(อาจารย์) อันนี้คือเราสามารถใช้ต่อได้เลย หนังสือมาแล้วนะลูก ไปสั่งได้เลย เล่มละ 100 แต่ว่า… พี่ล่ามทางนี้เขาก็รอเราเหมือนกันใช่ไหม สมาชิกหายไปไหนหมดเพื่อน ๆ โอ๊ย ตื่นสายกันแท้ อันนี้ก็นัด 9 โมงแล้วนะ ขอเช็กชื่อก่อน ใครมาช้า เช็กสายก่อน หัวหน้าใครนะคะ หัวหน้ามาหรือยัง ยัง ถ้าอย่างนั้นเช็กชื่อเลย ดาวค่ะ ดาว โอเค อ้นค่ะ ที่เหลือใครลูก จะได้ไม่ต้องเรียกเลย เฟิร์น เฟิร์น อริสรานะ ต่อไปลูก โบ๊ท วัชรพล โอเคค่ะ ต่อไปค่ะ บอล บอลแล้วก็เฟียส แค่นี้นะ ที่เหลือ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 อีก 3 คนนะ ถ้าอย่างนั้นครูไม่รอแล้วนะ เริ่มเลยนะคะ จะได้ไม่เสียเวลาพี่ล่ามด้วย คราวนี้หนังสือได้แล้วนะคะ เดี๋ยวไปรับกับคุณบอยได้เลย ร้านคุณบอย แล้วก็แจ้งวิชาวรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ แล้วก็ไปรับหนังสือได้เลย เล่มละ 100 บาท แต่ว่าจะต้องจ่ายช่วงกุมภาพันธ์ ปลายกุมภาพันธ์เลยนะคะ อันนี้ไปเอาหนังสือมาก่อน เพราะว่าเราจะได้... ของครูด้วยนะคะ คราวนี้ วิชานี้ ก็จะเป็นวิชาคนละวิชากับที่เราเรียนครั้งที่แล้วนะ แต่ว่าเราน่ะ ต้องเจอกัน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็เนื้อหาบางส่วนมันจะใกล้เคียงกัน ดังนั้น ก็เลยอยากให้เราน่ะตั้งสติ แล้วก็มีหนังสือครบทั้ง 2 เล่ม เพราะว่าหนังสือใช้คนละเล่มนะคะ แต่ว่าบางอันที่ครูพูดไปแล้วในอีกวิชาหนึ่ง ถ้าพูดซ้ำก็ให้ถือว่าเป็นข้อดีของเราไป ที่จะได้ทบทวนเนื้อหาในเรื่องนั้นนะ เพราะว่าเนื้อหาในรายวิชาจะเป็นพัฒนาการกับ… พัฒนาการวรรณคดีไทย วันพุธ ส่วนวิชานี้วรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ มันก็เลยจะค่อนข้างคล้ายกัน ก็คือวรรณคดีกับวรรณกรรม โอเคนะคะ คราวนี้ ครูจะทบทวนก่อน เพราะว่าตอนที่เราเรียนพัฒนาการวรรณคดี เรามีพูดถึงความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรมไปบ้างแล้ว ก็เลยจะทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าจะแบบผ่านไปแบบรวดเร็ว เอ่อ ทำไมเหรอคะ เดี๋ยวสักครู่นะคะ เหมือนสไลด์จะมีปัญหานิดหน่อย เหมือนกันกับ... โอเคค่ะ เรียบร้อยแล้ว มา เดี๋ยว… เดี๋ยวต่อเลยนะคะ เมื่อสักครู่ ครูพูดค้างไว้ที่ว่าเดี๋ยวจะทบทวนวรรณคดีกับวรรณกรรมนะ จากที่ย้ำไปว่าตอนที่เราไปสอนภาษาไทยเด็กนักศึกษาในอนาคตของเรานี่ เราก็ต้องพูดให้เด็กฟังให้ได้ว่าวรรณคดีคืออะไร วรรณกรรมคืออะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่าวรรณคดีกับวรรณกรรมนี่ ปัจจุบันแทบจะไม่ค่อยใช้แบบต่างกันเท่าไร เพราะในอดีตนี่ วรรณคดีครูบอกแล้วว่าถ้าพูดถึงความหมาย เขาจะใช้เป็นความหมายเชิงคุณภาพ ที่บอกว่าวรรณคดีก็คือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี ก็เลยจะเรียกว่า "วรรณคดี" อันนี้คือความหมายที่เป็นในเชิงคุณภาพ และความหมายที่แบ่งตามความหมายตามคำ นั่นก็คือคำว่า "วรรณะ" บวกคำว่า "คดี" ที่เอามาสมาสกัน มันก็จะแปลว่าแนวทางแห่งหนังสือ ซึ่งคำว่า "แนวทางแห่งหนังสือ" มันก็ไปตอบโจทย์กับเมื่อกี้แหละที่เป็นความหมายเชิงคุณภาพที่บอกว่า ก็ถ้าหนังสือเล่มไหนแต่งดี ก็จะได้เป็นแนวทางให้กับหนังสือเล่มอื่น ๆ ต่อไปได้ นี่ก็คือความหมายของวรรณคดีนะคะ ส่วนวรรณกรรม ก็คือหนังสือทั่วไป หนังสือหรืองานเขียนต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมาเรียกว่า "วรรณกรรม" ทั้งหมด ส่วนอีกการแบ่งแยกหนึ่ง ก็คือในส่วนของเวลา ที่บอกว่าวรรณคดีมันเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรขึ้นมา โดยเป็นการคัดเลือกว่าหนังสือเล่มไหนดี เล่มไหนควรได้รับการยกย่อง เช่น ยอดแห่งลิลิต ก็คือลิลิตพระลอ ยอดแห่งกลอนเสภา ก็อย่างเช่น ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น อันนี้ เขาก็เลยนับย้อนหลังไปว่า ดังนั้น หนังสือเล่มใดก็ตามที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ถอยหลังกลับไปก็คือ 6 5 4 3 2 1 สามารถเรียกว่าวรรณคดีได้ทั้งหมด ถึงจะไม่ได้รับการยกย่องตามรางวัลอะไรก็ตาม อันนี้ก็คือในแง่ของเวลานะคะ นี่ก็คือความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรม จริง ๆ พูดไปแล้ว แต่ว่าทบทวนให้เฉย ๆ นะคะ อันนี้ก็คือคุณภาพกับเวลาที่แบ่งความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรม ต่อไปคราวนี้ เข้าสู่เกี่ยวกับรายวิชาของเรา ก็คือการวิจารย์ การวิจารณ์นี่ แตกต่างจากการอ่านทั่วไปแน่ ๆ เพราะว่าถ้าคุณอ่านโดยทั่วไป เช่น ถ้าอ่านนิยาย คุณชอบอ่านมากเลย อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน อันนั้น เขาจะเรียกว่าอ่านเพื่อเสพ “เสพ” ก็คือเพื่อความสนุกสนาน อันนั้นก็คืออ่านเพื่อเสพ หรืออ่านหนังสือเรียน เพื่อเอาไว้ใช้ในการสอบ เพื่อเป็นการแบบอ่านแล้วจำอ่านแล้วจำ ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างเดียวนี่ อันนั้นก็เป็นอ่านอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าอ่านเพื่อวิจารณ์ เขาจะต้องใช้ทั้งหมด 3 วิด้วยกัน 3 วิในที่นี้ไม่ใช่วินาที แต่วิในที่นี้ก็คือ วิที่เป็นความหมาย วิที่เป็นความหมายแรกที่จะแปลให้เป็นการวิจารณ์ได้ ก็คือ 1. วิจารณ์ที่แปลว่าการแสดงความคิดเห็น วิที่ 2 ก็คือวินิจวิเคราะห์ ก็คือการแยกแยะพิจารณาอย่างละเอียด แล้ววิที่ 3 ก็คือวิพากษ์ ก็คือการตัดสินประเมินค่า ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร คำถาม นักศึกษาเห็นเพื่อนแต่งตัวมาวันนี้ นักศึกษามองว่าไม่สวย นักศึกษาก็เลยบอกเพื่อนว่า วันนี้เธอแต่งตัวไม่สวยเลย ใช้ครบ 3 วิหรือยัง ใช้ครบ 3 วิหรือยัง วันนี้เธอแต่งตัวมาไม่สวยเลย ใช้ครบ 3 วิหรือยัง ยัง ใช้แค่วิจารณ์อย่างเดียว ก็คือแสดงความคิดเห็นใช่ไหมคะ จริง ๆ น่ะ ของเราน่ะใช้อีกวิหนึ่งด้วย ก็คือตัดสิน ตัดสินเขาว่าไม่สวย แต่ถึงแม้ว่าจะใช้ไปตั้ง 2 วิ ก็ยังไม่ครบอยู่ดี โอเคไหม เพราะว่าเรายังขาดการวิเคราะห์ ซึ่งถ้าเราจะเรียกว่าวิจารณ์เพื่อนได้แบบถูกต้อง เราก็ต้องบอกเพื่อนว่าวันนี้เธอแต่งตัวไม่สวยเลย เพราะเสื้อสีนี้ไม่เหมาะกับเธอ เสื้อที่สวย เสื้อที่เหมาะกับเธอคือควรจะใส่สีนี้มากกว่า นี่คือกระบวนการของการวิจารณ์ คือการที่ต้องให้เหตุผลประกอบด้วย เพราะเราต้องเข้าใจว่าคำว่า "วิจารณ์" น่ะ ความหมายวิจารณ์มันไม่ได้เป็นความหมายเชิงบวกอยู่แล้ว ถ้าคุณจะไปวิจารณ์อะไรสักอย่างหนึ่ง มันไม่สามารถที่จะทำให้คนที่รับการวิจารณ์นี่ ยอมรับได้เต็มที่ หรือแม้กระทั่งคุณเขียนงานส่งอาจารย์ แล้วอาจารย์บอกว่างานชิ้นนี้ไม่ดี เอาไปเขียนมาใหม่ นี่ยังไม่รับการ… คุณยังไม่ได้รับการวิจารณ์ที่ถูกต้องจากอาจารย์นะคะ คุณรู้เอาไว้เลย แสดงว่าอาจารย์ยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด ยังไม่ได้ให้เหตุผลกับคุณ ฉะนั้น แน่นอนว่าความรู้สึกของคุณในตอนนั้นไม่ดีแน่ ๆ ถ้าได้รับสิ่งนี้ ฉะนั้น การวิจารณ์วรรณกรรม จึงต้องใช้การแสดงความคิดเห็น การพิจารณา แยกแยะ ให้เหตุผล รวมถึงการตัดสินให้ได้ด้วยว่างานชิ้นนั้นนี่ มันดีหรือไม่ดีอย่างไร คำถาม นักศึกษาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วนักศึกษาเอาไปบอกเพื่อนว่า เอาไปอ่านเสีย หนังสือเล่มนี้ดีมาก นักศึกษาใช้การวิจารณ์ วิเคราะห์ หรือวิพากษ์คะ เอาไปอ่านเสีย หนังสือเล่มนี้ดีมาก สำหรับเด็กหู วิที่ 1 วิที่ 2 หรือวิที่ 3 อันนั้น ทางนั้นเพื่อนตอบวิเคราะห์ คนอื่นตอบวิอะไร วิพากษ์ เพื่อนหูตอบอะไร วิ 1 วิเคราะห์ วิอะไร 1 เหมือนกัน ทางนี้ล่ะ 3 อ๋อ 1 เหมือนกัน อ๋อ โอเค ฉะนั้นคนที่ตอบ 1 ตอนนี้ผิด แต่คนที่ตอบ 3 ถูกนะคะ เหตุผลที่ถูก เพราะวิพากษ์คือการตัดสินแล้ว ฉะนั้น เมื่อกี้ ครูบอกว่า เราน่ะเอาหนังสือให้เพื่อนพร้อมกับบอกว่าเอาไปอ่านเสีย หนังสือเล่มนี้มันดี นั่นแสดงว่าเราน่ะ ตัดสินแล้วเรียบร้อยผ่านการตัดสินแล้วเรียบร้อย จึงอยู่ที่วิพากษ์ อีกคำถามหนึ่งนักศึกษาอ่านนิยายเรื่องพรหมลิขิต อันนี้ก็คือเพิ่งจบไปนะ สมมติว่าอ่านละกัน แต่อ่านหรือไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แต่สมมติว่านักศึกษาอ่านนิยายเรื่องพรหมลิขิต แล้วนักศึกษาก็เอาไปพูดกับเพื่อนว่า เธอ ตัวละครในเรื่องพรหมลิขิตนะ ไม่เห็นเหมือนกับตัวละครที่เขาเอาไปใช้ในการแสดงละครทีวีเลย อย่างเช่น พระเอก จริง ๆ พระเอกต้องนิสัยดีและมีเหตุผลมาก แต่ว่าในละครทีวีไม่มีเหตุผลเลย นักศึกษาใช้วิไหนในการวิจารณ์คะ วิเคราะห์ เพื่อนหูใช้วิไหนคะ เพื่อนหูใช้วิไหนเมื่อกี้ อะไรนะคะ วิ 2 วิเคราะห์ คนอื่น วิเคราะห์เหมือนกัน โอเค สรุปว่าส่วนใหญ่ตอบวิเคราะห์ ซึ่งถูกต้องนะคะ เพราะว่านักศึกษาก็คือ ใช้การพิจารณาใช้การวิเคราะห์ แยกแยะเป็นส่วน ๆ เรียบร้อยแล้ว แสดงว่าเราอ่านแล้วน่ะ เราสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าตัวละครแต่ละตัวลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร เราสามารถที่จะเอามาเปรียบเทียบกับละครทีวีได้ด้วยซ้ำ แสดงว่าการวิจารณ์ของคุณน่ะ จริง ๆ คุณใช้ทั้ง 3 วิเลยด้วยซ้ำ เมื่อกี้น่ะ คุณวิเคราะห์อันดับแรกน่ะ ถูกที่สุด แต่ว่าถ้ามองเป็นภาพรวม คุณสามารถใช้ได้ทั้ง 3 วิเลย เพราะคุณแสดงความคิดเห็นได้ด้วย ว่าพอเอาไปเปรียบเทียบกับอีกละครทีวีมันแตกต่างกัน แล้วก็สุดท้ายคุณสามารถวิพากษ์ได้ด้วยว่าตัวละครตัวนี้จริง ๆ มันดีด้วยซ้ำนะ แต่เอาไปแสดงปุ๊บ มันกลายเป็นไม่ดีเฉยเลย แต่แค่เราน่ะตอบวิเคราะห์เพราะว่าสุดท้ายมันโดดเด่นที่สุด เพราะคุณได้ผ่านการวิเคราะห์แล้วเรียบร้อยนะคะ ฉะนั้น ลักษณะที่ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้ คือลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม ที่ไม่ว่าคุณน่ะ จะอ่านหนังสือเล่มไหนก็ตาม แล้วคุณจะใช้การวิจารณ์วรรณกรรมได้ คุณต้องบอกเหตุผล บอกรายละเอียด แล้วก็บอกให้ได้ว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไรนะคะ จากที่ครูยกตัวอย่างไป ครูจะให้จำชื่อนี้เอาไว้ จำไว้ว่าถ้าครูน่ะพูดถึงใครพูดถึงอะไรและให้ดอกจันอะไร นักศึกษาดอกจันไว้เลย แสดงว่าต้องมีข้อสอบแน่ ๆ นะคะ คนนี้ก็คือ ดร.วิทย์ ศิวะศริยานนท์ อันนี้ให้ดอกจัน เหตุผล เพราะถ้าคุณเรียนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ หรือคุณไปสอนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ ชื่อนี้จะต้องมีปรากฏอยู่ในทุกหนังสือ เพราะคนนี้เป็นคนที่เขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์เล่มแรกของไทย เขียนเมื่อไหร่นั้นไม่ต้องสืบ เรายังไม่ได้เกิดแน่นอน อันนี้ก็คือเป็นผู้เขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์เล่มแรกของไทยนะคะ ซึ่งถ้าพิจารณาข้อความ จะสังเกตว่าถึงเขาจะเขียนยาวแค่ไหนก็ตาม มันก็สามารถสรุปได้แบบที่ครูสรุปให้เมื่อกี้ ว่าแบ่งเป็น 3 วินั่นแหละ นั่นก็คือการพิจารณาลักษณะคำประพันธ์ การแยกแยะส่วนประกอบ หยิบยกออกมาแสดงว่าไพเราะและและงดงามเพียงไร วิเคราะห์ความหมายบทประพันธ์นั้น ถ้าความหมายซ่อนเร้นอยู่ ก็ใช้ปัญญาอย่างให้เห็นทะลุปรุโปร่ง แสดงให้ผู้อ่านเห็นตาม ถ้าความหมายกระจัดกระจายก็พยายามปะติดปะต่อให้เป็นรูปเค้าพอที่ผู้อ่านจะเข้าใจได้ อันนี้ก็คือ เขาจะเขียนยาวแค่ไหนก็ตาม ก็สรุปสั้น ๆ ได้ว่าการวิจารณ์วรรณกรรม ก็คือ การแสดงความคิดเห็น การพิจารณาแยกแยะ แล้วก็การตัดสินประเมินค่านั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือสรุปการวิจารณ์วรรณกรรม ที่เราต้องได้เรียนในเทอมนี้ ที่เราต้องได้วิจารณ์ในเทอมนี้นะคะ คราวนี้ มาดูธรรมชาติของการวิจารณ์วรรณกรรม ธรรมชาติของการวิจารณ์วรรณกรรม ข้อไหนติ๊กถูกแสดงว่าใช่ ข้อไหนติ๊กผิดแสดงว่าไม่ใช่นะคะ ข้อแรกไม่ใช่งานเขียนที่แสดงความประทับใจ ฉะนั้น ถ้าเกิดว่าคุณจะเขียนชมอย่างเดียว นั่นไม่ใช่การวิจารณ์แล้ว คุณต้องยอมรับว่าไม่ได้มีใครเขียนดีไปเสียทุกคน ฉะนั้น หนังสือที่คุณหยิบมาวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดีไปเสียทุกเล่มก็ได้ นักศึกษาเริ่มจับกลุ่มแล้วก็หานวนิยายบ้างหรือยัง เริ่มหรือยัง มีกลุ่มไหนเริ่มหาบ้างแล้วคะ มีมอง ๆ ไว้อยู่ใช่ไหมคะ เรื่องอะไร โต๊ะโตะจัง เป็นแปลเหรอ เป็นหนังสือแปลใช่ไหมคะ อาจจะเดี๋ยวลองเอามาให้ครูดูก็ได้ว่าใช่นวนิยายไหม โอเค ครูให้ห้องนี้เป็นกลุ่มละกี่คนนะ กลุ่มละ 3 ใช่ไหม 3 โอเค ทีนี้ ก็ถ้าหาไว้ ก็เหมือนที่ว่านั่นแหละ ว่าหนังสือที่เราหามา เราอ่านแล้วสนุกก็จริง แต่บางที ลักษณะสิ่งที่เราจะวิจารณ์มันอาจจะไม่ได้ดีเสมอไปก็ได้ เช่น ตัวละครมันสมเหตุสมผลไหม นี่ 2 ถ้าเกิดว่าในนวนิยายที่คุณอ่านนี่ เขากำลังบรรยายว่า พระเอกมีฐานะยากจนมาก บ้านหลังเล็ก หลังคามุงกระเบื้อง นักศึกษาคิดว่าสมเหตุสมผลไหม ยากจน แต่บ้านหลังคามุงกระเบื้อง ไม่สมเหตุสมผลแน่ ๆ ใช่ไหม ถ้ามันยากจนขนาดนั้นก็ต้องหลังคามุงอะไร มุงสังกะสี มุงจากอะไรก็ว่าไป นี่ก็คือการวิเคราะห์วิจารณ์แล้ว ฉะนั้น เราสามารถที่จะหาได้ตั้งแต่แบบนี้เลยนะคะ นี่ก็คือไม่ใช่การเขียนประทับใจ แต่ถามว่าเออ ถ้ามันดีจริงเขียนชมได้ไหม ก็ได้แหละ ก็เขียนชมเขาไป แต่หมายถึงก็ไม่ได้ชมแบบอวยไส้แตกอย่างเดียวนะคะ แล้วก็ 2. ไม่ใช่การศึกษาตามอำเภอใจ ตามอำเภอใจก็คือจะเอาไปวิจารณ์อะไรก็ได้โดยที่เราไม่มีความรู้เลย มันก็เลยเป็นสิ่งที่เรานี่ ต้องมาเรียนอยู่ในขณะนี้ว่าเราต้องหาความรู้เกี่ยวกับการวิจารณ์ เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการวิจารณ์ของเราจริง ๆ เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าเราไม่ได้เรียนการวิจารณ์วรรณกรรม เราก็จะบอกแค่ว่าหนังสือเล่มนี้ดี เหมาะสมให้ผู้อ่านนำไปอ่าน จบ นี่ไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม แต่ถ้าคุณเรียนการวิจารณ์วรรณกรรมแบบคนมีความรู้ คุณต้องมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ดี ดีอย่างไร เหมาะกับเพศไหน วัยไหน เป็นต้นนะคะ อันนี้ก็คือยกตัวอย่างนะ ทีนี้การวิจารณ์วรรณกรรมต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่าชิ้นนั้นด้วย ก็ที่ครูพูดไปเมื่อกี้แหละว่าก็ในเมื่อมันไม่ใช่งานเขียนตามอำเภอใจไง มันต้องผ่านการคิด วิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่านะคะ ซึ่งจากสิ่งที่พูดถึงเมื่อกี้ก็เลยทำให้เรารู้ว่า การอ่านเพื่อวิจารณ์ ไม่ได้เหมือนกับการอ่านทั่วไป เพราะว่าการอ่านเพื่อวิเคราะห์ คุณต้องใช้การวิเคราะห์พิจารณาอย่างละเอียด แต่อ่านทั่วไป เช่น อ่านหนังสือสอบ เน้นจำอย่างเดียว บางคนเน้นจำอย่างเดียว จำได้ทำได้ บางคนบอกว่า ไม่ค่ะหนูน่ะเน้นวิเคราะห์ ถ้าวิเคราะห์ได้หนูถึงจะทำได้ ก็ใช่ แต่ก็มีบางคนอีกเหมือนกัน ที่เน้นอ่านแบบท่องจำนะคะ หรือแม้กระทั่ง หนูไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนค่ะ หนูชอบอ่านการ์ตูน อ่านนวนิยาย นั่นแหละก็คือคุณอ่านเพื่อเสพ ไม่ได้อ่านเพื่อวิจารณ์นะคะ ทีนี้หลักในการอ่านวิจารณ์ 1. เลย ต้องอ่านซ้ำหลายครั้ง เพื่อคร่ำครวญ คร่ำครวญหรือใคร่ครวญนะคะ เป็นการอ่านเพื่อที่จะให้เราหาจุดให้ได้ ถ้าอ่านรอบเดียวมันก็แค่เพื่อเสพ เช่น คุณอ่านแล้วคุณร้องไห้ตามพระเอก เพราะพระเอกตายตอนจบ นี่ก็คือคุณอ่านแบบตกหลุมพรางแห่งเวทนา เพราะว่ามันอินไง มันอินแสดงว่าเสพอยู่ โอเคไหม แต่ถ้าคุณอ่านเพื่อวิจารณ์ นั่นแสดงว่าคุณต้องไม่ใช่การเสพแบบนี้ คุณก็คืออ่านแล้ว เฮ้ย ทำไมพระเอกถึงตาย เราต้องหาเหตุผลให้ได้ อ๋อ เพราะว่าเป็นแบบนี้พระเอกถึงตาย หรือแม้กระทั่งอ่านนวนิยายเก่า ถ้าใครที่เคยอ่านแบบ... หรือใครที่เคยดูละครพีเรียดหน่อย นางร้ายจะร้ายแบบร้ายสุด ๆ ซึ่งความร้ายสุดของนางร้ายนี่ บางเรื่องก็จะมีที่มาว่า นางร้ายนี่ เคยเป็นแฟนของพระเอกมาก่อน เคยดูอะไรแบบนี้ไหม นางร้ายเคยเป็นแฟนของพระเอกมาก่อน แล้วก็วันหนึ่งพระเอกนี่ โดนจับแต่งงานกับนางเอก ซึ่งนางเอกเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วอยู่ดี ๆ พระเอกนี่ก็ต้องมาแต่งงานกับนางเอก นางร้ายก็เลยจำเป็นต้องร้าย และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พระเอกกลับมา แต่ว่าสุดท้ายก็อย่างว่าแหละ เขาตั้งเอาไว้แล้วไงว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นนางเอก มันก็เลยทำให้สุดท้ายพระเอกกับนางเอกได้คู่กัน ซึ่งถ้าเรามองแบบเสพงานทั่วไป เราก็จะบอกว่า เออ ก็สมแล้วล่ะ ที่นางร้ายแบบที่ไม่ได้คู่พระเอก แต่ถ้าคนมองแบบนักวิจารณ์ เขาก็จะมองว่า เออที่มาของความร้ายน่ะ เขามีเหตุผลของความร้ายนะ ก็เป็นเพราะว่าเขาโดนแย่งคนรัก เขาก็เลยทำให้จะต้องมาทำร้ายนางเอก ประมาณนี้นะคะ ทีนี้ พึงรู้เอาไว้รักการอ่านเพื่อวิจารณ์นี่ บางครั้งควรนำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อยุติ สามารถที่จะวิจารณ์ได้แบบเต็มรูปแบบ นำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นคุณต้องการที่จะวิจารณ์วรรณคดีเก่า ซึ่งวรรณคดีที่เขียนขึ้นในสมัยนั้นนี่ ผู้หญิงกับผู้ชายมีความไม่เท่าเทียมกัน แล้วอยู่ดี ๆ คุณจะมาเขียนแล้วบอกว่าคุณจะวิจารณ์บอกว่าวรรณคดีเรื่องนี้ไม่เหมาะสม เพราะทำไมผู้หญิงถึงต้องตกเป็นอะไรล่ะ ของเล่นของผู้ชาย ทำไมผู้หญิงจะต้องยอมทำตามผู้ชายทุกอย่าง ซึ่งถ้าคุณมองแบบนั้น ถ้าคุณตั้งคำถามแบบนั้น แสดงว่าคุณยังไม่เข้าสภาพสังคม ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งคุณวิจารณ์วรรณกรรมปัจจุบัน ที่ผู้หญิงสามารถแต่งงานได้หลายครั้ง ใครเคยดูละครสามีตีตราไหมคะ ที่พลอย เฌอมาลย์ เป็นนางเอก เคยดูใช่ไหม ซึ่งเป็น... เขาเรียกว่าอะไร ถือว่าเป็นละครยุคใหม่ที่ทำให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถแต่งงานได้หลายรอบใช่ไหม นางเอกแต่งงานหลายครั้งมาก จนสุดท้ายก็ได้มาพบรักที่แท้จริงกับพระเอกอะไรอย่างนี้ โดยถ้าคนที่เอาความคิดแบบโบราณไปวิจารณ์ละครเรื่องนี้ ก็จะมองว่านางเอกเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ที่ไม่เหมาะสม ที่จะได้รับความรักที่แท้จริง เหตุผลเพราะว่าเขาแต่งงานแล้วหลายรอบอะไรอย่างนี้ เพราะค่านิยมไทยผู้หญิงควรที่จะมีผัวเดียว ก็ว่าไป แต่พอมีคนอื่นมาอ่านงานของคุณ คุณอาจจะโดนวิจารณ์ต่อไปอีกก็ได้ว่า โถ ทำไมคุณไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เพราะยุคสมัยปัจจุบันนี่ ผู้หญิงกับผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน เปิดกว้างแล้ว ฉะนั้น ถ้าผู้ชายแต่งงานได้หลายครั้ง ผู้หญิงก็มีโอกาสที่จะแต่งงานได้หลายครั้ง เพื่อที่เขาจะมีรักที่แท้จริง มีครอบครัวที่สุขสมหวังที่แท้จริงบ้างเหมือนกันนะคะ อันนี้ก็คือเป็นเหมือนกับว่าถ้าคุณจะวิจารณ์ คุณต้องรู้จักการวิเคราะห์หรือการนำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และอีกอย่างหนึ่งที่บอกว่าการวิจารณ์วรรณกรรมไม่มีข้อยุติ ไม่มีข้อยุติหมายถึงสิ่งที่คุณคิดว่าวิจารณ์ว่าดีแล้ว มันอาจจะมีสิ่งที่ดีกว่าก็ได้ ดังนั้น ในรายวิชาของครู ถ้างานไหน คะแนนเต็มเท่าไร เกี่ยวกับการวิจารณ์วรรณกรรม ครูจะลดลงมา 1 คะแนน เช่น ถ้าคะแนนเต็ม 10 สูงสุดที่ครูจะให้ คือ 9 9 ในที่นี้ก็คือ… คือดีที่สุดของครูแล้ว แต่มันอาจจะดีได้กว่านี้อีก เพราะงานวิจารณ์วรรณกรรมมันยังไม่มีข้อยุติ มันอาจจะดีได้มากกว่านี้อีก แต่เผอิญว่าครูเป็นผู้ให้คะแนนในรายวิชานี้ไง ครูก็เลยจะให้สูงสุดแค่ 9 แต่เราไม่ต้องแบบไปตกใจว่าโหยอาจารย์ถ้าได้ 9 แล้วถ้าเกิดว่าอีกคะแนนเดียวของหนูจะได้ A จะทำอย่างไร ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้าเกิดว่าได้ 9 ขนาดนั้นคุณก็ต้องได้ A อยู่แล้วแหละ ไม่ต้องซีเรียสว่าคะแนนหายไป 1 คะแนนจะไม่ได้นะคะ อันนี้ก็คือเป็นเรื่องของการวิจารณ์วรรณกรรมนะ คราวนี้ ครูจะยกตัวอย่างนิดหนึ่งว่าการวิจารณ์วรรณกรรมนี่ มันจะมีบางอันที่เราก็มองแล้วเราก็สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้ มีใครได้ไปดูนาคี 2 ในโรงไหมคะ นาคี 2 ที่ ณเดชกับญาญ่าแสดง ไม่ได้ดูใช่ไหม ของห้องนี้คือชอบดูหนังโรงไหมนี่ ต้องถามก่อนว่าชอบดูหนังโรงไหม อ๋อ แบบดูอื่น ๆ ใช่ไหม โอเค ทีนี้ ครูจะวิจารณ์ฉากให้เราฟัง แล้วเราลองพิจารณาดูสิว่า เออมันสมเหตุสมผลไหม คำถามแรกเลย คุณคิดว่าบ้านเมืองที่มีพญานาคนี่ ภูมิประเทศควรเป็นแบบไหน อยู่ใกล้น้ำใช่ไหม 1. เลยอยู่ใกล้น้ำ 2. ด้วยความที่ว่าตามเรื่องเดิมนะ เขาจะพูดถึงว่าพระเอกกับนางเอกนี่ อยู่หมู่บ้านที่อยู่แถบจังหวัดที่มีปราสาท ที่มีปราสาทหิน เราก็เลยคืออาจจะเดาได้ว่า เออ มันอาจจะอยู่แถบบุรีรัมย์ หรือแถบสุรินทร์ หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ถูกไหม มันมีแบบแนวปราสาทหินโบราณอะไรอย่างนี้ คราวนี้ ฉากเริ่มต้นเปิดมาที่พระเอกได้ไป... ได้ไปบรรจุทำงานอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งจังหวัดนั้นนี่ เริ่มต้นด้วยการที่มีขบวนผีตาโขนขึ้นมา นักศึกษาคิดว่าขบวนผีตาโขนคือจังหวัดอะไร เลย คือมันมีที่เดียวจริง ๆ ในภาคอีสานที่ไม่ต้องสืบ ซึ่งครูก็เลยเอ๊ย อิหยังวะ คือจากที่เราเคยดูละครทีวีใช่ไหม ไม่ได้อยู่เลยนี่นา แต่ทำไมฉากแรกพระเอกถึงไปเปิดตัวที่จังหวัดเลย เพราะมันเดาเป็นอื่นไปไม่ได้หรอก มันเป็นได้แค่เลยทีเดียว คำว่า "ผีตาโขน" อะไรอย่างนี้ แล้วก็เพราะหากต่อมา หนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้คือพยายามที่จะบอกว่าที่นี่คือภาคอีสาน แล้วจะพยายามใส่ความเชื่อทุกอย่างของภาคอีสานเข้าไป ด้วยการที่เชื่อว่ามีพญานาค มีผี แต่สิ่งที่เขาใช้ในการแบบมาป้องกันพญานาคหรือกันผี คือ 1. ผู้ชายทาเล็บสีแดง ถ้าผู้ชายทาเล็บสีแดง ความเชื่อของเราภาคอีสานคืออะไร ผีอะไร ไม่ ผีแม่หม้าย ถ้าผู้ชายทาเล็บสีแดงจะกันผีแม่หม้าย แล้วอีกอันหนึ่ง เอาเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน คือกันผีอะไร เอาเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน ผีแม่หม้ายเหมือนกันใช่ไหม ถ้าแถวบ้านครูผีปอบด้วยน่ะ ทั้งผีปอบด้วย ผีแม่หม้ายด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีลวดหนามเอาไว้ตรงรั้ว คือกันผีอะไร ผีกระสือ ครูก็เลยรู้สึกว่าอิหยังวะ อิหยังวะ ทั้งเรื่อง คิดภาพออกไหม ด้วยความที่ว่าเราเรียนแบบการวิจารณ์น่ะ เราก็จะใช้พยายามดูอะไรแล้วเราก็จะพยายามดู ๆ ๆ ว่าเออมันมีความเหมาะสมไหม มันสมเหตุสมผลไหม มันก็แปลกตั้งแต่ที่ เออ เริ่มต้นที่พระเอกไปบรรจุแล้ว มีขบวนผีตาโขน และต่อมา นางเอกก็อยู่ในสถานที่ที่เป็นปราสาทหิน ซึ่งปราสาทหิน เฮ้ย แถบจังหวัดเลย มีไหมนะอะไรอย่างนี้ ครูก็แอบสงสัย แล้วยังมีความเชื่อต่าง ๆ ที่แทรกเข้าไป ที่ครูพูดนั่นแหละว่า เด็กผู้ชายทาเล็บสีแดง มีเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน มีลวดหนามอยู่ตรงลวด เพื่อที่จะแบบคือกันภูติผีต่าง ๆ ซึ่งครูก็มองว่า ไอ้ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับพญานาคใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ซึ่งพญานาคไม่ได้มีความเชื่อที่ต้องทำอะไรพวกนี้นะคะ ฉะนั้น ถ้าเอาหนังเรื่องนี้มาวิจารณ์นี่ มันสามารถวิจารณ์ได้แบบเต็มที่มากเลยว่าความไม่เหตุสมผลของอะไรหลาย ๆ อย่างนะ หรือบางคนที่บอกว่าเคยอ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ แล้วมันสนุกมากเลยนะคะ เขาบอกว่า CG น่ะดีมาก ๆ เลย CG สมจริงมาก ๆ คือ CG ที่เป็นรูปพญานาค ครูก็ไปดู ครูก็พยายามหาความสมจริงของ CG เหมือนกัน ซึ่ง CG ในที่นี้คือ CG พญานาคนะ ให้เราคิดแบบคนที่ความรู้ไม่สูงเลย ครูใช้คำนี้นะ คิดแบบคนที่ความรู้ไม่สูง นักศึกษาคิดว่าพญานาค พญานาคก็คือนาคที่คือเป็นเจ้าน่ะ เขาจะเรียกว่า "พญานาค" คิดออกใช่ไหม คล้าย ๆ กับคนน่ะ ถ้าคนที่เป็นระดับเจ้า เขาก็จะมีคำนำหน้านะ นาคที่เป็นงูใหญ่น่ะ ที่มันเป็นชนชั้นเจ้า เขาก็จะเรียกว่าพญานาคกับนาคเฉย ๆ ที่ไม่มีชนชั้น นักศึกษาคิดว่านาคกับพญานาคอะไรตัวใหญ่กว่ากัน พญานาค คือ คิดแบบที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย โอเคไหม แต่คราวนี้ พอไปดูหนังในโรงปุ๊บ นางร้าย นางร้ายนี่เคยเป็นคนมาก่อน เดี๋ยวต้องเท้าความว่านางเอกที่เป็นพญานาค เพราะว่าเขาเป็นธิดาของเจ้าอีกทีน่ะ คือเป็นนาคที่มีเชื้อเจ้าว่าอย่างนั้นเถอะ กับนางร้ายที่เป็นคนธรรมดาแล้วแค้นนางเอกมาก ก็เลยพยายามว่าถ้าฉันตายไป ขอให้ฉันไปเป็นนาค ฉันจะไปจัดการอีนางเอกให้ได้ อันนี้ก็คือความเป็นหนังน่ะนะ คราวนี้ นางร้ายได้เป็นนาคจริง ๆ สมใจ แล้วก็จะมีฉากที่ต่อสู้กันระหว่างนาคนางร้ายกับพญานาคที่เป็นนางเอก แล้วพอภาพที่เห็นของครู ก็คืออีนางร้ายใหญ่กว่านางเอกนะคะ ครูก็เลยแบบอิหยังวะทั้งเรื่องอีกแล้วคื ออิหยังวะจนถึงในตอนเกือบจะสุดท้ายของเรื่องนี่ ที่ทำไมนางร้ายถึงจะมาใหญ่กว่านางเอกได้อะไรอย่างนี้ มันก็ทำให้เราแบบฉุกคิดได้แล้วว่า บางทีน่ะ ถ้าเราพอมีความรู้อยู่บ้าง เมื่อกี้ถ้าพูดแบบที่ไม่มีความรู้ ของเราก็จะบอกว่าพญามันต้องใหญ่กว่านาคเฉย ๆ สิ ใช่ไหม แต่ถ้าเรามีความรู้ เราก็จะใส่เพิ่มเข้าไปอีกว่าคำว่า "พญานาค" มันหมายถึงอะไร ส่วนนาคเฉย ๆ นี่หมายถึงอะไร ฉะนั้น ขนาดตัวมันก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้เรานี่ แยกแยะได้ว่าอะไรคือพญานาค อะไรคือนาคแล้วก็สุดท้าย ก็แสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้มันไม่มีความสมจริง เป็นต้นนะคะ ก็เหมือนกัน ถ้าเราอ่านหนังสือ แล้วเราน่ะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ คุณก็จะสามารถเอาไปวิเคราะห์วิจารณ์ได้นะคะ ทีนี้มาดูความสำคัญและบทบาทของการวิจารณ์วรรณกรรมความสำคัญและบทบาทของการวิจารณ์วรรณกรรมนี่ ถ้าใครที่เคยอ่านบทวิจารณ์ บางคนจะเป็นสไตล์ว่ายังไม่กล้าหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน อยากอ่านรีวิวก่อน คือการวิจารณ์คือการรีวิวนะ อยากอ่านรีวิวก่อน ฉะนั้นคนที่รีวิว หรือนักวิจารณ์คนนั้นนี่ ผลกระทบแรกก็คือสามารถเป็นสื่อกลางสำหรับผู้อ่านกับผู้เขียนได้ ผู้อ่านก็คือเราไง ที่กำลังจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นมาอ่าน ผู้เขียน ก็คือคนที่เขียนหนังสือเล่มนั้น ฉะนั้น พอมีคนวิจารณ์ ก็จะสามารถทำให้เรานี่ อยากที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นมากขึ้นหรือน้อยลงก็ได้ นี่ก็คือเป็นสื่อกลางนะคะ 2. ช่วยสร้างให้ผู้อ่านเกิดปัญญา ความคิด ประสบการณ์ในด้านวรรณกรรม เช่น บางคนอ่านบุพเพสันนิวาส แล้วรู้สึกว่ามีประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะจังเลย ฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แล้วก็มีนักวิจารณ์ที่เขาเอาหนังสือเรื่องบุพเพสันนิวาสนี่ ไปวิจารณ์ โดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย อย่างเช่น พ่อของพระเอก อันนี้คือสมมตินะ พ่อของพระเอกนี่ ที่เป็นพระโหราธิบดี แล้วก็เขียนหนังสือจินดามณีที่เป็นตำราแบบเรียนเล่มแรกของไทยนี่ ก็อาจจะมีคนวิจารณ์ว่า นี่ ท่านได้เขียนหนังสือตำราแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก แล้วก็เป็นแนวทางให้กับหนังสือภาษาไทยในปัจจุบัน ในเรื่องน่ะ เขาไม่ได้บอกหรอกว่าพระโหราธิบดีทำอะไรบ้าง แต่นักวิจารณ์เขาอาจจะสามารถเขียนเพิ่มเติม วิเคราะห์ตัวละครตัวนั้นได้ดียิ่งขึ้นก็ได้ ดังนั้น จึงทำให้การวิจารณ์ในบางครั้งนี่ ทำให้ผู้อ่านเกิดสติปัญญาความรู้ความคิดก็ได้นะคะ หรือแม้กระทั่งช่วยให้มองเห็นทัศนะ แนวคิด หรือผู้เขียนที่มีต่อสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ก็ได้นะคะ บางทีผู้เขียนเขาอาจจะต้องการระบายอะไรบางอย่างลงไปในงาน คือ พูดออกมาตรง ๆ ไม่ได้ ก็เลยอยากจะระบาย ก็สามารถเขียนผ่านงานได้นะคะ คราวนี้ผลกระทบต่อผู้เขียน เราต้องมองภาพว่าคนเราน่ะ ธรรมชาติไม่ชอบการวิจารณ์ โดยเฉพาะในอดีต คนที่อ่านออกเขียนได้ มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้น ฉะนั้น ชนชั้นสูงนี่ จะยอมรับไม่ได้เลย ถ้ามีคนมาวิจารณ์งานของตัวเอง มันก็เลยกลายเป็นว่าผลกระทบต่อผู้เขียน มีตั้งแต่ข้อแรกเลย เชิงลบ เชิงลบก็คือไม่ยอมรับการติติงของผู้อื่น อันนี้คือครูใช้คำว่า "ในอดีต" นะคะ ย้ำ เพราะในปัจจุบัน งานวิจารณ์ค่อนข้างเป็นเชิงบวกมากขึ้น เชิงบวกก็คือเขาเปรียบเทียบว่างานเขียนที่ไม่มีการวิจารณ์ ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีปุ๋ย แปลว่าอะไรคะ อันนี้ใครสามารถตีความได้ บวกเพิ่ม 1 คะแนน งานเขียนที่ไม่มีการวิจารณ์ เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีปุ๋ย ใครสามารถตีความได้ บวกเพิ่ม 1 คะแนน มีไหมคะ ค่ะ ลอง ซึ่งถ้าเกิดว่ามีคนวิจารณ์ เราก็จะได้รู้ว่าข้อผิดพลาดนั้น เราจะเอาไปพัฒนาอย่างไรใช่ไหมคะ พิมพ์ชื่อเข้า LINE ได้เลยค่ะ พิมพ์ชื่อแล้วก็รหัส 3 ตัวท้ายเข้า LINE +1 แล้วก็พิมพ์คำว่า + 1 ดังนั้น ปัจจุบันนักศึกษาเห็นว่านักเขียนส่วนใหญ่แทบจะวิ่งหานักวิจารณ์ แทบจะบอกเลยว่าช่วยวิจารณ์งานฉันให้หน่อยสิ แถม ถ้า… ถ้าเราคิดไม่ออกว่าเฮ้ยมันงานวิจารณ์มันเป็นผลดีได้อย่างไร อย่าพูดถึงแค่งานเขียนเลย ปัจจุบันนี่ พวกดารานักร้องหรือใครก็ตาม ถ้ายิ่งโดนวิจารณ์เยอะ เป็นอย่างไรคะ ดังไหม ดัง ตอนนี้ก็มีใครคะ ที่กำลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ตอนนี้ก็ทีแรกซบเซาไปแล้วหนึ่งนะคะ แต่พอมีชื่อปุ๊บ ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ 1 แล้ว เทรนด์ X นะ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แล้วเรียบร้อยแบบนี้ เป็นต้น นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การวิจารณ์นี่ มันไม่ได้มีแต่ทางลบอย่างเดียวนะ ทางบวกมันก็มีเหมือนกัน หรือบางคนบอกว่าเอ้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนังสือ หนังสือบางเล่มน่ะ บางครั้งโดนวิจารณ์ในทางลบเยอะ คนก็อยากอ่านเหมือนกัน อยากอ่านว่า โหมันจะแย่ขนาดไหนเชียว เอามาอ่านดูสิ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทีนี้ สิ่งที่เรากำลังจะเป็น ก็คือจะเป็นนักวิจารณ์ ดังนั้น จึงต้องรู้จักว่านักวิจารณ์ที่ดีควรเป็นอย่างไรนะคะ ข้อแรกเลย ก็คือต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองจะวิจารณ์ ฉะนั้น หนังสือนวนิยายที่เราน่ะ จะหามาวิจารณ์นี่ เราก็ควรที่จะเอาที่ตัวเองชอบ คือเอาควรที่ตัวเองชอบ เพราะถ้าเราชอบปุ๊บ มันก็จะทำให้เรามีความรู้กับเรื่องนั้นในระดับหนึ่ง แล้วก็เราจะสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้อีกในระดับหนึ่งด้วยนะคะ 2. ต้องใช้ธรรมะ ติเพื่อก่อ แล้วก็วิจารณ์ด้วยความเห็นใจ ติเพื่อก่อ วิจารณ์ด้วยความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น หนังสือเล่มนี้ เราอ่านแล้วมันไม่ดี ถ้าเราบอกว่าติเพื่อทำลายนี่ เราก็จะบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ไม่สนุก ห้ามอ่านเป็นอันขาด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับมวลมนุษยชาติก็ว่าไป อันนี้คือติเพื่อทำลายเลยนะคะ แต่ถ้าติเพื่อก่อ เราก็อาจเช่น หนังสือเล่มนี้ ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เช่น การแนะนำตัวละคร ควรแนะนำอย่างไร อันนี้คือติเพื่อก่อ คุณก็ให้เหตุผลไปว่า มันไม่ดีนะ แต่ถ้าจะให้ดี ควรเป็นอย่างไรนะคะ แล้วก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เช่น ที่ครูยกตัวอย่างไปนั่นแหละ ว่าถ้าคุณจะมาวิจารณ์นวนิยายบางเล่มที่มันไม่โอเค ว่าทำไมผู้หญิงมีสามีหลายคนได้ นั่นแสดงว่าคุณไปเกิดในยุค... คุณเกิดผิดยุคแล้วแหละ เพราะยุคในปัจจุบันมันไม่เหมือนเดิมนะ หรือแม้กระทั่งบางคน เคยวิจารณ์ทองเนื้อเก้า ทองเนื้อเก้าที่เป็นเรื่องลำยองนะ ที่ครูเคยยกตัวอย่างไป ที่บอกว่าผู้หญิงกินเหล้าไม่ดี ซึ่งคนที่วิจารณ์แบบนี้ แสดงว่าเขายังอ่านไม่จบเรื่อง ซึ่งถ้าคนอ่านที่จบเรื่อง ก็จะเห็นว่าถ้ากินเหล้าเยอะ ผลของการกระทำมันจะเป็นอย่างไร กลายเป็นว่าจริง ๆ หนังสือเล่มนี้ มันดีนะ มันมีคุณค่า มันมีประโยชน์ แล้วก็เป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนได้นะคะ แล้วก็ควรใช้ภาษาที่สุภาพ และวิจารณ์ให้เป็นไปในเชิงความจริงเท่านั้น ไม่ควรวิจารณ์ไปในแค่ความคิดของตัวเองอย่างเดียว เอาความจริงมาใช้ในการวิจารณ์นะคะ คราวนี้ จบเนื้อหาของบทที่ 1 ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการวิจารณ์ แต่ครูจะให้นักศึกษาลองฝึกวิจารณ์แบบเบื้องต้นจริง ๆ ก่อน สัก 1 อันนะคะ อันนี้จะเป็นบทประพันธ์กวีนิพนธ์ กวีซีไรต์ บทประพันธ์นี้เป็นกวีซีไรต์ ปี 2535 พวกหนูเกิดหรือยัง ยังนะคะ บทกวีนี้พวกหนูยังไม่เกิด แล้วก็เป็นบทกวีที่ได้รับรางวัลด้วย ถึงจะยังไม่เกิด ครูก็อยากให้อ่าน เพราะว่าครูอยากจะรู้ว่า งานเขียนที่พวกหนูยังไม่เกิด กับสังคมที่พวกหนูเกิดแล้ว อยู่แล้วในปัจจุบันนี่ มันมีความแตกต่างกันไหม เดี๋ยวให้นักศึกษาอ่านในใจ แล้วครูจะมีคำถาม 3 ข้อนะคะ ข้อแรก เดี๋ยวเตรียมไว้ก่อนนะ ข้อแรก งานนี้ ลักษณะของการใช้ภาษาเป็นอย่างไร เห็นภาพหรือไม่ 1. ลักษณะการใช้ภาษาเป็นอย่างไร เห็นภาพหรือไม่ 2. งานนี้มีเรื่องราวอย่างไร ซึ่งมันก็จะต่อเนื่องกัน ถ้าเกิดว่าข้อ 1 คุณเห็นภาพใช่ไหม ข้อ 2 คุณก็จะต้องสามารถเล่าเรื่องราวได้ แต่นักศึกษาไม่ต้องตอบทุกข้อนะ ครูจะให้ตอบคนละข้อ คือให้เลือกเอาว่าอยากตอบข้อไหนนะคะ ถ้าข้อแรกตอบว่ามันเห็นภาพ มันเห็นภาพอย่างไร คุณก็แค่ยกตัวอย่างภาษาเฉย ๆ ข้อ 2 เล่าเรื่องราวโดยย่อ ว่าเรื่องนี่มันน่าจะเป็นอย่างไร ข้อ 3 เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร เดี๋ยวครูจะสุ่มเรียกนะคะ เรียกเพื่อนหูด้วยนะคะ เพื่อนหูก็เตรียมตัวด้วย 3 ข้อ เลือกเอา 1 ข้อ ตอบ อ่าน พิจารณา ให้เวลาถึง 10 โมงนะคะ ตอนนี้ 9 โมง 57 10 โมงแล้ว ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวจะเรียก เอ้ย ถามภาพรวมก่อนดีกว่า ถ้าใครอยากตอบข้อไหน แต่ถ้าไม่มีคนตอบเลยสักข้อ จะเรียกตอบนะคะ คือ เอาเป็นว่าใครตอบข้อไหนได้ มี 3 ข้อ มี 3 ข้อ ใครตอบข้อไหนได้ ให้เลือกตอบ 1 ข้อค่ะ ถ้าใครตอบเอง เป็นคะแนนพิศวาส แต่ถ้าใครที่ครูเรียกตอบไม่ได้ให้คะแนนนะคะ ถ้าตอบเอง ก็จะบวกเหมือนกับโบ๊ทใช่ไหม ของโบ๊ทก็ตอบเพิ่มได้นะ อย่างที่บอกว่าคะแนนของครูน่ะ คะแนนเต็มมันไม่ได้เต็มใช่ไหม ครูลดไป 1 คะแนน มันก็มีสัดส่วนพวกนี้แหละ ที่สามารถไปเติมเต็มของเราได้นะคะ มี 3 ข้อ ทวนคำถามอีกรอบหนึ่ง 1. ลักษณะภาษาที่ใช้เป็นอย่างไร 2. เรื่องราวในบทประพันธ์เป็นอย่างไร แล้วก็ 3. เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร ใครตอบข้อไหนได้ เลือกแค่ข้อเดียว ตอบค่ะ คือ เฟิร์นมองหน้าเหมือนจะตอบหลายรอบแล้ว คือครูก็เอ๊ะ คือมันจะตอบไหมนี่ คือมันมองหน้าเหมือนจะตอบหลายรอบแล้วนี่ คือข้างหลังด้วยไหม ค่ะ เอาข้อไหน เอาข้อ 2 เล่าเรื่อง เรื่องเป็นอย่างไรคะ แม่กำลังจะตายจริง ๆ ใช่ไหมคะ + 1 พิมพ์เพิ่มเข้าไปเลยค่ะ ถูกต้องหมดทุกอย่างเลยค่ะ เก่งมาก เห็นไหมได้แล้ว 1 แค้กล้าพูดก็ถูกแล้วนี่ คือ ถูกหมดเลย ก็คือเล่าเรื่องถูกหมดเลย ก็คือพระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์มากับเพื่อนใช่ไหม แล้วก็มีชาวบ้านตะโกนด่า แม่มันตายห่าหรืออย่างไร อะไรอย่างนี้ แล้วคราวนี้ก็ตัดภาพไปที่บ้านของเขา ที่มีแม่กำลังนอนป่วยอยู่ แล้วพ่อก็กำลังไหว้ อันนี้ก็คือจบแล้ว ครบทุกอย่าง นี่คือตามเนื้อหาเป๊ะ ๆ เลยค่ะ มีใครมีใครอยากตอบข้อ 2 เหมือนกัน แต่ขอเพิ่มเติมอะไรอย่างนี้ไหมคะ มีไหม ค่ะ พี่ล่ามเห็นไหม พี่ล่ามไม่เห็นใช่ไหม ให้ ๆ ๆ พี่ล่าม พูดให้ ค่ะ ค่ะ ค่ะ โอเคค่ะ + 1 พิมพ์ชื่อตัวเองเข้าไปในกลุ่ม LINE พิมพ์เข้าไปเลย ค่ะ มีใครตอบข้ออื่นอีกไหมคะ ลักษณะเป็นข้อ 1 นะ ภาษาที่ใช้ ค่ะ เช่น ๆ โอเคค่ะ ถูกต้องเป๊ะทุกอย่างนะคะ เก่งมาก พิมพ์ชื่อเข้าไป นี่โอเคมากแล้วนะ เพราะว่านี่ที่พูดมาไม่มีผิดเลย คือ ถูกหมดเลย ก็คือภาษาที่ใช้ค่อนข้างเห็นภาพ แล้วก็เหมือนกับเล่นทั้งเสียงวรรณยุกต์ เสียงพยัญชนะใช่ไหม ฉิว ฉิว หวิว หวิว ปลิวผ่านหน้า ฉิวฉิวไหวไหว อันนี้ ได้หมดเลย เมื่อกี้ คือเฟิร์น จะตอบ ตอบเหอะ เรานี่ หา เหลือเรานี่ คือดูท่าทางเหมือนจะตอบนี่ เมื่อกี้พิมพ์ชื่อเข้าไปด้วยนะลูก ค่ะ มีใครจะเพิ่มไหมคะ เอาเพิ่มข้อเดียวกันก็ได้ หรือว่าจะเป็นข้อ 3 ก็ได้ค่ะ ข้อ 3 สะท้อนภาพสังคมอย่างไร เอาไหมคะ อืม แล้วเขา... เป็นพระ ไม่สมควรที่จะมาขับมอเตอร์ไซค์ จริง ๆ ก็ได้แหละ แต่ว่ามันได้อีกน่ะ คือให้แหละ ให้ ๆ ๆ คะแนนไปข้าง ๆ เหมือนอยากต่อเพิ่มน่ะ ค่ะ อยากเพิ่มข้อไหนคะ ค่ะ อืม ให้ ๆ ได้อีกเอาแบบสรุปสั้น ๆ ด้วยก็ได้ เอาแบบว่าสรุปนะคะ สังคมเราควรทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอย่างไร อะไรประมาณนี้ โอเค จากภายนอก โอเคค่ะ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการนะคะ สั้น ๆ จบ ๆ ง่าย ๆ พิมพ์เข้าไปได้เลย อันนี้เป็นคะแนนพิศวาสบวกเพิ่ม นักศึกษาไม่ต้องกลัวว่าครูจะไม่ให้จริงนะคะ ครูก็คือเอาคะแนนนี่ให้จริงนั่นแหละ เพราะว่าก็คืออย่างที่ครูบอกไป ว่าคะแนนน่ะ เวลาที่เขียนงานวิจารณ์ส่ง บางครั้ง ถ้าเป็นงานวิจารณ์นะ มันอาจจะไม่ได้เต็ม 10 แต่ถ้าเป็นงานนำเสนอหน้าห้อง พวกประวัติการวิจารณ์วรรณกรรม ครูให้เต็มได้ แต่ถ้าเป็นงานวิจารณ์ ครูอาจจะมีลด 1 คะแนน คือ แค่ 1 คะแนนเท่านั้น แต่คำว่า "1 คะแนน" ในที่นี้นักศึกษาก็สามารถหาเพิ่มได้ จากที่ตอบคำถามนี้แหละนะคะ เพราะว่าครูก็บวกเพิ่มให้อยู่แล้ว ดังนั้น บทประพันธ์นี้ ถ้าเกิดว่าเราน่ะ มองเป็นภาพว่า เฮ้ย มันเป็นงานเขียนในอดีต ปี 2535 เราก็จะมองแค่ว่ามันเป็นงานเก่ามาก แต่ถ้าเรามองภาพเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน คุณว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันยังใช้ในปัจจุบันได้ไหมคะ ใช้ได้ คือ ปี 2535 ได้รับรางวัลกับปี 2567 ในปัจจุบันที่กำลังเขียน กำลังอ่านอยู่นี่ ครูอ่านแล้วครูรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันเลย ทุกวันนี้ก็ยังมีพระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ หรือแม้กระทั่งขับรถยนต์ไปชนคนก็ยังมีอยู่ หรือแม้กระทั่งที่เป็นข่าวบอกว่าพระสงฆ์ขับรถเมา แล้วก็ไปชนเขา ก็ยังมีอยู่เหมือนกัน ทุกอย่างมันมีอยู่หมดเลย แต่สิ่งที่มีเหมือนกัน ที่คู่ขนานกันก็คือสังคมเราน่ะก็ยังมองคนที่ภายนอกอยู่ เช่น ในเรื่องนี่ พระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อน 2 ไวมากก็จริง แต่เผอิญ ไอ้ที่ชาวบ้านตะโกนด่าว่าแม่มึงจะตายห่าหรืออย่างไรน่ะ มันดันเป็นเรื่องจริงเสียด้วยสิ คือแม่เขาน่ะ กำลังจะตายจริง ๆ เสียด้วยสิ แต่สิ่งที่เราอาจจะวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ เมื่อกี้เราวิเคราะห์ในมุมที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์เพราะมันผิด มันก็ถูก ไม่ผิดนะคะ อันนี้ก็ถูกเหมือนกัน กับอีกอันหนึ่งที่วิเคราะห์ว่า คนเราอย่ามองคนที่ภายนอกก็ถูกอีกเหมือนกัน นี่ก็คือเป็นทั้ง 2 อย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ กับอีกอย่างหนึ่ง มีบางรุ่นเขาตั้งคำถามเพิ่มเติมจากที่เราพูดเมื่อกี้ ว่าอาจารย์ แล้วตกลงนี่ คำว่า "สงฆ์หนุ่มมิอาจข่มสะท้านใจ และกอดแม่ร่ำไห้ สงฆ์เกลือกหน้ากลิ้ง เกลือกอกโยมหญิงแม่เอย” นี่ มันทำได้ด้วยเหรอ ห้องนี้มีใครเคยบวชไหม ผู้ชายเคยบวชหรือยัง เคยบวชแล้ว เป็นอย่างไรคะ ทำได้ไหม บวชจูงเฉย ๆ แม่นบ่ [เสียงหัวเราะ] แล้วของเราเคยบวชหรือยัง ของโบ๊ทเคยบวชหรือยัง บวชหน้าไฟเหมือนกัน บวชจูงเหมือนกัน อันนี้ก็เลยยังไม่ได้แบบรู้ลึกใช่ไหม มีรุ่นพี่บางรุ่น ที่เขา… ที่เขาเหมือนกับว่าอยู่กับพระกับเจ้าน่ะนะ พวกภาษาไทยจะเป็นพวกสายผี สายปอบ นักศึกษา ก็จะเป็นแบบแนวอยู่กับพระกับเจ้า เขาก็บอกว่าอาจารย์ จริง ๆ แล้วน่ะ มันทำได้ คืออันนี้ครูพูดในฐานะที่ครูเป็นผู้ไม่รู้ แล้วก็รับมาอีกทีหนึ่งนะ มันอาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้ ครูต้องขอออกตัวไว้ก่อน เผอิญว่าเด็กนักศึกษาคนนั้น เขาพูดเหมือนเขารู้แหละ เขาก็อยู่กับพระมา เขาก็เลยบอกครูว่าจริง ๆ ทำได้ ทำได้ ก็คือถ้าเกิดว่ามันเป็นขั้นวิกฤตจริง ๆ ประมาณนี้นะคะ แต่อีกคนหนึ่งที่อยู่กับพระกับเจ้าเหมือนกัน ก็แย้งเพื่อนมาอีกว่า แต่เป็นพระ มันต้องตัดทางโลกทุกทางไง ถึงคุณจะบอกว่ามันวิกฤตจริง ๆ เพราะแม่กำลังจะตายแล้ว แต่ในเมื่อคุณเป็นพระ คุณก็ต้องตัดทางโลก มันก็ไม่ถูกอยู่ดี นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่า นี่ การวิจารณ์มันก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่เรื่อย ๆ จริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าเราน่ะเขียนงานวิจารณ์ไปแล้ว อาจารย์ขา หนูคิดว่าหนูเขียนดีที่สุดแล้ว ทำไมหนูถึงได้แค่นี้คะ ก็ในเมื่อคนที่อ่านแล้ว อาจจะมองว่ามันอาจจะมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้นั่นเองนะคะ เราก็ต้องยอมรับในจุดนี้ ฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ ก็คือเราน่ะ เขียนให้มันดี เขียนเหตุผล ให้สมเหตุสมผลเท่านั้น แต่ครูดูภาพรวมแล้ว ก็จากที่ตอบคำถาม ครูก็ค่อนข้างสบายใจในระดับหนึ่งว่า เหตุผลที่เราให้มา มันก็เป็นเหตุผลที่เอาไปเขียนได้จริงนะคะ เดี๋ยวค่อยเก็บความรู้ของเราวันนี้ค่อย ๆ เก็บประสบการณ์เรื่อย ๆ ไปเขียนงานของตัวเองนะคะ จบ วันนี้ อ๋อ ๆ ยังไม่จบเสียทีเดียว เดี๋ยวลืม ๆ มีอีก มีอีกบทหนึ่ง แต่บทนี้ คือบทเมื่อสักครู่เป็นบทที่สะท้อนภาพสังคม แต่บทนี้ ครูอยากให้เราสังเกตชื่อผู้แต่ง กับเนื้อหาที่เขาใช้ เดี๋ยวจะอ่านให้ฟัง ฉันไปตลาดมืดซื้อ... เดี๋ยวขอโทษนะคะ ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธ เพื่อซื้อนิวเคลียร์ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดค้าไม้ เพื่อซื้อโลงศพ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดขายดอกไม้ เพื่อซื้อดอกไม้ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดค้าอิสรภาพ เพื่อซื้อสันติภาพ มาฝากเธอ ที่รัก แต่มันไม่เคยมีขาย ผู้แต่งคือซะการีย์ยา อมตยา โดยบทกวีนี้ เป็นบทกวีซีไรต์เหมือนกัน แต่เป็นบทกวีซีไรต์ที่รวบรวมเอาไว้ ในเล่มที่ชื่อว่า ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ทวนอีกครั้งหนึ่งนะคะ เมื่อกี้ปี 2535 นะ ปีนี้ปี 2553 ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธ เพื่อซื้อนิวเคลียร์ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดค้าไม้ เพื่อซื้อโลงศพ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดขายดอกไม้ เพื่อซื้อดอกไม้ มาฝากเธอ ที่รัก ฉันไปตลาดค้าอิสรภาพ เพื่อซื้อสันติภาพ มาฝากเธอ ที่รัก แต่มันไม่เคยมีขาย นักศึกษาคิดว่าในบทนี้ คำว่า "ที่รัก" เขาต้องการพูดถึงชู้สาวจริงไหม พูดถึงความรักในทางชู้สาวจริงไหมคะ จริงไหม ไม่ คนนั้นไม่ อันนี้ คืออะไรนะคะพี่ล่าม คิดว่าไม่ใช่ แล้วคิดว่าอะไร เดี๋ยวขอถามเพื่อนหูก่อนนะคะ แป๊บหนึ่ง เป็นคนในครอบครัว อ๋อ น่าจะเป็นคนในครอบครัว ของเรา เหมือนเป็นผู้ตลาดเสรี ที่เกี่ยวกับ แล้วเขาอยากจะพูดถึงอะไร อะไรนะ [เสียงหัวเราะ] อืม โอเค มันเป็นแบบคือทั่วไป คือตลาดทั่ว ๆ ไปใช่ไหม มีใครอยากจะเพิ่มอะไรอีกไหมคะ มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น จะรอดูว่าใครจะมีเค้าถูกนะคะ ทำไม มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีการสู้รบไหม แต่ยังไม่มีการสู้รบ คนละแบบเลยนะ คือ 2 คนมาคนละแนวเลยนะ มีใครจะเข้าข้างฝ่ายไหนไหมคะ ประชดประชันอะไรคะ อืม ประชดประชันอย่างไร ว่าจะซื้อของพวกนี้ให้เธออย่างนี้เหรอ อืม เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เดี๋ยวถามเพื่อนหูอีกนิดหนึ่ง มีเพิ่มเติมไหม โอเคนะคะ ถ้า อะไรนะ ไม่มีแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะคะ ครูจะให้นักศึกษาสังเกตกับสิ่งที่ครูย้ำไปนิดหนึ่งว่า ผู้แต่งก็คือซะการีย์ยา อมตยา ซึ่งแค่ชื่อนี่ เราก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนไทยหรือเปล่า คือ คำถามแรกก็คือคนไทยหรือเปล่า แล้วก็พอมาอ่านปุ๊บ มันก็จะเหมือนกับว่า เอ๊ะ มันน่าจะเป็นความขัดแย้งไหม เพราะว่าทำไมมันดูมีอาวุธ ทำไมมันดูมีโลงศพ ก็น่าจะเข้าเค้าของโบ๊ท ที่พูดถึงความขัดแย้งใช่ไหม แต่คราวนี้ พอเรารู้อันนี้แค่ผิวเผิน มันมีโลงศพ มันมีความตาย เนื้อหานี่ มันก็จะไปเข้าเค้ากับเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่าเนื้อหามันน่าจะเป็นแนวประชดประชันไหมคะอาจารย์ ใช่ มันมีเนื้อหาแนวประชดประชันจริง ๆ แต่ความหมายที่แท้จริงของบทประพันธ์นี้นะคะ บทประพันธ์นี้ เอามาจากความคิดความรู้สึกของผู้แต่งที่เกิดอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาไม่ใช่คนที่เป็นคนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ไม่ใช่ภาคใต้ธรรมดาด้วย แต่เป็นคนที่เกิดอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการสู้รบกันอยู่เนือง ๆ ในประเทศไทย คือ ไม่ค่อยสงบสุขเท่าไรน่ะ เขาก็เลยเหมือนกับระบายความในใจของเขาผ่านบทกวี ว่านี่ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธ เพื่อซื้อนิวเคลียร์ มาฝากเธอ ที่รัก มันเป็นสิ่งที่หายากมากเลย แต่แถวเขา แต่แถวที่เขาอยู่น่ะ มันหาได้น่ะ 2. พอมีอาวุธนิวเคลียร์ปุ๊บ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นการทำลายล้าง มันก็นำไปสู่วรรคที่ 2 เอ้ย วรรคที่ 2 ที่บอกว่า ฉันไปตลาดค้าไม้เพื่อซื้อโลงศพมาฝากเธอที่รัก ในเมื่อมันมีอาวุธสงคราม มันก็นำไปสู่ความตาย พอนำไปสู่ความตาย ก็นำไปสู่วรรคที่ 3 ฉันไปตลาดค้าดอกไม้ เพื่อซื้อดอกไม้ มาฝากเธอ ที่รัก มันใช่ดอกกุหลาบทั่วไปไหม ไม่ใช่แน่ ๆ เพราะว่ามันต่อเนื่องจากโลงศพ อันนี้ก็น่าจะเป็นดอกไม้ไว้อาลัยอะไรประมาณนี้นะคะ แล้วก็สุดท้าย ฉันไปตลาดค้าอิสรภาพ เพื่อซื้อสันติภาพ มาฝากเธอ ที่รัก แต่มันไม่เคยมีขาย นั่นก็คือเขาจะบอกว่าแถวที่เขาอยู่น่ะ มันมีทุกอย่างเลย อาวุธสงครามก็หาได้ ความตายก็หาได้ แต่สิ่งที่เขาหาไม่ได้เลย ก็คือสันติภาพ ความสุข อิสรภาพ ที่ที่เขาอยู่นั่นเองนะคะ ฉะนั้น บทประพันธ์ทั้ง 2 บทนี่ มันจะแตกต่างกันตรงที่ว่า อันหนึ่งสะท้อนสังคมจ๋าไปเลย ไม่ต้องดูผู้แต่งก็ได้ แต่อีกอันหนึ่ง อันที่ 2 บางครั้ง เราต้องใช้การศึกษาผู้แต่งด้วย ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เราจะได้เข้าใจบทประพันธ์มากขึ้นนะคะ นี่ก็คือเป็นที่มา ว่าทำไมการวิจารณ์ต้องใช้การศึกษา ความรู้ ด้วยถึงจะสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้นะคะ จบบทที่ 1 ยากไหม พอได้ไหม พอได้อยู่ ทำไมยิ้มแหย ๆ [เสียงหัวเราะ] ทำไมยิ้มแหย ๆ พอได้อยู่นะคะ เออ เดี๋ยวค่อย ๆ เพิ่มสเต็ปไป เดี๋ยวสัปดาห์ถัดไปจะเป็นประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมเสร็จแล้ว จะให้นักศึกษามานำเสนอประวัติของประเทศไทย เดี๋ยวจะสั่งงานเป็นรายสัปดาห์ไปอีกทีหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ หนังสือไปรับได้แล้วนะคะ ไปรับได้เลยนะคะ จบ วันนี้มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ไม่มีนะ ไม่มีแหละนะคะ โอเค ถ้าอย่างนั้นหัวหน้า หัวหน้าค่ะ ค่ะ โอเคค่ะ เจอกันวันพุธ เป็นตอน... สัปดาห์หน้าวันพุธออนไซต์นะคะ สัปดาห์หน้าวันพุธออนไซต์ [สิ้นสุดการถอดความ]