(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ ทดสอบครับ ทดสอบ ล่ามได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ โอเคครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์) Check Check Check มีใครยังไม่ได้กระดาษแผ่นนี้บ้างคะ ยกมือค่ะ ใคร… ใครยังไม่ได้กระดาษเปล่าบ้าง มาเอา มาเอา จากนั้นนะคะ เขียนชื่อ แล้วก็เขียนว่า “ก่อนเรียน” สีหน้าแบบอาจารย์ให้ทำอะไรอีก [เสียงหัวเราะ] ก่อนเรียนนะคะ “ก่อนเรียน” เขียนชื่อ รหัสเรียบร้อยนะ แล้วก็เขียนว่า “ก่อนเรียน” นะ ครูมีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ 5 นาทีนะ หลังจากนั้นครูจะเก็บคำตอบนะคะ สำหรับนักศึกษาปกติ สำหรับนักพิเศษให้ 8 นาทีนะคะ ให้เราเขียนสื่อให้ได้มากที่สุด ให้เราเขียนสื่อให้ได้มากที่สุด สื่อการสอนนี่ค่ะ ให้ได้มากที่สุด เริ่มแล้วนะคะ ไม่คุยกันนะคะ ไม่คุยกัน เหลือเวลาอีก 2 นาที หมดเวลาในการเขียนสื่อนะคะ ทีนี้อีก 3 นาที ครูจะให้เขียนประเภทของสื่อ ที่เราเขียนมาค่ะ ให้เราบอกประเภทของสื่อ ตาย [เสียงหัวเราะ] บอกประเภทของสื่ออีก 3 นาทีนะคะ ที่เราเขียนมาค่ะ มันจัดอยู่ในประเภทอะไร หมดเวลา ส่งค่ะ 10 9 8 7 6 5 อย่าลืมเขียนชื่อนะ อย่าลืมเขียนชื่อ รหัส 5 4 3 2 1 ที่เขียนมามั่นใจไหมคะ [เสียงหัวเราะ] อันนี้ เรียกว่า Pre-Test ก่อนเรียนนะ เดี๋ยวหลังเรียนนี่ มันน่าจะดีขึ้นนะ มันน่าจะดีขึ้น เดี๋ยวจะให้แก้ตัวตอนหลังเรียนนะคะ หวังว่ามันจะดีขึ้นนะ …กับภาณิพักตร์บ้างคะ มีใครสนิทบ้าง ใครเป็นเพื่อนเขาปกติที่เรียนอยู่ในชั้นนี้ค่ะ ไม่มีเลยเหรอ เดี๋ยว ๆ… เดี๋ยวเรามาคุยกับครูหน่อยนะ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไป… ไปสื่อสารกับเพื่อน เพราะครูพยายามจะสื่อสารกับเขาแล้ว เดี๋ยวมันจะมีผล ไม่ใช่อะไรหรอก ต้อง… ต้องรีบแจ้ง โอเค มา อย่าลืมนะ เดี๋ยวเราจะมี Post-Test ด้วยนะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับมีบรรยายเรานี่แหละ ถ้า Pre-Test ที่ตอบมานี่ไม่มั่นใจนะคะ เราจะสร้างความมั่นใจจากสไลด์ครูนี่แหละนะคะ สื่อการสอนค่ะ คุณครูคุณครูทุกคนอย่างไรก็ต้องมีสื่อการสอน ฉะนั้นบทนี้ค่ะ จะทำให้เรารู้จักสื่อการสอนต่าง ๆ มากมายเลยตั้งแต่พื้นฐานเลยนะ ยันไปถึงแบบอะนิเมะอะไรต่าง ๆ นอกโลกแบบยิ่งใหญ่อลังการเลยนะคะ เพราะว่าอะไร ทำไมเราถึงต้องรู้จักสื่อหลายประเภท ที่ครูอยากให้เราเขียนสื่อมาเยอะ ๆ หลายประเภทนี่ เพราะว่าตอนที่เราไปบรรจุน่ะค่ะ เราไม่รู้ว่าเราจะได้บรรจุโรงเรียนแบบไหน เราอาจจะได้บรรจุโรงเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยก็ได้ หรือเราอาจจะไปบรรจุโรงเรียนที่ขนาดใหญ่ที่เขาพร้อมทุก ๆ อย่าง ฉะนั้น เราถึงต้องรู้จักสื่อ หลายคนบอก อุ๊ย ทำไมสื่อเชย ๆ แบบนี้อาจารย์ยัง… ยังเอามาให้ดูอย่างนี้นะคะ แต่ความเป็นจริง เราอาจจะต้องไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก จริง ๆ โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย ที่โอกาสที่เราจะไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็กน่ะ เยอะกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่อีกนะ โรงเรียนขนาดเล็กมันมี 80 เปอร์เซ็นต์น่ะนะคะ โรงเรียนขนาดใหญ่ 10 เปอร์เซ็นต์ ขนาดใหญ่พิเศษอีก 5 เปอร์เซ็นต์อย่างนี้นะคะ โรงเรียนอื่น ๆ ก็อีก 5 เปอร์เซ็นต์ เอกชนอะไรอย่างนี้นะคะ ฉะนั้น สื่อการสอน เราก็จะต้องรู้จักหลากหลายประเภทนะคะ ก่อนอื่นมารู้จักความหมายก่อนค่ะ ดอกจัน 300 ดอก ภาค ค ชอบถาม ถามว่าการสอนคืออะไร คุณครูที่ผ่านภาค ก ภาค ข ไป คุณครูพอไปสัมภาษณ์ตอน ภาค ค ก็อึ้งมันบอกไม่ได้น่ะ ว่ามันคืออะไรนะคะ ฉะนั้นนะคะ เราต้องบอกให้ได้นะ สื่อการสอนคือสิ่งต่าง ๆ ค่ะ ที่คุณครูนี่แหละ ใช้เป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางนะคะ เป็นตัวกลางก็ได้ ที่ทำให้เนื้อหาของคุณครูน่ะค่ะ ส่งไปยังผู้เรียนนะคะ และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์นะคะ อย่างเช่นวันนี้ สื่อการสอนของครูคืออะไรคะ ครูเอาอะไรที่มันเป็นช่องทาง ที่ทำเนื้อหาไป… ไปยังผู้เรียน PowerPoint นะคะ PowerPoint ใช่ไหม เนื้อหาของครูมันอยู่ตรงนี้นะคะ PowerPoint นะคะ และวันนี้มันจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของพวกเราได้ดีหรือเปล่า มันก็ขึ้นอยู่กับสื่อการเรียนรู้นี่แหละ แล้วก็ร่วมกับตัวครูด้วยนะ ครูก็มีความรู้ให้พวกเราได้ด้วยนะคะ ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือช่องทางหรือเป็นตัวกลาง ที่มันส่งไปให้กับผู้เรียนนะคะ ส่งเนื้อหาความรู้ไปให้กับผู้เรียนนี่แหละนะคะ เราเรียกว่า “สื่อ” นะคะ จากความหมายเมื่อกี้ ใบไม้เหล่านี้ สามารถเป็นสื่อการสอนได้ไหม เป็นได้เพราะว่าอะไร ทำไมใบไม้ถึง... ใบไม้แค่นี้ เก็บใบไม้ข้างโรงเรียนนี่ เป็นสื่อการสอนได้ไหม เป็นได้ไหม ได้เพราะว่า มาสาธิตให้ ประยุกต์ให้ได้ อันนั้นแหละ มันเรียกว่าอะไร “สื่อ” เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ เป็นตัวกลางไงคะ ที่เอาเนื้อหาของคุณครูใช่ไหม เนื้อหาของคุณครูอย่างเช่น เขาน่าจะสอนเกี่ยวกับใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ เนื้อหาเขาคือ… คือใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ เขาก็เลยเอาใบไม้นี่ค่ะ มาเป็นตัวกลาง เป็นเครื่องมือที่ทำให้เนื้อหาของเขาน่ะ ส่งไปยังผู้เรียนได้ ฉะนั้น ใบไม้เป็นสื่อการสอนได้นะคะ หรือขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็ได้ สมมติว่าครูได้สอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนขนาดเล็กมันต้องสอนได้ทุกวิชานะ สอนภาษาอังกฤษ แล้วครูใช้ร่างกายครูน่ะค่ะ จับ… สอนเรื่อง Body ครูจับที่ศีรษะ จับแขน จับขาอย่างนี้ นี่ สามารถเป็นสื่อการสอนได้ไหม ได้ เพราะว่า เพราะว่า เป็นเครื่องมือเป็นตัวกลางนะ หรือเป็นช่องทางที่มันสามารถส่งเนื้อหานี่ค่ะ เพราะว่าเนื้อหามันเรื่องอะไร เรื่องร่างกายมนุษย์ใช่ไหมคะ เราก็สามารถใช้อะไรที่มันสามารถเป็นตัวกลางส่งเนื้อหาไปยังผู้เรียนได้นะคะ ฉะนั้นอะไรก็ได้นะ เห็นไหม เขาใช้คำว่า “สิ่งต่าง ๆ” ฉะนั้นอะไรก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์อะไรก็ได้ สังเกตไหม เราเขียนนี่ อุปกรณ์ล้วน ๆ เลยใช่ไหม แต่จริง ๆ น่ะ ขออะไรก็ได้ ที่มันสามารถส่งเนื้อหาไปยังผู้เรียนได้นะคะ ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ โรงเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์ก็ตายเลยสิ ไม่มีสื่อการสอนเลย ไม่ใช่นะคะ ฉะนั้น คุณครู ถ้าคุณครูที่เจ๋งจริงนะคะ คุณครูต้องสามารถหยิบอะไรต่าง ๆ นี่ มาเป็นสื่อการสอนได้นะคะ จริง ๆ จริง ๆ อันนี้เสริมให้นะ สื่อพวกนี้ มันเป็นของจริงนะ ของจริงน่ะค่ะ ดีที่สุดนะ การที่สมมติว่าหลายคนนี่ อันนี้ หลายคนจะชอบเอาภาพนี่ค่ะ เป็นภาพอย่างนี้ คิดว่าภาพมันดีกว่าของจริงใช่ไหม จริง ๆ ของจริงน่ะ ของจริงมันดีกว่าอย่างไร มันได้สัมผัส มันได้เห็นของจริง อ้อ ใบไม้จริง ๆ มันเป็นแบบนี้ ขนาดมันเป็นแบบนี้ แต่ถ้าสมมติเป็นรูปภาพน่ะค่ะ การที่เขาใช้รูปภาพน่ะเพราะว่ามันไม่มีของจริง เขาเลยต้องใช้สื่ออย่างอื่นที่มาแทน แต่ถ้าเราใช้ของจริงได้น่ะ ยิ่งดีเลยนะคะ อย่างเช่นอะไรอีกล่ะที่ของจริง พวก Scale ใหญ่ ๆ น่ะ เช่น ปราสาทหินพิมายน่ะ ถ้าเราพาเด็กไปดูของจริงน่ะ มันจะเห็นความอลังการ นึกออกไหม เนื้อสัมผัสจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ แต่ถ้าเราไม่มีโอกาสหรือบางครั้งเราพาเด็กไปไม่ได้ เด็กเรียนอยู่เชียงใหม่ เรียนเรื่องปราสาทหินพิมายน่ะ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาพิมาย นึกออกไหม ฉะนั้น มันก็เลยต้องใช้สื่อเป็นภาพหรือสื่อประกอบอื่น ๆ ที่เป็นตัวแทนของของจริงอย่างนี้นะคะ อย่างนั้นของจริงเราเอามาใช้ได้นะ ยิ่งดีนะคะ ดังนั้น เขาเลยแบ่งนะคะ เขาเลยแบ่งสื่อนะคะ มีใครตอบถูกบ้างไหม เขาเลยแบ่งสื่อเป็นประเภทนะคะ 6 ประเภทด้วยกัน เมื่อก่อนไม่มี [เสียงหัวเราะ] อ่านแล้วแหละ ไม่มีจริง ๆ แหละ ฉะนั้น เดี๋ยวรอบแก้ตัวนะคะ Post-Test มันต้องดีขึ้น มันต้องดีขึ้นนะคะ เขาเลยแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ ตอนสมัยเรียนครูมี 5 รุ่นเรามี 6 นะคะ ครูเรียน ป.ตรี ประมาณ 20 ปีที่แล้วมี 5 ตอนรุ่นเรามี 6 เพราะว่าเทคโนโลยีน่ะมันก้าวล้ำ เดี๋ยว… เดี๋ยวพอระบบที่ 6 นี่ จะเห็นความก้าวล้ำที่ต่างแตกนะคะ มาดูลักษณะแรกประเภทแรกนะคะ แบ่งตามหลักการสื่อสาร อันนี้ครูชอบใช้นะคะ หลักการสื่อสารนะคะ เราแบ่งตามหลักการสื่อสาร แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะด้วยกันนะคะ ลักษณะแรกเขาเรียก "แบบประสานจังหวะ" สื่อสารแบบประสานจังหวะ แบบที่ 2 คือสื่อสารแบบไม่ประสานจังหวะ มาดูที่ประสานจังหวะนะคะ ประสานจังหวะคืออะไร คือเวลาที่เราจะใช้สื่อนี้ค่ะ ครูกับผู้เรียน จังหวะต้องตรงกัน เขาเรียกประสานจังหวะ อะไรบ้าง จังหวะต้องตรงกัน ผู้เรียนกับผู้สอนจังหวะต้องตรงกันถึงจะใช้สื่อนั้นได้ มาก่อนก็ไม่ได้นะ อะไรนะคะ การประชุมอะไร ใช้ Meet Zoom เรามาก่อน สมมติครูนัดเรา 9 โมง เรามาก่อน เราก็ไม่สามารถเข้าห้องได้ คุณครูก็ยังไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ก็ยังไม่เปิดห้องอย่างนี้นะคะ Zoom Meet อะไรอีก อะไรพวกนี้นะคะ ที่… ที่ต้องครูกับผู้เรียนต้องพร้อมกัน โทรศัพท์อย่างนี้ด้วยนะคะ LINE บางครั้งก็ได้ ใช่ไหม LINE LINE ในจังหวะที่ผู้สอนกับผู้เรียนตรงกันนะ LINE จังหวะที่ผู้เรียนกับผู้สอนตรงกัน ใช้ LINE ส่วนแบบไม่ประสานจังหวะ ผู้เรียนไปเรียนด้วยตัวของเขาเองได้เลย ไม่ต้องรอคุณครูนะคะ ผู้เรียนไปเรียนได้เลย อย่างเช่นอะไรบ้าง ไม่ต้องรอครู อะไรนะคะ Classroom นะคะ Classroom พวก Classroom e-Learning อย่างนี้นะคะ เราไม่ต้องรอครูหรือหนังสือ พวกนี้นะคะ อะไรที่ไม่ต้องรอคุณครู เราเรียนด้วยตัวของเราเองได้เลย เรียกแบบไม่ประสานจังหวะ โอเคนะ เว็บบอร์ด รู้จักไหม คล้าย ๆ กระทู้พันทิปน่ะ เว็บบอร์ดนี่ เป็นประสานจังหวะหรือไม่ประสานจังหวะ ไม่ประสานจังหวะ เราพิมพ์ไปได้เลย เราเขียนไปได้เลย ไม่ต้องรอจังหวะ ส่วน Chat ค่ะ Chat คือการสนทนา Chat คือการสนทนา เป็นประสานจังหวะหรือไม่ประสานจังหวะ สนทนาเป็นอะไร เป็นอะไร เป็นอะไรล่ะ [เสียงหัวเราะ] เป็นประสานจังหวะนะคะ เป็นประสานจังหวะนะคะ เพราะว่า Chat ต้องพูดคุยไง Chat ต้องพูดคุย ฉะนั้น เป็นประสานจังหวะนะคะ ประชุมผ่านเครือข่าย Meet พวกนี้นะคะ Zoom พรุ่งนี้นะคะ เป็นประสานจังหวะ ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์เป็นไม่ประสาน เราเรียนด้วยตัวของเราเองได้เลยนะคะ แล้ว Facebook LINE ล่ะ เป็นอะไร Facebook LINE ล่ะ เป็นอย่างไรดี เป็นได้ทั้ง 2 สื่อสมัยใหม่พวกนี้ค่ะ LINE บางครั้ง ถ้าสมมติว่าครูติดสอนอย่างนี้ เราพิมพ์มาแล้วครูไม่ได้ตอบเราทันที LINE ณ ตอนนั้นจะเป็นไม่ประสานจังหวะ เพราะไม่สามารถพิมพ์ทิ้งไว้ได้ไงคะ ส่วน LINE บางครั้ง ถ้าเวลาเราตรงกันกับครู คือสื่อสารเป็นสนทนากันเลยน่ะค่ะ คือ Caht กันเลยค่ะ พูดคุยกันเลยค่ะ อันนั้นเป็นประสานจังหวะ ฉะนั้น สื่อใหม่ ๆ น่ะค่ะ พวก Social Media สามารถเป็นได้ทั้ง 2 นะคะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ ว่ามันทำได้หรือเปล่านะคะ ว่ามันเป็นแบบไหน เป็นจังหวะไหนนะคะ สื่อใหม่ ๆ นะ ประเภทที่ 2 วันนี้เรามี 6 ประเภทด้วยกันนะ ประเภทที่ 2 นะคะ จัดลำดับตามประสบการณ์ อันนี้คุณครู... อันนี้ คุณครูที่ผ่านครูผู้ช่วย จะต้องรู้ลำดับประสบการณ์ในการเรียนรู้นะคะ เอ็ดการ์ เดล ค่ะ คนที่คิด… คนที่คิดแผนภูมินี้ เขาชื่อ เอ็ดการ์ เดล นะคะ เขาเป็นเจ้าพ่อทางด้านสื่อแล้วนะคะ เขาเอาสื่อมาทำแบบนี้ค่ะ สื่อแต่ละประเภทเขาเอามาแยก เขาเอามาแยกกัน แล้วทดลองให้เด็กเรียน หลังจากที่ให้เด็กเรียนแล้ว ผ่านไป 2 อาทิตย์ ผู้เรียนจดจำได้มากแค่ไหนนะคะ หลังจากผ่านไป 2 อาทิตย์แล้ว ผู้เรียนจดจำได้มากแค่ไหน ปรากฏว่าเรียนจากตำรา ฟังบรรยายนี่ จดจำได้ 30 เปอร์เซ็นต์เอง ผ่านมาดู… ดูวิดีโอดูนิทรรศการ ดูและภาพ ฟัง ๆ ไปด้วยนี่นะคะ 50 เปอร์เซ็นต์นะคะ ถัดมาอีก ถ้าผู้เรียนได้เริ่มมี... เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ ผู้เรียนได้ลง… เริ่มลงมือทำแล้วในบทบาทสมมติสถานการณ์เหมือนจริง เปอร์เซ็นต์มากขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ และที่ดีที่สุดค่ะ ดอกจันไป 300 ดอกค่ะ ชอบออกข้อสอบ รวมถึงครูผู้ช่วยด้วยนะ การที่เราให้ผู้เรียนปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะค่ะ มันทำให้เขาจดจำได้ถึงร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ เยอะนะ ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์นี่นะคะ ผ่านไป 2 อาทิตย์เหลือร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ เยอะนะคะ ฉะนั้น พวกอ่านตำรา พวกฟังบรรยายเฉย ๆ นี่ มันจะเห็นเป็นนามธรรมน่ะค่ะ มันไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมน่ะค่ะ ส่วนถ้าให้เราให้เขาปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะค่ะ มันจะทำให้เขาเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนเคยขับรถเป็นใช่ไหม ขับรถไม่เป็นเหรอ มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เป็นเหรอ จริงเหรอ อ๋อค่ะ ค่ะ โอเค ๆ นึกภาพตามแล้วกันนะคะ มอเตอร์ไซค์หรืออะไรอย่างนี้ สมมติว่าถ้าเราอ่านจากตำรา อ่านจากตำราก็เท่ากับอ่านคู่มือนะ เขาให้คู่มือมา คู่มือขับรถนี่ มันจะมีเล่มคู่มือนี่ สมมติเราอ่านนี่ จำได้ทุกบรรทัดเลยค่ะ อ่านจากคู่มือนี่ ตื่นเช้ามาเราว่าเราขับรถได้ไหม เห็นไหมคะ ฉะนั้น อ่านจากตำรามันไม่มีทาง แป๊บเดียวเราก็ลืมแล้ว แต่การที่เราขับรถได้ มันต้องเริ่มมาจากที่เราไปทดลองขับก่อนใช่ไหม ไปทดลองขับในสนามฟุตบอลโรงเรียนใช่ไหม หรือไปทดลองตามสนามซ้อม อันนี้เราก็เริ่มขับรถได้แล้ว ใช่ไหม เริ่มขับรถได้แล้วประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ใช่ไหมคะ เริ่มขับได้แล้ว แต่เสมือน… สถานการณ์จำลองน่ะค่ะ ในโรงเรียนหรือว่าโรงเรียนขับรถน่ะค่ะ มันก็ไม่เท่ากับเราออกถนนใหญ่จริง ๆ ใช่ไหมคะ เพราะออกถนนใหญ่มันมีอะไร มีคนบีบแตรเรา มันมีคนมาเบียดเราสารพัดเลยใช่ไหมคะ สถานการณ์จริงจะทำให้เราขับรถได้จริง ๆ ทีนี้ สมมติว่า เรา… พอเราขับรถไปแล้วนะ เราขับรถเป็นแล้ว รถเราเกิดเสีย รถเราเกิดไปซ่อมประมาณเดือนหนึ่ง พอผ่านเดือนหนึ่ง เราว่าเรากลับมาขับรถได้ไหม เดือนหนึ่งนะ พอรถ… พอรถ… พอรถเสีย พอรถเราเสีย เราขับรถเป็นหมดแล้วนะ รถเราซ่อมอู่ เรากลับบ้านหรือเราไม่ได้ขับรถไป 1 เดือนน่ะ เรากลับมาขับรถได้ไหม ได้ เห็นไหมคะ ฉะนั้น การที่เราปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะ มันทำให้เราจดจำได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น เรา… ไม่ว่าเราจะพอเราลงมือปฏิบัติจนเราทำได้แล้วน่ะค่ะ ฉะนั้น มันโอกาสมันจะจดจำได้ มันจะมากกว่า กลับกัน ถ้าเราอ่านแค่คู่มือตำราค่ะ ผ่านไป 2 อาทิตย์ ลืมแล้วนะคะ เหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ค่ะ เด็ก เด็กนักเรียนของเราน่ะ เรียนเป็นเทอมนะ ฉะนั้นเราว่าโอกาสที่หลังจากพอเขาไปสอบปลายภาค เขาจะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้เขาทดลองแค่… แค่ 2 อาทิตย์นะ ยังลดเหลือแค่นี้ ถ้าเป็นเทอม เป็นปี ความจดจำเด็กจะเหลือเท่าไร นั่นแหละ ฉะนั้น เขาถึงให้ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง เขาถึงจะจดจำได้ดีที่สุดนะคะ แต่มันก็ไม่ใช่สามารถทำได้ทุกวิชาหรอกนะ อันนี้ต้องเข้าใจงบประมาณ หรือว่าสถานการณ์ด้วยนะ อย่างน้อยให้เขาได้ลงมือทำบ้างนะคะ อย่างน้อยนี่ 50 เปอร์เซ็นต์ ลงมานี่ พวกนี้ค่ะ ให้ดู ให้ทำ ให้ปฏิบัติ ให้ทำกิจกรรมอะไรอย่างนี้นะ มันทำให้ผู้เรียนได้ 50 เปอร์เซ็นต์นะ 70 เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์บทบาทสมมติ ปฏิบัติเสมือนจริงอย่างนี้นะคะ แต่บางวิชาที่พวกปฏิบัติน่ะค่ะ ก็ถ้าทำได้ก็ยิ่งดีนะคะ พวกปฏิบัติ พวกทดลองวิทยาศาสตร์อะไรอย่างนี้นะคะ หรือถ้า… ถ้าในหลักสูตรครุศาสตร์อย่างนี้ เราก็ไปฝึก… ฝึกสอนจริง ๆ อย่างนี้นะคะ ก็จะทำให้ผู้เรียนได้เห็นสถานการณ์จริง ๆ ว่าการไปสอนจริง ๆ เป็นอย่างไร ตอนที่ครูบอกเราน่ะ เรายังนึกไม่ออกหรอก แต่เราจะไปนึกออกตอนที่เราไปฝึกจริง ๆ น่ะค่ะ เออ มันเป็นสถานการณ์แบบนี้นะคะ ฉะนั้น ปฏิบัติในสถานการณ์จริงทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดนะคะ เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดนะคะ ประเภทที่ 3 แล้วนะ นะคะ ประเภทที่ 3 แล้วนะคะ จำแนกตามทรัพยากรการเรียนรู้นะคะ จำแนกตามทรัพยาการการเรียนรู้นะคะ อันนี้หลายคนน่าจะคุ้นเคย หลักสูตรเท่ากับหลักสูตร ม. ปลาย อันนี้ อันนี้นะคะ บุคคล วัสดุ อาคาร สถานที่ เครื่องมือ กิจกรรมนะคะ เราถือว่าเป็นทรัพยากรการเรียนรู้ได้หมดเลยนะคะ บุคคลอย่างที่บอก บุคคลสามารถเป็นสื่อการสอนได้นะ ฉะนั้น อะไรก็ตามที่เป็นช่องทาง เป็นตัวกลางให้ความรู้กับผู้เรียนได้นี่ เราเรียกว่า "สื่อการสอน" หมดเลยนะคะ บุคคลเป็นสื่อการสอนได้นะคะ อย่างเช่น บางวิชาค่ะ เราไม่ได้มีความรู้ในด้านนั้น เราสามารถไปเชิญคนที่มีความรู้ด้านนั้นมาให้ความรู้กับผู้เรียนได้ ที่ครูเห็นบ่อย ๆ นี่น่าจะเป็นมันจะมีเรื่องของโรงเรียนปลอดภัยน่ะค่ะ คุณครูก็ไม่ได้จบ คุณครูก็จบภาษาไทย คณิตศาสตร์ปกติน่ะค่ะ แต่ว่านโยบายให้มาทำโรงเรียนปลอดภัยอย่างนี้ โรงเรียนปลอดภัยก็ข้ามถนนปลอดภัย รู้กฎจราจรอะไรอย่างนี้นะคะ เราก็ไม่ได้แม่นความรู้ขนาดนั้น คุณครูหลายโรงเรียนนะคะ ก็จะไปเชิญตำรวจมาให้ความรู้ด้านนี้นะคะ ที่เขาจะมีความรู้ หรือบางครั้งด้านเกษตรอย่างนี้ ถ้าถามครูน่ะ ถึงแม้ครูเป็นด็อกเตอร์นะ แต่ความรู้ด้านเกษตรน่ะ ครูเป็น 0 ครูสู้กับชาวสวนที่เขามีความรู้อย่างนี้ไม่ได้ ฉะนั้น เราสามารถเอาเชิญคนที่มีความรู้ด้านนั้น ๆ น่ะค่ะ ที่เขามีความรู้จริง ๆ มาให้ความรู้ผู้เรียนเราได้ด้วยนะคะ วัสดุอุปกรณ์นะคะ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นสื่อการสอนนะคะ พวก ซีดี พวกหนังสืออะไรพวกนี้นะคะ อยู่ประเภทวัสดุนะคะ อาคารสถานที่นะคะ อันนี้ก็เป็นสื่อการสอนได้นะคะ พวกแล็บ พวก… พวกสถานสถานที่จริง ๆ พวกนี้นะคะ สามารถเป็นสื่อการสอนได้นะคะ เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นสื่อการสอนได้นะคะ กิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นสื่อการสอนได้นะคะ เข้าค่ายลูกเสือ อบรมต่าง ๆ เพราะว่ากิจกรรมพวกนี้ มันสอดแทรกเนื้อหาไง มันใช้กิจกรรมในการสอดแทรกเนื้อหาเข้าไปนะคะ มา ประเภทที่ 4 แล้วนะคะ ประเภทที่ 4 แล้วนะคะ ประเภทนี้ ประเภทนี้ครูใช้บ่อยเหมือนกันนะคะ ตามลักษณะของการรับรู้ มนุษย์รับรู้ผ่าน 5 สัมผัสนะ เราเคยคุยกันไปแล้วตอนต้น ๆ เทอมนี่นะคะ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นะคะ มีตา หู… เอ้ย มีตามอง หูฟังใช่ไหมคะ ลิ้มรส ดมกลิ่น สัมผัส มากที่สุดคืออะไรคะ การมองเห็นนะคะ การมองเห็น 83 เปอร์เซ็นต์เลยนะคะ Williams ให้ 83 เปอร์เซ็นต์เลย ส่วนฟังอีก 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ ส่วนอื่น ๆ อีกนิดเดียวเองนะคะ อื่น ๆ อื่น ๆ นิดเดียวนะคะ เวลาที่ทำสื่อ พอเขาเห็นแบบนี้ค่ะ เปอร์เซ็นต์การรับรู้ของมนุษย์ มองและฟังมากที่สุด ฉะนั้น สื่อที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีที่สุด ก็จะต้องทำให้เขามองเห็นให้ได้ และได้ยินเสียงให้ได้นะคะ ส่วนอันอื่น ๆ น่ะ ถ้าทำได้ก็ยิ่งดีนะ แต่ถามว่างบประมาณคุ้มไหม มันไม่คุ้มไง มันเปอร์เซ็นต์นิดเดียวไงนะคะ แต่ทำได้นี่ มันจะดี แต่ว่าถ้าเทียบกับ… ถ้าเทียบกับเปอร์เซ็นต์การรับรู้ของผู้เรียนน่ะค่ะ การที่ทำให้มองเห็นและฟังน่ะมันจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีมากที่สุดนะคะ ทีนี้เขาเลยเอาเนื่องจากดูและฟังมันเปอร์เซ็นต์มากที่สุดใช่ไหม เขาเลยเอามาทำเป็นสื่อนะคะ สื่อเมื่อก่อนมันจะแยกกันค่ะ เป็นสื่อโสตทัศน์ โสต คือ ไม่มีแฟน ไม่ใช่นะคะ โสต คือ การฟัง การได้ยิน ส่วนทัศน์ ทัศนะนะคะ คือการมองเห็นนี่แหละนะคะ มันจะไล่มาแบบนี้นะ แยกเป็นสื่อ เป็นสื่อที่มองเห็น สื่อที่เป็นเสียงใช่ไหมคะ จากนั้น เอ๊ย ทำไมเราต้องมาแยกกันด้วยน่ะ สื่อที่มองเห็นกับสื่อที่ฟังเสียง ทำไมต้องมาแยกกันด้วย เขาเลยเอาสื่อที่มองเห็นและฟังเสียงนี่มาผสมกัน เรียก "สื่อประสม" นะคะ จากนั้นค่ะ มนุษย์นี่มันก็ไม่เพียงพอสักที พอสื่อประสมแล้ว ทำไมมัน… มันไม่มีปฏิสัมพันธ์เลยน่ะ สื่อดูไปเฉย ๆ มันแห้ง ๆ น่ะค่ะ เขาก็เลยเอาสื่อประสมมาทำให้มันมีปฏิสัมพันธ์นะคะ ฉะนั้น Level มันเรียงลงมาเรื่อย ๆ นะ นะคะ คือแน่นอนแหละคือแรก ๆ น่ะ มันอาจจะดูธรรมดา แต่มัน… มันยิ่งใหญ่มาก่อนนะ นึกออกไหม เมื่อก่อนมันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ ทีนี้ มนุษย์ก็ต้องการมากขึ้น ก็เอามันมาผสมกัน หลังจากนั้นก็แบบมันแห้ง ๆ ไปน่ะ ก็มันน่าจะมีปฏิสัมพันธ์ร่วม... สื่อสารกันได้หน่อย มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันกับผู้เรียนผู้ใช้ได้บ้างนะคะ มาดูทีละอันกัน สื่อไม่ใช้เครื่องฉายนะคะ พวกสื่อ พวกสื่อมองเห็น สื่อโสตทัศน์นี่ ไม่ใช้เครื่องฉาย คือเรามองเห็นได้เลยนะคะ เป็นสื่อพื้นฐานทั่วไปนี่แหละนะคะ ใช้งานได้เลย ไม่ต้อง… ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรนะคะ อันนี้เราสามารถมองเห็นได้เลย พวกลูกโลกแผนที่อะไรพวกนี้ หรือบอร์ด หรือครูสาธิตให้ผู้เรียนเห็นอย่างนี้นะคะ ส่วนสื่อใช้เครื่องฉายนะคะ ก็ใช้พวกอุปกรณ์ต่าง ๆ นะคะ ก็จะมีวิธีการใช้นิดหนึ่ง สื่อเสียงนะคะ สื่อเสียงก็รับรู้ทางการได้ยินนะคะ เดี๋ยวนี้โรงเรียนยังมีห้อง… ห้องโสตฯ ไหม เป็นเป็นห้องแบบห้องแล็บ ไว้ฟังภาษาอังกฤษอย่างนี้ ยังมีอยู่ใช่ไหม แต่ใช้ไม่ค่อยได้ใช่ไหม ใช้หูฟังไม่ค่อยได้ยิน ก็อันนี้ก็จะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน พวกวิชาพวกภาษาอย่างนี้ เขาก็จำเป็นนะคะ ก็งบประมาณเยอะเหมือนกันนะ พวกเครื่องแบบนี้ แต่ว่าโรงเรียนก็อาจจะไม่ได้รู้วิธีการใช้ ก็เลย… ก็เลยเสียบ่อย สื่อประสมนะคะ สื่อประสม สื่อประสมนี่นะหลายคนเข้าใจผิดเยอะมากเลย จริง ๆ คุณครูหลายคนใช้สื่อประสม แต่ไม่รู้ว่าที่ฉันใช้นี่เรียกว่า “สื่อประสม” นะคะ สื่อประสมมันมีได้หลายแบบนะ แบบแรกคือใช้สื่อพื้นฐานนี่ค่ะ เอามาผสมกันหลาย ๆ อัน อันนี้เราก็เรียก “สื่อประสม” นะ นะคะ อย่างเช่น เอาภาพวีดิทัศน์ เทปเสียงนี่ มาจัดกิจกรรมร่วมกัน อันนี้เราก็เรียก “สื่อประสม” ฉะนั้น คุณครูหลายท่านนี่จะใช้สื่อประสมค่อนข้างเยอะ แต่ไม่รู้ว่าฉันกำลังใช้สื่อประสมอยู่นะคะ อีกประเภทหนึ่ง คือสื่อประสมที่ใช้ทำจากโปรแกรมนะคะ ทำจากโปรแกรม ที่มันสามารถเอาเสียง เอาภาพมาผสมกันได้นะคะ อันนี้คุณครูรุ่นใหม่ชอบใช้ อันนี้คุณครูรุ่นเก่านี่ใช้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสื่อประสม ครูรุ่นใหม่ก็จะมีพวกวิดีโอ พวกบทเรียนออนไลน์ พวก App พวกนี้นะคะ เราเรียกว่า “สื่อประสม” นะคะ แล้วก็สื่อปฏิสัมพันธ์นะคะ สื่อปฏิสัมพันธ์ สามารถสื่อสารกับ... สามารถโต้ตอบกันได้น่ะค่ะ พวกแอปพลิเคชันน่ะค่ะ ที่มันโต้ตอบกับ… กับเราได้น่ะค่ะ เราตอบไปอย่างเช่นอะไรดีล่ะ App ที่มันโต้ตอบได้ Kahoot! อย่างนี้ก็โต้ตอบได้ บอกเราได้ว่าข้อไหนถูกข้อไหนผิดอย่างนี้ อันนี้เรียกมีปฏิสัมพันธ์นะคะ ประเภทที่ 5 แล้วนะ ไหวกันอยู่นะ ประเภทที่ 5 นะคะ ประเภทที่ 5 นะคะ แบ่งตามสถานการณ์นะคะ แบ่งตามสถานการณ์นะคะ ประเภทนี้ไม่มีอะไร บางครั้ง เวลาที่เราได้รับสถานการณ์น่ะค่ะ ว่าเราจะใช้สื่อไหน อย่างเช่น บางครั้งเราได้สอนรายบุคคล อันนี้ครูชอบนะ สอนรายบุคคลน่ะ มันได้เห็นมัน… มัน… เขาเรียกว่าอะไร มันได้เห็นพฤติกรรม หรือว่ามันได้เห็นรู้จักผู้เรียนอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็สอนง่ายด้วยนะ ต่อมาเป็นกลุ่ม พอนักเรียนเยอะขึ้น ก็จะต้องจัดกิจกรรม หรือจัดสื่อการสอนที่มันเป็นลักษณะของกลุ่มนะคะ และประเภทสุดท้าย อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ครูมหาวิทยาลัย หรือครูวิทยาลัยอะไรพวกนี้ วิทยาลัยขึ้นไปนี่ จะเป็นกลุ่มใหญ่นะคะ มาดูว่าควรใช้อย่างไรดี ครูขอเปรียบเทียบสื่อบุคคลกับสื่อกลุ่มเล็กนะนะคะ บุคคล ถ้าเรามีจำนวนผู้เรียนไม่เยอะนะคะ เราสามารถให้ใบความรู้เขาได้ บทเรียนสำเร็จรูป หนังสือก็ได้ ทำแบบฝึกหัด อะไรที่มันเรียนด้วยตัวเองก็ได้นะคะ แล้วคุณครูมาตรวจอย่างนี้นะคะ ก็เพราะว่าอะไร รายบุคคลนี่ เราจำนวนไม่เยอะไงเ ราสามารถตรวจรายบุคคลได้นะคะ เราสามารถตรวจงานเขาได้นะคะ พออีกประเภทหนึ่ง พอมันมีเป็นกลุ่มลักษณะกลุ่มเล็กขึ้นมา เราก็อาจจะให้เขาทำเป็นกลุ่ม งานกลุ่มนะคะ เป็นกิจกรรม เป็นโครงงานให้ผู้เรียนเรียบนแบบร่วมมือด้วยก็ได้นะคะ อันนี้ก็เพราะว่าอะไร เพราะว่าพอมีกลุ่มเล็กน่ะ เราจะมานั่งตรวจงานเด็กเยอะ ๆ อย่างนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้นะ นะคะ ตรวจงานทุกครั้ง หรือบางครั้งระยะเวลามันมีผลน่ะค่ะ บางครั้งเราให้เด็กนำเสนออย่างนี้ แล้วสมมติว่าเราจะให้เด็กนำเสนอ แล้วเด็กมีประมาณ 40-50 คนน่ะ เป็นไปไม่ได้ที่ 1 ชั่วโมง เด็กจะสามารถนำเสนอได้ 40-50 คน นึกออกไหมคะ ฉะนั้น เราก็ต้องจัดกิจกรรมที่มันเป็นกิจกรรมกลุ่ม เพื่อที่จะให้เด็กได้สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างนี้นะคะ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ส่วนกลุ่มใหญ่ บางครั้งเราอาจจะได้เจอกลุ่มใหญ่ อย่างเช่น ตอนกิจกรรมโรงเรียน พวกวันวิทยาศาสตร์อะไรอย่างนี้นะคะ เรา… เราอาจจะใช้การบรรยาย สาธิตก็ได้นะคะ ให้ดูภาพยนตร์นะคะ หรือพาไปศึกษานอกสถานที่ก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็น… เป็นสื่อที่มักจะใช้ในกลุ่มใหญ่นะคะ โอเคมาถึงสุดท้ายแล้วนะคะ สุดท้ายแล้ว ระบบ ตามระบบการทำงานนะคะ ระบบการทำงาน เขาจะแบ่งเป็นพื้นฐาน แอนะล็อก แล้วก็ดิจิทัลนะคะ อย่างที่ครูบอกน่ะค่ะ เมื่อก่อนมันไม่มีระบบแบบนี้หรอก มันมีแต่สื่อพื้นฐาน พอ… พอวิวัฒนาการมันก้าวล้ำมาเรื่อย ๆ มันก็มีสื่อแอนะล็อกขึ้นมา แล้วค่อยเป็นสื่อดิจิทัลนะคะ ปัจจุบันก็ส่วนใหญ่เป็นสื่อดิจิทัลหมดแล้วนะคะ ในยุค 90 นี่ ยุค 90 เกิดหรือยัง น่าจะยังเกิด พ.ศ. อะไรกัน 2000 เท่าไร 2004 เลยมาแล้ว เลยมาแล้วนะคะ Millennium แล้ว เป็นดิจิทัลแล้ว พวกเราเกิดมาเห็นซีดีแล้วใช่ไหม เห็นซีดีแล้วแล้ว ไม่ใช่แล้ว ในยุค 90 นี่ มันเป็นยุคที่เป็นอยู่ระหว่างแอนะล็อกกับ… กับดิจิทัล ในห้องนี้ก็มองหน้ากัน 3 คน [เสียงหัวเราะ] ทีทันนะคะ [เสียงหัวเราะ] ใส่แผ่น แผ่นเดี๋ยวมีตัวอย่างให้ดู แผ่นซีดี พื้นฐาน พื้นฐาน มาดูสื่อสารก่อนนะคะ อันนี้ไม่ว่าจะยุคไหนก็ยังต้องมีอยู่นะคะ พวก… พวกบอร์ด พวก ๆ นี้ค่ะ อุปกรณ์ที่มันสามารถเล่นได้ด้วยตัวเองได้เลยนะคะ อันนี้เรียก "สื่อพื้นฐาน" ใช้งานง่าย บำรุงก็ง่ายนะคะ แต่ว่าใช้งานได้ไม่นาน สื่อพื้นฐาน ข้อเสียตรงสื่อพื้นฐานใช้ได้งาน… งานได้ไม่ค่อยนาน แป๊บ ๆ พังแล้ว คือ หยิบอะไรอย่างนี้ เด็ก เด็กประมาณเทอม 2 เทอมก็… ก็เริ่มอุปกรณ์เริ่มหลุดเริ่มพังแล้วนะคะ ใช้งานง่ายนะ เด็กใช้ด้วยตัวของเขาเองได้เลย แต่ว่าข้อเสียคือมันไม่คงทนไงคะ มันไม่คงทนเท่าไร แต่ก็ยังจำเป็นนะ ตัวครูนี่ ครูจบดิจิทัลนะ แต่ครูนี่ ไม่ได้เป็นคนที่ อุ๊ยอะไรก็ดิจิทัลหมดนะ คือ ครูมองว่าสื่อนั้นนี่ มันเหมาะสมกับเด็กหรือเปล่า อย่างเช่น เด็กประถม เด็ก… เด็กอนุบาล เขายังกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรงใช่ไหมคะ กล้ามเนื้อมัดเล็กเด็กไม่แข็งแรง หยิบจับอะไรอย่างนี้ไม่แข็งแรง ต่อให้ดิจิทัลของคุณน่ะจะเจ๋งมากแค่ไหนน่ะ ดิจิทัลก็ไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก เด็ก… แก้ปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กได้นะ สิ่งที่แก้ปัญหาได้คืออะไรคะ เด็กเขาต้องหยิบจับใช่ไหม ดินน้ำมันอย่างนี้ ฉะนั้นดินน้ำมัน 10 บาทกับสื่อแอนิเมชันที่ทำเป็น 20,000-30,000 บาทน่ะ ก็สู้ไม่ได้นะ ฉะนั้น ถึงย้ำเสมอว่าสื่อนี่ ใช้ให้มันเหมาะสมดีที่สุด ไม่ใช่ว่าสื่อพื้นฐานแล้วจะโดนดูถูกเหยียดหยามนะ แต่ถ้ามันเหมาะสมนี่ มัน… มันมีประสิทธิภาพมากกว่าสื่ออื่น ๆ อีกนะคะ ฉะนั้น สื่อพื้นฐาน ใช้งานง่ายบำรุงรักษาก็ง่าย แต่ว่าความคงทนไม่ค่อยคงทนเท่าไรนะคะ สื่อต่อมา ก็มีพวกแอนะล็อก พวกเครื่องฉาย พวกเครื่องเสียงมาทำให้… มาทำให้ประสิทธิภาพมันดีขึ้น อย่างเช่น เมื่อก่อนเวลาที่เราจะใช้กระดานน่ะค่ะ เราก็ต้องเขียนกระดาน กว่าจะเขียนกระดานเสร็จ 1 ชั่วโมงเราว่าใช้เวลาเท่าไร ประมาณ 20 นาที แล้วเด็กก็ทำอย่างไรตอนเรียน เด็กก็ต้องมานั่งจดตามอย่างนี้ แต่ปัจจุบัน ในยุคนั้น ไม่ใช่ปัจจุบัน ยุคนั้นมันก็จะมีเครื่องฉายสไลด์นี่คะ เครื่องใช้พวกนี้ค่ะ คุณครูก็จะต้องเตรียมซื้อมาก่อน แล้วก็มาปิ้งฉายให้ดูเฉย ๆ ก็จะทำให้การเรียนรู้มันดีขึ้น รวดเร็วมากขึ้น อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ต่อมานี่ค่ะ ถึงยุคดิจิทัลนะคะ สื่อมายุคดิจิทัล ยุคแอนะล็อกนี่ ให้เรานึกถึงเทป รู้จักเทปไหมเด็ก ๆ เปิดเทปให้ดูหน่อย กลัวไม่รู้จัก เทป ไม่ใช่เทปที่เราติดเมื่อวานนะ ไม่ใช่ [เสียงหัวเราะ] ไม่ใช่ ๆ แต่ว่าเชื่อว่าพี่เอื้องและ [เสียงหัวเราะ] รู้จักเทปอยู่ใช่ไหมคะ เราจะเขียนว่าอย่างไร เทป เทป ไม่ใช่น่ะ เราจะเขียนว่าอย่างไร เทปคาสเซ็ทไหม เทปคาสเซ็ท ไม่ใช่เทปนี้นะ แบบนี้ค่ะ ยุคนี้นะ [เสียงหัวเราะ] อันนี้เทปพวกนี้นะคะ เทป อันนี้คือยุคแอนะล็อกนะคะ ยุคแอนะล็อกจะใช้เทปนะคะ จะใช้เทปนะคะ ใช้แม่เหล็กในการที่ทำให้มันเกิดเสียงขึ้นมานะคะ อันนี้คือยุคแอนะล็อก พอยุค… พอยุคถัดมา ก็จะเป็นยุคของดิจิทัล ก็จะเป็นซีดียุคพวกเราในยุคดิจิทัลแล้ว เติบโตมาเป็นพลเมืองดิจิทัลแล้วมีซีดีนะคะ ถ้าเทียบกับ… กับการทำงานสมัยก่อน มัน… มันยากกว่าไงนะคะ อุปกรณ์ต่าง ๆ มันยากกว่า พอเป็นดิจิทัล ความคมชัดก็เพิ่มขึ้นเห็นไหมคะ กล้องถ่ายรูปก็ชัดขึ้น มีจอ iPad เห็นอะไรต่าง ๆ เห็นภาพต่าง ๆ มันชัดขึ้น ส่วนซีดีก็เก็บข้อมูลได้มากขึ้น พวกเทปสมัยก่อนนี่เก็บได้ประมาณ 10... 12 เพลง อย่างมาก 12 เพลง ก็ประมาณ... ประมาณหน้าละ 30 นาทีใช่ไหมคะ 4… ประมาณ 30 นาทีอย่างนี้นะคะ แต่ซีดี [เสียงหัวเราะ] แต่ซีดีเราเข้าใจกันใช่ไหม แล้วพอ… แล้วพอมันยานใช่ไหม พอมันยานเราก็ต้องเอาไปใส่ตู้เย็น แต่ซีดีน่ะมันไม่มียานนะ ซีดีน่ะมัน… มันเก็บไว้ได้นานน่ะนะคะ แล้วใส่เพลงได้เยอะด้วยนะคะ ใส่เพลงได้เยอะด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว รุ่นเรานี่แทบจะไม่มีซีดีแล้ว ก็จะเก็บบน Cloud บน Flash Drive อะไรพวกนี้ หรือบน App ที่เขามีบริการให้อย่างนี้นะคะ โอเค ทีนี้ เดี๋ยวก่อนที่เราจะไปขึ้นสื่อดิจิทัล กลัวลืม เดี๋ยวให้เรา เดี๋ยวจะให้ เดี๋ยวจะให้ทำ Post-Test นะคะ จะให้ทำ Post-Test มันต้องดีขึ้นนะ อย่าให้มันแย่กว่าเดิมนะ มันต้องดีขึ้นกว่าเก่านะ มีใครยังไม่ได้ไหมคะ ยกมือค่ะ โอเคขอบคุณค่ะ มีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ 5 นาทีนะคะ ให้เขียนว่า “หลังเรียน” หน่อยค่ะ “หลังเรียน” Post-Test นะคะ หลังเรียน 5 นาทีนี้ ให้เขียนสื่อและประเภทของสื่อให้ได้เยอะที่สุด นะคะ ให้ได้เยอะที่สุด มันต้องดีขึ้นจากเดิมนะ 5 นาทีนะคะ สำหรับเด็กปกติ ส่วนเด็กตาและหูให้ 8 นาทีนะคะ ไม่คุยกันนะ ใครคุยกันครูริบกระดาษเลยนะคะ ใครคุยกันครูริบกระดาษเลย หมดเวลาค่ะ ส่งได้แล้วค่ะ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 หมดเวลานะคะ ส่วนเด็กพิเศษให้อีก 2 นาทีนะ เดี๋ยวครูพักเบรก 5 นาที เพราะว่าเรื่องต่อไปมันเป็นเรื่องยากนิดหนึ่งนะ พักเบรกไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมา จุฑามาศมาหรือยังคะ อันนี้เขาไปเข้าห้องน้ำเหรอคะ มาครบกันแล้วนะ มา มาต่อ มาต่อ อย่างนั้นต่อเลยนะ เข้าห้องน้ำนานจัง เขาเป็นอะไร อย่างนั้นขอต่อไปเลยนะ เพราะว่าอันนี้ไปดูซ้ำได้นะ มา ทีนี้ค่ะ กลับมา กลับมา กลับมาหรือยังคะ ทีนี้ค่ะ สื่อดิจิทัลในยุคเราน่ะ มัน… มันมีความสำคัญ เพราะเราเติบโตมากับดิจิทัลนี่แหละ ยุคของเด็กที่เราจะไปสอนก็ใช้สื่อดิจิทัลนะคะ ฉะนั้น เราต้องรู้จักสื่อดิจิทัลหน่อยนะคะ สื่อดิจิทัลคืออะไร คือมันเป็นการใช้ระบบน่ะค่ะ เลขฐาน 2 คืออะไร คือการที่คอมพิวเตอร์นี่ หรือดิจิทัลนี่ ระบบต่าง ๆ ที่ดิจิทัลใช้นี่ มันจะใช้เลข 0 กับเลข 1 ในการใช้รหัส งงไหม อย่างเช่น 0011111 อย่างนี้ เรารู้ไหมว่ามันแปลว่าอะไร ถ้ามนุษย์ปกติไม่รู้หรอก ไม่ หมายถึงมันแปลค่าออกมาค่ะ เราไม่รู้หรอก ฉะนั้น มันเลยแปลงค่า จริง ๆ ถ้าไปถอดออกมามันจะใช้ 001111000 อะไรอย่างนี้ในการเขียน แต่มนุษย์ปกติน่ะจะไม่เข้าใจ... จะไม่เข้าใจสิ่งนี้หรอก มนุษย์ปกติจะรู้ว่า อธิบายอย่างไรดีล่ะ มนุษย์ปกติน่ะค่ะ จะเข้าใจว่าเห็นเป็นภาพ คือมันแปลงมาจาก 001 น่ะค่ะ รหัส… รหัสดิจิทัลน่ะ แปลงออกมาให้มนุษย์ทั่วไปนี่เข้าใจออกมาเป็นภาพ ออกมาเป็นเสียง เข้าใจอย่างนี้แล้วกันนะคะ ทีนี้นะคะ มันก็ประมวลผลต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นภาพ ออกมาเป็นเสียงที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ ทีนี้ค่ะ สัญญาณที่จะใช้ที่มนุษย์สามารถ… สามารถเข้าใจได้นะคะ คือ สัญญาณแอนะล็อกนะคะ สัญญาณแอนะล็อกมันจะเป็นคลื่น เป็นคลื่นนะ เป็นคลื่นนะคะ เป็นคลื่นนะคะ ลักษณะเป็นคลื่นนะคะ พวกอะไร พวกเสียง พวกภาพอย่างนี้ เราก็มองเป็นคลื่นนะ เป็นคลื่นแบบนี้นะคะ อันนี้เรียกแอนะล็อกนะคะ ส่วนสัญญาณดิจิทัลมันจะเป็นลักษณะนี้ค่ะ 100110 แบบนี้ค่ะ มันจะไม่ต่อเนื่อง มันจะเป็นลักษณะแบบนี้ เข้าใจอันนี้ก่อนนะ แอนะล็อกเป็นลักษณะเป็นคลื่นแบบนี้ ดิจิทัลเป็นแบบนี้ค่ะ 011001 นะคะ แทนค่าด้วยปิดด้วยเปิด แค่นี้ ใช่-ไม่ใช่แค่นี้ มันรู้แค่นี้ มันไม่ได้ต่อเนื่องนะคะ ทีนี้ค่ะ มนุษย์นี่จะรับสัญญาณเป็นคลื่น นึกออกไหม มนุษย์รับสัญญาณเป็นคลื่นนะ มนุษย์รับสัญญาณเป็นคลื่น แต่คอมพิวเตอร์มันใช้หลักการนี้ ฉะนั้น มันเลยต้องทำงานเกี่ยวข้องกันนะคะ มันเลยเกี่ยวข้องกันแบบนี้ โอ๊ย แต่ภาพมองไม่ค่อยเห็นเลย เราดูในสไลด์ให้… ให้มันเห็นแล้วกันนะ วิธีการทำงานของดิจิทัลนะคะ หน้านี้ชอบออกข้อสอบนะคะ วิธีทำงานของดิจิทัล สังเกตไหม มันเป็นคลื่น สมมติว่าครูจะบันทึกเสียงแล้วกัน ครูจะบันทึกเสียงใส่ซีดีนะ ครูจะบันทึกเสียงเสียงของครูเป็นลักษณะเป็นคลื่นใช่ไหมคะ เป็นคลื่น ที่เราได้ยินนี่เป็นคลื่น บันทึกเสียงเสร็จ การที่มันจะทำเป็นดิจิทัลได้มันต้องบีบอัดไฟล์ ไฟล์เสียง บีบอัดไฟล์เสียงเป็นไฟล์อะไรคะ ไฟล์เสียง MP3 ไฟล์เสียงเป็น MP3 ต้องใช้การบีบอัดคือ Encoder บีบอัดให้เป็น MP3 ทีนี้ ทำอย่างไรล่ะ ไฟล์ MP3 มันล่องลอยอยู่ เราต้องทำอย่างไรคะ มันล่องลอยอยู่ เราต้องหาที่เก็บให้ มันล่องลอยอยู่ เราต้องหาที่เก็บให้มัน เราอาจจะเก็บใส่อะไรได้คะ ไฟล์นี่ เก็บใส่ Flash Drive ก็ได้ เก็บใส่ซีดีก็ได้ เก็บใส่คอมพิวเตอร์เอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้นะคะ ต้องหาที่เก็บให้มันนะ ไม่อย่างนั้นมันล่องลอยนะคะ ทีนี้ เราจะทำอย่างไร พอ… พอหาที่เก็บแล้ว เราต้องการเปิดเสียง เราต้องทำอย่างไรคะ ก็เปิด ใช่ อันนี้ Decoder ก็คือการเปิดนะคะ เปิดรหัส ถอดรหัสของมัน อาจจะเปิดจากเครื่องเล่นซีดี อาจจะเปิดตาโปรแกรมที่มันไว้เปิดเพลงก็ได้นะคะ ทีนี้เสียงที่ออกมาเป็นอย่างไรคะ ก็คือเสียงเดิมที่ครูบันทึกไว้ อาจจะมีแบบแปร่ง ๆ นิดหนึ่ง ไปบ้างตาม… ตามลักษณะของการเก็บไฟล์นะคะ ที่มันจะแบบมีนิดหนึ่ง ผิดเพี้ยนไปนิดหนึ่งนะคะ เสียงออกมาก็เป็นเสียงครูที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ฉะนั้น แอนะล็อกน่ะก็ยังต้องใช้นะ คือ สัญญาณแอนะล็อกน่ะ มนุษย์ต้องใช้สัญญาณแอนะล็อก ส่วนพวกนี้เป็นตัวดิจิทัลนะคะ เปิดออกมาก็ต้องเปิดออกมาเป็นแอนะล็อกให้ได้นะคะ อีกครั้งหนึ่ง สมมติครูจะถ่ายวิดีโอ วิดีโอมนุษย์ก็รับสัญญาณเป็นคลื่นอีกเหมือนกันนะ นะคะ เป็นคลื่นขออภัย เป็นคลื่นอีกเหมือนกัน ถ่ายวิดีโอ ถ่ายวิดีโอเสร็จ ก็จะต้องมาเอง Encoder คือเข้ารหัส Encoder เข้ารหัส ไฟล์ ไฟล์ Video Encoder เป็นอะไรคะ เป็นไฟล์อะไร ไฟล์วิดีโอน่ะค่ะ MP4 MP4 นะคะ MP4 หรือ avi ก็ได้นะคะ ได้ออกมาเป็นไฟล์ภาพวิดีโอ ได้ออกมาเป็นไฟล์วิดีโอ จากนั้นต้องทำอย่างไร ไฟล์มันล่องลอยอยู่ ต้องหาที่เก็บให้มัน อาจจะเก็บใส่ Flash Drive เหมือนเดิมนะคะ ใส่ฮาร์ดดิสก์ก็ได้นะคะ ใส่ฮาร์ดดิสก์ก็ได้ จากนั้นก็มาเปิดนะคะ มาเปิดด้วยเครื่องเล่นซีดี หรือโปรแกรมที่มันเปิดวิดีโอได้ คือ โปรแกรมอะไรบ้างล่ะ ครูไม่ได้เปิดวิดีโอนานแล้วน่ะ โปรแกรมเดี๋ยวนี้โปรแกรมเปิดวิดีโออะไรนะ เปิดวิดีโอนี่แหละ โปรแกรมเปิดวิดีโอ เปิดวีดีโอนี่ ที่มันสามารถเปิดวิดีโอได้น่ะค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็เป็นพวก Media Player อย่างนี้เหรอคะ Media Player อะไรอย่างนี้นะคะ นะคะ ไฟล์ภาพที่ออกมาก็เป็นภาพวิดีโอที่เราอัดไว้นะคะ ฉะนั้น มันจะใช้คู่กันนะคะ มันจะใช้คู่กันนะคะ ทีนี้เรามาดูข้อดีของสื่อดิจิทัลบ้างนะคะ ข้อดีคือ สื่อดิจิทัลมันจะบรรจุข้อมูลได้เยอะน่ะค่ะ อย่างปัจจุบันเราสามารถบรรจุใส่ใน… ในไดรฟ์นะ ได้เยอะนะ ในไดรฟ์ของเรานี่ได้เป็นหลายร้อยไฟล์เลย ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนยุคของครูกับพี่เอ้… กับพี่เอื้องนี่นะคะ เราใส่... เราใส่… เราใส่แผ่น Floppy Disk ที่เป็นสี่เหลี่ยมน่ะค่ะ ได้… ได้เท่าไรเองน่ะ ได้ไฟล์ 2 ไฟล์แค่นั้นแหละนะคะ แต่ปัจจุบันนี่นะคะ สามารถใส่เป็นแบบอุ๊ยใส่วีดีโอก็ได้ ใส่เพลงได้เป็นแบบร้อยเพลงเลยอย่างนี้นะคะ อีกข้อดีข้อหนึ่ง ความคงทนของมันค่ะ มันคงทนอยู่ได้นานนะ อย่างที่ครูเล่าให้ฟังน่ะ ที่เป็น… เป็นเทปน่ะค่ะ ถ้าเรา… ถ้าเราเปิดเทปไปนาน ๆ น่ะค่ะ เทปมันจะยาน ยานแบบ ยานเหมือนเทศน์เลยนะ เทศนาเลยน่ะค่ะ ยานแบบเหมือนแบบเหมือนคนพูดช้า เทปยานน่ะนะคะ อย่างนั้นเลย แต่ซีดีไม่มีปัญหา หรือเก็บใส่ Thumb Drive ไม่มีปัญหาเรื่องเทปยาน มีปัญหาแค่ไวรัสใช่ไหม ก็เป็นคนละปัญหานะคะ ปรับแต่งข้อมูลได้ง่าย พวกนี้มันสามารถปรับแต่งข้อมูลได้ง่ายนะคะ เราสามารถ Copy เปลี่ยนไฟล์หรืออะไรต่าง ๆ มันทำได้ง่ายดายมากขึ้นนะคะ ด้วยข้อดี มันมีข้อดีเยอะ แต่ข้อเสียก็เยอะนะ จากสื่อดิจิทัลนี่ ข้อเสีย ก็คือ มันละเมิดสิทธิ์ได้ง่าย เพราะว่าอะไร มันทำได้ง่ายไง Copy ตกแต่งภาพ ก๊อบไฟล์อะไรอย่างนี้ มันทำได้ง่าย มันเลยทำให้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย ทั้งโดนตัวเองนะ แล้วก็บางครั้งเราไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตัดต่อภาพทำให้เสียชื่ออะไรอย่างนี้นะคะ มันทำได้ง่ายนะคะ ก็เป็นปัญหาของสื่อดิจิทัลนะคะ เดี๋ยวเราไปเรียนเรื่องของลิขสิทธิ์พวกนี้ ในบทที่ 14 บทสุดท้ายเลยนะคะ ก็จะทำให้เรารู้ว่า เอ๊ย เราจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง ในสิทธิ์ของเรา หรือเราไป… อย่าไปละเมิดของใครอะไรบ้าง มีกฎหมายอะไรบ้างคุ้มครองนะคะ อันนี้ไม่ได้ทำ อันนี้ไม่ได้ทำ ทีนี้ หมดแล้ว เดี๋ยวเรามาดู… มาดูหลักการใช้สื่อการสอนบ้างนะคะ อันดับแรกเลือกสื่อ เลือกเสร็จต้องมาเตรียมนะคะ ใช้สื่อแล้วก็ประเมินสื่อนะคะ เลือกสื่อ เลือกสื่ออย่างไรนะคะ ขั้นตอนแรกค่ะ เลือกให้ตรงจุดประสงค์ค่ะ เราเคยคุยกันไปแล้วแหละนะคะ เลือกให้ตรงจุดประสงค์ เลือกให้เหมาะสมกับผู้เรียนนะคะ ประสบการณ์ วัย สติปัญญาเขาเป็นอย่างไร เลือกให้เหมาะสมกับเขา แล้วก็เลือกลักษณะเนื้อหารูปลักษณ์ของสื่อว่ามันเหมาะสมในการใช้งานครั้งนั้นหรือเปล่านะคะ สำคัญค่ะ อันนี้ออกข้อสอบครูผู้ช่วยบ่อย การเลือกสื่อเราต้องเลือกให้ตรงกับจุดประสงค์ก่อนค่ะ สมมติว่าเลือกสื่อที่สวย เลือกสื่อที่เหมาะ แต่มันไม่ได้ตรงจุดประสงค์น่ะ มันก็ไม่สามารถทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้นะคะ ฉะนั้น จุดประสงค์สำคัญที่สุดนะคะ แล้วค่อยมาให้เหมาะสมกับวัย แล้วก็ดูลักษณะของสื่อว่ามันใช้งานอย่างไรนะคะ จากนั้นก็เตรียมค่ะ เราต้องเตรียมสื่อนะคะ เตรียมสื่อ เตรียมโดยการตรวจสอบความสมบูรณ์นี่แหละ หลายคนไม่ค่อยดูสื่อว่าสมบูรณ์แบบเท่าไรนะคะ บางครั้ง อาจจะมีข้อผิดพลาดอยู่ เราก็ต้องดูว่าสื่อเรามีข้อผิดพลาดอะไร แล้วก็แก้ไขให้มันเกิดความสมบูรณ์ เวลาใช้งานเป็นอย่างไรนะคะ หลายครั้งที่เวลาที่ครูไปนิเทศ เราก็จะมาเจอคือผู้เรียนไม่ค่อยเตรียมสื่อ คือบางครั้งน่ะค่ะ อย่างเช่นเขาใช้… เขาใช้ App อะไรสัก App นี่แหละ แล้วปรากฏว่าปกติมันใช้งานได้ แต่… แต่อยู่ดี ๆ พวก App นี่ มันจะ… มันต้องอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ บางครั้งมันใช้งานได้ 10 คน 20 คนอย่างนี้ ปรากฏว่าวันที่เขาเอามาสอบสอนนี่ มันใช้งานไม่ได้น่ะ มัน… มันจำกัดคน มันจำกัดคนลดลงมา เขาก็ไม่ได้เช็ก แต่ตอนนั้นคุณขึ้นเขียงแล้วไง มันไม่มีเหตุผลน่ะ แปลว่าคุณไม่ได้เช็ก… เช็กมาก่อนว่า… ว่ามันมีลิมิตอะไรเพิ่มเติมอย่างนี้ หลาย ๆ ๆ คนมักพลาด ๆ นะ ครูเจอมา 2-3 Case แล้ว ทั้ง ป. บัณฑิตทั้ง ป. ตรีนะคะ เพราะว่า App บางครั้งที่เราใช้น่ะ อยู่วันดีคืนดีมันก็… มันก็ลดลิมิตของเราลงมาก็ได้นะคะ อันนี้เป็นต้น ฉะนั้น เราต้องตรวจสอบก่อนใช้งานทุกครั้ง App ที่เคยใช้ได้เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับเดือนนี้ก็ได้ ฉะนั้น ก่อนใช้ทุกครั้งต้องเช็กให้ดีนะคะ แล้วก็ทดลองใช้ อันนี้ก็สำคัญนะ อันนี้หลายคนก็มักพลาด คือแบบบางครั้งใช้งานได้ ฉันใช้อยู่แล้วน่ะ แต่อยู่ดี ๆ ก็ใช้งานไม่ได้ ฉะนั้น ต้องทดสอบทุกครั้งนะคะ พวกสื่อการสอนอย่างนี้นะคะ หรือเพราะว่าอีกอันหนึ่ง ที่เจอนะ ก็คือไม่… ไม่ได้ทดสอบพวกเสียง พวกนี้ค่ะ เวลาที่ไป… เวลาที่ไปนำเสนออย่างนี้ ก็คืออยู่ที่ ม. มันเปิดได้ แต่บางครั้งเราไปที่โรงเรียนน่ะค่ะ แล้วมันเปิดไม่ได้น่ะค่ะ เราก็ต้องทดสอบมา มาเช็กเสียงให้พร้อมอะไรอย่างนี้ก่อนนะ ที่… ที่เราจะ… จะสอนหรือทุก ๆ ครั้งอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะเสียเวลานึกออกไหม ก็คือ… จริง ๆ มันก็ไม่ควรเกิดวันที่ไป… ไปสอบสอน แต่มันก็ไม่ควรเกิดทุกกรณีนะ แม้กระทั่งเราไม่ได้สอบสอนกับครูน่ะค่ะ หรืออาจารย์นิเทศที่เขาไปน่ะ แม้กระทั่งเวลาปกติน่ะค่ะ การที่เราไม่ได้ทดสอบเสียงหรือเราไม่ได้มาล่วงหน้าน่ะค่ะ มันทำให้เราเสียเวลาการสอนไง เราก็ต้องรอ เราก็ต้อง... คือมัน… มันเสียเวลาไปเยอะน่ะ การที่เสียงไม่ออกน่ะค่ะ อะไรพวกนี้ก็ต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกันนะคะ เพราะว่ามันทุก ๆ เวลามันมีค่านะ ในการสอนน่ะค่ะ เราไม่ได้สอนเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยเขามี 4 ชั่วโมง มันใช้เวลาได้ชิลน่ะค่ะ แต่พวกเรามีแค่ 1 ชั่วโมง ไม่อย่างเดี๋ยวมันจะสอนไม่ทันนะคะ การใช้สื่อนะคะ เวลาใช้สื่อก็ไม่ได้ใช้แบบไปเลยนะ คุณครูก็ต้องให้คำแนะนำชี้แจงนะคะ ในระหว่างที่ใช้ก็ต้องให้ความช่วยเหลือเขาด้วยนะคะ เผื่อเขามีปัญหา แล้วก็การบริหารจัดการที่ดีก็ทำให้ใช้สื่อได้อย่างเสถียร ราบรื่นนะคะ สุดท้ายเวลาที่ใช้ เราก็จะต้องประเมินสื่อนะคะ อาจจะประเมินโดยผู้สอน ส่วนใหญ่คุณครูก็จะประเมินโดยผู้สอนนี่แหละนะคะ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญก็ได้ กรรมการหรือให้ผู้เรียน แล้วก็ประเมินโดยหาประสิทธิภาพ เดี๋ยวอันนี้ครูขอไปพูดในบทที่ 13 อย่างละเอียดอีกทีนะคะ อันนี้เกริ่นนำให้เห็นว่าเวลาใช้สื่อเราต้องทำอะไรบ้างนะคะ หมดแล้ว สำหรับวันนี้นะคะ จากที่เมื่อกี้ที่แอบดูคร่าว ๆ ก็ทำได้ดีขึ้นนะ จากไม่มีเลย ไม่มี ไม่… ไม่โดนเลยนะคะ ก็ยิงเป้าโดนมากขึ้นนะคะ ก็ดูก่อนเรียนหลังเรียนด้วยไง หลังเรียนก็ดีขึ้นนะคะ ฉะนั้น จะให้คะแนนใน Part หลังเรียนเยอะหน่อยนะคะ สำหรับวันนี้นะคะ วันนี้มีข้อสงสัยไหม ไม่มีก็เชิญได้นะคะ วันนี้พอแค่นี้นะคะ [สิ้นสุดการถอดความ]