[เสียงดนตรี] (คุณอัญชิษฐา) สวัสดีค่ะคุณผู้ชมคะ มาติดตามการถ่ายทอดสด การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้กันนะคะ ซึ่งก็ถ่ายทอดสดกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการประชุมค่ะ วันนี้อยู่กับดิฉัน อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ พร้อมกับทีมงานรายการเกาะติดสภานะคะ ติดตามการถ่ายทอดสด การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๑ ค่ะ ซึ่งคุณผู้ชมคุณผู้ฟัง ติดตามได้ทุกช่องทางของสื่อรัฐสภานะคะ ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา รับสัญญาณภาพและเสียงจากกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ติดตามได้ทั้งทางช่อง ๑๐ โทรทัศน์รัฐสภา ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM 87.5 MHz AM 1071 KHz ทางเพจของวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ทางเว็บไซต์ www.tpchannel.org และทาง Application TPChannel ค่ะ ดาวน์โหลดได้นะคะ ทั้งระบบ Android และ iOS ค่ะ โดยพิมพ์ T-P-C-h-a-n-n-e-l นะคะ สำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ค่ะ ก็จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนะคะ ซึ่งก็จะได้ติดตามกันค่ะ ซึ่งวันนี้นี่ตามระเบียบวาระการประชุมนะคะ จะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน ๒ เรื่องค่ะ นี่คือ เรื่องที่ ๑ ตามระเบียบวาระการประชุมนะคะ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ก็จะมีการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช... (ยกเลิกมาตรา ๒๗๒) นายชัยธวัช ตุลาธน กับคณะ เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เป็นการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๓ โดยภายหลัง สส. จากพรรคการเมือง ที่มี สส. ไม่น้อยกว่า ๒๕ คน ได้เสนอชื่อบุคคล สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองเสนอต่อ กกต. แล้ว จากนั้นจะเปิดให้สมาชิกรัฐสภา ได้อภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็คือสมาชิกวุฒิสภา ๒ ชั่วโมง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓ ชั่วโมง รวมแล้ว ๕ ชั่วโมงค่ะ เบื้องต้น กำหนดเริ่มลงมติ ในช่วงเวลา ๑๕.๐๐ น. โดยเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้วยการขานชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับตัวอักษร ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการลงมติ ในเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. นะคะ ในขณะนี้นะคะ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพร้อมแล้วนะคะ มีท่านประธาน วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม ติดตามบรรยากาศพร้อมกันในช่วงนี้เลยค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่านนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุม ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ตอนนี้ยอดผู้เข้ามาเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว ๕๐๖ ท่านนะครับ เกินครึ่งแล้วครับ ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่นะครับ ๓๗๔ ท่านนะครับ ผมจึงขออนุญาตเปิดประชุมและดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระต่อไปครับ ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ๑.๑ รับทราบผลการพิจารณาตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. และที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นหน่วยงานหลัก รับข้อสังเกตดังกล่าว ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง ความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ รับทราบรายงานผลการพิจารณา ที่สำนักงานคณะกรรมาธิการ... คณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอเพื่อคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ข้อพิจารณาดังกล่าวนะครับ จึงเรียนมาให้สมาชิกทราบครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้เสนอเพื่อรับทราบนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ครับ แต่ว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องอภิปรายครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ แม้จะเป็นเรื่องรับทราบ เกี่ยวกับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ซึ่งพวกเราที่ประชุมรัฐสภาได้ออก... ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปครับ แต่เนื่องจากข้อสังเกต ของคณะรัฐมนตรีครับ ท่านครับ ในข้อที่ ๖ ครับ ในข้อที่ ๖ นั้น เป็นประเด็นที่ทางพวกผมเอง พรรคก้าวไกล โดย สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ผลักดันมาโดยตลอดครับ เป็นประเด็นเรื่องของการศึกษาระบบลงโทษปรับ ตามสถานะทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า "Day-Fine" เพื่อเกิดความเป็นธรรม ระหว่างผู้มีฐานะเศรษฐกิจดีและผู้ด้อยฐานะ ท่านประธานครับ มีข้อสังเกตจากคณะรัฐมนตรี มาอยู่ในหน้าที่ ๓ ครับ ผมขออนุญาตอ่านเพื่อทำความเข้าใจ และก็ต้องสอบถามท่านประธาน ว่าจะเอาแบบนี้ใช่หรือไม่ครับ ในหน้าที่ ๓ บอกว่า กรณีที่มีการถามมายังรัฐสภานั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ ผมขีดเส้นใต้ ๓ บรรทัดเลยนะครับ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ เดี๋ยวท่านประธานต้องวินิจฉัยว่าเอาอย่างไร ส่วนสำนักเลขาธิการวุฒิสภามีความเห็นว่า การศึกษาระบบการลงโทษ ตามฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ Day-Fine เป็นกรณีที่สมควรให้ศาล และองค์กรในกระบวนการยุติธรรมพิจารณาศึกษา อันนี้ขีดเส้นใต้บรรทัดเดียว ไม่ติดใจ เพราะท่านบอกว่าไม่เป็นไร แต่ว่าวุฒิสภาอาจจะไม่ศึกษานะ จะส่งให้ศาล หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการ แต่กรณีของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นนี่ครับ ผมคิดว่าต้องติดใจครับท่านประธานครับ ถึงแม้เราตั้งข้อสังเกตไป ครม. ตอบมาแบบนี้ ซึ่งเข้าใจว่าก็ต้องมีผู้แทนสำนักเลขาธิการ... สภาผู้แทนไปร่วมด้วย ก็ต้องให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ ว่าสำนักเลขาว่าอย่างนี้ แต่ถ้าพวกผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดใจ เห็นว่าสำนักเลขาควรจะศึกษา แล้วอยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของท่านประธาน ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรครับ ก็น่าจะศึกษาครับ เผื่อนำไปสู่การปรับแก้ในอนาคต เพราะว่าเรื่อง Day-Fine เป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการลงโทษต่อผู้กระทำความผิด ที่ไม่ใช่อาชญากรโดยแท้ ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณณัฐวุฒิมากครับ มีผู้ใดจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมนะครับ ถ้าไม่มีผู้ใดให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม ผมจะให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ถ้ามีประเด็นที่จะชี้แจงได้ ถ้าไม่มีก็... อันนี้ได้รับแจ้งจากสำนักงานนะครับ ว่าแจ้งว่าไม่มีงบประมาณรองรับ สำหรับการวิจัยในเรื่องนี้นะครับ ครับ ก็คงจะได้มีการแก้ไขต่อไปครับ ก็เป็นประเด็นสำคัญนะครับ คุณณัฐวุฒิได้เสนอ ขอบคุณมากครับ ต่อไปเป็นการรับทราบเรื่องที่ ๒ ครับ รับทราบรายงานผลการพิจารณาตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง... ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ รับทราบรายงานผลการพิจารณา ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ของรัฐสภา ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งรายงานผลการพิจารณาในเรื่องนี้ต่อรัฐสภา เพื่อทราบรายละเอียดตามเอกสาร ที่ได้วางให้สมาชิกทราบแล้วนะครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ เรื่องเพื่อทราบ... ที่ประธานจะแจ้งให้ทราบเรื่องที่ ๓ รับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๓ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ว่ากรณีที่รัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบ ๒ เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอซ้ำอีก ตามข้อบังคับที่ ๔๑ หรือขัดแย้ง... ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ และขอให้กำหนดมาตรการวิธีการชั่วคราว ก่อนที่จะวินิจฉัย โดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯ ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้น เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว และมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อคำสั่งไม่รับคำร้องวินิจฉัยแล้ว คำร้องอื่นก็เป็นอันตกไปด้วย จึงเรียนมาให้ที่ประชุมรับทราบครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องนะครับ เนื่องจากว่าการประชุม เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ครับ คุณรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภา ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ตามข้อบังคับที่ ๓๒ (๑) ขอให้สภาพิจารณาทบทวนเรื่องที่เราได้พิจารณา เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ โดยพิจารณาตามข้อบังคับ ๑๕๑ นั้น คุณรังสิมันต์ โรม ขอให้มีการพิจารณาทบทวน เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ซึ่งในขณะนั้นผมเห็นว่าเรื่องที่จะทบทวนนั้น มันยังเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญ กำลังจะวินิจฉัย ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล สภาจะยังไม่พิจารณา จน... จนกว่าเรื่องนั้นจะพิจารณาแล้วเสร็จ ประกอบกับผมเห็นว่า ถ้ามีการพิจารณาไปในช่วงนั้น อาจจะมีบางช่วงบางตอน อาจจะเป็นการละเมิดศาลได้ ผมจึงอาศัยอำนาจประธานสภาข้อ ๒๒ ให้เลื่อนการประชุมไปก่อน โดยยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอ ของคุณรังสิมันต์ โรม ดังนั้น ในวันนี้ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ยังติดใจ ก็อยากให้นำเสนอได้ครับ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านประธานนะครับ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ว่าในการเสนอญัตติของพวกเรานะครับ ของผมและก็มีผู้รับรองถูกต้องในครานั้นนี่นะครับ จริง ๆ ต้องเรียนต่อท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ ว่ามันได้เป็นญัตติ ที่จะต้องมีการพิจารณาในที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งนอกจากตัวผมแล้วนะครับ ที่มีการเสนอญัตติดังกล่าว ก็มีอีกท่านหนึ่งนะครับ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่เสียหาย คือ ท่านสมชาย แสวงการ นะครับ ก็มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน แต่เป็นในลักษณะญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับที่ผมเสนอ ประเด็นปัญหา ก็คือว่าเมื่อเสนอไปแล้วครับ โดยหลักการ ก็คือในที่ประชุมของรัฐสภา จะต้องมีการพิจารณา ซึ่งปรากฏว่าในเอกสารที่เป็นระเบียบวาระ การประชุมร่วมกันของรัฐสภานะครับ ไม่ปรากฏว่าจะมีการพิจารณาญัตติของผมเลย แม้แต่น้อยครับ จึงอยากจะเรียนสอบถามท่านประธานเบื้องต้น ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีการบรรจุนะครับ ระเบียบวาระในเรื่องของญัตติ ที่ขอให้มีการทบทวนมติของที่ประชุมของรัฐสภา ที่ห้ามเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนะครับ เป็นบุคคลที่ผ่านการเสนอไปแล้วนะครับ ขอความชัดเจนจากท่านประธานด้วยครับ ว่าเพราะเหตุใด ท่านประธานถึงไม่บรรจุญัตติดังกล่าว ในวาระการประชุม ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เรื่องนี้ ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับระเบียบวาระแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เนื่องจากเป็นวาระที่ยังไม่พิจารณาเสร็จสิ้นไป แล้วก็ให้ประธานนำเสนอในที่ประชุม ว่าได้มีการเสนอที่ประชุมแล้ว แล้วเดี๋ยวประธานก็จะมีข้อวินิจฉัยต่อไป ตามที่ได้แจ้งให้วิป ๓ ฝ่ายแล้ว แต่ตอนนี้ผมก็อยากให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนอญัตติที่เสนอในวันนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ก็อนุญาตให้นะครับ ก็ถือว่าได้เข้าสู่ระเบียบวาระที่ให้นำไปพิจารณา แต่จะพิจารณาได้หรือไม่ เดี๋ยวเราจะพูด... จะวินิจฉัยกันต่อไป ซึ่งอันนี้คุณรังสิมันต์ ก็คงจะทราบเป็นการภายในแล้ว ว่าในการประชุมวิป ๓ ฝ่าย เราได้ชี้แจ้งเรื่องนี้ไปบ้างพอสมควร แต่วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา ก็อยากให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนออีกสักครั้งหนึ่งครับ ก็ถือว่าเป็นการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนอยู่นะครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ เรียน... เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมรังสิมันต์ โรม นะครับ ผู้แทนราษฎรก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับ ว่าหลังจากผมเสนอนะครับ จะมีเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ท่าน จากพรรคก้าวไกลนะครับ จะนำเสนอเนื้อหาสาระ ว่าเพราะเหตุใด ถึงควรที่จะมีการทบทวนนะครับ ซึ่งก็คงจะใช้เวลาของสภาไม่นานนะครับ เราคาดว่าคงจะแล้วเสร็จนะครับ อาจจะใช้เวลาอยู่สักประมาณ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงนะครับท่านประธานครับ ก็จากผมได้นำเสนอ ต่อเนื้อหาสาระนะครับท่านประธาน จากการประชุมนะครับ ที่เราได้มีการลงมตินะครับ แล้วนำไปสู่การที่ผมได้มีการเสนอญัตติด้วยวาจา เมื่อการประชุมครั้งที่แล้วนะครับ เพื่อให้ที่ประชุมของรัฐสภานะครับ ได้ทบทวนและเพิกถอนมติที่ได้เคยลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ ๔๑ ที่กำหนดว่าญัตติใดเมื่อตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีก ในสมัยประชุมเดียวกันนั้น ให้หมายความรวมถึงการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องที่มาที่ไปนะครับท่านประธาน ผมคงไม่ขอลงรายละเอียด เพราะทุกท่านก็คงจะทราบดีถึงผลของการตีความ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ ๔๑ ที่ที่ประชุมได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ที่ผ่านมา อันที่จริงนะครับ ข่าวเรื่องการเสนอให้มีการตีความดังกล่าว มีออกมาก่อนหน้าวันประชุมจริงสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่ามีนักวิชาการด้านกฎหมาย ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ออกมาท้วงติง ว่าการตีความดังกล่าวไม่ถูกต้อง และภายหลังจากที่รัฐสภามีมติออกมาแล้ว เสียงคัดค้านที่ดังออกมา ก็ยิ่งหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม กรณีสำคัญที่ผมต้องขอกล่าวถึง ได้แก่ แถลงการณ์จาก ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก ๑๙ มหาวิทยาลัย หลายคนก็เป็นคนที่สอนนิติศาสตร์ให้กับผม และผมก็เชื่อว่าสอนนิติศาสตร์ ให้กับเราอีกหลาย ๆ คน ปรากฏว่าแถลงการณ์ออกมาชัดเจน ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ให้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นกระบวนการที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะ ต่างจากญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ก็มิได้กำหนดไว้แต่ประการใด ว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดิม จะกระทำไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด บัญญัติไว้เพียงเท่านี้ การตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ลำดับต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จะตีความข้อบังคับให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่สามารถกระทำได้ และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้การตีความเช่นนี้ กลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมาย ที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด จะยากที่จะดำเนินการโดยปกติ ในประเทศไทยต่อไปได้ อีกกรณีหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพครับ คือ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณาคำร้อง ที่มีผู้ยื่นในประเด็นการตีความดังกล่าวของรัฐสภา พิจารณาแล้ว เห็นว่าเสนอชื่อ การเสนอชื่อ และลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการกระทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาข้อที่ ๔๑ จึงมีมติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยต่อไป ซึ่งแม้ในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว แต่ก็เป็นการไม่รับด้วยเหตุผลว่า ผู้ร้องไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะยื่นคำร้องได้ ไม่ได้เป็นการยกคำร้อง หลังจากการพิจารณาในเนื้อหาสาระแต่อย่างใด ความสำคัญจริง ๆ ของกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ มันแสดงให้เห็นว่าในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ก็ยังมีความเห็นแย้งกับการตีความ ที่รัฐสภาได้เคยมีมติไปแล้วต่างหาก ผมและพรรคก้าวไกล เราเห็นด้วยกับแนวของการตีความ ของ ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์ และผู้ตรวจการแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม เราไม่เห็นด้วยว่าประเด็นปัญหาข้อนี้ จะต้องลงเอยด้วยการไปฝากฝัง ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทีนี้ประเด็นที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พูดง่าย ๆ ก็คือข้อบังคับดังกล่าวนี้ คือ คู่มือสำหรับการใช้ปฏิบัติงาน เฉพาะสมาชิกรัฐสภาเท่านั้นแท้ ๆ ถ้าจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ถ้าจะมีมติใด ๆ ที่ตัดสินใจออกไปแล้ว เห็นได้ในภายหลังว่าสมควรแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง ก็สมควรที่เราจะหาข้อยุตินี้ ในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลครับท่านประธานที่เคารพครับ ที่พวกเราและเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล เสนอญัตติดังกล่าว ซึ่งพวกเราเห็นว่า เป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการเสนอชื่อ และลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตามวาระที่ได้ลงกันต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจน หากจะต้องมีการเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก ก็สามารถเสนอกันได้ ไม่เข้าเงื่อนไขของข้อบังคับการประชุม ข้อที่ ๔๑ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ท่านประธานครับ อาจจะมีบางผู้ บางนาย เสนอว่าโต้แย้งว่าการตีความ ข้อบังคับข้อที่ ๔๑ นะครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม นั้น ทำโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับข้อ ๑๕๑ ซึ่งระบุว่าเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติ วินิจฉัยเป็นประการใด ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด ดังนั้น จะมาทบทวนมติที่ลงไปแล้วอีกไม่ได้ ผมต้องอธิบายกับท่านประธานอย่างนี้ ว่าคำว่า "เป็นเด็ดขาด" ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่าต่อแต่นี้ไป รัฐ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ คุณรังสิมันต์ ผมว่าเรื่องนี้ก็คุณรังสิมันต์ก็ได้ชี้แจง ในคราวที่แล้วแล้ว คราวนี้ก็ให้อนุญาตนำเสนอเพื่อจะได้เข้าใจ คงจะไม่ลึกลงไปมาก ซ้ำอีกนะครับ แล้วก็เป็นที่เข้าใจครับนะ ด้วยความ... เป็นความคิดเห็นที่ผมก็เข้าใจ และก็เข้าใจจึงให้มาอธิบาย เพื่อให้คนข้างนอกได้เข้าใจ ว่าทำไมคุณรังสิมันต์ได้เสนอเรื่องนี้ ผมอยากให้ได้สรุปไปเลยครับ เพราะว่ามันอยู่ในประเด็นเดิมอยู่แล้ว ก็คืออยากจะทบทวนสิ่งที่ได้ลงมติ ตามมาตรา ๑๕๑ ไปแล้วครับ เป็นที่เข้าใจ เดี๋ยวกรุณาสรุปได้ไหมครับ นะครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ (คุณรังสิมันต์) ผมจะสรุปอย่างรวดเร็ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณรังสิมันต์) แต่ต้องเรียนกับท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ พวกเราเองก็พยายาม ที่จะทำให้การเดินหน้าของสภา เป็นไปอย่างราบรื่นนะครับ ผมอาจจะขออธิบายนิดเดียวท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) แล้วเดี๋ยวผมก็จะจบนะครับ (คุณรังสิมันต์) ผมขออนุญาตนะครับ เริ่มว่าคำว่า "เป็นเด็ดขาด" ที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมข้อที่ ๑๕๑ ไม่ได้หมายความว่าต่อแต่นี้ รัฐสภาจะต้องถือตามคำวินิจฉัยที่มีขึ้นตลอดไป โดยที่ไม่อาจทบทวนได้อีกเลย ความเป็นเด็ดขาด หมายความว่าเมื่อรัฐสภาได้วินิจฉัยแล้ว ไม่มีองค์กรใดที่อยู่สูงกว่านั้นที่จะให้อุทธรณ์ เพื่อให้วินิจฉัยแตกต่างไปจากรัฐสภาได้ แต่หากว่าองค์กรที่ชื่อว่ารัฐสภา จะมีการทบทวนสิ่งที่ได้เคยวินิจฉัยออกไป ด้วยตัวของรัฐสภาเอง การเช่นนั้นย่อมทำได้ เฉกเช่นเดียวกันกับที่ศาลฎีกา ก็ยังเคยมีคำพิพากษาที่เป็นการกลับหลัก จากคำพิพากษาของตัวเองที่เคยมีในอดีตอยู่ร่ำไป หรือสมาชิกบางท่านอาจสงสัยว่า ที่ผมกำลังเสนออยู่นี้ เป็นความพยายาม ที่จะเอาคุณพิธากลับมาถูกเสนอชื่อ เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้งให้ได้ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมก็ขอให้ท่านเหล่านั้น ได้ดูในสถานการณ์ตอนนี้เสียก่อน การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเสนอใครเป็นนายกฯ ซึ่งหากได้รับเสียงเห็นชอบ จากที่ประชุมแห่งนี้ ก็จบไป พวกท่านไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว แต่หากยังไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวจะเอาชื่อคุณพิธา มาเสนออีกครั้งได้เลย เพราะตอนนี้ ๘ พรรคร่วมก็แยกย้ายกันไปแล้ว ถ้าจะเสนอชื่อใครก็คงต้องมาคุยกันอีกยาว การที่ผมเสนอญัตตินี้ท่านประธานครับ มันจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากต้องการทบทวนมติที่เคยมีกันไป เพื่อให้กลับมาสู่ลู่ทางที่ถูกที่ควรเท่านั้นเอง สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมขอย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่ผมได้อภิปรายไป เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ขอให้ทุกท่านลองคิดตามให้ดี ว่าตามรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว ว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี ให้เลือกจากแคนดิเดต ตามรายชื่อที่พรรคการเมืองระบุมา เฉพาะจากพรรคที่มี สส. ในสภา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ และ... สรุปแล้วครับท่านประธานครับ จะจบแล้วครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เกือบครึ่งชั่วโมง ผมคิดว่า... น่าจะเพียงพอเข้าใจแล้วนะ (คุณรังสิมันต์) มัน ๑๒ นาทีเอง ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) สัก ๑ นาที เชิญครับ ๆ (คุณรังสิมันต์) ครับ และแม้ว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดก็ตามไปแล้ว ถ้าลงมติไม่ผ่าน ก็ไม่มีตรงไหนเลยในรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าบุคคลนั้น ไม่นับเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกต่อไป นั่นหมายความว่า สถานะของการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ จะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ท่านประธานครับ เรากลับมาสร้างบรรทัดฐาน ที่ถูกต้องที่ควรเถอะครับ พวกท่านอาจจะไม่ต้องการ ให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อย่าถึงต้องขนาดเผาบ้าน เพื่อไล่หนูตัวเดียวเลยครับ เราจะทำลายหลักการของรัฐสภา สร้างบรรทัดฐานกันแบบนี้จริง ๆ หรือครับท่าน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณรังสิมันต์ครับ ผมก็อนุญาตด้วยความเห็นใจ และก็อยากจะให้ได้ชี้แจงให้เข้าใจ ผมคิดว่าเข้าใจแล้ว แล้วเวลา คือ ท่านใช้ไป ๒๐ กว่านาทีแล้ว ผมขออนุญาตว่ายุติการอภิปราย ของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยความเคารพนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ (คุณรังสิมันต์) ท่านประธาน จริง ๆ ผมจบแล้วครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ (คุณรังสิมันต์) แต่ว่าท่านประธาน อาจจะต้องพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณรังสิมันต์) เวลาที่ผมใช้จริง ไปแค่ ๑๓ นาทีครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ก็... ก็เป็นที่เข้าใจ (คุณรังสิมันต์) มันขึ้นอยู่หน้าจอเมื่อกี้นะครับ ๑๓ นาที (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ไม่เป็นไรเรา ไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้อง... แต่ว่าอภิปรายพอสมควร และเห็นว่าได้ประเด็นแล้ว ที่เราจะต้องวินิจฉัยจากที่ประชุมนี้ได้ ก็เลยอยากจะให้ชี้แจง (คุณรังสิมันต์) คือ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ได้ต้องการตีรวนอะไร (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เข้าใจ เข้าใจครับ (คุณรังสิมันต์) จริง ๆ เมื่อกี้ผมอภิปรายจบ ถ้าท่านประธานเบรกผมหลังจากนั้น สัก ๕ วินาทีนี่ ผมก็จบครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมเข้าใจว่า ไม่ใช่ประเด็นที่จะตีรวนครับ (คุณธีรัจชัย) ท่านประธานที่เคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณธีรัจชัย) ผมขออนุญาตครับ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ท่านประทานครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ในข้อบังคับข้อที่ ๕ นะครับ นะครับ ก็คือท่านประธานนี่ จะต้องเป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตัวเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ แต่ท่านประธานที่ผ่านมานะครับ ท่านประธานพยายามที่จะขัดขวางการอภิปราย ของท่านรังสิมันต์ โรม นะครับ ไม่ให้แสดงเหตุผลของการเสนอญัตติ ที่จะให้ทบทวนญัตติเดิม ที่ผ่านเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมนี้ เหมือนกับท่านประธานมี... มีธงอยู่แล้ว ว่าจะไม่ให้ และพยายามตัดตลอด ขนาดเวลานี่นะครับ เวลามีแค่ ๑๓ นาที ท่านก็บอกว่าครึ่งชั่วโมงนะครับ ผมอยากจะให้ท่านให้โอกาสนะครับ และให้... ให้สมาชิกได้มีการอภิปรายเต็มที่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับ คุณธีรัจชัยครับ ก็ได้เข้าประเด็นที่ประท้วงแล้ว ประเด็นที่ผมอยากชี้แจงคุณรังสิมันต์ ว่าไม่ได้มีการขัดขวาง เพราะได้มีการตกลงกันแล้ว ว่าอยากจะให้มาชี้แจงในสภา และผมเห็นว่าได้เนื้อหาสาระ ที่สมาชิกสภาจะเข้าใจที่จะวินิจฉัยต่อไปแล้ว แล้วก็ให้โอกาส แล้วก็ให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความคิดเห็น ก็ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ก็... ก็อยากจะขออนุญาต ว่าน่าจะเพียงพอแค่นี้นะครับ ครับ เชิญครับ ๆ มีประท้วงประเด็น (คุณรังสิมันต์) ต้องขออนุญาต ประท้วงท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ผมจบ... ผมจบการอภิปรายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ได้ครับ (คุณรังสิมันต์) แต่ว่าผมอยากให้ท่านประธาน... เพราะเนื่องจากพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศนะครับ เขาติดตามการประชุม แล้วผมไม่ได้ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง อย่างที่ท่านประธานว่า คือ เวลาของการบันทึกของที่ประชุมแห่งนี้ เขาบันทึกเอาไว้ตรงหน้าจอที่เราทุกคนใช้กันมา เป็นสรณะนี่ ๑๓ นาทีกว่า ๆ ครับ ถ้าท่านประธานนะครับ กรุณาแก้ไขในเรื่องเวลาให้ถูกต้อง ผมยอมจบครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอ... ขอแก้ไข ต้องขอโทษด้วยนะครับ นะ ต้องขอโทษด้วยครับ ก็อย่างที่ตามเวลา แต่ผมเห็นว่าเป็นเวลาที่สมควรครับ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ความเห็นที่คุณรังสิมันต์ โรม จะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เมื่อวันที่... เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม นั้น และผมได้ให้เลื่อนการประชุมออกไป วันนี้ก็ให้นำเสนอเข้ามา แต่ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมในวันนี้ และก่อนหน้าที่จะมีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคมนั้น ผมได้ให้ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้นำข้อเสนอมา เพื่อที่จะเสนอที่ประชุม ๓ ฝ่าย และผมได้พิจารณาด้วยว่าข้อเสนอด้วยวาจา ของคุณรังสิมันต์ โรมนั้น จะรับมาพิจารณาอย่างไรต่อไป ที่ประชุมของฝ่ายกฎหมายและที่เกี่ยวข้อง ให้ความเห็นว่าญัตติที่เสนอนั้นเป็นญัตติซ้อน ที่ได้มีการลงมติไปแล้ว ตามข้อบังคับที่ ๑๕๑ ถ้าหากว่าสามารถจะเสนอญัตติอย่างนี้ เข้ามาทบทวนซ้อนไปเรื่อย ๆ หรือไม่จำเป็นต้องเรื่อย ๆ ครับ ญัตติที่ลงไปแล้วและถือว่าเด็ดขาดไปแล้วนั้น ถึงแม้จะเป็นความเห็นว่าเด็ดขาดอย่างไร เป็นความเห็น ที่จะรับพิจารณาแสดงความเห็นได้ แต่เมื่อมีข้อบังคับอย่างนั้นแล้ว และสภาทบทวนความเชื่อถือของมติสภานั้น อาจจะลดลงไปว่าเดี๋ยวจะมีการทบทวนอีกต่อไป แล้วจะเชื่ออันไหนอย่างไร อันนี้เป็นความเห็นนะครับคุณรังสิมันต์ แล้วพวกเราเป็นความเห็น เป็นความเห็น ด้วยความเคารพจริง ๆ และเจตนาคุณรังสิมันต์ โรม ก็พูดชัด เมื่อสักครู่นะครับ ว่าไม่ได้เจตนาจะตีรวน หรือเสนอชื่อคุณพิธา เข้ามาขัดกับข้อบังคับนี้หรือไม่ อย่างไร แต่อยากให้สภาได้ทบทวน ว่าญัตติที่ลงไปแล้วนั้นทบทวนได้หรือไม่ ฝ่ายกฎหมายเห็นว่าไม่ควรจะให้มีการทบทวน เพราะจะสร้างความบรรทัดฐาน ที่ความไม่น่าเชื่อถือกับเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ แต่ความเห็นมันแตกต่างกันได้นะครับ ซึ่งผมได้แจ้งให้ที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายแล้วนะครับนะ เกิดประการว่าถ้าทบทวนไป มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ครับ รัฐสภาของเราอาจจะ... คนจะเกิดความลังเล ด้วยความเคารพจริง ๆ แต่ความเห็นของคุณรังสิมันต์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรือความเห็นคนข้างนอก ตอนนี้อาจจะเป็นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๘๐ นะครับ ว่าให้ประธานดำเนินกิจการของสภา ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ผมก็จะถือว่าข้อบังคับที่ ๑๕๑ ประกอบ... ประกอบกับมาตรา ๕ นะครับ แล้วก็ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าควรจะไม่รับข้อ... ข้อเสนอที่ว่าเป็นญัตติด่วน ซึ่งเป็นอำนาจของสภาตาม... ของประธานสภาตามที่อ้าง โดยได้มีการหารือกันแล้ว และก็ที่ประชุมของวิป ๓ ฝ่ายนั้น ด้วยความเคารพว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ผมจึงขอวินิจฉัยว่าไม่รับญัตติด่วน ที่เสนอด้วยวาจา ของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยความเคารพจริง ๆ แล้วก็ให้โอกาสมาชี้แจงในวันนี้ เพื่อคนจะได้เข้าใจว่าทำไมไม่รับ แล้วความคิดเห็น... และในวันเดียวกันนั้น คุณสมชาย แสวงการ ก็เสนอไม่เห็นด้วย กับญัตติที่คุณรังสิมันต์ โรม เมื่อเป็นญัตติเกี่ยวเนื่องกัน และผมไม่ขอนำญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วนแล้ว คิดว่าคุณสมชายคงไม่... คงไม่ติดใจนะ ขออนุญาตนะครับ ให้ดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ใช้สิทธิประท้วงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ ๆ เชิญครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอใช้สิทธิ์ประท้วงท่านประธาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ที่ท่านอ้างน่ะครับ และก็ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในข้อที่ ๕ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็นมีหลายประเด็น ที่ท่านประธานไม่อาจที่จะทำความเข้าใจ หรือเคลียร์ต่อสาธารณชนได้ แล้วผมคิดว่าเพื่อความสง่างามของท่านประธาน ที่ทางคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นคนเสนอชื่อท่านประธาน เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา และที่ประชุมให้การรับรอง เราปล่อยผ่านแบบนี้ไม่ได้ครับ ประการที่ ๑ ครับท่านประธานครับ ในกรณีของญัตติของคุณสมชาย แสวงการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ด้วยความเคารพครับ เมื่อสักครู่ ตอนแรกผมเข้าใจว่าท่านจะไม่กล่าวถึง แต่เมื่อท่านกล่าวถึง แล้วบอกว่าคุณสมชาย แสวงการ ไม่ติดใจ ผมเองยังหันไป ยังไม่เห็นคุณสมชาย แสวงการ แต่ผมเชื่อมั่นว่าท่านมาแล้วนะครับ ท่านเป็นคนที่รับผิดชอบการทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ผมเองยังไม่เห็นครับ ว่าคุณสมชาย แสวงการ ได้แถลงต่อที่ประชุม ว่าจะถอนญัตติของตนเอง ผมเองยังไม่เห็นเลย ว่าคุณสมชาย แสวงการ แสดงเหตุและผล แบบที่คุณรังสิมันต์แสดงแบบใด ประการใด ผมคิดว่าท่านประธานวินิจฉัยได้ แต่เมื่อท่านใช้เกณฑ์เดียวกัน แล้วอยากจะฟังว่าคุณสมชายไม่ติดใจ ก็ควรจะได้ยินจากเสียง ของคุณสมชาย แสวงการ ด้วยตัวท่านเอง เพราะเรื่องอื่นท่านพูดทุกเรื่องเลยครับ เรื่องอื่นท่านอภิปรายยาว แต่เรื่องนี้แค่คำว่า "ถอน" หรือ "ไม่ติดใจ" ผมยังไม่ได้เสียงท่านเลย นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับท่านประธานครับ ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ นี่นะครับ ที่ท่านใช้นี่ ผมคิดว่าทางฝ่ายกฎหมายสภาต้องทบทวนนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ครับท่านประธาน รอบนี้อาจจะต้องประท้วงยาว เพราะว่าเพื่อความสง่างาม ของตำแหน่งประธานครับ เป็นเรื่องการทำหน้าที่ ไม่ได้บอกว่า สิ่งที่จะนำไปสู่รายละเอียดของการปฏิบัติ ซึ่งข้อบังคับมีบทบัญญัติเฉพาะต่าง ๆ นั้น ถูกหรือผิด ผมยกตัวอย่างว่า ท่านอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ วรรค ๔ ที่บอกว่าประธานรัฐสภามีหน้าที่ และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่วรรค ๕ เอง ก็บอกว่า ท่านต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าท่านชัดเจนตั้งแต่วันนั้น เพราะเหตุใดล่ะครับ ฝ่ายกฎหมายสภาถึง... ไม่บอกท่านเลยตั้งแต่วันนั้น ว่าญัตตินั้นไม่สามารถบรรจุได้ และก็หยิบยกกรณีของมาตรา ๒๗๒ รัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังพิจารณาในวันนั้นขึ้นมาพิจารณาต่อ แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล ไปลงรายละเอียดนะครับ ว่าการเลื่อนการประชุมที ส่งผลกระทบต่องบประมาณวันละกี่ล้านบาท ผมเองไม่อยากพูดถึงตัวเลข แต่ผมคิดว่าอย่าใช้รัฐธรรมนูญ ในกรณีของการปฏิบัติหน้าที่ มาเป็นบทบัญญัติที่ตีความ และนำไปสู่การตีความ เลยไปถึงข้อบังคับการประชุม ที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกัน นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ประการที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งครับ ท่านประธานพยายามจะอ้างว่า ฝ่ายกฎหมายเขาสรุปมา มีการหารือ มีการพูดคุยในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย แต่ท่านต้องยืนยันผ่านสาธารณชนครับ ว่าในวิป ๓ ฝ่ายไม่ได้มีมติ ว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายทำมา ผมไม่อยากลงรายละเอียดนะครับ ความจริงผมยังติดใจอยู่ ๒ คำด้วยกันนะครับ คำหนึ่งท่านถอนไปแล้ว ผมไม่ลงรายละเอียด กรณีที่กล่าวพาดพิงไปถึงคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ความจริงยังอยากได้เอกสารฝ่ายกฎหมาย ที่ตีความนะครับ ว่าตกลงท่านถอนไปจริงหรือไม่ แต่ในเอกสารที่ฝ่ายกฎหมายสรุป ยังมีอีกคำหนึ่งที่สำคัญนะครับ จะไม่พูดเสียก็คงไม่ได้ เพราะท่านอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาแล้ว ว่าการเสนอบทบัญญัติดังกล่าวนั้นไม่อาจทำได้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่อยากเอ่ยชื่อตุลาการ ว่าชื่ออะไร อย่างไรบ้างนะครับ องค์ประชุมเป็นใครหลายคนก็เป็นอาจารย์ผม เขาไม่ได้วินิจฉัยเลยนะครับ ว่าการเสนอทำได้ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้รับเรื่องตั้งแต่ต้น ผมถึงบอกไงครับ ว่าท่านต้องไปทบทวน ว่าเอกสารฝ่ายกฎหมายของท่านเองนี่มีปัญหาไหม แต่ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าท่านต้องยืนยันผ่านที่ประชุมครับ ว่าในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย หรือหลายฝ่ายก็แล้วแต่ เพราะว่าก็ยังไม่รู้ ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนนี่นะครับ วันนี้จัดเก้าอี้ผมแบบนี้ วันหน้าอาจจะกลับไปฝั่งนู้น วันนู้นอาจจะกลับไปฝั่งนั้น หรือ ๒ ปีข้างหน้า อาจจะกลับมาอีกฝั่งก็ได้ ไม่มีใครรู้ แต่ท่านต้องเอาให้ชัด ว่าไม่ได้มีมตินะครับ เป็นแค่ความเห็น พวกผมก็รับทราบไว้ไม่เป็นไรครับ นั่นเป็นประการที่ ๓ แต่ประการที่ ๔ ครับท่านประธานครับ ผมคิดว่านี่ต้องฝากอนาคตให้ลูกหลานครับ เพราะว่าสิ่งที่พูดในที่ประชุมกับที่... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ครับ (คุณณัฐวุฒิ) เรื่องเด็ดขาดครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เดี๋ยวประเด็นนี้ คุณณัฐวุฒิใช้ประเด็นประท้วง ซึ่งต้องบอกข้อบังคับแล้ว ไม่ใช่อภิปราย (คุณณัฐวุฒิ) อ๋อ ผมบอกตั้งแต่ต้นเลยครับ ท่านประธานย้อนโชว์เลขดูได้ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ถ้ามาอภิปราย ผมจะยังไม่อนุญาตให้อภิปราย ถ้าประท้วงผิดข้อบังคับผมอนุญาต (คุณณัฐวุฒิ) ผิดข้อบังคับข้อที่ ๕ ครับ ท่านประธานครับ การทำหน้าที่ที่ต้องวางตนเป็นกลาง แล้วก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ในการควบคุมการดำเนินการต่าง ๆ นะครับ และรวมถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ใน (๗) คืออะไรครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็ไม่ต้องอภิปรายแล้ว และผมจะวินิจฉัย (คุณณัฐวุฒิ) ประเด็นเด็ดขาดครับท่านประธาน เพราะว่าการพูดเรื่องการตีความว่าเด็ดขาดนี่ ท่านต้องยืนยันในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งมีไม่น้อยคน ที่ได้มีโอกาสนั้นในการขึ้นทำหน้าที่ ว่าเด็ดขาดนี้ เด็ดขาด แค่แต่เพียงเรื่องการบังคับใช้ ในสมัยปัจจุบันนี้เท่านั้น (คุณวันมูหะมัดนอร์) ใช่ ๆ ครับ ผมว่า... (คุณณัฐวุฒิ) ต้องขอให้บันทึกไว้ครับท่านประธาน ผมต้อง... อย่างนี้นะครับ เพราะว่าที่ประชุมวิป ไม่เหมือนที่ประชุมรัฐสภานะครับ ลูกหลานในอนาคตมาทำวิทยานิพนธ์ อีก ๕๐ ปี ก็จะได้บอกว่าสภาแห่งนี้วินิจฉัยแบบนี้ แต่วันนั้นลูกหลานของเรา วินิจฉัยไม่ได้เป็นไปตามแบบนี้ เพราะเขายืนยันหลักการที่ถูกต้อง แบบนี้ คือ ความสง่างามที่สุด ของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยทั้งหมดด้วยครับ ขอบคุณครับ (คุณอรรถกร) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณณัฐวุฒิมากครับ เป็นการประท้วงเหมือนกันใช่ไหมครับ (คุณอรรถกร) ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญ ๆ ครับ (คุณอรรถกร) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ ๆ ครับ เชิญครับ (คุณอรรถกร) อรรถกร ศิริลัทธยากร พลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ ๕ เพราะว่าผมคิดว่า ตอนนี้ การประชุมรัฐสภาของเราเริ่มที่จะเยิ่นเย้อนะครับ ผมเรียนท่านประธาน และที่ประชุมด้วยความเคารพนะครับ ว่าในการประชุม ไม่ใช้คำว่า "วิป ๓ ฝ่าย" แล้วกันครับ ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนสมาชิกวุฒิสภานี่ ท่านประธาน... วันนั้นท่านประธานก็ทำหน้าที่ในที่ประชุม ท่านประธานก็ได้ให้เกียรติ สมาชิกทุกคนที่เข้าประชุม โดยเฉพาะเพื่อนของผมนะครับ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ผมคาดว่า แน่นอนครับ ว่าการประชุมตัวแทนพรรคการเมือง และตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่... ไม่ได้มีมติที่ชัดเจน แต่ผมว่าคนที่อยู่ในที่ประชุมนั้นก็เข้าใจทั้งหมด ว่าวันนี้นี่จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเองครับท่านประธานครับ ผมจึงอยากเรียนว่า ท่านประธานก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ข้อที่ ๘๐ นะครับ มาตรา ๘๐ แล้ว ท่านประธานก็เดินหน้าต่อเลยครับ เพราะว่าวันนี้ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ก็ยังมีเรื่องที่สำคัญรออยู่นะครับ ผมว่าพี่น้องประชาชน หรือว่าสมาชิกรัฐสภา ก็อยากเดินหน้าต่อนะครับ ดังนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณมากครับ ประเด็นของคุณณัฐวุฒิในข้อบังคับข้อที่ ๕ ว่าผมไม่เป็นกลางนะครับ เรียนด้วยความเคารพว่า ผมทำหน้าที่ตามที่ผมได้พูดไว้ ทำตัวเป็นกลาง ถ้าหากว่าไม่เป็นกลาง ผมก็ใช้มติที่ฝ่ายกฎหมายเสนอให้ผมใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ไปแล้ว แต่ความเห็นอาจจะไม่ตรงกัน ว่ารัฐธรรมนูญนี้ใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้ เป็นความเห็นครับ แต่ว่าเราต้องปฏิบัติตามนั้น ผมจึงเห็นว่าผมได้ปฏิบัติตามหน้าที่ และให้ความเป็นกลางนะครับ แล้วก็เห็นว่าอยากจะให้คุณรังสิมันต์ ได้ชี้แจงหัวข้อ ได้ชี้แจง ก็เห็นว่าควรจะได้เดินหน้าการประชุมต่อไป และก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า การตีความหมายคำว่า "เด็ดขาด" ที่คุณณัฐวุฒิพูดถึง ก็เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็ไม่ใช่ว่าใช้ได้ตลอดไป ในประชุมสมัยหน้า ข้อยุติที่ตกลงตาม ๑๕๑ เกี่ยวข้องกับ ๔๑ ก็ถือว่าสามารถจะเสนอชื่อซ้ำได้แล้วนะครับ อันนี้เป็นเรื่องข้อบังคับและข้อกฎหมาย ความเห็นแตกต่างกันได้ ครับ ผมได้ขอดำเนินการประชุมต่อไป สำหรับคุณธีรัจชัยประท้วงประเด็นไหนครับ (คุณธีรัจชัย) ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับข้อที่ ๕ นะครับ ประธานต้องวางตัวเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ เมื่อสักครู่ ที่ผมลุกขึ้นประท้วง (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณธีรัจชัยครับ ข้อที่คุณได้... ได้ประท้วงแล้ว และก็ข้อเดียวกับ... (คุณธีรัจชัย) ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง เมื่อกี้ประท้วงใน... (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณฟังผมสักนิดหนึ่ง ก่อนนะครับ (คุณธีรัจชัย) ท่านรังสิมันต์ โรม ที่อภิปราย ท่านไปขัดขวางไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คราวนี้ผมจะประท้วงในการ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ขอความกรุณา ด้วยความเคารพนะครับ ว่าเป็นข้อเดียวกับที่คุณณัฐวุฒิได้ประท้วงแล้ว ว่าประธาน... ผมได้อธิบายไปแล้ว (คุณธีรัจชัย) แต่เหตุผลไม่เหมือนกันนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ถ้าท่านอภิปราย ประท้วงข้อเดียวกันซ้ำ ผมเห็นว่าควรจะยุติได้ และก็ในเรื่องนี้ก็ได้พูดกันมาพอสมควร (คุณธีรัจชัย) ด้วยความเคารพท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณธีรัจชัย) เหตุผลจะไม่เหมือนกันนะครับ เมื่อสักครู่ผมประท้วงที่ท่านขัดขวาง ท่านรังสิมันต์ โรม ไม่ให้อภิปราย และอันนี้... อันนี้คราวนี้ผมอภิปรายว่า ท่านวางตัวไม่เป็นกลาง ในการ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมได้... ผมได้อธิบายไปแล้ว ทุกคนคงได้ยินว่าไม่ได้ขัดขวาง ถ้าขัดขวางก็คงไม่ให้อย่างนี้ แล้วได้พูดทั้งข้างในนี้และพูดข้างนอกด้วยครับ บอกว่าผมให้โอกาส ผมอยากฟัง และให้ประชาชนได้รับฟังด้วย อันนี้แสดงให้เห็นว่าประธานไม่ได้ขัดขวางนะครับ ก็เปิดให้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็น ๑๐ กว่านาทีก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพจริง คุณธีรัจชัยครับ เราพูดกันอย่างเป็นกลางอีกครั้งหนึ่ง ว่าผมวางตัวเป็นกลาง และก็พยายามให้โอกาสกับทุกท่าน แต่เมื่อมีผู้ประท้วงว่าควรจะได้เดินหน้าไป และก็ให้ผมใช้ตามรัฐธรรมนูญที่ ๘๐ นะ ซึ่งเดี๋ยวจะมีคนไม่เห็นด้วย ความเห็นแตกต่างกันได้ (คุณธีรัจชัย) มัน... มันไม่ใช่ ผมไม่ใช่ประท้วงประเด็นนั้นนะครับ แต่มีกระบวนการที่ท่านวางตัวไม่เป็นกลาง ในกรณีของเกิดประเด็นปัญหา การลงมติเรื่องญัตตินี้ มันมีเรื่องที่ผมอธิบายชี้แจงประชาชนอยู่เหมือนกัน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมให้สิทธิท่านนะครับ ผมให้สิทธิท่าน เชิญครับ (คุณธีรัจชัย) โอเคครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมประท้วงที่ไม่เป็นกลางนั้น มันสืบเนื่องจากท่านปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้น อันเป็นที่มาของญัตติตามข้อบังคับข้อที่ ๔๑ และข้อบังคับข้อที่ ๑๕๑ นะครับ ที่บอกว่าการเสนอญัตติไม่ซ้อน... ซ้อนไม่ได้ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้ กรณีอย่างนี้มันมีร่องรอย ตั้งแต่ในส่วนของการประชุมวิปรัฐบาล เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ นั่นก็คือมีบอกว่านะครับ ก่อนเริ่มพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจะเปิดโอกาส ให้สมาชิกได้อภิปรายประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับข้อหารือดังกล่าว เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ให้ถือเป็นประเด็นที่ชอบที่ประชุม เป็นผู้พิจารณาและลงมติต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชุมวิป และเป็นเรื่องที่มีการตกลงโดยเสียงข้างมาก และท่านประธานไม่ได้ข้อ... ไม่ได้โต้แย้งเลย ความจริงเรื่องนี้ถ้าเกิดท่านประธานใช้อำนาจ ไม่ให้มีการตั้งเป็นญัตติขึ้นมา เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นครับ การลงมติที่อาจารย์ทั้งหมด ๑๕๑ คน ที่บอกว่ามันทำให้ข้อบังคับใหญ่ ต่อรัฐธรรมนูญนั้นไม่เกิดขึ้น นั่นคือท่านประธานนั้น มี ๒ กรณีเท่านั้น อันแรก คือ ท่านประธานไม่กล้า ที่จะใช้อำนาจประธานสภาในการตัดสิน ในหลักการที่ถูกต้อง ๒. คือ ท่านรู้เห็นเป็นใจ กับกรณีจะทำให้เสียงข้างมาก เนื่องจากเสียงข้างมาก คือ วุฒิสภา ๒๕๐ บวกกับ ๑๘๘ โหวตอย่างไรทาง... ทางชนะได้ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมอยากให้คุณธีรัจชัยถอน คำว่า "ผมไปรู้เห็นเป็นใจ" ผมไม่รู้เห็นเป็นใจจริง ๆ เพราะมีการ... (คุณธีรัจชัย) ท่านฟังให้จบได้ไหมครับ ขออนุญาตด้วยความเคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอให้... ขอให้ถอนประเด็นนี้ก่อน ถ้าท่านไม่จบผมไม่ให้พูดต่อไปแล้วครับ เพราะคุณต้องถอนผม... กล่าวหาอย่างร้ายแรง ว่าผมรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก ผมไม่รู้เลยว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ไม่อยากจะให้พูดซ้ำ ถ้าพูดซ้ำก็มีหลายประเด็น วันนั้นตอนที่ก่อนจะลงมติก็ไม่มีใครคัดค้าน ว่าจะลงมติตาม ๑๕๑ นะครับ จนกระทั่งอภิปราย หมดคนอภิปรายไปแล้ว ก็ลงมติ ไม่มีใครประท้วงเลย ว่าประธานกำลังจะให้เสียงข้างมากลงมติ ผมไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะไปอย่างไรครับ ถ้าคุณไม่ถอนประเด็นนี้ผมไม่ให้พูดต่อไป ไม่อนุญาต ไม่อนุญาตครับ ประเด็นนี้ผมไม่อนุญาต เพราะคุณกล่าวหาผมรุนแรง ว่าผมเห็น... รู้เห็นเป็นใจ ประธานรู้เห็นเป็นใจเสียงข้างมากได้อย่างไร เพราะเสียงข้างมากลงมติวันนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าจะเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร และผมด้วยความสัตย์จริง ผมไม่รู้เลยว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ผมยังนึกด้วยว่า เสียงข้างมากจะไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำไป แต่ก็เมื่อมีการเสนอญัตติ ผมเสนอเข้ามา ก็ต้องพิจารณาตามนั้น คุณธีรัจชัยต้อง... ต้องเข้าใจนะครับ เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองซึ่งกันและกัน ผมซื่อสัตย์ต่อตัวเอง แล้วคุณธีรัจชัยก็นั่งประชุมในวันนั้น ก็ไม่มีการพูดประเด็นนี้ขึ้นมา ถ้าไม่... ไม่ถอนประเด็นนี้ ผมถือว่าผมเสียหาย คนข้างนอกก็มองว่าประธานรู้เห็นเป็นใจ ถ้าไม่นั่นผมไม่ให้พูดนั่งลงครับ ไม่เดี๋ยวแล้วครับ นั่งลง จะนั่งลงไหม จะนั่งลงไหม จะนั่งลงไหม จะนั่งลงหรือเปล่า คุณกล่าวหาคุณไม่ถอนไม่ได้ครับ คำสั่งของประธานถือว่าเด็ดขาดครับ การให้ถอน ให้นั่ง เด็ดขาด คุณถอนก่อน ก็ไม่ต้องนั่ง แต่ถ้าคุณไม่ถอน ผมให้นั่ง ครับ ไม่ต้องอธิบายครับ อธิบาย... (คุณธีรัจชัย) ไม่ได้ครับท่าน ผมอธิบายว่าผมบอก ผมไม่ได้กล่าวหาท่าน ผมบอกว่ามีอยู่ ๒ กรณี คือ ลองถอดเทปได้นะครับ ๑. ท่านไม่กล้า ๒. ท่านรู้เห็นเป็นใจ ผมไม่ได้กล่าวหาท่านนะครับ ไม่ได้กล่าวหานะครับ ๒ อย่างนะครับ ตรงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้นะครับ ถ้าเกิดว่าเป็นอันใดอันหนึ่ง มันก็ถือว่าท่านไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ (คุณอรรถกร) ประท้วงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญผู้ประท้วงครับ (คุณอรรถกร) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกรัฐสภา พลังประชารัฐ ผมก็ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อเดิมครับ ท่านประธานครับ มันไม่จบครับ มันไม่จบจริง ๆ ครับ และ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจริง ๆ เคารพท่านนะครับ สิ่งที่ได้กล่าว ก็คือว่ามีการประชุมวิปรัฐบาล ในปี ๒๕๖๖ ก่อนที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกผมเข้าใจผิดนะครับ ถ้าท่านประธานสังเกต ผมไม่เคยใช้ว่า ตอนนี้มีวิปฝ่ายค้าน ตอนนี้มีวิปฝ่ายรัฐบาล แม้แต่การประชุม ผมยังใช้เป็นการประชุมตัวแทน ของพรรคการเมือง ตัวแทนวุฒิรัฐสภานะครับ ดังนั้นเอง ท่านเข้าใจผิดนะครับ แล้วส่วน... ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ว่าวันนั้นเสียงก็ออกมาเห็นชัดเจนนะครับ ว่าสภาเสียงส่วนใหญ่ในสภาเลือกแบบไหนนะครับ ขอความกรุณาเคารพเสียงส่วนใหญ่ของสภา และเดินหน้าต่อด้วยครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณธีรัจชัยครับ ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อคุณถอนคำพูดแล้ว และคิดว่าคุณได้ใช้สิทธิประท้วง ในหลายประเด็นแล้ว ผมอนุญาตได้แค่นี้นะครับ (คุณธีรัจชัย) ขออนุญาตนิดเดียวครับท่าน ให้... ให้เสร็จ เดี๋ยวจะ... จะเข้าใจคลาดเคลื่อนกันนะครับ ผมพูดถึงเปรียบเทียบว่า ๒ กรณีอย่างนี้ มันเป็นการไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วมันก่อเกิดปัญหาในการวางบรรทัดฐาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณ ๆ พูด... พูดซ้ำ (คุณธีรัจชัย) ที่... ที่พอมาเปิดการโหวตแล้วเจอบรรทัดฐานแบบนี้ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ไม่ได้ใช้ความ... ผมไม่อยากจะชี้แจงว่ากล้าหรือไม่กล้านะครับ (คุณธีรัจชัย) อาจารย์จะสอนกฎหมายยากนะครับ ในมหาวิทยาลัย (คุณวันมูหะมัดนอร์) เป็นความเห็น (คุณธีรัจชัย) ก็ขอ... ขอให้โอกาสนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ถ้าเกิดไม่สิ้นกระแสความ จะเข้าใจคลาดเคลื่อนเลยท่านประธานครับ ดังนั้นนี่ครับ การที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้เสนอขึ้นมา เป็นเหตุอันหนึ่งที่ให้สภามีโอกาสทบทวน ในสิ่งที่อาจจะคลาดเคลื่อนได้ และสภามีอำนาจเท่ากันนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณธีรัจชัยครับ เมื่อกี้ก็มีผู้ประท้วงแล้ว แล้วคุณก็ไม่ฟังเลยนะครับ ขอ... ขอคุณรังสิมันต์ โรมและก็คุณ... (คุณธีรัจชัย) เดี๋ยวผมพอแล้วครับท่านประธาน ขอนิดเดียว นิดเดียวครับ พอแล้วครับ คือ อย่างนี้ ก็เลย... ผมก็เลยบอกว่า อยากจะให้ท่านใช้อำนาจในการที่ให้โอกาส ไม่ใช่มาตัดแบบนี้ นี่คือ สาเหตุของการที่ผมบอกว่า ท่านอาจจะไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ครับ ไม่ใช่มีการกล่าวหาอย่างนั้นเลยนะครับ เปรียบเทียบแบบนี้นะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เข้าใจนะครับ ครับ คิดว่าเมื่อกี้ คุณธีรัจชัยและก็หลายท่าน พูดถึงคุณสมชาย ผมคิดว่าคุณสมชายคงไม่ติดใจ และก็ในตอนที่ประชุมวิปก็ไม่ติดใจ ส่วนการประชุมวิป ๓ ฝ่ายนั้น ขอเรียนเสียว่าเป็นการแจ้งให้ทราบมตินั้น เพื่อนำมาสู่การปฏิบัติที่ประชุมใหญ่ จะไม่ปฏิบัติก็ได้ เพราะว่านานแล้ว ผมจึงขออนุญาตนะครับ ว่าเราได้มาทบทวนเรื่องนี้ไปพอสมควร ผมก็ขอใช้อำนาจของประธานสภา ซึ่งทุกคนอาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อเป็นประธานที่ประชุม ผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๘๐ ประกอบกับข้อบังคับข้อ ๕ และข้อ ๑๕๑ ไม่เห็น ไม่สมควร ว่าจะให้มีการทบทวนตามเหตุผลที่ว่านั้น เป็นความเห็นที่แตกต่างกันได้ครับ แต่ผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณา... (คุณรังสิมันต์) ท่านประธาน ขอรับทราบ ๓๐ วินาทีครับ นิดเดียวครับ ขอกล่าวทิ้งท้ายนิดเดียวครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล (คุณวันมูหะมัดนอร์) ไม่ใช่ว่าผม... ผมอนุญาตแล้ว (คุณรังสิมันต์) ไม่... ไม่ได้โต้แย้งอะไร ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ไปยาวนะ สั้นก็สั้นจริง ๆ นะครับ นี่ผมก็ให้เกียรตินะครับ ได้ครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ ก็เรียนท่านประธานครับ ก็เคารพต่อท่านประธานนะครับ เห็นท่านประธานมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กนะครับ ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะได้มาทำหน้าที่วันนี้ ร่วมกันกับท่านประธานนะครับ และก็ไม่นึกเหมือนกัน ว่าวันนี้เราจะมีบรรทัดฐานของสภาแบบนี้ แต่ก็เคารพ และก็คงไม่อยากให้มีกระบวนการใด ๆ ในการที่จะใช้ในข้อญัตติที่ผมเสนอ เป็นเงื่อนไขในทางการเมือง เพื่อให้การโหวตนายกรัฐมนตรีไปต่อไม่ได้ ดังนั้น แม้จะไม่เห็นด้วยอยู่เต็มอก ต่อคำวินิจฉัยของท่านประธาน แต่พวกเราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ เพื่อเดินหน้าสู่วาระต่อไป ขอบคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณรังสิมันต์ โรม และพวกเราทุกคนครับ เราก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะครับ ผมจะขอเข้าระเบียบวาระต่อไปครับ เป็นเรื่องด่วนที่ ๑ นะครับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรค (๑) กำหนดให้ในระหว่าง ๕ ปีแรก นับแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อที่ ๑๓๖ และ ๑๓๗ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลไว้แล้ว ผมจึงขอนำข้อบังคับที่ ๑๓๖ และ ๑๓๗ มาปฏิบัติเป็นขั้นตอนต่อไปนะครับ ในขั้นตอนแรกนั้น คือ เรื่องการเสนอชื่อบุคคล สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ข้อบังคับได้กำหนดว่า ให้สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น เป็น... ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคน มีสิทธิเสนอได้เพียงคนละ ๑ ชื่อ จากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตราที่ ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญ และตามรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญนะครับ โดยทั้งนี้เมื่อมีการเสนอชื่อแล้ว ก็ต้องให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้รับรอง ซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่น้อยกว่า ๕๐ คน แล้วการรับรองนั้นจะใช้วิธีการยกมือ เหมือนญัตติปกติทั่วไปไม่ได้ครับนะ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ใช้วิธียกมือ แต่จะใช้วิธีให้กดปุ่มนะครับ ที่ของสมาชิก โดยให้กดปุ่มแสดงตน ถ้าครบหรือไม่ครบ ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่รับรอง โดยใช้วิธีกดปุ่ม ไม่ยกมือ เพราะข้อบังคับ ห้าม ไม่ให้มีการยกมือ แต่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ที่แสดง... ที่รับรอง สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องเสนอชื่อ และไม่ต้องรับรองครับ ขอทำความเข้าใจจากนี้ ไม่ทราบว่าเข้าใจตรงกันนะครับ ในตอนนี้ ก็เลยอยากจะให้เอาขั้นตอนแรกก่อน ให้เสนอชื่อแล้วก็รับรอง แล้วและก็จะถามว่าเสนออีกบ้างไหม ที่ถูกต้อง ก็ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และ ๘๘ ครับ ส่วนการลงคะแนน ผมไม่อยากจะชี้แจ้งให้มันสับสนตอนนี้ เอาเรื่องเสนอชื่อก่อนนะครับ และมีการรับรอง การลงคะแนนจะชี้แจง เมื่อตอนลงคะแนนภายหลังนะครับ เชิญครับ ท่านชลน่านครับ (คุณชลน่าน) ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภาข้อที่ ๑๓๖ ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรค (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจาก ๑๑ พรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขอเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ที่พรรคเพื่อไทย ได้เสนอรายชื่อเป็นบุคคล ซึ่งสมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ขอผู้รับรอง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะแสดงตนโดยการเสียบบัตรเป็นผู้รับรอง ขอผู้รับรองด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอให้สมาชิกผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ เสียบบัตรและก็กดปุ่มแสดงตนครับ ไม่... ไม่สามารถจะยกมือได้นะครับ ตามข้อบังคับครับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ กดบัตรและก็กดแสดงตนนะครับ มีใครที่ยังมีขัดข้องบ้าง ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านวุฒิไม่ต้อง... ไม่ต้องแสดงตน ไม่ต้อง... ไม่ต้องรับรองครับ มีไหมครับ ท่านผู้ใดที่ยังมีปัญหาเรื่องเสียบบัตร และก็กดปุ่มแสดงตน เพื่อให้เห็นว่ารับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีครับ (คุณจักรวาล) ท่านประธานครับ ผม จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย ขอแสดงตนเห็นชอบด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เพิ่ม ๑ คนนะครับ [เสียงออด] (คุณวันมูหะมัดนอร์) มีสมาชิกท่านใดที่อยู่ข้างนอก และก็ยังไม่ได้เข้ามาแสดงตน ถ้าประสงค์อยากจะแสดงตน เพื่อรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เชิญเข้ามาแสดงตนได้ครับ (คุณณพล) ณพล ชัยคำแหง แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ซึ่งต้อง... ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ ก็คือต้องมีผู้รับรอง ๕๐ คนนะครับ ถ้ากำลังทยอยเข้ามาครับ ได้ (คุณทรงศักดิ์) ทรงศักดิ์ มุสิกอง ๑๔๕ ขอยกเลิกครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอ... ขอยกเลิก แสดงตนนะครับ ครับ ๆ ครับ ขอยกเลิก แสดงตนครับ (คุณพัฒนา) ครับ ท่านประธานครับ พัฒนา สัพโส ๒๔๕ ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) แสดงตนครับ (คุณสมยศ) ผมสมยศ พลายด้วง ครับ ๓๙๒ ยกเลิกครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ยกเลิกครับ (คุณประเสริฐ) ท่านประธานครับ ๒๑๗ ประเสริฐ บุญเรือง แสดงตนครับ (คุณบัญชา) ท่านประธานครับ บัญชา เดชเจริญสิริกุล นะครับ ๑๙๓ แสดงตนครับ (พลตำรวจตรี สุรินทร์) ท่านประธานครับ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๔๔๘ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) มีท่านผู้ใดครับ ที่ประสงค์จะแสดงตนครับ (คุณเกรียงศักดิ์) ท่านประธานที่เคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ (คุณเกรียงศักดิ์) ผม เกรียงศักดิ์ ฝ้ายศรีงาม แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คงไม่มีแล้วนะครับ (คุณกิตติ์ธัญญา) ท่านประธานคะ ดิฉัน กิตติ์ธัญญา วาจาดี ๐๒๒ มาเข้าประชุมและแสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ (พลตำรวจตรี สุรพล) ครับท่านประธานครับ ผม พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา ๖๖๒ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ ใช่ครับ ครับ ๆ ได้ครับ (คุณพรพิศ) เพราะว่ามันเกิน ๕๐ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ครับ ผมถือว่าเป็นการปิดแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ ครับ มีผู้รับรองการแสดงตนเสนอ คุณเศรษฐา ทวีสิน (คุณกฤดิทัช) กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กฤดิทัช แสงธนโยธิน พรรคใหม่ หมายเลข ๘ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็บันทึกเฉย ๆ เพราะว่าปิดการแสดงตนแล้วนะครับ เป็นทั้งหมด ๒๘๗ ครับ ครับ ก็ถือว่าได้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะว่าการรับรองนี้ ใช้เสียงรับรองไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ตอนนี้ก็ ๒๘๗ แล้ว ถือว่าครบถ้วนครับ มีจะเสนอชื่อผู้ใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่ตามรัฐธรรมนูญ ๑๖๐ และ ๘๘ อีกไหมครับ ครับ ถ้าไม่มีผู้ใดเสนอชื่อเพิ่มเติม ถือว่าในการประชุมคราวนี้ มีผู้เสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งก่อนที่จะมีการให้ความเห็นชอบ ก็ต้องให้สมาชิกได้อภิปรายนะครับ ในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของบุคคลที่รับการเสนอชื่อตามสมควร ซึ่งในการประชุมวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนั้น ได้ตกลงเวลาของการอภิปรายดังต่อไปนี้นะครับ คือ ทางวุฒิสมาชิกขอเวลาอภิปราย ในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนี้ ๒ ชั่วโมง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอจำนวน ๓ ชั่วโมง แล้วก็ในจำนวน ๓ ชั่วโมงนั้นถ้า จำไม่ผิด ในวันนั้น พรรคก้าวไกล ก็ขออภิปรายของพรรคไม่เกินครึ่งชั่วโมง ส่วนที่เหลือนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะตกลงกัน ว่าจะให้ผู้ใดและก็พรรคใด ก็มาลงรายชื่อไว้ ทางวุฒิสภาก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็ขอให้ได้แบ่งจัดเวลากันเอง ภายใน ๒ ชั่วโมง และกรุณาส่งชื่อมาล่วงหน้า ซึ่งผมก็จะได้เรียกสลับกันไป ถือว่าตอนนี้ยังเป็น ๓ ฝ่ายอยู่นะครับนะ ตอนนี้ก็มีรายชื่อมาแล้วนะครับ ก็จะเรียกทางสมาชิกวุฒิสภาก่อนก็แล้วกันนะครับ เป็นท่านแรก คือ ท่านวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ครับ ๗ นาทีนะครับ เชิญครับ ท่านวิวรรธน์อยู่ไหมครับ หรือถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไรครับ ผมจะข้ามมาทางสมาชิกสภาผู้แทน... อ๋อ อยู่ ๆ เชิญท่าน เชิญครับ ขออภัยด้วย (คุณวิวรรธน์) กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะครับ กระผม นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภานะครับ วันนี้จะขออนุญาตอภิปรายนะครับ สำหรับผู้เป็นแคนดิเดต ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ โดยทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการส่งคุณเศรษฐา ทวีสิน นะครับ มาเป็นแคนดิเดตนะครับ สำหรับ สว. นี่นะครับ ผมอยากจะขออนุญาตอย่างนี้ก่อนนะครับ ว่าตามอำนาจหน้าที่ของ สว. แล้วนี่นะครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๖๐ ได้กำหนดนะครับ ให้มีหน้าที่ในการเลือกบุคคล ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต นอกจากนี้แล้ว ยังต้องกำหนดถึงคุณสมบัติด้วย ว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรนะครับ ตามมาตรา ๑๙๕ นะครับ และมาตรา ๑๖๐ นะครับ (๔) นะครับ ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นะครับ จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตนะครับ และก็เป็นที่ประจักษ์ของประชาชน และจะต้องมีจริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่ จะเห็นได้ว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญนะครับ ดูแลบริหารบ้านเมืองทั้งประเทศ ดูแลปากท้องประชาชนทั้งประเทศ ดูแลสถาบันเกือบทุกสถาบันนะครับ ขับเคลื่อนประเทศทำให้ประเทศเจริญหรือตกต่ำได้ โดยผู้นำของประเทศ เพราะฉะนั้นนี่นะครับ เมื่อเป็นตำแหน่งที่สำคัญขนาดนี้นี่นะครับ ต้องได้รับการคัดสรรและคัดเลือกนะครับ จากสมาชิกทั้งวุฒิสภา และก็ทั้ง สส. นะครับ ต้องได้รับการรับรองเสียงกึ่งหนึ่ง คือ ๓๗๕ นะครับ เพราะฉะนั้นนี่นะครับ กรณีดังกล่าว จึงเป็นเรื่องสำคัญของทางผู้ที่จะต้องมาเลือก ในเมื่อ สว. มีหน้าที่จะต้องคัดสรรบุคคล ที่มาเลือกนะครับ ผมก็จะขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ประเด็นของทาง สว. นี่นะครับ ต้องเลือกคุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ ทางพรรคเพื่อไทยนี่ ได้มีการเสนอมานี่นะครับ ก็เพิ่งเสนอมาในช่วงระยะเวลา สักไม่เกินอาทิตย์กว่า ๆ ซึ่งเป็นการทราบข่าวกันมา เราก็พยายามจะติดตามนะครับ ว่าคุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ เขาทำอะไร อยู่ที่ไหน ประวัติเป็นอย่างไร ผมนี่ได้สอบถามเพื่อน สว. ด้วยกันเลยนะครับ หลาย ๆ ท่านนี่ ถามว่ารู้จักท่านเศรษฐาไหม ท่านเศรษฐา ทวีสิน รู้จักไหมนะครับ บางคนก็บอก อ๋อ รู้จัก เป็นนักธุรกิจนะครับ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นะครับ เป็นเจ้าของโครงการแสนสิรินะครับ ต่าง ๆ แต่ถามว่ารู้จักตัวตนท่านจริง ๆ ไหม ว่าท่านทำอะไร อย่างไร ที่ไหน ท่านมีประวัติอย่างไร ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ทราบนะครับ ถามว่า เอ๊ะ แล้วท่าน... ท่านเป็นคนดีไหม หรือคนไม่ดีอะไร อย่างไรไหม คุณทราบกันไหม สว. พรรคพวกผมตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน ไม่รู้เหมือนกันนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราไม่ได้เข้าไปคลุกคลีนะครับ มันก็เลยเกิดคำถามขึ้นมาคำถามแรกเลย ว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่เรา... สว. ที่เราทุกคนจะต้องเลือกนี่นะครับ เรายังไม่รู้จักเขาเลยว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี เขาทำธุรกิจดีหรือไม่ดีนะครับ แล้วเขาสามารถ มีความสามารถ นำพาประเทศนี่นะครับ ไปสู่ความเจริญได้หรือไม่ เราไม่รู้จัก ถามผม ว่าแล้วผมจะเลือกอย่างไร ผมก็ถามพรรคพวกที่เป็นสมาชิก สว. หลาย ๆ ท่านนี่นะครับ ที่เข้ามานี่นะครับ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ก็เกิดคำถามในใจกันทุกคน ว่ามันเป็นตำแหน่งสำคัญนะ ประเทศนี่ มันจะเดินต่อไปได้ไม่ได้นี่นะครับ มันอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เพราะหลังจากนี้ ท่านจะต้องไปจัดตั้งทีมรัฐบาลบริหารประเทศ นโยบายท่านอีก อะไรอีกเยอะแยะไปหมดเลย แล้วเรายังไม่รู้เลย ว่าท่าน... ท่านเป็นใคร มาจากไหน พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้ทำเอกสารมาเสนอกับทาง สว. ให้ สว. ทราบเลยว่า โอเค ทางคุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ เดิมเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ไม่มีเลยนะครับ เราก็พยายามติดข่าว... ติดตามข่าวจากทางด้านการเมือง ทางด้านสื่อ ทางด้านอะไร ก็เจอแต่ด้านลบตลอด ด้านลบที่ผมว่า ก็มีคุณ... มีบางท่านนะครับ ก็มากล่าวหาท่านเศรษฐา ว่าใช้วิธีการเลี่ยงภาษี ทำธุรกิจไม่ถูกต้องนะครับ ไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ผิดจริยธรรมนะครับ แล้วก็ยื่นเอกสารมาเยอะแยะไปหมดเลย เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขายื่นเอกสารมานี่นะครับ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง บริษัทแสนสิริก็มีเอกสารยื่นมาโต้ตอบ แต่ว่าไม่เคยเอามาชี้แจงใน... ให้กับทาง สว. หรือส่งให้ สว. ทราบเลย เวลา สว. จะเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๖๐ ซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ที่จะต้องถูกเลือก จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง ต้องมีจริยธรรมเป็นเลิศ ในขณะนี้ คุณเศรษฐาถูกโจมตีตลอดนะครับ ส่งเอกสารเข้ามา ทำการค้าขายมาไม่ถูกต้องนะครับ เลี่ยงภาษีบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งทางเราก็พยายามจะหาข้อมูลนะครับ ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือว่าท่านถูกกล่าวหา หรือจริง ๆ ท่านเป็นคนดี พวกผม สว. ผมพูดตรง ๆ ว่าผมไม่ทราบกันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบ ถามเกือบทุกคน ทุกคนก็บอกไม่ทราบ ถ้าไม่ทราบแล้วผมจะไปเลือกกันได้อย่างไร ผมจะเอาประเทศมาเสี่ยง ในการจะเลือกคนคนหนึ่ง ที่เราไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร มาปกครองประเทศ เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เอาเศรษฐกิจ เอาประเทศชาติ เอาความเจริญ เอาทุกอย่างมาเป็นประกัน แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประกันเหรอ ผมฟังแล้วผมก็มีความรู้สึกว่ามัน... มันไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะว่าเราต้องเลือก เราก็ต้องหาข้อมูลในส่วนของทาง สว. ผมก็ไปตามเอกสารมาได้หลายชิ้นนะครับ คุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ ถูกกล่าวหานี่นะครับ เรื่องแรกเลยนะครับ คือ เรื่องซื้อที่ จากบุคคล ๑๒ คนนะครับ เพื่อทำธุรกิจ เราก็ดูนะครับ ว่าเอกสารที่เขาบอก... กล่าวอ้างว่าเขาซื้อที่มานี่ ตัวนี้นะครับ เป็นอย่างไรนะครับ คุณชูวิทย์ก็มาแฉนะครับ ว่าเอาไปแบ่งที่ดิน เป็น ๑๒ ส่วนนะครับ แล้วก็เพื่อจะมาเลี่ยงภาษีนะครับ ในนามคณะบุคคลนะครับ แต่ถ้าเป็นการเสียภาษีในนามบุคคลแล้ว ถ้าเลี่ยงเป็น ๑๒ คนแล้ว จะทำให้เสียภาษีน้อยลง ทำให้ต้นทุนในการซื้อ-ขาย ของแสนสิรินี่นะครับ ถูกลงนะครับ ตรงนี้เราก็ไปค้นนะครับ ทั้งกฎหมายนะครับ ทั้งข้อเท็จจริงนะครับ ทั้งได้จากหน้าข่าว ทั้งได้จากประมวลกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรนะครับ เราก็ไปดูทุกอย่างมา ผมขอสรุปคร่าว ๆ อย่างนี้นะครับ ว่ามีการซื้อขายจริง ระหว่างบริษัทแสนสิรินะครับ กับบริษัทประไพทรัพย์ ประไพทรัพย์นี่ ถือ... มีผู้ถือหุ้น ๑๒ รายนะครับ ทั้ง ๑๒ รายนี่นะครับ ถือหุ้นในที่ดินแปลงเดียวนะครับ มีการตกลงซื้อ-ขายกัน ๑,๕๐๐ กว่าล้าน สำหรับที่ดินแปลงนี้กับทางแสนสิรินะครับ แต่ปรากฏว่า ผู้ถือหุ้นทั้ง ๑๒ รายนี่นะครับ ไม่ว่าคุณประไพก็ดี หรืออีก ๑๑ คนก็ดีนี่นะครับ เข้ามาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงเดียวนะครับ เจตนาเพื่ออะไรนะครับ ผมก็ไปดูกฎหมาย เรื่องเกี่ยวกับเรื่องของภาษีนะครับ ถ้าซื้อในนาม... กลุ่มบุคคลนะครับ และจะซื้อตรงไปตรงมา ซื้อที่ดินแปลงเดียว แปลงใหญ่แปลงเดียว ซื้อในนามคณะบุคคล เพราะว่าเขาเป็นคณะบุคคล เป็น... มีบุคคลตั้งแต่ ๒ ขึ้นไปนะครับ ขายเพื่อทางการค้า ฐานภาษีในการเสียภาษีนี่นะครับ มันจะเสียได้สูง แต่ถ้าแยกย่อยเป็นสัก ๑๒ คนนะครับ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในนั้นนะครับ และก็เอามาเสียภาษี ฐานภาษีมันจะเล็กลง ผมก็ตามต่อไปอีกสิว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นนี่ มันจะให้รัฐเสียหายอย่างไร ก็ไปดูต่อ ก็ปรากฏพบว่าเมื่อขยายไปแล้วนี่นะครับ เขาไปถือตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น ๑๒ คนนี่ ใครมีหุ้นเท่าไร ก็ถือสัดส่วนตามนั้นในที่ดิน ไปใส่ชื่อลงหลังโฉนดไว้ เพื่ออะไร เพื่อทำให้มูลค่าที่ดินตรงนี้นะครับ ในถือ... การถือสัดส่วนนี่ มันราคาน้อยลง เมื่อราคามันต่ำลง เวลาคำนวณภาษีมันก็น้อยลงไปด้วย เพราะเขามีการเรตนะครับ เขามีอัตราภาษีอยู่นะครับ เดี๋ยวผมมีเอกสารนี่นะครับ ในการอัตราภาษีนี่นะครับ ที่ในการเสียภาษีนี่ มันจะมีอัตราภาษี (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวขอ... ขออภัยนิดหนึ่งครับคุณวิวรรธน์ครับ เราได้ตกลงกันว่าให้อภิปรายคนละ ๗ แล้วเราจะให้ไปถึง ๑๐ นาที เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ ๑๐ นาที ก็อยากให้คุณวิวรรธน์ได้สรุปเลยนะครับ ผมเข้าใจครับ นี่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าอยากให้ได้... ได้สรุปครับ ไม่อย่างนั้นก็เราดูแลเวลาไม่ได้ครับ เชิญครับ ๆ ได้... ถ้าได้สรุปได้ก็จะเป็นการดีครับ (คุณวิวรรธน์) กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านครับ เป็นประเด็นสำคัญ ประธาน ตอนนี้ถ่ายทอดสด ประชาชนทั้งประเทศต้องรู้ครับท่านครับ แล้วท่านก็กำหนดเวลาแล้ว บอกว่าทางฝ่าย สว. ได้กี่นาที กี่นาทีนะครับ ถ้าเกิดมันเกินบ้างจะขาดบ้าง ผมเชื่อว่าจะมี สว. บางท่านนี่ จะเสียสละเวลาให้แก่กัน แต่จะไม่เกินเวลา ที่ท่านกำหนดแน่นอนนะครับท่านครับ ขอประทานอนุญาตท่านเถอะครับ วันนี้ขอให้ได้พูดในสิ่งที่เราค้นมา หามานะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวขอชี้แจงนิดหนึ่ง เวลาที่กำหนดก็ทางฝ่าย สว. เป็นคนกำหนด แต่ถ้าจะเกินไป เดี๋ยวก็กินเวลา ท่านก็... ก็ขออนุญาตให้ แต่ว่าอย่าเกินไปมาก เดี๋ยวจะกินเวลาของพวกเรากันเองนะครับ (คุณวิวรรธน์) ครับ ๆ พยายามจะรักษาเวลาครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ๆ (คุณวิวรรธน์) ครับ ๆ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ เราก็ไปตรวจสอบครับ ปรากฏว่า ทั้ง... ทั้ง ๑๒ รายนี่นะครับ เข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น ก็เป็นเรื่องของบุคคลถือหุ้น ก็เป็นเรื่องกลุ่มของบุคคลถือหุ้น แล้วก็ทางบริษัทแสนสิริก็มาซื้อที่ดินแปลงนี้ บริษัทแสนสิรินี่นะครับ มีรายงานประชุมในการซื้อที่ดินแปลงนี้ คนที่เซ็นนี่นะครับ รายงานการประชุมนี่นะครับ ผมเอาย่อ ๆ แล้วกัน เดี๋ยวใครอยากทราบรายละเอียด มาเอาจากผมได้ ผมมีวันที่ มีรายงาน มีอะไรปรากฏอยู่ในนี้หมด ปรากฏว่าคนที่เซ็นชื่อนะครับ ก็คือคุณเศรษฐา ซึ่งตอนนั้นเขาเป็น CEO หรือกรรมการผู้จัดการ แล้วการซื้อทั้ง ๑๒ ส่วนนี่นะครับ ที่มีการแบ่งไปแล้วนี่นะครับ ซื้อคนละวันกัน เจตนาจะให้เห็นว่ามันเป็นที่ ๑๒ แปลงนะครับ ซื้อคนละวัน เพื่ออะไร เพื่อเวลาคิดก็คิดทีละแปลง ทีละแปลง ราคาจำนวนมันน้อยลง และการมีกรรมการกำหนดราคาของที่ดินนี่นะครับ ก็กำหนดราคาไม่เท่ากัน ต่างกันนิดหน่อยบ้าง ห่างกันบ้าง อะไรบ้างนะครับ เพื่อจะบ่งชี้ให้เห็นว่า นี่ มันเป็นที่ดินคนละแปลง คนละแปลง ท่านครับ ลักษณะแบบนี้ เวลาเสียภาษีนะครับ เขาก็มาคิดภาษีทีละแปลง ผมคำนวณมาให้เรียบร้อยแล้วครับท่านครับ ที่ดินแปลงนี้นี่นะครับ ตกลงซื้อกันในราคา ๑,๕๐๐... ขอโทษครับ ๑,๕๗๐,๐๐๐,๘๒๑ ก็คือ ๑... ก็เกือบ ๑,๖๐๐ ล้านนะครับ ปรากฏเมื่อแยกแปลงออกไปอย่างนี้แล้ว เสียภาษีเท่าไร ท่านทราบไหมครับ เสียภาษีเพียง ๕๙ ล้านบาทนะครับ แต่ถ้าแสนสิริตรงไปตรงมา ซื้อที่ดินแปลงนี้นะครับ ทั้งแปลง โดย... โดยไม่ต้องมาแยก หรือว่ามาใส่สัดส่วนแบบนี้ จะเสียภาษีที่ดินอยู่ประมาณ... ๕๘๐ ล้าน หายไปเท่าไรท่าน ๕๐๐ กว่าล้านนะครับ แทนที่ ๕๐๐ กว่าล้านนี้ จะไปเสียภาษี เพื่อที่จะให้รัฐบาลนี่นะครับ มีเงินเข้าหลวง เป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อมูลที่ทางคุณชูวิทย์ แล้วก็เป็นเอกสารบางส่วน ที่เราเอามาจากสรรพากร เพื่อมาประมูลเรื่องดูว่ามันเป็นอย่างไร และยังมีเรื่องร้องเรียนอีกหลายเรื่องนะครับ ตอนนี้นะครับ เมื่อมันปรากฏข้อเท็จจริงอย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วนะครับ คุณเศรษฐาก็ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการวาง... วางแผนภาษีของทางบริษัท ผมไม่เข้าใจเรื่องการวางแผนภาษีของบริษัท ถ้าการวางแผนภาษีของบริษัทนี่นะครับ ทำให้รัฐเสียหายนะครับ เสียภาษี แทนที่จะรับ... ได้รับเงินจากภาษี กลับเสียภาษีเสียเอง มันไม่ใช่เป็นการเรื่อง... เรื่องการวางแผนภาษีแล้วครับ ถ้าเป็นการเรื่อง... เรื่องการวางแผนภาษีจริง ๆ นี่นะครับ ก็เช่น คุณไปซื้อหุ้นนะครับ ไปซื้อประกัน ไปซื้ออะไร เพื่อจะลดหย่อนภาษี อันนี้เป็นเรื่องการวางแผนภาษี แต่... แต่ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้นี่นะครับ มันน่าจะเป็นการเลี่ยงภาษี ทำให้รัฐเสียหายหรือเปล่า อันนี้ผมตั้งข้อสังเกตให้ไปคิดกันนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิวรรธน์ครับ พอจะสรุปได้แล้วนะครับ (คุณวิวรรธน์) อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมขอ... ขออนุญาตทีหนึ่งครับ ผมสรุปแล้วครับท่านครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้ครับ (คุณวิวรรธน์) ครับ ๆ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ ที่จริงยังมีอีกหลายเรื่องนะครับ แต่ว่าเอาเป็นว่าเรื่องนี้มันชัดเจนนะครับ มันมีพยานหลักฐาน มีอะไรอยู่นะครับ ก็ขอ... ขออนุญาตว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศถ้าจะเจริญได้ จะไปได้ ต้องเลือกคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต และมีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว. ทุกคนในที่นี้นี่นะครับ ที่จะมีสิทธิเลือกนะครับ มีคน... มีจริยธรรมทุกคน ถ้ารู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมเชื่อว่าเขาพิจารณาได้ ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือกนะครับ และอย่าลืมนะครับ ว่าท่านให้คำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ ว่าจะมาเป็นทำหน้าที่นี้ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนะครับ คือ ผมได้ยินข่าวมาไม่ดี ว่ามีการไปแจกกล้วย แจกอะไรกันนี่นะครับ ให้กับ สว. นี่นะครับท่านครับ ผมขออนุญาตพูดตรง ๆ เลย ว่าเป็นคนดี ๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง อยากจะไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบานนะครับ ต่อไปเดี๋ยวจะโดนลงโทษนะครับท่านครับ ขอบพระคุณมากครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณวิวรรธน์ครับ ต่อไป ท่านสุรทิน พิจารณ์ ครับ ตามเวลาที่กำหนดมา ๗ นาทีครับ เชิญคุณสุรทินครับ (คุณสุรทิน) ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ มาวันนี้ก็สงสัย เหมือนกับท่านผู้มีเกียรติที่พูดอภิปรายไปเมื่อกี้นี่ เราไม่รู้จักท่านเศรษฐาเลยนะครับ แล้วเราก็จะมอบอำนาจให้ท่าน ไปบริหารบ้านเมือง อำนาจที่เราได้มาวันนี้ คือ อำนาจที่พี่น้องประชาชนมอบให้มาในมือเรา พี่น้องก็มาถามว่าคนชื่อเศรษฐา ทวีสิน คือใคร ภาษาอีสานว่า "เจ้าเป็นไผ" นะครับ ผมก็ไม่รู้นี่ใช่ไหมครับ เราจะเลือกนายกรัฐมนตรี เหมือนกับซื้อของทางออนไลน์ เหมือนกับซื้อของออนไลน์ได้ไหม มันไม่รู้จริง ๆ ถ้าหาก ฯพณฯ เศรษฐาได้ฟังอยู่ เมตตาเรียกผมไปบอกก็ได้ว่าท่านคือใคร บ้านอยู่ตรงไหน บ้านอยู่หม่องได๋ มีลูกมีเมียไหม มีครอบครัวไหม เราก็ไม่รู้จัก รู้จักอย่างเดียวว่าสร้างบ้านขาย ผมเป็นคนบ้านนอกรู้จักอย่างนี้อย่างดีนะครับ ที่กราบเรียนท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี ชื่อเศรษฐาด้วยว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งได้รับเลือกตั้ง จากพี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนนนี่ อยากถามคำถามว่าท่านเป็นใคร เจ้าเป็นผู้ได๋นะครับ พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ข้อที่ ๑ ที่ถามว่าที่นายกรัฐมนตรี อีกข้อที่ ๒ นะครับ กระผม สุรทิน พิจารณ์ อยากกราบเรียนถามในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผ่านท่านประธานไปที่ว่าที่นายกฯ เงิน Digital Wallet ๕๖๐,๐๐๐ ล้าน มันมีที่มาอย่างไร เป็นงบประมาณแผ่นดินไหม ถ้าเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไปยืมมา เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รู้ว่า เงินในประเทศไทยมันเบิ่ดแล้ว หมดแล้ว ๓-๔ ปีมานี่โควิดเอาไปกินหมดนะครับ คนจนอย่างพวกผมนี่อยู่บ้านนอกคอกนา มันไม่ได้เห็นหรอก แต่ว่าอยู่ ๆ จะมีเงินเข้ามา ๕๖๐,๐๐๐ ล้านนี่ ไม่ใช่เงินก้อนเล็กเลยท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้น คำถามก็ว่าท่านไปเอามาจากไส ถ้าไปยืมมาจะใช้หนี้อย่างไร หรือว่ามันจะตกแก่ลูกหลานเราอีก นี่กราบท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ข้อที่ ๓ ครูทินเป็นผู้นำม็อบล้อมทำเนียบทุกปี ก่อนโควิดจะมาปี ๒๕๖๒ มาเที่ยวนี้นะครับ ม็อบหนี้สิน ม็อบที่ดิน ม็อบป่าไม้ ม็อบเขื่อน ม็อบคอมมิวนิสต์ ๕ ม็อบคนเป็นแสนครับท่านประธานครับ ๔-๕ ปีแล้วเราไม่ได้เดินขบวน เพราะว่าติดโรคโควิด รัฐบาลก็ไม่มีสตางค์ เพราะไปรักษาโรค แต่มาบัดนี้เรามีนายกรัฐมนตรีใหม่ โรคร้ายโควิดก็ซาลงไป พี่น้องประชาชนเตรียมพร้อมแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ พฤศจิกายน ธันวาคม อย่างไรม็อบ ๕ ม็อบนี่ ก็ต้องเคลื่อนขบวนมาล้อมทำเนียบแน่นอน ท่านประธานครับ ขอฝากท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี ว่าม็อบเรามาเป็นม็อบที่สุภาพเรียบร้อยนะครับ ไม่เหมือนม็อบอื่น เพราะฉะนั้น เรามาทุกครั้ง เพราะว่าเราเป็นม็อบวิชาชีพ ถ้าไม่มา รัฐบาลบางรัฐบาลก็ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่เที่ยวนี้ว่าที่นายกฯ ซึ่งเป็นนักธุรกิจเป็นตัวใหญ่ เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองเที่ยวนี้ ผมก็อยากกราบเรียนถาม ผ่าน ฯพณฯ ไปหา ฯพณฯ ผ่านท่านประธาน ว่าปัญหา ๕ ปัญหานี้ คือ ๑. ปัญหาหนี้สิน ของพี่น้องประชาชนที่อยู่เต็มแผ่นดินเลย ๒. หนี้สินป่าไม้ หนี้สินที่ดิน ป่าไม้เขื่อนคอมมิวนิสต์นะครับ โดยเฉพาะปัญหาคอมมิวนิสต์ หรือ ผรท. นะครับ จ่อที่จะมาอีก เดี๋ยวนี้ก็นั่งฟังอยู่ครับ นั่งฟังว่าวันนี้จะได้นายกรัฐมนตรีคนใด ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้น วันนี้ขอฝากท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน กลุ่มม็อบต่าง ๆ ว่าพฤศจิกายน ธันวาคม ถ้าหากว่าที่นายกรัฐมนตรีไม่แก้ปัญหาให้พวกเรา เราจำเป็นต้องมาล้อมทำเนียบ นี่คือวิถีของคนจนครับพี่น้องที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น ๓ คำถามนะครับ ฝากไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน นะครับ ขอฝากไปอีกว่า ฯพณฯ ถ้าหากได้ฟังอยู่ หรือจะมาชี้แจงในสภาก็ได้ อยากจะฟังว่าท่านจะแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร อันนี้ครับ ฝากท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งใจจะให้มีรัฐบาลอยู่แล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ตั้งใจนะครับ ๒-๓ วันก็ไม่ได้ไปแถลงร่วมรับจัดตั้งรัฐบาล แต่ตั้งใจจะให้เกิดรัฐบาลให้ได้ เพราะว่าพี่น้องเดือดร้อนมากนะครับ เดี๋ยวนี้ทุกเช้าต้องเจอพี่น้องมายืนอยู่หน้าบ้าน ว่าตอนได๋สิมีรัฐบาล เวลาไหนจะมีรัฐบาลสักที ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องพุทธ พี่น้องมุสลิมนะครับ ถ้าหากท่านประธานไม่เชื่อให้เดินไปทางที่... ลองไปเดินอยู่ที่ตลาดหนองจอกดู เขาจะถามทันทีว่าเดี๋ยวนี้บ้านเราว่างจากนะครับ เลือกตั้งมาพอสมควรนะครับ ขนาดประเทศเพื่อนบ้านเขาเลือกตั้งก่อน เขามีนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว บ้านเรามันเสียเวลาอยู่ เสียขั้นตอนอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาที่ให้เวลามาน้อยนิด ผมขอนิดหนึ่งท่านประธานครับ ฝากไปที่ ฯพณฯ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ว่าถ้าหากท่านเมตตาจะเรียกผมไปให้ความรู้ก็ได้ ว่าท่านจะทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ผมจะได้สื่อไปหาพี่น้องประชาชนได้ถูกต้องครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปผมจะเรียกทาง สว. แต่ว่าก่อนที่จะเรียกผมอยากจะแจ้งให้ทราบว่า ตอนที่ลงมติรับรองผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ เมื่อกี้ทาง สว. ก็มีคนกดรับรอง กดปิดไปนะครับ ๖ ท่าน จึงขออนุญาตตัดชื่อที่รับรอง ๖ ท่านนี้ออกครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามคะแนนรับรอง ก็ยังเกินจำนวน ๕๐ อยู่นะครับ ก็แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ต่อไปขอเชิญคุณวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นะครับ ขอมา ๗ นาทีครับ เชิญครับ (คุณวุฒิพันธุ์) ครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภานะครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผมนายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่กรุณาให้โอกาสกับผมใช้เวลาสักเล็กน้อยนะครับ ได้สะท้อนทัศนะความคิดเห็นต่อวาระการลงมติ เลือกบุคคลที่เหมาะสม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนะครับ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไก การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นวาระที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่ออนาคตประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่รักทุกท่านครับ นับจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นต้นมานะครับ จนถึงวันนี้วันเวลาหมุนผ่านไปแล้ว ครบ ๑๐๐ วันพอดิบพอดี แต่น่าเสียดายที่ผ่านไปแล้ว ๑๐๐ วัน เรายังไม่บรรลุการลงมติ เลือกบุคคลที่เหมาะสม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหาร ซึ่งทำให้กลไกการใช้อำนาจอธิปไตย ตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติ ตกอยู่ในวังวนความวังเวง ประชาชนต้องเคว้งคว้าง ผมหวังอยากให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ได้ร่วมกันทำหน้าที่ เพื่อพาประเทศออกจากวังวนความวังเวง และพาประชาชนให้หลุดพ้นจากความเคว้งคว้าง ด้วยการใช้สัมมาสติ และวิจารณญาณอย่างสมเหตุสมผล บนผลประโยชน์ประเทศชาติ และบนความสามัคคีปรองดองของประชาชน ในการออกเสียงลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพรักทุกท่านนะครับ เราต้องตระหนักว่าความล่าช้า ของกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี คือ ต้นทุนที่สูญเปล่าของประเทศที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งต้องร่วมมือร่วมใจกันนะครับ ยุติความสูญเสียไม่ให้เรื้อรังต่อไป และเหนือสิ่งอื่นใดความเนิ่นช้า ของการเลือกนายกรัฐมนตรี คือ ความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราครับ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกคนครับ ผมขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณวุฒิพันธุ์มากครับ ต่อไปนะครับ อยากจะเชิญคุณชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้อภิปรายคนต่อไปซึ่งขอเวลามา ๑๕ นาที เข้าใจว่าคงตกลงภายในแล้วนะครับ ว่าเป็นของพรรคก้าวไกลที่ขอมา ๓๐ นาที คุณชัยธวัชขอเวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ ๆ (คุณชัยธวัช) เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมชัยธวัช ตุลาธน ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนเรียนประธานรัฐสภา ว่าในการโหวตรับรองให้แก่ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ เหตุผลไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จัก หรือไม่มีข้อมูลนะครับ อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่าน ได้ลุกขึ้นอภิปรายและซักถาม ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชน ได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง แล้วผมก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาของพวกเราทุกคน ก็ควรจะให้ความสำคัญกับข่าวสารบ้านเมือง ก่อนการเลือกตั้ง และก็คิดว่าท่านน่าจะได้ใช้สิทธินั้น ใช้วิจารณญาณนั้นไปแล้วในวันการเลือกตั้ง พร้อมกับประชาชนทุกคน แล้วก็เหตุผลที่ผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ในวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ อย่างที่มีการกล่าวหากันผ่านสื่อมวลชน หรืออย่างที่มีผู้นำส่งเอกสาร ให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกคนในวันนี้นะครับ เหตุผลที่ผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถโหวตเห็นชอบได้นั้น เป็นเหตุผลง่าย ๆ นะครับ เพราะเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาล ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการจัดรัฐบาล ที่ขัดต่อเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปแล้วตรงไปตรงมา ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาล และระบบการเมืองที่สืบทอดอำนาจ มาจากรัฐประหารของ คสช. ท่านประธานครับ พวกเราพรรคก้าวไกล ยังเห็นด้วยว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่การพยายามที่จะสลายขั้วความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อ แต่มันคือการต่อลมหายใจให้กับระบบการเมือง ที่ระบอบ คสช. วางไว้และต้องการดำเนินสืบไป ท่านประธานครับ หลายคนบอกว่า การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ เป็นความจำเป็นทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคการเมืองและนักการเมือง จำเป็นต้องกลืนเลือด จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระของประชาชน และวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่ผมอยากจะชวนท่านประธานลองคิดใหม่นะครับ ว่าแล้วอะไรคือราคา อะไรคือต้นทุน ที่ประชาชนและสังคมไทยต้องจะต้องจ่ายบ้าง ให้แก่การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ประการแรกผมเห็นว่า ราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่าย คือ ความหวัง ท่านประธานครับ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชน พวกเขาหวังนะครับ ว่าเสียงของพวกเขา จะทำให้การเมืองไทยออกจากระบบที่เป็นมรดก ของคณะรัฐประหารได้ในที่สุดโดยสันติ พวกเขาหวังว่าเสียงของพวกเขา จะทำให้การเมืองของไทยเดินหน้าไปสู่อนาคต ไม่ใช่เดินวนกลับไปสู่อดีต อย่างที่พวกเขารับรู้กันอยู่ในขณะนี้ ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่าย ให้กับการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษในขณะนี้ คือ อำนาจครับ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนเคยเชื่อจริง ๆ ว่าในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดนั้น คือ อำนาจของประชาชน แต่เมื่อพวกเขาออกไปใช้อำนาจ ด้วยตนเองแล้วนะครับ ในวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าการจัดรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง กลับกลายเป็นการจัดรัฐบาลแบบพิเศษ ที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิใช้เสียง ในการเลือกตั้งได้พอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจ เป็นของประชาชนจริง ๆ นั่นคือราคาที่พี่น้องประชาชนต้องจ่าย ปรากฏว่าประชาชนเพิ่งค้นพบครับ ว่าตอนนี้ระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา กลายเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ประการที่ ๓ ราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่าย คือ ความศรัทธาครับ ท่านประธานครับ การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ กำลังทำให้พวกเราสูญเสียต้นทุนทางสังคมที่สำคัญ นั่นคือความศรัทธาของประชาชนในระบบรัฐสภา ความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน เป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย และเมื่อไรที่ประชาชนหมดศรัทธา ต่อระบบการเมือง หรือสถาบันทางการเมืองใด ๆ แล้ว นั่นย่อมเป็นอันตราย เป็นสัญญาณอันตราย ต่อการเมืองของเราในอนาคต ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากความหวังดี ผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้ง ในทางการเมืองในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา คือ การปะทะขัดแย้งกันระหว่างอำนาจ ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ท่านประธานครับ จนถึงวันนี้ เรายังหาทางออกจากการเมืองอันนี้ไม่ได้ แล้วเราเห็นว่าทางออก จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ ไม่ใช่การสลายขั้วความขัดแย้งอย่างผิวเผิน ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ทางออกที่พวกเราต้องช่วยกันแสวงหา คือ ระบบการเมืองที่จะกลายเป็นฉันทามติใหม่ โดยวางอยู่บนหลักการพื้นฐานสำคัญที่ว่า อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชนครับ แล้วเมื่อไหร่ที่เรายังสยบยอม หรือต่อลมหายใจ ให้กับระบบที่เราเรียกกันว่า "ประชาธิปไตย" แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางหาทางออก หรือสลายความขัดแย้งได้ครับ เมื่อไหร่เรายังสยบยอมและต่อลมหายใจ ให้กับระบอบการเมืองที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมเคารพอำนาจประชาชน เมื่อนั้นประชาชนจะสูญสิ้นศรัทธา ต่อระบบการเมืองของเราในที่สุด และมันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในทางการเมืองได้ในอนาคต นี่คือความหวังดี ที่ผมเองในฐานะผู้แทนของพรรคก้าวไกล อยากจะเรียนฝากไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกคน ว่าเราเองก็ไม่ได้อยากเห็นอนาคตแบบนี้ สุดท้ายครับ ผมอยากจะเรียนประธานสภา ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนนะครับ ว่าแน่นอนครับ ผมทราบดีว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากนับล้านคน กำลังผิดหวัง กำลังโกรธ หรือกำลังคับข้องใจกับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนนะครับ ผ่านประธานรัฐสภาแห่งนี้ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามันได้สะท้อนแล้ว ว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่มันยังอาจจะยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้น แม้ว่าท่านจะไม่พอใจ ท่านจะผิดหวัง ท่านจะคับข้องใจ แต่ขออย่าให้หันหลังให้กับการเมือง เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงมันให้ได้ ทำให้การเมืองของเรา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรา เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้ เป็นของประชาชนจริง ๆ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณชัยธวัชมากครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ ขอไว้ ๑๕ นาทีครับ เชิญครับ (พลเอก สมเจตน์) กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออภิปรายแสดงความเห็นเหตุผล ประกอบการพิจารณาลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ท่านประธานครับ การพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี กระผมยึดหลักการพิจารณา ๒ ประการ ประการแรกหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ที่จะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติ จริยธรรม คุณธรรม ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกอบกับนโยบายของพรรคการเมือง ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นประการแรก อีกประการหนึ่ง เป็นสิ่งที่ผมจะต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน คือ ผลการเลือกตั้งทั่วไป และการรวบรวมเสียงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จากผลการลงมติเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา กระผมลงมติไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นว่านโยบายของพรรคก้าวไกล มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งกระผมจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ หลังจากการลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรีในวันนั้น กระผมมีความตั้งใจมาโดยตลอด ว่าเมื่อกระผมไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล ผมจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพราะผลของการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ๑๕๐ เสียง จากพรรคเพื่อไทย ๑๔๑ เสียง ทั้ง ๒ พรรคมีคะแนนรวมกันถึง ๒๙๐ เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ที่จะบริหารประเทศต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่ง ระหว่างพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล หรือทั้ง ๒ พรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เมื่อกระผมไม่เห็นชอบ ให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผมก็มีความจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ตามที่ประชาชนรอคอย เพราะผลของการเลือกตั้งเสียงของประชาชน บังคับให้กระผมจะต้องลงมติเช่นนั้น แม้กระผมจะไม่มีความเชื่อมั่น ในพรรคเพื่อไทยเลย ว่าจะมีอิสระในการบริหารประเทศ ดำเนินนโยบายพรรคการเมือง ของตนเองหรือเปล่า แต่กระผมไม่มีทางเลือกที่จะมีความเห็นเป็นอื่น กระผม... จึงคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล ที่กระผมจะสามารถชี้แจงต่อสังคมได้ว่า เหตุใดผมจึงเลือกนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ทันทีที่พรรคเพื่อไทย ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยแถลงทันทีว่าจะเสนอ ให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก โดยอ้างว่าเป็นวิกฤติรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่พรรคภูมิใจมิได้มีเงื่อนไขนี้แต่ประการใด จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมพรรคเพื่อไทย จึงให้ความสำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นวาระเร่งด่วน มากกว่าการรีบเร่งในการจัดตั้งรัฐบาล เข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาปากท้องสร้างความอยู่ดีกินดี อันเป็นปัญหาเร่งด่วนของประชาชน ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงกล่าวอ้างว่า วิกฤติรัฐธรรมนูญเกิดจากประชาชน ไม่มีเสรีในการออกเสียงลงประชามติ หากรัฐบาลในขณะนั้นใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนไม่มีเสรีออกเสียงได้จริง ทำไมจึงปล่อยให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มาแล้วถึง ๒ ครั้ง ดังนั้น คำกล่าวอ้าง ว่าการออกเสียงประชามติไม่เป็นธรรม ประชาชนไม่มีเสรีในการออกเสียงลงประชามติ จึงไม่เป็นความจริง จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่จะสร้างความชอบธรรม ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น และเกิดคำถามต่อไปอีกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เป็นปัญหาอุปสรรคอะไรของพรรคเพื่อไทยหรือ จึงจำเป็นจะต้องรีบเร่ง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นกรณีเร่งด่วนเช่นนี้ ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ทางการเมืองของผม ผมพบว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีกลไกสำคัญ ๆ อย่างน้อย ๓ กลไก ที่นักการเมืองทุจริตคดโกงไม่ต้องการ และเห็นว่าเป็นอุปสรรคขัดขว้างการปฏิบัติหน้าที่ ไม่สุจริตของเขาเหล่านั้น กลไกแรก คือ การให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ และอำนาจในการเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้กระผมไม่ติดใจ เพราะอำนาจนี้ จะหมดสิ้นภายในระยะเวลาอันใกล้ ตามวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่จะมาถึง กลไกที่ ๒ คือ การให้ศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และเที่ยงธรรม กลไกที่ ๓ กลไกนี้มีความสำคัญ เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ทุจริตคดโกงโดยตรง มีกลไกที่จะป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่เข้มงวดเด็ดขาด ไม่ให้นักการเมืองที่ทุจริตคดโกง เข้าไปมีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง นักการเมืองที่ทุจริตคดโกง จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาด โดยการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ให้นักการเมืองเหล่านั้น ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้คดีต่าง ๆ ยังไม่มีอายุความ สำหรับนักการเมืองที่ทุจริตคดโกง หลบหนีคดีอาญาไปเสวยสุขยังต่างประเทศ