ไปเลยหยุด หยุดไม่ต้องพูดน้องเอิร์ทไม่ต้องพูด ไปอาบน้ำอาบท่า ไปอาบน้ำอาบท่า ไปเดี๋ยวนี้เลย ใจมันจะได้เย็นลง (ซัน) ไปก็ได้ครับ (น้าไร) ไป พอแล้ว พอแล้ว ดูสินี่มัน… ปวดหัว (วิน) เอ้า โอะ โอ้ เอ้า เป็นอะไรอีกไอ้ถังแก๊สฮะ ฮะ (น้าไร) ตายแล้ว เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวขอตบปากเลย ตบปากหน่อย ไปแซวน้องอย่างนั้นได้อย่างไร เธอนี่พูดจากับน้องดี ๆ หน่อยสิ เห็นไหมนี่ น้องหน้ามุ่ยเลยเห็นไหม เป็นอะไรไปจ๊ะนี่ลูก หน้ามุ่ยเชียว มีอะไรจะเล่าให้น้าฟังไหม เล่ามาเลยลูก เล่ามาเลย (น้องเฌอ) ถ้าให้เฌอเล่า เรื่องมันจะยาวนะคะ (น้าไร) โห พูดแบบนี้ ก็แปลว่าไม่อยากเล่าใช่ไหม เปล่าค่ะ อยากเล่าไปกินขนมไป เพราะว่าตอนนี้เฌอหิ้วหิวค่ะ (น้าไร) หิ้วหิวน่าดูเลยใช่ไหมลูก ถ้าอย่างนั้นเราออกไปหาอะไรกินกันนะ แล้วหนูอยากเล่าอะไร เล่าให้น้าฟังได้นะ โอเคไหม (น้องเฌอ) โอเคค่ะ (น้าไร) โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นไปหาอะไรใส่ท้องกันดีกว่านะ อย่าไปอยู่แถวนี้เลยลูก อากาศไม่ค่อยดี ขมุกขมัว ไปลูกไป อยากกินอะไรบอกน้านะ วันนี้น้าเลี้ยงเต็มที่ [เสียงดนตรี] (น้องเฌอ) นั่นแหละค่ะ เฌอรู้สึกว่าเฌอเป็นตัวถ่วงเพื่อนอย่างไรก็ไม่รู้น่ะค่ะ (วิน) ก็น่าจะถ่วงแหละ ดูสิตัวเป็นลูกตุ้มขนาดนี้ (น้าไร) หยุดเลย นี่ตามมาทำไมนี่ฮะ หยุดพูด (น้องเฌอ) เฌอไม่อยากเป็นหลีดแล้วค่ะ เพื่อนคงโดนทำโทษขาหลอยกันหมดทั้งทีมแน่ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปลาออกให้จบ ๆ โอเคไหมจ๊ะ นะจ๊ะ (น้าไร) หยุดเลยน้องวิน กินข้าวไป (เชอรี่) แต่ก็เสียดายนะคะ อุตส่าห์ได้เป็นหลีดแล้วแท้ ๆ น่ะ เด็กผู้หญิงก็อยากเป็นหลีดกันทุกคนแหละค่ะ รี่ก็ยังเคยอยากเป็นแต่ว่าไม่มีโอกาส (เด่นชัย) อ้าว ทำไม แกเต้นไม่เก่งเหรอ (เชอรี่) เปล่า ไปตบกับหัวหน้าหลีดไว้ แย่งผู้ชายคนเดียวกัน (เด่นชัย) โอ้โห แกนี่แจ่มตั้งแต่เด็กเลยนะ (น้าไร) น้องเฌอจ๋า นี่ฟังน้านะ ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอกลูก ดูอย่างน้าสิ น้าทำฝ่ายเสื้อผ้าวงดนตรีลูกทุ่งใหม่ ๆ นี่นะ โอ๊ย โดนดุโดนด่าสารพัด เกือบจะลาออกไม่รู้กี่หนแน่ะ แต่น้าเขาอดทน ตั้งใจทำงาน จนคนในวงนี่เขานี่เชื่อมั่นในตัวน้าหมดแล้ว ก็เหมือนน้องนั่นแหละ ถ้าน้องคิดว่าน้องทำเต็มที่แล้ว น้องไม่ไหวจริง ๆ น้องจะเลิกน้าก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ถ้าน้องจะเลิก แต่น้องยังไม่พยายามเลยน่ะ อันนี้น้าไม่โอเคเลยน่ะ ก็ต้องสู้สิลูก (พอลล่า) แค่นี้สีสันพอไหมน้าไร (น้าไร) โอ้โห โอ๊ย โอ้โห (พอลล่า) จะไปกับแสงสี... [เสียงหัวเราะ] (พอลล่า) คุณวินเป็นอะไรคะ เพลงยังไม่จบเลยค่ะขออีกรอบ จะไปกับแสงสี กับปีกที่สวย ๆ ให้เหมือนผีเสื้อราตรี (เด่นชัย) ไม่น่าใช่ผีเสื้อ ลายอย่างนี้อย่างไรก็ตุ๊กแก [เสียงหัวเราะ] (พอลล่า) พอใจไหมนี่ (น้าไร) พอลล่าแต่งอะไรมานี่ฮะ เดี๋ยวคนเห็นเขามองเข้าน่ะ เขาก็หาว่าเอ็งเป็นคนบ้านะนี่ โอ๊ย ที่ทักพูดว่าให้มันแต่งสีสันมานี่ หมายถึงว่าให้เลือกเอาสักสีหนึ่ง (พอลล่า) นี่ไงก็น้าพูดไม่เคลียร์ นี่ต้องลำบากไปหาชุดอีกนะนี่ (เด่นชัย) ยังจะหาอีกเหรอ (พอลล่า) ก็ต้องหาจนได้แหละ อย่างไรเสีย พอลล่าก็ไม่มีทางแพ้นางเทย่าเด็ดขาด จะไปกับแสงสีกับปีกที่สวย ๆ (เด่นชัย) ไปเถอะ ไปเถอะ ไปเถอะ (พอลล่า) ไม่ต้องไล่ไปอยู่แล้ว ผีเสื้อราตรี (เด่นชัย) มีอยู่สีหนึ่งน่ะเหมาะแน่ (วิน) สีอะไรครับ (เด่นชัย) ศรีธัญญาไง [เสียงหัวเราะ] (น้าไร) ว่าอย่างไรจ๊ะน้องเฌอ จะไปกับแสงสีไหมลูก เอ๊ย ไม่ใช่ น้าหมายถึงว่าจะเอาอย่างไรต่อดีจ๊ะ (น้องเฌอ) เฌอจะไม่ยอมแพ้ค่ะ เฌอจะสู้ (น้าไร) เก่งมาก ต้องสู้ [เสียงดนตรี] [เสียงโฆษณา] [เสียงดนตรี] (เด่นชัย) ได้แล้ว นี่ข้าวผัดกับปลาทอดของพี่ สตางค์มา 120 แหม วันนี้สั่งข้าวผัดหมูกรอบเลยนะ ฟันเคี้ยวออกเหรอจ๊ะ (น้าไร) ออกไม่ออกก็ลอง เฉาะหัวแกดูไหมฮะ เอาไหม (เด่นชัย) แหม แซวคนนี้ทำเป็นวีน กินให้อร่อย (น้าไร) เออ เอ้า (วิน) อะไรครับ นี่ไงครับ น้าได้บ้านพักคนชราที่ถูกใจหรือยังครับ (น้าไร) ยังเลยน่ะ น้าก็ดูไปเรื่อย ๆ น่ะจ้ะ (วิน) พอดีมีคนแนะนำมาครับผม ว่าอยู่แถว ๆ นี้ ใกล้ ๆ อยากไปดูของจริงไหมครับ (น้าไร) ก็ดีนะ แล้วไปดูวันไหนดีล่ะน้อง (วิน) ตอนนี้เลยครับ (น้าไร) ไปก็ไป (วิน) ไป (น้าไร) ไป ไปดูหน่อย [เสียงดนตรี] (วิน) ถึงแล้วครับน้าไร (น้าไร) ถึงแล้วเหรอ (วิน) ค่อย ๆ ลงมาครับ ระวังหัว ระวังหัว (น้าไร) เธอเล่นอะไรนี่น้องวินเอ้ย เล่นอะไร เชิญครับ เดินไปข้างหน้า (น้าไร) เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ไหน ๆ ๆ นี่ทำไมต้องปิดหูปิดตาน้าแบบนี้ด้วย ปิดตาน้าทำไม (วิน) โอเคครับ เดี๋ยว ๆ ที่ปิดตาก็เพราะว่าอยากให้น้าไรนี่ เปิดตาออกมาแล้วร้องว้าวไงครับผม นี่ และผมคิดว่าที่นี่แหละครับ เหมาะที่เป็นบ้านพักคนชรากับน้าไรที่สุดแล้ว พร้อมหรือยังครับ (น้าไร) พร้อมจ้ะ (วิน) เปิดตาได้เลยครับผม (น้าไร) เปิดตาแล้วนะ (วิน) แทแด๊น (น้าไร) อันนี้มันบ้านเธอนี่ ไหนบอกว่าจะพาน้าไปดูบ้านพักคนชราไงล่ะ พามาที่นี่ทำไมจ้ะน้อง (วิน) ถ้าน้าไรคิดว่าอยู่ที่ไหนแล้วหายเหงา มีความสุข ผมว่าต้องบ้านหลังนี้แหละครับ เดี๋ยวเชิญเข้าไปข้างในดีกว่านะครับผม ไป น้าไรทางนี้ครับ ทางนี้ครับ มา ๆ เปลี่ยนรองเท้าก่อนครับ มา ๆ เชิญครับ เชิญครับ เชิญครับ ไอ้เอิร์ท ฉันพาลูกค้าบ้านพักคนชรามาแล้ว แทแด๊น Irasshaimase (น้องเฌอ) รับ Welcome Drink ก่อนนะคะน้าไร (เอิร์ท) โอ้โห ร เรือ ฟังชัดเจน (น้าไร) ขอบใจนะลูก Welcome Drink เสร็จแล้ว ดื่มก่อนครับ ดื่มก่อน ดื่มเสร็จแล้วเชิญมานั่งตรงนี้เลยนะครับ เก้าอี้ เก้าอี้ เตรียม ๆ ๆ (น้องเฌอ) เช็ด ๆ ๆ (เอิร์ท) อยากจะบอกว่าบ้านหลังนี้นะครับ มีโพรโมชันนะครับ บุฟเฟต์กินฟรีตลอดครบ 3 มื้อเลยครับน้าไร ไม่อั้นเลยนะครับ นั่งเลย นั่ง ๆ ๆ เร็ว ๆ ๆ ๆ นั่งเร็ว [เสียงดนตรี] (น้องเฌอ) และที่สำคัญนะคะ ก็ยังมีโซฟานุ่ม ๆ แล้วก็ทีวีให้ดูตลอดทั้งวันเลยค่ะ (เอิร์ท) ใช่แล้ว (ซัน) และที่พิเศษสุดนะครับ ตลกคาเฟ่จากคณะฮา 3 หย่อมครับ มีเล่นให้ดูทุกวัน รับรองว่ามุกไม่ซ้ำกันแน่นอน และพิเศษสุด ๆ ไปกว่านั้นครับ ส่งตรง Import จากเมืองนอกครับ โชว์สุดพิเศษจาก Michael Jackson ครับ [เสียงหัวเราะ] (เอิร์ท) น้าไรครับ ไอ้วินเล่าให้ฟังหมดแล้ว แล้วน้าไรก็ไม่ต้องย้ายออกไปไหนเลยเข้าใจไหมฮะ บ้านหลังนี้ต้อนรับน้าไรเสมอนะครับ (น้าไร) น้าขอบใจน้อง ๆ ทุกคนนะ แต่ก็ไม่ต้องลำบากกับน้าหรอก อนาคตพวกเธอน่ะ เดี๋ยวพวกเธอก็ต้องไปมีครอบครัวกัน ไปมีชีวิตเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น น้าน่ะแค่คนข้างบ้าน อย่าให้น้ามาเป็นภาระพวกเธอเลย (น้าไร) สำหรับพวกเราแล้วนี่ (เอิร์ท) น้าไม่ใช่แค่คนข้างบ้านนะครับน้า น้าเหมือนญาติคนหนึ่งของเรา ไม่เอาไม่ร้องสิ (วิน) ใช่แล้วครับน้าไร อย่างวันนี้นะครับ พวกผมทะเลาะกัน น้าไรก็คอยห้าม แล้วน้าไรนี่ยังสอนสิ่งดี ๆ ให้กับเฌออีก ถ้าน้าไรเป็นแค่คนข้างบ้าน เขาคงไม่มาสนใจเรื่องพวกนี้หรอกครับ (ซัน) น้าไรครับ ถึงช่วงนี้นี่ พวกผมจะไม่ค่อยมีเวลาให้น้าไรนะครับ แต่พวกผมนี่ ก็ไม่เคยลืมน้าไรเลยนะครับ น้าไรอยู่กับพวกผมนะ (เอิร์ท) ไม่ร้องนะไม่ร้อง ไม่ร้อง กินข้าวดีกว่านี่ โอ้โห ผมเตรียมไว้เยอะแยะเลย เป็นอะไรอีก (วิน) น้าไรหูแตกแล้วมั้งฮะ (ซัน) มาครับ มาครับ (เอิร์ท) ของดี ๆ ทั้งนั้นเลยเห็นไหมนี่ (น้าไร) จริง ๆ น้าก็ซื้อข้าวมาแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ มากินด้วยกันน่ะอย่างไรก็อร่อยกว่า (เอิร์ท) ถูกแล้ว (ซัน) กินคนเดียวจะไปอร่อยอย่างไร (เอิร์ท) วินตักข้าว ตักข้าวดู ตักข้าวดู (วิน) ซันตักข้าวสิ (เอิร์ท) ทำตัวให้เป็นประโยชน์สิ (พอลล่า) เดี๋ยวก่อน ยังกินไม่ได้ [เสียงหัวเราะ] (พอลล่า) อย่างไรน้าไร (น้าไร) พอลล่าเอ๋ย นี่แกแต่งอะไรมาอีกนี่ นี่จะไปเยี่ยมไอ้จืด หรือว่าจะไปถ่ายน้ำมันเครื่องกันจ๊ะฮะ โอ๊ย (พอลล่า) ไม่ได้เหรอ (น้าไร) ไม่ได้ สีมันแสบลูกตาไป (พอลล่า) มันเก๋ออกน้า มาในธีมซ่อมได้ มีอะไรที่พังไป เชิญเข้ามาที่เรา หน้าเบาเราซ่อมได้ เราซ่อมให้ ทีวีพัง เครื่องซักผ้าพัง เอามาเราจะซ่อมให้ ไม่คิดสตางค์สักบาท (วิน) ลูกค้ามา Cancel งานฉัน บอกว่าฉันนี่เป็นคนรักใครไม่เป็น คงจะทำโฆษณาโรแมนติก ๆ ออกมาไม่ได้ (คุณใหม่) นี่คุณตามฉันมาคุยธุระอะไรนี่ (วิน) คุณใหญ่เชิญนั่งก่อนนะครับ (น้องเฌอ) นี่เป็นเชฟที่ทำเมนูพิเศษสำหรับคุณค่ะ และวันวาเลนไทน์นี้นี่ เขาอยากจะปรุงอาหารสุดพิเศษสำหรับคุณ แต่ขาดวัตถุดิบสำคัญไป (เด่นชัย) ยิ้มแล้ว ท่าทางจะได้ผล (น้องเฌอ) วัตถุดิบสำคัญก็คือนี่ค่ะ (บรรยาย) สุภาพบุรุษสุดซอย ดูย้อนหลังได้ทาง YouTube เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน one31 [เสียงดนตรี] เกิดมาเป็นลูกผู้ชายทำอะไรก็ต้อง [เสียงเพลงขี้อ่อย] หากว่าความคิดถึงไม่เคยมีความหมาย หากว่าคำสุดท้ายคือคำร่ำลา หากว่าสิ่งที่เห็นมันคือภาพลวงตา ได้โปรดเห็นใจเถิดหนา โปรดอย่าทำให้รัก อย่ามาทำให้รักถ้าไม่มีหัวใจ ฝากเพียงรอยบาดแผลแล้วก็เดินหนีไป หมดอารมณ์ก็ทิ้งฉัน เธอทำได้ไง ฉันต้องทรมานเธอรู้ไหม หากว่าคำว่ารักมันคือความผูกพัน สิ่งที่เธอให้ฉันมันคืออะไรกัน ไม่ว่าดีหรือร้ายในความรู้สึกนั้น ได้โปรดเห็นใจเถิดหนา โปรดอย่าทำให้รัก อย่ามาทำให้รักถ้าไม่มีหัวใจ ฝากเพียงรอยบาดแผลแล้วก็เดินหนีไป หมดอารมณ์ก็ทิ้งฉันเธอทำได้ไง ฉันต้องทรมานเธอรู้ไหม ฉันต้องทรมานเธอรู้ไหม ฉันต้องทรมานขนาดไหน ว่าฉันต้องทรมานอีกแค่ไหน โปรดอย่าทำให้รัก อย่ามาทำให้รักถ้าไม่มีหัวใจ ฝากเพียงรอยบาดแผลแล้วก็เดินหนีไป หมดอารมณ์ก็ทิ้งฉัน เธอทำได้ไง ฉันต้องทรมานเธอรู้ไหม อย่ามาทำให้รักถ้าไม่มีหัวใจ ฝากเพียงรอยบาดแผลแล้วก็เดินหนีไป หมดอารมณ์ก็ทิ้งฉันเธอทำได้ไง ฉันต้องทรมานเธอรู้ไหม โปรดอย่าทำให้รัก อย่ามาทำให้รักถ้าไม่มีหัวใจ ฝากเพียงรอยบาดแผลแล้วก็เดินหนีไป หมดอารมณ์ก็ทิ้งฉัน เธอทำได้ไง [เสียงเอฟเฟกต์] (บรรยาย) รายการต่อไปนี้เป็นรายการทั่วไป สามารถรับชมได้ทุกวัย รายการต่อไปนี้ เป็นรายการที่มีบริการคำบรรยายแทนเสียง ท่านสามารถเปิดและปิดคำบรรยายแทนเสียง ได้จากเครื่องรับโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล รายการต่อไปนี้ เป็นรายการที่มีบริการล่ามภาษามือ จากนี้คนไทยจะมีสติ ปัญญา และความสุข ในทุกเช้าของชีวิต [เสียงดนตรี] (คุณสุนิสา) วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งนะคะ ที่เรามีโอกาสได้มาพบเจอกัน มันก็มีความไม่แน่ไม่นอนเกิดขึ้นในชีวิตนะคะ วันนี้อาจจะได้เจอ แต่เราก็เดาไม่ได้ว่าสัปดาห์หน้า อ้อมจะกลับมาได้เจอคุณผู้ชมหรือเปล่า เพราะว่าเราคาดเดาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา ไม่ได้เลยนะคะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราอาจจะไม่ได้เจอกันเพราะติดธุระ เราอาจจะไม่ได้เจอกัน เพราะว่าป่วยไข้ใด ๆ ก็ตาม แต่นั่นคือความจริงค่ะ ความจริงในโลก เป็นสิ่งที่เราจะต้องยอมรับและเรียนรู้ และหนึ่งในความจริงในโลกใบนี้ อ้อมว่าไม่ว่าจะเป็นผู้คนหลากเพศหลายวัย อย่างไรก็ต้องเจอ นั่นคือเรื่องของความรัก ความรักจะรักอย่างไร รักให้มีความสุข รัก คือ การทุ่มเท ทุ่มสร้าง ทุ่มจ่าย ยอมทุกอย่าง ใช่หรือเปล่า เดี๋ยวเราไปติดตามในช่วงของปัญญาสร้างสุขค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณสุนิสา) นมัสการค่ะ เพื่อความสะดวกในการบันทึกรายการ เชิญโยมอ้อมนั่งสนทนาธรรมด้านบนนะครับ (คุณสุนิสา) ขอบพระคุณค่ะ นมัสการหลวงพี่นะคะ (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) ค่ะ ขอโอกาสวันนี้ ในช่วงของปัญญาสร้างสุขค่ะ ก็คงจะต้องเรียนถามหลวงพี่ ในเรื่องของความรักกับความหลง (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) เพราะว่าโจทย์ที่มานี่ เอามาจากสังคมในปัจจุบัน เกี่ยวกับเรื่องของความรักที่มันอาจจะมากเกินไป (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) ในบางคน ที่ โอ้โห มีอะไรทุ่ม (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) ยอมทุกอย่าง (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) เพราะเราถูกปลูกฝังมาจากบางที่ ให้รู้สึกว่ารักมากต้องยอม ยิ่งยอมยิ่งรัก ถ้ายอมเจ็บตัว แปลว่าฉันรักมาก หรือถ้าฉันเศร้าจากเธอมาก แปลว่านี่รักเหลือเกิน (พระพรพล) จริง ๆ การที่เราไปตีความหมายอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเราอาจจะไม่ได้ศึกษา เรื่องของพระพุทธศาสนาในหลักธรรม จริง ๆ หลักธรรมนี่ ตีความหมายไว้ชัดเจนในเรื่องของความรักนี่ คำที่ใกล้สุด แล้วก็มีความหมายดีมาก คำว่า "เมตตา" (คุณสุนิสา) แล้วไม่มีคำว่า "รัก" เพียว ๆ แล้วมีแต่เมตตา (พระพรพล) เมตตา เราจะไม่ใช้คำว่า "รัก" เพียว ๆ ค่ะ เพราะฉะนั้นคำว่า "เมตตา" นี่ มันจะไม่ใช่เรื่องเศร้าสุด ๆ ไม่ใช่เรื่องเจ็บสุด ๆ หรือไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปทำให้มันสุด ๆ กัน ที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้ ให้มันสะใจ ถึงใจ หรือประชด ต้องเสียสุด ๆ มันจะไม่ใช่ (คุณสุนิสา) แต่รักนี่มันต้องบริสุทธิ์สิค่ะหลวงพี่ รักใครต้องรักให้สุด ๆ (พระพรพล) ไอสุดแบบที่ถูกต้องนี่ มันต้องเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ ที่บริสุทธิ์คืออะไร ความรักที่บริสุทธิ์ คือ ความรัก ที่ไม่ได้หวังให้มันต้องมีผลตอบแทน เช่นว่า ถ้าฉันเศร้าสุด ๆ แล้ว เขาถึงจะมีเงื่อนไขมารักฉัน ฉันต้องทำตัวให้แย่ที่สุดก่อน ให้เขาสงสารที่สุด เขาถึงมารักฉัน ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ไม่ใช่อย่างงั้น เพราะบางทีเราผ่านวัยเด็กมา บางทีเราก็จะเข้าใจว่า มันต้องเต็มที่น่ะ มันต้องแสดงออกอย่างเต็มที่ เวลาเศร้านี่ กรีดแขนหรือว่าอะไรอย่างนี้ คือ อ้อมว่ามันมี... มันมีช่วงภาวะแบบนั้นมานะ เด็ก ๆ หลาย ๆ คน หรือผู้ใหญ่โตมา ตอนเด็ก ๆ ไม่เคยทำ แล้วคืออาจจะเคยสงสัยก็ได้ว่าทำไมเขาทำกันน่ะ แต่พอถึงคราวตัวเองเอาไม่อยู่เหมือนกันนะคะหลวงพี่ (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) ก็ทำร้ายตัวเองได้ อ้อมว่าหลายคน คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากทำร้ายตัวเองหรอก แต่พอถึงที่สุด มันเอาชนะเขาไม่ได้ มันหยุดเขาไม่ได้ มันมาลงที่ตัวเองน่ะ มันเลยทำเหมือนกับว่า ฉันยอมให้เธอขนาดนี้ เธอยังไม่เข้าใจความรักของฉันอีกเหรอ (พระพรพล) มันต้องอย่าไปเรียกว่า “อย่าไปประชด” กัน รักที่แท้จริงต้องใช้เหตุผลนะครับ ไม่ใช้อารมณ์ รักแบบที่วัยรุ่นเราทำกันนี่ มันใช้อารมณ์ใช่ไหม เช่น ไม่รักฉันไม่สนใจฉันใช่ไหม ก็ใช้อารมณ์ ก็เดี๋ยวฉันจะลองเข้าโรงพยาบาลดูสิ จะมาเยี่ยมไหม จะลองดูสิ ถ้าฉันจะตายจะมาเยี่ยมไหม ลองดูสิ ถ้าฉันถ่ายรูปหรือว่ากรีดข้อมือให้เลือดไหลนี่ จะสนใจฉันไหม (คุณสุนิสา) คือ หลวงพี่กำลังบอกว่าถ้ามันเริ่มจากเรื่องพวกนี้ได้ทีละนิด ถ้ามันไม่ได้ผลมันจะมากขึ้นอย่างนี้อีกเหรอคะ (พระพรพล) ใช่ เร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไปที่เราเห็นใช่ไหม เพราะว่านี่ไม่พอใจกัน ถึงขั้นผูกคอตัวเองเลย ผูกคอในห้องพักเลยนี่ เป็นเด็กนักเรียนผู้หญิงนะ น่าสงสาร แล้วก็ไปผูกคอตัวเองในห้องพัก ก็เสียชีวิตนะครับ ซึ่งจริง ๆ ถ้ารักกันทำไมต้องเอาสิ่งที่ไม่ดีมาแลกความรัก นี่เราต้องดูตรงนี้ การทำสิ่งที่ไม่ดีเพื่อแลกความรักนี่ น่าจะเป็นรักเทียม ความรักน่าจะต้องแลกกันด้วยสิ่งที่ดี ต้องคิดอย่างนี้ใช่ไหม เอาสิ่งที่ดีให้กัน ไม่ใช่เอาสิ่งที่ไม่ดีแล้วเพื่อที่จะให้เขามารักเรา (คุณสุนิสา) อ๋อ มันเหมือนกันเพราะอย่างนี้ อ้อมก็ไปนึกอะไรอีก ไม่นึกถึงว่าบางคนวัยรุ่นน่ะ บอกว่าเวลารักกันนี่ วันวาเลนไทน์ ต้องเสียพรหมจรรย์ เพราะว่าเพื่อพิสูจน์ว่าเธอรักฉัน ถึงอะไรอย่างนี้ มันก็มีอย่างนี้ มัน อ๋อ พอมันเป็นความแลกเปลี่ยนนี่ (พระพรพล) แลกเปลี่ยนมีเงื่อนไข (คุณสุนิสา) มันไม่ใช่ความรักแล้วสินะคะ (พระพรพล) ใช่ มันกลายเป็นเหมือนทำธุรกิจ เหมือนการค้าใช่ไหม ความรักไม่ใช่การค้า ความรักไม่ใช่การลงทุนแบบธุรกิจ ไม่ใช่ ที่จะต้องลงเท่านี้ต้องได้เท่านี้ หวังผลตอบแทน ถ้าให้น้อยกว่านั้นฉันไม่ฝาก ฉันไม่ทำนะ มันเป็นการเรียกร้องในเงื่อนไขที่ไม่ใช่บริสุทธิ์ (คุณสุนิสา) อุ๊ย อย่างนี้มันสำรวจเราได้เลยเหมือนกันนะคะหลวงพี่ ว่าถ้าในความรักที่เรามีต่อใครสักคนหนึ่ง จะเป็นเพื่อน จะเป็นแฟน จะเป็นใครก็ตาม ถ้าเรามานั่งคิดว่าแล้วเราได้อะไร (พระพรพล) เจริญพร (คุณสุนิสา) มันดูเป็นรักที่ธุรกิจนะ (พระพรพล) ใช่ เป็นรักธุรกิจ รักแบบไม่บริสุทธิ์ เป็นรักที่เต็มไปด้วยความอยากความหวังของเรา เราเป็นผู้ต้องการมากกว่าที่เราจะเป็นผู้ให้ใช่ไหม เราต้องการจะเป็นผู้รับใช่ไหม เช่น บอกวันวาเลนไทน์เธอต้องยอมให้ฉันทั้งกายและใจนะ แล้วบอกฉันรักเธอรักตรงไหนล่ะ ใช่ไหม รักตรงไหน รักที่กายหรือรักที่ใจ ทำไมต้องไปวางเงื่อนไขอย่างนั้น ถ้ารักกันจริงวันวาเลนไทน์ก็วาเลนไทน์สิ ก็ทำดีกันก็ทำไปสิใช่ไหม ก็ทำไมต้องมาตั้งเงื่อนไขว่าต้องให้กายให้ใจ ก็ไม่เห็นจำเป็น ก็รักกันอยู่แล้วน่ะ คนรักกันอยู่แล้วต้องมาเอากายแลกกันด้วยเหรอ ใช่ไหม ทำไม (คุณสุนิสา) มันก็เลยกลับไปที่คำว่า “เมตตา” ได้จริง ๆ นะ (พระพรพล) ใช่ (คุณสุนิสา) ว่าถ้าเราเมตตาต่อกัน เราคิดดีต่อกัน เราจะไม่อยากได้อะไรจากคน เรารัก (พระพรพล) ใช่ ถูกต้อง จริง ๆ เราอยากจะให้เขามากกว่า (คุณสุนิสา) ใช่ ๆ ๆ พอถึงจุดนี้มันจะรู้สึกว่าเราอยากเห็นเขามีความสุข (พระพรพล) พี่อ้อมเคยไหม ถึงจุดหนึ่งเขาเอาของมาให้เรา เกรงใจไม่ต้องให้ก็ได้ เสียดายเงิน ไอ้นี่ ไอ้นี่ คนอย่างนี้ รักแท้ล่ะใช่ไหม คนอย่างนี้รักแท้แล้ว เสียดายเงินเอามาทำไมให้มาเยอะแล้ว ไอ้นี้รักแท้ (คุณสุนิสา) มันปรารถนาดีนะ (พระพรพล) ปรารถนาดีว่าคิดว่าเขาเสียเงินนะ คิดว่า โอ้โห เขาต้องลำบากต้องซื้อมาให้เรานะ จริง ๆ เขาดีกับเรา เขารักเรานี่ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นหรอกต้องไปขนของขนอะไรมาให้เพื่อบอกว่าไอ้ก้อนนี้ ไอ้ของนี้คือความรัก ไม่ใช่หรอก (คุณสุนิสา) เพราะยิ่งในยุควัตถุด้วยค่ะหลวงพี่ จริง ๆ อ้อมเชื่อว่ามันมีมานานแล้วตั้งแต่อดีตน่ะนะคะ การให้กัน แต่พอยุคที่วัตถุมันเจริญแล้วมันชัดเจนขึ้นนะคะคุณผู้ชม เราจะยิ่งรู้สึกว่ายิ่งเราได้รับมากเท่าไร เราถูกรักมากเท่านั้น (พระพรพล) ถูกรักมากเท่านั้น (คุณสุนิสา) แล้วคนที่ให้ก็จะรู้สึกว่านี่ไง ฉันกำลังแสดงความรักที่มีต่อเธออยู่ เธอไม่รู้เชียวหรือ ฉันกำลังแสดงความปรารถนาดีอยู่ แสดงว่าตรงนี้เรากำลังหลงประเด็นสิคะหลวงพี่ (พระพรพล) ใช่ กำลังประเด็น แล้วเราก็คิดว่า เอ๊ะ ถ้าเผื่อเราไม่สามารถที่จะให้ของได้ คือ ความรักหมดใช่ไหม เมื่อไหร่ที่เราให้ของได้ ก็คือความรักยังมีอยู่ คราวนี้ของที่ให้นี่มันง่ายพี่อ้อม เราไปซื้อของไปซื้อแป๊บเดียว ไม่ได้เสียเวลาอะไรนาน ซื้อเสร็จเรียบร้อยก็เอาไปให้เขา แค่นี้รักกันแล้วเหรอ ความรักมันสร้างง่ายขนาดนี้เลยเหรอพี่อ้อมว่า มันไม่น่าจะง่ายขนาดนี้นะ ใช่ไหม ความรักน่าจะเป็นอะไรที่ต้องสะสม มันต้องใช้เวลามากกว่านั้น (คุณสุนิสา) แต่ถ้าเขาบอกว่าก็ฉันเห็นเธอใช้ไอ้นี่แล้วเธอมีความสุข ฉันก็ซื้อให้ แต่ถ้าให้อย่างนั้นแล้วไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แค่เห็นว่าเขาใช้แล้วมีความสุข แต่ตัวไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ แล้วไม่ได้เก็บมาคิดว่าวันนั้นฉันยังให้เธอน่ะ อันนี้โอเคไหมคะหลวงพี่ (พระพรพล) โอเค คือ ไปมองที่ว่าเราให้เขาเพราะว่าทำให้เขามีความสุข อันนี้… อันนี้โอเคใช่ไหม เราไม่ได้มองที่ว่าให้เขาเพื่อเราต้องการอะไร (คุณสุนิสา) แต่ถ้าให้ปุ๊บวันไหนมีทะเลาะกันแล้วทวง ไม่พอใจแล้วทวง แปลว่าวันนั้นเราไม่บริสุทธิ์ (พระพรพล) เอาคืน เอากลับ ใช่ ก็อย่างมันมีเช่นว่าบางคนเมื่อให้อันนี้แล้ว เธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้กับฉันน่ะ ให้แล้วจะต้องไปนอนกับฉันนะ เธอต้องไปอยู่อย่างนั้นอย่างนี้กับฉันนะ การให้แบบนี้มันเป็นเงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยน เหมือนกับคล้าย ๆ บอกเหมือนกับเป็นเรื่องของธุรกิจแล้ว ไม่ได้เป็นการให้ด้วยความปรารถนาบริสุทธิ์ใจใช่ไหม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ก็เห็นคนมากมายที่ติดกับตรงนี้ เขาเห็น… คือ ถ้ามองกลับไปง่าย ๆ คือ เห็นคนส่วนใหญ่ก็มีความโลภแหละ มีความอยากได้ ถ้าเราพูดทางศาสนานะ (คุณสุนิสา) เดี๋ยวถ้าอ้อมก็แอบถามอย่างนี้ได้ไหมคะ ถามพระได้ไหมคะ ในฐานะที่หลวงพี่เป็นพระ เวลามีญาติโยม ถวายมาก ๆ มันมีใจที่แบบกระเพื่อมไหมคะ (พระพรพล) คือ ชีวิตพระนี่ มันใช้อะไรมากก็ต้องมาดูใช่ไหมครับ ถวายมามากก็ใช้อะไรมากก็ไม่ได้ เพราะว่าชีวิตพระมันไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ชีวิตพระนี่ทำเพื่อคนอื่นใช่ไหม อย่างเช่น เราได้มามาก ถามว่าชีวิตพระก็ฉันได้แค่ 2 มื้อ หลังเที่ยงจะไปฉันอะไรก็ไม่ได้ใช่ไหม ก็ไม่รู้จะเอาเงินทองไปทำอะไร เครื่องแบบแฟชงแฟชั่นที่เขาใช้กันใส่กัน นี้ แบรนด์เนม ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร (คุณสุนิสา) แล้วพระก็ไม่อยากใช้ของดีบ้างเหรอคะ (พระพรพล) สิ่งที่พระทำคือทำอะไร ส่วนใหญ่พระก็ทำประโยชน์ให้กับสังคม ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เวลาที่พระท่านมีคนมาถวายมาก ๆ เพราะคนรู้ว่าพระนี่เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ คือ เอาของที่ให้นี่ไปให้สังคมได้มาก ถามว่าทำไมคนไม่ไป… เอาเงินไปให้นาย ก นาย ข ไปถวายคนนั้นคนนี้ ทำไมมาถวายพระ เพราะรู้ว่าชีวิตพระก็ใช้ได้แค่นี้แหละ ที่เหลือก็ทำให้สังคม ทำให้ส่วนรวม ใช่ไหม เป็นอย่างนั้น คนถึงขอให้พระ อย่างเช่น วัดใหญ่ ๆ วัดดัง ๆ โอ้โห สร้างโรงพยาบาลไม่รู้กี่โรงพยาบาล สร้างโรงเรียนไม่รู้กี่โรงเรียน เอาเด็กยากจนยากไร้ มาอยู่ตั้งเท่าไร สุนงสุนัขเต็มไปหมด เป็นร้อยตัวยังมีเลยบางวัด ก็เลี้ยงกันไป เด็กไม่มีข้าวกิน ไม่มีที่นอน ก็มาขออยู่ที่วัด นี่มันเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้น อย่างที่บอกว่ามันแตกต่างกัน นี่มันแตกต่างกัน แต่กับคนธรรมดาทั่วไปอย่างที่บอก ถ้ามองในทางธรรม เขาก็เห็นว่าคนนี่ กับดักคือความโลภ เมื่อมีความโลภความพอใจ แล้วคนที่ไปสนองความโลภ ความพอใจให้นี่เขาก็ทำ เช่น คนนี้โลภอยากได้ สมมติอยากได้เสื้อยืดแพง ๆ สักตัวหนึ่ง เดือนละ 40,000-50,000 อย่างนี้นะ ก็เอาเสื้อยืดนี้ไปให้ คนนั้นดีใจได้เสื้อยืดนี้ ครั้งหน้าก็อยากจะได้อีก อยากจะได้อะไรพวกนี้อีก ก็เป็นเงื่อนไขแล้ว วางเงื่อนไขแล้ว ถ้าฉันให้ของแบบนี้เธอต้องทำอย่างนี้กับฉันนะ ก็นี่ก็ยอมทำ พอทำเสร็จครั้งหน้าอยากจะได้อีกตัวหนึ่ง ก็ต้องเอามาแลกกับตัวนี้อีก (คุณสุนิสา) ก็กลายเป็นความรักนั้นซื้อเอา (พระพรพล) ซื้อเอา ซื้อเอา ซึ่งจริง ๆ ไปซื้อเสื้อง่ายนิดเดียว ใช้เวลาแป๊บเดียว (คุณสุนิสา) แต่ต่างกัน คนให้อาจจะให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าคนรับรับด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ ความรักนั้นก็จะไม่บริสุทธิ์ มันจะบริสุทธิ์ก็ต่อเมื่อทั้ง 2 ฝ่าย (พระพรพล) ถูกต้อง ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายผู้ให้ก็ให้แบบไม่ได้วางเงื่อนไขว่าฉันให้เสื้อเธอไปแล้ว เธอต้องมาทำอะไรให้ฉันนะครับ ต้องมากินกับฉัน ต้องมาอยู่กับฉัน ต้องมานอนกับฉันนะ ให้โดยแบบเต็มใจน่ะ เห็นแล้วคิดถึงน่ะ ฉันเห็นอันนี้แล้วคิดถึงเธอ เธอคงจะใช้ได้ ฉันก็เลยมาฝาก (คุณสุนิสา) แล้วเธอจะใช้หรือไม่ใช้ฉันจะไม่น้อยอกน้อยใจ เธอจะทำอะไรกับมัน ฉันก็จะไม่น้อยอกน้อยใจ เพราะฉันถือว่าฉันได้ให้เธอแล้ว (พระพรพล) ถูกต้อง (คุณสุนิสา) และฉันจะไม่หยิบมาทวงถามว่าวันนั้นฉันเคยให้เธอ เธอเห็นความดีฉันไหม ฉันให้ฉันจบ อันนี้มันก็เท่ากับเราเองก็ได้ฝึกการให้ไม่ว่าจะกับใครได้ด้วยเหมือนกัน (พระพรพล) อันนี้เป็นการให้ที่แท้จริง (คุณสุนิสา) ก็คือไม่ต้องยึด ให้แล้วคือทิ้ง (พระพรพล) ใช่ การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ ให้แล้วไม่ได้หวังผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาหาเรา แต่ให้ผลประโยชน์มันอยู่กับเขา นี่ตรงนี้นะ นี่คือการให้ที่เป็นรักบริสุทธิ์นะ คือ ให้ผลประโยชน์หรือผลให้มันเกิดขึ้นกับเขา ไม่ใช่ให้แล้วต้องมาขอบคุณฉัน ต้องมากราบฉันทุกวัน ต้องติดป้ายชื่อฉัน หรือว่าเธอต้องมาทำอย่างนี้ อย่างนี้ ตามที่ฉันสั่งนะ ไม่ใช่ ให้แล้วบอกเห็นสิ่งนี้แล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับเธอ ฉันนึกถึงเธอพอฉันเห็นสิ่งนี้ เธอใช้คงเป็นประโยชน์นะ ฉันก็เลยมาฝาก (คุณสุนิสา) จริง ๆ แล้วมันก็ไปได้ไกลขึ้นอีกนะคะ ในการให้ลักษณะนี้ จริง ๆ มันคือการให้ของ… การละ ถ้ามองในแง่ของธรรมะ มันคือฝึกละได้เลย คือ ให้แล้วคือไม่จำน่ะ (พระพรพล) เหมือนเราใส่บาตรตอนเช้าไง โยมจำได้ไหม พระรูปไหน ไป เดี๋ยวตามไปที่วัด ไม่ได้ทำหรอกใช่ไหม ตอนใส่บาตรตอนเช้าเราก็ไม่ได้ไปใส่แล้วก็ตามไปนั่งทวง ท่านให้พรฉันหรือยังนี่ ฉันชื่อนี้ท่านรู้หรือเปล่า ฉันใส่ประจำนะ หรือว่าไปดูท่านฉันหมดไหมนี่ที่ฉันใส่ไปน่ะ ฉันลำบากนะ ตื่นแต่เช้ามาทำ (คุณสุนิสา) ไปทวงพระอีกว่าที่โตได้วันนี้นี่ ฉันใส่มาตั้งแต่เด็ก (พระพรพล) ยุ่งกันใหญ่คราวนี้ อย่างที่โยมพี่อ้อมพูด คือ ให้แล้วเราไม่ได้ยึดติดผูกมัดนะ ให้ไปแล้ว ก็คือถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว ก็ถือว่าเราทำสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำแล้ว (คุณสุนิสา) อ๋อ มันจริง ๆ มันหลักเดียวกันเหมือนกันนะอ้อมว่าถ้าอย่างนั้น หลักมันค่อนข้างใกล้กัน คือ ไม่ว่าจะกับอะไรก็แล้วแต่ มีนึกถึง ไม่ทำให้เจ้าตัวเป็นทุกข์ ให้ได้ก็ให้ (พระพรพล) ถูกต้อง และที่สำคัญคือที่เราให้… เราใส่บาตรนี่เราเอาสิ่งที่ดีที่สุด ประณีตที่สุด จริง ๆ เราควรจะเก็บไว้รับประทานเองนะ นึกออกไหม แต่เราเอาสิ่งที่ดีที่สุด ประณีตที่สุดนี่ สะอาดที่สุดนี่ ไปให้ผู้อื่นได้นี่ โอ้โห มันยกระดับ แล้วมันละทางใจมากนะ อันนี้ยากนะ (คุณสุนิสา) แล้วถ้าเกิดว่าให้คนอื่นที่ไม่ใช่พระ ไม่ใช่คนที่เรารัก แต่เป็นคนที่เดินสวนกัน แต่เราเห็นว่าเขาอาจจะกำลังตกที่นั่งลำบาก แล้วเราให้ในสิ่งที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นได้ มันก็คือการฝึกให้ มันฝึกได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกคน ทุกชนชั้น สิ่งที่เหมือนกัน คือ ให้แล้วคือให้ ให้ทิ้ง ไม่ใช่ให้แบบทิ้งขว้าง แต่ให้ทิ้งในที่นี้ คือ ให้แล้วละ ไม่ได้คิดจะเอากลับมา ถ้าเราฝึกอย่างนี้ได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าเราจะรักกับใคร ความรักนั้นก็จะเป็นรักที่ไม่หวังผลตอบแทน (พระพรพล) ถูกต้อง ใช่ ถูกต้อง แต่ถ้าเผื่อเราไปคิดเงื่อนไขอะไรเต็มไปหมด การให้นั้นอาจจะสูญเปล่าเลยก็ได้ เพราะมันไม่ได้ละอะไรเลย ไม่ได้มีความเมตตาอะไรเลย ไม่ได้มีความกรุณาอะไรเลย แต่มันเต็มไปด้วยการเพิ่มพูนกิเลสของเราอีกนะพี่อ้อมนะ ใช่ไหม เช่น ให้สิ่งนี้เธอต้องให้ตำแหน่งฉันกลับมานะ ให้สิ่งนี้เธอต้องทำ 1 2 3 4 5 กลับมานะ มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ (คุณสุนิสา) อ้อมว่ามันหักมุมนิดหนึ่งนะคะ ตอนเริ่มต้นมันเหมือนให้แล้วบอกว่าต้องยอมทุกอย่าง แล้วก็อะไรก็ไม่รู้น่ะ มันเหมือนฟังดูเป็นแง่ลบ ถ้าเราใช้ไม่เป็น แต่พอถึงจุดนี้ใช้เวลาตรงนี้มา อ้อมมีความรู้สึกว่าให้แล้วให้ทุกอย่างก็ได้เหมือนกัน แล้วไม่ทุกข์เลย แล้วไม่เรียกร้องเลยก็ได้ (พระพรพล) ใช่ เพราะฉะนั้น เราต้องฉลาด ต้องสังเกตให้ดีนะครับ คนยุคใหม่นั้นโลกยุควัตถุนิยมนี้สังเกตให้ดี ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงแหละ คนนี้ที่มาให้เรานี่ ให้แล้วเขาเป็นอย่างไรนะครับ เขามีเงื่อนไขไหม เขาหวังอะไรจากการให้ตรงนี้หรือเปล่านะครับ ถ้าเราฉลาด เราจะเจอผู้ให้ที่แท้จริง เจอผู้รับที่แท้จริง และก็มีความสุขที่แท้จริงจากการให้และรับ (คุณสุนิสา) ก็หวังว่านะคะ ถ้าใครอยากจะให้ ก็ยังให้ต่อได้ แต่เปลี่ยนวิธีคิดที่จะให้ ปรับใจที่จะให้ แค่ไม่ต้องคาดหวัง และเราเองถ้าจะต้องเป็นผู้รับ ก็ต้องรับอย่างเป็นผู้รู้ด้วยนะคะ วันนี้ขอบพระคุณหลวงพี่นะคะ (พระพรพล) เจริญพร อนุโมทนาบุญ (คุณสุนิสา) เป็นอย่างไรกันบ้างคะ จากเริ่มต้น รักที่ดูเหมือนจะทุ่มทุ่มเพื่อให้ได้ แต่พอตอนท้ายรักเพื่อที่จะให้ลองทำดูนะคะ อะไรจะเบาใจคุณได้มากกว่า และอย่าลืมนะคะ จริง ๆ แล้วนี่ อ้อมว่าถ้าคุณมีปัญหาที่สงสัย ถ้าอยากจะฝากมาสั้น ๆ ธรรมะ ชิล ชิล ยินดีนะคะ เจอเราที่ไหนฝากถามมาได้ แต่ถ้าเกิดว่ามีปัญหาที่ไม่สบายใจ อยากจะระบายออกมาแล้วต้องการทางออก จดหมายค่ะ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณได้ แล้วส่งมาตามที่อยู่นี้นะคะ [เสียงดนตรี] (พระราชญาณกวี) มีคำถามที่น่าสนใจ ท่านผู้ชมทุกท่าน ว่าพระออกกำลังกายได้ไหม ออกกำลังกายได้แน่นอน เช่น เดิน ที่เราเรียกกันว่า "เดินจงกรม" คือเดินกลับไปกลับมาเนื่องจากว่า เวลาทำสมาธิต้องใช้เวลานานแล้วเหน็บกิน พระก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนอิริยาบถ หรือการออกบิณฑบาต ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง การเล่นโยคะก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ยกไม้ยกมือ ไม่ใช่กระโดดโลดเต้นเป็นแอโรบิกนะครับ โยคะหรือกำหนดลมปราณยืดเหยียดบิดตัว พวกนี้ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายเช่นกัน ฉะนั้น ใครก็ตามที่อยากจะออกกำลังกายแบบ พระออกกำลังกายแบบนิ่ม ๆ ก็เรียนโยคะก็แล้วกัน ไม่เจ็บตัว ไม่กระโดดโลดเต้น ไม่รุนแรง ฉะนั้น พระออกกำลังกายได้ ขอเจริญพร [เสียงดนตรี] [เสียงโฆษณา] [เสียงดนตรี] (พระพรพล) กราบ 1 กราบ 2 กราบ 3 ก่อนจะบรรยายให้พวกเรารู้ไหม กฎแห่งกรรมคืออะไร อะไรนะครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช่หรือเปล่าน่ะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครว่าอย่างอื่นอีก เกิด แก่ เจ็บ ตายว่าอย่างไรดีลูก ใครตอบอย่างอื่นอีกนอกจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเข้าใจเบื้องต้น มีเพื่อนคนหนึ่งบอกเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้นคิด ต้นคิดคิดว่ากฎแห่งกรรมคืออะไรลูก คืออะไรคะ ในความเข้าใจของต้นคิด เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก๊อบปี้กันมาเลยนี่นะ เป็นญาติกันหรือเปล่า ไม่รู้ ไม่ได้เป็นญาติกันนะ เกิด แก่ เจ็บ ตายแล้วชื่อไรจ้าเหรอลูก จ้าเข้าใจว่าอะไรครับ (น้องจ้า) เวลาเราทำบาป บาปมันจะย้อนกลับมาหาเรา (พระพรพล) นี่เวลาเราทำบาป บาปมันจะย้อนมาหาเรา ชื่ออะไรลูก ต้นกล้า ต้นกล้าเข้าใจว่ากฎแห่งกรรม แปลว่าหมายความว่าอย่างไรครับ พูดเลยครับลูกเปิดแล้วครับ กฎแห่งกรรมที่เราเข้าใจเข้าใจว่าอย่างไรครับ เอาไมค์ไว้ใกล้ ๆ เวลาพูด เข้าใจว่าอย่างไรลูก เอาไมค์ไว้ใกล้ ๆ สิลูกเวลาตอบ ตอบเลยครับ มั่นใจครับ ตอบเลยครับลูก เราเข้าใจว่าอย่างไรถูกผิดไม่ว่ากัน เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร มีเพื่อนตอบแล้วว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำกรรมไม่ดีไว้ผลกรรมนั้นจะมาหาเรา เราเข้าใจว่า (น้องต้นกล้า) ทำความดีแล้วเดี๋ยวจะมีความสุข (พระพรพล) ทำความดีแล้ว เดี๋ยวจะมีความสุขนะครับ สาธุให้ต้นกล้าหน่อยครับ สาธุ ต่อเลยครับ ต่อเลยลูก เราเข้าใจว่าอย่างไรครับ คนต่อไปเตรียมคิดไว้เลยนะ อย่าให้พระอาจารย์รอ ให้เวลา 3 วินาที 1 2 3 ครับ (เด็กผู้ชาย) เวลาที่เราทำดี เราจะรู้สึกไม่เป็นทุกข์ (พระพรพล) เวลาเราทำดี เราจะรู้สึกไม่เป็นทุกข์ ต่อเลยครับ ชื่ออะไรครับลูก รายงานตัวนิดหนึ่งชื่ออะไรครับ (น้องเตเต้) ชื่อเตเต้ครับ (พระพรพล) เตเต้ เข้าใจว่าอย่างไรครับ (น้องเตเต้) การทำความดีนั้น ทำให้เกิดอารมณ์มีความสุขครับ (พระพรพล) การทำดีทำให้อารมณ์เรามีความสุข เตเต้ส่งไมค์ต่อเลยครับ ต่อไปชื่ออะไรครับ ด้านข้างเรานี่ครับ ชื่ออะไรครับลูก ครับ ชื่ออะไรครับ (น้องมิกซ์) มิกซ์ครับ (พระพรพล) มิกซ์ครับ มิกซ์เข้าใจว่ากฎแห่งกรรมคืออะไรครับ (น้องมิกซ์) ทำความดีรู้สึกดีครับ (พระพรพล) ทำความดีแล้วรู้สึกดี อย่างนี้ อาจารย์ พระอาจารย์ช่วยให้ กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งความยุติธรรมลูก ทุกที่ทุกอย่าง จะต้องมีความยุติธรรมในสิ่งนั้น ๆ นะครับ ใครทำอย่างไรต้องมีความยุติธรรมกับสิ่งนั้น คนทำดีย่อมมีที่ดีให้อยู่ คนทำไม่ดีย่อมมีที่ไม่ดีให้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น ที่เราเห็นชัด ๆ เอาในโลกนี้ชาตินี้เลย คนทำดี ทำถูกกฎหมาย ช่วยเหลือคนอื่น สร้างความดีได้รับ ได้รับอะไรลูก ได้รับผลดี ได้รับรางวัล ได้รับการเชิดชู ใช่ไหม ได้รับประกาศ คนทำไม่ดี ทำผิดกฎหมาย ได้รับการลงโทษ เช่น ถูกปรับด้วยเงิน โทษอย่างต่ำ ต่ำกว่านั้น คนที่ทำต่ำกว่านั้นก็ต้องติดคุก ติดตาราง ถูกจองจำ ถามว่าทำไม เพราะเขาต้องมีที่ดีให้คนที่ทำดีอยู่ มีที่ไม่ดีให้คนทำไม่ดีอยู่ นี่คือกฎแห่งกรรม นี่คือกฎแห่งความยุติธรรม ของแต่ละบุคคลแต่ละการกระทำ แล้วเรามาดูต่อไป นี่ถามว่าทำไม บางคนถึงว่าเกิดมาแล้วมีบุญวาสนา มีคนที่มาเคารพรัก มี มีเขาเรียกว่าอะไร มีเงินทองบารมี เพราะอะไร เพราะชาติที่แล้วเขาเคย สร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์ เช่น สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างห้องน้ำ สร้างโรงเรียน ถามว่าทำไมคนเหล่านี้ได้บุญเหล่านั้น เพราะว่าเขาคิดถึง อยากจะให้คนอื่นมีความสุขด้วย ถามว่าเราไปสร้างโบสถ์ เราอยู่ในโบสถ์เปล่า เปล่าเราอยู่บ้าน (น้องจ้า) อยากให้คนอื่นมาสักการะ (พระพรพล) ให้คนอื่นมาสักการะ น้องจ๋าเหรอลูก (น้องจ้า) จ้า (พระพรพล) จ้า แต่ง ตอบน้องจ้าตอบดีมาก สาธุให้น้องจ้าหน่อยเร็ว สาธุ คือเราคิดที่จะให้คนอื่นนั้นมีความสุขด้วย เราสร้างห้องน้ำสาธารณะ ถามว่าเราได้ใช้ไหม ไม่ค่อยได้ใช้แต่คนอื่นได้ใช้ เวลาคนปวดท้อง ปัสสาวะ ปวดท้อง อุจจาระ ไม่มีที่เข้า มันเป็นทุกข์ ให้คนอื่นได้ปลดทุกข์ได้ ได้บุญ สร้างโรงเรียน ถามว่า ใช่ไหม ให้เด็กที่ไม่มีความรู้คนอ่านหนังสือไม่ออก น่าสงสารไหมลูก น่าสงสาร คนบวกเลขไม่ได้น่าสงสารไหม น่าสงสาร คนไม่รู้จักภาษาน่าสงสาร พูดจาสื่อสารไม่ได้ ก็ไม่มีความรู้เมื่อไม่มีความรู้ก็ไปสื่อสารไม่ได้ ประกอบอาชีพไม่ได้ เมื่อประกอบอาชีพไม่ได้ก็ไม่มีเงิน ก็เกิดปัญหาไม่มีเงินไม่มีอาชีพ ก็ไป ไปเป็นอะไรนะลูก (เด็กชาย) ขอทาน (พระพรพล) ขอทาน ขอทานบางทีก็ยังเป็นปัญหาไม่เยอะนะ ที่หนักกว่าเป็นขอทานคือเป็นอะไรลูก ถูกต้องไปเป็นโจรขโมยใช่ไหม เราอยากได้เงินต้องมีเงินซื้อข้าว ต้องมีเงินซื้อเสื้อผ้า ต้องมีเงินเช่าบ้าน แต่ไม่มีเงิน อยากได้เงินทำอย่างไร (น้องจ้า) ก็ไปปล้น (พระพรพล) ปล้น ถูกต้อง ไปปล้น ไปจี้ ไปฆ่า ไปเป็น ขโมย เพราะเขาไม่มีการศึกษา แต่ถ้าเขามีการศึกษา เขาไปทำงานได้ใช่ไหมอย่างพี่ ๆ ที่มานี่ พี่ ๆ เขาทำงานที่ไหนลูก รู้ไหมนี่ ไอ้ที่นั่ง ๆ กันอยู่นี่ หรือว่าใกล้ตกงานแล้วเลยไม่รู้ เพราะพี่ ๆ เขาทำงานที่ไหนลูก ที่ TPI ถามว่าทำไมพี่เขาทำงานที่ TPI ได้ เพราะเขามีการศึกษา เขามีความรู้ ถ้าเขาไม่มีการศึกษา เขาอ่านหนังสือไม่ออก เขาบวกเลขไม่ได้ เขาสื่อสารไม่ได้ พูดไม่ได้ จะได้ทำงานที่ TPI ไหมลูก ไม่ทำ ไม่ได้ทำงานที่นั่น เพราะฉะนั้น การสร้างโรงเรียน คือการสร้างให้คนนั้นมีความรู้ คนมีความรู้ ก็สามารถที่จะสร้างอาชีพให้กับตัวเองได้ คนเหล่านี้ถึงได้บุญ เพราะช่วยเหลือคนอื่นนั้นให้มีความรู้ เห็นไหม ถามว่าทำไมเกิดมาแล้วฉลาด เพราะผลจากเขาบอกว่าชาติก่อนชาติที่แล้ว หรือแม้แต่ชาตินี้ก็ตามชอบ สวดมนต์ เจริญสติภาวนา ถามว่าทำไมคนสวดมนต์เจริญสติภาวนาถึงฉลาด เพราะอะไรลูก เพราะอะไร (น้องจ้า) มีสติ (พระพรพล) คนมีสติจะทำให้มีสมาธิ แต่คนที่ขาดสติ เช่น คนไป คนทำลายสติทำอะไรลูก คนทำลายสติเช่นทำอะไร (น้องจ้า) เรื่องแย่ ๆ (พระพรพล) เรื่องแย่ ๆ แล้วมีอะไรอีกคนทำลายสติ การสวดมนต์ทำให้สติเพิ่มขึ้น การนั่งสมาธิทำให้สติเพิ่มขึ้น การเดินจงกรมทำให้สติเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามมันมีวิธีทำลายสติ ทำอย่างไรในการทำลายสติ เช่น อะไรนะลูก กินอะไรนะ (น้องณิชา) ดื่มสุรา (พระพรพล) เก่งมาก ดื่มสุรา ชื่ออะไรนะลืมชื่อแล้ว (น้องณิชา) ณิชา (พระพรพล) ณิชา ณิชาบอกว่าคนไปดื่มสุราหรือเหล้า คนดื่มสุราหรือเหล้าไม่ได้พัฒนาสติ แต่เป็นการทำลายสติใช่ไหม ไหนคนเมาเดินอย่างไร เดินตรงไหม (น้องณิชา) ไม่ตรง (พระพรพล) เดินไม่ตรง (น้องณิชา) เฉียงซ้ายเฉียงขวา (พระพรพล) เฉียงซ้ายเฉียงขวา แสดงให้เห็นเลยแม้กระทั่งเดินยัง (น้องณิชา) ล้ม (พระพรพล) ยังล้ม ควบคุมตัวเองไม่ได้ เอานิ้วโป้งจิ้มนี่ ก็ล้มแล้ว คนเดินยังไม่ตรงแล้วจะมีสติไหมลูก ไม่มี บวกเลขได้ไหม (น้องณิชา) ไม่ (พระพรพล) คุยรู้เรื่องไหม ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น คนพวกนี้โง่หรือฉลาด คนพวกนี้โง่ เพราะฉะนั้น คนที่ทำลายสติกินเหล้ามาก ๆ เสพสิ่งเสพติดมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า ยาอี ยาอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้เกิดมาชาติต่อไปก็จะเป็นคนโง่ บางคนเกิดมาถามว่า ทำไมมีความผิดปกติทางด้านสมอง นั่งดี ๆ ลูก บางคนเป็นออทิสติกใช่ไหม บางคนเป็นโรคเอ๋อ เพราะอะไร เพราะว่าชาติก่อนไปทำลายสติ ไปเสพสุราเสพสิ่งเสพติด เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้วก็จะ มีความผิดปกติด้านสมอง เพราะฉะนั้น เราอยากจะฉลาด อยากจะสมองดีต้องทำอย่างไร สวดมนต์ นั่งสมาธิเดินจงกรมถูกต้องนะครับ ทำไมบางคนเกิดมาแล้ว มีญาติพี่น้องอยู่พร้อมหน้าเลย แต่บางคนเกิดมาแล้วสงสารนะลูก เกิดเสร็จแม่เอาไปทิ้ง เคยเห็นไหม ที่ออกข่าวทิ้งในถังขยะ ถังขยะนี่สกปรกสุด ๆ ทำไมแม่โหดจังจริง ๆ ทิ้งที่อื่นก็ได้นะ ไปทิ้งถังขยะนี่สกปรกมากนะลูก มีทั้งมด มีทั้งหนอน แมลงวันคือถือได้ว่าแย่มาก เพราะอะไรชาติก่อนไม่ได้ดูแลบิดามารดา ชาตินี้เกิดมาบิดามารดาเลยไม่ดูแล เห็นไหม นี่เป็นกฎแห่งกรรมนะลูก เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ต้องดูแลบิดามารดา พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า บิดามารดานั้นเปรียบเสมือนอะไรในบ้านรู้ไหม คุณพ่อคุณแม่เปรียบเสมือนอะไรในบ้าน ใครตอบได้บ้างทราบไหมลูก เปรียบเสมือนกับพระ ถูกต้อง ณิชาเก่งมาก เมื่อกี้น้องชื่ออะไรนะลืมชื่ออีกแล้ว (น้องเตย) ชื่อเตยค่ะ (พระพรพล) เตย เก่งมาก คุณพ่อคุณแม่เปรียบเสมือนพระอรหันต์ในบ้าน ถามว่าทำไมถึงบอกว่าเป็นเช่นนั้น เพราะว่าคนแรกที่สอนเราเรื่องผิดชอบชั่วดี คือพระอาจารย์หรือเปล่า ไม่ใช่ ใช่ ถูกต้องเพราะคุณพ่อคุณแม่นี่ เขาเรียกว่าเป็นศาสนาจากน้ำนม คือด้วยความผูกพัน แล้วคลอดปึ๊บ คุณแม่เอามากอดทันทีใช่ไหมลูก คุณแม่เอามากอดแล้วก็คุณแม่ให้ อาหารคือให้น้ำนม แล้วคุณแม่ก็สอนว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่สอนเรา ตั้งแต่นาทีแรกที่เราลืมตารอดชีวิตขึ้นมา พระอาจารย์นี่มาทีหลัง เขาบอกว่าการทำทานให้ได้บุญมาก ให้ได้อานิสงส์มาก ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นทำทานให้กับใคร ทำทานให้กับคนทุศีลคือคนทั่วไปที่ไม่มีศีล ได้บุญประมาณ 100 ทำทานให้กับคนมีศีล ได้บุญประมาณ เท่าไหร่จาก 100 ไปเป็น 1,000 ทำบุญให้กับคนที่ มีศีลนะ ได้จาก 100 นะ ไปเป็น 1,000 ทำบุญให้กับคนที่มีศีลบริสุทธิ์ บริสุทธิ์คือเป๊ะเลย 5 ข้อถือได้เป๊ะ ได้หมื่นหนึ่ง ทำบุญให้กับพระอริยสงฆ์ หรือพระอรหันต์หรือว่าอริยบุคคลได้ เยอะมาก บอกว่าไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ เพราะฉะนั้น การทำบุญกับพระอริยสงฆ์ หรือพระอรหันต์นี่ มีบุญไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ เยอะมากลูก เพราะอะไร เพราะว่าเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว แต่เราจะไปหาพระอรหันต์ยากไหม ยากมาก ไปหาที่ไหนก็ไม่รู้ที่นั่งอยู่นี่ก็ไม่ใช่ และเห็น ๆ ก็ดูไม่ออกว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่มีที่หนึ่งที่เราไปหาพระอรหันต์ได้คือที่ไหนลูก ที่บ้าน เก่งมาก ที่บ้านมีพระอรหันต์อยู่ 2 ใช่ คือบิดาและมารดา เพราะฉะนั้น การทำบุญกับบิดามารดานั้น ได้ผลไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณคือได้ผลเยอะมาก ๆ เยอะมาก ๆ แล้วใครไปทำบาปกับบิดามารดาก็ได้ผล ได้กรรมแบบไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ คือได้กรรมแบบเยอะมาก ๆ เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น ใครที่ไปเถียงคุณพ่อคุณแม่ ตีคุณพ่อคุณแม่ แกล้งคุณ คุณแม่ ไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ไม่สุภาพกับคุณพ่อคุณแม่ นั่นแหละกรรมหนัก กรรมแบบไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ แต่ใครเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ ช่วยแบ่งเบางานบ้านของคุณพ่อคุณแม่ รู้หน้าที่ ตั้งใจเรียน เรียนหนังสือให้ดี เรียนหนังสือให้เก่ง พูดจาสุภาพอ่อนหวานกับคุณพ่อคุณแม่ รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลให้กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่เสียชื่อ ไปไหน ลูกเธอเรียนเก่งจังเลย ลูกเธอมารยาทดีจังเลย ลูกเธอแต่งตัวเรียบร้อยจังเลย ได้บุญกุศลมากมายไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ เยอะมากกว่าไปปล่อยนกปล่อยปลา เพราะฉะนั้น ทำบุญกับสัตว์เดรัจฉาน ทำบุญกับสัตว์เดรัจฉานได้ไหม ได้ ได้แค่ 10 เลี้ยงนกเลี้ยงปลา ปล่อยเต่า ปล่อยปลานั่นน่ะ ให้อาหารปลาได้แค่ 10 ทำบุญกับมนุษย์ที่บอกว่าทุศีลได้ 100 ทำบุญกับมนุษย์ที่มีศีลบ้างได้ 1,000 ทำมนุษย์บุญกับมนุษย์ที่มีศีลบริสุทธิ์ได้ 10,000 ทำบุญกับพระอรหันต์หรือพระในบ้าน ได้บุญไม่มีที่สุดไม่มีประมาณเยอะมาก เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ โชคดีแล้ว ที่มีพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ใครที่คุณพ่อคุณแม่ยังอยู่บ้างยกมือขึ้น ยังอยู่ทั้งยกมือขึ้นสิลูกอยู่ไหม อยู่ไหม อยู่ทั้งคู่ไหม ทุกคนยังอยู่หมดนะ โชคดีมากเอามือลง เพราะฉะนั้น อย่าลืมนะลูกนะ ทำบุญกับพระอรหันต์ในบ้าน เหตุใดชาตินี้จึงมีอายุยืน เพราะผลจากชาติก่อน ทำทานปล่อยปลา ปล่อยนก ให้อาหารปลา อาหารนก แล้วก็ไม่รังแก เบียดเบียนสัตว์ ใครที่เกิดมาแล้วออด ๆ แอด ๆ ชอบเจ็บชอบป่วย มีไหมใครไม่ค่อยแข็งแรงมีไหมลูก เข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เด็ก ต้องให้เลือดตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นกรรมติดมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จำไว้ลูกนะ ศีลข้อที่ 1 คือ ไม่ ไม่เบียดเบียนไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาชีวิตสัตว์นะ ไม่ปาณาติบาต ถ้าทำได้จะอายุยืนและมีสุขภาพแข็งแรงนะ จำไว้ลูกต้องมีเมตตากับสัตว์นะ ที่นี่มีสุนัขหลายตัวเห็นไหม พระอาจารย์ก็เลี้ยงมันอยู่เรื่อย เล่นกับมันอยู่เรื่อย เมตตากับเขาไม่ไปเตะเขาไม่ไปแกล้งเขา ไม่ไปทำร้ายเขานะ จำไว้ถ้าทำร้ายเขาเราจะสุขภาพไม่ดี จะไม่แข็งแรง อายุก็จะไม่ยืน เขาบอกทำไมชาตินี้ถึง มีตระกูลที่ต่ำเกิดในตระกูลที่ต่ำ ต้องเป็นผู้ที่เรียกว่า ถูกเขาใช้ ถูกเขาว่า ถูกเขาด่า เป็นผลจากชาติก่อนเป็นคนไม่กตัญญูเนรคุณพ่อแม่ คนที่ไม่กตัญญูพ่อแม่ชอบไปด่าไปว่าคุณพ่อคุณแม่นี่ ผลนั้นมันจะกลับมาให้เวลาที่เกิดอีกชาติหนึ่ง เราจะเกิดในตระกูลที่ต่ำ ในวรรณะที่ต่ำ เราเคยว่าคุณพ่อคุณแม่อย่างไร ชาตินี้ก็เกิดมาโดนเขาว่าแบบนั้นเลย เห็นไหม เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่า คุณพ่อคุณแม่คือพระอรหันต์ในบ้านนะลูก กรรมที่ทำคุณพ่อคุณแม่นี่หนักที่สุด คนที่ไปทำร้ายไปฆ่าคุณพ่อคุณแม่นี่ เขาว่าเรียกว่าเป็นกรรมหนัก สิ่งที่เรียกได้ว่า "ขั้นอนันตริยกรรม" คือตายแล้วต้องตกไปในนรกอเวจีอย่างเดียวเลย ไม่มีสิทธิ์ที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้หนักมากนะครับ นักเรียนต้องจำไว้ คุณพ่อคุณแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน เหตุใดชาตินี้มีดวงตาสว่างไสว เพราะชาติก่อนจุดโคมไฟ ถวายน้ำมันตะเกียงให้กับที่สาธารณะ เช่น ในวัดในวาในสถานปฏิบัติธรรม ยุคนี้ก็คงจะให้จุดตะเกียงก็คงไม่ค่อยมีแล้วนะ ยุคนี้ก็ถวายค่าไฟบริจาคค่าไฟแทน เพราะฉะนั้น ยุคก่อนก็ไม่มีไฟ ใครที่เอาเทียนไปถวายวัด ใครที่ไปจุดคบเพลิงให้วัด ใครที่เอาน้ำมันไปถวายวัด ก็ช่วยทำให้วัดมีแสงสว่างไสวได้มองเห็น ถามว่าแต่ก่อนทำไมเขาต้องถวายเทียนพรรษา ถามว่าทำไมแต่ก่อน เขาต้องถวายเทียนพรรษาเด็ก ๆ รู้ไหม เพราะอะไรทราบไหมลูก ต้องใช้ 3 เดือน ทำไมต้องใช้ 3 เดือน เพราะยุคก่อนนั้นไม่มี ไม่มีไฟฟ้า ในช่วง 3 เดือน พระที่อยู่ที่วัดก็ต้องเรียนหนังสือ ต้องอ่านหนังสือ ต้องสวดมนต์ ต้องอ่านหนังสือ ต้องเรียนหนังสือ ถ้าไม่มีเทียนก็มองไม่เห็น อ่านไม่เห็นใช่ไหมลูก ถ้าเทียนเล็กอ่านออกไหม ไม่ออกลมพัดปึ๊ด เทียนเล็ก ๆ อย่างนี้ลมพัดปึ๊ดก็ดับ ดับก็จุดใหม่ อ่านใหม่ มันอ่านไม่ถึงไหน จุดเทียนอยู่นั่นน่ะ ก็เลยออกแบบเทียนให้จัมโบ้ใหญ่ ๆ เฉพาะใส้นี่ประทานโทษเท่านิ้วก้อย จุดทีเป็นอย่างไร พลึบเลย ดับง่ายไหม ไม่ง่าย ลมพัด... แสงก็สว่าง อ่านหนังสือได้ ใช่ไหมลูก เพราะฉะนั้น คนที่ถวายเทียน ก็เหมือนกับถวายแสงสว่าง ให้ท่านอ่านหนังสือมองเห็น แล้วก็จะได้ดวงตาสว่างด้วยเช่นเดียวกัน ว่าเหตุใดจึงเป็นที่นิยมชมชอบของทุกคน เห็นไหมบางคนมีแต่คนรัก มีแต่คนชอบ บางคนมีแต่คนเกลียด ด่าเห็นหน้าก็เกลียด แล้วอีนี่ อี๊ ไม่ชอบ ถามว่าทำไมเพราะว่าผลจากชาติก่อนช่วยอะไร ช่วยคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการบอกทางบ้าง ช่วยคนข้ามถนนบ้าง ช่วยเหลือคนที่เขาถือของหนักบ้าง มีน้ำใจว่าอย่างนั้นเถอะเป็นคนมีน้ำใจนะ บางคนบอกว่าไม่ใช่เรื่อง ไปช่วยทำไม เคยไหมพวกเราเคยช่วยไหมลูก เคยช่วย ช่วยอะไรครับ เราช่วยเหลืออะไร เราช่วยเหลืออะไร ก็บอกทางเขา เห็นไหม การบอกทางให้เขาไปเข้าห้องน้ำไปไหน ช่วยให้เขาได้พ้นจากความทุกข์ มันปวดนะ มันไม่ไหว ไม่เคยมาโรงเรียนนี้ มันอยู่ทางไหนก็ไม่รู้ บอกเขาไปถูก เขาก็อนุโมทนากับเรา พอถึงวันหนึ่งบุญนั้นก็กลับมาให้เรา เราก็ได้รับความนิยมชมชอบ เพราะเราชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่คนที่ชอบแกล้งคนอื่น เหมือนในการ์ตูนอย่างเช่น ไจแอนท์ รู้จักไจแอนท์ไหมลูก ไจแอนท์แน่นทุกส่วน ไจแอนท์นี่ชอบแกล้งคนอื่น คนอื่นก็เกลียดไจแอนท์เพราะอะไร ไม่ทำให้คนอื่นมีความสุข ทำให้แต่คนอื่นมีความทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าเราแกล้งคนมาก เกิดมาชาติต่อไป หรือแม้แต่ในชาตินี้ก็จะมีแต่คนเกลียด แต่ถ้าเราช่วยคนมาก ก็จะมีแต่คนชอบและรัก เพราะฉะนั้น เลือกที่จะช่วยหรือจะแกล้งเพื่อนดี ถูกต้อง เราต้องเลือกที่จะช่วยเพื่อนนะลูก ก็จะมีแต่คนรัก ถ้าเราแกล้งเพื่อนก็มีแต่คน คนเกลียด เหตุใดจึงได้มีผิวสวยงาม ผลจากชาติก่อนชอบทำบุญถวายจีวรถวายดอกไม้นะครับ เพราะอะไร เพราะว่าแต่ก่อนคนที่ถวายดอกไม้ถือว่าเป็นของประณีตของหอม คนพวกนี้เกิดมาจะหน้าตาดีจะสวยงาม คนที่ถวายจีวรที่ดีที่ละเอียดให้กับพระได้ห่ม ผู้นี้เกิดมาชาตินี้ก็จะได้ผิวพรรณที่ละเอียดแล้วก็มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ละเอียดที่สวยงาม เพราะเรานั้น ถวายของดีของที่ประณีตให้กับผู้ที่สูงกว่าคือพระภิกษุสงฆ์ ท่านได้ใช้ เพราะฉะนั้น ใครที่อยากจะผิวพรรณดี อยากจะผิวพรรณสวย ไม่หยาบกร้านให้ผิวละเอียดสวยงามก็ถวายดอกไม้ ถวายของหอม ถวายผ้าที่ละเอียด ผ้าที่ดี ก็จะได้อานิสงส์นั้นมากับตัวเรานะ เหตุใดจึงได้ยวดยานพาหนะไว้ใช้สอย เพราะชาติก่อนช่วยซ่อม ช่วยสร้างทางสาธารณะ ทางสาธารณะได้บุญใหญ่ตรงไหนลูก เพราะว่าคนส่วนใหญ่ได้ใช้ได้เดินทาง ทำงานได้ดีก็มีความสุขในชีวิตนะ เพราะฉะนั้น พระอาจารย์ฝากไว้กับพวกเราลูกรักษาศีล 5 ให้ได้นะ ท่านบรรยายมาก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว ท้ายที่สุดนี้ ขอกราบรัตนาคุณพระศรีรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตน พระธรรมรัตน พระสังฆรัตน จงบันดาลประทานพรให้เด็ก ๆ ทั้งหลายจงมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ คือคิดสิ่งใดขอให้ชอบ ประกอบในหลักศีลธรรม ขอให้สิ่งที่เด็ก ๆ ทั้งหลายประสงค์มุ่งหวังนั้นจงสำเร็จ จงสำเร็จ จงสำเร็จทุกประการเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ [เสียงดนตรี] (คุณนภาพร) สวัสดีค่ะ วันนี้มาเจอกันในชวนรู้สู้โรคกับดีเจพี่อ้อยนะคะ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครอยากเป็นภาระ แต่เมื่อภาวะการมองเห็นสะดุด เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ เราลองมาเรียนรู้เท่าทันและหาวิธีการในการลดภาวะเสี่ยงไปพร้อมพร้อมกันในชวนรู้สู้โรคค่ะ (บรรยาย) สัญญาณเตือนของวิกฤตสุขภาพที่กำลังคุกคามชีวิตคุณ ภาวะการมองเห็นที่ต้องสะดุดลง ความเสื่อมครั้งใหญ่ที่ใครก็ไม่อยากเจอ (ดร.สิทธิเดช) สัญญาณเตือนของการมองเห็นที่ไม่สมบูรณ์ อาจเกิดขึ้นได้ในหลายสาเหตุ เช่น คันตา แสบตา ระคายเคืองตา รู้สึกตาแห้ง แพ้แสง แพ้ลม รู้สึกไม่สบายตาเมื่อตื่นนอน เห็นแสงไฟกระจาย เห็นแสงไฟวาร์ป ซึ่งสัญญาณเหล่านี้ หากเราปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ หรือไม่ดูแลใส่ใจตัวเอง อาจก่อให้เกิดภาวะเสื่อมตามวัย และก่อให้เกิดปัญหาตามมาโดยที่เราคาดไม่ถึง เราควรเลือกใส่ใจดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ นอกจากนี้ เราควรเสริมด้วยการรับประทานสารสกัดจากธรรมชาติ (คุณนภาพร) ถ้าวันหนึ่งเราต้องสูญเสีย 1 ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเราไป คุณจะรู้สึกอย่างไรคะ นี่คือคำถามที่เป็นการเตือนสติแขกรับเชิญของเราในวันนี้ให้เธอหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ลองไปติดตามกันค่ะ สวัสดีค่ะ พี่ฮันนี่ (คุณฮันนี่) สวัสดีค่ะ พี่อ้อย [เสียงดนตรี] (คุณนภาพร) สวยสดใสเหมือนเดิม (คุณฮันนี่) ขอบคุณค่ะ(คุณนภาพร) ค่ะ จากที่เกริ่นไว้เมื่อสักครู่นี้ค่ะ ว่า เอ๊ะ มันมีตอนไหนหรือมีจุดไหนนะคะ ที่ทำให้พี่ฮันนี่หันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น (คุณฮันนี่) ก็อย่างที่พี่อ้อยพูดนะคะ เพราะว่าตัวฮันนี่เองนี่ ไม่อยากจะเสียเลยนี่คือประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะ เรื่องการมองเห็น ด้วยอายุขนาดนี้คือเหมือนกับเราผ่านการทำงานมาเยอะแล้วนะคะ สมัยก่อนนี่ ยังไม่มี CG การแต่งผี การแต่งเอฟเฟกต์นี่ จะต้องใส่คอนแทคเลนส์ เป็นคอนแทคเลนส์ที่ใหญ่เท่าเบ้าตา คือวิธีการแหวกแล้วก็ใส่นี่คือยากมาก แล้วพอใส่แล้วความยากของการแต่งตัวชุดแบบนี้ เราก็จะต้องใช้เวลาในการถ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยน้อย 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น (คุณนภาพร) ยาวกว่าเวลานอนอีกนะคะ (คุณฮันนี่) อยู่แบบนั้นคือประมาณ 6 เดือนได้มั้งคะ ทรมานมากค่ะ พี่อ้อยขา คือมันไม่มีความสบาย รู้สึกว่าแสบ ๆ เคือง ๆ คัน ๆ ก็เหมือนมีฝุ่นเล็ก ๆ อะไรอยู่ในลูกตาตลอดเวลานะคะ มองอะไรก็ไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน แม้กระทั่ง ที่เราอ่านบทนี่นะคะ บางครั้งน้ำตาไหล ไม่รู้ตัว ตาแฉะ คล้าย ๆ กับคนจะเป็นตากุ้งยิงอะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ไปปรึกษาหารือกับหลาย ๆ คน จนถูกสั่งห้ามไม่ให้ใส่คอนแทคเลนส์ตลอดชีวิต แล้วจะต้องหยอดน้ำตาเทียม เพื่อที่จะช่วยเรื่องภาวะเกี่ยวกับการเคืองตา คันตา แสบตานี่ ให้ดีขึ้น (คุณนภาพร) ภาวะที่เกิดขึ้นนี่ค่ะ ทราบมาว่าเคยถึงขั้นเกือบขับรถชนเลยเหรอคะ (คุณฮันนี่) เรื่องนั้นน่ากลัวมากค่ะ พี่อ้อยขา คือ ตัวฮันนี่เองนี่ คอนแทคเลนส์ก็ใส่ไม่ได้ถูกไหมคะ แล้วแว่นตานี่ ก็ไม่ชอบใส่ ขับรถไปเองนี่ ก็จะรู้สึกมองไม่ชัด ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ กลางคืนนะคะ พี่อ้อย มีความรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรเงาแว๊บ ๆ ตัดหน้าตลอดเวลา รถบรรทุกหรือว่ารถคันหน้าที่สวนมานี่ แสงไฟนี่ เขาจะสว่างมาก แล้วบางทีก็เปิดไฟสูงขึ้นมา เราไม่ทันตั้งหลักแล้วแว๊บมันก็จะขาวฝ้า แล้วแบบบางทีเราหักหลบน่ะ เซเกือบไปชนรถฝั่งตรงข้ามเลยนะคะ จนลูกบอกว่ามัมพักบ้างดีกว่านะ อยากให้มัมมองเห็นความสำเร็จของดี้ด้วยตัวของมัมเอง ประโยคนี้ของลูกนี่ ทำให้เรียกสติเราคืนมาได้เลยค่ะ (คุณนภาพร) แล้วตอนนี้พี่ฮันนี่ใช้ชีวิตอย่างไรคะ เราดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นมากอย่างไรบ้าง (คุณฮันนี่) จากวันนั้นน่ะนะคะ ก็จะเริ่มหาวิธีที่จะดูแลแล้วก็ทะนุถนอม โดยที่เริ่มใส่แว่นกันแดดขับรถ แล้วก็เริ่มที่จะหา ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จะช่วยดูแลเกี่ยวกับภาวะที่เราเป็นนะคะ เพราะว่าด้วยวัยแล้วนี่ ร่างกายก็จะเสื่อมสภาพมากขึ้น ในที่สุดก็มีคนแนะนำให้ฮันนี่รู้จัก EYLY KARE บอกพี่อ้อยตรงนี้นะคะ ว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไหนที่จะใช้สมุนไพรชั้นดี แล้วสารสกัดจากธรรมชาติถึง 7 ชนิดรวมอยู่ใน 1 แคปซูล ที่เราทราบกันดีนี่ ก็จะมีลูทีนแล้วก็ซีแซนทีน แต่ EYLY KARE นี่ เขาก็จะมีคอลลาเจนไตรเปปไทด์ แล้วก็จะมีน้ำมันปลาในรูปแบบของผงที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วเวลาทานเข้าไปแล้วนี่ รู้สึกว่าไม่คาว นอกจากนั้นเขายังจะมีสารที่แอนตีออกซิแดนท์ (ดร.สิทธิเดช) มีงานวิจัยรองรับว่าสารสกัดจากดอกดาวเรือง มีลูทีนและซีแซนทีนจึงมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายและลดอันตรายจากแสงแดดได้ คอลลาเจนไตรเปปไทด์ที่มีขนาดมวลโมเลกุลที่เหมาะสม เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายสามารถที่จะดูดซึมและกระตุ้นการสร้างกรดไฮยาลูโรนิคจึงมีส่วนช่วยให้ความชุ่มชื่นต่ออวัยวะนั้น ๆ Fish Oil Powder หรือน้ำมันปลา ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ประกอบด้วย EPA และ DHA ปกติจะรับประทานในรูปแบบของน้ำมัน แต่ด้วยเทคโนโลยีในการสกัดให้อยู่ในรูปแบบผงจึงลดกลิ่นคาว และทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น และสารกลุ่มที่ให้สารแอนติออกซิแดนท์ อย่างสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ที่ให้แอสตาแซนทีน สารสกัดจากโกจิเบอร์รี ที่ให้เบตาแคโรทีน และสารสกัดจากบิลเบอร์รี ที่ให้แอนโทไซยานินจึงมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย สิ่งที่สำคัญอย่ารอให้เกิดปัญหารุนแรง แล้วค่อยมาดูแลใส่ใจนะครับ (คุณฮันนี่) สารสกัดทุกอย่างนี่ เป็นสารสกัดที่ดีมาก ๆ และที่สำคัญนะคะ พี่อ้อยขาคือได้รับเลขสารระบบอาหารเรียบร้อยไหม พอเราได้ข้อมูลพวกนี้ครบถ้วนนี่ ก็เริ่มทานค่ะ ทานแค่วันละ 1 แคปซูลนะคะ แล้วทานติดต่อมา 2-3 เดือนแล้ว ตอนนี้คือแฮปปีมาก มีความสุขมากกับตัวเองรู้สึก โลกดิฉันสว่างสดใสมากเลยค่ะ (บรรยาย) พิเศษเฉพาะสินค้า HOT PRICE ราคานี้รวมเก็บเงินปลายทาง ส่งฟรีถึงหน้าบ้าน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม (บรรยาย) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร EYLY KARE ตรา JEE VAN PLUS 1 กล่องบรรจุ 30 แคปซูล ปกติราคา 1,990 บาท ถ้าคุณโทร. เร็วเป็น 50 สายแรก เราจะให้เพิ่มอีก 1 กล่อง ในราคาเพียง 1,490 บาท ส่งฟรีทั่วประเทศ ที่เบอร์ 1252 (บรรยาย) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร EYLY KARE ตรา JEE VAN PLUS คุณประโยชน์จากสมุนไพรชั้นดี และสารสกัดจากธรรมชาติถึง 7 ชนิด โดดเด่นด้วยลูทีน ซีแซนทีน สารสกัดจากดอกดาวเรือง คอลลาเจนไตรเปปไทด์จากประเทศญี่ปุ่น Fish Oil Powder นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา EYLY KARE มาในรูปแบบแคปซูลทานง่ายดูดซึมไว 1 แคปซูลมีสารแคโรทีนอยด์เท่ากับการรับประทานแครอทถึง 9 หัวหรือ 1 แคปซูลมีสารแอนโทไซยานินเท่ากับการรับประทานบลูเบอร์รีถึง 20 ผล มั่นใจ EYLY KARE ผลิตจากผู้ผลิตได้มาตรฐาน ISO และ GMP Directory… (1.11.19) เพื่อดวงตาของคุณเลือก EYLY KARE โทร. ตอนนี้คุณจะได้รับ EYLY KARE 2 กล่อง จ่ายเพียง 1,490 บาท ส่งฟรีถึงหน้าบ้าน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม (คุณนภาพร) อยากให้พี่ฮันนี่ ฝากอะไรถึงผู้ชมทางบ้านสักนิดหนึ่งค่ะ (คุณฮันนี่) อย่าละเลยที่จะดูแลเอาใจใส่ตัวเอง อย่าปล่อยให้ปัญหามาหาตัวเราก่อนแล้วค่อยแก้ไข คือจากตัวฮันนี่เองนี่ รู้ว่าการที่ได้รับประทาน EYLY KARE แล้วดีกับตัวเองอย่างไร ก็อยากจะส่งสิ่งนั้นน่ะให้กับครอบครัว คนรู้จักรอบ ๆ ข้างน่ะนะคะ เพราะว่าแต่ละคนร่างกายจะไม่เหมือนกัน อย่าเพิ่งเชื่อแต่ว่าตัวฮันนี่ลองทานแล้วดี ก็เลยอยากแนะนำให้