(อาจารย์) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามได้ยินหรือยังคะ ยัง สวัสดีค่ะ พี่ล่ามได้ยินอยู่ใช่ไหมคะ ตอนนี้ เหมือนจะไม่ได้ยิน เทสต์ ๆ เหมือนไมค์เบาลงด้วยใช่ไหมคะ ไม่ใช่ ๆ ไม่ได้ยิน (ล่าม) สวัสดีครับ สวัสดีครับ โอเคนะครับ มาแล้วนะครับ (อาจารย์หทัยวรรณ) เทสต์ ๆ สวัสดีค่ะ หาย Echo แล้วก็เสียงหาย โอเคค่ะ มาแล้วค่ะ ล่ามรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวขอเช็กไมค์แป๊บนึงนะคะ ค่ะ เทสต์ไมค์ค่ะ เทสต์ไมค์ค่ะ สวัสดีค่ะ ตอนนี้โอเคแล้วค่ะ ได้แล้วค่ะ เอ้ย มี Echo Echo มาอีกแล้ว ทฤษฎีการวิจารณ์วรรณกรรม ยังมีค่ะ 1 2 ยังมา ค่ะ เดี๋ยวถ้าอย่างนั้น ครูจะขอเริ่มไปก่อนเลยนะคะ เดี๋ยวขอทบทวนทฤษฎีสตรีนิยม Echo เดี๋ยวให้นักศึกษาลองเปิดหน้า สตรีนิยมนิยม ตอนนี้เสียงหาย แป๊บหนึ่งนะคะ เพื่อนที่เรียนสัปดาห์ที่แล้วไปแล้วนะคะ เดี๋ยวก็มาฟังอีกรอบหนึ่งนะคะ จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะคะ อันนี้เสียงหาย ใช่ค่ะ Echo หาย แต่เสียงเบา ค่ะ เดี๋ยวเปิดหน้าสตรีนิยมรอ สักครู่นะคะ ป๊าดนิดหนึ่งคือกินกาแฟแต่เช้าเลยเหรอ อันนี้คือกาแฟเหรอลูก ป๊าด ทำงานหนักเหรอ ต้องกินกาแฟแต่เช้าเลย วัยรุ่นโหดแท้ พร้อมนะคะ ทีนี้เดี๋ยวดูทฤษฎีสตรีนิยม ที่บอกว่าเป็นทฤษฎีเบื้องต้นนี่ ครูว่าวันนี้เราน่ะ ฤกษ์ไม่ดีนะ [เสียงหัวเราะ] ใครใส่เสื้อมาผิดสีคะ ครูว่าครูถูกอยู่เด๊ เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะคะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวดูให้ทฤษฎีสตรีนิยมนะคะ สำหรับเพื่อนที่เพิ่งเรียนเป็นคาบแรก ครูจะบอกเอาไว้ก่อนว่าทฤษฎีนี้ ใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมก็จริง แต่เดิมน่ะ เขาไม่ได้เริ่มต้นเอามาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ แต่ว่าเขาใช้ในการศึกษาผู้หญิง เพราะว่าเมื่อก่อนผู้หญิงกับผู้ชายน่ะ ไม่ได้เท่าเทียม ไม่ได้แค่สังคมไทยนะ แต่รวมถึงสังคมโลกด้วยนะคะ อย่างนั้นเปิด เดี๋ยวสำหรับเพื่อนที่เพิ่งมา อาจจะยังไม่ต้องดูในหนังสือก็ได้ ดูในสไลด์ของครูก็ได้นะคะ จะได้ทำความเข้าใจก่อน แล้วค่อยไปดูในหนังสือเพิ่มเติมนะคะ คราวนี้ ทฤษฎีนี้ เริ่มแรก ด้วยความที่บอกว่ามันเริ่มต้นมาจากผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน ก็เลยทำให้สังคมในช่วงยุคหนึ่งนี่ อยากขจัดปัญหานี้ให้หมดไป ขจัดปัญหานี้ ก็คือพยายามเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงผู้ชายนั่นเองนะคะ แล้วก็ครูก็จะท้าวความว่า เริ่มแรกเลยนี่ เขาไม่ได้เริ่มต้นแบบ อยู่ดี ๆ มาเรียกร้องเลยว่าผู้หญิงกับผู้ชายต้องเท่าเทียมกันนะ อันนี้ จุดเริ่มต้นไม่ใช่แบบนั้น แต่มันเริ่มต้นมาจากครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ที่มีปัญหากันระหว่างสามีภรรยา แล้วภรรยานี่ ต้องการที่จะหย่าขาดกับสามีคนนั้น พอจะหย่าขาดกับสามีแล้วนี่ สิทธิ์เมื่อก่อน ผู้หญิงกับผู้ชายนี่ ด้วยความที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่นะคะ ถ้าเกิดว่าหย่าขาดไปแล้ว ลูกทุกอย่าง ก็ต้องตกเป็นทรัพย์สมบัติของสามี สมบัติอย่างอื่นนี่ไม่เท่าไร่หรอก แต่ว่าลูกนี่ แม่รู้สึกว่าฉันเป็นคนคลอดเอง ฉันเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดเอง แต่ทำไมพอหย่าขาดกันแล้วต้องเอาไปให้พ่อ แม่ก็เลยรู้สึกว่าไม่… มันไม่เหมาะสมน่ะ แล้วก็คิดว่าพ่อคงจะไม่ได้มีความสามารถในการเลี้ยงดูลูกได้ขนาดนั้น ก็เลยพยายามเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี่ เคยบอกว่าผู้ชายมีสิทธิ์เลี้ยงลูกใช่ไหม ผู้หญิงคนนี้ก็เลยบอกว่า อย่างนั้นฉันจะเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมายให้ตัวเองนี่ สามารถเลี้ยงดูลูกได้ ซึ่งการเรียกร้องของเขานี่ ก็ได้มีความช่วยเหลือจากเพื่อน แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ มากมายนะคะ เพราะว่าเขามองว่า ในเมื่อผู้หญิงเป็นคนคลอดลูก แล้วผู้หญิงนี่ เป็นคนดูแลลูกมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น ผู้หญิงก็ควรที่จะได้รับสิทธิ์นั้นเหมือนกัน การเรียกร้องครั้งแรกก็เลยประสบความสำเร็จนะคะ ซึ่งการเรียกร้องครั้งแรก ประสบความสำเร็จที่ว่ามันก็เลยเกิดเป็นแนวคิดสตรีนิยมสายแรกขึ้นมา เรียกว่า "สตรีนิยมสายเสรีนิยม" นะคะ นักศึกษาพอดีครูส่งสไลด์เป็น PDF ให้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว PowerPoint ของครูมันจะเลื่อนลงนะ ครูขออภัยด้วยนะคะ เพราะว่ามันต้องเป็นตัวอักษรทับกัน แล้วก็เลื่อนลง แต่ว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวครูจะอธิบายให้นะคะ นี่ก็คือสตรีนิยมสายแรกที่บอกว่าเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมายนะคะ กฎหมายที่ว่า ก็คือกฎหมายในการเลี้ยงดูลูกนั่นเองนะคะ ทีนี้ สตรีนิยมสายแรกนี่ นอกเหนือจากจะเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมายแล้ว ก็ยังมีการเรียกร้องให้ผู้หญิงปรับปรุงตัวเอง ให้เหมือนกับผู้ชาย คำว่า "ปรับปรุงตัวเองให้เหมือนกับผู้ชาย" ในที่นี้ เขาบอกว่าผู้หญิงทำตัวอ่อนแอเกินไป อ่อนโยนเกินไป ใช้อารมณ์เกินไป ใช้อารมณ์ในที่นี้ ไม่ใช่ขี้โมโห ใช้อารมณ์ในที่นี้ ก็คือขี้สงสารเกินไป ซึ่งลักษณะแบบนี้ ผู้ชายน่ะเขาจะไม่ทำกัน หรือคำว่า "อารมณ์" ในที่นี้ ก็อย่างเช่น ถ้าเศร้าก็ร้องไห้ ผู้หญิงมักจะเป็นแบบนั้น แต่ผู้ชายเขาจะเข้มแข็ง เขาจะไม่ร้องไห้ ในช่วงนี้ สตรีนิยมสายนี้ ก็เลยบอกว่าถ้าคุณอยากจะปรับให้ตัวเองน่ะเหมือนผู้ชายจริง ๆ คุณก็ต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นของตัวเอง ด้วยการเข้มแข็งให้เหมือนผู้ชาย แข็งแกร่งให้เหมือนผู้ชาย ห้ามอ่อนแอ ห้ามอ่อนโยน ห้ามขี้สงสาร มันก็เลยกลายเป็นว่าสำนักคิดแรกนี่ แนวคิดที่แก้ไขผ่านกฎหมายสำเร็จก็จริง แต่ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องของการปรับปรุงตัวเอง ว่าคุณนี่ การที่คุณนี่อยากให้เท่าเทียมกับผู้ชาย แต่คุณกำลังปรับตัวเองให้เป็นเหมือนผู้ชายนี่ บางทีมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปนะ อย่างเช่น ไอ้ความเป็นชายที่บอกว่าห้ามอ่อนแอ ต้องแข็งแกร่ง ในที่นี้มันอาจจะปรับ... มันอาจจะหมายถึงความก้าวร้าวได้ หรือห้ามอ่อนโยน มันอาจจะหมายถึงความที่ไม่ขี้สงสาร ไม่มีความรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นเกินไปก็ได้ ซึ่งลักษณะแบบนี้ ถ้าทุกคนในสังคมเป็น ถ้าทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเป็น รับรองสังคมไม่สงบสุขแน่นอน เพราะจะไม่มีใครยอมให้กันเลยนะคะ อันนี้ก็เลยกลายเป็นว่าแนวคิดในการแก้ไข ความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในแนวคิดแรกนี่ สำเร็จแค่ครึ่งเดียว ครึ่งเดียว ก็คือแก้ไขผ่านกฎหมายให้ผู้หญิงสามารถเลี้ยงดูลูกได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าแนวคิดนี้จะได้รับความนิยม และไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นะคะ อันนี้คือยุคแรกของการเรียกร้องสตรีนิยม หรือเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ต่อไป ยุคที่ 2 อันนี้ก็ขออภัยเหมือนกันนะคะ ตัวหนังสืออาจจะเพี้ยน ๆ นิดหนึ่ง เดี๋ยวครูส่งเป็น PowerPoint ให้ใหม่นะคะ แต่ว่าเดี๋ยวฟังครูก็ได้ แนวคิดที่ 2 นี่ คือ แนวคิดสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ นักศึกษา พอผู้หญิงนี่ เริ่มเรียกร้องได้แล้ว ในเรื่องของการแก้ไขผ่านกฎหมายการเลี้ยงลูกใช่ไหมคะ พอมาถึงอีกยุคต่อมา ผู้หญิงยุคหลังนี่ เริ่มที่จะอยากเลี้ยงดูตัวเองมากยิ่งขึ้น เลี้ยงดูตัวเองในที่นี้ ก็คืออยากที่จะประกอบอาชีพของตัวเอง อยากที่จะหาเลี้ยงตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป ผู้หญิงในยุคที่ 2 นี่ จึงเป็นผู้หญิงที่พยายามเรียกร้องผ่านอาชีพและการศึกษา อาชีพ เช่น เมื่อก่อน คนที่จะเป็นหมอได้ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เพราะผู้ชายมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือ ส่วนผู้หญิง ไม่ต้องเรียนน่ะ คุณจะเรียนไปทำไม หน้าที่ของคุณก็คือดูแลลูกและสามี และพ่อแม่อยู่แล้ว ฉะนั้น หน้าที่ของคุณ ก็คือต้องฝึกงานบ้านงานเรือนให้เก่ง มีใครเคยดูทองเอกหมอยาท่าโฉลงไหมคะ มีใครเคยดูไหม ที่คิมเบอร์ลี่กับมาริโอ้แสดง เคยดูใช่ไหม เคยดูไหม เคยดูนะคะ ถ้าใครที่เคยดูเรื่องนี้มันเป็นหนังตลกในของไทยนี่แหละ ขำ ๆ ธรรมดา ๆ แต่ว่าถ้าลองมองแนวสตรีนิยมนี่ คุณจะเห็นภาพว่าเฮ้ย สังคมไทยในอดีตนี่ ผู้หญิงกับผู้ชายเขาไม่ได้เท่าเทียมกันจริง ๆ นะ ถ้าสังเกตนะคะ ครอบครัวของผู้หญิง ก็คือครอบครัวของคิมเบอร์ลี่นี่ พยายาม... งานบ้าน งานเรือน เธอต้องเก่งงานบ้านงานเรือนนะ เดี๋ยวสักพัก เธอก็จะได้ออกเรือนกับผู้ชายที่พ่อกับแม่หาให้ ในขณะเดียวกัน พระเอก มาริโอ้ ฝ่ายชายนี่ ก็เหมือนกับพยายามรับสืบทอดความเป็นหมอมาจากคุณตาใช่ไหมคะ ก็คือเป็นคนที่เหมือนกับว่าฝึกมีความรู้ในระดับหนึ่งแหละ แล้วก็ฝึกความเป็นหมอมาจากคุณตา แล้วนางเอก เผอิญว่าเห็นว่าพระเอกนี่ เก่งแบบนี้ ก็เลยอยากจะมาเรียนหมอด้วย อันนี้ ก็คือในสังคมอดีตนะ คราวนี้ เราจะเห็นภาพว่า พ่อแม่ของนางเอกไม่ยอมให้นางเอกมาเรียน เพราะว่าอะไร เพราะว่าอาชีพแบบนี้ มันต้องเป็นของผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงไม่ต้องมาทำอะไรพวกนี้ ไปทำโน่น ฝึกงานบ้านงานเรือนเตรียมมีสามีโน่นนะคะ มันก็เป็นลักษณะแบบเดียวกัน สังคมตะวันตกก็เป็นเหมือนกันนะคะ อันนี้ที่เราเห็นภาพชัดเจนเพราะว่าในสังคมไทยน่ะ เราเห็นภาพชัด แต่ตะวันตกก็ไม่ได้ต่างจากเราเลยนะคะ ก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงในสังคมตะวันตก ในช่วงที่เขาจะเรียกร้องนี่ เขาถูกกดขี่ในเรื่องแบบนี้ ถูกกดขี่ในเรื่องของอาชีพ ถูกกดขี่ในเรื่องของการศึกษา ก็เลยมีการเรียกร้องให้ผู้หญิงนี่ มีสิทธิ์ในการเรียนทุกสาขาวิชามากขึ้น โดยเฉพาะสาขาทางการแพทย์ อันนี้คือเริ่มจากตะวันตกเลย แต่เผอิญว่าละครไทยเรามีแสดงแล้วมันสอดคล้องกันพอดีนะคะ ตะวันตกเขาก็เริ่มว่าผู้หญิงนี่ แทนที่จะให้เรียนแต่พยาบาลเฉย ๆ ให้เรียนแพทย์ด้วยได้ไหม เพราะสมองผู้หญิงก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ใช่มีแต่สมองผู้ชายที่ดีนะคะ พอให้ผู้หญิงได้เรียนแพทย์ อย่างนั้นให้ผู้หญิงเป็นแพทย์ด้วยนะ ได้เริ่มทั้งอาชีพ ได้เริ่มทั้งการศึกษา แล้วก็ต่อมาเรื่องของการเมือง ผู้หญิงก็พยายามเรียกร้องเหมือนกัน เมื่อก่อน ตะวันตกผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง นักศึกษาคิดดูว่าผู้หญิงกับผู้ชายนี่ มันแตกต่างกันขนาดไหนนะคะ ในอดีต ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ก็เลยกลายเป็นว่า ในเมื่อฉันมีการศึกษาแล้ว ฉันมีอาชีพอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาแล้ว อย่างนั้นให้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยได้ไหม ก็ได้ ยุคนั้นอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกตั้งได้ แต่ด้วยความที่ว่าถ้าจะปุ๊บปั๊บ เปลี่ยนเลย ให้มันเท่าเทียมกันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลย มันก็อาจจะไม่ได้แบบทำได้แบบเพียว ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ ก็เลยทำให้ในช่วงนั้นนี่ ที่ผู้หญิงสามารถเลือกตั้งได้ แต่ก็ยังต้องอยู่ในความคิดของพ่อหรือสามีเท่านั้น อยู่ในความคิดของพ่อหรือสามีคืออะไร ก็อย่างเช่น ถ้าสมมติว่าผู้หญิงจะเลือกคนนี้ ให้ลองถามพ่อดูก่อน ว่าพ่อโอเคไหม ถ้าพ่อโอเค ก็เลือกได้ หรือถ้ามีสามีแล้ว ก็ให้ลองถามสามีดูก่อน ว่าคนนี้โอเคไหม ถ้าโอเคก็เลือกได้นะคะ ฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเท่าเทียม มันก็อาจจะไม่ได้ดูแบบเท่าเทียมกันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เสียทีเดียวนะคะ ทีนี้แล้วมาร์กซิสต์มันมาเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ครูพูดไปเมื่อกี้ มาร์กซิสต์นี่ก็เป็นลักษณะที่ผู้หญิงถูกกดขี่ด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม เมื่อกี้ครูพูดไปแล้วว่าผู้หญิงพยายามเรียกร้องอาชีพของตัวเองใช่ไหมคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อก่อนผู้หญิงถูกจำกัดในเรื่องอาชีพไง ก็อย่างเช่น อาชีพของผู้หญิงนี่ ในเมื่ออยู่บ้าน คุณก็ต้องเลี้ยงดูลูก เลี้ยงดูสามี เลี้ยงดูพ่อแม่อยู่แล้ว ฉะนั้น อาชีพที่ต้องออกไปนอกบ้าน คุณก็จะได้แค่ไม่กี่อาชีพ เช่น เลขาฯ ช่างเย็บผ้า หรือพยาบาล แค่นั้นนะคะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าอาชีพเหล่านี้มันเป็นอาชีพที่ต้องดูแลคน ในเมื่ออยู่บ้านคุณก็ต้องดูแลคนแล้วทำแบบนี้ ฉะนั้น ถ้าคุณจะไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินนอกบ้าน อาชีพของคุณก็คงจะจำกัดอยู่แค่นี้เหมือนกัน แค่นั้นไม่พอ ถ้าในเมื่ออาชีพของคนนี่ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้นรายได้ของคุณก็ไม่ควรที่จะเยอะ เหมือนกับรายได้ของผู้ชายที่เขาต้องใช้แรงงาน มันก็เลยกลายเป็นว่าสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์นี่ ผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดแค่เรื่องอาชีพเท่านั้น แต่นำไปสู่ในเรื่องของรายได้ด้วย พอนำไปสู่ในเรื่องของรายได้ ถึงคุณจะออกไปทำงานนอกบ้าน หารายได้มาเลี้ยงครอบครัวแค่ไหนก็ตาม แต่รายได้ที่ได้สูงกว่า คือรายได้ของผู้หญิงหรือผู้ชายคะ ผู้ชาย ฉะนั้นในเมื่อถึงจะออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่ผู้ชายมีรายได้สูงกว่า คนในบ้านก็ต้องเชื่อฟังใครคะ ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ก็ต้องเป็นผู้ชาย เพราะว่ามีอำนาจทางการเงินสูงกว่าแค่นั้นเอง มันก็เลยกลายเป็นว่าสตรีนิยมสายที่ 2 นี่ สายมาร์กซิสต์นี่ ผู้หญิงมีสิทธิ์ได้ทำงานนอกบ้านก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้เทียบเท่ากับผู้ชาย เพราะว่ายังถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องของระบบเศรษฐกิจแล้วก็ทุนนิยมอยู่นั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์นะคะ ต่อไป สตรีนิยมสายที่ 3 คือ สายถอนรากถอนโคน สัปดาห์ที่แล้วครูบอกว่าถ้าเกิดว่าเราน่ะ เปิดเน็ตอยู่ หรือเปิดอะไรอยู่นี่ ครูจะขอให้ดอกจันสตรีนิยมสายที่ 3 เลยนะ ตอนนี้ทุกคนมีหนังสือแล้ว ถ้าอย่างนั้นครูก็จะให้ดอกจันในหนังสือเลยนะคะ ว่าสตรีนิยมสายที่ 3 สายถอนรากถอนโคนนี่ มันมีความสำคัญและสอดคล้องกับสังคมไทยมากในปัจจุบัน มากอย่างไร สายถอนรากถอนโคน มันมีที่มาว่า ถ้าเกิดว่าผู้หญิงจะไม่ถูกกดขี่ ข่มเหงด้วยแนวคิดนี้ คุณต้องถอนรากถอนโคนแนวความคิดนี้ออกไปให้หมดก่อน ซึ่งแนวคิดที่ว่า ก็คือแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่นะคะ แนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ก็คือ อะไรก็ผู้ชาย อะไรก็ผู้ชาย เช่น อยู่ที่บ้านคุณ เอาแบบง่าย ๆ เลย ไม่ต้องไปนึกถึงครอบครัวอื่น นึกถึงครอบครัวของคุณนี่ เวลาที่จะทำอะไร ถามพ่อก่อนว่าพ่อโอเคไหม ที่บ้านใครเป็นแบบนี้ไหมคะ เป็นใช่ไหมคะ ที่บ้านครูก็เป็นเหมือนกันค่ะนักศึกษา แม่ก็ไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน ทั้งสองคนเป็นข้าราชการเหมือนกัน ไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่พอกลับมาบ้านปุ๊บ พ่อมาพักผ่อน แต่แม่ต้องรีบไปทำกับข้าวให้ลูกกิน เหมือนกันใช่ไหมคะ ถ้าใครเป็นแบบนี้ นั่นแหละค่ะ แนวคิดนี้ มันคือแนวคิดอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ปลูกฝังแบบฝังรากเอาไว้เลย ว่าถึงคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่คุณก็ต้องดูแลสามี ดูแลลูก ดูแลพ่อแม่อยู่ดี นั่นแสดงว่ามันเท่าเทียมกันจริงหรือเปล่าคะ คุณคิดว่ามันเท่าเทียมกันจริงไหมแบบนี้ อันนี้คือไม่เท่านะคะนักศึกษา แบบนี้ไม่ได้เท่ากันนะคะ ถึงแม้ว่าคุณจะบอกว่าก็เท่ากันนะคะ พ่อกับแม่หนูก็ไปทำงานหาเงินเหมือนกัน แต่คุณก็ลองคิดดูดี ๆ ว่า เอ๊า ไปทำงานหาเงินเหมือนกัน แล้วใครน่ะมีอำนาจมากกว่า หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการดูแลบ้านไม่เท่าไร แต่ในเรื่องของการตัดสินใจนี่สิ มันยิ่งชัดเจนเลยว่า สุดท้ายพ่อก็ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ดี แม่นี่ เรียนสูงเหมือนกัน พ่อก็เรียนสูงเหมือนกัน พอถามแม่ว่า แม่ หนูไปเป็นครูดีไหม แม่ก็ว่าดีนะ แต่ลองไปถามพ่อดูสิว่าพ่อโอเคไหม ไอ้พูดแบบนี้นี่แหละค่ะ มันใช่เลยนะคะ สายถอนรากถอนโคนแน่ ๆ ซึ่งสายนี้ เป็นแนวคิดที่ถูกฝังเรามาตั้งแต่สังคมแบบอยุธยาแล้ว อยุธยา สุโขทัย เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนนี่ ที่เขาปลูกฝัง เขาปลูกฝังเพราะอะไรนักศึกษา เขาปลูกฝัง เพราะว่าเมื่อก่อน มันเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม พอเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมปุ๊บใช่ไหม ผู้ชายจะเป็นเหมือนกับแรงงานหลักในครอบครัว ส่วนผู้หญิงจะเป็นเหมือนกับคนที่ช่วย ช่วยในที่นี้ ก็คือช่วยไปทำนาบ้าง ช่วยทางด้านการเกษตรบ้าง หรือถ้าไม่ช่วยแบบข้างนอก ก็มาคอยดูแลลูก คอยทำกับข้าวให้สามีที่อยู่บ้าน มันก็เลยเป็นลักษณะของสังคมแบบนี้นะคะ แถมก่อนหน้าที่เราจะได้รับอิทธิพลตะวันตกนี่ เราน่ะ มีความคิด มีแนวความคิดที่ว่าผู้ชายสามารถมีเมียหลายคนได้ เพราะถ้ายิ่งมีเมียหลายคน ก็ยิ่งช่วยกันทำมาหากิน นี่คือแนวความคิดของไทย ในยุคก่อนได้รับอิทธิพลตะวันตกนะคะ รวมถึงในเรื่องของศาสนาพุทธด้วย ศาสนาพุทธ ก็คือผู้ชายสามารถบวชเรียน สามารถออกบวชได้ สามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นว่าเราน่ะ ต้องเคารพผู้ชาย ต้องยึดถือผู้ชาย ผู้ชายเก่งกว่า ผู้ชายฉลาดกว่า งานหลัก ๆ ในบ้านเมือง มักจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้หญิงจะมีหน้าที่แค่ Support หรืออยู่ข้างหลังบ้านเท่านั้นนะคะ จริง ๆ เราเพิ่งจะเริ่มมามีแบบค่านิยม แบบผัวเดียวเมียเดียว อันนี้ต้องยอมรับนะคะ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เพราะว่าเรารับอิทธิพลตะวันตก คือตะวันตกนี่ เขานี่จะค่อนข้างที่จะถือในเรื่องนี้ คือ ต้องมีผัวเดียว เมียเดียว ใครมีชู้ หรือว่าใครที่มีมากกว่า 1 คนนี่ โอ้โห สังคมจะไม่ค่อยยอมรับนะคะ ฉะนั้น เราก็เลยเหมือนกับว่าเริ่มมารับอิทธิพล ในแบบนั้นนี่ ในช่วงหลังรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา คุณจะสังเกตได้เลย ราชวงศ์ไทย อันนี้แบบคือไม่ได้แอบอ้างหรืออะไรใด ๆ นะคะ อันนี้เป็นข้อสังเกต ราชวงศ์ไทยในอดีต พระมหากษัตริย์จะมีพระชายาหลายพระองค์ ถูกไหม ไม่ว่าจะเป็นเมืองนั้นเมืองนี้ เมืองนั้นเมืองนี้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าเพื่อการเมือง อาณาเขตต่าง ๆ มีอำนาจในการปกครองขยายอำนาจ แผ่อำนาจ ก็เลยกลายเป็นว่ามันก็เลยมีค่านิยมแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น กับสามัญชนทั่วไป ก็ช่วยในเรื่องการทำมาหากิน อันนี้่ ครูพูดในมุมทางวิชาการนะคะ แต่ว่าพอในยุคหลัง โอเคแหละ พอเรารับอิทธิพลตะวันตกมา เราก็จะสังเกตว่า พระมหากษัตริย์ก็เป็นแบบอย่างเหมือนกัน ประชาชน ฉะนั้น ในทุกวันนี้ ข่าวสารบ้านเมืองนี่ ถ้าใครก็ตามเป็นข่าวเมียน้อย โอ๊ย ไปออกโหนกระแส เห็นไหนคะ ล่าสุด นี่ ก็เป็นกระแสสังคม สังคมไม่ยอมรับ นั่นก็เป็นเพราะว่าสิ่งนี้ เรากำลังพยายามปรับอยู่นะคะ เลยกลายเป็นว่า นี่ สายถอนรากถอนโคนที่ว่านี่ มันก็คือสายอุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่ ถ้าคุณถอนความคิดนี้ออกไป ผู้หญิงกับผู้ชายต้องเท่าเทียมกัน ไปทำงานนอกบ้านก็ต้องเท่ากัน ช่วยดูแลลูกก็ต้องช่วยเหมือนกัน ผู้ชายทำงานบ้านก็ต้องได้เหมือนกัน อันนี้ มันจะทำให้สังคมแบบเท่าเทียมกันได้มากขึ้นนะคะ อีกอย่างหนึ่ง เราสังเกตนะ เรามันจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เฮ้ย งานนี้ให้ผู้ชายทำดีกว่านะลูก ผู้ชายเขาน่าจะทำได้ดีกว่า ผู้ชายเขาจะทำได้เหมาะสมกว่า ไอ้คำพูดเหล่านั้นนั่นแหละค่ะ มันก็เปรียบเสมือนคำพูด ที่เหมือนกับการปลูกฝัง ฝังรากลงไป พอฝังรากไปแบบนี้ปุ๊บ เราก็เลยเหมือนกับว่า ถ้าจะขุดออกไปได้นี่ มันต้องถอนรากนั้นออกไปด้วยนะคะ นี่ก็คือแนวคิดแบบถอนรากถอนโคน ต่อไป สายที่ 1-3 เมื่อกี้ จะเป็นสายที่เห็นภาพว่าผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงแบบไหนบ้างนะ อย่างเช่น สายที่ 1 สายเสรีนิยม ถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องของกฎหมาย ถ้าหย่ากันไปแล้ว ผู้หญิงไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ก็เลยต้องแก้ไขผ่านกฎหมาย ก็เป็นแนวคิดเสรีนิยม สายที่ 2 สายมาร์กซิสต์ ก็คือถูกกดขี่ข่มเหง ด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม มีข้อจำกัดในด้านอาชีพแล้วก็รายได้ของผู้หญิง สตรีนิยมสายที่ 3 สายถอนรากถอนโคน ก็คือแนวคิดอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงด้วยแนวคิดนี้ ถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดนี้ ก็เลยทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายยังไม่ได้เท่าเทียมกัน ส่วนแนวคิดที่ 4 กับแนวคิดที่ 5 จะเป็นแนวคิดที่ให้เห็นคุณค่าของความเป็นหญิงนะคะ เห็นคุณค่าอย่างไร แนวคิดสายที่ 4 สายวัฒนธรรม สายวัฒนธรรมนี่ จะแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วผู้หญิงนี่ดีกว่าผู้ชายนะ ดีกว่าอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความอ่อนโยน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่ก้าวร้าว การเอาใจใส่ดูแลผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ควรที่จะได้รับการยกย่อง มากกว่าการได้รับการเปลี่ยนแปลงนะคะ เหมือนอย่างเช่นแนวคิดแรกใช่ไหม ที่ครูบอกว่าเขาพยายามที่จะปรับผู้หญิงให้เป็นเหมือนผู้ชายอะไรประมาณนี้ แต่แนวคิดนี้ เขาบอกว่าไอ้ที่ผู้หญิงเป็นอยู่ตอนนี้มันคือสิ่งที่ดี มันจะทำให้สังคมนี่สามารถอยู่ร่วมกันได้แบบสงบสุขนะคะ แล้วก็สตรีนิยมสายนิเวศ นิเวศ แปลว่า ธรรมชาตินะ หรือว่าเราจะแบบ เอ๊ย นิเวศ คือ ป่าใช่ไหม ป่ามันก็คือธรรมชาตินั่นเอง สตรีนิยมสายนิเวศ เป็นสตรีนิยมสายที่ให้เห็นคุณค่าของผู้หญิง โดยเปรียบเทียบกับธรรมชาติ เช่น ถ้าคุณบอกว่าธรรมชาติเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลก ดังนั้น ผู้หญิงก็คงเป็นเหมือนธรรมชาติเช่นเดียวกัน เพราะผู้หญิงก็คือผู้ที่ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ หรือคนในโลกเช่นเดียวกัน ถ้าคุณให้คุณค่ากับธรรมชาติ คุณก็ต้องให้คุณค่ากับผู้หญิงเหมือนกัน เช่น เรามักจะได้ยินเวลาที่แบบว่าคำด่าทุกวันนี้ บางทีมันก็จะมีคำด่านะ ว่าเช่น นี่เป็นเพศแม่ของเธอนะ นี่เป็นอะไรพวกนี้นะคะ ฉะนั้น ไอ้คำว่านี่เป็นเพศแม่เธอนะ นั่นแหละ มันคือคำที่กำลังสะท้อนว่า นี่ ผู้หญิงนี่เขามีคุณค่านะ เขาไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ คุณค่าของผู้หญิงเพศแม่ ในที่นี้ก็คือเป็นผู้ให้กำเนิดนะ ให้กำเนิดสรรพสิ่ง โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" หรือ "มนุษย์" นะ นะคะ ฉะนั้นสตรีนิยม สายที่ 4 กับสายที่ 5 นี่ ก็เลยจะแตกต่างจาก 1-3 ตรงที่ว่า 4 กับ 5 จะพยายามให้เห็นคุณค่าของความเป็นผู้หญิงนั่นเองนะคะ ต่อไป สตรีนิยมสายที่ 6 สตรีนิยมสายที่ 6 นี่ จะคล้ายกับสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ ที่เอาระบบเศรษฐกิจและทุนนิยมมากดขี่ข่มเหงผู้หญิง แต่คราวนี้ สายสังคมนิยมแค่ชื่อก็รู้แล้วนะ ว่าแบบว่าใช้สังคมนี่มาเป็นตัวกดขี่ข่มเหง สังคมนิยม ก็คือเอาความนิยมของสังคมนี่แหละ มาเป็นตัวกดขี่ข่มเหงของผู้หญิง โดยไอ้กดขี่ที่ว่า มันก็คือเอาในเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และทุนนิยมมากดนั่นเอง เช่น อันนี้แบบยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะ ผู้ชาย หรือสังคมนี่ จะสร้างแนวความคิดความเชื่อที่ว่า ผู้หญิงที่สวย ต้องผอม ต้องหุ่นดี ต้องขาวเท่านั้น ความคิดที่ว่า นักศึกษาคิดว่ามาจากผู้ชายหรือผู้หญิง ก็ผู้ชายนั่นแหละ ผู้ชายนั่นแหละเป็นคนสร้างแนวความคิดนี้ พอผู้ชายสร้างแนวความนี้ปุ๊บ อ้าว มันก็เลยกลายเป็นสังคมรวมสิว่า เฮ้ย ในสังคมนี่ ผู้หญิงที่สวย ผู้หญิงที่ขาวนี่ เอ้ย ผู้หญิงที่ขาวที่ผอมนี่ คือผู้หญิงที่สวยนะ เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงที่ไม่ได้สวย แบบที่ไม่ได้ขาว ไม่ได้ผอมแบบตามที่มาตรฐานเขาแบบตั้งเอาไว้ เลยกลายเป็นอยากผอมอยากขาวขึ้นมาปุ๊บ แล้วก็มีคนที่เอาสิ่งนี้ไปสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผอมที่ทำให้ขาว แล้วก็เอาไปขายกับผู้หญิง สุดท้าย ผู้หญิงก็เลยตกเป็นทาสของทุนนิยม ตกเป็นทาสทุนนิยม ก็คือ โอ๊ย ฉันต้องซื้อแล้วล่ะ เพราะฉันอยากสวย ฉันอยากผอม ฉันอยากขาว เลยกลายเป็นว่าพวกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผู้หญิงก็เลยต้องซื้อ เพื่อที่จะให้ตัวเองรั้อยู่ในมาตรฐานของโครงสร้างสังคมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อันนี้เราต้องเข้าใจนะคะ ว่าในสังคมยุคอดีตมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครูใช้คำว่า "อดีต" เพราะอะไร เพราะปัจจุบัน เคยได้ยิน ไม่ใช่เคยหรอก เรานี่ จะได้ยินกับคำว่าอะไรนะ “Real Size Beauty” ได้ยินคำนี้นะ คำนี้มันผุดขึ้นมาแล้วในยุคปัจจุบัน เพราะอะไร เพราะว่า พยายามคือสังคมนี่ เริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้แล้วว่าไอ้การที่คุณนี่ ไปสร้างบรรทัดฐานว่าผู้หญิงต้องสวย ต้องผอม ต้องขาวนี่ มันเป็นบรรทัดฐานที่มันอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับผู้หญิงเลย ผู้หญิงหลาย ๆ คนตกเป็นทาสของคำคำนี้ แล้วก็ต้องไปทำทุกอย่างให้ตัวเองต้องผอม ต้องขาว เพื่อที่ทำให้ตัวเองต้องให้สังคมยอมรับ มันก็เลยกลายเป็นว่าไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้มันก็เลยมีคำว่าเดี๋ยวก็ “Real Size Baeuty” เดี๋ยวก็คำว่า “ให้เห็นคุณค่าของผู้หญิง” ผู้หญิงสวยไม่ต้องผอม ผู้หญิงสวยไม่ต้องขาว ผู้หญิงสวยก็คือสวย ทุกคนมีความสวยในตัวเอง ประมาณนี้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงครูจะบอกว่าในยุคปัจจุบันนี่เขาพยายามที่จะเรียกร้องแล้วใช่ไหม ว่าคนนี่ ต้อง Real Size Beauty หรือคนนี่ต้องให้เห็นคุณค่าของตัวเองนะ แต่ใด ๆ ในอดีต ผู้หญิงก็ยังถูกกดขี่ข่มเหงด้วยสังคมแบบนิยมอยู่นะคะ ก็คือสังคม… สตรีนิยมสายสังคมนิยมนั่นเอง อันนี้ก็คือใช้ระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม คือนักศึกษา ครูจะบอกว่าในยุคครูนะ มันอาจจะไม่ได้ฮิตศัลยกรรม แต่เขาจะฮิตกลูตาไธโอน ของเราฮิตไหม ตอนนี้ ยุควัยรุ่นตอนนี้ฮิตไหม กลูตาไธโอน ทักษ์รู้จักไหม ไม่รู้จัก โห อันนี้ รู้จักอยู่ใช่ไหม เคยไหม เคยกินไหมคะ ไม่เคย มีใครเคยไหม นักศึกษายุคครู ยุคครูตอนสมัยเป็นวัยรุ่นเหมือนเรา ย้อนไป 10 กว่าปีที่แล้วนะคะ กลูตาไธโอนฮิตมาก เพราะว่าในสมัยก่อน จะสวยจริงต้องขาว ต้องขาวแบบไหน ขาวแบบกระดาษ บ้าไปแล้ว คือแบบฮิตขาวแบบขาวกระดาษ ซึ่งเด็กวัยรุ่นในยุคนั้นทำอะไรได้ล่ะ ก็ในเมื่อฉันเกิดมาแบบฉันไม่ได้ขาว กินกลูตาไธโอน ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนขายเยอะมาก แล้วก็มีทั้งกินมีทั้งฉีดด้วย เอาเป็นว่าคือในยุคนั้นนี่ โอ้โห หน้าขาว ปากแดง ยุคนี้ไม่มีแล้วนะ ของเขาจะมีแบบเป็นโทนธรรมชาติมากขึ้นอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีในยุคนั้นนะคะ มันก็เลยทำให้นี่ไง ไอ้คำว่า “สังคมนิยม” นี่ มันทำผู้หญิงแบบบางทีผู้หญิงไม่รู้ตัวเลยนะ ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำน่ะ มันคือสิ่งที่สังคมกำลังกดขี่ตัวเองทางอ้อมอยู่ ไอ้การที่เขาหลอกขายนี่ แล้วคุณยอมที่จะถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกน่ะ นั่นแหละ คุณกำลังถูกกดขี่ข่มเหงอยู่นะคะ อันนี้ก็คือสตรีนิยมสายสังคมนิยม ต่อไป สตรีนิยมสายจิตวิเคราะห์ จิตวิเคราะห์นี่ ถ้าเราเรียนจิตวิทยามา เราก็จะได้ยิน Sigmund Freud อะไรพวกนั้นนะ แต่คราวนี้เราจะไม่ต้องพูดลึกไปจนถึงขนาดนั้น แต่ว่าให้รู้แค่ว่าไอ้คำว่า "สายจิตวิเคราะห์" นี่ มันเป็นแนวจิตวิทยาบางอย่าง ที่เกิดขึ้นจากจิตไร้สำนึกของเรา จิตไร้สำนึก ก็คือบางที เราอาจจะไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าเรากำลังคิดสิ่งนั้น แต่เราทำไปโดยที่เราไม่ได้รู้ตัวนะคะ อันนี้ก็คือจิตวิเคราะห์ หรือจิตไร้สำนึก เช่น ผู้หญิงกับผู้ชาย ไม่ได้ต่างกันในเรื่องของชีววิทยา ชีววิทยา ก็คือเพศที่ได้มาโดยกำเนิด เช่น ผู้ชายจะมีลูกอัณฑะ ผู้หญิงจะมีอวัยวะเพศของผู้หญิง อันนี้เขาเรียกว่า "ชีววิทยา" แต่เขาบอกว่าไอ้ที่มันต่างกัน เอ้ย ไอ้ที่มันถูกสร้างขึ้นมานี่ เช่น อยู่ในท้อง รู้แล้ว ว่าเด็กคนนี้เป็นผู้หญิง แค่รู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงปุ๊บ ก็ไปหาซื้อเครื่องใช้ อุปกรณ์ ที่เป็นสีชมพูมาให้โดยอนุมัติ ยังไม่รู้เลย ว่าเด็กเขาจะชอบสีชมพูหรือเปล่า เด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะไม่ได้ชอบสีชมพูก็ได้ ถูกไหม แต่มันเป็นจิตวิทยาแบบเป็นจิตวิเคราะห์ แบบจิตไร้สำนึกโดยอัตโนมัติน่ะนักศึกษาว่า อ๋อ ได้ลูกผู้หญิง อย่างนั้นไปหาซื้อสีชมพูแล้วกัน อ๋อ ได้ลูกผู้ชาย อย่างนั้นหาซื้อโทนสีน้ำเงิน โทนสีเขียวก็แล้วกัน ประมาณนี้นะคะ จริง ๆ แล้ว เด็กคนนั้นที่คลอดออกมาเขาอาจจะไม่ได้ชอบพ่อกับแม่หรือใครก็ตาม พยายามเอาให้เขาก็ได้นะคะ นี่ก็คือ สตรีนิยมสายจิตวิเคราะห์นะคะ แล้วก็สตรีนิยมสายหลังสมัยใหม่ สตรีนิยมสายหลังสมัยใหม่นี่ เป็นสตรีนิยมที่ครูใส่สีแดงเอาไว้ว่าถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงเพราะอะไร เพราะ 1-7 เขาพยายามเรียกร้องให้เห็นว่าผู้หญิงกับผู้ชายนี่ไม่เท่าเทียมกันอย่างไรบ้าง ผู้หญิงถูกข่มเหงอย่างไรบ้าง แต่สตรีนิยมสายหลังสมัยใหม่กลับปฏิเสธความเป็นหญิงความเป็นชาย เสนอบอกว่าไม่มีความเป็นหญิง ไม่มีความเป็นชายหรอก ทุกคนเหมือนกันหมดนั่นแหละ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรที่มันแตกต่างกัน ก็เลยกลายเป็นว่า คนที่เขาศึกษามาเขาบอกว่าไม่ใช่จ้ะ มันจะมาเท่าเทียมกันได้อย่างไร มันจะมาเหมือนกันหมดได้อย่างไร ก็ในเมื่อ 1-7 นี่ ก็เห็นอยู่ว่าผู้หญิงนี่ถูกกดขี่ขมเหงอย่างไรบ้าง ก็เห็นอยู่ว่ามันต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ สายนี้ ก็เลยเป็นสายที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงนะคะ ต่อไปสายที่ 9 แนวคิดรัฐสวัสดิการ แนวคิดรัฐสวัสดิการนี่ ก็คือแนวคิดที่ผู้หญิงยังไม่ได้รับสวัสดิการเต็มที่จากภาครัฐ ในสังคมไทยเราไม่ค่อยเห็นตัวอย่างหรอก แต่ที่ครูให้ดูคังคุไบ เราเห็นสิ่งนี้ไหมคะ ที่แนวคิดรัฐสวัสดิการ ผู้หญิงบางกลุ่มยังไม่ได้รับรัฐสวัสดิการเต็มที่ เห็นใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นโสเภณี ที่เขาบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ควรที่จะได้รับหรือสิทธิใด ๆ จากรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ แล้วกลุ่มคนเหล่านั้นก็เป็นประชาชนไหมคะ ก็ใช่เหมือนกัน แต่ในเรื่องของคังคุไบ คุณจะเห็นว่าคังคุไบเขาพยายามเรียกร้องสิทธิตรงนี้ นั่นแสดงว่าผู้หญิงในประเทศอินเดีย ยังไม่ได้รับแบบนี้เท่าเทียมกันหมด หรือแม้กระทั่ง ถ้าโสเภณีคุณยังไม่เห็นภาพ แต่คุณน่าจะเห็นภาพลูกของโสเภณี เห็นไหมคะ น่าจะเห็นนะ ที่บอกว่าคังคุไบพยายามจะเอาลูกสาวของคนที่เป็นโสเภณีเหล่านี้ ให้ไปเรียนหนังสือ ให้ได้รับรัฐสวัสดิการเต็มที่จากภาครัฐ ซึ่งเราจะเห็นเลยว่า อ้าว เด็กเขาไม่ได้เป็นโสเภณีด้วยซ้ำ ถ้าคุณจะบอกว่าโสเภณีไม่ควรได้รับ แล้วเด็กเหล่านี้เขาไม่ได้เป็น แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้รับ มันก็เลยกลายเป็นว่า สตรีนิยมแนวคิดรัฐสวัสดิการนี่ ใช้กับกลุ่มผู้หญิงในบางประเทศ ที่อาจจะยังไม่ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐเต็มที่นะคะ ฉะนั้น คังคุไบนี่ คุณจะเห็นภาพเลยว่าเออสิ่งนี้ มันยังมีอยู่จริง ๆ ในโลกของเรานะคะ หรือแม้กระทั่ง แนวคิดสตรีนิยมผิวดำ และสตรีนิยมในโลกที่ 3 มันก็จะเป็นภาพว่าในอดีต ยุโรปเขาจะเรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มผิวขาว แล้วก็จะเรียกชาวแอฟริกาว่าเป็นกลุ่มผิวดำ แล้วจะเรียกชาวเราว่าเป็นกลุ่มผิวอะไรคะ ของเรากลุ่มผิวอะไร ผิวแดง ผิดค่ะ ผิวอะไร เอ๊า เรานี่ สีทองก็ผิดค่ะ 2 สีก็ผิดค่ะ ของเราอยู่ในกลุ่มชนผิวเหลือง ของเราน่ะ เป็นกลุ่มผิวเหลืองนะคะ ถึงใครจะบอกว่า ไม่นะคะ หนูขาวอยู่ ไม่ค่ะ หนูก็ยังเป็นกลุ่มผิวเหลือง หรือแม้กระทั่งหนูดำค่ะอาจารย์ ไม่ ถึงจะดำแค่ไหนก็ตาม กลุ่มประเทศของเรานี่ แถบเอเชียของเรา เราจะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มผิวเหลืองนะคะ กลุ่มผิวเหลืองนี่เขาจะแบ่งแยกเลยกลุ่มผิวขาว ผิวดำ แล้วก็ผิวเหลืองนะ กลุ่มผิวขาวก็คือพวกชาวยุโรปฝรั่งทั้งหลาย กลุ่มผิวเหลืองก็คือแถบเอเชียก็คือแบบพวกเรา กลุ่มผิวขาวทั้งหลายนี่ เขาจะมาว่ากลุ่มพวกเรานี่ กลุ่มฉลาด ภูมิใจเอาไว้เลยนะคะนักศึกษา เรานี่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ฉลาด กลุ่มผิวเหลืองนี่ เป็นกลุ่มที่สมองฉลาด ถ้าใครที่คิดไม่ออกนะ ถ้าใครที่เคยดูหนังฝรั่งแบบแนวนาซา แนววิทยาศาสตร์ แนวอะไรอย่างนี้ จะต้องมีชาวเอเชียเข้าไปทำงานในนั้น เคยดูไหมคะ น่าจะเคยดูแหละ ไม่ว่าจะเป็นองค์การ NASA หรืออะไรก็ตาม หรือคุณจะดูเอ้า เอาแบบง่าย ๆ อะไรนะทุกเรื่องที่เป็นแบบที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์หรือมันสมองน่ะ เขาจะมีชาวเอเชียเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่นอะไรประมาณนี้นะคะ จะต้องมีดาราที่เป็นคนเอเชียเข้าไปในนั้น นั่นแหละนักศึกษา เขาน่ะ มองว่าเอาเอเชียหรือชาวผิวเหลืองนี่เป็นกลุ่มชนฉลาดเด้อ อันนี้ภูมิใจไว้เด้อ แต่กลุ่มที่เขาเหยียดนี่ คือ กลุ่มผิวดำ เขาจะมองว่าคนกลุ่มนี้ก็คือแถบแอฟริกานะคะ ไม่ใช่เรา แถบแอฟริกานี่ ก็คือ จะเป็นคือเขามองแบบพวกทาส มองแบบเหมือนสัตว์น่ะ นักศึกษาถ้าใครที่เคยดูหนัง ในอดีต มันมีกลุ่มคนที่เรียกร้องในเรื่องของผิวดำ-ผิวขาวอยู่นะคะ แต่ว่าโอเคแหละ ในยุคปัจจุบันมันอาจจะหายไปแล้ว แต่เมื่อก่อนที่มีการเรียกร้องเพราะอะไร เพราะยุโรปเขาเอาคนผิวดำมาเป็นทาส เอาคนผิวดำมาใช้แรงงาน มันก็เลยกลายเป็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีสิทธิทุกอย่าง เขาก็มีอะไรทุกอย่างเหมือนมนุษย์น่ะแต่กลับถูกทำให้เหมือนกับทาส ถูกทำให้เหมือนกับสัตว์ ก็เลยเกิดเป็นแนวคิดสตรีนิยมผิวดำ และสตรีนิยมในโลกที่ 3 ขึ้นมา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ เขามีสิทธิเสรีภาพ เทียบเท่ากับคนในปัจจุบันนะคะ ไม่ว่าจะสีผิวใดก็ตามนะคะ ทีนี้ทวนอีกรอบหนึ่ง สตรีนิยมทั้ง 10 สายเมื่อกี้นะคะ สตรีนิยมสายไหนที่ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม เช่น อาชีพ ให้ทำได้แค่ไม่กี่อาชีพ รายได้ถ้าไปทำงานนอกบ้านก็ทำ… ก็จะมีรายได้ไม่สูงเท่าผู้ชาย สตรีนิยมสายไหนคะ มาร์กซิสต์ โอเค สตรีนิยมสายไหนที่พยายามเรียกร้องผ่านการแก้ไขหมาย เช่น เมื่อก่อนถ้าหย่าไป ผู้ชายต้องได้รับสิทธิ์ในการเลี้ยงลูก ผู้หญิงก็เลยเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายนี้ สตรีนิยมสายไหนคะ เสรีนิยม โอเค สตรีสายไหนที่เป็นแบบ โอ้โหของไทยเลย ไอ้ที่บอกว่าอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่นี่ ถอนรากถอนโคน ปากก็บอกว่าเท่า แต่จริง ๆ เท่าไหม ไม่เท่านะคะนักศึกษา ครูจะบอก อย่างไรก็ตาม ครูจะบอกไว้เลย ไอ้ที่บอกว่าผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน แล้วทุกวันนี้มันไม่มี มันเท่าเทียมแล้ว เธอ เธอกลับบ้านเธอก่อน ก่อนที่เธอจะพูดคำนี้นะคะ เธอต้องกลับบ้านเธอก่อนนะคะ หรือที่บ้านใครมีแม่ที่เป็นใหญ่ในบ้านไหมคะ ครูอยากรู้มาก มีไหม มีบางเรื่อง เช่นอะไรคะ เรื่องเงิน อุ๊ย ดีมากค่ะ อันนี้คือที่ถูกต้อง อ๋อ ก็คือใช้เงินใครเงินมันอะไรประมาณนี้ อ๋อ ก็คือเดี๋ยวแม่จัดการเอง ะไรประมาณนี้ใช่ไหม อ๋อ ได้ อันนี้ก็ถือว่า คือ แม่พยายามทำตัวให้เท่าเทียมกันนะคะ ถูกต้องแล้ว คือ มันต้องเป็นแบบนี้นะนักศึกษา มันต้องเป็นแบบนี้นะคะ มีใครที่แบบเท่าเทียมกัน ที่แม่ยึดอำนาจมีไหมคะ มีบ้านไหนที่แม่ยึดอำนาจมีไหมคะ ไม่มีนะคะ ครู… ครูพยายามหาอยู่ แต่ก็มีแหละ คืออย่างในหนังที่เราเห็นมันก็มีบ้างถูกไหม มันก็มีบ้าง แต่มันก็ถือว่าก็โอเคน่ะ เพราะว่าอะไรก็มันเท่าเทียมกันแล้ว แต่ถ้าบ้านไหนที่ยังฮิตโครงสร้างนี้อยู่ นักศึกษา ครูจะบอกว่าโครงสร้างนี้ โดยเฉพาะบ้านไหนที่พ่อเป็นตำรวจหรือทหาร มันชัดเจนมาก ใช่ไหม บ้านหนูเหรอ อ๋อ ซึ่งคุณปู่ คุณย่าก็ถามชัดเจน อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ชัดเจนใช่ไหมคะ ใช่ นักศึกษา ถามก่อน แล้วจะเอาคำว่า "ความเท่าเทียมกัน" มาเพื่อ นี่แหละค่ะ อันนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราถอนรากถอนโคนออกยากจริง ๆ อย่าว่าแต่ของนักศึกษาเลย คือครูเห็นแม้กระทั่งคนที่เป็นแฟนกัน เพื่อนของครูอย่างนี้ มีแฟนเป็นทหาร ยังไม่ได้แต่งงานเป็นครอบครัวเลย อันนั้นแค่เป็นแฟนกันนี่ ผมบอกคุณแล้ว คุณต้องเชื่อผมเท่านั้น เอ๊า แล้วทำไมฉันต้องเชื่อเธอเท่านั้นน่ะ ฉันก็เรียนหนังสือเหมือนกัน ถูกไหม อันนี้ครูก็แบบ เฮ้ย เธอ เราจะไปเชื่อเขาทำไมขนาดนั้นอะไรอย่างนี้ มันก็เลย… มันไม่มีจริง ๆ คือสังคมไทยมันยังแบบ ยังไม่ใช่คำว่าเท่ากันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ อันนี้บอกไว้ก่อน แนวคิดสตรีนิยมสายไหนที่ให้เห็นคุณค่าของความเป็นหญิงคะ แนวคิดสตรีนิยมสายไหนที่เห็นคุณค่าของความของความเป็นหญิง สายวัฒนธรรมกับสายนิเวศ ถ้าสายบอกว่าให้เห็นคุณค่าของความเป็นเพศแม่ ถ้าด่าแบบนี้ แบบฉันเป็นเพศแม่เธอนะ เธอต้องเห็นคุณค่าฉันบ้าง อันนี้เป็นสายไหนคะ สาย… ไม่ใช่ เห็นคุณค่า เห็นคุณค่า เมื่อกี้ ๆ นิเวศหรือวัฒนธรรม ฉันเป็นเพศแม่เธอนะ นิเวศ โอเคนะคะ เพราะว่าไอ้คำว่าที่ด่าว่า "ฉันเป็นเพศแม่เธอนะ" ก็คือฉันแบบเป็นเพศผู้ให้กำเนิด โอเคนะ นิเวศ ก็คือแบบเทียบกับธรรมชาติที่ให้กำเนิดอะไรประมาณนี้นะคะ หรือว่า โอโห เธอทั้งอ่อนแอทั้งอ่อนโยน จริง ๆ แล้วมันคือสิ่งที่ดี อันนี้ก็จะเป็นสายวัฒนธรรมนะคะ คราวนี้ผู้หญิงนี่ โอ้โหทุกวันนี้ต้องซื้อแหละ กลูตาไธโอนนี่ ทุกคนต้องได้กินแหละ อันนี้เพราะมันต้องขาวนะ เป็นสตรีนิยมสายไหน สตรีนิยมสายอะไรคะ สังคมนิยม โอเคนะคะ แต่ที่น่าสังเกตนะ ทุกวันนี้ผู้หญิงเขาไม่ได้แบบอยากจะสวยเพราะว่าคนอื่นแล้วนะ ทุกวันนี้เขาจะชอบแบบว่า อยากสวยเพราะว่า เพราะอยากสวย เพราะฉันเองน่ะ ฉันอยากส่องกระจกแล้วฉัน… ฉันอยากเห็นฉันสวยอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างในสังคม ทีนี้ พอมาศึกษาสตรีนิยมกับวรรณกรรมนะคะ เราจะสังเกตว่าสตรีนิยมมันเป็นทฤษฎีของตะวันตกนะ พอเราเอามาศึกษากับวรรณกรรมของไทย ในช่วงแรก ๆ นี่ ก็เลยจะเจอลักษณะการวิจารณ์วรรณกรรม ที่พบ ก็คือ 1. เลย ช่วง ค.ศ. 1960 วรรณกรรมของไทยมักจะสะท้อนภาพของผู้หญิงในแบบแม่ศรีเรือน ต้องพึ่งพาผู้ชาย อันนี้คือวรรณกรรมนะคะ เราจะไม่พูดถึงวรรณคดี เพราะอะไร เพราะว่าวรรณคดีนี่ มันเก่าเกินไป มันไม่สามารถเอาไปใช้ได้จริง ๆ นักศึกษา อย่างเช่น วันทองนี่ ที่ครูพยายามยกตัวอย่างบ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งสังคม หรือแม้กระทั่งละครเขาเอามาทำนี่ เขาก็พยายามบอกว่า นี่ เรื่องวันทองจริง ๆ นี่ ผู้หญิงนี่ ควรที่จะมีสิทธิ์อะไรมากกว่านี้ นางวันทองไม่ควรที่จะตายเพราะเหตุผลที่ว่านางเลือกไม่ได้ นี่โน่นนั่น ใช่ไหมคะ แต่นั่นน่ะ คือมุมมองของคนในยุคปัจจุบัน ที่มองความเท่าเทียมกันแล้ว แต่ยุคในอดีต มันไม่ได้เท่าเทียมกันแบบนั้น อำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์ อำนาจอยู่ที่ขุนนาง ซึ่งก็เป็นผู้ชาย ฉะนั้น เขาก็จะมีสิทธิ์ในการตัดสินอะไรหลาย ๆ อย่างมากกว่า ก็เลยกลายเป็นว่าเวลาที่เขาศึกษาสตรีนิยม เขามักจะศึกษากับงานจำพวกวรรณกรรม ซึ่งวรรณกรรมในที่นี้ ก็คือ ช่วงสมัยใหม่นะคะ อย่างเช่นช่วง ค.ศ. 1960 วรรณกรรมของเราเริ่มเป็นพวกนวนิยายที่เป็นแนวใหม่แล้วนะ ก็จะเจอว่าผู้หญิงนี่ ก็ยังเป็นลักษณะของแม่ศรีเรือน ต้องพึ่งพาผู้ชายอยู่ ครูก็เลยคิดภาพวรรณกรรมเรื่องหนึ่งออก ซึ่งถึงนักศึกษาไม่เคยอ่าน แต่ก็น่าจะเคยดูมาบ้าง ก็คือปดิวรัดา เคยอ่านหรือเคยดูไหมคะ นี่ รูปพระเอกกับนางเอกนะคะ ถ้าใครที่ไม่เคยดูเลย เรื่องนี้จะเป็นค่าของผู้หญิงคนนี้ ที่โดนแม่ทิ้ง เริ่มต้น เริ่มต้นโดนแม่ทิ้งก่อน แล้วพ่อแม่ทิ้งเสร็จปุ๊บ แม่เอาไปไว้อยู่หน้าบ้านเศรษฐี ซึ่งบ้านเศรษฐีนี่ ตอนแรกเขาไม่มีลูก แล้วพอเลี้ยงผู้หญิงคนนี้ปุ๊บ ก็มีลูกสาวมาอีก 2 คน รวมทั้งหมดกับเขาเป็น 3 คน พอมีลูกสาว 3 คนเสร็จปุ๊บนี่ บ้านนี้ บ้านของผู้หญิงคนนี้ เขาเผอิญว่าเคยตกลงกับอีกบ้านหนึ่งเอาไว้ ว่าจะยกลูกสาวให้แต่งงานให้ ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะเป็นลูกสาวคนโต แต่เผอิญว่าลูกสาวคนโตของเขาในขณะนั้น ยังไม่อยากแต่งงาน แล้วนางเอกนี่ เป็นคนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แบบเลี้ยงดูอย่างดีเหมือนลูกสาว เขาก็เลยเหมือนกับอย่างนั้นจะตอบแทนพ่อกับแม่แล้วกัน ก็คือยอมแต่งงานแทนน้อง อะไรประมาณนี้นะคะ พอไปแต่งงานเสร็จปุ๊บ คือก่อนแต่งงานนี่ เขาก็ถูกเลี้ยงมาแบบให้เป็นแม่บ้านน่ะนักศึกษา ฉะนั้น ถ้าใครที่เคยดูละครเรื่องนี้ ผู้หญิงคนนี้ ทำกับข้าวก็เก่ง ทำงานบ้านก็เก่ง เก่งเสียทุกอย่างเลย พอไปอยู่กับสามีก็ถูกสอนว่า ไปเป็นเมียเขานี่ ก็ต้องดูแลเขาดี ๆ นะ จะรักหรือไม่รักก็ตาม แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าเมียหรือภรรยาแล้ว คุณก็ต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีนะคะ ก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงคนนี้ก็ต้องไปอยู่กับพระเอก โดยที่ตัวเองยังไม่ได้รัก แล้วก็ดูแลพระเอกอย่างดีทุกอย่าง ตรงกันข้าม พระเอกก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับนางเอกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แล้วก็พยายามกลั่นแกล้งนางเอกทุกอย่างเลย เพราะว่าก็ไม่อยากได้ไง แล้วก็ไม่รักด้วย แล้วตัวเองก็เคยมีคนรักอยู่แล้วด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าพระเอกนี่ พยายามทำทุกอย่างที่นางเอกไม่ชอบ แต่สุดท้ายพระเอกก็ต้องแพ้สิ่งที่นางเอกทำ หรือว่าแพ้ความดี ก็คือ นางเอกทั้งเป็นแม่บ้านที่ดี ทั้งเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี คือ ทำ ปรนนิบัติดูแลสามีทุกอย่าง จนพระเอกแพ้ความดีในที่สุด เขาก็เลยใช้ชื่อเรื่องนี้ว่า “ปดิวรัดา” ที่แปลว่า ภรรยาที่ดี ภรรยาอันเป็นที่รักอะไรประมาณนี้นะคะ ก็เลยกลายเป็นว่า นี่ไง ผู้หญิงในอดีตนี่ เวลาที่ถูกสอนนี่ ก็มักจะถูกสอนแบบนี้ ถูกสอนว่าเธอโตไปนี่ เธอต้องไปเป็นแม่บ้านที่ดีนะ เธอต้องไปเป็นภรรยาที่ดีนะ แล้วเธอต้องไปเป็นแม่ที่ดีในอนาคตนะ แบบนี้นะคะ ถึงแม้ว่าละครเรื่องนี้ มันจะเป็นละครที่ใกล้เคียงกับสังคมยุคปัจจุบันแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ถึงนะ ก็คือยุค 1960 นี่ แต่มันก็เป็นภาพว่า เออ เราก็ยังมีอะไรแบบนี้อยู่ในสังคมอยู่นะคะ ต่อไประยะที่ 2 ระยะ 1970 ก็คือ 10 ปีต่อมา เริ่มมาศึกษาอีกรอบหนึ่ง พอมาศึกษาสตรีนิยมอีกรอบหนึ่งนี่ เราจะเห็นว่าผู้หญิง ถูกประกอบสร้าง ถูกประกอบสร้าง ก็คือ เหมือนกับพยายามสร้างขึ้นน่ะนะ ด้วยความเชื่อความคาดหวังของคนในสังคมว่า ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแบบนี้ ผู้หญิงที่ดีต้องอ่อนหวาน ผู้หญิงที่ดีต้องห้ามแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด มันก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงในวรรณคดี เอ้ย ในวรรณกรรมยุค 1960 นี่ ก็จะเป็นแนวที่ว่า ถ้ารู้สึกอะไร ให้เก็บเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงออกมา ห้ามแสดงความเป็นตัวตน นางร้ายก็จะร้ายแบบเงียบ ๆ คอยร้ายแบบหลบมุมหลังไมค์ เคยเห็นภาพไหมคะ หนังละครพีเรียด อย่างเช่น หันหน้ามาหาพระเอกยิ้มแย้มปุ๊บ หันหน้าไปข้างหลัง ไปเห็นใส่กล้องอีกกล้องหนึ่ง ฉันจะจัดการแก้ให้ได้ อะไรประมาณนี้นะคะ มันก็จะเป็นแบบฟีลนั้น ต่อไปยุคที่ 3 ซึ่งจะเป็น ค.ศ. 1980 ถึงปัจจุบัน มันก็จะเป็นแนวยุคของเราแล้วแหละ มันก็จะเป็นแบบลักษณะของวรรณกรรมในปัจจุบัน เขาจะเริ่มเสนอผู้หญิงให้เห็นมุมกว้างขึ้น เช่น โกรธ ก็แสดงความโกรธออกมา ชอบ ก็แสดงความชอบออกมา ไม่ต้องเก็บอะไร ก็คือมีความเป็นตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้นนะคะ แล้วก็จะเห็นมุมมองของสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น ครูจะชอบเล่าเรื่องเมีย 2018 ที่ครูรู้สึกว่า เออ ไอ้การตั้งชื่อว่า “เมีย 2018” นี่ เขาพยายามชี้ให้เห็นนะ ว่าในยุค 2018 นี่มันเป็นยุคที่สังคมเปลี่ยนไปแล้ว มันเป็นยุคที่คนในสังคมนี่ เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของผู้หญิงมากขึ้นแล้ว เช่น ในเรื่องนะ ตอนแรกนี่ ผู้หญิงคนนี้ โอ้โห มีความเป็นแม่บ้านที่ดีมาก มีความเป็นเมียที่ดีมาก ดูแลสามีดูแลลูกทุกอย่าง ทำกับข้าวก็เก่ง ดูแลสามี คือ เก่งทุกอย่าง แต่สุดท้าย สามีก็ไปนอกใจ มีเมียน้อย ที่แบบทั้งสาวกว่า แซ่บกว่า อะไรประมาณนี้นะคะ แล้วผู้หญิงคนนั้น ก็เลยเหมือนกับว่าพยายามหลุดฉีกจากกรอบของตัวเอง ก็คือเริ่มหัดแต่งตัวสวย แล้วก็ไปทำงานนอกบ้าน ก็คือเหมือนกับเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนตัวเองนะคะ แล้วก็สุดท้ายเขาก็ได้ผู้ชายที่ดีกว่า ก็คือทั้งหนุ่มกว่า ทั้งดีกว่า แถมเป็นอาชีพที่ดีกว่าด้วย อะไรประมาณนี้นะคะ มันก็เลยกลายเป็นภาพว่า นี่ไง สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อ เขาก็คือจะสื่อว่าสังคมทุกวันนี้ ผู้หญิงกับผู้ชายน่ะมันเท่าเทียมกันแล้ว ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องไปจมอยู่กับผู้ชายที่ไม่ดี ผู้หญิงสามารถที่จะได้รับสิ่งดี ๆ เท่าเทียมกับผู้ชายนะคะ อ๋อ เธอมีเมียน้อยที่เด็กกว่าแซ่บกว่าเหรอ ฉันก็มีสามีใหม่ที่ดีกว่าเธอหลายเท่าเหมือนกัน อะไรประมาณนี้นะคะ มันก็เลยกลายเป็นภาพ นี่ไง วรรณกรรมในยุคปัจจุบันเลยนำเสนอความเป็นจริง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบมากยิ่งขึ้นนะคะ หรือว่าถ้าใครที่ยังไม่ได้ดูเมีย 2018 นะ มันจะมีละครช่อง 3 ตอนนี้ ตอนช่วงเย็นที่เขาเอามารีรันนักศึกษา พี่เบลล่ากับพี่โป๊ปอีกรอบหนึ่งนะคะ ก็จะเป็นแบบลักษณะแบบเดียวกัน ก็คือเบลล่าเป็นผู้หญิงที่เคยมีสามีมาแล้ว แล้วก็เหมือนกับครอบครัวแบบไม่โอเคนะคะ กับความเป็นผู้หญิงเก่งของเบลล่า อันนี้ ก็เหมือนกับถ่ายทอดความเป็นปัจจุบันเหมือนกัน คือผู้หญิงที่เก่งเกินไป ครอบครัวของสามีก็อาจจะไม่ยอมรับก็ได้ เพราะว่าเขาต้องการให้ต้องด้อยกว่าลูกชายเขา อะไรประมาณนี้นะคะ แต่ว่าพอถึงจุด ๆ หนึ่ง เบลล่าก็ต้องแบบหย่าขาดกับสามี แล้วก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวใหม่อยู่ดี อะไรประมาณนี้ เขาก็จะชี้ให้เห็นภาพแล้วว่า เออ ในยุคปัจจุบันน่ะ ต้องพยายามเท่าเทียมกันให้ได้นะคะ อันนี้คือพยายามนะ ต่อไป ทีนี้ ที่ครูเล่าให้ฟัง ก็จะเป็นลักษณะของวรรณกรรมคำวิจารณ์ ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุค ที่ใช้สตรีนิยมนะคะ คราวนี้จะมาพูดถึงความสุขของกะทิ ที่เพิ่งให้อ่านไป ไหนใครอ่านจบแล้วยกมือค่ะ ใครอ่านความสุขของกะทิจบแล้ว ยกมือ ยกมือให้หน่อย [เสียงหัวเราะ] ถ้ายังอ่านไม่จบ เดี๋ยวให้เวลาอ่านอีก 5 นาทีนะคะ อ่านอีก 5 นาที คำถามที่ครูจะถาม 1. ตัวละครที่ในเรื่องนี้ เขาใช้ในการวิจารณ์สตรีนิยมมีกี่ตัว ใครบ้าง 2. แต่ละตัวเขาพูดในมุมมองของสตรีนิยมว่าอย่างไรบ้าง คือ ผู้หญิงคนนี้ถูกกล่าวถึงไว้ว่าอย่างไรบ้างในเรื่องนะคะ แล้วเดี๋ยวเรามาวิเคราะห์กัน เราจะมาดูว่า เราเรียนการวิจารณ์แล้ว แล้วพอเอามาใช้ในการวิจารณ์จริง ๆ กับวรรณกรรม เขาวิจารณ์แบบไหน อย่างไรนะคะ เดี๋ยวอีก 5 นาที คุยกัน จบหรือยัง แต่คร่าว ๆ แล้วแหละนะ เดี๋ยวรอพี่ล่ามมาแป๊บหนึ่งนะคะ โอเคค่ะ เดี๋ยวตอบคำถามแรกก่อนง่าย ๆ นะคะ ตัวละครทั้งหมด... มีเรื่อง เอ้ย มีใครบ้างคะ 1. กะทิ 2. คะ ใคร ใครก่อนนะ ผู้หญิง ผู้หญิง แม่ แล้วก็ 3. ยาย 4. น้าดา 4. เอ้ย 5. พี่ราตรี พี่ประดับ แล้วก็ครูราตรี หมดหรือยัง ผู้หญิง ตัวละครผู้หญิง หมดแล้วนะ อันนี้ก็คือผู้หญิงที่ในเรื่องความสุขของกะทิ เขากำลังวิจารณ์ในมุมมองของสตรีนิยมนะคะ คราวนี้มาดูชื่อเรื่องนิดหนึ่ง ชื่อเรื่องที่เป็นบทวิจารณ์ เราเวลาเราเขียนบทวิจารณ์ทุกคนจะได้เขียนนะคะ เราจะต้องตั้งชื่อเรื่องด้วย เผอิญชื่อเรื่องนี้ เขาใช้ชื่อเรื่องว่า “นักเขียนหญิงในร่างแหอำนาจของผู้ชาย” นักศึกษาดูวิธีการตั้งชื่อเรื่องของเขา เขากำลังจะวิจารณ์สตรีนิยม ในเรื่องความสุขของกะทิ โดยเขาใช้คำว่า “การเขียนของผู้หญิงในร่างแหอำนาจของผู้ชาย” โดย 1. เลย ร่างแห คือ ลักษณะของจับปลาถูกไหมคะ ถ้าเกิดว่าใช้การตกปลากับหว่านแห นักศึกษาคิดว่าอันไหนปลามันรู้ตัวไวกว่ากัน ปลารู้ตัวไวกว่ากัน ตกปลา หว่านแห หว่านแหปลารู้ตัวเหรอ ตกปลานะคะ เพราะอะไรถึงบอกว่าเป็นตกปลา เพราะว่าพอปลามันคาบปุ๊บ มันก็รู้เลยว่า อุ๊ย มันโดนแล้ว ถูกไหม แต่ถ้าคนหว่านแห ปลามันว่าย ๆ อยู่ว่ามันเป็น… บางทีปลามันอาจจะไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะว่ามันกำลังจะถูกจับไปกิน โอเคนะคะ อันนี้ก็คือความแตกต่างนะ แล้วคราวนี้ เขาใช้คำว่า “ร่างแหอำนาจของผู้ชาย” คำว่า “ร่างแหอำนาจ” ก็คือผู้ชายน่ะ แผ่อำนาจออกไป ก็คือเหมือนแหที่แผ่อำนาจออกไป แล้วคราวนี้ บางทีผู้หญิงคนนั้นน่ะ อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังอยู่ในการแผ่อำนาจของผู้ชายคนนั้นอยู่ เขาก็เลยใช้การตั้งชื่อเรื่องว่าการเขียนของผู้หญิงในร่างแหอำนาจของผู้ชายนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ะ ถ้ามองแบบธรรมดา ๆ นะ เรื่องความสุขของกะทิ คนที่เคยอ่านหรือแม้กระทั่งคนที่เคยดู ครูเอาภาพมาจากภาพยนตร์ที่เขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์นะคะ คนที่เคยอ่านคนที่เคยดูเขาก็จะรู้ว่าความสุขของกะทิไม่ดรามาเลย เป็นนวนิยายอ่านที่เบาสมองมาก เป็นภาพยนตร์ Feel Good มาก ไม่มีอะไรที่จะต้องให้เรามาคิดได้ว่า มีผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องด้วยเหรอนะคะ หรือแม้กระทั่ง เวลาที่คุณน่ะดูชื่อเรื่องความของกะทิมันก็เป็นเรื่อง Feel Good อยู่แล้ว ไม่มีอะไรดรามาเลยนะคะ บางคนไม่ได้ดูไม่ได้อ่านด้วย แค่ชื่อเรื่องก็น่าจะ Feel Good นะคะ แต่คราวนี้ นักเขียน เอ้ยไม่ใช่ นักวิจารณ์คนนี้ เขากำลังจะชี้ให้เห็นทีละตัว ทีละตัวเลยว่า เอ๊ย ลองสังเกตดูดี ๆ นะ นักเขียนคนผู้หญิงคนนี้ เขายังมีแนวคิดแบบอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่อยู่หรือเปล่านะคะ เริ่มตั้งแต่คนแรก ครูขอถามยายแล้วกัน ยาย ในเรื่องนี้ นักวิจารณ์คนนี้ เขากำลังจะสื่อถึงยายในมุมมองไหนบ้างคะ ยายเป็นอย่างไรในเรื่อง ทำอาหารเก่ง อะไรอีก ทำอาหารเก่งแล้วอย่างไรอีก ความเป็นยายในเรื่อง นอกจากทำอาหารเก่ง แล้วทำอะไรอีกบ้าง เคยทำงานเป็นเลขานุการโรงแรมใหญ่ ก็คือทำงานนอกบ้านใช่ไหม แถมเป็นโรงแรมใหญ่อีกต่างหาก มีอะไรอีกนะคะ ซึ่งจากที่เราพูดมาเข้าเกณฑ์สตรีนิยมที่ครูสอนไปเมื่อกี้บ้างไหม เข้าเกณฑ์ในเรื่องไหน ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน ถูกไหมคะ ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน ถึงคุณจะเก่งแค่ไหน ไปทำงานนอกบ้าน คุณก็ต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่ดี แล้วเขาพยายามบอกอยู่นะ ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเลขาฯ นี่ ไม่ใช่เลขาฯ ธรรมดานะ แต่เป็นเลขาฯ โรงแรมใหญ่ด้วย แต่มันก็นั่นแหละ ถึงจะใหญ่แค่ไหน มันก็ต้องทำให้เขาอย่างไรกลับบ้านมาก็ต้องเป็นแม่บ้านอยู่ดี นี่ก็คือข้อที่ 1 ของยายนะคะ แล้วเขาก็พยายามบอกว่า เออ ถึงแม้ว่าในเรื่องนี้นะ ตานี่ จะเหมือนกับให้เกียรติยายทุกอย่างเลย แทบจะเป็นเหมือนกับคนกลัวเมียด้วยซ้ำ แต่ลืมไปหรือเปล่า ว่าแบบการที่เขาทำท่าแบบนั้น แต่คนที่ทำทุกอย่างคืออะไร ก็คือยายอยู่ดี ถูกไหมคะ มันก็เลยกลายเป็นว่านี่ไง ผู้หญิงกับผู้ชายถึงจะเก่งเหมือนกันแค่ไหน สุดท้ายกลับบ้านมา ผู้หญิงก็ต้องเป็นคนทำทุกอย่างอยู่ดี อันนี้คือข้อที่ 1 ของยายถูก ไหม ต่อไป คนที่สองครูราตรี ครูราตรีถูกมองว่าอย่างไรบ้างในเรื่อง เป็นชู้กับสามีคนอื่นใช่ไหมคะ ซึ่งแต่ว่าสุดท้ายครูราตรียอม… ยอมรับกับสิ่งนี้ไหม ยอมรับ แล้วก็ยอมถอยด้วย โอเคแหละ การที่ครูราตรียอมรับแล้วก็ยอมถอย ครูราตรีก็เลยได้รับการให้อภัยจากสังคม ถูกไหม นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะสื่อว่า ถ้าผู้หญิงที่ผิดแล้วยอมถอยออกมา นั่นก็คือคุณจะได้รับการยอมรับจากสังคมได้นะ คุณจะได้รับการให้อภัยได้นะ แต่ในเรื่องนี้พูดถึงแต่ผู้หญิงที่ผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วคนผิดมีคนเดียวหรือเปล่าคะ คนที่จะเป็นชู้ได้มีแค่ผู้หญิงไหม ไม่ ผู้ชายที่หลอกเมียตัวเอง หลอกเมียตัวเองด้วย แล้วก็มาหลอกครูราตรีด้วยต่างหาก เขาน่ะ สำนึกผิดบ้างไหม ในเรื่องมีการพูดถึงผู้ชายคนนี้ว่าสำนึกผิดบ้างไหม ไม่มี มีแต่พูดถึงครูราตรีว่า เออ เคยเป็นชู้กับสามีชาวบ้าน แล้วก็ยอมถอยออกมาเอง ครูราตรีก็เลยกลายเป็นคนที่จากกลายเป็นคนชั่วก็เลยกลายเป็นคนดีได้ เพราะว่ายอมแพ้ ยอมถอย แต่คนกลับไม่ได้พูดถึงเลยว่า เอ้า แล้วผู้ชายคนนั้นน่ะ ที่เขาทำชั่วขนาดนั้นน่ะ ไปหลอกทั้งเมียตัวเอง มาหลอกทั้งคนอื่นแบบนี้ ไม่เห็นพูดถึงเลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ประมาณนี้นะคะ นี่ก็คือข้อที่ 2 แล้ว ที่ยังรู้สึกว่าเอะอะ ก็โทษแต่ผู้หญิง ไม่เห็นโทษฝ่ายชายเลยนะคะ หรืออีกคนหนึ่งก็ได้ เอากะทิก็ได้ กะทิเป็นอย่างไรบ้างคะ กะทิ กะทิเป็นอย่างไร คือ ดูเหมือนเป็นเด็กที่เก่งใช่ไหม ดูเหมือนเป็นเด็กที่เก่งสดใส โลกบวก มองโลกในแง่ดีทุกอย่างเลย ทั้ง ๆ ที่พ่อมีไหมคะ ไม่มีพ่อ เพราะว่าพ่อกลับต่างประเทศไปแล้ว แต่เขาไม่มีพ่อ แต่เขามีใคร มี... ถ้าตัดแม่กับยายไป เขามีใคร เพราะว่าแม่เขาก็ตายใช่ไหม มีตา มีใครอีก มีลุงวสันต์ที่มารักแม่ของกะทิใช่ไหม แล้วก็เลยดูแลกะทิเป็นอย่างดีเหมือนกับลูกด้วยเหมือนกัน รวมถึงตา ที่บอกเมื่อกี้ ตาดูแลดีอยู่แล้ว แล้วก็มีน้ากันต์อีกคนหนึ่งด้วย ผู้ชายที่เราพูดถึงเมื่อกี้ เป็นผู้ชายที่จริง ๆ มีมากกว่าพ่อแค่คนเดียวด้วยถูกไหมคะ คือ ไม่มีพ่อคนเดียว แต่มีผู้ชายที่มาดูแลเพิ่มอีกตั้ง 3 คน สรุปว่ากะทิอยู่ได้เพราะไม่มีพ่อได้ไหม ก็ต้องได้สิ ก็แบบมีคนดูแลเยอะขนาดนี้ เขาได้รับความรักเต็มที่ขนาดนี้ มันก็เลยกลายเป็นว่า คุณกำลังจะบอกว่าความสุขของคนเราน่ะ หรือความสุขของกะทิน่ะ ไม่จำเป็นต้องมีพ่อก็ได้ แต่ในเรื่อง คุณลืมไปหรือเปล่า คุณเขียนคนที่ดูแลกะทิตั้ง 3 คนแน่ะ ที่เป็นผู้ชาย ไม่รวมถึงเพื่อนของกะทิด้วยนะ เพราะว่ามันจะมี Shot บาง Shot ที่บอกว่ากะทินี่เป็นเด็กผู้หญิงที่เก่งและก็แกร่งมากเลยนะ เห็นเพื่อนผู้หญิงถูกรังแก ก็ไปช่วยเพื่อนผู้หญิงจากพวกผู้ชายที่รังแกก็ได้ แต่ว่าลืมไปหรือเปล่า ไอ้พวกผู้ชายที่รังแกเพื่อนผู้หญิงน่ะ ก็เป็นเพื่อนของกะทิทั้งนั้น เพราะว่ากะทิคบแต่เพื่อนผู้ชาย ก็เลยกลายเป็นว่ากะทิก็มี Back อยู่ข้างหลังไง มันก็เลยไม่จำเป็นที่ต้องกลัวใครถูกไหมคะ ดังนั้น ในการที่เขาพูดถึงผู้หญิงนี่ ในเรื่องนี้ อันนี้แค่ยกตัวอย่างแค่ 3 คน คุณก็จะเห็นภาพแล้วว่าทั้ง 3 คนนี้ ล้วนแต่ต้องมีผู้ชายคอยดูแล คอยปกป้อง หรือถ้าคุณไม่ได้อ่านความสุขของกะทิ แต่คุณดูคังคุไบ แน่นอน เพราะว่าครูให้ไปดู นักศึกษาเห็นความสำเร็จของคังคุไบหรือเปล่าคะ ได้มาจากใครคะ ได้มาจากคนที่คอยช่วย ถูกไหม เอาคนแรกก่อนเลย ที่คอยช่วยคนแรกก็คือพี่ที่เป็นมาเฟีย คือ ราฮิม คือถ้าทุกอย่างของคังคุไบ ไม่ว่าจะเป็นรถหรือแม้กระทั่งไอ้คนที่มาทำร้ายคังคุไบนี่ จะสยบไม่ได้เลย ถ้าไม่มีราฮิม คังคุไบก็เก่งจริงนั่นแหละ แต่เก่งแบบใช้สมองถูกไหม แต่คนที่จัดการให้ก็คือ ราฮิม หรือพอต่อมา กำลังเรียกร้องสวัสดิการให้กับพวกลูกโสเภณีที่เขาต้องได้เรียนหนังสือ แต่ว่าราฮิม เอ้ยไม่ใช่ คังคุไบไปจัดการคนเดียว ช่วยได้ไหม ไม่ได้ เขาก็ไม่ได้เชื่อคังคุไบ ถึงจะปากดีแค่ไหนก็ตาม ไปด่าบาทหลวง ไปอะไรก็ตาม ก็ช่วยไม่ได้ แต่ใครที่ช่วยได้ นักข่าวก่อนนะคะ นักศึกษา นักข่าวช่วยได้ก่อน เพราะอะไร เพราะนักข่าวตีแผ่ให้ ตีพิมพ์หนังสือให้ จนทำให้คังคุไบเป็นที่รู้จัก แล้วพอเป็นที่รู้จักเสร็จปุ๊บ ก็เลยนำไปสู่เส้นทางที่คังคุไบได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีได้ในที่สุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้ชายอีกนั่นแหละที่ช่วยทุกอย่าง สรุปว่าในเรื่องนี้ เหมือนกับคังคุไบเป็นตัวดำเนินเรื่องเฉย ๆ แต่คน Support ทุกอย่าง ใช่คังคุไบไหม ไม่ใช่ คังคุไบแค่ตัวดำเนินเรื่องนะคะ มันก็เลยกลายเป็นว่า นี่ไง ชื่อเรื่องคังคุไบ หญิงแกร่งแห่งมุมไบ ต้องการที่จะชี้ความเก่งของผู้หญิงก็จริง แต่ถ้าคุณไปดูจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่ขนาดนั้น คังคุไบไม่ได้ทำได้ทั้งหมด แม้กระทั่งแค่ตอนที่อยู่ในที่ทำงานน่ะ ที่เป็นที่ซ่องน่ะนะ ก็ราฮิมช่วยทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งลูกที่ได้เรียนหนังสือ ก็เป็นเพราะนักข่าว หรือแม้กระทั่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นสำเร็จทั้งหมดก็เป็นเพราะนายกรัฐมนตรี ก็เลยกลายเป็นว่าคังคุไบเป็นแค่เหมือนกับตัวขับเคลื่อนในสังคมอินเดียในขณะนั้นนะคะ เราก็เลยจะเห็นภาพว่า เอ๊อ ถ้ายกตัวอย่างสังคมที่แบบยังไม่เท่ากันจริง ๆ โอเคแหละ สังคมไทยมันยังมีเท่าบ้าง ไม่เท่าบ้าง แต่ว่าสังคมอินเดียจะค่อนข้างชัดเจนนะคะ ก็เลยให้ดูหนังเรื่องคังคุไบนี่แหละ เราจะได้เห็นภาพสตรีนิยมชัดเจนนะคะ อันนี้ก็เหมือนกัน เออ อีกอันหนึ่งที่ลืมพูดถึง แม่ แม่ของกะทิที่แบบอาจจะแบบมีบทน้อย เพราะว่าตายก่อนใช่ไหม แต่ถึงจะมีบทน้อยและตายก่อน เขาก็บอกว่า มันจะมี Shot ที่แม่นี่ บอกว่าแม่นี่รักพ่อมาก ถึงแม้ว่าพ่อนี่จะจากแม่ไป ก็คือกลับบ้านเมืองของตัวเองไป ถูกไหม มันก็เลยตอบย้ำคำ ๆ หนึ่ง ที่ตอนที่เราเรียนนี่ เราจะเห็นว่า ผู้หญิงพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้ชายฉลาดกว่า เก่งกว่าใช่ไหม ผู้หญิงอ่อนแอ เลยตอกย้ำคำที่ว่าผู้ชายเขารักด้วยสมอง แต่ผู้หญิงรักด้วยหัวใจ คำว่า "หัวใจ" นี่ แสดงว่าเขาไม่ได้ใช้สมองในความรัก มันก็นี่ไงก็ตอกย้ำว่า ก็นี่น่ะเธอใช้อารมณ์ เพราะอารมณ์ของเธอไง บางทีมันก็เลยอาจจะทำให้เธอนี่ ไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย เพราะเธอใช้อารมณ์มากเกินไป เธอควรที่จะใช้สมอง ใช้ความฉลาดบ้างนะคะ ก็เหมือนกันเรื่องนี้ที่ถึงแม้ว่าเขาจะให้เห็นมุมบวกของแม่กะทิก็ตาม แต่นักวิจารณ์เขาก็ชี้ให้เห็นว่า ไอ้มุมบวกที่ว่า มันคือการสะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังยกย่องผู้ชายอยู่นะ ว่าผู้ชายฉลาดกว่านะคะ อันนี้ก็คือเป็นในเรื่องของคัง… ในเรื่องของความสุขของกะทิ สับสนแล้ว มีอีกคนหนึ่ง ที่เป็นลุงตอง เห็นลุงตองไหมคะที่เขาพูดถึง ลุงตองนี่ เป็นผู้ชายคนเดียวในเรื่องที่ไม่ใช่ผู้ชายแท้ ก็คือ ลุงตองเป็นเพศที่ 3 หรือว่าเป็นแบบผู้ชายที่มีหัวใจเป็นหญิง เราจะเห็นว่าในเรื่องนี่ ผู้ชายทุกคนมีความแข็งแกร่งหมดเลย แต่มีลุงตองคนเดียวที่เขาบรรยายในลักษณะที่ไม่แข็งแกร่ง นั่นก็คือในฉากที่แม่ของกะทิตาย ทุกคนร้องไห้หมดยกเว้นผู้ชาย น้ากันต์ก็ไม่กล้าร้องไห้เต็มที่ ตาก็ไม่กล้าร้องไห้เต็มที่ แต่มีคนเดียวที่กล้าร้องไห้เต็มที่ ก็คือลุงตอง ก็เลยตอกย้ำสิ่งนี้อีกเหมือนเดิมนั่นแหละ ก็คือลุงตองนี่ ถึงร่างจะเป็นชาย แต่ใจเป็นอะไรคะ เป็นหญิงไง ลุงตองก็เลยเหมือนกับอ่อนแอเหมือนผู้หญิง ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาเป็นชายแท้นี่ เขาไม่ร้องไห้นะ อย่างน้ากันต์น่ะ ถ้าเขาจะร้องไห้ เขาก็แบบคือแอบร้อง แล้วเขาก็ไม่ได้ทำให้คนเห็นด้วย แค่อาจจะมีแบบไหล่ที่มันจะขะยึก ๆ เหมือนคนร้องไห้บ้าง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกชัดเจนนะคะ จากในเรื่องนี้ ความสุขของกะทิ ก็เลยทำให้เราเห็นภาพว่า จริง ๆ แล้ว ในวรรณกรรมหลาย ๆ เรื่องของไทยนี่ บางที มันเป็นวรรณกรรมแนวบวกก็จริง เป็นวรรณกรรมที่พยายามไม่เห็นผู้หญิงก็จริง แต่นักเขียนหญิงยังมีมุมมองของความเป็น… ความชายเป็นใหญ่อยู่ในนั้นอยู่ ซึ่งสายความ... สายชายเป็นใหญ่ในที่นี้ ก็คือแนวคิดสายไหนคะ แนวคิดชายเป็นใหญ่ ก็คือแนวคิดสายไหน เมื่อกี้ อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ เมื่อกี้ คือสายอะไรคะ สายถอนรากถอนโคน โอเคนะคะ สายที่ว่า ก็คือสายถอนรากถอนโคนนั่นเอง เห็นไหม วรรณกรรมจะบวกแค่ไหนก็ตาม วรรณกรรมสมัยใหม่แค่ไหน ก็ตามแต่ก็ยังมีความคิดนี้อยู่ในนั้นอยู่นะคะ ก็เหมือนกับที่ครูชอบยกตัวอย่างว่า นี่ คุณไม่ต้องไปดูอันอื่นไกลเลย คุณดูแค่บ้านคุณนี่ มันยังมีแนวคิดนี้อยู่ไหม คุณเดินออกมานอกบ้านนี่ ไม่ได้นะ ผู้หญิงผู้ชายต้องเท่าเทียมกันนะ ไม่ได้นะ แต่พอกลับไปถึงบ้าน เอ๋า ก็ยังไม่เห็นเท่าอยู่ดีนะคะ บางเรื่อง นักศึกษา ครูก็เลยคิดว่าบางเรื่องก็เป็นตลกร้ายของสังคมเหมือนกัน เห็นข่าวทุกวันนี้ไหม อย่างบางทีขึ้นรถเมล์ เขาจะบอกว่าทำไมไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง ทำไมไม่ลุกให้คนท้องนั่ง แล้วผู้ชายเขาก็ตอบกลับว่า เอ้า เรียกร้องความเท่าเทียมกันมากนักไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมอยู่ดี ๆ มาเรียกร้องจะนั่งเสียอย่างนั้นนะคะ มันก็เลยแบบเหมือนเป็นตลกร้ายในบางเรื่องนะคะ แต่ใด ๆ ก็ตามที่พูดถึงในที่นี้ ก็คือสตรีนิยมที่ถูกนำเอามาใช้ในวรรณกรรม คุณลองดูซิ ว่าวรรณกรรมที่คุณอ่าน มีแนวคิดนี้แทรกอยู่ไหม เช่น ลูกสาว พ่อเป็นหนี้ แล้วคราวนี้ไม่มีเงินไปใช้หนี้เขา ก็เลยเอาลูกสาวที่เป็นนางเอกไปแต่งงานกับพระเอกอย่างนี้ อันนี้ ใช่สตรีนิยมไหม ใช่เลยนะ อันนี้ใช่เลย เป็นสตรีนิยมสายไหนคะ สตรีนิยมสายไหน พ่อเอาลูกสาวไปขัดดอกแทนนี่ ไปแต่งงานแทน ถึงแม้ว่าในเรื่องนี่ เผอิญคนที่ได้ไปแต่งงานด้วยเป็นพระเอกนั้นแหละ ก็คือทั้งหล่อทั้งรวยนั่นแหละ แต่ว่าถึงจะหล่อและรวย แล้วก็เป็นพระเอกกับนางเอกแค่ไหนก็ตาม แต่ในเรื่องมันก็ยังเป็นสตรีนิยม ถูกไหม แล้วเป็นสตรีนิยมสายไหนคะ มาร์กซิสต์ได้ไหม ก็คือเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าคนก็ได้ 1. นะคะ มาร์กซิสก็ได้อันนี้ หรือแม้กระทั่งสายถอนรากถอนโคนได้ไหม ได้สิ เพราะว่าพ่อใช้อำนาจของตัวเอง ในการเอาลูกสาวไปเป็น… ไปใช้หนี้แทนตัวเองนะคะ ก็คือได้ทั้ง 2 เลย ก็คือทั้งสายมาร์กซิสต์ด้วย สายถอนรากถอนโคนด้วยเลย ลองดูนะคะ ว่าวรรณกรรมที่เคยอ่านมีแนวนี้ไหมนะคะ ถ้ามีเราจะได้เอามาเขียนในงานของเราได้ง่ายขึ้นนะคะ วันนี้เอาแค่สตรีนิยมไปก่อน คือจริง ๆ แล้วมันควรจะขึ้นมาร์กซิสต์ได้แล้ว แต่ว่าเพื่อนเอาให้มันทันกันนะ จะได้แบบเข้าใจเหมือนกันนะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า นักศึกษาเดี๋ยวสัปดาห์หน้าพอดีครูติดไปอบรมทำเกมของ สทศ. นะคะ ติดไปราชการ ก็เลยสัปดาห์หน้าวันศุกร์เฉพาะวันศุกร์นะคะ จะของดคลาสนะคะ เดี๋ยวค่อยนัดชดเชยอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ว่าวันพุธยังเจอกันอยู่นะคะ เจอวันพุธ วันพุธ On site นะ ส่วนวันศุกร์งด Class นะคะ เดี๋ยวจะแจ้งพี่เขาไว้ด้วย ค่ะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้น วันนี้เอาเท่านี้ก่อน ไปอ่านมาร์กซิสต์ไว้รอนะคะ เดี๋ยวจะค่อย ๆ ย้อนกลับไปนะคะ หัวหน้าไม่มา รองหัวหน้ามาไหม โอเคค่ะ ค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]