Accuracy : 90.21%
Insertion : 494
Deletion : 1289
Substitution : 306
Correction : 19749
Reference tokens : 21344
Hypothesis tokens : 20549

(ดร.เกวลี)วันนี้ไม่มีงานในห้องจะ(ต่)ให้ไปทำรายงานเลยทำรายงานสิ(ด๊)ไม่ใช่ส่งในเด-ือ(วั)นนี้ไดแหล(-๊)ล่ามได้ยินไหมคะโอเคโอเคค่ะอย่างนั้นเดี๋ยววันนี้เริ่มเลยนะคะวันนี้ก็มันก็ยังเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของบทที่5อยู่นะคะที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสข้อมูลหรือว่าเราจะเรียกอีกอย่างหนึ่งคือการเข้ารหัสลับนะคะก็จริงๆแล้วนี่เราสามารถประยุกต์ใช้การเข้ารหัสลับนี่บางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราก็เป็นผู้ใช้งานคนหนึ่งของเทคโนโลยีต่างๆในการเข้ารหัสนะคะตั้งแต่การยืนยันตัวตนในการส่งข้อความต่างๆนะคะเหมือนเวลาถ้านักศึกษาใช้Googleนะแล้วถ้าเราไปล็อกอินเครื่องอื่นมันจะมีอีเมลหรือว่าแจ้งเตือนในโทรศัพท์เราว่าใช่คุณหรือเปล่าเป็นคนล็อกอินLogin(ใน)เครื่องนั้นไหมนะคะส่งมาที่โทรศัพท์ของเราเพื่อเป็นการยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่าเราเป็นคนเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นจริงๆอาจจะเป็นการยืนยันด้วยเขาเรียกว่าอะไรอ(น)-่ะไ(B)ioMatrixไบโอแมทริกซ์ไม่ว่าลายนิ้วมือนะคะสแกนหน้าสแกนม่านตาหรือการใส่รหัสแล้วมันก็จะมีอีกA-ั(l)goriลกอร-ิ(t)h-ึ(m)หนึ่งที่เรียกว่าKerberosนะคะอันนี้ก็จะเป็นอีกอันหนึ่งที่มีความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นรวมถึงการที่รักษาความปลอดภัยในการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าการส่งอีเมลนะคะที่เราใช้กันในปัจจุบันจะมีPGPแล้วก็S/MIMEนะคะ2ตัวซึ่งเนื้อหาวันนี้ก็จะมีประมาณนี้นะคะการประยุกต์ใช้การเข้ารหัสลับนี่มันไม่ได้มีแค่การส่งข้อความหรใน(-ือ)การส่งอีเมลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเราในการดูเว็บไซต์นี่ถ้านักศึกษาสังเกตเวลาเราเล่นเว็บไซต์นี่ตรงชื่อของเว็บไซต์ที่เราเข้าไปดูนี่มันจะมีรูปกุญแจสีเขียวๆบางเว็บไซต์-ื(-ึ)-้นสีแดงอันนี้ถ้าสมม-ุติเราใช้GoogleChromeนะคะถ้าตัวไหนขึ้นสีเขียวมันก็แสดงว่าเว็บไซต์นั้นมีการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการดักจับขโมยข้อมูลของเรานะคะรวมถึงการเรียกว่าอะไรล่ะการสั่งงานระยะไกลนะคะก็คือบางทีเราอยู่บ้านแต่เราอยากเข้าไปดูServerที่เราดูแลอยู่ก็สามารถทำได้นะคะรวมถึงการสร้างเครือข่ายส่วนตัวนะคะให้เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งทำงานอยู่ในบริเวณนั้นๆเช่นเราอยู่บ้านแต่เราใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า"VPN"ตัวนี้จำลองให้เราเหมือนกับว่าเรายังนั่งทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเพราะว่าข้อมูลบางอย่างมันไม่สามารถเข้าดูจากเครือข่ายอินเต(ท)อร์เน็ตภายนอกได้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตภายในองค์กรเท่านั้นนะคะอันนี้ก็เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่มีใช้งานในปัจจุบันซึ่งการพิสูจน์ตัวตนนะคะหรือว่า"(A)authentication"นี่ก็เป็นการยืนยันว่าคนค(ๆ)-ั้นหรือสิ่งนั้นๆนี่เป็นของจริงไม่ใช่การลอกเลียนแบบไม่ใช่การปลอมแปลงขึ้นมานะคะการพิสูจน์ตัวตนในรูปแบบดิจิทัลนี่ตั้งแต่การล็อกอLogin(-ิน)เข้าสู่ระบบไม่ว่าจะเป็นSocialMediaต่างๆนะคะระบบคอมพิวเตอร์ใดๆก็ตามผู้สื่อสารนี่หรือผู้ที่ทำงานนี่อาจจะเป็นมนุษย์ก็ได้เป็นUserนะคะหรือเป็นตัวคอมพิวเตอร์เองหรืออาจจะเป็นโปรแกรมก็ได้นะคะเป็นการพิสูจน์เช่นบางทีเราเปิดใช้งานบางอย่างนี่เขาก็จะถามเราว่าโปรแกรมนี้คุณรู้จักจริงไหมจะใช้งานม-ัา(น)จริงๆหรือเปล่านะคะเพื่อพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ใช่โปรแกรมหลอกหรือว่าเป็นโปรแกรมดักจับข้อมูลรวมถึงถ้าเราเคยใช้งานเว็บไซต์บางเว็บไซต์เวลาเรากรอกข้อมูลไปมันจะมีรูปขึ้นมาประมาณ9รูป10รูปถามว่าให้อธิบายว่าอันไหนคือรูปไฟแดงอันไหนคือไฟเขียวมันจะเป็นอีกการทดสอบหนึ่งว่าเราเป็นคนเราเป็นมนุษย์เราไม่ใช่หุ่นยนต์เราสามารถตอบคำถามได้นะคะไม่ว่าคำถามมันจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรก็สามารถตอบได้อะไรก็ว่าไปนะคะหรือการเข้ารหัสข้อมูลหรือเข้ารหัสเอกสารเราจะเรียกว่าเป็นกระบวนการรับรองเอกสารนะคะก็เป็นกระบวนการที่ทำให้คนที่เข(ร)าต้องการรับส่งข้อมูลด้วยนี่ให้ทำการพิสูจน์ได้ว่าเอกสารหใน(-ือ)ข่าวสารนั้นนี-่(-้)ที่เขารับไปจากเราหรือจากเข(ร)าที่ะ(ก)เข-้าที่ส่งมาให้เรานี่เป็นเอกสารที่มีความถูกต้องนะคะโดยจุดประสงค์จะมีอยู่2ข้อก็คือให้รับรองว่าข้อความหรือเนื้อความในเอกสารฉบับนั้นนี-่(-้)เป็นข้อความเดิมไม่มีการถูกเปลี่ยนแปลงใน(ๆ)ระหว่างการส่งแล้วก็รับรองว่าสิ่งที่ส่งมาหาเรานี่มาจากต้นทางที่ถูกต้องจริงๆนะคะเช่นถ้าเป็นการส่งอีเมลก็จะต้องรับรองว่าอีเมลฉบับนั้นนี่ส่งมาจากคนนั้นที่ระบุชื่อมาจริงๆนะคะเนื้อความในจดหมายหรือข้อความในเอกสารนั้นๆนี่ถูกเขียนทั้งหมดโดยผู้ส่งเองอย่างถูกต้องนะคะอาจจะมีการรับรองเอกสารนะคะว่าเป็นเอกสารที่ส่งตามกำหนดไม่ได้มีการล่าช้าไม่มี…ไม่มีเอกสารที่เกิดการส่งซ้ำนะคะก็คือบางทีมันอาจจะถูกโจมตีว่าทำDuplicateเอกสารขึ้นมาหรใน(-ือ)การท-ำซ้-ำเอกสารขึ้นมาทำให้เราสับสนว่าฉบับไหนเป็นฉบับจริงนะคะก็จะมีกลไกในการป้องกันปัญหาเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นด้วยบางคนก็จะใช้การเข้ารหัสลับนะคะซึ่งวิธีการรับรองเอกสารที่ง่ายที่สุดก็คือการเข้ารหัสเอกสารถ้าง่ายที่สุดก็จะเป็นการเข้ารหัสแบบคีย์เดียวนะคะคีย์เดี-่ยวนี่แหละโดยสมมติว่าผู้รับและผู้ส่งมีกุญแจร่วมกัน1ดอกนะคะเมื่อเราต้องการจะส่งเอกสารก็จะต้องเป็นผู้รับที่มีกุญแจดอกนั้นนี่สามารถถอดรหัสเอกสารได้นะคะโดยที่การเข้ารหัสนี่มันก็ถือว่าเป็นการรับรองเอกสารอีกวิธีหนึ่งนะคะสามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้แล้วก็มีการกำหนดหมายเลขลำดับกระบวนการทำงานก็ทำให้แน่ใจว่าเอกสารไม่มีความผิดพลาดแลรา(-้ว)ก็ไม่มีการทำซ้ำนะคะแล้วก็จะมีTimestampก็คือการลงเวลาวันที่ที่ส่งลักษณะจนความละเอียดจนถึงวินาทีเลยนะคะตรวจสอบเวลาที่รับเวลาที่ส-่งซึ-่งเอกสารถ้าสมมติว่าเราไม่มีกุญแจนะคะหรือเราเป็นโจรที่ดักจับข้อมูลไปแล้วเอกสารฉบับนั้นเขาได้เข้ารหัสแล้วมันจะเป็นตัวหนังสือแบบนี้ที่เราไม่สามารถอ่านได้จะต้องใช้กุญแจในการถอดรหัสเท่านั้นถึงจะแก้ไขหรืออ่านเอกสารที่เขาส่งมาได้นะคะอันนี้ก็คือเขาก็บอกเลยว่าเขาเป็นข้อมูลลับนะคะจะต้องมีKey(-ีย์)หรือกุญแจในการถอดความประ(ออก)มาเท่านั้นถึงจะสามารถอ่านข้อมูลได้เป็นต้นนะคะแล้วก็การรับรองเอกสารบางทีเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารหัสนะคะอย่างเอกสารบางอย่างอย(นี)-่างเป็นเอกสารที่เปิดเผยอยู่แล้วเช่นเอกสารสัญญาประกาศหรือว่ากฎระเบียบต่างๆนี่เพราะว่าถ้าเราเข้าเข้ารหัสทุกๆเอกสารนี่มันเสียเวลานะคะมันก็จะมีเวลาในการประมวลผลใช้เวลาเหล่านี้เกินความจำเป็ะคะถ้าเป็นเอกสารที่เราสามารถเปิดเผยได้ก็ไม่ควรเข้ารหัสนะคะเพราะการเข้ารหัสมันไม่ได้หมายความว่าเอกสารฉบับนั-่(-้)นนี่จะเป็นฉบับที่สมบูรณ์อย่างนี้เป็นเอกสารในการทำสัญญาใดๆนะคะถ้ามันไม่มีข้อมูลที่ล-้-ับ(-ำ)มากก็ไม่ต้องเข้ารหัสนะคะเช่นการนัดหมายต่างๆนะคะยกเว้นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นข้อมูลทางการแพทย์ก็อาจจะต้องมีการเข้ารหัสเพราะว่ามันเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลนะคะประวัติการรักษาอะไรพวกนี้ก็ยังจำเป็นต้องเข้ารหัสแต่ห(ม)ก(-ิ)ว่าเป็นการกรอกใบจองรถยนต์นะคะการจองคิวเข้าร้านอาหารการจองคิวสินค้าหรือการสั่งสินค้าหรืะไรพวกนี้ก็ไม่ต้องเข้ารหัสก็ได้นะคะอันแรกเป็นเทคโนโลยีที่เราใช้ในการเข้ารหัสข้อความนะคะเราจะเรียกว่าMACM-A-Cนะคะเป็นการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อใช้พิสูจน์ความคงสภาพของข้อมูลโดยใช้กุญแจรับนะคะข้อความมีขนาดยาวเท่าไรก็ได้มันจะคำนวณโดยทางคณิตศาสตร์ออกมาเป็นค่าMACนะคะการที่จะถอดรหัสหรือการพิสูจน์ทราบข้อมูลก็จะต้องมีกุญแจรับเช่นเดียวกัะคะจะมีการเข้ารหัสด้วยค่าHashซึ่งเรียนเมื่อสัปดาห์ก่อนๆะคะเพื่อสร้างเป็นข้อความที่ถูกเข้ารหัสนะคะหลังจากนั้นเราจะเอาส่วนของMACนี่ไปเชื่อมเข้ากับข้อความที่เราต้องการจะส่งนะคะกระบวนการสร้างMACนี่ในการรับรองเอกสารนะคะจะต้องสามารถตรวจสอบได้โดยใช้ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์แล้วก็กุญแจล(ร)-ับโดยไอ้ค่าMACนี่มันจะติดไปกับข้อความที่เราต้องการจะส่งด้วยนะคะเมื่อผู้รับได้รับเอกสารแล้วก็ค่าMACที่ได้นะคะก็จะมีการใช้ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่เป็นรหัสลับตัวเดียวกันในการถอดรหัสนะคะเช่นส่งจากAabb(ไปB)เราอาจจะเรียกว่าเป็นรหัสลับABก็ได้นะคะก็ถ้าเป็นการสร้างแบรหัสลันี้ขึ้นมาแต่ละรหัสแต่ละรหัสลับจะใช้เฉพาะเอกสารคู่ใดคู่หนึ่งเท่านั้นถ้าคุณจะส่งเอกสารฉบับใหม่คุณก็ต้องสร้างค่าMACใหม่แล้วก็แปะไปกับเอกสารชิ้นใหม่จะไม่ใช้อันเดิมนะคะเพราะว่า(มัน)จะเป็นการสร้างฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์อันใหม่ไปเรื่อยๆทุกๆข้อความนะคะโดยเอกสารที่เราได้รับมานะคะเมื่อผ่านฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์แล้วการคำนวณค่าMa(A)Cก็จะได้ค่าที่ค่าเท่ากันแต่กระบวนการคิดนี่ระหว่างทางนี่เราไม่รู้ว่าเขาใส่รหัสอะไรแต่มันจะต้องถอดรหัสได้เหมือนกันนะคะโดยการเปรียบเทียบนี-่(-้)มันก็จะไปเทียบกับค่าMACที่แนบกับเอกสารว่าเป็นค่าเดียวกันไหมถ้าเป็นค่าเดียวกันก็สามารถอนุมานหรือว่าตั้งสมม-ุติฐานได้เลยว่าข้อความที่ได้รับมาหรือที่ส่งไปนี่เป็นข้อความเดียวกันถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาค่าMACมันก็จะเปลี่ยนปลายทางต้นทางจะไม่เท่ากันเพราะว่าถ้ามีการเปลี่ยนข้อความค่าMa(A)Cก็จะเปลี่ยนด้วยนะคะแล-้(ะ)มันก็จะไม่สามารถสร้างค่าMACเหมือนเดิมได้นะไม-่(ค)ะด้วยรู้เ(ก)มือ(ะบว)นก-ัน(าร)อั-ี้มันเลยเป็นการรับรองเอกสารได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารหัสข้อมูลนะคะแต่ถ้าใช้ร่วมกับการกำหนดลำดับการทำงานการใช้Timestampก็คือการปั๊มเวลาลงไปด้วยนี่วิธีการนี้ก็จะยิ่งปลอดภัยกับการใช้งานขึ้นมากขึ้นไปอีกนะคะการใส่รหัสPasswordอันนี้ทุกคนใช้อยู่แล้วนะคะทั้งคอมพิวเตอร์ทั้งโทรศัพท์มือถือซึ่งการใช้รหัสนี่ก็เป็นการป้องกันอย่างน้อยที่สุดนะคะแล้วก็เป็นการพิสูจน์ทราบตัวตนว่าคนที่ต้องการจะเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์หรือต้องการใช้งานระบบหรือต้องใช้ก(ง)ร(น)ใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้เป็นใครหรืออย่างน้อยก็จะต้องเป็นคนที่รู้รหัสผ่านนะคะโดยทั่วไปแล้วรหัสผ่านเราจะไม่เก็บไว้ในรูปแบบข้อความธรรมดานะคะแต่จะถูกเข้ารหัสไว้ด้วยAlgorithmบางอย่างเพื่อไม่ให้มันถูกขโมยไปได้อย่างง่ายๆเช่นบางคนก็จะมีวิธีการคิดรหัสผ่านไม่เหมือนกันบางคนคิดแบบง่ายๆเอาตัวเองที่คิดว่าจะจำได้บางคนก็อาจจะเป็นรหัสผ่านที่มีความหมายกับตัวเขาแถมเข้ากับAlgorithmเข้าไปอีกยิ่งยากเข้าไปอีกนะคะการแลกเปลี่ยนรหัสผ่านบนเครือข่ายนี่ปกติแล้วมันจะต้องมีการเข้ารหัสก่อะคะเพื่อป้องกันการถูกดักจับระหว่างทางนะคะมันก็เลยมีโปรโตPoToc(ค)al(ล)หนึ่งนะคะที่เรียกว่า"Kerberoาเขตร้อน(s")นะคะเป็นโปรโ-ัว(คอ)ะครสำหรับการพิสูจน์ทราบตัวตะคะก่อนที่จะมีการสื่อสารบนเครือข่ายระหว่างกันโดยใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจลับออกแบบและพัฒนาโดยMITนะคะไ(-็)ด้วยตัวKerberosนี่มันก็เป็นมาตรฐานสำหรับการยืนยันตัวตนบนเครือข่ายว่าใครเป็นคนใช้งานคอมฯเครื่องนี้จะมีเวลาในการทำการยืนยันตัวตนนะคะการไปใช้งานในระบบเริ่มกี่โมงออกกี่โมงนะคะโดยหลักการของKerberosนี่ก็คือผู้ใช้งานจะต้องไปขอตั๋วก่อนขอTicketนะคะมาจากServเซิร-์ฟ(er)เวอร์แล้วก็เอาตั๋วนั้นน่ะหรือTicketนั้น17ต-ั(น)-ี-๋ว(-่)ไปโชว์ให้กับเครื่องลายทางที่จะล็อLo(ก)gin(-ิน)เพื่อเข้าไปใช้งานได้ก็คือเหมือน...ก่อนที่เราจะขึ้นรถโดยสารเราก็ต้องซื้อตั๋วอารมณ์นั้นเลยนะคะโดยสถาปัตยกรรมของKerberosนี่จะเป็นแบบClientServerนะคะทุกๆHostที่อยู่บนเครือข่ายจะต้องมีการสร้างคีย์ลับของตัวเองนะคมีคีย(Key)-์Centerหรือศูนย์กลางในการสร้างกุญแจลับหรืออาจจะเป็นServerที่ทำหน้าที่จัดการแล้วก็เก็บคีย์KeyของทุกๆHostของเครือข่ายเอาไว้นโค้ดหรืออาจจเป็นServerที่ทำหน้าที่จัดการก็เก-็บทุกคน(ะ)ไอ้หน้าที่ของKeyCeพรีเซ-็(n)tเต(er)อร์นี่มันจะมีตั้งแต่การพิสูจน์ทราบตัวตนแล้วก็การแจกจ่ายตั๋วนั่นเองนะคะมี2หน้าที่ตัว(โดย)Kerberosนี่มันประกอบไปด้วยเปรียบเทียบได้กับเหมือนสุนัข3หัวนะคะเพราะว่าโปPro(ร)โตคอtocal(ล)นี้จะประกอบไปด้วย3ส่วนก็คือส่วนc(C)lientส่วนเ(S)erverซิร์ฟเวอร์แล้วก็ส่วนของKeซ(y)Centeนเตอร-์(r)3หัวคล้ายกับในหนังจริงแล้วมันอาจจะได้Inspiredมาจากหนังก็ได้นะคะโดยสถาปัตยกรรมของKerberosนี่จะต้องมีส่วนServเซิร-์ฟ(er)วอร์เพื่อเอาไว้ในการยืนยันตัวเองนะคะแล้วก็จะต้องมีKeyCenterก็เป็นตัวที่ไว้คอยยืนยันตัวตนแล้วก็แจกจ่ายตั๋วหลักการทำงานก็คือเราต้องร้องขอตั๋วไปก่อนแล้วก็ไอ้ตัวKeyCenterก็จะเอาตั๋วกลับคืนมาให้เรานะคะพอได้ตั๋วมาแล้วก็ต้องขอตั๋วสำหรับการที่เราจะต้องทำงานอะไรเช่นเราอยากใช้ฐานข้อมูลมันก็จะได้ตั๋วของก-ัน(ร)ห(ช)-้ฐานข้อมูลมานะคะถ้าอยากใช้เครื่องs(S)erv-่า(er)อีกก็ต้องขอตั-๋วสำหรับการใช้เครื่องServerไอ้ตัวKขี(ey)ยวCenterก็จะแจกตั-๋อันใหม่มาให้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราเป็นคนที่ต้องการใช้งานจริงๆนะคะหลักการทำงานก็จะเป็นอย่างนี้ส่งไปส่งกลับส่งไปส่งกลับตลอดนะคะการรักษาความปลอดภัยของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าอีเมลน่ะนะคะการรับส่งอีเมลนี่ปกติแล้วเวลาเราส่งข้อมูลบางอย่างผ่านอีเมลนี่เราก็จะไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลนะคะในอดีตแล้วนี่ถ้าเราต้องการจะปกปิดข้อความในอีเมลก็จะเป็นหน้าที่ของUserเองหรือผู้ใช้งานเองที่ต้องหาทางปกปิดข้อมูลเหล่านั้นนะคะซึ่งปัจจุบันผู้ให้บริการนะคะก็มีบริการเข้ารหัสโดยอัตโนมัติอยู่แล้วนะคะซึ่งโปรโProto(ต)คอcol(ล)ที่นิยมใช้ในการเข้ารหัสอีเมลก็จ-์(ะ)มี2ตัวนะคะPGPแล้วก็SP(/)MIFI(ME)2ตัวนี้นะคะไอ้ตัวแรกPGPมันย่อมาจากPrettyGoodp(P)rivacyนะคะก็คือความเป็นส่วนตัวที่ค่อนข้างดีนะคะเป็นวิธีการที่นิยมมากสำหรับการเข้ารหัสอีเมลให้มีเป็นแบบเป็นความลับนะคะวิธีการที่ใช้ทห(ข้)ารหัสก็จะเป็นแบบใช้กุญแจสาธารณะโดยที่Clientเครื่องClieขยาย(nt)หรือว่าเครื่องลูกข่ายนี่จะต้องเก็บกุญแจล(า)ธารณ-ับนี-่(ะ)ไว้เองนะคะซึ่งกุญแจสาธารณะนี่ก็เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้วก็เชื่อถือได้นะคะเช่นถ้าผู้หญิงคนหนึ่งต้องการจะส่งกุญแจสาธารณะไปให้เพื่อนนะคะเขาก็จะถามเพื่อนผ่านทางอีเมลว่ามีกุญแจสาธารณะไหมนะคะหรือบางทีถ้าเป็นกุญแจสาธารณะทั่วไปก็สามารถดาวน์โหลดได้จากSซ(e)rver-ิร์ฟเวอร์หรือว่าสิ่งที่เขาแปะลิงก์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วนะคะอันนี้คือจะไม่ค่อยไม่ค่อยซีเรียสมากนะคะในการส่งข้อมูลโดยตัวPGPนี่มันก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ารหัสข้อมูลแบบผสมนะคะโดยที่จะใช้ท-ั้-ำ(ง)กุญแจลับแล้วก็กุญแจสาธารณะแต่คอมพิวเตอร์ยุคแรกแรๆ(ก)มันมีความสามารถไม่เพียงพอต่อการเข้ารหัสด้วยกุญแจสาธารณะอย่างเดียวนะคะมันเลยใช้กุญแจลับในการเข้ารหัสข้อความแล้วก็ใช้กุญแจสาธารณะในการถอดรหัสอีกทีหนึ่งนะคะแต่ปัจจุบันนี่มันก็ใช้แค่กุญแจสาธารณะในการเข้ารหัสข้อความโดยตรงเลยก็ได้นะคะก็ส่วนมากนะคะก็ถ้ามันไม่ได้เป็นข้อมูลทางธุรกิจที่ซีเรียสมากๆนี่PGPก็เพียงพอต่อการเข้ารหัสอยู่แล้วนะคะโดยPGPนี่สถาปัตยกรรมของมันก็คือมันจะรวมเอาคุณสมบัติที่ดีที่สุดบางอย่างของกุญแจสาธารณะนะคะมาผสมกับกุญแจที่เป็นคีKey(ย์)ลับนะคะถ้าเข้ารหัสด้วยข้อความธรรมดานะคะก่อนอื่นเลยมันจะต้องบีบอัดข้อความก่อนให้ข้อมูลมันเล็กลงมันจะประหยัดเวลาในการส่งนะคะแล้วก็ถ้ายิ่งเล็กมันก็สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายหลังจากบีบอัดข้อมูลแล้วนะคะก็จะสร้างกุญแจเขาเรียกว่า"กุญแจชั่วคราว"แล้วกันเป็นคีย์ลับที่แบบใช้ครั้งเดียวโดยกุญแจน-ี-่จะเป็นการสุ่มตัวเลขทางคณิตศาสตร์นะคะอาจจะเป็นการสุ่มการเคลื่อนไหวของเมาส์หรือจ-ั(า)กสุ่มจากการกดแป้นพิมพ์โดยกุญแจชั่วคราวนี้นี่จะทำงานได้อย่างปลอดภัยเพราะว่ามันมีการเข้ารหัสที่ค่อนข้างรวดเร็วนะคะผลลัพธ์ก็คือข้อความที่ถูกเข้ารหัสแล้วนะคะก็จะมีกุญแจในการเข้ารหัสรวมถึงใช้กุญแจสาธารณะของผู้รับเป็นตัวถอดรหัสนะคะก็กุญแจตัวนี้บางครั้งเราอจะส่งไปพร้อมกับข้อความที่เราเข้ารหัสไว้แล้วด้วยนะคะอีกโปรโกProto(ต)col(อล)หนึ่งนะคะS/MIMEนะคะก-็เป-็มาตรฐานการเข้ารหัสแบบใช้กุญแจสาธารณะแต่เพิ่มลายเซ็นดิจิทัลเข้าไปด้วยนะคะฟังก์ชันการทำงานนี่มันประยุกต์ใช้กับโปรแกรมที่ใช้งานอีเมลอย่างเช่นMicrosoftOutloo(c)kได้นะคะก็ถ้าการทำงานในองค์กรธุรกิจนี่เขาจะไม่ค่อยใช้เว็บไซต์ในการอ่านอีเมลเท่าไรเขาจะใช้เป็นโปรแกรมเลยเพราะว่าบางทีอีเมลเข้ามาจำนวนปริมาณมากพื้นที่ในการจัดเก็บอีเมลถ้าเป็นออนไลน์นี่มันน้อยนะคะเขาก็เลยมาประยุกต์ใช้กับโปรแกรมที่สามารถเปิดผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยนะคะการทำงานนะคะก็จำเป็นจะต้องมีการสร้างคียKey(-์)แล้วก็ขอใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์นะคะจากCAหรือว่าองค์กรที่ให้บริการด้านใบรับรองนะคะโดยองค์กรนี้นี่อาจจะตั้งServerเองหรือร้องขอจากCAอื่นที่ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตก็ได้เช่นบริษัทVeriSignนะคะการเข้ารหัสอีเมล-์นี่ผู้ส่งจำเป็นจะต้องมีCAของผู้รับด้วยก็คือใบรัรองอิเล็กทรอนิกส์ของผู้รับด้วยนะคะรวจ(โดย)พื้นฐานแล้วการพิสูจน์ทราบตัวต-ี่เราจะขอแค่e(E)maila(A)ddressนะคะโดยใบรับรองนี่หรือCAนี่อาจจะประกาศใร(บ)รับรองหรือข้อมูลอื่นๆไว้นะคะสำหรับการอ้างอิงแต่ข้อเสียก็คือถ้าใครมีชื่ออีเมลของเราทั้งชื่อทั้งอีเมลเขาอาจจะเอาข้อมูลของเราบบ(-ัว)นี้ไปเพื่อจุดประสงค์อื่นก็ได้ถามว่าปลอดภัยไหมปลอดภัยแต่ถ้าเขามีข้อมูลแล้(เรา)ครบมันก็จะเริ่มไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไรนะคะแต่มันก็ทำให้เราไม่เสียเวลาต่อมาความปลอดภัยของเว็บไซต์นะคะโดยปกติการสื่อสารของWWWww(น)-ีw.(-่)หรือว่าเว็บไwebsize(ซต์)นี่นะคะเขาจะใช้โปรโตคอลHTTPพอPo(ร)-์rt(ต)ที่ใช้คือเบอร์80มันจะเป็นการสื่อสารระหว่างServerกับc(C)lientก็คือเครื่องแม่ข่ายกับเห(ค)รื-่ลูกข่ายนะคะโดยปกติแล้วP(โ)ปรrot(โ)ตคocol(อล)HTTPนี่เขาจะไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลเพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการจะดักจับข้อมูลนี่ก็สามารถทำได้นะคะถ้าเว็บไซต์นั้นป้องกันความปลอดภัยได้ไม่ดีพอมันเลยมีพัฒนาการของผ(โ)-ู้รโก(ต)ง(ล)ที่ชื่อว่าS-HTTPเพิ่มคำว่า"s(S)ecure"ก็คือความปลอดภัยขึ้นมานะคะหลักการคือเขาก็จะสร้างโปรโตก(ค)ฎขง(ล)HTTPให้มีความสามารถในการเข้าแล้วก็ถอดรหัสในตัวเองได้เองนะคะโดยใช้เทคนิคการเข้ารหัสของRSAมีการเข้ารหัสแบบที่ใช้กุญแจสาธารณะแต่ว่าไอ้ตัวS-HTTPนี่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควรนะคะม-ัา(น)เลยพัฒนาตัวใหม่ขึ้นมาเป็นHTTPSนะคะเพิ่มเทคโนโลยีSSLขึ้นมานะคะเป็นการเข้ารหัสแบบc(C)lientกับเอ้ยไม่ใช่สิServerกับBrowserเมื่อกี้เป็นCliAdd(ent)Serverคราวนี้เป็นClS(i)erver(nt)กับSB(e)ro(v)wserใช้พอPo(ร)-์rt(ต)หมายเลข443แทนพอร์Port(ต)80นะคะตอนแรกเข้ารหัสนะคะ4040B(b)itต่อมาเขานิยมใช้เป็น2048B(b)itเพราะว่าไม่ได้ใช้เวลาในการถอดรหัสนานเท่าตัวเดิมนะคะไอ้ตัวSSLคืออะไรนะคะเป็นการพิสูจน์ตัวตนระหว่างw(W)ebServerกับตัวค(ผ)-ู-่(-้)ใช้ผู้ขอใช้บริการนะคะเริ่มต้นก็จะมีการตกลงกันก่อนว่าจะใช้Algorithmออะไรอัลกอริทึมอะไรใช้คีย์อะไรในการเข้ารหัสแล้วก็การพิสูจน์ต-ัวตนะคะการสื่อสารจะเริ่มต้น-้วยการมีการส่งของการเข้ารหัสด้วยกุญแจชั่วคราวซึ่งส่วนใหญ่WebServerกับWebBrowserจะรองรับตัวละครนี้อยู่แล้วถ้าสังเกตนะคะเหมือนที่อาจารย์บอกก็คือตรงก่อนชื่อเว็บไซต์มันจะมีพ(-ั)กุญแจสีเขียวแล้วก็ตัวHTTPSมันก็จะเป็นสีเขียวนั่นคือแสดงว่าเว็บไซต์นี้มีการป้องกันการอะไรล่ะการเจาะระบบหรือการดักจับข้อมูลนะคะหลายๆเว็บมีนะคะเว็บที่เว็บหลักๆส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีนี้นะคะโดยการทำงานของSSLน-ี่-ี่ของอินเทอร์เน็ตจะทำงานอยู่ในชั้นTransportl(L)ayerนะคะก็เป็นการพัฒนาต่อมาจ3(ก)SSLปกติให้รองรับDigitals(S)ignatureหรือว่าลายเซ็นดิจิทัลเพิ่มขึ้นมาด้วยการทำงานของSSLนะคะเทียบกับตัวHTTPปกติที่ไม่มีการเข้ารหัสป้องกันข้อมูลถ้าการส่งข้อมูลปกติเปม่(-็น)ล้ส่งข้อมูลเขาก็จะรู้เลยว่าUserชื่ออะไรPasswordอะไรแต่ถ้ามีวิธีการรับส่งข้อมูลด้วยSSLชื่อผู้ใช้งานกับรหัสจะถูกเข้ารหัสให้ไม่สามารถอ่านได้แล้วก็จะมีการบอกสถานะว่าการล็อLo(ก)อิgin(น)นี้ใช้ตั้งแต่เวลากี่โมงก็คือมีกุญแจชั่วคราวในการกำหนดด้วยว่าการเข้าระบบครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหนมีTimeS(s)tampด้วยนะคะการสั่งใช้งานระยะไกลหรือการถ่ายโอนไฟล์นะคะหรือการส่งข้อมูลใดๆก็ตามผ่านเครือข่ายนะคะการRemoteรีโมทLoginน(ห)คะ(-ือ)การRemoteเข-้าใช้ระบบนี-้ในระยะไกลนะค-่(ะ)จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อต(ป)-้องกันการหาแอบดูข้อมูลหรือการดักจับข้อมูลนะคะโปรโตคอลProtocolที่ใช้ในการRemotel(L)oginหรือว่าการเข้าสู่ระบบแล(ะย)า(ล)รใช้งานทั่วไปนี่เขาจะใช้TELNETนะคะเพื่อเข้ารหัสการสื่อสารอาจจะมีโปPro(ร)โตคอtocol(ล)ที่ใช้ในการดาวน์โหลดง(ก)น(ร)ทั้งดาวน์โหลดไฟล์อัปโหลดไฟล์เราจะเรียกว่าFTPหรือว่าFileTransferp(P)rotocolนะคะโดยปกติแล-้ะ(ว)FTPนี่มันจะไม่มีการเข้ารหัสเขาก็เลยพัฒนาโปรโน(ต)คอเรียกว่าSht(F)Ttp(P)sขึ้นมาเพื่อให้เพิ่มคำว่าSecurityน่า(ะ)-่า(ะ)ให้มันมีการเข้ารหัสข้อมูลเค(พ)-ื่อมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นซึ่งตัวที่เข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยนะคะก็คือS(H)SHก็เป็นรูปแบบของการเข้ารหัสการRemoteLoginแล้วก็การส่งการถ่ายโอนข้อมูลที่นิยมมากที่สุดนะคะเป็นการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องแม่ข่ายกับเครื่องลูกข่ายหลักการก็คือเครื่องลูกข่ายจะเชื่อมไปยังเครื่องแม่ข่ายนะคะแล้วก็สร้างกุญแจสาธารณะสำหรับการเชื่อมต่อนะคะโดยโปรแกรมที่นิยมใช้ก็จะมีโปรแกรมหลายๆโปรแกรมที่นิยมใช้งานกันที่เห็นเยอะๆก็จะเป็นPuttyกับOpenSSHนะคะหน้าตาของโปรแกรมPuttyนะคะเป็นโปรแกรมสำหรับRemoteหรือว่าการสั่งงานระยะไกลนะคะแต่เวลาใช้งานเราจะไม่สามารถบังคับเร(ม)ส์ได้เขาจะทำงาน-้วยก-ัน(าร)ใช้คำสั่งที่เรียกว่าCommandl(L)ineก็คือพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัดนะคะเพราะว่าโปรแกรมตัวย(น)-ี้นี-่(-้)จะทำงานอยู่บนServerที่ชื่อว่าLinuxซึ่งเป็นo(O)pensourceนะคะโปรแกรมนี้นี่ก็มีใร(-้)มาน(ต)-ั-่(-้)งแต่ปี1997ปัจจุบันก็ยังมีใช้นะคะก็เอาไว้สำหรับการเชื่อมต่อหรือว่าการสั่งงานระยะไกลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งนะคะก็การทำงานก็คือต้องพิมพ์คำสั่งหรือส่งคำสั่งไปที่เครื่องเครื่องแม่ข-่ายเครื่องServerก่อนก็ถ้าเราทำงานที่บ้านโปรแกรมนี้ก็จะจำลองให้เราเหมือนกับว่าเรานั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องServerเลยนะคะข้อความจริงๆแล้วมันก็อาจจะไม่สวยงามแต่มันก็เปลี่ยนสีฟอนต์ได้เปลี่ยนขนาดเปลี่ยนสีพื้นหลังได้ตามใจชอบแต่แค่เราใช้เมาส์บังคับไม่ได้แค่นั้นเองนะคะต้องพิมพ์คำสั่งทีละบรรทัดในการสั่งงานการทำงานของSSHนี่มันทำงานในลักษณะของClientServerนะคะมี2ส่วนก็ในส่วนของServerเ(น)-ี-๋(-่)ยวก็จะมีการติดตั้งโปรแกรมนะคะซึเส-ี(-่)งส่วนใหญ่เครื่องแม่ข-่ายนี่ระบบปฏิบัติการบางที-่เขาจะไม่ใช้Windowsเขาจะใช้เป็นLinuxเพราะว่ามันเป็นโปรแกรมฟรีนะคะแล้วก็ถ้าคนที่ไม่ค่อยชำนาญก็จะไม่ค่อยถนัดในการใช้งานด้วยนะคะโดยตัวSSHนี่จะติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานร่วมกันกับบริการอื่นๆเช่นบริการWebServerบริด(ก)รอน์(-ัป)โหลดไฟล์สิ่งพวกนี้ก็เพื่อความปลอดภัยระหว่างการรับและส่งข้อมูลนะคะรวมถึงเป็นการตั้งแต่อัปโหลดข้อมูลจนถึงดาวน์โหลดข้อมูลก็มีตัวSฆ(S)Hตัวนี้นะคะในการป้องกันความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วยการป้องกันความปลอดภัยของเครือข่ายนะคะในระดับที่ต่ำลงมาเมื่อกี้มั(ป็)ฉ(ช)-ั-้นApplicationl(L)ayerคราวนี้จะเป็นชั้นNetworkl(L)ayerก็จะต้องเป็นPr(ป)รโตคอotocol(ล)ที่ทำงานในระดับชั้นของเครือข่ายนะคะโปรโตคซึ่งProtocol(อล)ในการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย-่(-็)จะเป็นVPNPr(ป)รโตคotocol(อล)ย่อยที่นิก(ม)ลงมาก็คือเป็นIPsecนะคะVPNหรือv(ว)-่pn(า)VirtualPrivateNetworkก็เป็นเครือข่ายส่วนบุคคลเสมือนเราอจะสร้างเพื่อการแชร์ลิงกLink(-์)ต่างๆหรือการจำลองสถานที่เช่นการใช้งานอินเทอร์เน็ตนะคะผู้ใช้งานสามารถแชร์ข้อมูลผ่านเครือข่ายที่เข้ารหัสไว้นะคะให้เหมือนกับว่าเป็นการสื่อสารกันแค่ภายในเครือข่ายส่วนบุคคลเท่านั้นข้อดีคือถ้าคนอยู่นอกองค์กรหรือนอกเครือข่ายที่คุณสร้างไว้นี่เขาจะเข้ามาภายในเครือข่ายที่คุณสร้างไว้ไม่ได้เพราะฉะนั้นมันก็ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในองค์กรได้ค่อนข้างปลอดภัยนะคะก็จะเหมือนมีเกาะป้องกันหรือท่อป้องกันการสื่อสารอีกชั้นหนึ่งซึ่งVPNมันก็มีอยู่3ประเภทนะคะตามลักษณะการใช้งานเช่นการเชื่อมต่อผู้ใช้ระยะไกลสำหรับพนักงานที่ต้องเดินทางบ่อยๆแ-ี(ต)-่จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลที่เป็นข้อมูลเฉพาะภายในองค์กรเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อได้กับเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายย่อยขององค์กรเช่นการเชื่อมต่อสาขาต่างๆขององค์กรนะคะเช่นสาขาธนาคารตามต่างจังหวัดตามต่างอำเภอเข้ากับสำนักงานใหญ่หรือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างองค์กรที่จำเป็นจะต้องมีการส่งข้อมูลระหว่างกันเช่นจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่งเป็นต้นนะคะการทำงานของVPNนี่ก็มีเส้นทางการทำงานคล้ายๆกับเครือข่ายที่ให้บริการทั่วไปข(-ื)เครือข่ายสาธารณะนะคะก็เรื่องความปลอดภัยความเป็นส่วนตัวก็จะต้องเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญนะคะตั้งแต่มีการเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่งข้อมูลเพื่อความปลอดภัยนะคะข้อมูลแล้วก็การส่งข้อมูลจะส่งผ่านเขาเรียกส(ว)-่า"อุโมค์ข้อมูล"นะคะมันจะสร้างครอบไว้จะสร้างตั้งแต่จุดต้นทางไปจนถึงปลายทางนะคะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเข้าหรือมาอ่ข้อมูลที่เราสร้างไว้ได้นะคะก็จะมีแค่คนที่อยู่ปลายทางเท่านั้นที่สามารถเอาข้อมูลไปถอดรหัสแล้วก็นำข้อมูลไปใช้ได้ซึ่งโปรโProto(ต)col(อล)ที่ใช้สร้างVPNก็ยต้อ(-ั)งมีอยู่5Pr(ป)รโตคotocol(อล)ซึ่งอย่างที่บอกโปรโกProto(ต)col(อล)ที่นิยมมากที่สุดก็คือIPS(s)ecนะคะตัวสีแดงซึ่งอยู่ทำงานอยู่ในชั้นNetworkl(L)ayerไอ้IPS(s)ecนี่เป็นโปรโตน(ล)ที่รักษาความปลอดภัยของข้อมูลเหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างเครือข่ายเสมือะคะสามารถรับรองความปลอดภัยของข้อมูลได้ความลับของข้อมูลได้รักษาความคงสภาพของข้อมูลได-้แล-้วก็สามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้ส่งได้เช่นเดียวกัะคะเป็นโปรโProto(ต)col(อล)ที่ค่อนข้างเหมาะสมสำหรับการทำงานกับเครือข่ายAlgoอัลกอ(r)ithmริทึมขึ้นที่IPS(s)ecใช้นี่มันก็น(ม)-ี-่แหลายAlgorithะ(m)นะคะตั้งแต่สำหรับการแลกเปลี่ยนกุญแจชั่วคราวอ(ผ)-่านเครือข่ายสาธารณะนะคะตั้งแต่Algoritขึ-้น(hm)สำหรับการเข้ารหัสข้อมูลแล้วก็ยืนยันตัวตนด้วยแล้วก็อ(A)lgori-ัลกอร-ิ(t)h-ึ(m)ที่ใช้ในการตรวจสอบความคงสภาพอ(แ)ล้วก็Algor-ัลกอร-ิ(i)t-ึม(hm)สำหรับการตรวจสอบเจ้าของของกุญแจสาธารณะนั้นนะคะอันนี-้ก็จ-่(ะ)เป็นหลักการทำงานนะคะก็การทำงานของการป้องกันความปลอดภัยหลาหรือแทบจะทุกๆAlก(g)orit-็เริ-่ม(hm)จะเป็นการร้องขอข้อมูลแล้วก็มีการส่งข้อมูลก-ับคืนมานะคะว่าเป็นการยืนยันตัวตนว่าสิ่งที่เราส-่สั(ไป)หรือสิ่งที่เราร้องขอนี่ไม่มีการถูกต(-ั)-่างๆ(จับ)ระหว่างทางนะคะแล้วก็สามารถยืนยันตัวตนได้ซึ่งงานวันนี้นะคะจะให้นักศึกษาทำเป็นรายงานวันที่ผิดนะเดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะวันที่ผิดในรูปแบบรายงานก็จะให้นักศึกษาไปทำรายงานค้นหาเพิ่มเติมนะคะเกี่ยวกับPr(ป)รโตคotocol(อล)ที่ใช้ในการสร้างVPNซึ่งPr(ป)รโตคอotocol(ล)ที่อาจารย์จะให้ใ(ค)-้นี่มีอยู่5โปรโตคอลนะคะให้ทำในรูปแบบรายงานราได-้(ย)งานนะคะ10คะแนนสิ่งที่ต้องส่งอาจารย์คือรูปเล่มที่เป็นไฟล์ดิจิทัลส่งเข้าในGoogleClassroomแล้วก็เอาไฟล์นั้นไปพรินต์เป็นรูปเล่มรายงานส่งอาจารย์ด้วยนะคะส่ง2อันเ-ื้-ัน(หา)เดียวกันส่งในClassroomด้วยพร-ินต์ส่งอาจารย์ด้วยนะคะวันนี้วันที่9ให้ส่งภายในเดี๋ยวนะคะ2สัปดาห์แล้วกันส่งภายในวันที่23มกราคมนะคะก็คืออีก2สัปดาห์ให้เวลาทำ2สัปดาห์หรือใครจะทำเลยก็ได้แต่ต้องเสร็จนะอาจจะเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ก็ได้ให้ได้สัก1หรือ2P(โ)ปรโตrotoc(ค)ol(ล)ก็ได้นะคะจะได้ไม่เยอะให้บอกด้วยว่าข้อมูลที่เอามาเอามาจากไหนนะคะเอาข้อมูลมาจากเว็บไซต์อะไรหรือหนังสืออะไรบอกอาจารย์ด้วยนะคะวันนี้ก็น่าจะได้สัก1หรือ2Pr(ป)รโตคotocol(อล)เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดูด้วยว่าหาข้อมูลได้หรือเปล่านะคะอย่างนั้นเดี๋ยวเริ่มหาข้อมูลกันเลยนะคะเดี๋ยวให้เริ่มทำงานก-่(-ั)นเลยค่ะเดี๋ยว.(…)..เดี๋ยวพักทำงานในห้องเรียนก่อนค่ะเสร็จแล้วทำเป็นรายงานเด๊ะไม่ใช่Copyนิดเดียวเด๊รายงานเด๊ะไม่ใช่กล-ุ่มรายงานเด๊ะหนู[สิ้นสุดการถอดคว-ุ(า)-่(])

More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-01-10 00:15:21
- exported from : Accuracy Worker
- version :develop
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :false
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}