(อาจารย์) เอามาลองเชื่อมก่อน ให้มาลองเชื่อม ให้ส่งเข้า LINE แล้วก็มาเข้า LINE สัปดาห์ที่แล้วที่ไปดูหนัง สัปดาห์ที่แล้วที่ไปดูหนัง รู้เรื่องไหมคะ เพื่อนหูรู้เรื่องไหม เข้าใจใช่ไหม คังคุไบ (เจ้าหน้าที่) เครื่องนี้ใช่หรือเปล่าครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ เอา… (เจ้าหน้าที่) อ๋อ โอเค ได้ ได้ครับ เดี๋ยวผมดูให้ มีสไลด์ไหมครับ หรือว่า (อาจารย์) มีค่ะ ของนักศึกษา (เจ้าหน้าที่) อ๋อ ให้นักศึกษานำเสนอ (อาจารย์) ใช่ค่ะ (เจ้าหน้าที่) อ๋อ ได้ครับ (อาจารย์) ไมค์ต้องไป (เจ้าหน้าที่) อ๋อ โทษทีครับ เดี๋ยว… สัญญาณเข้าอยู่ครับ โทรหาล่าม ได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ โอเค (อาจารย์) มาเร็ว ๆ ค่ะ เดี๋ยวเสียเวลา ใช่ค่ะ แล้วหนูก็มาเชื่อม LINE ตัวเองลูก แล้วหนูก็มาเปิดตรงนี้ ตรงนี้ หนูเข้า LINE ตัวเองได้เลย ของทุกกลุ่มไหม อ๋อ แสดงว่าเน็ตยังไม่เข้าหรือเปล่า ยังไม่เข้าเน็ต มี 3 กลุ่ม คนหนึ่งขาหัก อีกคนไม่ค่อยเข้าเรียน แบ่งกันอย่างไร ทีนี้ ทำไมช้า อ๋อ มันเป็น PowerPoint ลอง Save เป็น PDF (นักศึกษาชาย) เป็น PDF ครับ (อาจารย์) อ๋อ เป็น PDF (นักศึกษาชาย) มันไม่ค่อยมีสัญญาณ (อาจารย์) มาแล้ว ๆ โอเค PowerPoint สวยงาม เพื่อน ๆ ให้ตั้งใจฟังเพื่อนนะคะ เพราะว่าอันนี้ถือว่าเป็นเนื้อหาในบทเรียน แล้วก็หลังจากที่เพื่อนนำเสนอเสร็จ ครูจะอธิบายเสริมในแต่ละยุคสมัยด้วย แล้วก็ในขณะที่อธิบายอาจจะมีคำถามแล้วเป็นคะแนนพิศวาสด้วยนะคะ คาบนี้ มีคะแนนพิศวาสเยอะ เพราะว่ามันเป็นปฏิบัติ แล้วมันต้องเขียน ไม่รู้ว่าเราจะเขียนได้ดีแค่ไหน แต่เอาคะแนน… ให้ได้ (นักศึกษาชาย) น่าจะได้เท่านี้นะครับอาจารย์ (อาจารย์) ใช้ไมค์ด้วยนะลูก ไมค์ โอเค (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับพวกผม กลุ่มที่ 1 นะครับ กลุ่มประวัติศาสตร์ เอ้ย กลุ่มประวัติและการวิจารณ์วรรณกรรมสมัยสุโขทัย อยุธยา และธนบุรีครับ เหตุการณ์เกี่ยวกับวรรณคดีสมัยสุโขทัย สุโขทัยเป็น... สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยมีพ่อขุน... พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยางกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ได้ร่วมกันกำจัดอิทธิพลของขอมออกไปจากเมืองสุโขทัย แล้วสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีและได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์ทรงพระนามว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ใน พ.ศ. 1792 การปกครองระบอบครอบครัวหรือพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์มีความใกล้ชิดกับราษฎรมาก จึงเรียกพระมหากษัตริย์ว่า "พ่อขุน" ต่อมาภายหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับราษฎรแตกต่างไปจากเดิม พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากขึ้น มีฐานะเป็นธรรมราชา ใช้หลักธรรมราชา ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นหลักธรรมในการปกครอง เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับวรรณคดีสมัยสุโขทัย มีการขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง มีการประดิษฐ์อักษรไทย มีการผลิตเครื่องถ้วยชามสังคโลก มีการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรใกล้เคียง ในช่วงนี้ บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ ราษฎรอยู่กันอย่างสงบสุข หลังจากสมัยของพระองค์แล้วอาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง เพราะพระมหากษัตริย์ให้ความสนใจในด้านพระพุทธศาสนามากกว่าด้านอื่น ๆ อาณาจักรสุโขทัยเริ่มหมดอำนาจลงและถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปเสวยราช ณ เมืองพิษณุโลก ใน พ.ศ. 2006 นับเป็นอันสิ้นสุดของอาณาจักรสุโขทัย วรรณกรรมสมัยสุโขทัยครับ ก็จะมีศิลาจารึก แล้วก็สุภาษิตพระร่วงครับ การวิจารณ์วรรณกรรมในสมัยสุโขทัยนะครับ ก็คือเป็นการบรรยายสภาพบ้านเมืองวัฒนธรรม สังคม และการอบรมศีลธรรมครับ แล้วก็เป็นวรรณคดีประยุกต์ ไม่ได้มุ่งความบันเทิงมากเท่าไรครับ แล้วก็เป็นทำนองแต่งเป็นร้อยแก้ว ใช้คำไทยโบราณ บาลีสันสกฤต และเขมรครับ (นักศึกษาหญิง 1) ค่ะ เหตุการณ์เกี่ยวกับวรรณคดีในสมัยอยุธยานะคะ ภาพแรกจะเป็นภาพวาดจินตนาการของพระเจ้าอู่ทอง ที่กำลังควบคุมการสร้างเมืองกรุงศรีอยุธยาให้เป็นราชธานีค่ะ เมื่อปี พ.ศ. 1983 ณ บริเวณเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบัน เป็นภาพที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนะคะ ขณะเสด็จยกทัพไปตีเมืองมะละกาค่ะ ซึ่งเป็นหัวเมืองรายทางเข้าของสวามิภักดิ์ค่ะ เนื่องจากมะละกานะคะ เป็นส่วนหนึ่งของหัวเมืองมลายูค่ะ ที่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมแก่การเป็นเมืองท่า เป็นศูนย์กลางสำคัญบริเวณคาบสมุทรมลายู ในการติดต่อค้าขายกับต่างชาติค่ะ ดังนั้นนะคะ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงส่งกองทัพไปบุกตีเมืองมะละกาใน พ.ศ. 1998 เพื่อต้องการได้เป็นเมืองขึ้นต้องการได้เป็นเมืองขึ้น ภาพที่ 3 นะคะ จะเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนะคะ ทรงทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เมื่อปี พ.ศ. 2135 ค่ะ พระมหาอุปราชาก็ได้สิ้นพระชนม์บนคอช้างค่ะ ภาพที่ 4 นะคะ เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ หัวหน้าคณะทูตฝรั่งเศสนำพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชค่ะ และโน้มน้าวให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ค่ะ อุปถัมภ์… เพื่อให้เป็นองค์อุปถัมภ์การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และขอสิทธิพิเศษทางการค้าค่ะ วรรณกรรมในสมัยอยุธยานะคะ ก็จะมีลิลิตโองการแช่งน้ำ ลิลิตยวนพ่าย มหาชาติคำหลวง ลิลิตพระลอ แล้วก็มีตำราเรียนเล่มแรก ก็คือจินดามณีค่ะ แล้วก็มีกำสรวลสมุทร และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า การวิจารณ์วรรณกรรมในสมัยอยุธยานะคะ จะเน้นไปทางศาสนา พิธีกรรม แล้วก็พระมหากษัตริย์ค่ะ ในยุคนี้นี่ถือเป็นยุคทองของวรรณคดีเลยค่ะ แล้วก็จะให้ความบันเทิงและก็เรื่องเกี่ยวกับศาสนาค่ะ (นักศึกษาหญิง 2) ต่อไปนะคะ เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับวรรณคดีสมัยกรุงธนบุรีนะคะ พ.ศ. 2310 พระยาวชิรปราการทรงกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2 ให้กับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ พระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" และสถาปนากรุงศรี… กรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงศรีอยุธยาค่ะ เพราะว่าอยุธยาได้เละไปหมดแล้วนะคะ โดนเผาจนทำอะไรไม่ได้แล้ว พระเจ้าตากทรงเห็นว่าถ้ายังทนอยู่บ้านเมืองเดิมไม่น่าจะไหว ก็เลยต้องย้ายมาอยู่กรุงธนบุรีฝั่งกรุงเทพฯ นะคะ ในขณะที่เดินทางมา หารายทางมาด้วย ตีเมืองนั้นเมืองนี้มาด้วย ตีเมืองที่ชื่อว่าเมืองจันทร์ เพราะว่าต้องการรวบรวมไพร่พลเพื่อที่จะมาอยู่กรุงธนบุรีค่ะ ต่อมา พ.ศ. 2321 นะคะ โปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาไว้ที่กรุงธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐ์ไว้ที่วัดอรุณฯ ส่วนพระบางคืนไปในรัชกาลที่ 1 ค่ะ ต่อมา พ.ศ. 2323 เกิดจลาจลในเขมร โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาพระมหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระองค์เจ้าจุ๊ย ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จ ก็เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน หลวงสรวิชิตผู้ที่แต่งอิเหนาคำฉันท์ค่ะ และวรรณคดีในยุคกรุงธนบุรีก็ซึ่งมีน้อย แต่ก็มีค่ะ เพราะว่ามีเวลา 15 ปีในการครองราชย์ สิ่งของหนังสือต่าง ๆ ไม่มี เพราะว่าถูกทำลายจากพม่าไปหมดแล้ว วรรณคดีวรรณกรรมในยุคสมัยกรุงธนบุรี จึงเป็นสมองของคนกรุงศรีมาเขียนอีกที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องแรก คือ เรื่องรามเกียรติ์ และต่อมา พ.ศ. 2325 สมเด็จพระเจ้าตากสิ้นมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2525 กรุงธนบุรีได้สิ้นสุดลงค่ะ วรรณกรรม วรรณกรรมสมัยกรุงธนบุรีนะคะ เรื่องแรกจะเป็นเรื่องรามเกียรติ์ แล้วก็เป็นคำ... คำฉันท์สอน… กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ค่ะ การวิจารณ์วรรณกรรมในสมัยกรุงธนบุรี เป็นยุคที่ฟื้นฟูวรรณกรรมของชาติขึ้นมาใหม่ ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวรรณคดีสมัยอยุธยา มีการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแทรกอยู่ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนค่ะ สมัยกรุงธนบุรีจะไม่แตกต่างจากอยุธยาเท่าไรนะคะ กลุ่มของพวกเราขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ (นักศึกษาหญิง 3) สวัสดีค่ะ พวกเรากลุ่มที่ 2 นะคะ สมัยกรุงรัตน... สวัสดีค่ะ พวกเรากลุ่มที่ 2 นะคะ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นค่ะ เริ่มรัชกาลแรกนะคะ รัชกาลที่ 1 สมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกค่ะ หรือชื่อว่า "ทองด้วง" รัชกาลที่ 1 มีร้อยกรองและร้อยแก้ว ร้อยแก้วมีลักษณะเปลี่ยนแปลงจากเดิม ซึ่งส่วนมากเป็นพงศาวดารและเทศนาค่ะ สไลด์ต่อไปค่ะ เกิดเรื่องแปลของพงศาวดาร จีน มอญ และอิหร่าน คือ สามก๊กราชาธิราช และนิทานอิหร่านราชธรรม เป็นผลให้วรรณคดีต่างชาติมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยมากขึ้น นอกเหนือจากวรรณคดีอินเดียและชวา จึงทำให้เกิดวรรณคดีในรูปของงานแปลแพร่หลายค่ะ เป็นสมัยฟื้นฟูวรรณคดี โดยรวบรวมต้นฉบับไม่ให้สูญหาย และซ่อมชำระของเก่าสมัยอยุธยา ส่งเสริมให้แต่งวรรณคดีขึ้นใหม่ เพื่อประดับพระนครค่ะ นอกจากนี้ยังฟื้นฟูด้านการละครและศิลปกรรม... พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้นำในการกวี ทรงพระราชนิพนธ์เอง และทรงสนับสนุนให้กวีอื่นแต่ง และทรงอุปถัมภ์กวีในราชสำนักค่ะ เนื้อเรื่องของวรรณคดีสมัยนี้ เป็นแนวทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและศีลธรรมอันดี เช่น พระไตรปิฎก ไตรภูมิโลกวินิจฉัย มหาเวสสันดรชาดก ลิลิตศรีวิชัยชาดก นิทานอิหร่านราชธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสังคม เช่น กฎหมายตราสามดวง ลิลิตยาตราเพชรพวง เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง เช่น พระราชพงศาวดารสามก๊ก ราชาธิราช เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง นิราศเสด็จไปรบพม่าที่นครศรีธรรมราช ความบันเทิง เช่น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา ดาหลัง และอุณรุท และบทมโหรีเรื่องกากี สมัยรัชกาลที่ 2 นะคะ สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยค่ะ เป็นยุคทองวรรณคดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ค่ะ การกวีรุ่งเรืองที่สุดในรัชกาลนี้นะคะ ศึกสงครามกับพม่าก็เริ่มเบาบางลงค่ะ ทำให้พระมหากษัตริย์มีเวลาที่จะทำนุบำรุงศิลปะแล้วก็วรรณคดีของชาติด้วยการฟื้นฟูค่ะ ที่เรียกเป็นการฟื้นฟูนะคะ ก็เพราะว่ามีการนำเอาเนื้อหาวรรณคดีสมัยอยุธยามาแต่งเพื่อเป็นการอนุรักษ์วรรณคดีเก่าค่ะ จะเห็นได้ว่ามีการนำบทละครเรื่องอิเหนานะคะ เรื่องรามเกียรติ์มาแต่งขึ้นใหม่ค่ะ อีกสำนวนหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับการเล่นละครโดยสอดคล้องกับท่ารำและก็บทเพลงจึงเป็นการปรับปรุงการละครควบคู่กับวรรณคดีค่ะ กลอนมีลักษณะเฉพาะตัวนะคะ ได้มีการเพิ่มคำสัมผัสใน ทำให้มีความไพเราะมากขึ้น วรรณคดีทุกประเภท ทั้งวรรณคดีประเภทศาสนา ขนมธรรมเนียมประเพณี ยอพระเกียรติ และวรรณคดีประเภทบันเทิง แล้วก็บทละคร ก็จะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ระเบียบวินัยเพื่อความสุขของสังคมค่ะ และความบันเทิงของประชาชน มีการซ่อมวรรณคดีที่ขาดหายไป เช่น มหาชาติคำหลวง และก็ขุนช้างขุนแผนค่ะ สุนทรภู่นะคะ กวีเอกในสมัยรัชกาลที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 2 นะคะ สุนทรภู่ได้รับราชการในกรมพระอาลักษณ์ แล้วก็เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยค่ะ จนได้แต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้และใกล้ชิดและรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่นะคะ นำเอาเรื่องลักษณวงศ์ที่เป็นนิทานมาแต่งใหม่และนำเอาเรื่องสวัสดิรักษาคำฉันท์ที่เดิมเป็นกาพย์มาแต่งใหม่ให้เป็นกลอน เพราะว่าของเดิมไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรค่ะ ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่ก็มีมากมายหลายเรื่องค่ะ เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ และเพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสุริยาแล้วก็พระอภัยมณีค่ะ ต่อมานะคะ จะเป็นรัชกาลที่ 3 ค่ะ ในสมัยนี้นะคะ ยังคงอนุรักษ์เหมือนรัชกาลที่ 1 ค่ะ และรัชกาลที่ 2 นะคะ เนื่องจากวรรณคดีที่สำคัญอันของชาติได้รับการฟื้นฟูไปมากแล้ว ใน 2 รัชกาลที่ผ่านมา วรรณคดีในรัชกาลที่ 3 จึงไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไรค่ะ มีเอกสารสิ่งพิมพ์เกิดขึ้นครั้งแรกนะคะ คือ ประกาศเรื่องห้ามสูบฝิ่นโดยหมอบรัดเลย์ค่ะ และออกหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรกชื่อบางกอก… คำไหนคะ โดยหมอบรัดเลย์ค่ะ พิมพ์ผิดเหรอ (นักศึกษาหญิง 4) ถูกแล้ว อ่านผิด (นักศึกษาหญิง 3) โดยหมอบรัดเลย์ (นักศึกษาหญิง 4) หมอบรัดเลย์ (นักศึกษาหญิง 3) มันไม่… ก็ดูมันเขียนนี้ผิดไง (นักศึกษาหญิง 4) ถูกแล้ว (นักศึกษาหญิง 3) หมอบรัดเลย์ หมอบรัดเลย์เหรอ (นักศึกษาหญิง 4) บรัดเลย์ (นักศึกษาหญิง 3) โดยหมอบรัดเลย์ค่ะ (นักศึกษาหญิง 4 ) อ่านใหม่เลยหรือเปล่านี่ (นักศึกษาหญิง) อ่านใหม่เลยนะคะ เอกสารสิ่งพิมพ์เกิดขึ้นครั้งแรกนะคะ คือ ประกาศเรื่องห้ามสูบฝิ่นค่ะ โดยหมอบรัดเลย์ค่ะ และออกหนังสือพิมพ์ไทย (อาจารย์) เมื่อกี้ หมอบบรัดเลย์ (นักศึกษาหญิง 3) บรัดเลย์เหรอ ทำไมคือเขียนรัดเลย์ล่ะ (นักศึกษาหญิง 4) ก็นี่ บ ใบไม้ (นักศึกษาหญิง) หมอบ หมอบรัดเลย์ (อาจารย์) มันเป็นหมอบได้อย่างไร (นักศึกษาหญิง 3) มันไม่ใช่หมอบเหรอ (นักศึกษาหญิง 4) หมอ ก็นี่ บ ใบไม้ มันไม่ใช่อยู่อันเดียวกัน (นักศึกษาหญิง 3) อ๋อ หมอบรัดเลย์ (นักศึกษาหญิง 4) หมอ ไม่ใช่หมอบ (นักศึกษาหญิง 3) โดยหมอบรัดเลย์ค่ะ และออกหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรกชื่อ Bangkok Recorder และไม่นิยมนะคะ ต่อมาในรัชกาลที่ 3 นี้นะคะ ได้มีการประชุมจารึกวัดเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์เริ่มใน พ.ศ. 2347 ค่ะ โดยพระองค์จะได้ถือเป็นแหล่งรวมวิชา มีภาพเขียนบนฝาผนัง รูปปั้นความรู้ใดที่เห็นว่ามีประโยชน์นะคะ ก็ทรงโปรดไว้ที่จารึกบนฝาผนังเอาไว้ค่ะ ต่อมานะคะ พระองค์ได้จึง… ได้เปิดราชสำนักนำความรู้มอบให้ประชาชนโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดโพธิ์จึงได้รับสมญานามว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และประชุมจารึกวัดโพธิ์ ก็เลยเป็นเหมือนการวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินว่าวรรณกรรมชิ้นใดที่ดีเด่น มีคุณค่าสมควร ได้รับคัดเลือกจะจารึกไว้เพื่อให้ความรู้และสติปัญญาแก่พลเมืองค่ะ กลุ่มดิฉันก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณค่ะ (นักศึกษาหญิง 5) ค่ะ ของหนูเป็นสมัยรัตนโกสินทร์นะคะ รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 ค่ะ ค่ะ สมัยแรกนะคะ เป็นสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ ลักษณะของวรรณคดีไทยที่แต่งในสมัยนี้นะคะ เป็นวรรณคดีที่มุ่งแสดงเนื้อหาในทางศิลปะในรัชกาลนี้ค่ะ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำทางการศึกษาและการวิพากษ์วิจารณ์ในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้คำ ใช้ภาษา การเปลี่ยนชื่อ การตั้งชื่อ และการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนาค่ะ ตัวอย่างการตั้งชื่อและทรงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนานะคะ ก็คือพระพุทธบาทค่ะ อยู่ที่จังหวัดสระบุรี แล้วก็ตำนานการสร้างพระแก้วมรกต วัดพระศรีรัตนศาสดารามค่ะ จากการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองนะคะ ทำให้การวิจารณ์ในยุคสมัยช่วงนี้ มีทั้งวิจารณ์แบบมุขปาฐะ และการวิจารณ์ที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีการการวางกฎเกณฑ์การใช้คำ มีการวางกฎเกณฑ์การใช้คำวรรณกรรมมีไม่มากนัก เหล่ากวีใช้ราชสำนัก แต่ยังคงแต่งวรรณคดีในแนวอนุรักษ์ เช่นเดียวกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นค่ะ และวรรณคดีในแนวอนุรักษ์นะคะ เป็นบทละครรามเกียรติ์ ตอน พระรามเดินดงค่ะ แล้วก็ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนะคะ รูปแบบวรรณคดีไทยเปลี่ยนแปลงจากร้อยแก้ว... จากร้อยกรองสู่ร้อยแก้วในรูปแบบต่าง ๆ มีการใช้คำในการเปลี่ยนแปลงจากรูปศัพท์สูง ๆ ที่มีรากฐานจากภาษาบาลีสันสกฤต สู่วิธีการพูดวิธีการคิดแบบฝรั่งเศส นิยมใช้คำยืมจากภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสค่ะ มีการออกหนังสือและทำนิตยสารต่าง ๆ และตัวอย่างนะคะ ก็คือเป็นนิตยสารไทยในรัชกาลที่ 5 ค่ะ เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือน ชื่อว่า “กุลสัตรี” ค่ะ (นักศึกษาชาย 2) สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครับ การวิจารณ์วรรณกรรมไทย หลังจากได้รับอิทธิพลจากตะวันตกในช่วงแรกยุค มี… เริ่มมีการวิจารณ์แบบแต่งล้อ และวิจารณ์โดยการแก้ไขเนื้อหาของเรื่องเดิมให้เป็นไปตามความต้องการของตนครับ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการสร้างสรรค์วรรณกรรมไทย คือ การนำรูปแบบของงานเขียนจากตะวันตกเข้ามาเผยแผ่ ได้แก่ เรื่องสั้นนวนิยาย บทละครครับ บทละครพูดครับ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดจัดตั้งให้วรรณคดีสโมสรในปี พุทธศักราช 2457 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแต่งหนังสือที่ดี พิจารณาและยกย่องหนังสือดีเด่นให้เป็นแบบอย่างได้ การวิจารณ์วรรณคดีเป็นกิจกรรมสำคัญยิ่งของวรรณคดีสโมสร เป็นการส่งเสริมการแต่งวรรณคดีทุกประเภทให้พยายามรักษาภาษาไทยครับ วรรณคดีสโมสร เป็นการตั้งตราพระราชกฤษฎีกา พระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ได้สาระประโยชน์ โดยคัดเลือกหนังสือชั้นเลิศในการประพันธ์ประเภทต่าง ๆ 5 ประเภทดังนี้ครับ 1. บทกวีนิพนธ์ 2. บทละครไทย 3. นิทาน 4. ละครพูด 5. ความอธิบายครับ ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ครับ (อาจารย์) จบครบหมดทุกกลุ่มแล้วนะคะ จะบอกว่าแต่ละกลุ่มที่นำเสนอมีประโยชน์น้อย ยังไม่ได้มีประโยชน์มากเท่าไรนะคะ เท่าที่การนำเสนอควรจะเป็นนะคะ คือ 1. เลย การนำเสนอ ก็คือเราไม่ควรที่จะยืนอ่านอย่างเดียว โดยเฉพาะคนสุดท้ายที่ยืนอ่านแบบไม่ได้หันหน้าไปหาคนชมด้วยนี่ คนฟังด้วยนี่มันยิ่งอะไรก็ไม่รู้น่ะ หันหน้าไปทางประตูแล้วก็โทนเสียงเดียวไปอีก 1. นอกจากคนจะไม่ฟังแล้ว 2. มันยังไม่มีอะไรที่น่าสนใจด้วย ฉะนั้น การนำเสนอในหัวข้อนี้ 10 คะแนนนะคะ ให้เรารู้เอาไว้ว่ายังไม่ได้ดีทุกกลุ่มนะ มันจะมีการนำเสนออีก 2 ครั้ง อีกครั้งหนึ่ง ก็คือเดี๋ยวพอเราไปเรียนนวนิยายกับเรื่องสั้น ครูจะให้อ่านเรื่องสั้น แล้วก็ออกมานำเสนอให้เพื่อนฟัง เอามาพูดให้เพื่อนฟังว่าเรื่องสั้นของตัวเองที่ได้รับเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็อีกอันที่ 2 ก็คือนำเสนอนวนิยายซึ่งนำเสนอนวนิยายนี่ ครูคิดเป็นคะแนนสอบกลางภาคทั้งหมด 20 คะแนน ฉะนั้น ที่ครูบอกว่า เอ้า ให้คุณเริ่มไปอ่านนวนิยาย แล้วก็ให้ไปเตรียมทำงานเสีย ฉะนั้น ให้รู้เอาไว้เลยว่านอกจากการทำงานที่คุณต้องวิจารณ์นวนิยายแล้วนี่ เวลาออกมายืนหน้าห้องนำเสนอ ไม่ควรที่จะยืนอ่านอย่างเดียวนะคะ อันนี้คือเอาไว้ว่าจะพยายามเข้าใจว่าอันนี้เป็นการนำเสนอครั้งแรกที่เราได้เจอกัน แต่ว่าถ้ามีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ให้ปรับขึ้นนะคะ ทีนี้ครูขอพูดเพิ่มเติม เนื้อหาเพิ่มเติมของทุก ๆ กลุ่มนะ ตั้งแต่กลุ่มแรก ก็คือสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี นักศึกษาได้เอาหนังสือมากันไหม ดูประกอบด้วยก็ได้ เผื่อครูมีคำถามที่อยู่ในหนังสือ ก็หาคำตอบแล้วก็ยกมือตอบตอบครูได้เลยนะคะ เพราะว่าครูก็จะเอาคำถามในหนังสือนั่นแหละ ถามเรา อย่างน้อยคะแนนนำเสนอไม่ดีเท่าไร แต่คะแนนตอบคำถามเป็นคะแนนพิศวาสก็เอาไว้บวกเพิ่มได้นะคะ เริ่มจากสุโขทัย ทีแรกเพื่อนำเสนอไปเป็นพื้นของเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นในสมัยสุโขทัย แล้วก็วรรณคดีที่มีปรากฏในสมัยสุโขทัยนะคะ เราโชคดีหน่อยตรงที่ว่าเราเรียนทั้งพัฒนาการวรรณคดีไทย กับวรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ในเทอมเดียวกัน แล้วผู้สอนคนเดียวกัน ฉะนั้น ครูก็จะพูดไปในทิศทางเดียวกันให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันสัมพันธ์สอดคล้องกันไปหมดนะ วรรณคดีไทยที่เพื่อนพูดถึงในสมัยสุโขทัยก็จะมีอยู่ 4 เรื่องใช่ไหมคะ อันนี้จำง่ายสุด เพราะว่าจะมีที่โดดเด่นแล้วก็มีการเขียนบันทึกไว้จริง ๆ นี่ 4 เรื่อง แต่ถ้านับเอาจริง ๆ ครูก็จะบอกว่านักวิชาการปัจจุบันเขาไม่ได้พูดถึงขั้นว่ามี 4 เรื่องแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมันจะมีเรื่องสุดท้าย ก็คือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือว่าตำรับนางนพมาศน่ะ ที่เขาบอกว่ามีแนวโน้มที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยก็ได้ เพราะว่าลักษณะภาษาเขียนที่ใช้ เป็นภาษาที่น่าจะอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์มากกว่านะคะ แต่ใด ๆ ก็คือยังไม่ได้มีหลักฐานที่ฟันธงชัดเจนอยู่ดีนั่นแหละ ว่าตกลงแล้วอยู่ในสมัยไหนกันแน่ ก็เลย เวลาเราเรียนเกี่ยวกับวรรณคดีสุโขไทยก็เลยน่าจะเป็นสุโขทัยไปก่อนนะคะ ก็เราเรียนในฐานะของนักศึกษาที่ไม่ใช่เด็กประถม มัธยมแล้ว เราจะไปเป็นครูสอนต่อ เราก็เอาไว้ไปบอกเด็กต่ออีกด้วยเหมือนกันก็ได้ว่ามันก็ยังคลุมเครืออยู่นะ มันยังไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นนะคะ ทีนี้พอมาพูดถึงการวิจารณ์วรรณกรรม เมื่อกี้พูดถึงในมุมของวรรณคดี วรรณกรรม พอมาพูดถึงมุมการวิจารณ์วรรณกรรม เราจะสังเกตว่ายุคสุโขทัยยังไม่ได้ปรากฏหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรมที่ชัดเจน โอเคนะคะ ฉะนั้น ถ้าพูดถึงการวิจารณ์วรรณกรรมตั้งแต่สุโขทัย จะเริ่มต้นจากคำว่า "สุโขทัยยังไม่ได้ปรากฏหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม" เหตุผลก็เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงของการสร้างบ้านเมืองอยู่ สร้างความเจริญ เราจะเห็นว่าในยุคสุโขทัยนี่ มีทั้งความพยายามสร้างอักษรไทยใช่ไหม อย่างเช่น พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย แล้วก็พยายามสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม ดังนั้น จึงเป็นยุคแห่งการสร้างสรรค์มากกว่าการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ อันนี้คือยุคสุโขทัย ต่อมาอยุธยา อยุธยานี่ระยะเวลายาวนานมาก ฉะนั้น อะไรต่าง ๆ จะเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาเยอะมาก หรือแม้กระทั่งวรรณคดีวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนกัน ก็เยอะเช่นเดียวกัน ดังนั้น ขอถามเป็นคะแนนพิศวาสหน่อยแล้วกัน ให้ยกตัวอย่างวรรณคดีในสมัยอยุธยามาคนละ 1 เรื่อง เอา 3 คนค่ะ ค่ะ คนที่ 1 อะไรนะคะ ลิลิตยวนพ่ายค่ะ คนที่ 2 อะไรนะคะ วรรณคดี วรรณคดี รามเกียรติ์ คนที่ 3 ลิลิตโองการแช่งน้ำ จบครบ 3 คน เอาใครดี พิมพ์… เขาเรียกว่าอะไร ให้จดเลขที่ไว้ให้ครูหน่อย เมื่อกี้มีเพื่อน 3 คนบอกเลขเพื่อน 3 ตัวท้ายนะคะ เอา 3 ตัวท้าย อันนี้เป็นคำถามที่ 1 นะ คราวนี้ ในสมัยอยุธยานี่มีวรรณคดีหลายเรื่อง แล้วเขาก็จะแบ่งยุคสมัยด้วยว่ามีอยุธยาตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย เรื่องที่ครูกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ถือว่าเป็นหลักฐานในการวิจารณ์วรรณกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ เรื่องนั้นก็คือเรื่องจินดามณี จินดามณีแต่งโดยใครในสมัยใด ยกมือค่ะ คะแนนพิศวาสนะคะ บวกเพิ่ม จินดามณีแต่งโดยใครสมัยใดข้างหลังค่ะ ได้ไหมคะ ใครเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น โอเคค่ะ บอกเลขที่เพื่อนได้เลย จินดามณี แต่งโดยพระโหราธิบดีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นะคะ ที่ต้องพูดถึงจินดามณีนี่ เพราะว่าในสมัยอยุธยา นักวิชาการเขาพยายามเคลมว่าจินดามณีนี่ น่าจะเป็นหลักฐานในการวิจารณ์วรรณกรรมได้ เพราะในจินดามณีนี่ ในหนังสือจินดามณีจะแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาคแรกก็คืออักขรวิธี อักขรวิธี ก็คือพวกอักษรไทยทั้งหลายน่ะ พวกพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์พวกนี้ ภาคที่ 2 ก็คือว่าวจีวิภาค วจีวิภาค ก็คือการประสมคำ ประสมประโยค ก็คือการสร้างคำสร้างประโยคนั่นแหละ คิดภาพว่าตอนที่เราเริ่มเปลี่ยนภาษาไทยครั้งแรกน่ะ เราก็จะเริ่มต้นเรียนจาก ก ไก่ ข ไข่ ไปก่อน แล้วก็ค่อยมาเรียนสระ แล้วก็ค่อยมาเรียนวรรณยุกต์ แล้วก็ค่อยมาเรียนว่าแล้วสระผสมกันจะเป็นอย่างไรบ้าง เช่น ก -า กา ก ไ- ไก ไม้เอก ไก่ ก -า ก กาก ก็จะเริ่มผสมคำไปเรื่อย ๆ พอมีประสมคำเสร็จปุ๊บ ก็เริ่มเอาอะไรล่ะ มีทั้งคำที่รวมกัน 2 คำ มันสามารถที่จะเป็นคำอื่นได้ไหม เมื่อกี้มีไก่ แล้วก็มีกาก พอร่วมกันเอ้าเป็นกากไก่ เอ้า หิวขึ้นมา แต่งเป็นประโยคได้ไหม ฉันหิวกากไก่ ฉันชอบกินกากไก่ นี่ก็คือการเรียนของภาษาไทยถูกไหมคะ ซึ่งจินดามณีก็เป็นลักษณะเดียวกัน เพราะจะเริ่มต้นจากอักขรวิธี ก็คือพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์เหมือนกัน วจีวิภาค ก็คือการสร้างคำสร้างประโยคเหมือนกัน แล้วก็ภาคสุดท้ายเป็นภาคฉันทลักษณ์ ภาคสุดท้ายนี่แหละ ที่นักวิชาการอนุมานว่า น่าจะเป็นหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม เพราะพระโหราธิบดีนี่ไม่ได้สอนแค่รูปแบบของฉันทลักษณ์เท่านั้น ว่าโคลงสี่สุภาพนี่ต้องมีกี่คำ ต้องมีบังคับ เอก 7 โท 4 ไม่ได้เป็นแค่นั้น แต่ว่าพระโหราธิบดีมีการคัดเลือกเอาบทประพันธ์ที่อยู่ในวรรณกรรมที่เด่นในช่วงอยุธยาตอนต้นนี่ มาใส่เป็นตัวอย่างด้วย เช่น โคลงสี่สุภาพ มีรูปแบบฉันทลักษณ์แบบนี้ มีบังคับเอก 7 โท 4 นะ ยกตัวอย่างเช่น เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย โอเคนะคะ อันนี้ก็คือการยกตัวอย่าง พอยกตัวอย่างมาแบบนี้ปุ๊บ นักวิชาการเลยบอกว่านี่แหละ ไอ้การที่เอามายกตัวอย่างนี่แหละ มันคือผ่านการคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ แล้วก็วิจารณ์ก็คือแสดงความคิดเห็นมาแล้วว่าสิ่งนี้มันดี บทประพันธ์นี้ดี ก็เลยเอามาใส่ไว้ในหนังสือจินดามณีนั่นเองนะคะ แต่อาจจะไม่ใช่การเขียนโดยตรงแบบปัจจุบันว่าบทประพันธ์นี้ดีอย่างไร เพราะอะไร คือยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะต้องยอมรับว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา เขาก็ยังไม่ได้ใช้คำว่า "การวิจารณ์" หรือยังไม่ได้เรียนรู้การวิจารณ์แบบเต็มรูปแบบเหมือนเรานะคะ นักวิชาการเลยใช้การอ่านแค่อนุมานเฉย ๆ ว่านี่ไง มันใช้ 3 วิ วิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วก็วิพากษ์ซึ่งเป็นลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม เอามาใช้ในหนังสือจินดามณีได้นั่นเองนะคะ คราวนี้ต่อมายุคที่ 3 กรุงธนบุรี ก็อย่างที่เพื่อนบอกไปนั่นแหละ ว่ายุคสมัยนี้ก็คือตอนกรุงศรีอยุธยานี่ มันแตกมันเละเทะไปหมด เละเทะไปหมด ก็คือโดนเผาทำลายไปเยอะ ถามว่าเผาแบบจนสิ้นซากไหม มันก็ไม่ได้สิ้นซากแบบเป็นผุยผงขนาดนั้น แต่มันยากต่อการบูรณะ นี่ก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าตากนี่ ต้องพยายามย้ายเมือง แล้วก็รวบรวมไพร่พลไปสร้างบ้านเมืองใหม่นะคะ ที่เพื่อนบอกว่าที่เขาไปตีจันทบุรีเพื่อที่จะรวบรวมไพร่พลมาอยู่ในกรุงธนบุรี ก็ใช่เลยตามนี้นะคะ คราวนี้ ด้วยความที่ว่าการเมืองในสมัยธนบุรีนี่ ยังไม่ได้เป็นปกติสุขเท่าไร นักศึกษาคิดดูว่าการสร้างเมืองใหม่ แล้วใช้เวลาแค่ 15 ปีนี่ มันจะระส่ำระสายขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นศึกนอก ศึกนอก ก็คือพวกเขมร พวกทางใต้ทั้งหลาย เขาก็ไม่ได้เอื้ออำนวยกับพระเจ้าตากมากนัก ที่ครูเคยเล่าว่ามีหนังสือบางเล่มที่กล่าวถึงพระเจ้าตากว่าพระเจ้าตากปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว พระเจ้าตากก็ได้มีการส่งสารไปยังเมืองต่าง ๆ ว่านี่ตัวเองขึ้นครองราชย์แล้ว แล้วตัวเองก็เป็นคนที่มาจากกรุงศรีอยุธยา ฉะนั้น เมืองใดที่เป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ก็ให้ส่งเครื่องราชบรรณาการมาที่เมืองกรุงธนบุรีด้วยเหมือนเดิมนะคะ แต่พวกเมืองต่าง ๆ เขาส่งมาให้ไหม เขาส่งมาให้ไหมคะ นักศึกษาคิดว่า เขาไม่ส่งมาให้ เพราะว่าเขาก็จะบอกว่า เอ้า พระเจ้าตากคุณเป็นแค่คนธรรมดา แล้วคุณปราบดาภิเษกตัวเองขึ้นเป็น The King ทำไมฉันต้องเอามาให้คุณด้วยล่ะ นั่นก็คือพระเจ้าตากยังไม่ได้รับการยอมรับมาตั้งแต่แรก ก็เลยกลายเป็นว่าพระเจ้าตากก็ยังต้องทำการรบอยู่เนือง ๆ ด้วยการไปตีเมืองต่าง ๆ ให้แบบว่ากลายเป็นเมืองขึ้นจริง ๆ แล้วก็ได้รับเครื่องราชบรรณาการด้วยนะคะ ดังนั้น ชีวิตในสมัยกรุงธนบุรีนี่ ไม่ได้แบบราบรื่นแบบกรุงศรีอยุธยา ก็เลยทำให้วรรณคดีวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ มีน้อย แต่ก็อย่างที่บอกนี่แหละ มีน้อยแต่มีนะนะคะ ในสมัยกรุงธนบุรีวรรณคดีถึงมีน้อยแต่มีนะ มีวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มีฉากต่างประเทศเรื่องแรก เรื่องนั้นชื่ออะไร ยกมือค่ะ ถ้าใครที่ดูในหนังสือทันนะคะ มีในหนังสือด้วยนะคะ ในกรุงธนบุรีจะมีวรรณคดีที่มีฉากต่างประเทศเรื่องแรก เรื่องนั้นชื่ออะไร ค่ะ นิราศกวางตุ้ง ถูกต้องค่ะ อันนี้เคยพูดอยู่นะคะ นิราศกวางตุ้ง เพราะนิราศกวางตุ้งนี่ จริง ๆ แล้ว นอกจากจะมีความโดดเด่นว่าเป็นนิราศที่มีฉากต่างประเทศเรื่องแรกแล้วนี่ เขาก็บรรยายว่านิราศกวางตุ้งไม่ได้เป็นตามขนบนิราศเท่าไร เพราะว่าถ้าตามขนบนิราศจริง ๆ ต้องพอเดินทางแล้วก็ต้องมีรำพึงรำพันถึงคนนั้นคิดถึงคนนี้ไหมคะ แต่ว่านิราศกวางตุ้งนี่ เหมือนจะเป็นการบรรยายภูมิประเทศเป็นส่วนใหญ่นะคะ แล้วก็มีเรื่องเล่าอีกนั่นแหละว่านิราศกวางตุ้งนี่ น่าจะเป็นวรรณคดีที่สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงยุคนั้นนี่ ในช่วงยุคที่กรุงธนบุรีนี่ ไม่มีเงินคงคลังเหลือเลย แต่ทำไมยังถึงสามารถสร้างบ้านเมืองได้ ก็น่าจะเป็นที่การติดต่อ หยิบยืมจากญาติพี่น้องของพระเจ้าตาก ซึ่งมีเชื้อสายนั่นเองนะคะ ก็เป็นเหมือนกับว่าทั้งประวัติศาสตร์ด้วย สันนิษฐานด้วย แล้วก็มีวรรณคดีมาประกอบร่วมด้วยนะคะ ทีนี้ พอมาถึงยุคสมัยรัชกาลที่ 1 สมัยรัชกาลที่ 1 นี่ เป็นยุคที่เหมือนกับเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อ๋อ ๆ ขอโทษนะคะ ขอทิ้งท้ายไว้ที่กรุงธนบุรีเมื่อกี้ ขอกลับไปที่กรุงธนบุรีหน่อยนิดหนึ่งเมื่อกี้สรุปกรุงธนบุรี มีหลักฐานวรรณคดีวิจารณ์ไหมคะ มีหลักฐานการวิจารณ์ไหม พบไหม ถ้าจากที่ฟัง คิดว่าน่าจะมีการวิจารณ์ไหม ไม่มี เพราะว่าอะไร แค่จะสร้างวรรณคดีวรรณกรรมยังยากเลย โอเคไหมคะ ยังสร้างได้แค่ไม่กี่เรื่องเลย ระยะเวลามันไม่เอื้อ ก็เลยไม่มีหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ คราวนี้ พอมาถึงช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 ที่พูดไปเมื่อกี้ว่าเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ ร. 1 นี่ ใช้วิธีการก็คือเอาวรรณคดีเก่าหรือเอาความรู้เดิมในช่วงกรุงศรีกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง แต่ไม่ได้กลับไปขนหนังสือเก่ามา แต่ใช้การเอาความรู้ที่อยู่ในหัวสมองของคนที่เกิดในยุคกรุงศรีมาก่อน แล้วยังอยู่มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 นั่นแหละ มาช่วยกันถ่ายทอดข้อมูล ดังนั้น ในช่วงรัชกาลที่ 1 จะมีเหตุการณ์อยู่เหตุการณ์หนึ่ง ที่ถือว่าเป็นการวิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรมได้นะคะ ก็คือการประชุมนักปราชญ์ ร. 1 นี่ จะให้นักปราชญ์ที่มีความรู้มานั่งรวมกัน แล้วก็มาช่วยกันคิด มาช่วยกันแต่ง เช่น วรรณคดีไหนโดดเด่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็จะเอามาช่วยกันคิด มาแต่งอีกครั้ง อย่างรามเกียรติ์ ถึงขั้นที่ว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด ในขณะนี้ ก็คือฉบับรัชกาลที่ 1 นะคะ นอกจากนี้นอกจากเอาของเก่ามาฟื้นฟูแล้วนี่ ยังมีการแต่งเพิ่มด้วยนะ มีเรื่องอะไรที่ในสมัยรัชกาลที่ 1 คือแต่งเพิ่มเติมมาคะ ในหนังสือมีค่ะ ใครตอบได้ เชิญค่ะ ส่วนใหญ่จะเอามาฟื้นฟู แต่แต่งเพิ่มใหม่ ข้างหลังค่ะ บทมโหรีกากีค่ะ บทมโหรีกากี เป็นบทที่แต่งขึ้นมา นักศึกษา มีใครที่อยู่แถวนี้ แล้วบ้านอยู่แถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ เขมรไหมคะ ติดเขมรใช่ไหมคะ พูดเขมรไหม (นักศึกษาหญิง) พูดได้บางคำ (อาจารย์) พูดได้บางคำ อ๋อ มีความสามารถด้านภาษาฟังได้ แสดงว่านินทาเป็นภาษาเขมรนี่รู้เรื่องหมดเลย ได้ใช่ไหม ที่บ้านเราน่ะ เรียกคนเขมร ว่า “เขมร” หรือ “แขมร์” แขมร์ อ๋อใช่ไหม แล้วถ้าเกิดว่าถูกเรียกว่า "เขมร" มันเหมือนดูถูกไหม หรือว่าก็เฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไร เฉย ๆ ใช่ไหม ของเราอยู่แถวสุรินทร์หรือบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ ทำไมคือขาวแท้ อ๋อ คือทั้งพ่อทั้งแม่เลย อ๋อ ทำไมมาแบบโทนขาวมาเลย แถบนี้ ทีนี้ที่ครูถามนี่ เพราะว่าครูน่ะ เคยไปอบรมภาษาเขมรแล้วมีนักวิชาการเขมรอยู่ด้วย แล้วนักวิชาการไทยน่ะ ก็ใช้แต่คำว่า "เขมร" เขมร เขมรนี่แหละ ก็คือแบบปกติเลย ก็เหมือนที่เราพูดปกตินี่แหละว่าเขมร คราวนี้ นักวิชาการชาวเขมรเขาก็เลยยกมือบอกว่าก่อนอื่นเลย ขอให้คุณน่ะ หยุดใช้คำว่า "เขมร" เพราะว่าพวกเราน่ะเรียกตัวเองว่า "แขมร์" นักวิชาการไทยก็เลยพยายามอธิบายว่าในการที่เราเรียก "เขมร" น่ะ เราไม่ได้ดูถูกนะ เพราะว่ามันเป็นคำที่แปลว่าคนที่อยู่ในภูมิประเทศต่ำกว่า ถ้าใครที่สังเกตคนที่เคยไปเที่ยวเขาพนมรุ้งใช่ไหมคะ พอมองลงไปข้างล่างจะเป็นเขมรถูกไหม เอ้ย ครูพูดถูกไหม เขาพระวิหารนะ เขาพระวิหาร พอมองลงไปข้างล่างจะเป็นเขมร ก็คือ… คือภูมิประเทศเขากับเราน่ะจะเป็นภูมิประเทศที่ต่ำกว่าแค่นั้นเอง เราก็เลยเรียกเขาว่า “เขมร” ไม่ได้มีความหมายที่แปลว่า “ต่ำต้อย” อะไรอย่างนี้นะ คราวนี้นักวิชาการไทยก็อธิบายไปแต่เขาก็ยังยืนยันว่า ไม่ เรียกเขาว่า "แขมร์" ถึงจะถูกต้อง โอเค ๆ เรียก “แขมร์” ก็แขมร์ ต่อมาอีก บทมโหรีกากีนักวิชาการไทยก็อธิบายไปว่านี่เราแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 นะ แล้วก็เขมรนี่ก็เหมือนรับอิทธิพลในเรื่องบทมโหรีเรื่องกากี แล้วก็เอาไปแต่งของเขาด้วยเช่นเดียวกัน นักวิชาการเขมรก็ยกมือขึ้นอีกเหมือนเดิม เขาบอกว่าขอโทษนะคะ อันนี้ขอแก้ก่อนว่า บทมโหรีกากีนี่ เรื่องกากีของเขมรก็มีเหมือนกันและไม่เกี่ยวกับของไทย ก็คือเขาแต่งของเขาเองไม่ได้เกี่ยวว่าเรา… เอ้ย เขาเอาอิทธิพลของเราไป หรือว่าไปลอกเลียนแบบ ไม่ใช่ เขาบอกว่าเขาแต่ของเขาเอง นักวิชาการไทยก็เลยอธิบายว่า ใช่ ว่าคุณแต่งขึ้นเอง แต่คำว่า "ได้รับอิทธิพล" นี่ มันไม่ได้หมายความว่าคุณลอกเลียนแบบเรา แต่คุณต้องเข้าใจว่าในสมัยนั้นนี่ เวลาที่เมืองไหนแพ้ เมืองนั้นก็ต้องถูกกวาดต้อน อย่างเช่นในตอนไทยแพ้ ไทยก็ถูกกวาดต้อนไปพม่า โอเคไหม ไม่ได้ถูกกว่าต้นแค่ชาวบ้าน พระบรมวงศานุวงศ์ก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นตัวประกัน ไปอะไรก็ว่าไป อย่างเช่นใครคะ จำได้ไหม ของไทยนี่ ได้ไปอยู่พม่านี่ ที่แน่ ๆ เลยนี่ พระองค์ยิ่งใหญ่มากนี่อะไรคะ มีพี่สาวสวย ๆ น่ะ จะได้ไปอยู่ด้วยนี่ จำได้ไหม พระ... พระ... พระนเรศวร โอเคไหม พระนเรศวรได้ไปเป็นองค์ประกันที่พม่าเหมือนกัน แล้วตอนพระนเรศวรไปอยู่ ไม่ได้ถูกเลี้ยงแบบชาวบ้านนะคะ พระนเรศวรเป็นลูกเจ้านะ ก็ถูกเลี้ยงแบบลูกเจ้าของเขาเหมือนกัน เขาได้เรียนหนังสือ พระนเรศวรก็ได้เรียนหนังสือเช่นเดียวกัน คิดดูว่าพระนเรศวรเรียนเก่งจนสามารถที่จะกลับบ้านเมืองตัวเองแล้วไปตีพม่าได้ เก่งขนาดไหนเขาก็ต้องดูแลในระดับหนึ่งถูกไหม ฉะนั้น ในช่วงที่เขมรแพ้ก็อาจจะถูกกวาดต้อนมาเช่นเดียวกัน และก็เหมือนที่ว่านั่นแหละ ไม่ได้กวาดต้อนมาแค่ชาวบ้าน เจ้าก็ถูกกว่าตอนมาเช่นเดียวกัน แล้วเวลาที่ลูกไทยก็ได้เรียน ลูกเขมรก็ได้เรียนเหมือนกัน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าพอท่านได้เรียนเสร็จแล้วในไทยแล้วกลับบ้านเมืองตัวเองไปนี่จะเอาความรู้ไปใช้ในการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรมในบ้านเมืองของท่าน ก็เลยกลายเป็นว่าถึงเขมรจะมีกากีเหมือนกันนี่ จะมีวรรณคดีเรื่องกากีเหมือนกันนี่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาแต่งขึ้นเองหรอก แต่มันหมายถึงการได้รับอิทธิพลจากไทยนี่แหละ อันนี้ก็คือนักวิชาการไทยพยายามชี้แจงนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิชาการเขมรก็ยังยืนยันอยู่ ไม่ ฉันแต่งเอง ฉันไม่ได้ลอกเลียนแบบเธอนะคะ อันนี้ก็โอเคแล้วแต่ นักวิชาการไทยก็โอเคแล้วแต่เลยนะคะ แต่อย่างน้อยนะ เราเรียนแล้วน่ะ เรารู้แล้วว่าที่มาที่ไปของการมีอะไรที่เหมือนกันมันเป็นเพราะอะไร ไทยกับพม่าก็มีอิเหนาเหมือนกัน นักศึกษา ไม่ใช่ว่ามีแค่ไทยที่มีอิเหนา พม่าก็มีอิเหนา แต่พม่าเขาก็ยอมรับว่า ตอนช่วงเสียกรุงแรก ๆ ที่เจ้าของไทยถูกกวาดต้อนไปพม่า เขาก็ได้รับอิทธิพลจากไทยในขณะนั้นแหละ ก็คือ เห็นว่าอิเหนาของเรามีความไพเราะ เขาก็เลยขอไปแปลเป็นภาษาพม่า ประมาณนี้นะคะ ดังนั้น การที่มีวรรณคดีวรรณกรรมใกล้เคียงกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกนะ ในรัชกาลที่ 1 นอกจากจะมีการฟื้นฟูของเก่า สร้างของใหม่แล้ว ยังมีวรรณกรรมที่แปลจากของต่างประเทศด้วย มีเรื่องอะไรบ้าง ยกมือค่ะ ยังอยู่ใน ร. 1 อยู่นะคะ ยังอยู่ใน ร. 1 อยู่ มีวรรณกรรมแปลด้วย เพื่อนหูจะตอบก็ได้นะ ดูในหนังสือประกอบด้วย โห อันนี้เราทั้งเคยได้ยินทั้ง… ค่ะ ข้างหลัง สามก๊กแล้วก็ราชาธิราชถูกต้องค่ะ + 2 ค่ะ สามก๊กและราชาธิราชนะคะ ในช่วงรัชกาลที่ 1 นี่แสดงว่าเริ่มฟื้นฟูจริงจังแล้วนะ ต่อไปรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 2 นี่ เป็นช่วงที่มีคำว่า "พ่อทำมาดี ลูกก็เลยดีต่อ" ซึ่งคำว่า "พ่อทำมาดี ลูกก็เลยดีต่อ" นี่ เป็นลักษณะของการปกครองที่ใช้ลักษณะแบบพ่อพาทำ โดยในช่วง ร. 1 ที่ว่ามีการประชุมนักปราชญ์ ในตอนนั้นนักปราชญ์ที่มาประชุมกับ ร. 1 ก็มี ร. 2 ตอนที่เป็นลูกชาย ตอนที่เป็นพระบรมโอรสาธิราชด้วยนะคะ ท่านก็มีโอกาสได้มานั่งคิดนั่งเขียนในช่วงพ่อ พอตัวเองขึ้นครองราชย์ปุ๊บ ก็เลยมีโอกาสได้แต่งได้ปรับของตัวเองด้วย ในช่วงรัชกาลที่ 2 นี่ พระองค์รู้แล้วว่าไอ้ที่ไพเราะนี่ มันเป็นอย่างไรในช่วงรัชกาลที่ 1 พระองค์ก็เลยเอาไอ้ที่มันไพเราะอยู่แล้วนี่ เอามาปรับให้เหมาะสมกับการละครมากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นที่ว่าในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 นี่ พอมีการตั้งวรรณคดีสโมสรขึ้น มีวรรณคดีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ปรับในสมัยรัชกาลที่ 2 นี่ ได้รับรางวัลเป็นยอดแห่งละครรำ เรื่องนั้นชื่ออะไรคะ วรรณคดีที่เป็นยอดแห่งละครรำ จริง ๆ ให้เล่นเกมแล้วตอนวิชาพัฒนาการวรรณคดีไทย มีคำตอบในเกมพัฒนาการวรรณคดีไทยด้วย ข้างหลังอีกแล้วค่ะ อิเหนาถูกต้องค่ะ ตาไวเวอร์คือเพื่อนเริ่มสงสัยแล้วว่าเธอทำไมหาได้ไวขนาดนั้นะคะ + 3 นะคะ เรื่องอิเหนานะคะ ทางฝั่งทางนี้หาช่วยกัน 2 คน สู้นะจ๊ะ สู้เพื่อนนะคะ ในเรื่องอิเหนานี่ถามว่ามันดีถึงขั้นได้รับรางวัลสโมสรได้อย่างไร นักศึกษาในช่วง ร. 2 น่ะ ไม่ได้แค่ประชุมนักปราชญ์อย่างเดียว รัชกาลที่ 2 นี่ให้กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งขณะนั้น เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางด้านการรำ กระบวนการรำ ให้ยืนอยู่ข้างหน้า แล้วก็มีคันฉ่อง คันฉ่องก็คือกระจกบานใหญ่นั่งอยู่ด้วย แล้วคนแต่งก็ลองแต่งไป ส่วนกรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี่ ก็จะลองรำตามไปด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ได้แต่งแค่เพราะอย่างเดียว แต่งแล้วให้เหมาะกับกระบวนการรำด้วยนะคะ มันก็เลยกลายเป็นว่าในช่วงยุค ร. 2 นี่ ถือว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทยได้เลย เพราะอันไหนที่ดีอยู่แล้ว เอามาปรับ เอามาแต่งให้ดีเพิ่มขึ้นไปอีกนะคะ ถามอะไรเกี่ยวกับของร. 2 อีกดี ในช่วง… ข้ามไป ร. 3 เลยดีกว่า ในช่วง ร. 3 ร. 3 นี่มันจะมีเหตุการณ์ที่ครูน่าจะเคยเล่าแล้วตอนพัฒนาการนะคะ ที่บอกว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 3 นี่ไม่ค่อยสนพระทัยในด้านวรรณคดีวรรณกรรม คำว่า "ไม่ได้สน" นี่ ไม่ได้แปลว่าพระองค์นี่ โอ้โห ไม่ชอบเลยนะคะ เพราะว่ายังปรากฏว่ามีวรรณคดีวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในยุค ร. 3 เยอะเหมือนกัน แต่แค่พระองค์สนใจในเรื่องอื่นเป็นพิเศษมากกว่าแค่นั้นเอง ก็คือในเรื่องของการค้าขายกับชาวต่างชาติ ดังนั้น วิสัยทัศน์ในเรื่องของการค้าขายกับชาวต่างของพระองค์นี่ ก็ส่งผลมาถึงวรรณคดีวรรณกรรมด้วย เรื่องอะไร นั่นก็คือพระองค์นี่ได้เสด็จไปที่วัดวัดหนึ่ง เพื่อนนำเสนอไปแล้ว วัดวัดนั้นชื่ออะไรคะ วัดโพธิ์ โอเค กลุ่มของเราเอง ไม่ทันเพื่อน ก็คือวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนะคะ พระองค์เสด็จไปทอดกฐิน แต่ว่าพอจะไปทอดกฐินปุ๊บ สังเกตเห็นว่าวัดนี่ มันเริ่มผุพัง ก็เลยต้องการบูรณะ แต่การบูรณะของพระองค์ ไม่ใช่แค่สร้างธรรมดา พระองค์ใช้วิธีการบูรณะด้วยการใส่ความรู้เข้าไป คำว่า "ใส่ความรู้" ก็คือพวกความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การแพทย์ การยา หรือเกี่ยวกับอักษรศาสตร์ พระองค์ก็เอาไว้ในฝาผนังด้วยการจารึก เขาก็เลยเรียกว่า "จารึกบนแผ่นศิลา" นะคะ ลักษณะแบบนี้ก็จะมีการเขียนเอาไว้ มีท่าทาง มีตำรายา หรือแม้กระทั่งประติมากรรม คือไม่ใช่แค่เขียนเป็นอักษรอย่างเดียว มีประติมากรรมด้วย เช่น พวกฤาษีดัดตน ใครที่เคยไปเที่ยววัดโพธิ์ที่อยู่กรุงเทพฯ นะคะ ก็จะเห็นฤาษีดัดตน ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัดโพธิ์ ที่เขาบอกว่าถ้าใครไปเที่ยววัดโพธิ์ต้องไปดูฤๅษีนะ เพราะว่าจะมีท่าทางต่าง ๆ ก็คือท่าโยคะของเรานั่นแหละนักศึกษา ที่เรารู้จักคำว่า "โยคะ" น่ะ ก็มาจากสิ่งนี้นั่นแหละนะคะ ซึ่งท่าต่าง ๆ มันจะนำไปสู่การอะไรน่ะ ทำให้สุขภาพร่างกายในแต่ละส่วนดีขึ้นนะคะ วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามก็เลยเหมือนกับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะวิสัยทัศน์ของ ร. 3 มองว่า เราจะติดต่อค้าขายกับต่างชาติทั้งที เราก็ควรที่จะให้การศึกษาหรือให้ความรู้แก่คนในบ้านเมืองตัวเองด้วย ถึงคนในบ้านเมืองจะไม่ได้ไปนั่งเรียนในโรงเรียน แต่อย่างน้อยเขาเดินเข้าวัด เขาก็ควรที่จะได้รับความรู้บ้างประมาณนี้นะคะ แล้วทีนี้ ในเรื่องของการวิจารณ์วรรณกรรม ทั้ง 3 ราชการสังเกตว่าการวิจารณ์วรรณกรรมจะเป็นแนววิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ เช่น ประชุม ประชุมทั้ง ร. 1 ร. 2 นี่ ประชุมนักปราชญ์นี่ ก็เป็นแนววิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ ช่วยกันคิดช่วยกันพูด ช่วยกันวิเคราะห์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มุขปาฐะ” นะคะ หรือแม้กระทั่ง ร. 3 ไม่ได้ใช้คำว่า "วิจารณ์" โดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นการคิด วิเคราะห์ เหมือนกัน เพราะความรู้ที่จะไปจารึกบนฝาผนังได้ ก็ต้องผ่านการคิด ผ่านการวิเคราะห์ แล้วก็ผ่านการวิพากษ์ ที่ตัดสินมาแล้วว่าเป็นความรู้ที่ดีนะคะ คราวนี้ พอมาถึงรัชกาลที่ 4 ช่วง ร. 4 นี่ เป็นยุคที่เราเริ่มส่งออก เริ่มส่งออก ก็คือ ส่งออกลูกหลานไปเรียนเมืองนอก ร. 4 มีการติดต่อกับต่างชาติเยอะนะคะ ดังนั้น หนังสือบางเล่มก็จะเขียนว่า "ยุคสุดท้ายก่อนได้รับอิทธิพลตะวันตก" นี่ จะเป็นรัชกาลที่ 4 เพราะว่า พอไปถึงรัชกาลที่ 5 ปุ๊บ อะไรหลาย ๆ อย่างของเรารับอิทธิพลมาจากตะวันตกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เอายุค ร. 4 ก่อน ยุค ร. 4 นี่ เริ่มมีการวิจารณ์วรรณกรรมแบบตะวันตก แต่ก็ยังไม่แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแค่เหมือนกับลองฝึกเฉย ๆ เช่นที่เพื่อนนำเสนอ จะมีการวิจารณ์การตั้งชื่อเรื่องจากวรรณคดีเรื่องอะไร ยกมือค่ะ เพื่อนนำเสนอด้วยเมื่อกี้นะคะ ร. 4 ที่จะมีการลองวิจารณ์วรรณกรรม เช่น การตั้งชื่อเรื่องค่ะ ข้างหลัง โอเคค่ะ นิราศพระบาท นิราศพระพุทธบาทที่สระบุรีนะคะ นี่ก็คือเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นแล้วแต่ว่ายังไม่ได้แบบเต็มรูปแบบ หรือยังไม่ได้สมบูรณ์เต็มที่นะคะ แต่ก็ถือว่าเริ่มแล้ว เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม พอมาถึงรัชกาลที่ 5 ทุกอย่างเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่ 1. เลย มีคำว่า "นวนิยาย" เมื่อก่อนไม่มี มีแต่คำว่า "นิยาย" นะ พอมีคำว่า "นวนิยาย" ปุ๊บ เฮ้ย มันเป็นแบบใหม่ขึ้น “นว” แปลว่า ใหม่ “นิยาย” แปลว่า เรื่องสมมติ ฉะนั้น “นวนิยาย” จะแปลว่าเรื่องสมมติแนวใหม่ เรื่องสมมติแนวใหม่ ก็คือ เมื่อก่อน สมมติก็คือสมมติ สมมติแบบสมมติไปเลย แบบไม่มีความจริงผสม แต่ถ้าเป็นนวนิยาย จะเป็นสมมติแบบสมจริง เช่น มีฉากจริง มีลักษณะตัวละครหรือมีสถานที่ต่าง ๆ สมจริง โอเคนะคะ ครูจะบอกว่าสมจริงถึงขั้นไหน จะมีเรื่องสนุกในหนังสือเรานี่แหละ ที่มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรานี่ พยายามที่จะแต่งนวนิยาย สนุกนึก ถ้าใครไปคีย์ใน Google นะคะ คุณจะเจอคำว่า "เรื่องสั้นเรื่องแรกแต่จริง ๆ แล้วสนุกนึก ตั้งใจจะแต่งให้เป็นนวนิยายเรื่องสั้นต่างจากนวนิยายตรงที่ว่าเรื่องสั้นมันขนาดสั้น ตรงตัวเลย ส่วนนวนิยายมันขนาดยาว ฉะนั้น คำว่า "ขนาดสั้น" "ขนาดยาว" ดูได้อย่างไร อันดับแรกก็ดูจากจำนวนหน้า โอเคแหละ ถ้าหน้าน้อยเรียกว่าสั้น อันนี้ชัวร์แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ 2 จำนวนตัวละคร ถ้าเรื่องสั้น ตัวละครก็จะน้อยด้วย 3. พวกจุดวิกฤตต่าง ๆ จุดวิกฤตของเรื่องสั้นจะมีแค่จุดเดียว เช่น พระเอกนางเอกทะเลาะกัน แล้วก็สุดท้ายกลับมาคืนดีกัน จบแล้ว มีจุดวิกฤตแค่จุดเดียว ก็คือทะเลาะกัน โอเคไหมคะ แต่ถ้าเป็นนวนิยาย พระเอกนางเอกทะเลาะกัน พอดีกันเสร็จ เอ๊า นางเอกรู้ว่าพ่อของพระเอกเป็นคนที่ฆ่าพ่อของนางเอก กลายเป็นจุดวิกฤตต่อเข้าไปอีก แต่ก็พยายามไกล่เกลี่ยจนนำไปสู่ความเข้าใจได้ ก็เหมือนจะจบแล้ว แต่ก็เกิดจุดวิกฤตอีก ก็คือ แม่ของนางเอกไม่ยอมรับพระเอก อ้าว มันก็จะยาวไปแบบนี้เรื่อย ๆ นี่ก็คือมีจุดวิกฤตหลายจุดนะคะ แต่เรื่องสั้น มีจุดเดียว แล้วก็จบเลย คราวนี้ เรื่องสั้นที่... เอ้ย นวนิยายที่พยายามจะแต่ง แต่สุดท้ายนี่จะ... เอ้ย แต่สุดท้ายได้เป็นเรื่องสั้น ก็คือเรื่อง “สนุกนึก” นะคะ สนุกนึกนี่ พูดถึงพระ 4 รูปคุยกันว่าถ้าสึกออกไปแล้วจะไปทำอะไรดี รูปหนึ่งก็บอกว่าจะไปทำธุรกิจทำอะไรนี่โน่นนั่น แล้วก็รูปสุดท้ายบอกว่าอ๋อถ้าสึกไปแล้ว จะไปแต่งงานกับลูกสาวของโยมอุปัฏฐาก ซึ่งไอ้ที่พูดกันนี่ ทุกอย่างมันคือเรื่องสมมตินะคะ เพราะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่เผอิญเรื่องนี้ ใช้ฉากจริง ฉากจริงที่ว่าคือฉากไหน ยกมือค่ะ ในเรื่องสนุกนึก ในหนังสือมี วัดที่ว่านี่ใช้ฉากจริง ฉากจริงนั้นคือวัดอะไร ค่ะ วัดบวรนิเวศวิหาร ถูกต้องค่ะ ใครหาไวกว่าได้นะคะ วัดบวรนิเวศวิหารนะคะ วัดนี้มีอยู่จริงแต่ว่าพระ 4 รูปที่คุยกันน่ะ เป็นแค่การสมมติเฉย ๆ แต่เจ้าอาวาสในสมัยนั้นยังไม่รู้จักคำว่า "นวนิยาย" คิดแค่ว่า เฮ้ย คุณเขียนมาแบบนี้คุณกำลังเขียนล้อเลียนพระลูกวัดตัวเองหรือเปล่า มันก็เลยกลายเป็นว่าเรื่องนี้แทนที่มันจะต่อไปเรื่อย ๆ มันก็เลยจบอยู่แค่ว่า พระรูปสุดท้ายจะไปแต่งงานกับลูกสาวของโยมอุปัฏฐาก จบแค่นั้นเอง จากจะเป็นนวนิยายเรื่องแรก ก็เลยกลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของไทยแค่นั้นเองนะคะ นี่ก็คือเรื่องสนุกนึกนะคะ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าสังคมไทยในอดีต บางทีการยอมรับสิ่งใหม่ ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่ยากของพวกเขาก็ได้นะคะ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่สะท้อนสังคมได้อย่างหนึ่งนะคะ คราวนี้ ลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมในช่วงยุคสมัยนี้ มีการวิจารณ์วรรณกรรมที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น มีคนคนหนึ่งเอาเรื่องสุนทรภู่มาวิจารณ์ โดยวิจารณ์ทั้งลักษณะของตัวละคร วิจารณ์ทั้งลักษณะนิสัยของตัวละคร ซึ่งเริ่มเป็นลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมแบบตะวันตกครั้งแรก บุคคลที่วิจารณ์สุนทรภู่คนนั้นชื่ออะไรคะ ใครจะเจอก่อน คำถามทั้งหมดนี่ อาจจะมีในข้อสอบด้วยนะคะ เผอิญว่าครูอยากให้เราอย่างน้อยให้มันผ่านหูผ่านตาในหนังสือด้วย ฟังครูด้วย ผ่านหูผ่านตาด้วย คนที่วิจารณ์สุนทรภู่ เอ้ย คนที่วิจารณ์ขอโทษ สุนทรภู่… พระอภัยมณี พระอภัยมณีที่แต่งโดยสุนทรภู่นะคะ คนนั้นชื่ออะไร ข้างหลังค่ะ เทียนวรรณ ถูกต้องค่ะ ครบ 5 คะแนนหรือยังคะข้างหลัง ครบแล้วใช่ไหมคะ ได้เกรดเพิ่มอีกสเต็ปหนึ่งไปแล้วนะคะ อันนี้ คราวนี้ ที่เมื่อกี้พูดถึงเทียนวรรณ เพราะว่านี่เป็นลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมแบบที่เรากำลังจะเริ่มเรียนกันในสัปดาห์ถัด ๆ ไปนี่แหละค่ะ ที่บอกว่าการวิจารณ์วรรณกรรมนี่ จะดูตั้งแต่ตัวละคร ลักษณะนิสัย ฉาก รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ นะคะ ดังนั้น รัชกาลที่ 5 นี่ คุณจะเห็นว่าจุดเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เรารับอิทธิพลตะวันตกมาแล้วนะคะ พอมาถึงรัชกาลที่ 6 จะเป็นลักษณะการวิจารณ์แบบรับตะวันตกเต็ม ๆ ไม่ใช่แค่การวิจารณ์แบบเหมือนของ ร. 5 เท่านั้นนะคะ ในช่วงของ ร. 6 นี่ มีการจัดตั้งรางวัลวรรณคดีสโมสรขึ้นมา ซึ่งการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรนี่ เป็นการจัดตั้งรางวัลที่เอาไว้สำหรับคัดเลือกวรรณคดีที่ดีที่เด่น ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาเลย เรื่องไหนก็ได้ ในยุคไหนก็ได้ จนมาถึงยุครัชกาลที่ 6 นี่ ถ้าเรื่องไหนที่ดี ตรงตามองค์ประกอบที่มีเกณฑ์สร้างขึ้น เรื่องนั้นก็จะได้รับรางวัล อันนี้เป็นความรู้รอบตัว Search หาในอินเทอร์เน็ตได้ค่ะ คำถามที่ 1 วรรณคดีที่ได้รับรางวัลวรรณคดีสโมสร ที่เป็นยอดแห่งเสภาคือเรื่องอะไร ยกมือค่ะ ยอดแห่งเสภาคือเรื่องอะไร อันนี้เป็นความรู้รอบตัวให้ Search อินเทอร์เน็ตได้ ค่ะ ตรงข้างหน้า ขุนช้างขุนแผนค่ะ ยอดแห่งลิลิตค่ะ อันนี้ก็ได้เลย อะไรนะคะ ลิลิตพระลอ จะท็อปฟอร์มเกินไปแล้วนะคะ ยอดแห่ง เดี๋ยวนะ ละครพูดค่ะ ค่ะ หัวใจนักรบ ถูกต้องค่ะ แต่ละครพูดนี่มี 2 รางวัล คือ พูดเฉย ๆ กับพูดคำฉันท์ พูดเฉย ๆ คือหัวใจนักรบ แล้วถ้าพูดคำฉันท์ล่ะคะ ค่ะ ไม่ถูกค่ะ มัทนะพาธาค่ะ โอเค เดี๋ยวทางนี้คือพยายามอีกนิดหนึ่งนะลูก สงสารน่ะ เพื่อน 6 คะแนนไปแล้วน่ะ ตอนนี้นะคะ โอเค วันนี้เอาถึงรัชกาลที่ 6 ก่อนนะคะ จริง ๆ มีอีกแค่นิดเดียวแหละ ก็คือในช่วงร. 7 จนถึงปัจจุบัน แต่นิดเดียวในที่นี้มันก็มีเรื่องราวมากมายที่จะเล่านะ เดี๋ยวมันจะสับสนปะปนกันไปหมด เอาเป็นว่าขอทบทวน ทบทวนหน่อยนะ สุโขทัยมีหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรมไหมคะ ไม่มี เพราะว่าเป็นยุคแห่งการสร้างมากกว่าการวิจารณ์นะคะ สร้างสรรค์มากกว่าการวิจารณ์ ต่อมา อยุธยาพอมีหลักฐานไหมคะ พอมีหลักฐานไหม ก็พอมีอยู่นะ พอมีอยู่นะ มาจากวรรณคดีอะไรนะ ที่พอเป็นหลักฐานได้ โห เป็นคำถามแรกเลยน่ะ มาจากอะไรนะ หนังสือเรื่องอะไร วรรณคดีอะไร ที่แต่งโดยพระโหราธิบดีน่ะ จินดามณี ซึ่งการวิจารณ์วรรณกรรมเขาอนุมานว่าน่าจะอยู่ใน Part ที่ 3 ในเรื่องของการแต่งฉันทลักษณ์ โอเคนะคะ ต่อไปธนบุรีมีหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรมไหม ธนบุรีมีไหม ไม่มี ร. 1 มีไหม ร. 1 มีไหมคะ ร. 1 กับ ร. 2 มีเหมือนกันนะ แต่ว่าเป็นการวิจารณ์วรรณกรรมแบบไหน แบบการประชุมนักปราชญ์นะคะ ซึ่งเป็นลักษณะแบบมุขปาฐะ การประชุมนักปราชญ์เขาจะเรียกว่าเป็นการวิจารณ์แบบมุขปาฐะ คือ การวิจารณ์แบบด้วยปากนะ 3. คือ ร. 3 หลักฐานการวิจารณ์คืออะไร เมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกคืออะไรคะ จารึกวัดโพธิ์ โอเคนะ จารึกบนแผ่นศิลาหรือจะเรียก "จารึกวัดโพธิ์" ก็ได้ ร. 4 เมื่อกี้คำตอบ การวิจารณ์วรรณกรรมอยู่ที่ไหนนะ อะไรนะ ที่สระบุรีน่ะ นิราศพระพุทธบาทที่สระบุรี ร. 5 เยอะแยะเลยถูกไหม อย่างเอารับตะวันตกมาแบบเต็มที่ ก็อย่างเช่น เทียนวรรณ ที่วิจารณ์พระอภัยมณีของสุนทรภู่อย่างนี้ หรือรัชกาลที่ 6 เมื่อกี้ที่ครูถามรางวัลชื่ออะไรนะคะ รางวัลของ ร. 6 เมื่อกี้ชื่ออะไร รางวัลวรรณคดีสโมสร อันนี้ก็เป็นหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม ที่บอกว่ามันต้องผ่านการวิเคราะห์ ผ่านการวิจารณ์ แล้วก็ตัดสินวิพากษ์มาแล้วว่าวรรณคดีเรื่องใดเรื่องไหนเด่นนะคะ โอเค ตามนี้นะคะ เดี๋ยววันนี้เอาแค่นี้เดี๋ยวสมองจะบวมนะคะ เดี๋ยวมันจะเยอะไป ตอนนี้เต็มหัวแล้วนะคะ คราวนี้ขอนัดหมายนิดหนึ่งสัปดาห์หน้า พัฒนาการเราไม่มีสอบกลางภาคนะคะ ฉะนั้น ไม่... เราจะงดคลาสไปเลย วิชาพัฒนาการไม่ต้องเข้าเรียน แต่ว่าของวันศุกร์ ด้วยความที่ว่าเรามีหยุดสัปดาห์ที่แล้ว ครูก็เลยว่าจะขอชดเชยสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่หยุด เป็นสัปดาห์หน้าคือวันศุกร์ยังต้องเรียนอยู่นะคะ คือต่อเนื่อง เนื้อหาต่อเนื่องจากวันนี้ ก็คือ ร. 7 จนถึงปัจจุบัน แค่นั้นค่ะ อ๋อ ถ้าออนไลน์ พี่ล่ามโอเคค่ะ ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวสัปดาห์หน้าเป็นแบบออนไลน์นะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเป็นแบบออนไลน์ แต่ว่าขอชั่วโมง มีสอบไหม เรามีสอบอะไรไหม ใช่ ๆ โอเคค่ะ ถ้าไม่มีอะไร ก็คือวันพุธไม่มีเรียน แต่ว่าวันศุกร์เรียนชดเชยของคาบที่งดคลาสไปนะคะ ก็คือขอเป็นคาบชดเชย แต่ว่าเป็นแบบออนไลน์นะคะ วิชานี้ก็ไม่มีสอบกลางภาคเหมือนกันนะคะ ไม่มีสอบกลางภาคทั้ง 2 วิชา โอเคนะ ค่ะ เชิญหัวหน้าห้องได้ค่ะ (นักศึกษา) ทำความเคารพ ขอบคุณค่ะ / ครับ (อาจารย์) วันนี้มีลาคนเดียวนะ ถูกไหม ถึงขาหักเลยเหรอ หนักใช่ไหม จะต้องไปดูเพื่อนหรือเปล่า อ๋อ เขา… ทีแรกอยู่ตรงไหน อ้าว เออ แล้วทำไมถึงให้ย้ายไปอำเภอ อ๋อ อยู่ใกล้บ้าน [สิ้นสุดการถอดความ]