(อาจารย์) ระบบสื่อสาร ระบบดิจิทัล ระบบการเงินเกี่ยวข้อง ๆ ระบบนะคะ เรานึกถึงระบบเรานึกถึงอะไรพิมพ์มา พิมพ์มา ก่อนเรียนไม่เป็นไร แต่หลังเรียนนี่ต้องดีขึ้นนะคะ แต่ไม่เคยมีใครตอบนะ ระบบกระทรวงศึกษาธิการ ระบบ… สอนมา 10 กว่าปีก็เพิ่งมีคนตอบนี่… เดี๋ยวให้เวลาอีก 2 นาทีนะคะ หลังจากนี้คือสายแล้วนะ ให้เวลาอีก 2 นาที ระบบศึกษาทางไกล ระบบโรงพยาบาล มา ในนี้มีใครยังไม่เช็กชื่อไหมคะ จะ .. แล้วนะ เช็กชื่อเราให้ 1 คะแนนเลยนะ เราอย่าลืมนะ 1 คะแนนแบบฟรี ๆ ต้องมาเช็กชื่อให้ทันนะ โอเค อันนี้ให้ถือว่าเป็นคะแนนความรับผิดชอบ ครูหลังจาก ... คือจะไม่ได้คะแนนนะ จะได้เช็กชื่ออยู่ แต่จะไม่ได้คะแนนนะคะ ไป โอเคมา ว้าย โอเคค่ะ ได้ยินเสียงนะคะ [เสียงหัวเราะ] มา บทนี้ในส่วนตัวของครูนะครูมองว่ายากที่สุดสำหรับปี 1 ยากที่สุดนะคะ เพราะว่าจากที่ตอบมานี่ ก็มีเข้าเค้านะ แต่ว่าเราน่ะ เราจะนึกถึงเป็นคำน่ะ เราจะไม่ได้เข้าใจในขั้นตอนของมันเท่าไรนะคะ แล้วก็มันค่อนข้างที่จะซับซ้อนน่ะ มันเกี่ยวข้องไปทุก ๆ จุดน่ะค่ะ มันก็เลยค่อนข้างยากสำหรับปี 1 และบทนี้ เดี๋ยวจะมีงานให้ทำ 1 ชิ้น ซึ่งเป็นงานเดี่ยว 10 คะแนนนะคะ ซึ่งเป็นงานเดี่ยว 10 คะแนน หลังจากที่เราเรียนนี่ เราจะต้องทำงานให้ครู 1 ชิ้นนะคะ เป็นงานเดี่ยวด้วย อย่างที่หลายคนตอบนะคะ ก็มีส่วนนะ มีส่วนนะคะ แต่เราน่ะนึกถึงเป็นคำ แต่ถ้าให้เราอธิบายลึก ๆ น่ะ เราว่าเราบอกได้ไหม ระบบมันคืออะไร ทุกคนอึ้งใช่ไหม มันดูแบบเป็นเรื่องยากนิดหนึ่งนะคะ ทีนี้ค่ะ เราเคยได้ยินคำนี้ไหม แบบ เอ๊ย คน ๆ นี้เขาทำงานมีระบบจัง เคยมีเพื่อน อึ๊ย นี่ แบบไปหน่วยงานสักหน่วยงาน เฮ้ย คนนี้เขาทำงานมีระบบดีนะ เขาเป็นคนอย่างไรคะ คนที่ทำงานมีระบบน่ะ หรือเราเห็นเขาทำงานแล้วมันรู้สึกอย่างไร รู้สึกดี รู้สึกดี เออก็จริงนะ ทำงานเป็นระบบรู้สึกดีนะ เขาทำงานอย่างมีขั้นตอนนะ เขาทำงานอย่างมีขั้นตอน คือมีระบบนี่ เขาทำงานอย่างมีขั้นตอน แล้วงานที่ได้จากเขานี่ มันเป็นงานที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น การจัดการเรียนการสอนเหมือนกันค่ะ การที่คุณครูนี่ จัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบน่ะค่ะ มันทำให้การจัดการเรียนการสอนครั้งนั้น มันมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น เขาถึงพยายามให้คุณครูนี่ จัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ และยิ่งเราใช้เทคโนโลยีค่ะ ถ้าเราใช้เทคโนโลยี คือ คุณครูยุคนี้ ไม่มีทางหลีกพ้นเทคโนโลยีได้หรอก ต้องเอาเทคโนโลยีไปใช้อยู่แล้วนะคะ แล้วเทคโนโลยีค่ะ มันมีปัจจัยหรือองค์ประกอบอะไรอื่น ๆ ที่มันมาเกี่ยวข้องน่ะ ทำให้มัน... ทำให้มันใช้งานยากยิ่งขึ้นน่ะนะคะ ฉะนั้น เราควรที่จะใช้งานอย่างเป็นระบบนะคะ มา อย่างแรกมาเข้าใจความหมายก่อนนะคะ มาเข้าใจความหมายก่อน เขาบอกว่าผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ระบบนี่ ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ทำงานสอดคล้องไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง งงไหม มันจะดูงง ๆ หน่อยนะ มาดูตัวอย่างนิดหนึ่งจะเข้าใจมากขึ้น เขาบอกผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน หน่วยย่อยต่าง ๆ อย่างเช่น ครูขอยกตัวอย่างระบบในร่างกายของเรานะ เพื่อเราจะได้เข้าใจง่าย ระบบในร่างกาย ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ หน่วยย่อยต่าง ๆ ก็มีปาก เห็นไหมคะ หน่วยย่อยปาก หน่วยย่อยลำคอ หน่วยย่อยกระเพาะอาหาร หน่วยย่อยลำไส้เล็ก หน่วยย่อยลำไส้ใหญ่ ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน เห็นไหมคะ สมมติเรากินอาหารเข้าไป ปากก็ทำงานในส่วนปากเคี้ยวอาหารใช่ไหมคะ ส่งไปถึงลำคอ ส่งไปกระเพาะอาหาร ส่งไปลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน เห็นไหมคะ หน่วยย่อยต่าง ๆ มันทำงานสัมพันธ์กัน สอดคล้องไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ระบบในร่างกายก็เป้าหมาย ก็คือ ทำให้ร่างกายมีชีวิตอยู่แหละ ทำให้เซลล์มีชีวิตอยู่ได้ นี่ค่ะ ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน สอดคล้องไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ไปค่ะ ความหมาย ออกข้อสอบบ่อยเลยนะ ออกไปยันครูผู้ช่วยเลยนะ นะคะ โอเค หรือตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งค่ะ ระบบอินเทอร์เน็ต ผลรวม เหมือนเดิม ผลรวมของหน่วยย่อยต่าง ๆ เห็นไหมคะ หน่วยย่อย Router หน่วยย่อย Server หน่วยย่อย Switch หน่วยย่อย Access Point หน่วยย่อยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันเห็นไหมคะ ที่มีความสัมพันธ์กันทำงานสอดคล้องไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ฉะนั้น เป้าหมายของอันนี้ก็คือทำให้อินเทอร์เน็ตเสถียรนั่นแหละ ถ้าตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา อินเทอร์เน็ตจะเริ่มไม่เสถียรแล้ว อินเทอร์เน็ตจะเริ่มมีปัญหาแล้วนะคะ เพราะมันทำงานสอดคล้องไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งนะคะ ฉะนั้นระบบนี่ มันจะ… มันจะมีองค์ประกอบที่มันแยกกันน่ะ แต่ในองค์ประกอบทุกองค์ประกอบน่ะมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา ระบบจะเริ่มมีปัญหาแล้ว ถ้าตัวใดมีตัวหนึ่งมีปัญหา เพราะมันทำงานสอดคล้องไปด้วยกันไง มันจะเริ่มมีปัญหาแล้วนะคะ พอเข้าใจคร่าว ๆ นะ ความหมายของระบบ ทีนี้เรามาดูองค์ประกอบของระบบบ้างนะคะ เรามาดูองค์ประกอบของระบบบ้างนะคะ ใด ๆ ในโลกนี่นะคะ องค์ประกอบก็จะมีอยู่ 3 อย่างนะ ถ้า… ถ้าเราเห็นองค์ประกอบทั่วไปน่ะ มันมักจะมี Input Process Output นะคะ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเอาระบบไปใช้กับมนุษย์น่ะ เมื่อใดก็ตามที่เราเอาระบบไปใช้กับมนุษย์ ระบบการศึกษาก็เกี่ยวข้องกับมนุษย์นะ ถ้าเราใช้กับมนุษย์น่ะ ควรที่จะมี Feedback นะคะ เพราะมนุษย์มีหัวใจ มนุษย์จะไม่หยุดนิ่งแค่ผลผลิต มนุษย์จะอยากบอกความต้องการ ความรู้สึก ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี ควรมี Feedback ด้วยนะ ถ้าระบบที่ใช้มนุษย์นะคะ แต่ถ้าเราไปเจอระบบแบบอยู่ในอุตสาหกรรมโรงงานที่มันไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์น่ะค่ะ มันก็จะมีแค่ 3 อย่างนี่แหละนะคะ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ใช้กับมนุษย์ควรจะมีเรื่องของ Feedback เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ ทีนี้ให้เรากลับมานึกถึงการศึกษาน่ะ ให้เรานึกถึงการศึกษานะคะ เริ่มจากข้อมูลก่อน ข้อมูลนี่ให้เรานึกถึงสิ่งที่เราต้องเตรียม อีพวกข้อมูลนี่ สิ่งที่เราต้องเตรียมนะคะ สิ่งที่เราต้องนำเข้าไปจัดกระบวนการ คือเตรียมแต่ยังไม่ได้ทำอะไรกับมันนะ เตรียมให้มันพร้อมนะคะ เตรียมให้มันพร้อม ทีนี้ ในการจัดการเรียนการสอน เราต้องเตรียมอะไรบ้างคุณครู ต้องมีอะไรบ้าง สื่อการเรียนการสอนมีอะไรบ้าง อะไรบ้างอะไรอีกดี สื่อการเรียนการสอนต้องมี หลักสูตร ใช่ไหมคะ แผนการสอน ขาดใครไม่ได้อีก ผู้เรียน ขาดผู้เรียนไม่ได้นะคะ ขาดผู้เรียนไม่ได้นะคะ ขาดใครไม่ได้อีก ผู้เรียนนั่งเรียนตัวเองด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องขาดใคร ขาดใครไม่ได้อีก ขาดอาจารย์ครูผู้สอนอย่าลืมครูนะคะ เราจะมา… ขาดครูไม่ได้ ต้องมีครูด้วยนะ นะคะ นี้ค่ะ สิ่งที่เราต้องมีในการจัดการเรียนการสอนนะคะ พอครบแล้วนะคะ พอครบแล้ว พร้อมแล้วนะคะ เราก็ไปจัดกระบวนการ เราก็เอาสิ่ง ไปจัดกระบวนการคุณครูก็สอนในวิชาที่ตัวเองถนัด มีตัวเองที่ตัวเองรู้นะคะ อาจจะให้ผู้เรียนทำเล่นเกม ให้ผู้เรียนทำโครงงาน ให้ผู้เรียนจัดกลุ่มอะไรก็ว่าไปนะคะ จากนั้นก็ได้ผลผลิตออกมาเป็นความรู้ของผู้เรียนนี่แหละนะคะ แต่ก็ต้องวัดให้ได้ด้วยนะ ความรู้ของผู้เรียนอาจจะวัดจากการสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนนะคะ จากนั้น ก็ ดู Feedback นะคะ มาดู Feedback Feedback จากผู้เรียนว่าผู้สอนเป็นอย่างไรนะคะ Feedback จาก… จากกิจกรรมต่าง ๆ คุณครูก็จะต้องมา Feedback ดูว่าตัวเองน่ะ กิจกรรมตัวเองอันไหนดีไม่ดีอะไรอย่างนี้นะคะ จากนั้นก็ถ้าสมมติไม่ดี ปรากฏว่าเด็กหลายคนสอบไม่ผ่านในวิชานี้นะคะ สอบไม่ผ่านในวิชานี้ หรือต้องมีอะไรปรับปรุง คุณครูก็จะต้องย้อนกลับไปที่ข้อมูลอีกครั้งหนึ่งนะคะ คุณครูก็จะต้องย้อนกลับไปที่ข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง ทีนี้ค่ะ ถ้าเรามองในระบบกว้างกว้างหน่อย เมื่อกี้เรามองในห้องเรียนนะ ทีนี้ ๆ ๆ หนูชื่ออะไรนะคะ พอดีอยู่ใกล้ ชื่อเล่นชื่ออะไร กุ๊กไก่นะคะ สมมติกุ๊กไก่สอบได้เป็น ผอ. นะคะ กุ๊กไก่สอบได้เป็น ผอ. ผอ. กุ๊กไก่ ทีนี้ค่ะ เรามองในระบบของโรงเรียนบ้าง มอง ๆ กว้าง ๆ นะคะ ผอ. กุ๊กไก่ต้องมีอะไรบ้าง ในโรงเรียนโรงเรียนหนึ่งถึงจะจัดการเรียนการสอนได้ มีอะไรบ้าง ผอ. ห้องเรียน โรงเรียนของคุณมีอะไรบ้างล่ะ มันมีเสาธง มันละเอียดมาก มีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีห้องสมุดใช่ไหมคะ มีห้องเรียน มีถ้าสมมติว่าคุณครูแบบอยากเน้นเรื่องเทคโนโลยี มี Wi-Fi มีอุปกรณ์ต่าง ๆ นี่ค่ะ ที่พร้อมให้ผู้เรียนเรียนนะคะ จากนั้นก็ต้องมีคุณครูนะคะ มีคุณครู คุณครูก็จะจัดการเรียนการสอนนี่แหละ เอาสิ่งต่าง ๆ ที่… ที่คุณครู ที่ ผอ. กุ๊กไก่เตรียมไว้ให้นี่ ไปจัดการเรียนการสอน จากนั้นก็ได้ผลผลิตออกมา เป็นผู้เรียน เรียนจบการศึกษานะคะ ในโรงเรียนนั้นนะคะ ทีนี้จบการศึกษา แล้วปรากฏว่าเขาสอบบรรจุได้เยอะ เอ้ยไม่ใช่พูดผิด ไม่ใช่บรรจุ สอบ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เยอะมากน้อยแค่ไหนนะคะ มีอัตรามากน้อยแค่ไหน ก็คือผลผลิตนี่แหละนะคะ แล้วก็เป็น จากนั้น ผอ. เขาก็จะมักจะไปถามจริง ๆ จริงพวกเราหลังจากที่พวกเราเรียนจบนี่ ผอ. ยังไม่ปล่อยพวกเรานะ ก็ยังกลับมาถามมหาวิทยาลัยนะว่า เอ๊ย เด็กคนนี้เรียนเป็นอย่างไร หลังจากที่เรียนมหาวิทยาลัยอะไรอย่างนี้ ก็เป็น Feedback นะคะ เป็น Feedback จากนั้นปรากฏว่า คุณครูบอก เออ เด็กคนนี้ยังขาดโน่นนี่นั่น ผอ. ก็จะเอาข้อ… จะเอาสิ่งต่าง Feedback จากพวกครูนี่ค่ะ กลับไปสู่ข้อมูลป้อนกลับอีกครั้งหนึ่งนะคะ อีกครั้งหนึง ประมาณนี้นะคะ นี่ค่ะ ตัวอย่างของสิ่งนำเข้าที่ครูบอก มีครู มีนักเรียน มีสื่อการเรียนการสอน มีหลักสูตรต่าง ๆ นะคะ เอามาจัดการเรียนการสอนนะคะเป็นกิจกรรมต่าง ๆ นะคะ จนถึงได้ผลลัพธ์ออกมา ถ้ามองในภาพกว้าง ๆ นะคะ ถ้ามองในภาพกว้าง ๆ อย่างมหาวิทยาลัยน่ะคะ ก็จะเป็นผู้เรียนจบการศึกษา บัณฑิตจบการศึกษานะคะ ทีนี้ค่ะ บัณฑิตจบการศึกษาเสร็จ สมมติว่านักศึกษาคณะครุศาสตร์นะ นักศึกษาคณะครุศาสตร์จบมาก็เป็นครูใช่ไหมคะ จบมาก็เป็นครู ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นครูมืออาชีพรหรือเปล่า เขาสอนได้จริงหรือเปล่า เราต้องทำอย่างไร เราต้องทำอย่างไร ก็จะต้องถาม Feedback นี่แหละ ทีนี้ถ้าเราถาม Feedback จากใครได้คะ ว่าครูเขาสอนดีหรือไม่ดี ถาม Feedback จากใครได้ ครูในโรงเรียนเก่งมากนะคะ ครูในโรงเรียน ถามใครได้อีก นักเรียน เป็นคนที่เรียนกับครูคนนั้นนะ ถามใครได้อีกคนที่แบบ มันจะมีคนคนหนึ่งที่คอยสอดส่องว่าครูคนนี้สอนหรือเปล่า สอนดีมากแค่ไหน ผู้อำนวยการนะคะ 3 คนเหล่านี้เขาเรียกว่า “ผู้ใช้บัณฑิต” อันนี้ศัพท์ ศัพท์ “ผู้ใช้บัณฑิต” นะ 3 คนเหล่านี้ค่ะ เขาเรียกเป็น “ผู้ใช้บัณฑิต” นะคะ เขาก็จะรู้ว่า อึ๊ย บัณฑิตนี่ สอนได้จริงหรือเปล่า ครูสอนเป็นมืออาชีพหรือเปล่านะคะ ก็จะได้ผลป้อนกลับ ทีนี้ค่ะ ถ้าสมมติว่าครูสอนไม่ดีเลย ครูคนนี้จบไปแล้วสอนไม่ได้เลย ควบคุมชั้นเรียนไม่ได้เลย สอนเด็กไม่ได้เลย ก็เอามาปรับปรุงในขั้นนำ ใช่ไหมคะ Feedback เสร็จก็เอามาปรับปรุงในขั้น… โทษทีไม่ได้ขั้นนำ ขั้น Input นะคะ ขั้น Input อีกครั้งหนึ่งนะคะ ฉะนั้นเราจะเห็นระบบไหม มันจะคอยหมุนอยู่เรื่อย ๆ นะคะ มันจะคอยปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ นะคะ จะคอยปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ อันนี้ไม่มีอะไร อันนี้เดี๋ยวไป ไปเลยดีกว่า อ๋อเราเช็กชื่อไปแล้ว ทีนี้อยากให้เราดูโมเดลระบบสอนหน่อยนะคะ เรา… อยากให้เราดูโมเดลระบบสอนหน่อย ตัวอย่างให้เห็นหน่อย อ๋อ ขอโทษที ขอโทษที เมื่อกี้ครูลืมถาม ขอกลับไปนิดหนึ่งค่ะ อันนี้เดี๋ยวจะให้เราบอกนะ ช่วยกันบอกหน่อยนะ ว่าขั้นไหนอยู่ตรงไหนนะ นะคะ อยู่องค์ประกอบ 4 อย่างนี้ ขั้นไหนอยู่ตรงไหน คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่องค์ประกอบไหนค่ะ ผลผลิตนะคะ ครูให้เด็กเล่นเกม อ้า กระบวนการเก่งมาก Wi-Fi Wi-Fi เป็นข้อมูลนะคะ ห้องสมุด สื่อการเรียนการสอน ข้อมูล ผอ. บอกครูคนนี้สอนไม่ดีเลย ผลย้อนกลับหรือ Feedback นะคะ ครูผู้สอน ครูผู้สอน ครูผู้สอน ข้อมูลอยู่ข้อมูล คือมั่นใจ คือฉันแค่แบบ เอ๊ะ อยากให้ย้ำความมั่นใจ เด็ก ๆ เริ่มแบบ อืม ใช่ไหมเฮอะ ใช่ไหมเฮอะ มั่นใจไว้ ครูผู้สอนอยู่ข้อมูลนะคะ เพราะว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรกับครูผู้สอน เราแค่เตรียมครูผู้สอนที่เหมาะกับวิชานั้น ๆ นะคะ เราเตรียมครูผู้สอนที่เหมาะกับวิชาชั้นนั้น ฉะนั้น ครูผู้สอนคือข้อมูลนะคะ ให้ผู้เรียนทำโครงงาน กระบวนการ เก่งมากนะคะ ได้นะ แยกระบบออกแล้ว นะคะ อันนี้ไม่มีอะไร อันนี้ยากไป อันนี้สำหรับ ป. บัณฑิต โมเดลระบบการสอนเดี๋ยวเราให้ให้ดูลักษณะของโมเดล เห็นไหมคะ มันเป็นขั้นตอนนะคะ มันเกี่ยวข้องกัน มันสัมพันธ์กันนะคะ เพื่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งนะคะ นี่ค่ะ มันก็จะเกี่ยวข้องกัน จริง ๆ ถ้าเราแยกนะ ถ้าเราแยกองค์ประกอบนะ มันก็จะมีอยู่ 4 องค์ประกอบที่ครูว่านี่แหละ อย่างเช่น กำหนดเนื้อหากำหนดวัตถุประสงค์ ก็เป็นขั้นข้อมูล เห็นไหมคะ กำหนดยุทธวิธี แบ่งกลุ่มผู้เรียน ก็เป็นกระบวนการ ประเมินสมรรถนะอย่างนี้นะคะ ประเมินสมรรถนะก็เป็นผลผลิต ส่วนข้อมูลป้อนกลับก็เป็น Feedback นี่แหละ ถ้าแบ่ง… แบ่งใด ๆ ในโลกก็จะมีข้อมูล Input Process Output นี่แหละนะคะ อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง โมเดลไม่จำเป็นต้องแค่เป็นแบบนี้น่ะ เป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ก็น่าเบื่อ บางคนเขาเอาไปทำเป็นรูปลักษณ์วงกลมแบบนี้ก็ได้นะคะ อันนี้ เคมพ์นี่ก็จะดังในเรื่องของอบรม จัดอบรมพี่เคมพ์จะดังหน่อยนะคะ เดี๋ยว… อันนี้เราดูเฉย ๆ นะ เดี๋ยวมันจะมีโมเดลที่เด็ก ป. ตรี ต้องเรียนนะคะ อันนี้เด็ก ป. เอก ต้องเรียนนะคะ อันนี้ ดิค & คาเรย์ ก็ดังอยู่เหมือนกันนะคะ สมัยครูเรียน ครูก็เรียนอันนี้แหละนะคะ มาถึงโมเดลที่เด็ก ป. ตรี ทั่วประเทศต้องเรียนนะคะ ทั่วประเทศไทย จริง ๆ ใน… ในเอเชียนะ เอเชียใช้ Assure Model นะคะ สิงคโปร์อะไรอย่างนี้ เขาก็ใช้ Assure Model สำหรับ ป.ตรี นะคะ ฉะนั้นมันเลยออกข้อสอบครูผู้ช่วยหลาย… เจออยู่หลายปีด้วยกันนะคะ เพราะว่าทั่วประเทศเรียนไง จุฬา มศว. อะไรอย่างนี้ ก็ใช้โมเดลเหมือนกันนะคะ มันก็เลยออกข้อสอบครูผู้ช่วยปีหนึ่งนะคะ ที่ถามว่า Assure Model นี่ Assure Model นี่มีจุดเด่นคืออะไร คำตอบก็คือเป็นโมเดลที่ใช้ร่วมกับสื่อ จุดเด่นคือใช้ร่วมกับสื่อนะคะ Assure Model นะคะต่อไปนี้ทุกคนต้องตั้งใจนะ มันเกี่ยวข้องกับงาน หลายคนเริ่มไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวมาเล่นเกมกันหน่อยดีกว่า เดี๋ยวมาเล่นเกมกันดีกว่า เคยเล่นเกมล่าสมบัติไหมคะ เคยไหม เล่นแต่ RoV อย่างนี้เหรอ เล่นเกมล่าสมบัติ เดี๋ยวครูจะบอกให้เราหาสมบัติที่ตามคำสั่งของครูนะ หาสมบัติ เอามาโชว์เพื่อน… เอามาโชว์ครู ใครที่ได้คนแรก ให้ไปโบนัส 3 คะแนน หลายคนเริ่มหาสมบัติของตัวเองแล้ว ฉันมีอะไรบ้างติดมือมาวันนี้ ถ้าใครชูให้ครูเห็นคนแรกหาสมบัติมาเจอคนแรก ให้โบนัส 3 คะแนนนะคะ ให้โบนัสพิเศษ 3 คะแนนนะคะ มีสมบัติอะไรออกมาให้หมด อาจจะตรงใจครูก็ได้นะคะ อาจจะตรงใจครูก็ได้ มา หามา หามามีสมบัติอะไรบ้าง พร้อมไหมคะ โอเค ให้… ตั้งใจนะ ให้หาสิ่งของที่มีสีส้มค่ะ เสื้อ เสื้อนาง ได้ ๆ นางได้ไปก่อนแล้ว นางได้ไปก่อนแล้ว เขาได้ไปแล้ว เขาได้ไปแล้ว 2 คนข้างหลังที่ยกมือนี่ เสื้อส้ม กับข้างหลังไปพิมพ์ในช่องแช็ตว่าหนูได้โบนัส แจ้งรหัสแล้วก็ได้โบนัสนะคะ ตื่นหรือยัง ตื่นหรือยัง แหมพอเล่นเกมนี่คึกคักน่ะ มา ให้ไปหาสิ่งของ ให้ไปหาสิ่งของ ที่มีอักษร ม ม้า อะไร อะไรน่ะ มองไม่เห็น พาราเซตามอล ม ม้า มี ม ม้า ได้ นางได้ไปแล้ว นางได้ไปแล้ว นางได้คนแรก เห็นความพยายาม ไปพิมพ์ในช่อง พาราเซตามอล ได้ไปแล้ว สู้เขา สู้เขา [เสียงหัวเราะ] อ๋อ สมุด ตั้งเยอะตั้งแยะใช่ไหม ไม่เป็นไร อะไรดี ให้หาสิ่งของ ฉันจะมีอะไรบ้างนี่ ให้หาสิ่งของที่มีเลข 2 อะไร อะไร ๆ อันนั้นเขาได้ก่อน อะไรนะคะ หา ไพ่ จะให้ดีไหมนี้ ให้ ๆ ๆ ๆ เขาได้แล้ว เขาได้แล้ว เขาได้แล้ว มีเลข 2 นะ เขาได้ไปแล้ว อีกอัน 1 แถมให้ แถมให้สำหรับห้องนี้ แถมให้สำหรับห้องนี้ ปกติให้ 3 เสียใจใช่ไหม มันมี… ให้หาสิ่งของ ที่มี ก ไก่ อะไรอันนี้ อันนี้เร็วก่อน ก ไก่นะ อะไรนะ ก ไก่ โอเค ๆ ได้ ไปพิมพ์ในช่องแช็ต ไปพิมพ์ในช่องแช็ต คนอื่นไม่ต้องเสียใจ ชีวิตมันไม่ได้พังขนาดนั้น เล่นเกมแพ้ ทุกคน ชีวิตมันไม่ได้ [เสียงหัวเราะ] มา ๆ ตื่นแล้วนะ ต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญแล้วนะคะ ต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญกับ… เล่นเรื่องเกมนี่ มันเป็นคะแนนนิดเดียว อันนี้เป็นคะแนนที่พลิกชีวิตเรานะคะ อันนี้ 10 คะแนนล้วน ๆ นะคะ ฉะนั้นทำให้ดีนะคะ เงียบ ๆ ฉะนั้นทำให้ดีนะคะ ในเรื่องของ Assure Model มา Assure Model มีด้วยกัน 6 ขั้นนะคะ 6 ขั้นนะคะ ทุก ๆ ขั้นจะเกี่ยวข้องสอดคล้องไปด้วยกัน อย่างที่ครูบอก ถามว่ามันยากไหม มันยากสำหรับปี 1 น่ะ ที่จะต้องมองทุกอย่างให้มันสอดคล้องกันน่ะ อันนั้นลืม อันนี้ลืม ก็ผิดพลาดสำหรับระบบแล้วนะคะ ฉะนั้นมันเกี่ยวข้องกันนะคะ A ตัวแรกมาจาก Analyze learner นะคะ คือการวิเคราะห์ผู้เรียนนะคะ S มาจาก State objectives นะคะ คือการกำหนดวัตถุประสงค์นะคะ S ตัวที่ 2 มาจาก Select, Modify, Design คือการเลือก การเลือกสื่อนะคะ การแก้ไขปรับปรุงสื่อ และการสร้างสื่อใหม่นะคะ U มาจาก Utilize นะคะ U มาจาก Utilize คือ การใช้สื่อนะคะ R มาจาก Require learner Response ก็คือการที่ให้ ตอบสนองการใช้สื่อนะคะ แล้วก็ E Evaluate คือการประเมินนะคะเรามาเจาะลึกแต่ละขั้นอย่างละเอียดนะคะ ดอกจันไปค่ะ ขั้น Analyze learner นะคะ เราให้ความสำคัญกับขั้นนี้มากนะคะ ให้ความสำคัญแบบสุด ๆ เลย ถ้าขั้นนี้ไม่ดี ขั้นต่อไปจะล้มเหลว เพราะว่า Analyze learner คือการวิเคราะห์ผู้เรียน เราจะเลือกสื่อมาได้ตรงใจผู้เรียน มันก็ต้องรู้จักผู้เรียนให้ดีใช่ไหม การวิเคราะห์ผู้เรียนเหมือนเราเป็นแม่ค้านี่แหละนะคะ ที่เรารู้ว่าลูกค้าคนนี้ชอบกินเผ็ด ชอบกินเปรี้ยว ชอบกินหวานอย่างนี้ เอ๊ย มันก็ทำให้คน คือกินแล้วมันถูกลดมือถูกปากเขาอย่างนี้นะคะ ฉะนั้นเราต้องวิเคราะห์ผู้เรียนให้ดีนะคะ สิ่งที่เขาวิเคราะห์ผู้เรียนนะคะ สิ่งที่เขาวิเคราะห์ผู้เรียนนะคะ ครู โทษทีค่ะ อย่างแรกที่เราต้องวิเคราะห์เลยนะ คุณครูนะคะ จริง ๆ อันนี้เป็นครูทั่วไปที่จะต้องวิเคราะห์แหละ เวลาที่เราจะสอนใครสักคนนี่ค่ะ สอนชั้นเรียนสักชั้นเรียนน่ะ เราก็จะต้องรู้เพศ รู้อายุ รู้ช่วงชั้นที่เราจะต้องไปสอนนะคะ อันนี้ Basic เลยนะคะ ถ้าจะให้ดีคุณครูก็จะต้องไปรู้ รู้ระดับสติปัญญาผู้เรียนด้วยว่าเขาเป็นอย่างไร ความถนัด เขาถนัดอย่างไร ในห้องที่เราไปสอนนะคะ วัฒนธรรมสังคมก็ควรรู้นะคะ อย่างถ้าอย่างของครูนะ อย่างบางห้องเขาก็จะถนัดในเรื่องของคอมพิวเตอร์ อย่างเรา เราก็ถนัดในเรื่องของการศึกษาพิเศษอย่างนี้นะคะ ภาษาไทยเขาก็จะถนัดด้านสื่อสารอะไรอย่างนี้ เด็กแต่ละ… เด็กแต่ละสาขาก็จะมีความถนัดที่ไม่เหมือนกัน ถ้าอันไหนที่เขาเด่นนี่ เราก็อาจจะเสริมเติมให้เขาได้นะคะ วัฒนธรรมอย่างนี้ วัฒนธรรมสังคมก็มีผลบางวิชานะ อย่างเช่น ถ้าวิชาพุทธศาสนาอย่างนี้ บางคนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธอย่างนี้ กิจกรรมบางกิจกรรม ศาสนาคริสต์หรืออิสลาม เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างนี้นะคะ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นถ้าครูรู้จักลักษณะผู้เรียนนี่ค่ะ มันก็จะส่งผลต่อกิจกรรมที่คุณครูเอาให้ผู้เรียนทำนะคะ ต่อไปอันนี้เป็นทั่วไปนะ อันนี้เป็นทั่วไปที่คุณครูจะต้องวิเคราะห์ รู้จักว่าผู้เรียนอยู่ช่วงชั้นไหน อายุไหนนะคะ อีกอันหนึ่งที่หลายคนมักพลาดนะ ที่ครูไปนิเทศนี่ค่ะ ด้วยความที่เราถือว่าวัยรุ่นอยู่นะ เวลาคำพูดหรืออะไรที่ใช้กับนักเรียนนี่ อย่างเช่นไปใช้กับนักเรียนประถมนี่ คำพูด”เฮ่ย เว่ย” อะไรอย่างนี้ มันก็ยังไม่เหมาะสม ก็จะโดนครูพี่เลี้ยง… เลี้ยงบอกอาจารย์นิเทศว่า คำพูดเขายังไม่เหมาะสมกับ… กับนักเรียนอย่างนี้ ช่วงชั้นอายุก็มีผล ยิ่งเวลาที่เราสอนบางครั้งเราเผลอ เผลอพูดแบบเหมือนวัยรุ่นกับเด็กอย่างนี้ มันก็ไม่เหมาะสม แต่ถ้ามัธยมนี่เขาก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งที่เขาพอเรา… เพราะว่าเราอยากปลูกฝังให้เด็กประถมนี่ เป็นเด็กดี พูดจาไพเราะนู่นนี่นั่น มันก็… มันก็ไปขัดแย้งกับนโยบายเขาอย่างนี้นะคะ ฉะนั้นอันนี้ก็เลยมีผลต่อทุก ๆ สิ่งนั่นแหละนะคะ ที่เราจะไปจัดการเรียนการสอนนะคะ ต่อมาอันนี้เป็นลักษณะเฉพาะ อันนี้จะเริ่มเกี่ยวข้องกับวิชาที่เราสอนนะคะ อันนี้จะเกี่ยวข้องกับวิชาที่เราสอน ถ้าเด็กเขามีสิ่งเหล่านี้ มันจะทำให้เราสอนได้ง่ายขึ้นนะคะ อันแรกที่เขาวิเคราะห์ก็คือทักษะที่มีมาก่อนนะคะ ทักษะที่มีมาก่อนนะคะ ถ้าเขามีทักษะนี้ มันจะทำให้วิชานั้นนี่ มันจัดการเรียนการสอนได้ง่าย อย่างเช่น พวกวิชาคณิต เด็กก็จะต้องถ้าสมมติเราไปเรียน ค.ร.น ห.ร.ม อะไรอย่างนี้ เด็กก็จะต้องมีพื้นฐานบวกลบคูณหารมาก่อน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าไม่มี ยุ่งเลย เด็กก็ไม่สามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ต่อ หรือภาษาอังกฤษอย่างนี้ค่ะ เด็กก็จะต้องมีพื้นฐานอะไร ABC อะไรอย่างนี้ อ่านคำศัพท์ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่สามารถไปแต่งประโยคได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ฉะนั้นทักษะที่มีพื้นฐานมาก่อนมีความสำคัญนะ อย่างวิชาครูน่ะคะ ครูสอนอีกวิชาหนึ่ง คือ ออกแบบกราฟิก ซึ่งเด็กควรที่จะมีพื้นฐานคอมพิวเตอร์นะ อย่างน้อยแบบรู้เปิดโน่นเปิดได้หรือว่ารู้เครื่องมือว่ามันอยู่ตรงไหนนะคะ จริง ๆ เคยมีปีหนึ่ง เป็นปีที่ยังฝังใจสำหรับครูอยู่เลยนะคะ มีเทอมหนึ่งครูเปิดสอนเสรี รู้จักวิชาเสรีไหม ปี 1 วิชาเสรีคือวิชาที่เราสามารถลงได้ทุกคณะเลย ไม่ว่าจะเราอยู่คณะไหนเราลงได้หมดเลย ฉะนั้นปีนั้นก็มีคนมาลงวิชาเสรีครูเหมือนกันคือ มีเด็กนิติฯ เด็กอะไรน่ะ เด็กนิเทศศิลป์ก็มา เด็กวิศวะมา เด็กพุทธศาสน์มา มีเอกคอมฯก็มา เขาสามารถลงได้ไง ลงได้หมดเลยนะคะ เราเห็นอะไรไหมคะ เราเห็นว่าผู้เรียนไม่ได้เหมือนกันนะ ผู้เรียนเอกคอมฯ ก็จะเก่งคอมหน่อย ผู้เรียนเอกอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่งน่ะ แต่เขาแค่ไม่ได้ถนัดคอมพิวเตอร์ เขาก็มาเรียน ฉะนั้นตอนที่จัดการเรียนการสอนน่ะค่ะ ครูก็แบบมั่นหน้า มีความมั่น โอ๊ย ใช้คำว่ามั่นหน้าไม่ได้ ก็มีความมั่น ก็มีความมั่น มั่นอกมั่นใจ เพราะว่าตัวเองน่ะ ทำกราฟิกมา 10 ปีแล้ว มีประสบการณ์การสอนอีกเป็น 10 ปีน่ะ หลับตาไปสอนก็ได้แล้ว แต่ครั้งนั้นครูไม่ได้ดูทักษะที่มีมาก่อน ครูไม่ได้ดูทักษะที่มีมาก่อนของเด็ก ครูก็แบบไม่ได้ดูเลย ไม่ได้รู้เลยว่าเอกไหนมาสอน ก็คือฉันรู้ว่า ฉันมั่นใจว่าฉันไปสอนได้ เพราะฉันประสบการณ์เยอะอย่างนี้ ปรากฏว่าวันนั้นเป็นวันที่สอนแย่ที่สุดในชีวิตครูเลย ครูยังจำได้อยู่เลย ยังเล่าให้ฟังทุกครั้งเลย เพราะว่าเด็กเอกคอมฯ เป็นอย่างไรคะ แน่นอนเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เอกคอมฯ มันไปเร็วน่ะคะ แล้วเด็กอื่น ๆ เป็นอย่างไรค่ะ หาปุ่มยังไม่เจอเลย อาจารย์ไปนู่นแล้ว หาเครื่องมือยังไม่เจอแล้ว อาจารย์ก็แบบไปอันอื่นแล้วนะคะ ฉะนั้นสีหน้าเด็กวันนั้นก็แบบ มันไม่ทันน่ะนะคะ และแย่ไปกว่านั้นก็คือ สอนเกินเวลาไป 2 ชั่วโมง กว่าเด็กทุกคนจะทำได้ เลิกเรียนประมาณ 6 โมงค่ะ แม่… เลิกเรียนประมาณ 6 โมง แม่บ้านก็แบบชะเง้อ เมื่อไหร่อาจารย์จะเสร็จอย่างนี้นะคะ ฉะนั้นการเรียนการสอนวันนั้นไม่มีประสิทธิภาพเลย นอกจากเด็กจะกว่าทำได้แล้ว เกินเวลาอีก อันนี้ก็ไม่มีประสิทธิภาพนะ นะคะ ส่วนเอกคอมฯ เป็นอย่างไร เอกคอมฯ ก็เซ็งน่ะ เมื่อไหร่เพื่อนจะตามทัน อย่างนี้นะคะ ฉะนั้น ถ้าทักษะมันไม่เท่ากันน่ะ มันทำให้การเรียนการสอนมันลำบากนะคุณครู ฉะนั้นคุณครูต้องพยายามทำให้ทักษะผู้เรียนน่ะ มีเท่า ๆ กัน ฉะนั้นอีกเทอมหนึ่ง ก็เปิดอีกเหมือนกันนะคะ ก็แก้ไขโดยการที่ให้ผู้เรียนน่ะ ทำคู่มือให้ผู้เรียน ดูก่อน ก่อนมาเรียน 1 อาทิตย์น่ะ ทำคู่มือให้เห็นเลยนะคะ ให้เขาไปฝึก ฉะนั้นคนที่เขา… เขายังไม่มีพื้นฐาน เขาก็จะไป… ไปพัฒนาตัวเองค่ะ ไปดูคู่มือว่ามันเป็นอย่างไรนะคะ พอหลังจากที่ครูให้คู่มือ เตรียมตัวคลิปวิดีโอว่า… ว่าโปรแกรมจะต้องใช้อะไรบ้าง ปรากฏว่าดีขึ้น อาจจะไม่ได้แบบดี 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่มันดีขึ้น เวลาที่ใช้ในการเรียนการสอนดีขึ้น อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ฉะนั้น ทักษะที่มีมาก่อนสำคัญนะ คุณครูจะต้องปูพื้นฐานให้ได้ ทีนี้ทักษะที่มีมาก่อน เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเขามีมาก่อนน่ะ ทดสอบก่อนเรียนก็ได้นะคะ ทดสอบก่อนเรียนก็ได้ ทำอะไรได้อีก ชวนคุยได้ไหม สอบถามนะคะ ชวนคุยสอบถามเขาก็ได้นะคะ ถามนี่ ทำเป็นแบบโยนคำถามไปว่าเด็กส่วนใหญ่ตอบได้หรือเปล่านะคะ ทำไรอีก เล่นเกมได้ไหม พาเล่นเกม Kahoot! นู่นนี่นั่นก็ได้นะคะ ฉะนั้นทักษะที่มีมาก่อนสำคัญนะคะ อันดับที่ 2 ทักษะเป้าหมาย ถ้าเราได้เด็กที่มีความชำนาญ อย่างเช่นถ้า อุ๊ย คำนวณคณิตศาสตร์เก่งเลย คือมันง่ายน่ะ มันง่ายน่ะ ถ้าเขามีความชำนาญค่ะ หรือคอมพิวเตอร์ถ้ามีความชำนาญมันก็ง่ายนะคะ อันดับที่ 3 ทักษะในการฟังพูดอ่านเขียน อันนี้ถ้าเด็กขาด มันก็ยาก เขาก็ไม่สามารถเขียนใบงานให้เราได้ ฉะนั้นคุณครูก็จะต้องปูพื้นฐานให้เขานี่แหละนะคะ จะเห็นว่าหลาย ๆ โรงเรียนก็จะแบบก็จะมีคุณครูเวลาที่ครูไปนิเทศนี่ คุณครูคุณครูก็จะบอกว่ามีเด็กเขียนไม่ได้ เขียนยังไม่ได้กี่คน คุณครูทำอย่างไร ก็มีโครงการที่หลังเลิกเรียน หาใบงาน หาใบงาน หากิจกรรมให้เขาทำเพิ่มเติมนะคะ สุดท้ายค่ะ เราทำงานเกี่ยวข้องกับมนุษย์ มนุษย์เป็นคนมีหัวใจนะคะ ทัศนคติต่อวิชานะคะ ต่อวิชาที่เราไปสอนนี่นะคะ ก็มีผลเหมือนกันนะ การศึกษาพิเศษ เด็กอยากเรียนไหม คิดว่าไหม เฉย ๆ นะ เป็น… เป็นเฉย ๆ นะ เออ เราเป็นวิชาเฉย ๆ ฉะนั้นเราจะต้องหาอะไรมาดึงดูดเขาให้ได้ อย่างวิชาครูก็เป็นวิชาที่เด็กเฉย ๆ นะ นะคะ ครูก็จะหาอะไรมาดึงดูดโดยบอกเราว่า เฮ้ย มันเป็นวิชาชีพครูนะ มันสำคัญนะ จริง ๆ ทุกวิชาที่เขาคิดมามันสำคัญแหละ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณครูน่ะ จะดึงมาให้เด็กเห็นความสำคัญได้มากแค่ไหนนะคะ ของเรายังไม่โหดร้ายเท่าคณิตฯ คณิตศาสตร์น่ะ เด็ก Anti นึกออกไหม เห็นครูคณิตฯ ก็ไม่อยากเรียนแล้วนะคะ ภาษาอังกฤษอย่างนี้นะคะ อันนั้นเขาก็ต้องหาวิธีการที่ทำให้ เด็กอยากเรียนวิชาเขาให้ได้นะคะ อันนี้เราคุยไปแล้ว รู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนมาก่อน อาจจะทดสอบก่อนเรียน สอบถามก็ได้ พาเล่นเกมก็ได้นะคะ หรือสังเกตก็ได้นะ อย่างวิชาครู คอยสังเกต สังเกตเด็กว่าคล่องแคล่วมากแค่ไหนอย่างนี้นะคะ สังเกตก็ได้นะคะ มาถึง State objectives นะคะ มาถึง State objectives กำหนดวัตถุประสงค์นะคะ กำหนดวัตถุประสงค์คืออะไร คือการที่เรากำหนดเป้าหมาย คุณครูจะต้องมีเป้าหมายในการเรียนการสอน คือคุณครู อยู่ดี ๆ คุณครูจะเดินเข้ามาแบบฉันไม่รู้จะสอนอะไรมาเปิดหน้านี้ก็ไม่ได้นะ ไม่ควรนะ อย่างน้อยใน เอ้ย ไม่ใช่อย่างน้อยทุก ๆ คาบคุณครูต้องมีเป้าหมายน่ะ ว่าคุณครูจะให้ผู้เรียนนี่ ได้อะไรกลับไป ผู้เรียนจะต้องได้ความรู้อะไร อย่างวันนี้ครูก็มีเป้าหมายนะ เป้าหมายของครูคือ ทุกคนจะต้องรู้จัก Assure Model และเขียน Assure Model ออกมาเป็นระบบให้ได้ เป้าหมายของครู ครูก็เลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะนะคะ ทุกคนต้องมีเป้าหมาย ทีนี้เป้าหมาย การเขียนเป้าหมายจะเขียนให้ดี ทั้งผู้เรียนทั้งผู้สอนนี่ จะต้องบอกสิ่งเหล่านี้ค่ะ ต้องบอกสิ่งเหล่านี้ออกมา ผู้สอนให้ผู้เรียนทำอะไร การกระทำนะคะ บอกการกระทำว่าผู้เรียนต้องทำอะไรได้ มีเงื่อนไขให้เขาหน่อยนะคะ เงื่อนไขนี่เป็นตัวบอกว่า มันเป็นความท้าทายน่ะ ให้เขาเกิดความท้าทายหรือให้เขาเกิดความฝึกฝนนะคะส่วน Criteria คือเป็นเกณฑ์ตัดสินเขาว่า พอเขาทำสิ่งนั้นออกมาแล้วน่ะ เขาผ่านหรือไม่ผ่าน เขาได้คะแนนหรือเปล่านะคะ ถ้าคุณครูทั่วไป จะชอบเขียนการกระทำกับเกณฑ์ค่ะ ครูทั่วไปให้ได้ ครูผู้ช่วยครู คศ.2 แต่ถ้าคุณเป็นครูระดับมืออาชีพคือ คศ.3 คศ.4 ต้องมีครบทั้ง 3 อย่างนี้ ถึงจะผ่าน ถึงจะให้เป็น คศ.3 ได้นะคะ ตัวอย่างของการกระทำก็อย่างเช่น ให้ผู้เรียนแต่งประโยคอย่างนี้ค่ะ ให้ผู้เรียนแต่งประโยคนะคะ ให้ผู้เรียนคำนวณตัวเลขต่าง ๆ อย่างนี้ค่ะ ผู้เรียนทำอะไรได้ ให้ผู้เรียนแต่งกลอน ให้ผู้เรียนทำอะไรต่าง ๆ นี่ เป็นสิ่งการกระทำ เงื่อนไขก็อย่างเช่น เอาคำเหล่านี้ มาแต่งประโยคเห็นไหมคะ เริ่มมีเงื่อนไขแล้วนะคะ เอาสิ่งเหล่านี้มาแต่งประโยค หาสิ่งเหล่านี้มาทำสิ่งเหล่านี้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เกณฑ์เป็นตัวบอกว่าเขาจะได้คะแนนหรือเปล่านะคะ อย่างเช่น ต้องทำให้ได้ 3 อย่างขึ้นไป ต้องทำให้ได้…. ต้องทำให้ได้จำนวนเท่าไหร่อย่างนี้ค่ะ อันนี้ก็เป็นเกณฑ์ว่าเขาต้องทำให้ได้นะคะ มาดูตัวอย่างกัน มาดูตัวอย่างกัน อันนี้หลายคน อันนี้ จากที่ครูตรวจมา อันนี้ชอบพลาดนะ เพราะว่าปี 1 ก็จะยังงง ๆ เรื่องนี้อยู่ อันนี้ อันนี้ฉะนั้นตั้งใจตรงนี้ให้ดีนะ หลายคนมักโดนหักคะแนนตรงส่วนนี้นะคะ อันนี้ค่ะตัวอย่างที่ครบทั้ง 3 อย่าง ก่อนอื่นให้เราหา… ให้เราหาความสามารถหน่อยค่ะ เอ้ย ให้เราหาการกระทำหน่อยค่ะ วัตถุประสงค์นี้เขาบอกไว้ว่า กำหนดภาพมาให้ 1 ภาพนักเรียนสามารถแต่งประโยคให้สอดคล้องกับภาพได้อย่างน้อย 3 ประโยคนะคะ หาการกระทำให้ครูหน่อยอยู่ตรงไหน การกระทำผู้เรียนต้องทำอะไร การกระทำ ผู้เรียนต้องแต่งประโยคนะคะ ผู้เรียนต้องแต่งประโยคนะคะ จริง ๆ อยู่ อย่างคำว่า “สามารถ” นี่ มันคือ… มันคือการกระทำนะ “สามารถ” แต่งประโยคนะคะ แต่งประโยค ได้การกระทำแล้ว การกระทำ หาเงื่อนไขให้ครูหน่อยค่ะ เงื่อนไข ให้สอดคล้อง ให้สอดคล้อง แล้วมีอะไรอีกเงื่อนไขในนี้ อะไรนะ กำหนด ๆ ๆ ไม่ใช่เงื่อนไข ๆ ๆ มีอีกนะเงื่อนไข นอกจากสอดคล้องแล้วมีอีกนะ เห็นไหม กำหนดมาให้ 1 ภาพ กำหนดมาให้ 1 ภาพ ฉันมีเงื่อนไขให้เธอแค่ 1 ภาพนะ ฉันมีเงื่อนไขให้เธอแค่ 1 ภาพ และต้อง…. การกระทำคือต้องแต่งประโยค และมีเงื่อนไขมาให้ 1 ภาพและต้องให้สอดคล้องด้วยนะ ส่วนอย่างน้อย 2 ประโยคเป็นอะไรคะ เป็นเกณฑ์ อย่างน้อย 3 ประโยคเป็นเกณฑ์ เพราะอะไร เพราะถ้าคุณแต่ง 2 ประโยคนี่ คุณผ่านเกณฑ์ไหม ไม่ผ่านเกณฑ์ ฉะนั้น อย่างน้อย 3 ประโยคเลยเป็นเกณฑ์ เกณฑ์เป็นตัวที่บอกว่า คุณน่ะจะผ่านเกณฑ์ จะได้คะแนนหรือเปล่านะคะ มาดูอีกอันหนึ่ง มาดูอีกอันหนึ่ง เห็นวัตถุประสงค์ หาการกระทำเลยค่ะ อันไหนเป็นการกระทำค่ะ เขาให้… เขาให้เด็กทำอะไร ผู้เรียนสามารถคำนวณค่าเฉลี่ยโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลขได้ถูกต้อง อันไหนเป็นการกระทำคะ คำนวณนะคะ คำนวณนะคะ เห็นไหมคะ หลัง “สามารถ” คำนวณผู้เรียนจะต้องกระทำคำนวณให้ได้นะคะ ในนี้มีเงื่อนไขไหมคะ เห็นเงื่อนไขไหม เห็นเงื่อนไขไหม อะไร โดยไม่ใช้เครื่องคิดเลข เขามีเงื่อนไขว่าคุณต้องคำนวณโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลข ในนี้มีเกณฑ์ไหมคะ เก่งมาก ได้ถูกต้อง ถ้าสมมติคุณคำนวณมา คำนวณมาได้แหละ แต่มันไม่ถูกต้องน่ะ คุณก็ไม่ได้คะแนน ฉะนั้นคุณจะได้คะแนนคือคุณต้องคำนวณให้ได้ถูกต้อง อันนี้คุณครูชอบใช้ อันนี้คุณครูชอบใช้ แต่ว่าอย่างที่ครูบอกน่ะ ถ้าจะให้สวยนะ ต้องแบบนี้ คือมันชัดเจนน่ะค่ะ คือ คศ.3 น่ะ เขาต้องเป็นครูมืออาชีพแล้ว คือมันชัดเจนน่ะค่ะ ถ้าอยากเป็นครูแบบมืออาชีพนะ ต้องเขียนให้ได้อย่างนี้นะคะ แต่เข้าใจนะ แต่เข้าใจคุณครูนะคะ เวลาที่ไป… ไปนิเทศคุณครู อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เข้าใจนะ บางครั้งมันคิดยากน่ะ อีพวก… อีพวกนี้มันคิดยากนะ มันซับซ้อนน่ะ นะคะ ก็ใช้คำว่าได้ถูกต้องอยู่ แต่ถ้าถามว่าวัตถุประสงค์สัก 3 ข้อแล้วเขียนถูกต้องหมดก็ไม่สวยน่ะ ควรมีอะไรที่มันท้าทายให้กับผู้เรียนหน่อยชัดเจนหน่อยนะคะ โอเค นอกจากนั้นค่ะ นอกจากนั้นนะคะ นอกจากนั้นนะคะ KPA เด็ก ๆ รู้จักไหม น่าจะยังไม่รู้จักปี 1 เวลาที่เรากำหนดวัตถุประสงค์ เราจะต้องทำให้มันครอบคลุม 3 พฤติกรรมนี้อีกนะคะ 3 พฤติกรรมนี้อีก K มาจากพุทธพิสัย คือความรู้เหมือนเราให้สมองเขาน่ะ เราให้ความรู้ผู้เรียนเสร็จ จากนั้นต้องให้ P เขาด้วยน่ะ P มาจาก Psychomotor นะคะ เราต้องให้เขาได้ลงมือปฏิบัติด้วยนะคะ ได้ลงมือปฏิบัตินะคะ จากนั้น อันนี้ยากสุด จิตพิสัย ต้องให้ ต้องให้… ให้เขารู้สึกด้วยน่ะ ให้เขารู้สึกอินไปกับวิชาเรานะคะ ปกติถ้าในมัธยมน่ะ จิตพิสัยเราจะนึกถึงคะแนนพิศวาสใช่ไหม คะแนนคุณครูให้ใช่ไหม จิตพิสัยนี้ทุกคน จริง ๆ คะแนนพวกนี้มันเป็นคะแนนแค่แบบพื้นฐ้านพื้นฐานล่างสุดเลยน่ะ ที่… ที่เขาต้องการวัดน่ะค่ะ เพราะว่าจิตพิสัยน่ะ มันเป็นสิ่งที่วัดได้ยากน่ะ มันเป็นสิ่งที่วัดได้ยาก อย่างวิชาของครูน่ะ กว่าเด็กจะไปรู้สึกว่ามันมีประโยชน์กับเขา ก็ตอนที่เขาไปฝึกสอน นึกออกไหม ถ้าเรียนตอนนี้คุณ… คุณไม่รู้สึกหรอกนะคะ แต่คุณจะไปนึกถึง เฮ้ย อาจารย์เคยสอนเราตรงนี้ รู้อย่างนี้เอาไปใช้ดีกว่าอย่างนี้ จะรู้สึกตอนฝึกสอน หรือตอนที่เป็นครูไปแล้วนะคะ หลายคนจะรู้สึก ฉะนั้น อีตัวนี้วัดยากนะคะ ส่วนมากคุณครูเขาก็จะตั้งไว้ว่า ความรับผิดชอบในการเรียนอะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งมันเป็นเกี่ยวข้องกับจิตพิสัยนี่แหละนะคะ ฉะนั้นเวลาที่เราสอนเด็กน่ะ เราจะไม่ให้แค่ความรู้ เราจะต้องให้เขาทำให้ได้ด้วย คือให้เขาลงมือปฏิบัตินี่แหละ แล้วให้เขารู้สึกนะคะ ให้เขารู้สึก แต่อีตัวรู้สึกอย่างที่ครูบอกน่ะมันว่ายาก ฉะนั้นคุณครูก็เอาคะแนนแบบนี้แหละนะคะ เป็นคะแนนของความรับผิดชอบไปนะคะ มาถึงขั้นที่ 3 นะคะ มาถึงขั้นที่ 3 นะคะ ขั้น Select, Modify, Design Materials นะคะ ขั้นนี้ เราจะทำด้วยกัน 3 ขั้นนะคะ แนะนำว่าให้คุณครูเลือกสื่อก่อน ถ้าคุณครูไปออกแบบสื่อใหม่ทั้งหมดน่ะ คุณครูตุยค่ะ แค่งานโรงเรียนคุณครูก็เยอะแล้ว เราจะออกแบบสื่อทุกครั้งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เราสามารถในการสอนในเทอมเทอมหนึ่งหรือแต่ละครั้ง เราสามารถเอาสื่อที่เรามีอยู่แล้ว อย่างเช่น PowerPoint ของครูน่ะ ครูก็ใช้มาหลายปีแล้วนะ แต่ก็ใช้ ถ้ามันยังใช้ได้อยู่ มันยังตรงกับเนื้อหาอยู่ ก็สามารถใช้สื่อนั้นได้ แต่ถ้ามันมี ที่ต้องปรับปรุง ครูก็เอา PowerPoint ของครูน่ะ มาปรับปรุงดัดแปลง แต่ถ้าในการศึกษาหนึ่ง ๆ เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว เราก็ค่อยสร้างสื่อใหม่ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ หลักการในการเลือกสื่อค่ะ หลักการในการเลือกสื่อนะคะ คุณครูต้องเลือกสื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ อันดับแรกนะ สวยไม่สวยเอาไว้ทีหลัง อันดับแรกต้องเลือกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นะคะ อันดับแรกเลือกสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ อันนี้เคยออกข้อสอบครูผู้ช่วยด้วย ออกหลายปีด้วย เวลาเลือกสื่อต้องเลือกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และเดี๋ยวมันจะตรงกับเนื้อหาเองค่ะ เดี๋ยวมันจะตรงกับเนื้อหา แล้วความน่าสนใจอะไรอย่างนี้ ค่อยไปเสริมเติม สมมติถ้าเราเลือกสื่อสวยมาก แต่มันไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา มันก็ไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเรียนรู้หรือบรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์นั้นได้นะคะ เคยมีนะ สื่อมันไม่เกี่ยวข้องกันเลยน่ะ แต่แบบมันดีน่ะ มันตื่นเต้นแหละ มันไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา มันก็ไม่สามารถที่จะให้ผู้เรียนมารู้วัตถุประสงค์ได้เหมือนกันนะคะ หรืออีกตัวอย่าง 1 อย่างเช่นสมมติการเลือกสื่อน่ะ ครูเลือกสื่อคลิปวิดีโอ ครูก็ไปเลือกสื่อใน YouTube นี่แหละนะคะ อย่างเช่น คาบ… คากแรกน่ะ เรา… เราเอาวิดีโอมาให้ดูใช่ไหม อันนั้นครูก็ไปเอามาจากใน YouTube นี่แหละนะคะ แต่ทีนี้ค่ะ วันดีคืนดีมีเทอมหนึ่ง ครูได้สอนเด็กบกพร่องทางการได้ยิน ทำอย่างไรดี สื่อนั้น คลิปวิดีโอนั้นยังทำ ยังใช้ได้อยู่เลยน่ะ ไม่อยากเอาสื่อใหม่ สื่อนั้นมันดีอยู่เลยน่ะ ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี อะไรนะ ให้พี่เอ้ช่วย ให้พี่เอ้ช่วยแปลให้หน่อยนะคะ หาล่ามช่วยแปล หรือทำอะไรได้อีกคะ ทำ Subtitle ก็ได้ ใช่ไหมคะ ทำ Subtitle ก็ได้ นี่ค่ะ ถ้าเรามีสื่ออยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำสื่อใหม่ แต่เราสามารถดัดแปลงได้นะคะ ดัดแปลงได้นะคะ แล้วถ้ามันไม่ดี มันใช้ไม่ได้ในยุคนี้เลย ก็ค่อยออกแบบสื่อใหม่ เพราะอะไรรู้ไหมคะ หลักการในการใช้อีกอันหนึ่งน่ะคะ ถ้าใครตั้งใจเรียน ตั้งใจไปอ่านบทที่ 2 ที่ครูให้ทำน่ะ หลักการอันหนึ่งคือมีการใช้เทคโนโลยี ต้องใช้อย่างประหยัด ใช้อย่างคุ้มค่านะคะ ใช้อย่างคุ้มค่านะคะ ไปต่อนะ อันนี้เราพักไปแล้วนะ มาถึง Utilize นะคะ Utilize มาอยู่ Utilize นะคะ มาถึง Utilize นะคะ คือการใช้สื่อนะคะ คือการใช้สื่อนะคะ ขั้นนี้ ไม่ยากแต่ต้องบอกว่า คุณครูหลายคนมักละเลย คุณครูหลายคนมักละเลยกับขั้นนี้ค่ะ อันดับแรกเวลาที่เราจะใช้สื่อน่ะ เราต้องศึกษาให้ละเอียดนะ เราต้องศึกษาให้ละเอียดนะคะว่า สื่อนั้นน่ะมันเป็นอย่างไรนะคะ ดูเนื้อหาให้ชัด สมมติเราไปเลือกสื่อมาค่ะ บางสื่อมันมีสอดไส้ก็มีนะ ใน YouTube นี่เยอะเลย ไม่ตรงปกก็มีน่ะ นึกออกไหม เนื้อหากับปกไม่ตรงกันก็มี ครูก็เคยโดนหลอกเยอะอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องดูให้จบนะ นะคะ เราต้องดูให้จบ มีคุณครูหลายคนหรือมีนักศึกษาฝึกสอนนี่ ดูแต่หน้าปก แต่ข้างในนี้ไม่ได้ดูเนื้อหาเลย ฉะนั้นเราเรียนมามีความรู้แล้ว เราต้องดูให้มันครบนะคะ ว่ามันสมบูรณ์หรือเปล่า อันดับที่ 2 เป็นสิ่งที่หลายคนมักพลาด คุณครูหลายคนก็พลาดอยู่นะคะ พลาดแล้วพลาดอีก พลาดต่อไปนะคะ เวลาที่เราใช้เทคโนโลยีน่ะ หรือใช้สื่อการสอนเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของดิจิทัลนะ นะคะ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สมมติเราจะเล่น… เราจะเล่น Kahoot! น่ะ รู้จักอยู่ใช่ไหม Kahoot! น่ะ มันต้องมีอะไรบ้าง เออ มีโทรศัพท์ แล้วเด็กคุณมีโทรศัพท์ไหม มีครบทุกคนไหมนะคะ ต้องมีอะไรอีก Wi-Fi อินเทอร์เน็ต ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ตก็ไม่สามารถเล่นได้ หรืออินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ก็เล่นลำบากอีกเหมือนกัน หลุด ๆ ๆ อยู่นั่นแหละนะคะ นึกออกไหม ฉะนั้น ขนาดราชภัฏน่ะ เน็ตมันยังหลุดน่ะ แต่คุณไปสอนโรงเรียนน่ะ โอกาสที่จะใช้อันนี้ มันก็จะมีเปอร์เซ็นต์ที่ยากไปอีก นึกออกไหมคะหรือถ้าคุณเอาคลิปวิดีโอมาให้เด็กดู คุณก็จะต้องมีลำโพง มีเสียงให้เด็กดู อย่างนี้เป็นต้น เคยมีนะ รุ่นพี่ รุ่นพี่เรานี่แหละ มันมีเคสปีหนึ่ง มันมี… มันมีรุ่นหนึ่ง หลักสูตร 5 ปี เรามีวิชานวัตกรรมแยกนะคะ เป็นวิชานวัตกรรม คือเขาสร้างนวัตกรรมมาแหละ เขาสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชัน ยิ่งใหญ่เลยน่ะ ดีเลย สื่อน่าสนใจมากนะคะ แต่ วันนั้นเอาไปสอนเด็กไม่ได้ เพราะอะไร โรงเรียนไม่มีทีวี โรงเรียนไม่มีทีวี ไม่มีเสียงอีกต่างหาก นึกออกไหม ไม่มีทีวี มันก็ดูไม่ได้จบแล้ว นึกออกไหมคะ ฉะนั้นเขาแก้ปัญหาอย่างไรรู้ไหม เอา iPad ไป เอา iPad ให้ดู แต่เด็กน่ะ ก็ดูได้แค่ข้างหน้าค่ะ นึกออกไหม ฉะนั้น วันนั้นการจัดการเรียนการสอนก็ไม่มีประสิทธิภาพ แม้สื่อคุณจะดีแค่ไหนน่ะ แต่สิ่งนี้คุณพลาดน่ะ มันก็ทำให้การเรียนการสอนครั้งนั้น ไม่มีประสิทธิภาพได้เหมือนกันนะคะ ฉะนั้นอันนี้ คุณครูหลายคนก็พลาด อย่างครูไป ครูไปตรวจ PA ครูไป ครูไปประเมินเขานี่ อืม ของครูน่ะ มีปัญหานะ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ประเมินทุกคนจะเป็นแบบครู นึกออกไหม เราไม่ใช่ว่าจะได้ผู้ประเมินที่เป็นนักเทคโนตลอดนะ ทีนี้มีครูท่านอื่นไปด้วยกันนะคะ มีครูท่านอื่นไปด้วยกัน เขาใช้… เขาใช้อีนี่ MetaWord น่ะ รู้จักไหม มันเป็นแบบเหมือนเป็นแอป แอปไว้โหลดนี่แหละ แบบแอปแบบ… แอปแบบเสมือนจริงน่ะค่ะ แต่ครู… มือถือของครูน่ะ เปิดได้ แต่อีก 2 ท่านเปิดไม่ได้ ฉะนั้นนี่ การวิเคราะห์ผู้เรียนน่ะ หรือการวิเคราะห์คนที่เราจะไปนำเสนอเนื้อหาเลยสำคัญ ฉะนั้นเขาเลยเปิดไม่ได้เลย แทนที่จะได้แบบเห็นสิ่งที่มันยิ่งใหญ่น่ะค่ะ แต่มันดันเปิดไม่ได้เลย ฉะนั้น เวลาที่เราใช้เทคโนโลยีน่ะ มันมีเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์มาเกี่ยวข้องด้วยอย่างนี้เป็นต้นนะคะ ฉะนั้น เราก็จะต้องวิเคราะห์ให้ดี ว่าคนที่เราเอาไปใช้ด้วยน่ะค่ะ นักเรียน User หรือผู้ใช้ของเรานี่ เขาเป็นคนลักษณะไหนนะคะ ต่อมา เตรียมตัวผู้เรียนนำเข้าสู่บทเรียน อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของคุณครูที่จะต้องเกริ่นนำว่า เราจะใช้สื่อนี้น่ะ มันจะใช้อย่างไรนะคะ คุณจะต้องเป็นอย่างไรนะคะ และสุดท้ายต้องควบคุมชั้นเรียน อันที่ 4 อันสุดท้ายนี่ ควบคุมชั้นเรียนคุณครูก็ชอบพลาด คุณครูฝึกสอนชอบพลาด เป็นสิ่งที่คุณครูฝึกสอนชอบพลาด เพราะอะไร เพราะว่าคุณครูชอบคิดว่าเฮ้ย ฉันเลือกสื่อมาแล้วนี่ เอาสื่อมาแล้วนี่ อย่างเช่น มีเคสหนึ่งค่ะ เคสหนึ่งเจอกับตัวเลยนะคะ ครูก็เป็นอาจารย์นิเทศอีกเหมือนเดิมแหละนะคะ เด็ก… เด็กที่ครูนิเทศจะต้องมีเทคโนโลยีนะ นางก็ไปเลือกสื่อ ไปเลือกสื่อมาค่ะ ไปเลือกสื่อ เลือกสื่อได้ดีเลยนะ นะคะ เขาไปเลือกสื่อเป็นคลิปวีดีโอ เป็นการ์ตูน ป. 3 คลิปวีดีโอ ป. 3 นะคะ เรื่องเกี่ยวกับวิทยาการคำนวณนี่แหละ เป็นวิทยาศาสตร์นี่แหละ อยากให้เด็กดูการ์ตูนแล้วเพลิดเพลินไป เป้าหมายของเขานี่แหละนะคะ เพลิดเพลินกับการเรียนรู้ไปนะคะ ทีนี้ค่ะ หลังจากที่เขาก็ใช้ทุกอย่างมานะ เขาไปดูเนื้อหา เฮ้ย เนื้อหาเหมาะสม เขาไปเตรียมสถานที่ ห้องเขามีทีวี มีลำโพง ได้ยินเสียงชัดเจน อันนี้เขาก็เลือกแล้วนะ อันดับที่ 3 เขาก็เตรียมตัวผู้เรียน ก็บอกผู้เรียนนะว่า เดี๋ยวครูจะเปิดวิดีโอให้นะ ให้ดูวิดีโอต่อไปนี้นะ อย่างนี้นะคะ ขั้นที่ 4 เขาทำอย่างไรรู้ไหมคะ เขาก็เปิดวิดีโอเสร็จแล้ว เขาก็เดินไปหาอาจารย์นิเทศ ครูนั่งอยู่ข้างหลังนะ ก็แบบมาชวนคุยไม่ได้เจอกันนานอย่างนี้นะคะ ปรากฏว่าผ่านไปประมาณ 3 นาที เด็ก ป. 3 เด็ก ป. 3 นะ ดูคลิปวิดีโอ โดยที่ไม่มีคุณครูอยู่หน้าชั้น คุณครูอยู่ข้างหลัง 3 นาทีผ่านไปเราว่าเกิดอะไรขึ้นเด็ก ป. 3 เดาได้ไหม คิดว่าคาดการณ์ว่าเด็กจะเกิดอะไรขึ้นเด็ก ป. 3 เล่นกันเล่นกัน ๆ ค่ะ เล่นกันเสร็จเป็นอย่างไรคะ หยอกกันไปหยอกกันมา ไม่สนใจเรียนอยู่แล้ว หยอกกันไปหยอกกันมาคือเริ่มไม่สนใจแล้ว ขั้นร้ายแรงที่สุดเลยค่ะ คิดว่าเด็กทำอะไรคะ ตีกัน ใช่ เด็กตีกันต่อหน้าอาจารย์นิเทศ นึกหน้าออกไหม นึกหน้านักศึกษาฝึกสอนคนนั้นออกไหม หน้านี่ซีดอยู่อย่างนั้นแหละนะคะ ปรากฏว่าเราว่าขั้นแรก เราว่าเขาสอบผ่านไหม ไม่ผ่านอยู่แล้ว ควบคุมชั้นเรียนไม่ได้ เด็กไม่ได้เรียนต่อเลย เด็กวันนั้นตีกัน แล้วอย่างไรต่อ เข้าไปพบ ผอ. แล้วมันไม่หยุดแค่นั้นนะคุณ ผอ. เสร็จ ลูกเขากลับบ้านไปลูกเขา พ่อแม่เขาเห็นลูกเขา ตีกัน ก็มีปัญหาอีก ฉะนั้น เขาก็สืบสอบมาว่า เฮ้ย คุณครูไม่ได้ควบคุมผู้เรียนเลยน่ะนะคะ คุณครูไม่ได้สอบชั้นเรียนเลยน่ะ ฉะนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่อง คือมัน… มัน… ไอ้ ณ วันนี้ มันตลกแหละ แต่ ณ วันนั้นอาจารย์นิเทศก็ต้องไปนั่งอธิบายด้วย เพราะเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์นะคะ แต่จริง ๆ ถามว่าเราผิดมั้ย เราก็ผิดนะ เราไม่ได้ควบคุมชั้นเรียน เราไม่ได้ควบคุมสถานการณ์เรียน จริง ๆ น่ะ เค้าผิดตั้งแต่ ขั้นไหนเรารู้ไหม เขาผิดขั้นไหน เขาผิดตั้งแต่ขั้นแรก Analize learner เขาวิเคราะห์ผู้เรียนมาไม่ดี เขาไม่ได้รู้จักลักษณะทั่วไปของผู้เรียน ลักษณะทั่วไปของเด็ก ป. 3 เขาอยู่ไม่ได้นิ่ง ๆ หรอก เขาไม่สามารถนั่งอะไรนิ่ง ๆ ได้นาน ฉะนั้นเด็กไม่ผิดเลยนะ พฤติกรรมเขาเป็นแบบนั้นนะคะ เอ้อ ฉะนั้นคุณครูต้องรู้พฤติกรรมเด็ก ฉะนั้นครูถึงบอกว่าแต่ละขั้นตอนมันมีผลต่อขั้นตอนหนึ่ง ๆ เสมอนะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการใช้อีกนิดหนึ่ง ใกล้หมดแล้วนะคะ Require learner Response ก็คือกำหนดการตอบสนองของผู้เรียนนะคะ เราสามารถตอบสนองได้จากการพูด เขียน หรือถ้าเด็กแบบเด็กโตหน่อย เราสามารถให้เขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้หมด จำหมดแล้วค่อยออกมาพูด หรือเขียนก็ได้นะคะ แต่สุดท้ายก็ต้องพูดและเขียนออกมานะ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่สามารถวัดได้นะคะ ขั้นสุดท้ายแล้วค่ะ Evolution นะคะ Evolution คือการประเมินนะคะ คือการประเมิน ถ้าครูทั่วไปค่ะ ครูทั่วไปจะประเมินความสำเร็จของผู้เรียน มันเป็นสิ่งที่คุณครูต้องประเมินอยู่แล้วนะคะ ประเมินครูทั่วไป คือประเมินว่าเด็กเรียนสิ่งนี้ได้หรือเปล่านะคะ ก็คือวัดผลสัมฤทธิ์นี่แหละ ครูทั่วไปก็คือวัดผลสัมฤทธิ์นี่แหละ แต่ถ้าครูมืออาชีพนะ ต้องทำทั้ง 3 อย่างนี้ ถ้าครูมืออาชีพต้องทำให้ครบทั้ง 3 อย่างนี้นะคะ ครูต้องประเมินกระบวนการนะคะ ครูต้องประเมินกระบวนการนะคะ ครูต้องประเมินกระบวนการ กระบวนการคืออะไรนะคะ ก็อย่างเช่น ให้สื่อ… ก็อย่างเช่นนะคะ กระบวนการให้สื่อนะคะ ให้… ถ้าสมมุติว่าเราให้สื่อเด็กไป แล้วเด็กนี่สนใจเรียนสื่อของเราหรือเปล่านะคะ เคยมีอยู่ปีหนึ่งนะ ด้วยความที่ชอบให้เด็กทำกิจกรรมนะ ให้เด็กทำกิจกรรมนะคะ ให้เด็กทำกิจกรรม ก็ไปคิดเกมมา ปรากฏว่าห้องนั้นน่ะค่ะ เขา… เขามี… เขามีเด็กเก่ง แต่ครูอันนี้ครูก็พลาดอีกเหมือนกัน ครูไม่ได้วิเคราะห์ผู้เรียนนี่แหละนะคะ ก็ปรากฏว่าเล่นเกม 4 ต่อ 4 เคยเล่นไหมคะ เกม 4 ต่อ 4 นะคะ ก็จะเป็นโยนคำถามอย่างนี้ ให้เด็กแต่ละฝั่งนี่ ปรากฏว่าคำถามโยนไปฝั่งหนึ่ง กลุ่มนั้นดันมีแต่เด็กเก่ง แล้วมันตอบได้หมดน่ะ นึกออกไหม มันตอบได้ทุกคำเลย ฝั่งนี้ไม่ได้ตอบเลย อันนั้นก็เป็น… อันนั้นก็เป็นเคสที่ถ้าคุณครูเห็นเคสเมื่อสักครู่นี้ค่ะ คุณครูพอเห็นแล้วคุณครูก็เอามาปรับปรุงการสอน เอามาปรับปรุงกระบวนการ แต่ถ้าคุณครูไม่ได้เป็นครูมืออาชีพ หรือไม่ได้สนใจการสอน คุณครูก็จะ เออ ก็ช่างมัน ก็มันเป็นอยู่แค่นั้น ฉะนั้นถ้าคุณครูมืออาชีพนะ อย่างที่ครูบอกครู คศ.3 คศ.4 น่ะ พอเขาเห็นสิ่งที่มันเป็นปัญหาค่ะ เขาก็เอามันมาปรับปรุงการสอนครั้งต่อไปนะคะ หรือประเมินสื่อนะคะ วิธีการอันนี้ ถ้าจับได้ครูมืออาชีพก็จะต้องมีการประเมินสื่อด้วยนี่แหละนะคะ อาจจะประเมินเป็น… เป็นแบบประเมินนะคะ หรือวิธีการสอน มีแบบประเมินให้เห็นชัดเจน มีคนมาประเมินเราน่ะค่ะ ว่าเราสอนดีหรือไม่ดีนะคะ ฉะนั้นถึงจะเป็นได้นะคะ แต่ถ้าครูทั่วไปก็นี่แหละ ประเมินความสำเร็จผู้เรียนนะคะ ฉะนั้นถ้าอยากได้คะแนน อันนี้อาจจะไม่พอ มันเป็นครูทั่วไป เพราะว่าเรามุ่งหวังอยากให้เราเป็นครูมืออาชีพ จะต้องมีสัก 2-3 อย่างขึ้นไปนะคะ ถ้า 3 อย่างนี่ Perfect เลยนะคะ หมดแล้วนะคะ สำหรับ Assure Model นะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะคะ เดี๋ยว ๆ ครูจะมีตัวอย่างให้ทำนะ นะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เอาไปใช้ ทีนี้เมื่อสักครู่มันเป็นขั้นตอนนะ ทีนี้ เราจะเอาไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างไรนะคะ เดี๋ยวครูจะให้เราเลือกวิชาที่มันเกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษนะ ช่วงชั้นไหนก็ได้นะคะ ช่วงชั้นไหนก็ได้นะ เลือกมา 1 ช่วงชั้นนะคะ เลือกมา 1 ช่วงชั้นนะคะ เลือกเรื่องที่เราจะสอนนะคะ เลือกเรื่องที่เราจะสอน แล้วบอกเวลาด้วยนะ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ 1 ชั่วโมงแล้ว มันเป็นคาบแล้ว เราก็เขียนเป็นคาบ เอ๊ะ ครูไม่แน่ใจ ของการศึกษาพิเศษ เป็นชั่วโมงหรือเป็นคาบ เดี๋ยวเราไปดูในหลักสูตรเราแล้วกันนะ ไปดูในหลักสูตรเรา เดี๋ยวคุณครูจะไปดูข้อมูลด้วยเหมือนกันนะคะ ถ้าเป็นปกติเขาก็จะเรียน 50 คาบ แต่การศึกษาพิเศษต้องไปดูของหลักสูตรเราอีกทีนะคะ นี่ค่ะ ขั้นตอนแรกเขาจะวิเคราะห์ผู้เรียนเห็นไหมคะ ลักษณะทั่วไปเป็นนักเรียนชั้น ป. 1 ลักษณะเฉพาะ เขายังอยู่ในวัยเด็ก ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ชอบทำเคลื่อนไหว ฉะนั้นคุณครูจะหยุดนิ่งไม่ได้นะคะ คุณครูจะแบบจะให้เขาอยู่เฉย ๆ ตลอดเวลานี่ เขาไม่สามารถทำได้หรอก อย่างเขาไม่สามารถนั่งฟัง Lecture ได้แบบเราหรอก ครูเคยไปสอน ป. 1 โอ๊ย ครูเข้าใจเด็กครูประถมมากเลยน่ะ มันไม่อยู่นิ่งตลอดเวลาเลยน่ะ คุณครูแบบ หนักกว่าเราอีกนะคะ เออ ฉะนั้นครูแบบเออครูก็นับถือคุณครูประถมเหมือนกันนะ คือเด็ก ก็ต้องคอยตอบคำถามเด็กทั้งวันน่ะ เออ จริง ๆ แบบ สุดยอด ยกมือให้เลยค่ะ แต่เขาก็มีความสุขอะไรของเขาอยู่เหมือนกันแหละนะคะ แต่ Objectives เราก็จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ออกมานะคะ กำหนดวัตถุประสงค์ออกมานะคะ นี่ เห็นไหมคะ สามารถทำอะไรได้ เป็นการกระทำ กำหนด มีเงื่อนไขแล้วก็มีเกณฑ์เห็นไหมคะอย่างน้อย 3 ชนิดอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็มีเห็นไหมคะ เขียนชื่ออุปกรณ์ อันนี้ก็เป็นการกระทำที่กำหนดให้ก็เป็นเงื่อนไขนะคะ แล้วก็ในเวลาที่กำหนด เอ้ยในเว… ในเวลาที่กำหนดก็เป็นเงื่อนไข ได้ถูกต้องก็เป็นเกณฑ์ ต้องทำให้ได้ถูกต้องด้วยอย่างนี้เป็นต้นนะคะ ขอสวย ๆ แบบนี้นะ ถ้าถูกต้องหมด คะแนนมันจะน้อย อย่างน้อยให้เรามีแบบนี้หน่อย เกณฑ์ที่มันชัดเจนแบบนี้หน่อยนะคะ แบบนี้ก็ได้ แต่ได้คะแนนน้อย แบบนี้จะได้คะแนนเยอะหน่อยนะคะ แล้วก็เลือกดัดแปลงสื่อนะคะ เลือกดัดแปลงสื่อนะคะ ว่าเราเลือกสื่ออะไรมา อันนี้เขาก็เลือกสื่อที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่นพวกอุปกรณ์ที่มันมีอยู่แล้วในห้องนะคะ ดัดแปลงเขาก็อยากให้ภาพมันขยายใหญ่ขึ้น เพราะว่าผู้เรียนบางคนไม่เห็น… ไม่เห็นอุปกรณ์อย่างนี้ เขาก็เลยดัดแปลง เอามาทำให้มันขยายในโพรเจกเตอร์ใหญ่ขึ้นนะคะ และออกแบบสื่อใหม่ เขาทำเป็นใบงานใหม่นะคะ การใช้สื่อ ก็เอาสื่อนั้นน่ะไปใช้อย่างไรนะคะ ให้ดู… ให้ดูวัสดุ ให้จับต้องวัสดุ แล้วก็ให้ดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ นะคะ ดัดแปลงภาพอย่างนี้ เอาให้เด็ก… ให้เด็กจับกลุ่มอะไรก็ว่าไปนะคะ แล้วก็ให้ทำใบความรู้ แล้วก็มากำหนดว่าผู้เรียนจะตอบสนองได้อย่างไร อันนี้เขาก็เขียนว่าให้ผู้เรียนทำใบงาน แล้วมีตอบคำถามระหว่างที่ใช้สื่อด้วยนะคะ แล้วสุดท้ายก็ประเมินเขาก็เลือกประเมินกระบวนการสอน แล้วก็ประเมินความสำเร็จของผู้เรียน ประเมินการสอนเขาก็เลือกมาจากการสังเกตก็ได้นะคะ สังเกตว่าผู้เรียนนี่ สนใจสื่อเขาหรือเปล่าจากการสังเกตนะคะ ฉะนั้นคุณครูก็จะต้องคอยสังเกตด้วยนะ ว่าเวลาที่เราใช้สื่อนี่ มันได้ผลมากแค่ไหนจากการสังเกตนี่แหละนะคะ และประเมินความสำเร็จ เขาก็ใช้แบบทดสอบนะคะ ใช้แบบทดสอบ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างหน่อย งานนี้สำคัญนะ 10 คะแนนนะ ไม่หารเลยนะ นะคะ ตัวอย่างนะคะก็จะเป็น นี่ค่ะ จะให้ทำแบบนี้นะ เราไม่ต้องเขียนนะ เราพิมพ์มาเลย ครูอ่านตัวหนังสือเราไม่ออก เราพิมพ์มาเลยนะคะ ฟอนต์อะไรก็ได้แต่ขอให้อ่านออกนะคะ TH Sarabun Angsana นี่แหละ อ่านง่ายสุดแล้วนะคะ นี่ค่ะ ให้เราเลือกกลุ่มสาระที่เราสอนนะ ช่วงชั้นนะคะ ช่วงชั้นนะคะ เรื่อง แล้วก็อันนี้ ๆ สำคัญให้เราเลือก ให้เราบอกสาระสำคัญครูหน่อย อย่างเช่นถ้า… อย่างเช่นตัวอย่างนี้เขาสอนวิชาอุปกรณ์เทคโนโลยีเบื้องต้น สิ่งที่เขาจะต้องสอนผู้เรียนนะคะสิ่งที่เขาจะต้องสอนผู้เรียนคือให้ผู้เรียนรู้จากอุปกรณ์ เมาส์ คีย์บอร์ด จอภาพ พวกนี้ค่ะ แล้วก็จะต้องรู้วิธีการใช้ให้อย่างถูกต้อง อันนี้เป็นสาระที่เขาจะสอนนะคะ สาระสำคัญที่เขาจะสอนนี่ค่ะ เห็นไหมคะ เขาก็จะวิเคราะห์ลักษณะทั่วไป วิเคราะห์ลักษณะทั่วไป ลักษณะเฉพาะนะคะ วิเคราะห์ลักษณะทั่วไป ลักษณะเฉพาะ ลักษณะทั่วไปเขาก็จะวิเคราะห์ ว่าเอ๊ยนี่เด็กอยู่ชั้น ป. 1 นะ ยังเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น อยู่นิ่งไม่นานนี่ค่ะ ระวังสิ่งต่าง ๆ อะไรก็ว่าไป ลักษณะเฉพาะ ลักษณะเฉพาะจะเป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เราจะสอน เขาต้องมีอะไรมาก่อน ทักษะที่เขาต้องมีอะไรมาก่อน อย่างเช่นเห็นไหมคะ ทักษะที่มีมาก่อน ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้อุปกรณ์เบื้องต้น อย่างน้อยรู้… รู้เบื้องต้นหน่อยนะคะ แล้วก็ทัศนคติที่มีต่อวิชาเด็กเป็นอย่างไรนะคะ ชอบอะไรก็ว่าไปนะคะ อันนี้เห็นไหมคะ อย่างนี้สวย กำหนดวัตถุประสงค์นี่ กำหนดวัตถุประสงค์นะคะ เห็นไหมคะ เขาบอกให้… เขาทำครบเลย สามารถบอกวิธีการใช้งานอุปกรณ์ อันนี้ก็เป็นการกระทำ ที่กำหนดให้ก็เป็นเงื่อนไข ได้ถูกต้องอย่างน้อย 3 ใน 5 ก็เป็นเกณฑ์ ฉะนั้นคุณต้องทำให้ได้ 3 ใน 5 ขึ้นไปถึงจะผ่านอย่างนี้ค่ะ อันนี้ก็เป็นการกระทำ ที่กำหนดให้ก็เป็นเงื่อนไข อันนี้มีกำหนดเวลามาอีกก็เป็นเงื่อนไข ถูกต้องก็เป็นเกณฑ์นะคะ อันนี้เป็นต้นนะคะ อย่างนี้สวย ได้คะแนนดีนะคะ แล้วก็มาเลือกสื่อค่ะ มาเลือกสื่อ เลือกสื่อ ดัดแปลงสื่อ แล้วก็มาเขียนขั้นตอนการใช้ว่าใช้สื่ออย่างไรเห็นไหมคะ นำสื่อที่ใช้ให้เด็กได้ดูได้สัมผัส แบ่งกลุ่ม ทำอะไรน่ะ เรียนเล่น CAI แจกใบงานให้เด็กได้ทำอย่างนี้นะคะ คือเอาจาก ขั้นนี้ ขั้น 3 นี่ เอาสิ่งที่เรา… เอาสิ่งที่เราเลือก เอาสิ่งที่เราดัดแปลง เอาสิ่งที่เราออกแบบใหม่นี่ มาใช้นะคะ มาใช้นะคะ ว่าใช้อย่างไร จากนั้นก็มากำหนดเห็นไหมคะ เขากำหนดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ให้ตอบคำถาม ให้ทำกิจกรรม แล้วก็ให้ทำใบงาน ก็คือการเขียนนี่แหละนะคะ แล้วก็การประเมินนะคะ เขาก็มีประเมินกระบวนการสอนนะคะ คือประเมินความสนใจก็คือจากการสังเกตนี่แหละนะคะ แล้วประเมินความสำเร็จก็ให้ทำแบบทดสอบนะคะ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่ครูมักเจอความผิดพลาดก็คือ อีขั้นนี้เขียนไม่ค่อยดี ขั้นนี้เขียนไม่ค่อยดี นาน ๆ จะเห็นเขียนดีแบบนี้นะคะ และที่เจอพลาดบ่อย ๆ นะ คือขั้นนี้ เลือกดัดแปลง ออกแบบเสร็จ ไม่เอามาใช้ ไปเอาสื่ออะไรไม่รู้มาใช้ ฉะนั้นสื่อก็จะต้องเกี่ยวข้องกันนะ คุณเลือกอะไรมา คุณดัดแปลงมา คุณออกแบบสื่อมาเสร็จ คุณต้องเอามาใช้นะ อย่างเช่นเคยเจอบางคนเลือก… เลือกสื่อเป็นภาพเป็น… เป็นภาพเป็นบัตรภาพน่ะ บัตรภาพ บัตรภาพน่ะค่ะ แต่ตอนไปใช้ดันไปใช้เว็บไซต์น่ะ มันไม่สอดคล้องกันน่ะ อันนี้ก็ไม่มีประสิทธิภาพนะ ฉะนั้น ต้องไปด้วยกันนะ แต่ละขั้นนะคะ และอีกอันหนึ่งก็หลายคนชอบพลาด เลือกสื่อไม่เหมาะสมกับผู้เรียน อย่างเช่นคุณเลือกเด็ก ป. 1 มา แต่คุณดันไปใช้เว็บไซต์ ให้เขาอ่านอย่างเดียว อันนี้ก็ไม่เหมาะสมนะคะ ฉะนั้น เลือกสื่อก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับผู้ว่า… ผู้เรียน ฉะนั้น เราต้องวิเคราะห์มาให้ดี ครูจะอ่านตั้งแต่ขั้นวิเคราะห์นะ วิเคราะห์เสร็จต้องมากำหนดเป้าหมาย อีเป้า… อีเป้าหมายก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า เด็กจะต้องทำอะไรบ้าง เป้าหมายก็จะต้องมีการกระทำ มีเงื่อนไข มีเกณฑ์ให้ชัดเจนนะคะ จากนั้นก็มาเลือกสื่อให้ชัดเจน จากนั้นก็ต้องมาเลือกสื่อให้เหมาะสมด้วยนะ เลือกสื่อให้เหมาะสม จากนั้นก็ต้องเอามา เอาสื่อที่เลือกนี่ เลือกดัดแปลง นำไปใช้… เลือกดัดแปลงแล้วปรับปรุง แล้วเอามาใช้ ต้องเอาสื่อที่เราใช้นะ ไม่ใช่เอาสื่ออื่นนะ นะคะ ต้องเอาสื่อที่เราเลือกนี่ มาใช้ได้อย่างเหมาะสมด้วย แล้วก็กำหนดการตอบสนอง แล้วก็กำหนดว่าจะประเมินเขาอย่างไรนะคะ ตรงนี้มีคำถามไหมคะ ตรงนี้มีคำถามไหม อะไรนะคะ ได้ เดี๋ยวส่งให้ เดี๋ยวส่งให้นะคะมีคำถามไหม ไม่มีใครถามเรื่องกำหนดเวลาเลยหรอ เดี๋ยวครู… นี้ มันจะกว้างกว่าแผน อันนี้มันจะมองทั้งระบบเลยนะคะ มันจะมอง… ไม่ จะบอกว่า ไปเอาแผนก็ไม่เชิง นี่ถึงบอกว่ามันยากสำหรับปี 1 [เสียงหัวเราะ] ไป… ไปดูแผนได้นะคะ ไปดู… ไปดูแผนของคุณครูได้นะ แต่ก็ต้องเอามาแยกให้มันเป็น… ให้มันเป็นเข้าในแต่ละขั้นของ Assure อย่าง อย่างนี้ จะง่ายสำหรับปี 1 อืม แต่ถ้าเราไม่ดูแต่… แต่ใด ๆ น่ะ จริง ๆ ในการสอนจริง ๆ น่ะ เราต้องยึดตั้งแต่ Analize น่ะค่ะ ที่บอกว่าให้ความสำคัญค่ะ ฉะนั้น แผนบางครั้งเขาไม่ได้เขียนถึง Analize เออ ฉะนั้นแผนน่ะ ถ้าเราไปดูแผนเฉย ๆ น่ะ มันจะไม่มีขั้น Analize นึกออกไหม เออ มันจะไม่มีขั้น Analize ใช่ต้องเพิ่ม ถ้าสมมติเราไปดูแผนนะ นะคะ ถ้าแผนปกติน่ะ นะคะ แล้วเอามาใส่ในแต่ละขั้นก็ได้ แต่ในแผนนี่ ไม่มีทางที่คุณครู คือคุณครูน่ะ เขาจะไปเจอสิ่งเหล่านี้ก็ตอนที่เขาจะทำแบบ ทำวิจัยหรืออะไรที่แบบไปบอกถึงที่มาของแผนนี้อย่างนี้นะคะ ฉะนั้นคุณครูเขาจะรู้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเป็น… เป็นนักเรียนเราก็จะต้อง… เราก็จะต้องทำ คือเราน่ะยังไม่เป็นครูมืออาชีพน่ะ นึกออกไหม ถ้าเป็นคุณครูเขาจะรู้ เขาจะทำขั้นตอนเหล่านี้อยู่แล้วด้วย ด้วยจิต… จิตสำนึกของเขาน่ะ แต่เราน่ะ จะต้องเรียน เพื่อที่เราจะต้องบอกครูให้ได้ว่าเรารู้หรือเปล่าอย่างนี้นะคะ ฉะนั้นแนะนำว่าอาจจะไปดูแผน แต่แล้วแต่อย่างไรน่ะ เราก็จะต้องมาวิเคราะห์ผู้เรียนให้ได้อีกอยู่ดีนะคะ ทีนี้ค่ะ หลายคน เออ แล้วหนูจะรู้ได้อย่างไรอาจารย์ว่าเด็กเป็นอย่างไร หนูยังไม่เคยสอนเลย อันนี้เราสามารถศึกษาในอินเทอร์เน็ตได้นะ มีข้อมูลอยู่นะคะ มีข้อมูลอยู่อินเทอร์เน็ต ก็ต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วยน่ะ อีกอันหนึ่งก็ไปถามคุณครูได้ ไปถามคุณครู เพราะว่าเดี๋ยวครูมีระยะเวลาให้เราอยู่ ถามคุณครูสาธิต คุณครูมัธยมนี่ ว่าเด็กเป็นอย่างไรได้นะคะ โอเค ถ้าถามครูว่ายากไหมสำหรับปี 1 อันนี้ยากนะ เป็นเรื่องที่ยากสำหรับปี 1 แต่เขาให้มาเรามาเรียน ก็ต้องทำให้มันได้นะคะ ทั่วประเทศก็รู้สึกว่ายากเหมือนกัน ครู ครูถามว่าครูสอนยากไหมก็ยากอยู่เหมือนกัน สำหรับปี 1 อืม 2 วัน [เสียงหัวเราะ] เดี๋ยวจะให้ จริง ๆ… ลืมแจ้ง สัปดาห์หน้าเดี๋ยวครูไปราชการ เอ๊ะ หรือไม่ไปดี สัปดาห์หน้าเดี๋ยวครูไปราชการก็… ก็ 15 22 เยอะไป เพราะว่า เพราะว่า 15 ครูก็ให้เราไปแล้ว 1 2 22 นะ 22 นะคะ 22 22 22 มกราคมนะคะ 22 มกราคมนะคะ โอเค มีคำถามไหมคะ ถ้าไม่มีก็ถ้าอยากให้ช่วยดูอะไรก็ส่งมาใน LINE ได้นะคะ 15 ก็… ก็เดี๋ยวงดเดี๋ยวดูก่อนว่าจะให้ทำอะไรนะ อย่างนั้น อย่างนั้นก็ส่ง 22 นะ 15 ก็ทำงานนี้แล้วกันนะคะ 22 นะคะ ถ้าไม่มีอะไรก็ วันนี้พอแค่นี้นะคะ ขอบคุณนะคะ เขาไปแล้ว [สิ้นสุดการถอดความ]