทษผู้อภิปรายนะครับ เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๔ จังหวัดระยองพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานผมขอประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับข้อที่ ๕ เรื่องการควบคุมการประชุม ณ เวลานี้ท่านผู้ที่กำลังอภิปราย ได้ทำการอภิปรายไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการใส่ชื่อตัวเองซ้ำเข้ามา ในเวลาที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้ทำการอภิปรายว่ามีการกินเวลา แล้วก็มีการทับซ้อนซ้ำซ้อนวนเวียน ซึ่งกินเวลาเพื่อนสมาชิก ในการพิจารณาญัตตินี้ก่อนที่จะเข้าสู่การลงมติ ดังนั้น ผมขอให้ท่านประธาน... ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าการพูดซ้ำ โดยคน ๆ เดิมสามารถทำได้หรือไม่ จึงขอให้ท่านประธานพิจารณาครับ ขอบคุณครับ (คุณเสรี) ครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนเพื่อจะชี้แจงว่าผมไม่ได้ซ้ำ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คือ บุคคล... อันนี้หมายถึงว่าคุณเสรีได้อภิปรายไปแล้ว (คุณเสรี) ผมอภิปราย แต่ในส่วนที่คำว่าเรื่องของญัตติ และผมก็กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ว่าส่วนที่ขัดรัฐธรรมนูญนี่นะครับ เดี๋ยวผมขออภิปรายทีหลัง และตอนนี้นะครับ ผมกำลังเข้าเรื่อง ว่าที่ท่านได้อภิปรายกันมาเยอะแยะนะครับ ว่าเสนอซ้ำได้ ซ้ำได้ ผมก็จะอภิปรายในส่วนนี้เท่านั้นครับ ไม่ได้ส่วน... (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้เดี๋ยวคุณเสรี... (คุณชุติพงษ์) ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ตรงที่คุณเสรี ก็ตอนอภิปรายนั้นก่อนเข้าญัตติในเรื่องนี้ เป็นการนำเสนอเท่านั้น เมื่อเข้าญัตติเรื่อง ๑๕๑ แล้ว คุณเสรียังไม่ได้อภิปราย และก็อีกประการหนึ่งทางฝ่ายวุฒิสมาชิกนั้น ขออภิปรายในตอนนี้แค่ ๒ คนเท่านั้นเอง คุณเสรีกับคุณสมชาย เพราะฉะนั้น การขอพูดของคุณเสรีนั้น ไม่ได้เป็นคนพูดซ้ำในญัตติเดียวกัน ในประเด็นเดียวกันนะครับ (คุณชุติพงษ์) ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับข้อ ๕ ครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เอกสารมีบันทึกอยู่นะครับ ว่าท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้อภิปรายไปแล้ว ๑ ครั้ง เมื่อเข้าสู่ญัตติเรียบร้อยแล้ว แล้วต่อด้วยท่านสมชาย แสวงการ และตอนนี้ก็เป็นชื่อท่านเสรี สุวรรณภานนท์ รอบที่ ๒ ครับผม เขียนอยู่ในบันทึกนะครับ ลองตรวจสอบได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ (คุณเสรี) ครับ ท่านประธานวินิจฉัย (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขออนุญาตให้คุณเสรีพูด เพราะว่าวุฒิเขาขอ ๒ คนแล้ว ขอ ๒ คนเท่านั้นใช่ไหมครับ (คุณเสรี) ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) พวกเราก็ใช้หลายคน แต่ว่าวุฒิขอพูดเพียง ๒ คน แล้วก็บังเอิญผมไม่ได้นั่งตอนที่คุณเสรีพูด ก็อาจจะเป็นว่าผมเข้าใจเอาเองนะครับ ว่าคุณเสรีพูด... (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับข้อที่ ๕ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ได้ผมกำลังชี้แจง คุณวิโรจน์ครับ กรุณาขอให้ผมพูดจบก่อนนะ ผมเข้าใจว่าคุณเสรีพูดนั้นตอนก่อนเข้าญัตติ เป็นการจะเสนอญัตติ ในประเด็นว่าจะเสนออีกญัตติหนึ่ง เรื่องว่าการพิจารณาในวันนี้ มันขัดกับรัฐธรรมนูญ (คุณเสรี) ใช่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) นะ ซึ่งท่านอภิปรายตอนนั้น ผมอยู่ครับ เป็นการจะเสนอแต่ว่ายังไม่เสนอ ความจริงก็เสนอไปแล้วด้วย แต่ผมเห็นว่ามันเป็นญัตติเดียวกัน ก็เหมือนกับว่าอภิปรายรวม ๆ กันไปนะ แต่ว่าตอนนี้คุณเสรีกำลังจะอภิปราย ในเรื่อง ๑๕๑ นะครับ ก็ขอเชิญคุณเสรีครับ ขอความกรุณา จากคุณวิโรจน์นะครับ เชิญครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ สั้น ๆ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ด้วยความเคารพตามข้อบังคับข้อที่ ๕ ครับ ในเรื่องของการควบคุมการประชุมครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะใช้บรรทัดฐานอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ คราวหน้าวิโรจน์ก็จะมีวิโรจน์ก๊อก ๑ วิโรจน์ก๊อก ๒ นะครับ แล้วจะมีชัยธวัชก๊อก ๑ ก๊อก ๒ นะครับ และทางฝ่ายนู้นนะครับ ทางท่านอัครเดช ก็จะมีอัครเดชก๊อก ๑ อัครเดชก๊อก ๒ อย่างนี้นะครับ มันก็จะเป็นบรรทัดฐานที่เป็นอย่างนี้น่ะครับ แล้วโดยปกติครับ เมื่อเข้าวาระเข้าญัตติแล้วครับ ที่มีการถกเถียงทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นต่าง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนี่ครับ แต่ละท่านก็ได้พูด ๑ รอบครับ แล้วการ... ผมก็เคารพท่านเสรีเหมือนกัน ก็คือตอนนั้นพอเข้าวาระแล้ว แล้วท่านจะอ้างว่า ๑๕๑ ท่านยังไม่พูด ท่านจะกั๊กไว้พูดก๊อก ๒ ถ้าอย่างนี้ในการประชุมรัฐสภาในครั้งถัดไปนี่ มันก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ และผมคิดว่าอยากให้การประชุมเรียบร้อยครับ อยากให้มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินะครับ แล้วก็ผมคิดว่าอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยจริง ๆ และก็ขอความกรุณา จากทางท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วยนะครับ (คุณเสรี) ท่านประธานครับ ท่านวิโรจน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก๊อก ๓ ก๊อก ๔ นะครับ พูดซ้ำนี่นะครับ ผมเพิ่งจะพูดนะครับท่านประธาน ในประเด็นนี้ครับ และท่านประธานก็วินิจฉัยแล้ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมขอวินิจฉัยนะครับ ว่าในรอบนี้ คุณเสรีพูดก่อนเข้าวาระ ๑๕๑ นะครับ คุณเสรีพูดตอนที่เรากำลังเสนอเรื่องต่าง ๆ ว่าจะเอาเฉพาะ ๔๑ หรือจะเอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเมื่อได้มีวินิจฉัย ว่าให้พิจารณาข้อ ๑๕๑ ไปก่อน ว่าจะสามารถใช้ข้อบังคับ ๔๑ ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็กำลัง ๑๕๑ ก็อยากให้คุณเสรีพูดในประเด็นนี้ สั้น ๆ หน่อยนะครับ เพราะว่าเราจะได้สรุปนะครับ เหลือเวลา... เหลืออีก ๒ คน ครับคุณเสรีครับ ผมอนุญาตครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ขอใช้สิทธิครับ ประท้วงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) นั่งได้เลยครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม (คุณวันมูหะมัดนอร์) เพื่อให้มันเป็นไปตามข้อบังคับ ให้มานั่งให้ประธานใช้... ใช้... ผมก็ใช้ เพื่อรักษาระเบียบของการประชุมนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้ครับ (คุณณัฐวุฒิ) ครับผมขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ขออนุญาตที่จะตัดประเด็น ว่าบุคคลที่จะมาอภิปรายเป็นท่านใดนะครับ แต่อยากจะขอเรียนทำความเข้าใจแบบนี้ครับ ว่าท่านประธานครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านได้ใช้สิทธิในรอบแรก ตามการวินิจฉัยการพูดถึงญัตติ การตีความในข้อ ๑๕๑ ครับ มิใช่ประเด็นที่เป็นการอภิปราย ก่อนที่จะเข้าญัตติ ๑๕๑ ผมเข้าใจว่าท่านเสรีก็เคารพ และเข้าใจตรงกันครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามนะครับ ในรอบแรกนั้นนี่เท่าที่เราตรวจสอบครับ ท่านเสรีท่านใช้เวลาน้อยมากครับ แค่ประมาณ ๖ นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าท่านเองสงวนสิทธิ ซึ่งตามความเข้าใจของท่านนะครับ ว่าท่านเองสงวนสิทธิ ที่จะมาพูดถึงเรื่องของการตีความรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าถ้าท่านยังยืนยัน ว่าท่านยังจำเป็นที่จะต้องพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการตีความ ข้อ ๔๑ ข้อ ๑๕๑ นั้น ผมคิดว่าท่านอาจจะต้องแยกออกไปก่อน แล้วตั้งเป็นญัตติใหม่ แต่จะเป็นเมื่อใดอย่างไรไม่ทราบนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเห็นว่าในกรณีที่ท่านกำลังจะพูดนั้น อยู่ในประเด็นของญัตติตามข้อ ๑๕๑ ซึ่งผมคิดว่าเราอะลุ้มอล่วยกันครับ ท่านเสรีก็อาจจะพอใช้สิทธิได้ในตอนนี้ครับ และก็เป็นสิทธิที่ท่านพึงสงวนไว้ด้วยนะครับ และท่านประธานก็อาจจะอนุญาตให้ แต่ว่าการอนุญาตเช่นนี้ต้องเป็นข้อยกเว้นครับ ไม่ใช่หลักการ ผมพยายามเพียงแต่ยืนยันว่าที่ท่านประธานวินิจฉัย ว่าท่านเสรีพูดก่อนที่จะเข้าญัตติ ไม่ใช่ครับ พูดตอนเข้าญัตติแล้ว แต่ท่านพูดสั้นแค่นิดเดียวครับ ประมาณ ๖ นาที ฉะนั้นการจะเปิดให้ท่านพูดรอบนี้นี่ เป็นเพราะท่านได้ขอสงวนไว้ และท่านประธานอนุญาต ซึ่งก็จะเป็นข้อยกเว้นที่จะใช้เฉพาะเรื่องนี้ แบบนี้พอรับได้ครับ และก็จะได้เดินหน้าต่อครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณณัฐวุฒิครับ ก็ขอให้คุณเสรีพูดในประเด็น ที่เรากำลังพิจารณา ๑๕๑ นะครับ และก็คงไม่ใช้เวลามากนักนะครับ เชิญครับคุณเสรีครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ครับ ขอบพระคุณครับ ขอช่วยย้อนเวลาให้ผมหน่อยครับท่านประธาน มันเลย... มันเปิดเลยไปครับ ช่วยให้เวลาผมให้ตรงนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เอา ๑๐ นาทีเชิญครับ แต่ว่าถ้า... อย่าซ้ำประเด็น ที่อย่างที่คุณณัฐวุฒิพูดถึงนะครับ (คุณเสรี) ไม่ซ้ำ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญเลยครับ เชิญเลยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวปรับเวลาให้ท่านหน่อย ๑๐ นาทีครับ (คุณเสรี) ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอก็ขออนุญาตเมื่อกี้เข้าเรื่องไปว่า ในส่วนของการเสนอญัตติ ตามข้อ ๔๑ นั้นนี่นะครับ จริง ๆ แล้วนี่มันก็มาจากบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี่เอง ดังนั้นนี่ การที่สมาชิกเสนอข้อ ๔๑ แล้วผมก็เห็นว่ามันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่มีความจำเป็น ต้องไปตีความตามมาตรา ๑๕๑ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในตัวรัฐธรรมนูญเองครับท่านประธาน บัญญัติไว้ชัดเจนที่มีท่านสมาชิกหลายท่านนะครับ บอกว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้น อาจจะเสนอกี่ครั้งก็ได้ อันนี้คือประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ นี่นะครับ ได้บัญญัติในวรรค ๑ ไว้จริงครับท่านประธาน ว่าในการที่จะเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ไม่ได้กำหนดครั้งไว้ว่าจะทำได้กี่ครั้ง แต่ในกระบวนการในทางรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ มันเป็นเรื่องของข้อเสนอ แต่การจะเสนอแล้วนี่นะครับ จะได้กี่ครั้งนี่นะครับ ท่านต้องดูวรรคที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ในวรรคที่ ๒ นี่นะครับ ถ้าท่านดูข้อความนะครับ ในระหว่างเวลาตามวรรค ๑ นะครับ ก็คือใน ๕ ปีนะครับ หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ท่านประธานครับ นี่คือเป็นคำสำคัญครับ ที่ผมบอกว่าท่านเสนอชื่อได้ครั้งเดียว จากถ้อยคำที่ว่าหากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้ง เพราะฉะนั้น ชื่อของคุณพิธานี่นะครับ เป็นชื่อที่นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภา แล้วในสภาแห่งนี้ไม่แต่งตั้งไปแล้ว แต่ถ้าพูดแค่นี้ท่านอาจจะแย้งได้นะครับ นะครับ มันอาจจะแย้งได้ ผมก็เลยกราบเรียนว่าถ้าดูข้อความต่อไปนี่นะครับ ที่ท่าน... ท่านพิธานี่ เป็นชื่อที่เป็นบุคคลที่ไม่ได้แต่งตั้ง หรือไม่อาจแต่งตั้งไปแล้วนี่นะครับ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชี ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ท่านต้องไปดูมาตรา ๘๘ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนนะครับ ว่าในการเสนอบัญชีรายชื่อของบุคคล ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นนี่ ท่านเสนอได้ไม่เกิน ๓ รายชื่อครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่า ในทุก ๆ พรรคนี่นะครับ ที่ต้องการที่จะเสนอชื่อ คนเป็นนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ เขาให้แค่ ๓ ชื่อ ทำไมให้ ๓ ชื่อ ทำไมไม่ให้ชื่อเดียว สิ่งที่ให้ ๓ ชื่อนี่นะครับ ก็จะได้พิจารณา ๓ ครั้งครับท่านประธาน เพราะคนหนึ่งคนนี่นะครับ จะถูกพิจารณาจากมาตรา ๒๗๒ ที่ประชุมพิจารณาไม่แต่งตั้งไปแล้ว ไม่เห็นชอบไปแล้ว ดังนั้น ต้องไปดูบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองตามมาตรา ๘๘ ว่าในแต่ละรายชื่อนะครับ มีบุคคลอื่นที่นอกจากสภานี่ เขาพิจารณาไปแล้ว และไม่เห็นชอบไปแล้วมีใครอีก ดังนั้นนี่นะครับ ยกตัวอย่าง ขออนุญาตเอ่ย... เอ่ยนะครับ เป็นตัวอย่างไม่เสียหาย ของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคท่านนี่มีบุคคลที่ถูกเสนอ ในบัญชีรายชื่อ ๓ รายชื่อ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราบอกว่า ในหลักการเราบอกว่า ให้เสนอซ้ำได้นั้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ใน ๓ รายชื่อนี้นี่นะครับ เสนอชื่อคนที่ ๑ และถ้าสมมติคนที่ ๑ ที่ประชุมไม่เห็นชอบ ท่านก็กลับมาเสนอคนที่ ๑ อีก และก็เสนอคนที่ ๑ ไปเรื่อย ๆ ไม่ถึง ๒ ๓ เสียที มันจะขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไหมครับ ที่ให้ ๓ รายชื่อ ส่วนที่ท่านเสนอมาชื่อเดียวนะครับ หรือ ๒ ชื่อในแต่ละพรรค มันก็อยู่ที่ท่าน... เจตนารมณ์นี่นะครับ ของ... ความประสงค์ของแต่ละพรรค ต้องการจะเสนอกี่ชื่อ แต่ถ้ามีกี่ชื่อแล้วนี่นะครับ ก็ต้องให้สิทธิของแต่ละพรรคนี่ครับ ดำเนินการตามรายชื่อที่เสนอ เมื่อกี้ยกตัวอย่างพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนามให้เสียหาย ถ้ารายชื่อที่ ๑ ผ่านไปแล้วนะครับ ที่ประชุมเกิดไม่เห็นด้วยขึ้นมานะครับ ท่านก็ต้องเอาชื่อที่ ๒ ขึ้นมาพิจารณา ชื่อที่ ๒ นะครับ ไม่เห็นชอบก็ต้องเอาชื่อที่ ๓ ท่านจะเอาชื่อที่ ๑ ที่ ๒ นี่กลับมาซ้ำนี่นะครับ ไม่มีระยะเวลา... เมื่อกี้ท่านเองบอกนะครับ บอกไม่มีระยะเวลา ไม่มีครั้ง ท่านจะให้เสนออย่างนี้นี่นะครับ ไปนานเท่าไร หรือสักอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เขาถึงได้ให้ ๓ ชื่อไงครับท่านประธาน ถ้าเขาเจตนาจะให้ชื่อเดียวแล้วซ้ำได้นะครับ เขาไม่ต้องให้ ๓ ชื่อหรอกครับ รัฐธรรมนูญให้เพียงชื่อเดียวเท่านั้นล่ะครับ ของแต่ละพรรคการเมือง เพราะอะไรครับ เพราะท่านสามารถเสนอซ้ำได้ นี่ล่ะครับ คือเหตุผลครับท่านประธาน ว่าการเสนอชื่อของแต่ละพรรคการเมืองนี่นะครับ มันจะต้องมีข้อชัดเจนว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ทำแบบไม่มีข้อจำกัด สิ่งสำคัญครับท่านประธาน การที่ลงมติไปแล้วนะครับ มันก็จะปรากฏชื่อ ของคนที่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือคนงดออกเสียง เมื่อมันรู้ผลไปหมดแล้วนะครับ เกิดเราไปเสนอชื่อซ้ำ แล้วเราให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานลองทราบไหมครับจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เกิดกระบวนการ ที่ต้องการให้เสียงมากขึ้นนะครับ อาจจะเกิดจากอะไร เกิดจากการให้ผลประโยชน์มีไหม ให้กล้วยมีไหม หรือว่าไปข่มขู่ ไปคุกคาม หรือไปแสดงพฤติกรรมอะไร ที่เกิดความเกรงกลัวแล้วมาลงมติให้ เขาถึงได้บอกว่าอย่างนั้นต้องลงครั้งเดียวครับ ถ้าไปลง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งนี่นะครับ มันรู้ชื่อไปแล้วมันไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าไม่ลงคะแนนให้แล้วนี่นะครับ มันก็จะมีปัญหา ดังนั้นนะครับ เจตนาสำคัญครับ เขาถึงได้ให้ ๓ รายชื่อในมาตรา ๘๘ นะครับ ส่วนท่านที่เสนอชื่อเดียวก็เป็นความประสงค์ เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่า "ไม่เกิน" นะครับ ดังนั้นนะครับท่านประธานครับ กราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ ว่ารัฐธรรมนูญมีความชัดเจนนะครับ ชัดเจนที่จะบอกว่าท่านสามารถลงได้ครั้งเดียว เพราะรายชื่อที่ท่านพิจารณาไปแล้วนะครับ ใช้ถ้อยคำว่า "ไม่อาจแต่งตั้ง" นะครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของข้อเสนอดังกล่าวนี้นี่นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าหากว่า เราไปปล่อยให้กระบวนการทำได้ซ้ำหลายครั้ง ก่อให้เกิดแนวปฏิบัตินะครับ นี่ล่ะครับ คือปฏิบัติที่เราบอกว่า ในอนาคตนี่เราจะใช้แบบนี้ต่อไป มันก็จะทำให้เกิดเป็นกระบวนการ ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน และก็ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าข้อเสนอที่เสนอให้... ข้อเสนอที่เสนอให้พิจารณาซ้ำนั้นนี่นะครับ ถูกข้อบังคับ... นิดเดียวครับท่านประธานครับ ถูกข้อบังคับการประชุมของรัฐสภานะครับ ได้บัญญัติยืนยันในเรื่องเหล่านี้ ก็คือกลับมาในส่วนญัตติครับ ญัตติข้อ ๔๑ เขาถึงได้บอกว่า ให้เสนอได้ครั้งเดียว ถ้าเสนอซ้ำในสมัยประชุมเดียวกันนะครับ มันก็คือทำไม่ได้ นี่ล่ะครับ เหตุผลที่ว่าทำไมนี่นะครับ ข้อ ๔๑ นี่นะครับ ที่หยิบยกขึ้นมานะครับ ถึงไม่สามารถจะพิจารณา บุคคลที่เสนอเข้ามา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ นะครับ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยเหตุด้วยผลครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณเสรีมากครับ เนื่องจากเวลาเราก็ใช้มาก และก็ประเด็นมีอยู่... จะซ้ำแล้วนะครับ ก็ระหว่างที่ว่าเสนอชื่อซ้ำได้และก็เสนอชื่อซ้ำได้ ส่วนเหตุผลก็คงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นมันก็อยู่ตรงนี้ว่าเสนอชื่อซ้ำได้ไหม แล้วเสนอชื่อซ้ำได้เพราะอะไร ซ้ำไม่ได้เพราะอะไร เดี๋ยวเราก็จะได้โหวตตามข้อบังคับที่ ๑๕๑ ต่อไป ก็เหลือชื่ออีก ๓ ท่าน ผมขออนุญาตเอาจบแค่นี้นะครับ เมื่อมีชื่อแค่ ๓ ท่านนี้ แล้วก็ผมขอความกรุณาว่าทั้ง ๓ ท่านนี้ ผมขอลดเวลาการอภิปรายหน่อย จาก ๑๐ นาทีเป็น ๗ นาทีครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะมีเกินอีก ให้ ๑๐ ก็กลายเป็น... ถ้า ๗ นี้ ถ้าเกินเป็น ๘ อย่างนี้ก็พออนุโลมได้นะครับ ขอความกรุณาเป็น ๗ นาทีครับ เพราะประเด็นจะซ้ำกันแล้วครับ ขอต่อไปพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และก็ท่านต่อไป แต่ว่าเตรียมตัวเมื่อจบพันตำรวจเอก ทวี และก็คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านสุดท้ายเลยนะครับ ท่านนพดล ปัทมะ นะครับ ก็เอาเท่านี้นะครับ ผมทราบว่าอาจจะมีอยากจะพูด แต่ว่ามันจะซ้ำกันนะครับ ขอความกรุณาเพราะเราก็จำเป็น ต้องใช้เวลามากเหมือนกันนะครับ ผมว่า ๓ ท่านนี้ก็ ๒๐ กว่านาที ก็จะ ๕ โมงแล้วนะครับ นะครับ ขอกรุณาว่า คุณพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ คุณนพดล ปัทมะ เป็น ๓ ท่านสุดท้าย ใช้เวลาคนละ ๗ นาทีครับ เชิญครับ (พันตำรวจเอก ทวี) กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จากเพื่อนสมาชิกมีข้อโต้แย้งว่า ไม่สามารถเสนอชื่อคุณพิธา ให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ในครั้งที่ ๒ ได้ โดยไปอ้างข้อบังคับที่ ๔๔... ๔๑ ของข้อบังคับของรัฐสภา คือ กระผมขอยืนยันว่าเป็นการแต่งตั้งและยื่นได้ เนื่องจากว่าภารกิจของสภา คือ ภารกิจที่จะต้องพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี และจะต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ เราได้เขียนไว้ชัดเจนเลยในมาตรา ๑๕๙ เขาสั่งให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ร่างเสร็จ ได้ไปทำประชามติ และก็ได้มีคำถามพ่วงขึ้นมา โดยเฉพาะใน ๕ ปีแรก ก็เลยได้มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเราพิจารณา ก็คือหน้าที่ของรัฐสภา จะต้องเป็นผู้ทำให้เกิดนายกรัฐมนตรี ซึ่งเรามีความสัมพันธ์ที่จะไปบริหารประเทศ นี่คือรัฐสภาได้รับภารกิจจากรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อให้ข้อมูลมีความรอบด้าน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า ในการทำประชามติเสร็จแล้ว ก็จะต้องมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ดูถ้อยคำที่เราทำประชามติขึ้นมา ว่าถ้อยคำที่ทำประชามติอันนั้นมีความขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการทำวินิจฉัย มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ๒๗๒ ในคำวินิจฉัยที่ ๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ คำวินิจฉัยดังกล่าว... ดังนั้น ในเมื่อเราจะไปดูเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ เรา... ในการร่างมาตรา ๒๗๒ เราพบว่าจะไม่มี ท่านประธานที่เคารพปรากฏว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอย่างละเอียด เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง และได้มีการแก้ไขจากการที่ร่างไป เดิมนั้นการคิดเวลา ๕ ปี คิดหลังจากมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก และในวรรค ๒ การเห็นชอบบุคคล นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๘ นั้น เดิมให้เป็นเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสภาเดี่ยว ของเราเป็นสภาคู่ โดยให้วุฒิสภามามีมติครึ่งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ การที่มีหลายคนไปอ้างข้อบังคับที่ ๔๑ แล้วมาอ้างว่าเราจะต้องเดินตามนั้น ผมอยากจะทำข้อมูลให้ครอบคลุม ก็คือว่าข้อบังคับในการเลือกนายกฯ เป็นข้อบังคับหมวดที่ ๙ และข้อบังคับในหมวดที่ ๙ นี้ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้นำในส่วนที่ ๒ หมวดที่ ๒ มาใช้โดยอนุโลม ถ้าท่านประธานได้โปรดพิจารณา ในข้อบังคับทั้งหมดทั้ง ๑๓ หมวด ไม่ว่าจะเป็นหมวดกฎหมายปฏิรูป หรือ พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการที่จะให้เอาหมวด ๒ หรือหมวดอะไรมาใช้ เขาจะเขียนเชื่อมโยงกันให้นำมาใช้โดยอนุโลม ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในคำวินิจฉัยหน้า ๑๐ ว่าในการเสนอชื่อบุคคล ที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไว้ใจของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ เขาให้ความสำคัญมาก ว่าผู้ที่เสนอชื่อต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน บอกว่ากฎหมายเมื่อไม่ได้เขียนไว้ แล้วสามารถที่จะเสนอซ้ำไม่ได้ อันนี้เป็นการตีความที่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๒๕ ถ้าเราไม่มีกฎหมายเขียนไว้ เราถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่จะต้องมีและได้รับคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ คุณพิธาก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเขาต้องมีสิทธิ เราไม่ควรจะเขียนกฎหมายข้ามไปอย่างนั้น และที่ซ้ำร้ายครับท่านประธานครับ วุฒิสภาเรามีหน้าที่รับรองบุคคลในตามรัฐธรรมนูญ และส่วนใหญ่ก็จะมีข้อความเหมือนกัน โดยเฉพาะมีกฎหมาย เขียนไว้บนวุฒิสภาเลยบอกว่า วุฒิสภานี่จะไม่ให้ความเห็น... ในกรณีวุฒิสภา ไม่ให้ความเห็นชอบในการสรรหาหรือคัดเลือก ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกผู้แทนใหม่ ให้เสนอต่อวุฒิสภาเห็นชอบต่อไป นี่กฎหมายวุฒิสภานะครับ โดยผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ก็ไม่ให้เข้ามาสรรหาใหม่ ท่านประธานทราบไหมว่า กกต. ชุดนี้ ผมขอเวลา ๑ นาที ที่เป็น กกต. อยู่ปัจจุบัน เราก็พบว่าการสรรหาครั้งแรก พร้อมชุดท่านฐากร วุฒิสภาไม่รับทั้งหมด และต่อมาก็มาสรรหาใหม่ ซึ่งมีตัวแทนจากศาลยุติธรรม ๒ คนก็เข้ามาได้ นี่คือการเสนอซ้ำและที่ตามมา ก็คือท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ซึ่งจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ... ศาลปกครองได้เสนอเข้ามาในปี ๖๔ นี้เอง ปรากฏว่าวุฒิสภาไม่รับ เขาก็เสนอมาใหม่ นี่ขนาดเป็นแค่กฎหมายเล็ก แต่นี่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนว่าต้องเสนอซ้ำไม่ซ้ำ แล้วโดยหลักรัฐธรรมนูญต้องเสนอได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น การตีความเอาข้อ ๔๑ มาใช้ จึงเป็นการขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงเห็นว่ารัฐสภาเรา ไม่ควรจะก้มหัวให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยมาตัดสินกฎหมายเล็ก ใหญ่กว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณมากครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ ต่อไปขอเชิญคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ เชิญครับ (คุณพริษฐ์) เรียนท่านประธานครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ จะขออนุญาตปรึกษาหารือ ก่อนที่จะเริ่มนับเวลานะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้ครับ (คุณพริษฐ์) อาจจะขออนุญาต... (คุณพริษฐ์) ความกรุณาท่านประธานนิดหนึ่งครับ ในความอะลุ้มอล่วยเกี่ยวกับระยะเวลานะครับ ในการอภิปราย อย่างไรจะไม่ให้เกิน ๑๐ นาที อย่างแน่นอนนะครับ แต่ว่าที่ต้องขอความอะลุ้มอล่วย เพราะว่าในฐานะผู้อภิปรายคนสุดท้าย ของพรรคก้าวไกลนั้นนี่ มีหลายประเด็นที่ต้องโต้แย้งนะครับ และก็ประเด็นที่นำเสนอนั้น ผมมั่นใจว่าเป็นประเด็นที่ไม่ได้ซ้ำซ้อน กับผู้อภิปรายก่อนหน้านี้อย่างแน่นอนนะครับ เลยขอความกรุณาท่านประธาน และก็สมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ กะว่าตั้งเวลาไว้ ๗ นาทีก่อน แต่ว่าผมจะอะลุ้มอล่วย ที่ว่า... แต่พอ ๑๐ ก็ถือว่ายุติเลยนะครับ (คุณพริษฐ์) ได้ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาตใช้เวลาครับ ในการอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการตีความข้อบังคับ ในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นนายกฯ ได้เกิน ๑ ครั้ง ในสมัยประชุมเดียวกัน ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ สมาชิกจากพรรคก้าวไกล ก็ได้พยายามอภิปรายสนับสนุนความเห็นดังกล่าว โดยการยกเหตุผลทางกฎหมายขึ้นมา ที่ผมขออนุญาตสรุป ว่ามีเหตุผลหลัก ๆ นั้น ๓ ประการ ก่อนที่ผมจะข้ามไปเพิ่มเติมประเด็นใหม่ครับ เหตุผลทางกฎหมายข้อที่ ๑ ครับ คือ การพยายามจะนำเสนอ ว่าการเสนอชื่อนายกฯ นั้น ไม่ใช่ญัตติโดยทั่วไปที่ถูกกำกับโดยข้อ ๔๑ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะว่ามีองค์ประกอบที่มีความแตกต่าง อย่างมีระยะสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ ของความแตกต่างนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของสิทธิในการเสนอญัตติ เมื่อมาเปรียบเทียบกับสิทธิ ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่าในมุมหนึ่งครับ การเสนอญัตตินั้นเป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาทุกคน ที่เป็นองค์ประชุมนั้นสามารถกระทำได้ ในขณะที่การเสนอชื่อนายกฯ นั้นนะครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ วรรค ๒ นะครับ ที่ไม่ได้รับการยกเว้น โดยมาตรา ๒๗๒ นั้น จำกัดให้เป็นสิทธิเฉพาะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เปิดกว้างให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกคน ที่เป็นองค์ประชุมของที่ประชุมแห่งนั้น เหตุผลทางกฎหมายข้อที่ ๒ ครับ คือ หากเราไปศึกษาการเขียนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐธรรมนูญก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภาก็ดี จะเห็นครับ ว่ามีความพยายามในการแยกแยะ ระหว่างญัตติกับการเสนอชื่อนายกฯ อย่างชัดเจน ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ นะครับ และพยายามค้นหาคำว่า "ญัตติ" จะเห็นว่ามีคำว่า "ญัตติ" ปรากฏนั้นอยู่ ๑๓ ครั้ง โดยไม่มีครั้งไหนเลยนะครับ ที่ปรากฏในลักษณะที่เกี่ยวข้อง กับการพิจารณาบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของข้อบังคับครับ การเขียนข้อบังคับนั้น ก็มีการแยกหมวดอย่างชัดเจนครับ ระหว่างสิ่งที่เป็นญัตติโดยทั่วไป กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือหมวด ๒ ในส่วนที่ ๒ ที่อยู่ภายใต้หมวด ๒ การประชุมรัฐสภา กับหมวดที่ ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ยิ่งไปกว่านั้นครับ ถ้าเราพยายามจะค้นหาคำว่า "ญัตติ" ที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับประชุมรัฐสภา เราจะเห็นว่าปรากฏอยู่ทั้งหมด ๑๐๖ ครั้งนะครับ มีเพียงแค่ ๓ ครั้งที่ปรากฏในหมวด ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี อย่างที่ท่านเสรีได้อ้างถึง แต่พอไปดูใน ๓ ครั้งนั้นครับ ก็จะปรากฏชัดเจนครับ ว่าเป็นการพูดถึงการเสนอญัตติ ที่เกี่ยวข้องกับการปลดล็อก ให้สามารถเสนอชื่อนายกฯ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคล ที่จะมาเป็นนายกฯ แต่อย่างใด ส่วนเหตุผลประการที่ ๓ ครับ คือ การเสนอชื่อบุคคล ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ๆ ก็ตามนั้น ผมเข้าใจครับ ว่าในทางทฤษฎีนั้น เราสามารถจำกัดจำนวนครั้งในการเสนอชื่อได้ แต่หากจะมีการจำกัดจำนวนครั้งนั้น ก็ต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจนในกฎหมาย ว่าจะจำกัดอย่างไร บรรทัดฐานที่ชัดเจนที่สุดครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกคุณณัฐพงษ์ได้อภิปรายไว้ ก็คือบรรทัดฐานในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือว่า ป.ป.ช. นะครับ ที่เขียนไว้ชัด ว่าในกรณีที่วุฒิสภา ไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหารายใด ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ อันนี้การสรุป ๓ เหตุผล ที่มีความสำคัญในเชิงกฎหมายครับท่านประธาน แต่นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลือครับ ในการเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้น มองปัญหานี้ไม่ใช่แค่ในมุมมองของนิติศาสตร์ แต่มองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์เช่นกัน การมองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์ครับ คือ การลองจินตนาการดู ว่าหากเราตีความข้อบังคับ ตามที่ผู้เสนอได้เสนอเข้ามานั้น และตีความว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯ คนเดียวกันได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ในสมัยประชุมเดียวกัน เราจะเจอสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรบ้าง และจะนำไปสู่ทางตันทางการเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งผมมั่นใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ได้ต้องการจะให้เกิดขึ้น แต่ก่อนจะดู ๒ ฉากทัศน์ ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ ก็อยากจะเท้าความนิดหนึ่งนะครับ ว่าเงื่อนไขในการเลือกนายกฯ นั้นนี่ มี ๓ เงื่อนไขที่สำคัญ อย่างที่ ๑ ครับ คนที่ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกฯ ได้นั้นก็ต้องเป็นแคนดิเดต ของพรรคการเมืองที่มี สส. มากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ หรือว่าคิดเป็น ๒๕ คน ถ้ามี สส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน เงื่อนไขที่ ๒ ครับ หากใครที่ผ่านเงื่อนไขข้อที่ ๑ มาแล้วนั้น รัฐธรรมนูญก็เปิดให้มีการเสนอชื่อนายกฯ มาแข่งกันได้มากกว่า ๑ คน จะกี่คนก็ได้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ส่วนเงื่อนไขที่ ๓ ครับ คือใครจะได้รับความเห็นชอบเป็นนายกฯ นั้น ก็ต้องได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง หรือว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่มีอยู่ อันนี้คือ ๓ เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการเลือกนายกฯ ทีนี้เราลองไปดูนะครับ ว่าภายใต้เงื่อนไขนี้นี่ ผมอยากยกตัวอย่าง ๒ ฉากทัศน์ ที่สะท้อนให้เห็นชัดเลยนะครับ ว่าถ้าเกิดเราตีความข้อบังคับ แบบที่ผู้เสนอได้เสนอเข้ามานั้นนี่ ประเทศจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ขอสไลด์ขึ้นเลยครับ ไปดูฉากทัศน์ที่ ๑ ครับ ถ้าไปสไลด์ถัดไปนะครับ เป็นฉากทัศน์ ที่มี ๔ พรรคการเมืองแข่งกันครับท่านประธาน ผลปรากฏว่าหลังจากการเลือกตั้งนั้นนะครับ มีพรรค A พรรค B พรรค C ครับ ได้คะแนนใกล้เคียงกัน ๑๖๐ ๑๖๐ และ ๑๕๐ คะแนน ในขณะที่พรรค D นั้นได้เพียงแค่ ๓๐ คะแนน หรือว่ามี สส. เพียงแค่ ๓๐ คน แน่นอนครับ ว่าในเมื่อทั้ง ๔ พรรคนั้น ได้จำนวน สส. เกิน ๒๕ คน ก็มีสิทธิในการเสนอชื่อนายกฯ ได้ แต่สมมติครับ ผลปรากฏว่าพรรค A พรรค B พรรค C ที่มีจำนวน สส. ใกล้เคียงกัน ไม่สามารถตกลงกันได้นะครับ ว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯ นั้น ก็มีความเป็นไปได้ครับ ว่าในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๓ พรรคนั้น อาจจะเสนอชื่อนายกฯ หรือว่าแคนดิเดตนายกฯ นั้นแข่งกัน ถ้าเราไปสไลด์ถัดไปครับท่านประธาน เป็นที่รู้ดีครับ ว่าในบทเฉพาะกาลนั้น สว. นั้นเข้ามามีส่วนร่วม ในการเลือกนายกรัฐมนตรี หากสมมติปรากฏผลดังกล่าวครับ ก็คือว่าคะแนนของ สส. พรรค A พรรค B พรรค C ก็สนับสนุนเห็นชอบแคนดิเดตของตนเอง คะแนน สส. ของพรรค D ก็หันไปเห็นชอบ กับแคนดิเดตของพรรค A ในขณะที่ ๒๕๐ เสียงของสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นเสียงแตกครับ ไม่มีเอกภาพครับ กระจายกันไป ๑๐๐ ๑๓๐ และก็ ๒๐ คน ผลปรากฏว่ามีการเสนอชื่อ ๓ คนนะครับ แคนดิเดต A B C แต่ไม่มีใครเลยครับ ที่ได้รับความเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เราจะเดินหน้ากันต่ออย่างไรครับ แน่นอนครับ ตามสามัญสำนึกนะครับ และก็ถ้าเรายึดกับระบบเลือกตั้ง เทียบเคียงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างเช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่ประเทศฝรั่งเศสนะครับ ในลักษณะแบบนี้นะครับ โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว แคนดิเดตที่ได้รับคะแนนน้อยสุด อย่างแคนดิเดต C ก็จะถอยออกไปนะครับ และก็ทำให้แคนดิเดต A และแคนดิเดต B นั้น เข้าชิงในรอบถัดไป แต่ว่าถ้าเกิดว่าเราตีความข้อบังคับ ตามที่ผู้เสนอนั้นเสนอมาครับ ปรากฏว่าแคนดิเดต A กับแคนดิเดต B นั้น จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อได้อีกเลยนะครับ ผมเข้าใจครับ ว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสมชาย อาจจะบอกว่าอันนี้ นับเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ เพราะว่าจำนวนผู้เสนอชื่อนั้น จาก ๓ คนอาจจะลดเหลือ ๒ คน แต่ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าท่านเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่านะครับ เพราะถ้าเกิดย้อนไปฟังคำอภิปราย ของท่านนะครับ ท่านบอกท่านเห็นด้วยกับข้อคัดค้าน ของคุณอัครเดชขออนุญาตที่เอ่ยนาม และถ้าเราย้อนไปดูการประชุมช่วงเช้าครับ คุณอัครเดชคัดด้าน คัดค้านการเสนอชื่อนะครับ หรือว่าคัดค้านเรื่องการเสนอชื่อซ้ำนั้นนี่ ทันทีที่มีการเสนอชื่อคุณพิธา โดยที่ไม่รอดูด้วยซ้ำ ว่ามีคนอื่นที่ถูกเสนอชื่อหรือไม่นะครับ อันนี้คือฉากทัศน์ข้อที่ ๑ นะครับ ไปสู่ฉากทัศน์ข้อที่ ๒ เร็ว ๆ ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ สมมติผลเลือกตั้งปรากฏเช่นนี้ครับ ปรากฏว่ามีพรรคหนึ่ง ที่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ๓๖๐ สส. ในขณะที่อีก ๑๔๐ สส. นั้นแบ่งกันเป็น ๗ พรรค พรรคละ ๒๐ คน ผลปรากฏคืออะไรครับท่านประธาน มีพรรคเดียวนะครับ ที่เสนอชื่อนายกฯ ได้ ปรากฏว่าพรรค A สมมติเสนอชื่อนายกฯ ไปนะครับ เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และก็ไปสไลด์ถัดไป ปรากฏว่าในสถานการณ์สมมตินี้ สว. มีความประสงค์จะฝืนมติมหาชน แล้วพร้อมเพรียงกันในการงดออกเสียง ผลปรากฏ ก็คือว่าเราเจอทางตันครับท่านประธาน เพราะว่าแคนดิเดตของพรรค A นั้น ไม่ได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ของสมาชิกรัฐสภา ในการประชุมครั้งถัดไป ปรากฏว่าไม่สามารถมีแคนดิเดตในพรรคไหน ถูกเสนอชื่อได้เลยครับท่านประธาน เพราะว่าถ้าเราตีความข้อบังคับ ตามที่ผู้เสนอเสนอมานั้น ไม่สามารถเสนอชื่อแคนดิเดต A ได้ซ้ำ และพรรคการเมืองอื่นก็ไม่มี สส. เกิน ๒๕ คน ที่จะสามารถเสนอชื่อบุคคล มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แน่นอนครับ บางท่านอาจจะเถียงกลับมา ว่าถ้าอย่างนั้นเราก็สามารถใช้กลไก มาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ ได้ เพื่อปลดล็อก ให้สามารถเสนอชื่อนายกฯ ที่อยู่นอกบัญชี แต่หากสมมติว่าสมาชิกสภาผู้แทนจากพรรค A พร้อมเพรียงกันครับ ในการคัดค้านการเสนอชื่อนายกฯ คนนอก มติที่จะปลดล็อกให้เสนอชื่อนายกฯ คนนอกได้ ที่ต้องอาศัยเสียง ๕๐๐-๗๕๐ เสียงนั้น ก็ไม่สามารถได้รับความเห็นชอบได้ อันนี้คือการตีความข้อบังคับ ที่สามารถสร้างสถานการณ์ให้ประเทศ เดินไปสู่ทางตันได้เลยนะครับ เพราะจะไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯ ไม่ว่าจะในบัญชี หรือนอกบัญชีได้เลย ในระยะเวลา ๑ สมัยประชุม เท่ากับว่าประเทศไทยเรา อาจจะเจอสถานการณ์ที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๔-๖ เดือน ดังนั้นครับท่านประธาน เพื่อสรุป หากเราพิจารณาจาก ๒ ฉากทัศน์นี้นะครับ เราก็จะเห็นว่า การตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอเสนอมานั้นนี่ จะนำไปสู่ทางตันทางการเมืองได้ ผมเข้าใจดีครับ ว่า ๒ ฉากทัศน์นี้ อาจจะเป็น ๒ ฉากทัศน์ที่คงไม่เกิดขึ้นง่ายนัก แต่เราก็ทราบกันดีครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ว่าการเขียนกฎหมายโดย เฉพาะกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงทุกฉากทัศน์ และก็เขียนกติกาอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับทุกความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน ถึงแม้ผมอาจจะตั้งคำถามถึงจิตวิญญาณ ในความเป็นประชาธิปไตย ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๖๐ แต่ผมมั่นใจครับ ว่าพวกเขาคงไม่เขียนรัฐธรรมนูญ ที่เปิดช่องให้สามารถมีการตีความข้อบังคับ ที่นำไปสู่ทางตันทางการเมือง อย่างที่ผมได้ฉายภาพให้เห็นได้ ดังนั้นครับ ขออนุญาตสรุปว่าผมไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอของบางท่าน ที่เสนอให้มีการตีความข้อบังคับ ที่ห้ามไม่ให้การมีการเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า ๑ ครั้ง ภายในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งเหตุผลเชิงนิติศาสตร์ และเหตุผลเชิงรัฐศาสตร์ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบพระคุณคุณพริษฐ์ พัชรสินธุ ครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุดท้ายนะครับ คุณนพดล ปัทมะ ก็ ๗ นาทีนะครับ เชิญครับ คุณนพดลอยู่จะใช้สิทธิไหมครับ หรือตอนนี้ยังไม่อยู่นะครับ (คุณนพดล) ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมเป็น สส. สมัยแรกเมื่อ ๒๗ ปีที่แล้วนี่ ท่านประธานทำหน้าที่ และให้เวลาผม ๗ นาทีนะครับ วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งก็ได้เวลา ๗ นาทีเช่นกัน จะพยายามใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดอยู่นาน ว่าจะลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้หรือไม่ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมาอภิปราย เพราะเป็นเรื่องของหลักการที่สำคัญ ผมจำเป็นจะต้องทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ในการปกป้องหลักการความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และปกป้องหลักยุติธรรม โดยเฉพาะเกี่ยวกับการตีความกฎหมาย ท่านประธานครับ ประเด็นในวันนี้มีอยู่ว่า ญัตติตกไปหรือไม่นะครับ เสนอคุณพิธาอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนครับ ถ้าเราดูถ้อยคำญัตติกับการเสนอชื่อนี่ ภาษาไทยก็แตกต่างกันแล้วครับท่านประธานครับ ญัตติและการเสนอชื่อ ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าดูภาษาอังกฤษนี่ คำว่า "ญัตติ" ใช้คำว่า "Motion" นี่นะครับ การเสนอชื่อใช้คำว่า "Nomination" ก็ยิ่งแตกต่างกันไปอีก ดังนั้น ผมจึงอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้นนี่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องตีความเลยครับ ถ้าขออนุญาตใช้ถ้อยคำว่าถ้าเรารู้กฎหมายนี่ แทบจะไม่มีข้อสงสัยที่จะต้องตีความ แต่เอาล่ะครับ ท่านประธานครับ การเสนอชื่อเพื่อให้สภารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ นี่ มันมีข้อบังคับ... ข้อบังคับซึ่งเป็นข้อบังคับ ของรัฐสภาที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ หมวด คือ หมวด ๒ กับหมวด ๙ นะครับ หมวด ๒ ว่าด้วยเรื่องมติ แต่หมวด ๙ ว่าด้วยเรื่องการเสนอ หรือพิจารณาให้ความเห็นชอบ หมวด ๙ ถือว่าเป็นหมวดบทบัญญัติพิเศษ หลักการตีความกฎหมาย ที่สอดคล้องกับหลักยุติธรรมนี่ บทบัญญัติพิเศษจะต้องมาก่อน หรือเขาเรียกว่า "Overdrive" ใช้บังคับก่อนบทบัญญัติทั่วไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูบทบัญญัติ ของข้อบังคับหมวด ๙ จะชัดเจนครับ ไม่มีคำว่า "ญัตติ" ในการเสนอชื่อ ให้ความเห็นชอบตัวนายกรัฐมนตรี ในครั้งแรกในบัญชีของพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นการให้ความเห็นชอบ ตัวนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในข้อบังคับที่ ๑๓๘ ถ้าจำเป็นจะต้องเป็นญัตติในการเสนอครั้งแรก ผมคิดว่าผู้ร่างก็น่าจะมีสติปัญญา ที่จะใส่ข้อความนี้เข้าไปตั้งแต่ต้นนะครับ ดังนั้น จึงไม่เห็นว่าจะต้องใช้เป็นญัตติ ในการเสนอชื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ญัตติตามข้อบังคับที่ ๔๑ จึงไม่ตกไป ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ การตีความกฎหมายนี่ เราตีความตามอำเภอใจไม่ได้ มันมีหลักการการตีความที่จะต้องเข้มงวด หลักการตีความ ก็คือถ้าบทบัญญัติกฎหมายใด ที่เป็นบทบัญญัติกฎหมายจำกัดสิทธิ จะต้องตีความอย่างเคร่งครัด ถ้าเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดสิทธิ ก็สามารถตีความอย่างกว้างขวางได้นะครับ อันนี้เป็นหลักกฎหมายทั่วไป ที่นักกฎหมายเรียนกฎหมายปี ๑ ก็ทราบกันดี ทีนี้พอมาดูกรณี ของข้อบังคับที่ ๔๑ นี่ครับท่านประธานครับ มันเป็นกฎหมายจำกัดสิทธิ ดังนั้น เราจึงตีความอย่างกว้างขวางไม่ได้ จะตีความว่าญัตติที่ตกไปตามข้อที่ ๔๑ เป็นญัตติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี่ จึงไม่สามารถตีความเช่นนั้นได้นะครับ การตีความว่าญัตติตกไป จึงเป็นการขัดกับหลักการตีความอย่างชัดเจน ไม่สอดคล้องกับหลักยุติธรรมนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ประเด็นที่ ๕ ครับท่านประธานครับ พวกเราต่างปฏิญาณตนว่าจะรักษาไว้ และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ในมาตรา ๕ เขียนไว้ชัดเจนครับ ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้น อันนี้พรรคต้องไปตีความเลย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ซึ่งต้องใช้บังคับเหนือกว่าข้อบังคับ การประชุมของรัฐสภา ซึ่งในบทบัญญัติของมาตรา ๒๗๒ มิได้มีข้อจำกัด มิให้เสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้ง หรือให้ทำเป็นญัตติ ดังนั้น กระผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อตีความว่าข้อบังคับอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เราจึงไม่มีบทบัญญัติใด ๆ เลย ที่ห้ามในการเสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้ง การตีความว่าเสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้งไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการตีความ แต่เป็นการเพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาทำเช่นนี้ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า วันนี้เราจำเป็นที่จะต้องใคร่ครวญ รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จำเป็นที่จะต้องผดุงไว้ ซึ่งหลักยุติธรรมในการตีความนะครับ ในอดีตตัวกระผมเองสมัยเป็นอดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีการตีความในช่วงนั้น ซึ่งกระผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายเรื่องนะครับ แต่ไม่อยากรื้อฟื้นกลับไป จึงขอสรุปอย่างนี้ครับ การตีความว่าญัตติตามข้อ ๔๑ นี่ตกไปแล้วนี่ จึงเป็นการจำกัด... เป็นการจำกัดอำนาจ ของสมาชิกรัฐสภา ในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี มีคำว่า "รอนสิทธิ" ผมอยากใช้คำว่า "เป็นการรอนอำนาจ" ครับท่านประธานครับ และนอกจากนั้น เป็นการตีความซึ่งขัดกับหลักยุติธรรม เป็นการเติมข้อความไปในรัฐธรรมนูญ เป็นการสั่นคลอนหลักยุติธรรม ถ้าหลักยุติธรรมสั่นคลอน ชีวิตของประชาชนจะสั่นคลอนไปด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็เป็นอันว่าการอภิปรายได้ยุติลงแล้ว ก็จะมีการลงมติตามข้อบังคับต่อไปครับ เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันในการเสนอญัตติ ของคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชุมต้องพิจารณาว่า จะเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง คือ ซ้ำกันนะครับ ได้หรือไม่ ดังนั้น ผมได้ขออาศัยอำนาจของประธาน ในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยให้ที่ประชุมลงมติตีความข้อบังคับข้อ ๔๑ ตามข้อบังคับข้อ ๑๕๑ ก่อน ว่าการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นญัตติเป็น... ซึ่งถือว่าเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้ว และมีหลักการเดียวกันมาเสนออีก ในที่ประชุมสมัยเดียวกัน และต้องห้ามตามข้อบังคับข้อ ๔๑ หรือไม่นะครับ ก่อนลงมติผมก็ขอให้ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม และเพื่อเช็กองค์ประชุมด้วยครับ [เสียงออด] (คุณมหรรณพ) ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมหรรณพ ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมมหรรณพ ขออนุญาตครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ (คุณมหรรณพ) การเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนถามท่านประธาน ได้โปรดกรุณาทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งครับ เพื่อป้องกันความสับสนว่าจะถามว่าอย่างไรครับ เพื่อพวกเราจะได้ลงมติ ได้ถูกต้องตามคำถามนั้นครับผม [เสียงออด] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมยังไม่ได้ตั้งคำถามครับ เพียงแต่ตอนนี้ ขอเชิญสมาชิกเข้าในห้องประชุมก่อน แล้วก็เพื่อแสดง... เพื่อเช็กองค์ประชุมว่าครบองค์ประชุม แล้วจะได้ลงมติต่อไป เมื่อก่อนจะลงมติ ผมก็จะอธิบายว่าจะลงมติอย่างไร ตามที่คุณมหรรณพได้ขอต่อไปครับ ตอนนี้ยังไม่ได้อธิบายอย่าเพิ่งกดการลงมติครับ เมื่อสมาชิกเข้าห้องประชุมพร้อมแล้วนะครับ ก็ขอให้... (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ รอนิดเดียวครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอกดบัตรแสดงตนครับ ได้ครับ เชิญครับ กรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ (คุณสมเจตน์) ๕๗๕ ครับ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จดด้วยนะครับ บอกช้า ๆ ที่ละคนครับ (คุณจิรัชยา) ๐๕๓ จิรัชยา สัพโส แสดงตนค่ะ (คุณสมเกียรติ) ๓๘๕ สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล แสดงตนครับ (คุณกิตติศักดิ์) ๐๒๔ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดยังไม่แสดงตนครับ เชิญครับ ถ้าได้แสดงตนเรียบร้อยแล้ว ขอเจ้าหน้าที่ได้แสดงผลครับ ตอนนี้มีผู้ได้แสดงตนอยู่ในห้องประชุม ๖๘๕ ท่าน ได้แสดงตนที่ปรากฎ ๖๘๕ ท่าน บวกกับผู้ที่ได้แสดงตนภายหลังด้วยวาจานะครับ อีก ๔ ท่าน รวมผู้ที่ได้แสดงตน และอยู่ในห้องประชุม ๖๘๙ ท่านแล้ว กำลังเดินมาอีก ๒ ท่านผมยังไม่ปิดการแสดงตน ถ้าท่านอยากจะแสดงตนขอเชิญใช้บัตร หรือว่าอ่านชื่อได้ เดินอีกหลายคนครับ เดี๋ยวให้โอกาสหน่อยครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ หมายเลขสมาชิก สส. ๑๒๘ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ (พลเอก ประสาท) ท่านประธานครับ ๓๑๙ แสดงตนครับ ขอบคุณครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านประธาน รอเพื่อนสมาชิกสักครู่หนึ่งนะครับ เพราะว่าเห็นว่า... (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ๐๔๔ แสดงตนครับ เห็นว่าตอนนี้นี่ ก็ยังมีสมาชิกหลายท่านกำลังเดิน มาที่ที่นั่งของตัวเองครับ (คุณเดดิษฐ์) ๑๓๔ เดดิษฐ์ ขาวทอง แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ผู้ที่อยู่ในห้องนี้แล้ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็แสดงตนได้ (คุณเดดิษฐ์) ๑๓๔ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็จะรอนิดหนึ่งได้ครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ท่านประธานคะ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ๑๙๒ สส. ค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง ๑๙๘ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) นายสมชาย ขออนุญาตแสดงตนค่ะ เพราะไม่มั่นใจว่าเครื่องมันไม่ติดค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ได้ครับ (คุณศักดิ์สิทธิ) ท่านประธานครับ ศักดิ์สิทธิ ขาวทอง ๓๖๗ แสดงตนครับ (คุณชิตวัน) ครับ ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ๑๓๔ แสดงตนครับ (คุณสานิตย์) ท่านประธานครับ ๑๗๙ สานิตย์แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (พลอากาศตรี เฉลิมชัย) ๐๙๙ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) ๔๓๗ แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ กำลังเดินมา ๒ ท่าน (คุณเจน) ขออนุญาติท่านประธานครับ ทางนี้ครับท่านประธานครับ สว. ๐๒๗ เจน นำชัยศิริ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณอำพล) ท่านประธานครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สว. ๒๔๓ ครับแสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับ เชิญครับ (คุณวิไลลักษณ์) ท่านประธานคะ วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ ๑๖๗ ค่ะ แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คนที่ยังแสดงตนเพิ่งเดินมาและก็ใช้เครื่องไม่ได้ หรืออยู่แล้วก็ใช้เครื่องไม่ได้ ก็แสดงตนโดยทางกฎหมายได้ครับ (คุณเฉลียว) ๐๒๕ เฉลียว เกาะแก้ว แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ถ้าไม่มีผู้แสดงตนเพิ่มเติมนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงตน... แสดงผลนะครับ ที่มาภายหลัง มีการแสดงตนด้วยเครื่องเพิ่มไหมครับ และก็ขอชื่อที่ขานชื่อด้วยครับ ครับ มีชื่อที่ขานชื่อเพิ่มอีก ๑๘ ท่าน รวมผู้ที่อยู่ในห้องประชุมนี้ ๗๐๓ ท่าน ถือว่า... (นายแพทย์เฉลิมชัย) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ บัตรกดแสดงตนไม่ได้นะครับ (นายแพทย์เฉลิมชัย) ขออนุญาตแสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ ๆ ๆ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมยังไม่ปิดการแสดงตน เชิญ ๆ ครับ เพียงแต่แจ้งครับ (นายแพทย์เฉลิมชัย) ๐๓๓ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) นะครับ ๐๓๓ ครับ เชิญครับ (นายแพทย์เฉลิมชัย) นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับเชิญครับ (พลเอก ศักดิ์สิทธิ์) ท่านประธานครับ พลเอก ศักดิ์สิทธิ์ หมายเลข ๑๗๘ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณพีระศักดิ์) ท่านประธานครับ ผมพีระศักดิ์ครับ สว. ๑๒๙ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญท่านต่อไปครับ (คุณเฉลิมชัย) ๐๓๒ สว. เฉลิมชัย เครืองาม แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณชัชวาล) ครับ ผม ๐๘๓ ครับ ชัชวาล คงอุดม ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณชัชวาล) เรียนท่านประธานครับ ผม ๐๘๓ ชัชวาล คงอุดม ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ครับ เจ้าหน้าที่ขอจำนวนที่เพิ่มเติมครับ ครับ ขอเจ้าหน้าที่ที่มาแสดงตนภายหลัง มีเพิ่มไหมครับ ครับ รวมเพิ่มทั้งหมด ๒๓ ท่าน จาก ๑๘ เพิ่มอีก ๗ ท่าน ขณะนี้มีผู้แสดงตน และก็อยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว ๗๐๘ ท่าน ผมขอปิดการเสนอชื่อแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ครับ ผมจะได้แจ้งให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ ถึงวิธีการลงคะแนนในครั้งนี้นะครับ ท่านได้กดบัตรเสียบตนแล้วครับ ก็คือผู้ใดเห็นว่าญัตติที่เสนอนี้ต้องห้าม คือ ญัตติที่คุณ... เห็นว่าผู้ใดเห็นว่าญัตติ เห็นว่าเป็นญัตติต้องห้ามตามข้อบังคับข้อ ๔๑ คือ เสนอชื่อท่านพิธาซ้ำไม่ได้ เอาให้ชัดอีกทีหนึ่งครับ เดี๋ยวจะผิด ท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับที่ ๔๑ คือ เสนอชื่อท่านพิธาไม่ได้ ก็ให้กดปุ่มเห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่เป็นญัตติต้องห้าม คือ ไม่อยู่ใต้ข้อบังคับของข้อ ๔๑ ผมอ่านซ้ำนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าญัตตินี้ ที่จะโหวตนี้ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับข้อ ๔๑ คือ เสนอได้นะเสนอชื่อท่านพิธาได้ ก็ขอกดปุ่มไม่เห็นด้วย กดปุ่มไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าสมควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่มงดออกเสียงครับ ครับ ก็ดำเนินการได้ครับ ท่านผู้ใดที่ขัดข้องในการใช้บัตรนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ ไม่เห็นด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เพิ่มเติมได้นะครับ (คุณกิตติศักดิ์) ท่านประธานครับ ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๐๒๔ ไม่เห็นด้วยครับ (คุณสมเจตน์) ๕๗๕ ครับ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ ไม่เห็นด้วยครับ (คุณจิรัชยา) ๐๕๓ จิรัชยา สัพโส ไม่เห็นด้วยค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยัง... (คุณสมเกียรติ) ๓๘๕ สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ไม่เห็นด้วยครับ (พลเอก ศักดิ์สิทธิ์) ท่านประธานครับ พลเอก ศักดิ์สิทธิ์ สมาชิกวุฒิสภานี่นะครับ สมาชิกรัฐสภาครับ ๑๗๘ เห็นด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ยังไม่ได้กด... ยังไม่ได้ออกคะแนนเสียงครับ ครับ เชิญครับ ถ้าไม่มีผู้ใดยังไม่ใช้สิทธิ ผมขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งหมด ๗๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๔ ครับ ครับ ภายหลังมาเพิ่มอีก ๑ นะ เห็นด้วย ๓๙๕ นะครับ ไม่เห็นด้วย ๓๑๒ ครับ งดออกเสียง ๘ นะครับ มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ นะครับ แล้วก็ขณะนี้นะครับ ครับ เนื่องจากในขณะนี้นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา มีมติให้คุณพิธางดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น จำนวนสมาชิกกึ่งหนึ่ง ของที่ประชุมทั้ง ๒ สภาในวันนี้ คือ ๓๗๔ นะครับ คะแนนที่ออกมาจึงเห็นทั้งหมด ๓๙๕ ก็ถือว่าที่ประชุมนี้มีมติเกินกึ่งหนึ่งนะครับ เห็นว่าการใช้มติตามข้อ ๔๑ ดำเนินการใช้ได้ ก็คือไม่สามารถจะเสนอชื่อคุณพิธาซ้ำได้ ในสมัยประชุมนี้นะครับ เพราะฉะนั้น... ครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าหมดระเบียบ (คุณปกรณ์วุฒิ) ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขออนุญาตปิดประชุมครับ (คุณวิโรจน์) ผมขออนุญาต หารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ [เสียงออด] (คุณอัญชิษฐา) ๑๗.๐๙ น. เสร็จสิ้นลงแล้ว สำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้นะคะ ที่ประชุมได้มีมตินะคะ ว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีรอบ ๒ ไม่สามารถกระทำได้ เพราะถือว่าเป็นญัตติค่ะ ขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะคะ ก็ได้กล่าวอำลากลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ภายหลังจากที่รับทราบคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. พร้อมกับได้ฝากให้เพื่อนสมาชิกค่ะ ในการใช้รัฐสภาเพื่อดูแลประชาชนนะคะ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ เริ่มขึ้นในช่วงเวลา ๐๙.๓๐ น. ค่ะ เพื่อที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเป็นประธานการประชุม จากนั้นนายสุทิน คลังแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี ทันใดนั้นก็มีสมาชิกรัฐสภาลุกขึ้นประท้วงทันที โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกรัฐสภา ลุกโต้แย้งว่าการเสนอชื่อของนายพิธานั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะชื่อของนายพิธา เคยเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ที่ผ่านมาแล้ว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ ดังนั้น จึงถือว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ถือว่าเป็นการเสนอญัตติซ้อนอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถทำได้และขัดกับข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อที่ ๔๑ ที่ระบุว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีก ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่า เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ก็มีข้อโต้แย้งจากฝั่ง ๘ พรรค ร่วมรัฐบาลเช่นกัน อาทินายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภาเห็นว่า การหารือของนายอัครเดชไม่ถูกต้อง เพราะเป็นขั้นตอนของการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. จังหวัดเชียงใหม่พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภาของให้มีการรับรองการเสนอชื่อ ผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ญัตติสมบูรณ์ก่อนจะดำเนินการคัดค้านต่อไป ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาได้วินิจฉัย ว่าขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนรับรองก่อน ทั้งนี้จากการรับรองชื่อนายพิธาก็พบว่า มี สส. ที่รับรองรวม ๒๙๙ คน อย่างไรก็ตามนายอัครเดชยืนยัน ว่าการเสนอชื่อนายพิธาให้โหวตรอบ ๒ นั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะจะขัดกับข้อบังคับข้อ ๔๑ ทำให้ สส. พรรคก้าวไกลลุกขึ้นทักท้วง จึงทำให้ประธานรัฐสภาได้ชี้แจง ว่าจากการประชุมวิป ๓ ฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกัน ว่าหลังจากการเสนอญัตติบุคคล ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ให้เสนอญัตติเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งก็จะได้ให้ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงในการอภิปราย จากนั้นนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภา กล่าวว่าเมื่อวานนี้ ก็อยู่ในการประชุมวิปด้วยซึ่งไม่มีข้อสรุปดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้ประธานรัฐสภาวางตัวเป็นกลาง อีกทั้งในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องยึดการทำงานในสภา ต้องยึดระเบียบข้อบังคับ ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ย้ำว่าการอภิปรายยังอยู่ในระเบียบวาระ ไม่ได้นอกวาระ เพราะอภิปรายเรื่องการเสนอชื่อบุคคล ที่จะถูกเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ขอให้ว่ากันอีกที ซึ่งการประชุมวิป ๓ ฝ่าย เป็นการหารือที่ไม่ได้ข้อยุติ แต่ว่าต้องนำข้อหารือที่มาร่วมหารือกัน แล้วก็แจ้งให้ตรงกัน หากว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกันเรื่องเสนอชื่อซ้ำ และไม่ตรงกับข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ก็จะได้ให้แสดงความคิดเห็นได้ จะใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ดังนั้น เพื่อความเรียบร้อย เสมอภาคเท่าเทียบ ก็จะให้เวลา ๓ ฝ่าย ฝ่ายละ ๔๐ นาที ทั้งนี้นายรังสิมันต์ได้ลุกใช้สิทธิพาดพิง ยืนยันว่าผลการหารือ ๓ ฝ่าย ยอมรับว่ามีข้อเสนอจริง แต่ว่าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย ดังนั้น ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ เพื่อให้เป็นไปตามวาระ ซึ่งกรณีที่หารือนั้นเป็นเรื่องที่อยู่นอกวาระ หลักจากนั้นบรรยากาศของการประชุม ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ก็มีการลุกอภิปรายโต้แย้ง ในประเด็นดังกล่าวอย่างเข้มข้น โดยฝั่งของสมาชิกวุฒิสภา ที่สนับสนุนต่อการอภิปราย เข้าหารือในประเด็นญัตติที่ตกไป ตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ เพราะการหารือของวิปนั้น หากว่าข้อเสนอใดที่ไม่มีใครโต้แย้ง ก็ถือว่าได้รับการยอมรับ พร้อมกับย้ำด้วยว่าญัตติเสนอชื่อนายพิธานั้น ต้องตกไปตามข้อบังคับ แต่ยังถูก สส. พรรคก้าวไกล โต้แย้งเป็นระยะ ๆ ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ก็เห็นว่าการพิจารณา ให้ความคิดเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๓๘ กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค ๑ ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดและสมาชิกของทั้ง ๒ สภา รวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา เข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน ในการพิจารณาญัตติตามวรรค ๑ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณา ดังนั้น กรณีดังกล่าวอาจจะไม่สามารถทำได้ และอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการเสนอญัตติเดิม ภายหลังจากที่สมาชิกรัฐสภา ได้ถกเถียงกันเป็นวงกว้างเกือบ ๘ ชั่วโมง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประธานในที่ประชุมก็ได้วินิจฉัย หลังจากที่มีการรับฟังข้อโต้แย้งจากสมาชิกแล้ว ก็เห็นว่ากรณีดังกล่าว เข้าข่ายข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๕๑ ที่ระบุว่า ให้อำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัย โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง ๒ สภาเป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด อย่างไรก็ตามนายฐากร ตัณฑสิทธิ สมาชิกรัฐสภา ก็เห็นว่าการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๔๑ เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีได้กำหนดวิธีการ และขั้นตอนไว้ชัดเจนในหมวด ๙ ว่าด้วยการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หมวด ๙ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จึงเป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว และเมื่อเทียบกับข้อ ๔๑ เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไปของกฎหมาย จึงไม่สามารถจะนำบทบัญญัติทั่วไป มาบังคับใช้กับบทบัญญัติเฉพาะได้ จึงขอย้ำว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี คือ การเสนอรายชื่อบุคคล เพื่อให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่การเสนอญัตติแน่นอนค่ะ (คุณฐากร) ถ้ารัฐธรรมนูญ เขาเขียนกำหนดไว้ว่าจะเสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างในขณะนั้น เข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีครับ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอรายชื่อผู้... การเสนอบุคคล สมควรดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๙ ซึ่งไม่ใช่การเสนอเป็นญัตติแต่อย่างใด จะสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ในมาตรา... ในข้อ ๑๓๖ และ ๑๓๘ ในการเลือกดังกล่าวนะครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยในข้อ ๑๕๑ ว่าในการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอรายชื่อบุคคลเดิมซ้ำ จะไม่เข้าข้อบังคับในข้อ ๔๑ ของวิธีการประชุมรัฐสภา หรือการยื่นญัตติแต่อย่างใด (คุณอัญชิษฐา) ด้านนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าประชาชนรอนายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการให้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งหลังจากเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า ๒ เดือนแล้ว แต่ว่ายังไม่สามารถจะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา แต่เมื่อเกิดปัญหาอุปสรรค ในการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าขัดต่อข้อบังคับข้อที่ ๔๑ แต่ในส่วนของพรรคประชาชาติยืนยัน ว่าการเสนอชื่อนายพิธารอบ ๒ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ เพราะไม่ใช่ญัตติ ซึ่งการดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ สามารถกระทำได้ เนื่องจากหากไม่ใช่นายพิธา และเป็นการเสนอชื่อบุคคลอื่น ก็ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมเดียวกันค่ะ (คุณกมลศักดิ์) วรรค ๒ เป็นกรณีญัตติ เฉพาะกรณีที่หาบุคคลภายนอก ให้สภาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่กรณีการเสนอชื่อตาม ๑๓๖ ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าเป็นญัตติต้องมีการระบุในข้อ ๓๐ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะข้อประชุมรัฐสภาข้อ ๓๐ ได้ระบุไว้ชัดเจน กรณีที่จะเป็นญัตติ ก็คือในบรรทัดที่ ๓ นะครับ ตอนท้าย กรณีที่ไม่ต้องมีผู้รับรอง ก็คือญัตติขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่พรคคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค ๒ นั่นก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาบุคคลเสนอชื่อ ตามแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่เสนอตั้งแต่ต้น นี่ไงครับ ถ้าดูตามข้อบังคับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วนี่นะครับ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตามที่เพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าการเสนอรายชื่อบุคคล ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ไม่ผิดข้อบังคับข้อ ๔๑ นั้น ผมและก็พรรคประชาชาติเราเห็นว่า การดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ อย่างที่ผมบอกน่ะนะครับ ถ้าสมมติเสนอคนอื่นที่ไม่ใช่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในข้อ ๔๑ บอกว่าในหลักการเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านลองบอกผมมาสิครับ ว่าถ้าเป็นบุคคลอื่น นามสกุลอื่น ชื่ออื่น จะใช้หลักการอะไร ก็ใช้หลักการเดียวกันเหมือนกันนะครับ ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๕๙ และก็ ๒๗๒ นั่นหมายความว่า การเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ในความหมายตามข้อบังคับข้อ ๔๑ (คุณอัญชิษฐา) อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่สมาชิกรัฐสภากำลังอภิปรายนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้ลุกขึ้น กล่าวอำลากลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา หลังจากรับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน ๔๒,๐๐๐ หุ้น และปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น และได้อำลาประธานรัฐสภา พร้อมกับฝากไปยังเพื่อนสมาชิก ในการใช้รัฐสภาเพื่อดูแลประชาชน ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เท่ากับว่าประชาชนชนะไปแล้วครึ่งทาง เหลืออีกเพียงครึ่งทาง ถึงแม้ตนจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคน ช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปค่ะ (คุณพิธา) จะพูดกับท่านประธานว่า รับทราบคำสั่งนะครับ และก็จะปฏิบัติตามอย่างที่เป็นคำสั่ง จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่นนะครับ ขอใช้โอกาสนี้ในการอำลาท่านประธาน จนกว่าเราจะพบกันใหม่ และก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกนะครับ ในการใช้รัฐสภา ในการดูแลพี่น้องประชาชนนะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม นะครับ และถ้าเกิดประชาชนชนะมาได้อีกแล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคน ช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน (คุณอัญชิษฐา) จากนั้นนายพิธา ได้ถอดบัตรประจำตัวแสดงตนวางไว้ บนที่นั่งประจำตัวของตนภายในรัฐสภา โดยมี สส. จาก ๘ พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลลุกขึ้นปรบมือ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนายพิธา ก่อนที่นายพิธาจะเดินออกจากห้องประชุมไป ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอบคุณนายพิธา ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่เสร็จสิ้นการอภิปรายแล้ว ประธานรัฐสภาได้อาศัยข้อบังคับข้อ ๑๕๑ ขอให้ที่ประชุมวินิจฉัย ตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ ว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา ว่าสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ถือว่าเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้ว ขึ้นมาเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกันได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ ๓๙๔ เสียงต่อ ๓๑๒ เสียง งดออกเสียง ๘ เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ เสียง ไม่เห็นด้วยให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ เนื่องจากเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ ๔๑ ค่ะ เป็นทั้งหมดของการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในวันนี้นะคะ ที่นำมาให้คุณผู้ชมได้ติดตาม รับชมรับฟังกันตลอดการประชุมนะคะ คุณผู้ชมยังสามารถที่จะกลับมาติดตามรับชม การประชุมได้ต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้ กับการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ติดตามไปพร้อมกัน กับทางรายการเกาะติดสภานะคะ ทุกช่องทางของสื่อรัฐสภาค่ะ ทั้งทางช่อง ๑๐ โทรทัศน์รัฐสภา ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM ๘๗.๕ MHz AM ๑๐๗๑ KHz ทางเพจของวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ทางเว็บไซต์ www.tpchannel.org และทาง Application TPChannel ค่ะ วันนี้หมดเวลาลงแล้วนะคะ ดิฉัน อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ พร้อมกับทีมงานรายการเกาะติดสภา ลาคุณผู้ชมไปเลยนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]