﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006

4
00:00:12.007 --> 00:00:16.007
(เจ้าหน้าที่) สวสัสดีครับ

5
00:00:16.011 --> 00:00:20.011
ฝั่งล่ามมม

6
00:00:20.014 --> 00:00:24.014

7
00:00:24.016 --> 00:00:28.016

8
00:00:28.017 --> 00:00:32.017

9
00:00:32.020 --> 00:00:36.020
(อาจารย์) หัวหน้าเชิญค่ะ

10
00:00:36.026 --> 00:00:40.026

11
00:00:40.029 --> 00:00:44.029
ค่ะ โอเค เดี๋ยววันนี้

12
00:00:44.031 --> 00:00:48.031
ตามที่เรา คุยกันไว้นะคะ ก็คือนำเสนอ

13
00:00:48.033 --> 00:00:52.033
เรื่องสั้น 2 เรื่อง เสร็จแล้ว ก็จะเป็น

14
00:00:52.034 --> 00:00:56.034
เรียนต่อของครู ครูจะบรรยายต่อนะคะ

15
00:00:56.035 --> 00:01:00.035
คราวนี้วันที่เรานำเสนอ

16
00:01:00.036 --> 00:01:04.036
เรื่องสั้นวันนี้ ทุกเรื่องคครูจะอธิบาย

17
00:01:04.038 --> 00:01:08.038
เพิ่มเติม เพื่อให้นักศึกษานี่

18
00:01:08.039 --> 00:01:12.039
ไปทำวิจารณ์นวนิยายให้สมบูรณ์แบบ

19
00:01:12.040 --> 00:01:16.040
โอเคนะ ซึ่งครูดู

20
00:01:16.041 --> 00:01:20.041
ของทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ที่เราทำมา วิจาร

21
00:01:20.042 --> 00:01:24.042
เรื่องสั้นในวันนี้ มันยังไม่ได้ตรง Concept

22
00:01:24.044 --> 00:01:28.044
กับงานที่ครูให้นักศึกษาทำ เพราะว่า

23
00:01:28.045 --> 00:01:32.045
ครูให้ทำ 11 หัวข้อ

24
00:01:32.047 --> 00:01:36.047
ที่ครูสอนไปในสไลด์

25
00:01:36.048 --> 00:01:40.048
แต่ว่าของเราไม่ได้ทำตรงตามหัวข้อ

26
00:01:40.049 --> 00:01:44.049
ที่ครูส่งสไลด์ให้นะคะ เพราะฉะนั้น ตอน

27
00:01:44.050 --> 00:01:48.050
ที่ไปทำวิจารณ์นวนิยายต้องทำ

28
00:01:48.052 --> 00:01:52.052
ให้ถูก อันนี้ครุจะถือว่า

29
00:01:52.053 --> 00:01:56.053
ทำมาแล้ว แล้วครูจะบอกว่าอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง

30
00:01:56.055 --> 00:02:00.055
ให้ไปแก้ไขในนวนิยาย เพราะนวนิยาย 20 คะแนน

31
00:02:00.057 --> 00:02:04.057
ถ้าไม่ถูกต้อง

32
00:02:04.058 --> 00:02:08.058
เราก็จะได้คะแนนน้อย แล้วก็มีผลต่อเกรด

33
00:02:08.059 --> 00:02:12.059
ของเรานะคะ เดี๋ยวเชิญเรื่องสั้นเรื่องแรก

34
00:02:12.061 --> 00:02:16.061
ขอให้เพื่อนเล่าเรื่องย่อให้เพื่อน

35
00:02:16.062 --> 00:02:20.062
ที่ไม่ได้อ่านนี่ฟังให้เข้าใจด้วยว่าที่เรา

36
00:02:20.063 --> 00:02:24.063
อ่านไป มีเรื่องราวว่าอย่างไรบ้างนะคะ

37
00:02:24.064 --> 00:02:28.064
เชิญค่ะ

38
00:02:28.068 --> 00:02:32.068

39
00:02:32.069 --> 00:02:36.069
(นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ วันนี้

40
00:02:36.070 --> 00:02:40.070
พวกเราก็จะมานำเสนอ การวิจารณ์เรื่อง

41
00:02:40.072 --> 00:02:44.072
ในที่สาธารณะ และถูกต้องถามกฎหมายครับ

42
00:02:44.074 --> 00:02:48.074
ครับ รูปแบบ

43
00:02:48.076 --> 00:02:52.076
นะครับ ก็คือ

44
00:02:52.078 --> 00:02:56.078
เรื่องสั้นบันเทิงคดีร้อยแก้ว

45
00:02:56.079 --> 00:03:00.079
เรื่องแต่งที่มีขนาด...

46
00:03:00.080 --> 00:03:04.080

47
00:03:04.081 --> 00:03:08.081
เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาว

48
00:03:08.082 --> 00:03:12.082
ของโรงแรมที่ประสบชะตากรรม โรงแรมถล่ม

49
00:03:12.085 --> 00:03:16.085
เชิญมาสัมภาษณ์ และถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศ โดยการ

50
00:03:16.086 --> 00:03:20.086
สัมภาษณ์ พิธีกรพยายามจะถามเจาะลึก

51
00:03:20.087 --> 00:03:24.087
เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอที่เธอตกอยู่

52
00:03:24.088 --> 00:03:28.088
ใต้ซากตึกกับผู้ชายอีกคนหนึ่งครับ

53
00:03:28.089 --> 00:03:32.089

54
00:03:32.089 --> 00:03:36.089
บทสนทนานะครับ คือเป็นบทสนทนา

55
00:03:36.092 --> 00:03:40.092
รู้สึกว่าคำถามของพิธีกรส่อ

56
00:03:40.093 --> 00:03:44.093
คิดในทางลบ เพราะเป็นคำถามที่ถาม

57
00:03:44.095 --> 00:03:48.095
ในสิ่งที่หญิงสาวไม่อยากตอบ และอับอาย

58
00:03:48.098 --> 00:03:52.098
ต่อผู้คนทั่วประเทศ แม้กระทั่งคนรักของเธอ

59
00:03:52.100 --> 00:03:56.100
ก็ตีตัวออกห่างจากเธอด้วยความระแวง

60
00:03:56.101 --> 00:04:00.101
และอับอายครับ

61
00:04:00.103 --> 00:04:04.103
ครับ แก่นเรื่อง

62
00:04:04.104 --> 00:04:08.104
นะครับ ก็คือสัมภาษณ์เข้าทำนองประจาน

63
00:04:08.105 --> 00:04:12.105
ทำให้หญิงสาวมีเรื่องให้ต้องอับอายและแฟนของเธอ

64
00:04:12.106 --> 00:04:16.106
ยอมรับไม่ได้ และต้องจากธอไป

65
00:04:16.107 --> 00:04:20.107
พวกเขาเหล่านั้น ไม่มีโอกาสรู้ว่ามีอะไร

66
00:04:20.111 --> 00:04:24.111
เกิดขึ้นระหว่างชายใต้ตึกและหญิงสาว เขาถามเรื่อง

67
00:04:24.113 --> 00:04:28.113
ที่เธอไม่อยากบอกในเรื่องที่หญิงสาวอยากจะบอกแต่

68
00:04:28.115 --> 00:04:32.115
ไม่มีใครถาม คือชายหนุ่มคนนั้นยอมตาย เพื่อให้หญิง

69
00:04:32.116 --> 00:04:36.116
มีชีวิตอยู่ครับ

70
00:04:36.130 --> 00:04:40.130

71
00:04:40.131 --> 00:04:44.131

72
00:04:44.131 --> 00:04:48.131
รูปแบบในการ

73
00:04:48.133 --> 00:04:52.133
แต่งเรื่องนะครับ จะเป็นเรื่องสั้นครับ เรื่องสั้นจะเป็น

74
00:04:52.134 --> 00:04:56.134
บันเทิงคดี เป็นร้อยแก้วรูปแบบหนึ

75
00:04:56.136 --> 00:05:00.136
ค่ะ จะเป็นเรื่องแต่งที่เป็นหนังสั้น

76
00:05:00.136 --> 00:05:04.136
องค์ประกอบเหมือนนวนิยายค่ะ ทั้งแก่นเรื่อง

77
00:05:04.138 --> 00:05:08.138
แล้วก็แก่นเรื่องค่ะ เรื่องสั้น

78
00:05:08.139 --> 00:05:12.139
นะครับ ก็จะมีตัวละครไม่มากค่ะ

79
00:05:12.140 --> 00:05:16.140
ค่ะ สามารถเขียนพรรณาได้ไม่เยิ่นเย้อ

80
00:05:16.143 --> 00:05:20.143
การดำเนินเรื่องก็จะมุ่งเข้าสู่ประเด็นหลักอย่างรวดเร็

81
00:05:20.144 --> 00:05:24.144

82
00:05:24.145 --> 00:05:28.145

83
00:05:28.146 --> 00:05:32.146

84
00:05:32.147 --> 00:05:36.147

85
00:05:36.151 --> 00:05:40.151
เนื้อเรื่องของเรื่องนี้นะคะ

86
00:05:40.154 --> 00:05:44.154
จะเป็นเรื่องรางเกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาว

87
00:05:44.157 --> 00:05:48.157
ค่ะ ที่ประสบชะตากรรม

88
00:05:48.158 --> 00:05:52.158
ในโรงแรมที่ตึกถล่มนะคะ แล้วก็

89
00:05:52.159 --> 00:05:56.159
ติดอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งค่ะ

90
00:05:56.160 --> 00:06:00.160
โดยเธอ

91
00:06:00.162 --> 00:06:04.162
ถูกเชิญไปสัมภาษณ์นะคะ แล้วก็

92
00:06:04.163 --> 00:06:08.163
คำถามของพิธีกรนี่ ก็จะส่อไปในางลบค่ะ

93
00:06:08.164 --> 00:06:12.164
มีคำถามที่หญิงสาวคนนี้ไม่อยากตอบค่ะ

94
00:06:12.165 --> 00:06:16.165
ก็ทำให้เธอเกิดความอับอายค่ะ

95
00:06:16.166 --> 00:06:20.166

96
00:06:20.167 --> 00:06:24.167

97
00:06:24.168 --> 00:06:28.168
จุดมุ่งหมายในการแต่งนะคะ

98
00:06:28.171 --> 00:06:32.171
จะสะท้อนให้เห็นมายาคติ

99
00:06:32.173 --> 00:06:36.173
และวาทกรรมที่สังคมยังขาดความเข้าใจ

100
00:06:36.174 --> 00:06:40.174
อยู่ค่ะ ยังมองอยู่ว่าผู้หญิงยังเป็น

101
00:06:40.174 --> 00:06:44.174
แห่งการจ้องมอง หรือความปรารถนาทางการเพศค่ะ อาจเป็ฯ

102
00:06:44.178 --> 00:06:48.178
คุกคามทางเพศด้วยวาจาของพิธีกร

103
00:06:48.179 --> 00:06:52.179
ชายค่ะ คือ

104
00:06:52.180 --> 00:06:56.180
ซึง่ในทางพิธีกรนี่ ก็จะสัมภาษณ์

105
00:06:56.181 --> 00:07:00.181
เอาแต่เรื่องบันเทิง หรือว่า

106
00:07:00.183 --> 00:07:04.183
สัมภาษณ์ในสิ่งที่ผู้หญิงอายที่จะพูดค่ะ

107
00:07:04.183 --> 00:07:08.183

108
00:07:08.186 --> 00:07:12.186
(นักศึกษาหญิง)  ศิลปะ

109
00:07:12.191 --> 00:07:16.191
ในการแต่งนะคะ คือ เป็นการเล่าเรื่องแบบ

110
00:07:16.195 --> 00:07:20.195
เกิดจินตนาภาพ ให้แนวคิดน่าติดตาม

111
00:07:20.195 --> 00:07:24.195
และได้สอดแทรกแนวคิดที่มีในชีวิตและสังคม

112
00:07:24.198 --> 00:07:28.198
ชนบทไว้ในเรื่องสั้น ไว้อย่างผสมผสานกลมกลืน

113
00:07:28.200 --> 00:07:32.200
สามารถดึงดูดใจผู้อ่านค่ะ การใช้

114
00:07:32.201 --> 00:07:36.201
โวหารคือ โวหารภาพพจน์ หรือการใช้อุปมา

115
00:07:36.202 --> 00:07:40.202
โวหาร มีการเล่าเรื่องให้เห็นภาพ และมีการย้อน

116
00:07:40.205 --> 00:07:44.205
มาเปรียบเทียบ ตัวละคร เพื่อให้เข้าใจง่าย

117
00:07:44.206 --> 00:07:48.206
และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้นค่ะ

118
00:07:48.208 --> 00:07:52.208
(นักศึกษาชาย) คุณค่าของเรื่องนะคะ

119
00:07:52.211 --> 00:07:56.211
ก็คือสะท้อนให้เห็นสภาพแวดล้อม คุณภาพอาชีพ

120
00:07:56.212 --> 00:08:00.212
และค่านิยมค่ะ ผู้แต่งก็จะแสดงทัศนคติว่า

121
00:08:00.214 --> 00:08:04.214
มนุษย์ทุกคนนี่ เกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิด

122
00:08:04.215 --> 00:08:08.215
ในสิ่งแวดล้อมหรือสภาพใด มนุษย์ยังคง

123
00:08:08.216 --> 00:08:12.216
มีคุณค่าของความเป็นคนเสมอกันค่ะ

124
00:08:12.218 --> 00:08:16.218

125
00:08:16.220 --> 00:08:20.220
พวกเราขอจบการเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

126
00:08:20.222 --> 00:08:24.222

127
00:08:24.223 --> 00:08:28.223

128
00:08:28.224 --> 00:08:32.224
(อาจารย์)  ของกลุ่มนี้ทำครบทุกคน

129
00:08:32.226 --> 00:08:36.226
อ่านเนื้อเรื่องมาครบทุกคน

130
00:08:36.229 --> 00:08:40.229
ไหมคะ

131
00:08:40.230 --> 00:08:44.230
ครูถามตรง ๆ มีใคร

132
00:08:44.232 --> 00:08:48.232
ในกลุ่มที่ไม่ได้อ่านเรื่องสั้น

133
00:08:48.234 --> 00:08:52.234
เรื่องนี้ ยกมือค่ะ ถ้าอย่างนั้น

134
00:08:52.234 --> 00:08:56.234
กลุ่มนี้มีใครบ้างยกมือค่ะ

135
00:08:56.236 --> 00:09:00.236
ทำไมมี 3 คน กับเพื่อนหู

136
00:09:00.237 --> 00:09:04.237
กับเพื่อนที่ไม่มา

137
00:09:04.238 --> 00:09:08.238
โอเค ถ้าอ่านครบ

138
00:09:08.239 --> 00:09:12.239
ทุกคน อย่างนั้นครูถามแล้วกัน

139
00:09:12.240 --> 00:09:16.240
ตัวละครในเรื่องนี้

140
00:09:16.243 --> 00:09:20.243
มีใครบ้างคะ

141
00:09:20.244 --> 00:09:24.244
ตอบคนละ 1 นิดหนึ่ง

142
00:09:24.245 --> 00:09:28.245
พิธีกรชาย หญิงสาว

143
00:09:28.247 --> 00:09:32.247
เด็กสาวข้างบ้าน

144
00:09:32.249 --> 00:09:36.249
อันนี้

145
00:09:36.250 --> 00:09:40.250
พิธีกรหญิง อะไรอีกไหม

146
00:09:40.252 --> 00:09:44.252

147
00:09:44.253 --> 00:09:48.253

148
00:09:48.254 --> 00:09:52.254
โอเค คราวนี้

149
00:09:52.255 --> 00:09:56.255
สิ่งที่เรานำเสนอมา ข้อแรกเลยนะคะ นักศึกษา

150
00:09:56.255 --> 00:10:00.255
ครู Comment แล้วก็เอาไปใช้ในการ

151
00:10:00.257 --> 00:10:04.257
วิจารณ์นวนิยายของตัวเอง คะแนนตัวนี้ครู

152
00:10:04.258 --> 00:10:08.258
จะให้ส่งอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่เราเอา

153
00:10:08.259 --> 00:10:12.259
เป็น 11 ข้อน่ะ ที่ครูให้ส่งเป็น

154
00:10:12.261 --> 00:10:16.261
แบบแผนกระดาษเป็น Paper ครูจะ

155
00:10:16.263 --> 00:10:20.263
คิดคะแนนอีกรอบหนึ่ง เพราะว่าการนำเสนอ

156
00:10:20.265 --> 00:10:24.265
ของเรา มันไม่ได้ตรงตามหัวข้อที่ครูสอน

157
00:10:24.266 --> 00:10:28.266
แล้วก็จากที่ดู

158
00:10:28.267 --> 00:10:32.267
การวิจารณ์นวนิยาย... วิจารณ์เรื่องสั้นของเรา

159
00:10:32.269 --> 00:10:36.269
จริง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นการลักษณะของการ

160
00:10:36.271 --> 00:10:40.271
วิจารณ์ด้วย หัวข้อทั้ง 11 หัวข้อนี่

161
00:10:40.272 --> 00:10:44.272
ถ้าเปิดเข้าไปดูในสไลด์ มันจะมีเริ่ม

162
00:10:44.273 --> 00:10:48.273
ตั้งแต่ชื่อเรื่อง โครงเรื่อง

163
00:10:48.275 --> 00:10:52.275
ตัวละคร บทสนทนา ทั้งหมด

164
00:10:52.276 --> 00:10:56.276
คราวนี้ แต่สิ่งที่เรานำเสนอมา

165
00:10:56.276 --> 00:11:00.276
หัวข้อจะเป็นรูปแบบ

166
00:11:00.278 --> 00:11:04.278
เนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมาย ศิลปะในการ

167
00:11:04.279 --> 00:11:08.279
แต่งแล้วก็คุณค่าของเรื่อง อันนี้ครูเข้าใจว่า

168
00:11:08.280 --> 00:11:12.280
เราน่าจะเอาแผ่นสุดท้ายในสไลด์ที่ครู

169
00:11:12.281 --> 00:11:16.281
ไม่ได้พูดถึง แต่เราไปเอาแผ่นนั้นมาทำงาน

170
00:11:16.285 --> 00:11:20.285
แต่ที่ครูสั่งงาน ก็คือตอนที่ครูสอน ครู

171
00:11:20.286 --> 00:11:24.286
สอนการวิจารณ์ทั้ง 11 หัวข้อ ใน

172
00:11:24.286 --> 00:11:28.286
สไลด์ก็มีนะคะ ในสไลด์ของเราก็มี

173
00:11:28.291 --> 00:11:32.291
แล้วทีนี้ ตอนที่ให้ส่ง

174
00:11:32.291 --> 00:11:36.291
เป็น Paper ให้วิจารณ์ 11 หัวข้อ วันนี้จะให้ส่ง

175
00:11:36.292 --> 00:11:40.292
พร้อมด้วย 11 หัวข้อพร้อมกับการนำเสนอ 5 หัวข้อ

176
00:11:40.294 --> 00:11:44.294
ที่คัดเลือกมา จาก 11 กัวข้อนั้น

177
00:11:44.295 --> 00:11:48.295
แต่เราก็ยังไม่ได้ส่ง แต่เราก็ทำอันนี้มาก่อน

178
00:11:48.296 --> 00:11:52.296
ซึ่งเป็นทั้ง 2 กลุ่ม เพราะฉะนั้น ครูจะพูดเป็นภาพรวมนะคะ

179
00:11:52.297 --> 00:11:56.297
ว่านำเสนอนวนิยาย

180
00:11:56.298 --> 00:12:00.298
ก็ทำแบบเดียวกัน แต่ให้ทำเป็นรูปเล่ม

181
00:12:00.300 --> 00:12:04.300
รายงาน เรื่องสั้นอันนี้ ครูให้แค่

182
00:12:04.301 --> 00:12:08.301
เย็บมุม ไม่ต้องมีหน้าปก คำนำ สารบัญ

183
00:12:08.302 --> 00:12:12.302
คือไม่ต้องถึงขั้นรูปเล่มรายงาน เพราะครูเอาแค่ 10 คะแนน

184
00:12:12.305 --> 00:12:16.305
เพำื่อที่จะประเมินเบื้งต้น และ

185
00:12:16.307 --> 00:12:20.307
บอกว่าแต่ละหัวข้อวิจารณ์อย่างไรบ้างนะคะ

186
00:12:20.308 --> 00:12:24.308
แต่ถ้าเป็นนวนิยาย ที่จะนำเสนอสัปดาห์

187
00:12:24.310 --> 00:12:28.310
ถัดไปน่ะ ต้องทำเป็นรูปเล่ม คือ

188
00:12:28.310 --> 00:12:32.310
มีหน้าปก คำนำ สารบัญ

189
00:12:32.311 --> 00:12:36.311
และเนื้อหา ก็คือการวิจารณ์ 11 หัวข้อ

190
00:12:36.312 --> 00:12:40.312
ตามสไลด์ที่ครูสอน และส่ง PowerPoint ให้

191
00:12:40.314 --> 00:12:44.314
ส่วนที่จะมานำเสนอ

192
00:12:44.315 --> 00:12:48.315
ให้เลือก 5 หัวข้อจาก

193
00:12:48.317 --> 00:12:52.317
11 หัวข้อที่วิจารณ์ 11 หัวข้อ ที่ครู

194
00:12:52.319 --> 00:12:56.319
พูดไปเมื่อกี้นั่นแหละค่ะ และเลือกมานำเสนอ 5 หัวข้อ

195
00:12:56.332 --> 00:13:00.332
ซึ่งหัวข้อมันจะมีตั้งแต่

196
00:13:00.333 --> 00:13:04.333
เดี๋ยวนะ เปิดสไลด์ดูด้วยกัน สไลด์

197
00:13:04.333 --> 00:13:08.333
ที่ครูส่งเข้าไปให้ในกลุ่ม ลองดูสิ

198
00:13:08.335 --> 00:13:12.335
แล้วก็ตอบพร้อมกัน จะได้เข้าใจตรงกันว่ามีหัวข้อ

199
00:13:12.343 --> 00:13:16.343
อะไรบ้างคะ

200
00:13:16.345 --> 00:13:20.345
เครื่องของครุโหลดช้า เครื่องของใครโหลด ตอบ

201
00:13:20.349 --> 00:13:24.349
ให้ครูก่อน หัวข้อแรกคืออะไรคะ 1.

202
00:13:24.350 --> 00:13:28.350
ชื่อเรื่อง 2. โครงเรื่อง 3.

203
00:13:28.354 --> 00:13:32.354
ฉาก 4.

204
00:13:32.355 --> 00:13:36.355
ตัวละคร

205
00:13:36.356 --> 00:13:40.356
5. บทสนทนา

206
00:13:40.356 --> 00:13:44.356
6. เทคนิค

207
00:13:44.358 --> 00:13:48.358
การนำเสนอ 7.

208
00:13:48.359 --> 00:13:52.359
การเปิดเรื่อง 8 การดำเนินเรื่อง

209
00:13:52.361 --> 00:13:56.361
9. การปิดเรื่อง 10.

210
00:13:56.362 --> 00:14:00.362
แก่นเรื่อง และ 11. ท่วงทำนอง

211
00:14:00.363 --> 00:14:04.363
และลีลาในการแต่ง นักศึกษาตอบครบ 11 ข้อเครื่องครูยังโหลดไม่เสร็จเลยค่ะ

212
00:14:04.365 --> 00:14:08.365
ของหนูก็ยังโหลดไม่เสร็จเหมือนกันใช่ไหม

213
00:14:08.367 --> 00:14:12.367
เราใช้ TRUE เหมือนกันหรือเปล่าคะ น่าจะเป็น TRUE แล้วค่ะ

214
00:14:12.368 --> 00:14:16.368
งานนี้ นั่นคือ 11 หัวข้อที่

215
00:14:16.371 --> 00:14:20.371
ให้นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์

216
00:14:20.373 --> 00:14:24.373
นะคะ แล้วก็ให้เลือก 5 หัวข้อ

217
00:14:24.374 --> 00:14:28.374
มานำเสนอ คราวนี้ 11 หัวข้อนี่

218
00:14:28.376 --> 00:14:32.376
นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์ โอเคแหละ ช่วยกันทำมา

219
00:14:32.377 --> 00:14:36.377
5 หัวข้ออันนี้ครูไม่

220
00:14:36.378 --> 00:14:40.378
ว่าเท่าไร เพราะอย่างน้อยก็ได้ทำมาแล้ว แต่สิ่งที่ครูจะว่า

221
00:14:40.380 --> 00:14:44.380
ก็คือลักษณะของการวิจารณ์

222
00:14:44.381 --> 00:14:48.381
มันก็ยังไม่ใช่การวิจารณ์ เช่น 1.

223
00:14:48.383 --> 00:14:52.383
เหตุการณ์ที่เราบอกว่าซึ่งเหตุการณ์มันน่าจะ

224
00:14:52.383 --> 00:14:56.383
ไปตรงกับหัวข้ออะไรคะ

225
00:14:56.385 --> 00:15:00.385
ถ้าจะให้ใน 11 หัวข้อ เหตุการณ์

226
00:15:00.386 --> 00:15:04.386
เหตุการณ์นี่ ไม่

227
00:15:04.387 --> 00:15:08.387
โครงเรื่อง โอเคนะ

228
00:15:08.387 --> 00:15:12.387
เหตุการณ์ มันจะอยู่ในส่วนของโครงเรื่อง

229
00:15:12.389 --> 00:15:16.389
ซึ่งโครงเรื่อง ครูก็ได้สอนว่าลักษณะของการวิจารณ์นะ

230
00:15:16.389 --> 00:15:20.389
คุณต้องพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เลย

231
00:15:20.390 --> 00:15:24.390
มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ 2.

232
00:15:24.392 --> 00:15:28.392
มีความขัดแย้งอะไรบ้าง แล้วก็ 3

233
00:15:28.393 --> 00:15:32.393
ในความขัดแย้งนั้น มีจุดต่าง ๆ อย่างไร

234
00:15:32.394 --> 00:15:36.394
ที่ว่าครูก็จะย้ำว่า เรื่องสั้นกับนวนิยาย

235
00:15:36.395 --> 00:15:40.395
นี่มันต่างกันนะ เพราะเรื่องสั้นมันคือเรื่องขนาดสั้น

236
00:15:40.396 --> 00:15:44.396
นวนิยาย คือเรื่องขนาดยาว ฉะนั้น

237
00:15:44.397 --> 00:15:48.397
เรื่องสั้นที่เราทำมานี่ เราก็จะมีจุดแค่ 1

238
00:15:48.399 --> 00:15:52.399
คือจุดอะไรคะ เปิดเรื่อง เห็นไหม

239
00:15:52.400 --> 00:15:56.400
ในสไลด์ขึ้นหรือยัง 1. คือเปิดเรื่อง 2.

240
00:15:56.401 --> 00:16:00.401
2. คืออะไร

241
00:16:00.405 --> 00:16:04.405
การพิจารณาโครงเรื่อง 1. เปิดเรื่อง 2.

242
00:16:04.406 --> 00:16:08.406
เห็นไหมคะ

243
00:16:08.407 --> 00:16:12.407
สไลด์ขึ้นหรือยัง ของ

244
00:16:12.411 --> 00:16:16.411
นิดหนึ่งเห็นไหม

245
00:16:16.415 --> 00:16:20.415
การพิจารณาโครงเรื่อง พิจารณาอะไรบ้าง

246
00:16:20.416 --> 00:16:24.416
ลำดับเหตุการณ์ 3.

247
00:16:24.417 --> 00:16:28.417
ความขัดแย้ง 4.

248
00:16:28.420 --> 00:16:32.420
4.

249
00:16:32.421 --> 00:16:36.421
จุดวิกฤติ

250
00:16:36.423 --> 00:16:40.423
แล้วก็ 5. จุดคลี่คลาย นักศึกษา

251
00:16:40.424 --> 00:16:44.424
ต้องดึงออกมาเป็นข้อ ๆ แบบนี้

252
00:16:44.425 --> 00:16:48.425
มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีเหตุการณ์อะไรบ้าง

253
00:16:48.426 --> 00:16:52.426
ความขัดแย้งอะไร มีจุดวิกฤติอะไร แล้ว

254
00:16:52.428 --> 00:16:56.428
มีจุดคลี่คลายจนนำไปสู่ตอนจบของเรื่อง

255
00:16:56.428 --> 00:17:00.428
อย่างไรนั่นถึงจะเรียกว่า "

256
00:17:00.430 --> 00:17:04.430
การวิจารณ์ เพราะวิจารณ์ ต้องใช้การ

257
00:17:04.431 --> 00:17:08.431
วิเคราะห์ วิเคราะห์ ก็คือการแยกเป็นส่วน ๆ การวิจารณ์

258
00:17:08.433 --> 00:17:12.433
ก็คือการแสดงความคิดเห็น และก็การวิพากษ์

259
00:17:12.434 --> 00:17:16.434
แล้วการวิพากษ์คือการตัดสิน เช่น

260
00:17:16.436 --> 00:17:20.436
วิเคราะห์ นักศึกษาแยกออกมาเป็นส่วน ๆ แล้วว่า

261
00:17:20.437 --> 00:17:24.437
นี่ เหตุการณ์มันมีอะไรบ้าง มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นบ้าง

262
00:17:24.438 --> 00:17:28.438
แล้วก็มีจุดวิกฤติของเรื่องอะไร

263
00:17:28.440 --> 00:17:32.440
ไปสู่จุดคลีคลายและตอนจบของเรื่องอย่างไรเสร็จ

264
00:17:32.440 --> 00:17:36.440
แล้ว นักศึกษา ก็มาวิจารณ์ว่า

265
00:17:36.442 --> 00:17:40.442
โครงเรื่องมีความสมจริง สมเหตุสมผลหรือไม่

266
00:17:40.443 --> 00:17:44.443
อย่างไร แล้วก็ค่อยมาตัดสินว่า สรุป

267
00:17:44.444 --> 00:17:48.444
ว่าโครงเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดี

268
00:17:48.446 --> 00:17:52.446
อย่างไร ถึงจะเรียกว่าการวิจารณ์

269
00:17:52.447 --> 00:17:56.447
แต่ว่าลักษณะของเรา ที่นำเสนอมา เป็นแค่

270
00:17:56.448 --> 00:18:00.448
การแบบพูดถึงเหตุการณ์สั้น ๆ ยัง

271
00:18:00.449 --> 00:18:04.449
ไม่ได้รู้เรื่องเลยนะคะ หรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่องย่อ

272
00:18:04.449 --> 00:18:08.449
ครูคาดหวังว่าอย่างน้อยนี่

273
00:18:08.451 --> 00:18:12.451
เล่าเรื่องย่อ ถ้าอ่านมาแล้ว ต้องเล่าให้เพื่อนฟังได้

274
00:18:12.453 --> 00:18:16.453
เรื่องหนึ่งมาแล้วคุณสามรถเล่าให้เพื่อนฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

275
00:18:16.454 --> 00:18:20.454
ไม่ใช่เล่าแค่ว่านี่มีนางเอก

276
00:18:20.455 --> 00:18:24.455
คนหนึ่ง รักกับพระเอก สุดท้ายมาได้กัน จบแล้ว

277
00:18:24.460 --> 00:18:28.460
นี่ มันก็ย่อเกินไป มันไม่ใช่เรื่องย่อที่เพื่อน

278
00:18:28.460 --> 00:18:32.460
จะรู้เรื่องแต่มันต้องเป็นเรื่องย่อที่เรา

279
00:18:32.462 --> 00:18:36.462
อ่านแล้วเราสามารถเอามาพูดให้เพื่อนฟังได้ว่า

280
00:18:36.465 --> 00:18:40.465
เรืองนี้มันเป็นเรื่องอย่างไร เธอฉันไปกินข้าวเมื่อวาน

281
00:18:40.466 --> 00:18:44.466
ฉันไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง เขามาทักฉันเว้ย เขาบอกว่าฉัน

282
00:18:44.467 --> 00:18:48.467
น่ารักนี่ ฉันก็เลยคุยกับเขา ตอนนี้ฉันก็ยังคุยกับเขาอยู่นะ

283
00:18:48.469 --> 00:18:52.469
นี่คือเรื่องย่อคือพูดให้เพื่อนเข้าใจว่ามันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

284
00:18:52.470 --> 00:18:56.470
โอเคนะคะ คุณอ่านหนังสือ

285
00:18:56.471 --> 00:19:00.471
คุณอ่านเรื่องขนาดสั้นหรือยาวก็ตาม ก็นำมาพูดให้เพื่อน

286
00:19:00.473 --> 00:19:04.473
ฟังได้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไร

287
00:19:04.475 --> 00:19:08.475
เกิดขึ้นบ้างแล้วก็จบด้วยอะไร

288
00:19:08.476 --> 00:19:12.476
นี่คือการเล่าเรื่องย่อนะคะ

289
00:19:12.477 --> 00:19:16.477
ต่อมา ตัวละคร โอเค หัวข้อตัวละครเอา

290
00:19:16.478 --> 00:19:20.478
มานำเสนอ ก็จริงแต่ว่านี่

291
00:19:20.479 --> 00:19:24.479
ยังไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม ถ้าเราพูดว่ามี

292
00:19:24.480 --> 00:19:28.480
ตัวละคร มีหญิงสาว มีนายทุน มีชายหนุ่ม

293
00:19:28.482 --> 00:19:32.482
มีพิธีการหญิง มันจะจบอยู่แต่

294
00:19:32.483 --> 00:19:36.483
การเอามาบอกเฉย ๆ แต่ยังไม่ได้ถึงขั้น

295
00:19:36.487 --> 00:19:40.487
การวิเคราะห์ วิจารณ์แล้วก็วิพากษ์

296
00:19:40.488 --> 00:19:44.488
ซึ่งถ้าเราจะเป็นการวิจารณ์วรรณกรรม

297
00:19:44.489 --> 00:19:48.489
จริง ๆ เราต้องบอกว่าหญิงสาว

298
00:19:48.490 --> 00:19:52.490
มีลักษณะอย่างไร ในเรื่องกล่าวถึงเขา

299
00:19:52.491 --> 00:19:56.491
ว่าอย่างไรบ้างแล้วมีการนำเสนอ

300
00:19:56.493 --> 00:20:00.493
ตัวละครแบบไหน ที่สัปดาห์

301
00:20:00.495 --> 00:20:04.495
ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่ครูจะงดคลาสไปนี่ ครู

302
00:20:04.497 --> 00:20:08.497
ก็ได้พูดแล้วว่าตัวละครมีการนำเสนอทั้งแบบกลม

303
00:20:08.497 --> 00:20:12.497
แล้วก็แบบแบนนะ แบบกลม

304
00:20:12.498 --> 00:20:16.498
ก็คือมีลักษณะเป็นธรรมชาจติของมนุษย์ทุกอย

305
00:20:16.499 --> 00:20:20.499
เช่น มีรัก โลภ โกรธ หลง

306
00:20:20.500 --> 00:20:24.500
นี่คือแบบกลม ถ้าเป็นแบบแบน

307
00:20:24.502 --> 00:20:28.502
คือ มีความทื่อ ทื่อ ก็คือมี

308
00:20:28.504 --> 00:20:32.504
ลักษณะแบบเดียวตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เช่น

309
00:20:32.505 --> 00:20:36.505
นางร้ายในอดีต เริ่มต้นมา ร้าย  ๆ ร้าย ๆ

310
00:20:36.506 --> 00:20:40.506
ก็จบแบบร้าย ร้ายจนตัวเองตายอะไรอย่างนี้

311
00:20:40.509 --> 00:20:44.509
อันนี้ก็คือแบบแบน ส่วนตัวละครบางตัว

312
00:20:44.510 --> 00:20:48.510
ทีแรกก็เป็นคนดีแหละ พอเจอ

313
00:20:48.512 --> 00:20:52.512
สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป ก็เลยทำให้เขาเป็นตัวร้าย

314
00:20:52.513 --> 00:20:56.513
เช่นครูก็จะยกตัวอย่างครั้งที่แล้ว ว่าตัวละคร

315
00:20:56.515 --> 00:21:00.515
ในเรื่องนาคี ถ้าบางคนที่ดูใช่ไหม จริง ๆ

316
00:21:00.516 --> 00:21:04.516
นางเอกนี่ จริง ๆ  เป็นคนดีนะ เป็นคนดีมากเลย

317
00:21:04.521 --> 00:21:08.521
แต่ว่าพออยู่มาวันหนึ่ง เขาโดนทำร้ายคนที่เรารัก

318
00:21:08.521 --> 00:21:12.521
ไม่ว่าจะเป็นแม่ หรือไม่ว่าจะเป็นแฟนของเขา

319
00:21:12.522 --> 00:21:16.522
ก็เลยทำให้เขานี่ต้องร้ายแล้วก็

320
00:21:16.523 --> 00:21:20.523
จองล้างจองผลาญคนที่มาทำร้ายเขา ประมาณนี้นะ

321
00:21:20.525 --> 00:21:24.525
อันนี้ก็คือจะเป็นตัวละครแบบกลม แล้วก็วิธีการ

322
00:21:24.526 --> 00:21:28.526
นำเสนอตัวละคร นำเสนอแบบไหน บางคน

323
00:21:28.527 --> 00:21:32.527
ก็จะถูกนำเสนอแบบหญิงสาวคนนี้

324
00:21:32.528 --> 00:21:36.528
มีอายุ 15 ปีเศษ ลักษณะนิสัย

325
00:21:36.529 --> 00:21:40.529
ของเธอ เป็นผู้หญิงที่มีความก้าวร้าย ไม่มีความเรียบร้อยในตัวเอง

326
00:21:40.531 --> 00:21:44.531
เลย ถ้าครูพูดไปแบบนี้

327
00:21:44.532 --> 00:21:48.532
เขานำเสนอแบบตรงหรือแบบอ้อมคะ

328
00:21:48.532 --> 00:21:52.532
แบบตรงหรือแบบอ้อม

329
00:21:52.533 --> 00:21:56.533
แบบตรง

330
00:21:56.535 --> 00:22:00.535
เพราะว่าบอกตรง ๆ เลยว่าเป็นใคร ลักษณะ

331
00:22:00.552 --> 00:22:04.552
แบบไหน อายุเท่าไร ใช่ไหมคะ แต่

332
00:22:04.554 --> 00:22:08.554
ถ้านำเสนอแบบอ้อม ก็ยกตัวอย่าง

333
00:22:08.556 --> 00:22:12.556
เช่น หญิงสาวผู้มีดวงตา

334
00:22:12.557 --> 00:22:16.557
ราวกับอะไรดีล่ะ ดวงตาสีดำราวกับ

335
00:22:16.557 --> 00:22:20.557
ถูกวาดเอาไว้ใน

336
00:22:20.559 --> 00:22:24.559
ภาพวาด และผมของเธอดำขลับ ราวกับเส้นไหม

337
00:22:24.561 --> 00:22:28.561
ที่ถักทอ หญิงผู้นั้นมีรอยยิ้มที่

338
00:22:28.562 --> 00:22:32.562
ราวกับกลีบดอกบัวที่ผุดขึ้นมากลางสระน้ำ

339
00:22:32.563 --> 00:22:36.563
โอ้โห กำลังพูดถึงความงามของผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่ได้บอกว่า

340
00:22:36.565 --> 00:22:40.565
เป็นใครมาขจากไหน อันนี้เป็นนำเสนอแบบไหนคะ

341
00:22:40.566 --> 00:22:44.566
แบบอ้อม โอเคนะ ฉะนั้น

342
00:22:44.568 --> 00:22:48.568
เวลาที่นำเสนอตัวละคร เวลาที่เราจะ

343
00:22:48.569 --> 00:22:52.569
วิจารณ์ตัวละคร นอกจากจะบอกว่ามีใครบ้าง

344
00:22:52.570 --> 00:22:56.570
แล้ว ก็ต้องบอกด้วยว่าลักษณะเป็นแบบไหน

345
00:22:56.571 --> 00:23:00.571
นำเสนออย่างไรนะคะ

346
00:23:00.584 --> 00:23:04.584
บทสนทนาก็เหมือนกัน บทสนทนา

347
00:23:04.585 --> 00:23:08.585
เราพูดภาพรวมแล้วว่าบทสนทนานี่

348
00:23:08.586 --> 00:23:12.586
มันส่อไปในความคิดทางลบ โอเคแล้ว คุณมี

349
00:23:12.588 --> 00:23:16.588
ลักษณะของการวิจารณ์แล้ว แต่ถ้าจะให้ครบ คุณจะต้อง

350
00:23:16.589 --> 00:23:20.589
บอกว่า เช่น มีการยกตัวอย่างบทสนทนา

351
00:23:20.590 --> 00:23:24.590
นั้นด้วย เอามาใส่แล้วก็วิจารณ์

352
00:23:24.591 --> 00:23:28.591
ออกมาว่านี่ มันเป็นลักษณะแบบนี้นะคะ

353
00:23:28.592 --> 00:23:32.592
ไม่ใช่บอกแค่ว่าภาพรวมมันเป็นแบบนี้ แล้วก็

354
00:23:32.594 --> 00:23:36.594
การยกตัวอย่างประกอบด้วย ฉากก็เหมือนกัน

355
00:23:36.596 --> 00:23:40.596
ฉากมีที่ไหนบ้าง

356
00:23:40.597 --> 00:23:44.597
แล้วฉากไหนบ้าง ที่น่าสนใจ มีอิทธิพล

357
00:23:44.598 --> 00:23:48.598
กับตัวละครอย่างไร ในสไลด์

358
00:23:48.600 --> 00:23:52.600
จะบอกวิธีการพิจารณาฉากทุกอย่าง

359
00:23:52.600 --> 00:23:56.600
ให้เราศึกษษาเอกสารด้วย

360
00:23:56.602 --> 00:24:00.602
ครูสังเกตหลายครั้งแล้ว ไม่ชอบเปิดหนังสือ

361
00:24:00.604 --> 00:24:04.604
ไม่ค่อยเปิดสไลด์ ชอบไปเอามาจากในเน็ต ทั้ง ๆ ที่

362
00:24:04.605 --> 00:24:08.605
ครูก็สอนในหนังสือ ในสไลด์ ใน

363
00:24:08.606 --> 00:24:12.606
ข้อสอบมีแต่ในหนังสือ 100 เปอร์เซ็นต์

364
00:24:12.608 --> 00:24:16.608
ในอินเทอร์เน็ตนะคะ เราน่ะ

365
00:24:16.609 --> 00:24:20.609
ไม่ค่อยเปิดหนังสือ หนังสือเช็ก

366
00:24:20.610 --> 00:24:24.610
ดูด้วยว่ามีอะไรบ้าง มันตรงกับที่ครูสอนไหม

367
00:24:24.613 --> 00:24:28.613
หรือว่าในสไลด์อย่างน้อยไม่เปิดในหนังสือ เปิดในสไลด์ก็ยังดี

368
00:24:28.615 --> 00:24:32.615
เพราะว่าครูสอนตามสไลด์นะคะ

369
00:24:32.616 --> 00:24:36.616
แก่นเรื่อง แก่นเรื่อง

370
00:24:36.618 --> 00:24:40.618
ก็เหมือนกัน แก่นเรื่องคือข้อคิดที่ได้จากเรื่อง

371
00:24:40.619 --> 00:24:44.619
แก่นเรื่องจะไม่ใช่การบรรยายเนื้อเรื่อง

372
00:24:44.620 --> 00:24:48.620
ข้อคิดเช่น เรื่องนี้ นักศึกษาคิดว่า

373
00:24:48.622 --> 00:24:52.622
คนหนึ่ง ที่ไม่ออกรายการ

374
00:24:52.625 --> 00:24:56.625
โทรทัศน์ และรายการโทรทัศน์ถาม

375
00:24:56.626 --> 00:25:00.626
โยงเข้าไปให้ผู้หญิงตอบเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่านี่

376
00:25:00.630 --> 00:25:04.630
แล้วคนส่วนใหญ่ พอดูโทรทัศน์เสร็จแล้วนี่

377
00:25:04.634 --> 00:25:08.634
ก็เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้โดนข่มขืนแน่ ๆ นี่ นักศึกษา

378
00:25:08.635 --> 00:25:12.635
คิดว่าแก่นเรื่องเขาต้องการที่จะพูดถึง

379
00:25:12.638 --> 00:25:16.638
สังคมในลักษณะไหนคะ

380
00:25:16.639 --> 00:25:20.639
รายการโทรทัศน์นี่ มันเป็นตัวแทนของอะไร

381
00:25:20.640 --> 00:25:24.640
รายการโทรทัศน์ เป็นตัวแทนของอะไร

382
00:25:24.641 --> 00:25:28.641
มีคำเดียว ส เสือ ใบ้ให้

383
00:25:28.642 --> 00:25:32.642
ขนาดนี้เลย สื่อ โอเคไหม

384
00:25:32.643 --> 00:25:36.643
แก่นเรื่องนี่ เขาต้องการที่จะกล่าวถึง

385
00:25:36.644 --> 00:25:40.644
สื่อที่มักจะนำ

386
00:25:40.645 --> 00:25:44.645
ความคิดของผู้ชมไปในทิศทางที่ดี

387
00:25:44.645 --> 00:25:48.645
หรือไม่ดีก็ได้ถูกไหม ดังนั้น

388
00:25:48.648 --> 00:25:52.648
แก่นเรื่อง เขาอาจจะต้องการ

389
00:25:52.649 --> 00:25:56.649
ให้เรานี่ ตระหนักถึงจรรยาบรรณของสื่อ

390
00:25:56.650 --> 00:26:00.650
ว่าสื่อที่ดีควรนำเสนอใน

391
00:26:00.650 --> 00:26:04.650
ทางที่ถูกที่เหมาะสม เพราะถ้านำ

392
00:26:04.651 --> 00:26:08.651
เสนอในทางตรงกันข้าม มันก็อาจจะทำให้

393
00:26:08.653 --> 00:26:12.653
ผู้ชมเข้าใจไปในทิศทางที่ผิด

394
00:26:12.654 --> 00:26:16.654
ได้ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้วิจารณ์

395
00:26:16.656 --> 00:26:20.656
ที่เป็นคนสมัยใหม่นี่ คุณก็สามารถเขียนต่อไปได้

396
00:26:20.657 --> 00:26:24.657
เลยว่าดังเช่นในยุคปัจจุบัน สื่อมีอิทธิพล

397
00:26:24.658 --> 00:26:28.658
กับคนในสังคมไหมคะ มีสิ

398
00:26:28.659 --> 00:26:32.659
ถ้าใครที่ชอบดูข่าวบ่อย ๆ นักข่าวเดี๋ยวนี้เล่นข่าว

399
00:26:32.660 --> 00:26:36.660
กันหนักมาก แถมคนทุกวันนี้ ถ้าเดือดร้อน

400
00:26:36.664 --> 00:26:40.664
ไปหาาตำรวจ หรือไปหาสื่อ ไวกว่ากัน

401
00:26:40.664 --> 00:26:44.664
สื่อ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราเขียนต่อได้เลย

402
00:26:44.664 --> 00:26:48.664
ว่านี่ มันสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี่ สื่อ

403
00:26:48.664 --> 00:26:52.664
ค่อนข้างมีอิทธิพลกับคนในสังคม

404
00:26:52.665 --> 00:26:56.665
เพราะว่าสื่อสามารถที่จะทำให้...

405
00:26:56.666 --> 00:27:00.666
สามารถที่จะชักจูง หรือโน้มนาวคน

406
00:27:00.668 --> 00:27:04.668
ในสิ่งที่ตนนำเสนอได้ เหมือนอย่างเช่น

407
00:27:04.669 --> 00:27:08.669
ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย ถ้า

408
00:27:08.672 --> 00:27:12.672
สมมติว่าเพื่อนคนไหนที่ไม่ได้อ่านนะคะ เรื่องนี้ เขากำลังพูดถึง

409
00:27:12.675 --> 00:27:16.675
ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เจอเหตุการณ์ตึกถล่ม

410
00:27:16.676 --> 00:27:20.676
5 วันไม่ได้ออกมา แต่สุดท้ายเขา

411
00:27:20.678 --> 00:27:24.678
ก็ได้ออกมาได้ เขาก็เลยถูกทาบทามจากรายการ

412
00:27:24.679 --> 00:27:28.679
โทรทัศน์รายการหนึ่งว่า ไปช่วยขายข่าวให้หน่อย

413
00:27:28.682 --> 00:27:32.682
มันขายข่าวได้ไง คนที่รอดชีวิตจากการตึกถล่มอะไรอย่างนี้

414
00:27:32.682 --> 00:27:36.682
และทีนี้สื่อก็พยายามอยู่นั่นแหละ คุณมีชีวิต

415
00:27:36.686 --> 00:27:40.686
อยู่ได้อย่างไร โดยที่ไม่เป็นอะไรเลย

416
00:27:40.690 --> 00:27:44.690
ผู้หญิงคนนี้เขาก็จะพยายามไปบอกว่า ที่เขารอดมาได้นี่

417
00:27:44.693 --> 00:27:48.693
เพราะตอนนั้นเขาติดอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในที่แคบ ๆ

418
00:27:48.693 --> 00:27:52.693
แต่ผู้ชายคนนั้นพยายามที่จะตะกุยซากตึกออก

419
00:27:52.695 --> 00:27:56.695
โดยที่การตะกุยของเขานี่ จนนำ

420
00:27:56.696 --> 00:28:00.696
ไปสู่ผู้ชายคนนั้นนี่ ถูกตึกทับตาย

421
00:28:00.697 --> 00:28:04.697
แต่ผู้หญิงคนนั้นรอด ผู้หญิงคนนั้น ก็เลยพยายามบอกว่า

422
00:28:04.698 --> 00:28:08.698
มาได้ก็เพราะว่ามีผู้ชายคนนี้แหละที่ช่วยชีวิตเอาไว้ แต่

423
00:28:08.699 --> 00:28:12.699
สุดท้าย สื่อก็ถามอยู่นั่นแหละคุณ

424
00:28:12.700 --> 00:28:16.700
ติดอยู่กับผู้ชายในนั้น 2 คนตั้งหลายวัน เขาไม่ทำอะไร

425
00:28:16.702 --> 00:28:20.702
คุณเลยเหรอ แต่คุณ สภาพของคุณ ใส่ชุด

426
00:28:20.703 --> 00:28:24.703
พนักงานโรงแรม มันดูเอิ่ม

427
00:28:24.704 --> 00:28:28.704
พูดเอิ่มอยู่นั่นแหละ พูดเอิ่มขนาดนี้คนเข้าใจ

428
00:28:28.704 --> 00:28:32.704
ว่าอยา่งไรคะ เรียบร้อยไหม ไม่เรียบร้อยอยู่แล้ว

429
00:28:32.706 --> 00:28:36.706
เขาก็ต้อง คนดูก็ต้องเริ่มคิด คิดตามแล้ว ว่า

430
00:28:36.707 --> 00:28:40.707
มันอยู่กับผู้ชาย 2 คนนี่ มันต้องมีอะไรกันแน่ ๆ เลย จน

431
00:28:40.708 --> 00:28:44.708
ทำให้ผู้หญิงคนนี้ถูกคนในสังคมเข้าใจ

432
00:28:44.709 --> 00:28:48.709
ไปเอง และเีรยบร้อย ว่าเธอนี่ถูกผู้ชาย

433
00:28:48.710 --> 00:28:52.710
คนนี้ข่มขืน โดยที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้โดนข่มขืนจริง ๆ

434
00:28:52.711 --> 00:28:56.711
แต่มันมาจากคำพูด คำถามของพิธีกรที่

435
00:28:56.713 --> 00:29:00.713
ถ่ายทอดผ่านรายการโทรทัศน์

436
00:29:00.714 --> 00:29:04.714
ก็เบลยนำไปสู่ชื่อเรื่องที่ว่าในที่

437
00:29:04.715 --> 00:29:08.715
สาธารณะ และถูกต้องตามกฎหมาย

438
00:29:08.717 --> 00:29:12.717
ตรงนี้เชื่อมโยงได้ไหมคะ นี่เราก็วิจารณ์ชื่อเรื่อง

439
00:29:12.718 --> 00:29:16.718
ต่อไปได้อีกแล้วว่าชื่อเรื่องนี่มันมีความ

440
00:29:16.719 --> 00:29:20.719
เหมาะสม เพราะมันกำลังวกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่ง ที่ผู้หญ

441
00:29:20.721 --> 00:29:24.721
คนหนึ่งกำลังถูกกระทำ หรือถูกถาม

442
00:29:24.723 --> 00:29:28.723
บางอย่างในรายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นที่สาธารณะและ

443
00:29:28.725 --> 00:29:32.725
ถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้นะคะ เวลา

444
00:29:32.726 --> 00:29:36.726
ที่เราจะเขียนวิจารณ์เราก็ต้องเขียน

445
00:29:36.727 --> 00:29:40.727
ให้มันชัดเจน ให้มันสอดคล้องกับเรื่อง

446
00:29:40.728 --> 00:29:44.728
หรือแม้กระทั่งศิลปะในการแต่ง

447
00:29:44.729 --> 00:29:48.729
อันนี้ครูรู้สึกว่าเรา

448
00:29:48.730 --> 00:29:52.730
อาจจะไปเอามาจากในเน็ตด้วยแหละ เพราว่ามันมีบางอย่าง

449
00:29:52.731 --> 00:29:56.731
ที่ไม่ได้สอดคล้อง เช่น ทำให้หน้า

450
00:29:56.732 --> 00:30:00.732
ติดตามแทรกแนวคิดที่มีแต่สังคมชนบทเอา

451
00:30:00.733 --> 00:30:04.733
ไว้ในเรื่องสั้น คือมันจะสังคมชนบทอะไรน่ะ

452
00:30:04.735 --> 00:30:08.735
ในเรื่องมันไม่ได้กล่าวถึงท้องไีร่ท้องนาเลย มันกล่าง

453
00:30:08.736 --> 00:30:12.736
ที่ทำงานโรงแรม แล้วตึกถล่ม แล้วก็ได้มาออกโทรทัศน์

454
00:30:12.736 --> 00:30:16.736
ไม่ได้เกี่ยวกับสังคมชนบทเลย อันนี้ก็ทำให้ครู

455
00:30:16.737 --> 00:30:20.737
รู้ว่าคุณไม่ได้คิดเองแน่ ๆ คุณไม่ได้เขียนเอง

456
00:30:20.738 --> 00:30:24.738
แน่ ๆ นะคะ อันนี้นะ หรือ

457
00:30:24.739 --> 00:30:28.739
ให้เห็นสภาพแวดล้อม คุณภาพ อาชีพ

458
00:30:28.740 --> 00:30:32.740
ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ที่ครูพูดไปไม่มี

459
00:30:32.743 --> 00:30:36.743
สักอย่างเลย มันก็สะท้อนอีกอย่างหนึ่งแล้วแหละ

460
00:30:36.744 --> 00:30:40.744
ว่าเราทำงานนี่ ไปเอามาจากในเน็ตแน่นอน

461
00:30:40.748 --> 00:30:44.748
100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีมาจากเนื้อเรื่องเลย

462
00:30:44.750 --> 00:30:48.750
นะคะ ฉะนั้น ของกลุ่มที่ 1 นี่

463
00:30:48.752 --> 00:30:52.752
พูดยาวหน่อย เพราะว่าให้

464
00:30:52.753 --> 00:30:56.753
กลุ่มที่ 2 ฟังด้วย เพราะน่าจะเป็นในลักษณะเดียวกัน

465
00:30:56.754 --> 00:31:00.754
เชิญกลุ่มที่ 2 มานำเสนอก่อนค่ะ

466
00:31:00.755 --> 00:31:04.755

467
00:31:04.756 --> 00:31:08.756

468
00:31:08.757 --> 00:31:12.757

469
00:31:12.759 --> 00:31:16.759

470
00:31:16.760 --> 00:31:20.760

471
00:31:20.764 --> 00:31:24.764

472
00:31:24.765 --> 00:31:28.765

473
00:31:28.767 --> 00:31:32.767

474
00:31:32.768 --> 00:31:36.768

475
00:31:36.769 --> 00:31:40.769
(นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ พวกเรากลุ่มที่ 2 นะคะ

476
00:31:40.772 --> 00:31:44.772
วิจารณ์เรื่องสั้น เร่ืองสโรชินหลุมฝังศพ

477
00:31:44.772 --> 00:31:48.772
เรื่องย่อนะคะ สโรชินและสภาพรเป็นคู่รักที่

478
00:31:48.774 --> 00:31:52.774
รักกันมาก ๆ ค่ะ แล้วก็สัญญากันว่าหลังจากที่

479
00:31:52.775 --> 00:31:56.775
พวกเขาก็จะแต่งงานกันแต่พวกเขาจะเป็นบางอย่างค่ะ

480
00:31:56.776 --> 00:32:00.776
ทำให้สโรชินนะคะ ลาออกจามหาวิทยาลัย เพื่อที่จะแต่งงานกับคนอื่น

481
00:32:00.779 --> 00:32:04.779
ทำให้สถาพรเสียใจมากค่ะ แล้วก็

482
00:32:04.780 --> 00:32:08.780
ไม่สามารถที่จะลืมสโรชินได้ค่ะ เมื่อ

483
00:32:08.781 --> 00:32:12.781
สถาพรจบการศึกษานะคะ ไปเป็นสัตวแพทย์ที่สุโขทัย

484
00:32:12.782 --> 00:32:16.782
ก็ทำให้เขาผ่วย เกิดอาการเพ้อ ฤทธิ์ของแอลกอฮฮร

485
00:32:16.786 --> 00:32:20.786
ทำให้เขาน่ะ เพ้อไปอยู่ใต้ต้นประดู่นะคะ

486
00:32:20.787 --> 00:32:24.787
แล้วเขาก็รู้ความจริงค่ะ ว่าที่ใต้ต้นประดู่

487
00:32:24.788 --> 00:32:28.788
แห่งนั้นนะคะ เป็นที่เสียชีวิตของสโรชินค่ะ (นักศึกษาหญิง)

488
00:32:28.789 --> 00:32:32.789
ต่อไปนะคะ ก็จะเป็นตัวละครนะคะ ตัวละครหลักนะคะ ก็จะเป็น

489
00:32:32.790 --> 00:32:36.790
ข้าพเจ้า (อรรพร) ค่ะ สโรชิน และสถาพร

490
00:32:36.791 --> 00:32:40.791
ส่วน 2. นะคะ จะเป็นตัวละคร

491
00:32:40.792 --> 00:32:44.792
ประกอบค่ะ ก็จะมีคนรักแล้วก็เพื่อนของสถาพรค่ะ

492
00:32:44.793 --> 00:32:48.793
ตัวละครนะคะ ก็จะมี 14 ตัวนะคะ ที่หนุอ่านมา ก็จะมี

493
00:32:48.795 --> 00:32:52.795
สโรชินค่ะ คือ เด็กสาวที่ยิ้มผุดผาด

494
00:32:52.795 --> 00:32:56.795
แล้วก็จะมี Freshy จะมีศิษย์เก่า

495
00:32:56.796 --> 00:33:00.796
คือ เป็นเหมือนนักเรียนค่ะ

496
00:33:00.798 --> 00:33:04.798
แล้วก็มีศิษย์เก่ามาด้วยค่ะ

497
00:33:04.812 --> 00:33:08.812
(อาจารย์) กำลังใช้เรียกคนที่เข้ามาใหม่

498
00:33:08.813 --> 00:33:12.813

499
00:33:12.814 --> 00:33:16.814
(นักศึกษาหญิง) ค่ะ แล้วก็มี

500
00:33:16.815 --> 00:33:20.815
มะลิวันนะคะ ส่วน 5. ก็เป็นเด็ฏหนุ่มค่ะ

501
00:33:20.817 --> 00:33:24.817
คือ สถาพรกับเวชพุธ

502
00:33:24.818 --> 00:33:28.818
แล้วก็ 7. นะคะ ก็จะเป็น

503
00:33:28.822 --> 00:33:32.822
เทวินค่ะ แต่ก็จะเป็นอรรถพร 9. ก็จะเป็นอมพร

504
00:33:32.825 --> 00:33:36.825
ค่ะ ส่วน 10. นะคะ ก็จะเป็นเทพค่ะ

505
00:33:36.826 --> 00:33:40.826
เจ้าของไร่ฝ่ายแปลงใหญ่ค้ะ

506
00:33:40.827 --> 00:33:44.827
นายแพทย์ ค่ะ คือ คอยรักษาชาวบ้านค่ะ

507
00:33:44.828 --> 00:33:48.828
แล้ว 12. ก็จะเป็นวลีนะคะ 13. ก็จะเป็น

508
00:33:48.829 --> 00:33:52.829

509
00:33:52.829 --> 00:33:56.829
(นักศึกษาชาย)

510
00:33:56.831 --> 00:34:00.831
ต่อมานะครับ ก็จะเป็นการพิจารณาโคตรง

511
00:34:00.832 --> 00:34:04.832
วิธีการดำเนินเรื่องเป็น

512
00:34:04.833 --> 00:34:08.833
ของอรรถพรเป็นคนเล่าเรื่องครับ

513
00:34:08.834 --> 00:34:12.834
ด้วยคำพูดและความรู้สึกของตัวละคร

514
00:34:12.835 --> 00:34:16.835
เป็นคนเล่าเรื่องครับ ต่อมาการดำเนินเรื่อง

515
00:34:16.835 --> 00:34:20.835
จะเป็นเหตุการณ์งาน Freshy ที่

516
00:34:20.837 --> 00:34:24.837
ที่อรรถพร สโรชิน และสถาพรได้เจกันครับ

517
00:34:24.840 --> 00:34:28.840
อรรพรได้เจอสโรชินและสถาพร

518
00:34:28.841 --> 00:34:32.841
ก่อนเข้าพิธี

519
00:34:32.842 --> 00:34:36.842
ซ้อมรับปริญญาครับ อรรถพรถูกทิ้ง แล้วได้ไปเที่ยว

520
00:34:36.843 --> 00:34:40.843
สุโขทัย ไดเ้พบเพื่อนสมัยเรียน ได้ชวน

521
00:34:40.844 --> 00:34:44.844
มาที่ไร่นะครับ อรรถพร ไม่เจอกับ

522
00:34:44.845 --> 00:34:48.845
สถาพรที่ป่วยเป็นมาเรเลีย

523
00:34:48.849 --> 00:34:52.849
ไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วสภาพป่วย

524
00:34:52.850 --> 00:34:56.850
ทำให้เพ้อพอ ๆ  กับฤฤทธิ์

525
00:34:56.851 --> 00:35:00.851
ของแอลกอฮอล์ ทำให้เขาเตลิดไปอยู่

526
00:35:00.854 --> 00:35:04.854
ใต้ต้นประดู่ และความจริงปรากฏว่า

527
00:35:04.855 --> 00:35:08.855
ใต้ที่ต้นประดู่แห่งนั้นเป็นที่เสียชีวิตของ

528
00:35:08.856 --> 00:35:12.856
ของสโรชิน  คนรักของเขาครับ

529
00:35:12.857 --> 00:35:16.857
ต่อมา

530
00:35:16.858 --> 00:35:20.858
การเป็น... เป็นการวิเคราะห์ครับ ความรัก

531
00:35:20.858 --> 00:35:24.858
เป็นสิ่งงดงาม แม้ความตายก็มิอาจทำลายได้

532
00:35:24.860 --> 00:35:28.860
ครับ

533
00:35:28.861 --> 00:35:32.861

534
00:35:32.862 --> 00:35:36.862

535
00:35:36.867 --> 00:35:40.867
(นักศึกษาหญิง) ต่อไปเป็นการพิจารณ์โครงเรื่องนะคะ

536
00:35:40.869 --> 00:35:44.869
ขออภัยค่ะ

537
00:35:44.870 --> 00:35:48.870
เป็นการวิจารณ์ค่ะ

538
00:35:48.872 --> 00:35:52.872

539
00:35:52.873 --> 00:35:56.873
ในเนื้อเรื่องมีการสุขซ้อนในความเศร้าค่ะ มี

540
00:35:56.874 --> 00:36:00.874
การจัดวางคำ เล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ

541
00:36:00.876 --> 00:36:04.876
ทั้งในด้านการฟังและการอ่าน พร้อมทำให้รู้สึกเศร้า

542
00:36:04.877 --> 00:36:08.877
เสียใจ จากสถานการณ์นั้น ๆ จากการเล่าเรื่องค่ะ

543
00:36:08.879 --> 00:36:12.879
พวกเราขอจบ

544
00:36:12.880 --> 00:36:16.880
การนำเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ

545
00:36:16.880 --> 00:36:20.880

546
00:36:20.882 --> 00:36:24.882
หนูขออภัยค่ะ

547
00:36:24.884 --> 00:36:28.884
หนูพูดผิด

548
00:36:28.888 --> 00:36:32.888

549
00:36:32.892 --> 00:36:36.892

550
00:36:36.893 --> 00:36:40.893
(อาจารย์หทัยวรรณ) ของกลุ่มนี้ก็เหมือนกันนะคะ

551
00:36:40.895 --> 00:36:44.895
ไปปรับแก้ไขตามที่

552
00:36:44.899 --> 00:36:48.899
ครูได้พูดไป

553
00:36:48.900 --> 00:36:52.900
มีดีเพิ่มเข้ามา ตรงที่ว่ามีการ

554
00:36:52.901 --> 00:36:56.901
เล่าเรื่องย่อได้ แต่ก็ยังไม่ได้ใจความ

555
00:36:56.902 --> 00:37:00.902
เท่าไรนะคะ เพิ่มเข้ามาอีกหน่อยนะคะ

556
00:37:00.904 --> 00:37:04.904
ส่วนตัวละคร ถ้าเรา

557
00:37:04.905 --> 00:37:08.905
จะวิจารณ์ตัวละคร ไม่ต้อง

558
00:37:08.905 --> 00:37:12.905
เอามาทั้งหมด ที่ครูเคยยกตัวอย่าง ว่า

559
00:37:12.909 --> 00:37:16.909
พระเอกกำลังจะไปหานางเอก

560
00:37:16.912 --> 00:37:20.912
ที่ห้องนี่ พระเอกเดินผ่านตลาด แวะซื้อ

561
00:37:20.913 --> 00:37:24.913
ผลไม้กับแม่ค้า เราก็ไม่ต้อง

562
00:37:24.914 --> 00:37:28.914
เอาว่าตัวละครในเรื่องนี่ มีแม้ค้าด้วย

563
00:37:28.915 --> 00:37:32.915
เพราะแม่ค้าไม่ได้มีอิทธิพลต่อตัว

564
00:37:32.916 --> 00:37:36.916
ละครหลัก หรือตัวละครรองเลย แต่

565
00:37:36.917 --> 00:37:40.917
ถ้าเราจะบอกว่า หนูขอเอาได้ไหมคะ

566
00:37:40.918 --> 00:37:44.918
แม่ค้านี่ ในขณะที่พระเอกซื้อ แม่ค้า

567
00:37:44.920 --> 00:37:48.920
ถามพระเอกว่าเธอจะไปทำอะไร อ๋อ เธอ

568
00:37:48.922 --> 00:37:52.922
จะไปหาผู้หญิงคนนั้นกรือ แต่ฉันรู้สึกว่ามีผู้ชาย

569
00:37:52.923 --> 00:37:56.923
แวะเวียนมาหาเขาเยอะมากเลยนะ

570
00:37:56.924 --> 00:38:00.924
มันมีอิทธิพลกับตัวละครแล้ว แสดงว่า

571
00:38:00.925 --> 00:38:04.925
คนนี้สามารถเอาไปใส่

572
00:38:04.925 --> 00:38:08.925
ในการวิจารณืตัวละครประกอบได้ เวลาที่เรา

573
00:38:08.928 --> 00:38:12.928
เขียนนะคะ ตัวละครหลัก

574
00:38:12.930 --> 00:38:16.930
ตัวละครรอง กับตัวละครประกอบ

575
00:38:16.932 --> 00:38:20.932
ต้องเขียนเป็น Step แบบนี้ แล้ว

576
00:38:20.932 --> 00:38:24.932
ตัวละครหลักมีใครบ้าง แบบที่ครูพูดไปแล้วว่า

577
00:38:24.937 --> 00:38:28.937
ก็ต้องบอกด้วยว่า ไอ้ตัวละครหลักนี่ มีการนำเสนอ

578
00:38:28.938 --> 00:38:32.938
แบบไหน ต้องวิเคราะห์ตัวละครออกมาให้ได้ด้วย

579
00:38:32.939 --> 00:38:36.939
ไม่ใช่แค่บอกว่าใครเป็นตัวละครหลัก ใครเป็นตัวละครรอง

580
00:38:36.940 --> 00:38:40.940
และตัวละครหลักจะไม่มีข้าพเจ้า

581
00:38:40.940 --> 00:38:44.940
ตัวละครหลัก จะไม่มีข้าพเจ้า ตัวละครหลักจะเป็นชื่อตัวละคร

582
00:38:44.941 --> 00:38:48.941
ไปเลยนะคะ ส่วนตัวละครประกอบ จะไม่มีคนรัก

583
00:38:48.941 --> 00:38:52.941
และเพื่อนของสถาพร แต่จะบอกชื่อ

584
00:38:52.941 --> 00:38:56.941
ของตัวละครนั้น ๆ

585
00:38:56.948 --> 00:39:00.948
ไม่มี Freshy ไม่มีศิษย์เก่า เพราะ

586
00:39:00.949 --> 00:39:04.949
ตัวละคร ตัวละครต้องเป็นใครที่

587
00:39:04.950 --> 00:39:08.950
มีบทบาทในเรื่อง เช่น

588
00:39:08.951 --> 00:39:12.951
สมมติครูนี่

589
00:39:12.953 --> 00:39:16.953
มาสอนนักเรียนในห้อง อันนี้คือเรื่องของนางสาว

590
00:39:16.954 --> 00:39:20.954
หทัยวรรณ มณีวงษ์ เรื่องของ หทั

591
00:39:20.955 --> 00:39:24.955
นางสาวหทัยวรรณมาสอนหนังสือในห้อง

592
00:39:24.956 --> 00:39:28.956
แล้วก็มีเด็กชาย ก ถามนางสาวหทัยวรรณ

593
00:39:28.957 --> 00:39:32.957
ว่าอาจารย์จะไปกินข้าวไหน ซึ่งเพื่อนในห้องเยอะมาก

594
00:39:32.958 --> 00:39:36.958
ตัวลรในเรื่องก็จะมี 1. เลย

595
00:39:36.960 --> 00:39:40.960
นางสาวหทัยวรรณเป็นตัวละครเอกหรือตัวละครหลัก

596
00:39:40.961 --> 00:39:44.961
ของเรื่อง 2. ตัวละครรอง

597
00:39:44.961 --> 00:39:48.961
ก็อาจจะเป็น นาย ก ที่เขาถาม

598
00:39:48.963 --> 00:39:52.963
ว่านางสาว หทัยวรรณ จะทำอะไรนู้นนี่นั่น ก็มีบทแล้ว

599
00:39:52.964 --> 00:39:56.964
แล้วก็ที่เหลือตัวละคร

600
00:39:56.966 --> 00:40:00.966
ประกอบ ตัวละครประกอบนี่ อันนี้

601
00:40:00.967 --> 00:40:04.967
ใช้คำว่า "นักเรียน" ได้ เพราะว่ามีบทบาท ก็คือ

602
00:40:04.969 --> 00:40:08.969
เป็นบุคคลที่นางสาวหทัยวรรณกำลังมาสอน

603
00:40:08.970 --> 00:40:12.970
แต่พี่ช่าง

604
00:40:12.971 --> 00:40:16.971
ที่เดินอยุ่หน้าห้อง มีส่วนร่วมกับหทัยวรรณ

605
00:40:16.972 --> 00:40:20.972
ของหทัยวรรณก็จริง แต่เราต้องใส่พี่ช่าง เป็นตัวละครไหมคะ

606
00:40:20.974 --> 00:40:24.974
ไม่ต้อง โอเคไหม มันก็จะเหมือน

607
00:40:24.976 --> 00:40:28.976
กับที่เราน่ะบอกว่ามี Freshy กับศิษย์เก่า

608
00:40:28.976 --> 00:40:32.976
ซึ่ง Freshy กับศิษย์เก่า ไม่ด้มี

609
00:40:32.977 --> 00:40:36.977
ดังนั้น ไม่ต้องใส่นะคะ ตัวละครในเรื่อง

610
00:40:36.978 --> 00:40:40.978
มีใครบ้าง ตัวละครหลัก

611
00:40:40.980 --> 00:40:44.980
คือใคร ตัวละครรองคือใคร และ

612
00:40:44.982 --> 00:40:48.982
ตัวละครประกอบคือใคร อันนี้ดึงออกมาให้ได้

613
00:40:48.984 --> 00:40:52.984
จับออกมาให้ได้นะคะ ไม่ยากเกินไปหรอก ไ

614
00:40:52.985 --> 00:40:56.985
เพราะว่าทุกคนเคยดูละครมาแล้ว เรื่องสั้นกับ

615
00:40:56.987 --> 00:41:00.987
นวนิยายมันก็คือเป็นตัวอักษรที่เขียนมา แค่ไม่ได้มาแสดงให้เราดู

616
00:41:00.988 --> 00:41:04.988

617
00:41:04.989 --> 00:41:08.989
อย่างนั้น คุณอ่าน คุณก็ต้อง

618
00:41:08.990 --> 00:41:12.990
รู้แหละว่าใครเป็นตัวละครเอก หรือ

619
00:41:12.993 --> 00:41:16.993
ใครเป็นตัวละครรอง ใครเป็นตัวละครประกอบ

620
00:41:16.994 --> 00:41:20.994
สมมติ เรา

621
00:41:20.995 --> 00:41:24.995
ดูคังคุไบแล้ว ครูถามเรื่องนี้แล้ว ทุกคนดูเหมือนกัน

622
00:41:24.997 --> 00:41:28.997
หมด คังคุไบ ใครเป็นตัวละครเอก

623
00:41:28.997 --> 00:41:32.997
หรือตัวละครหลักของเรื่อง คังคุไบ

624
00:41:32.998 --> 00:41:36.998
คนเดียวไหม

625
00:41:36.998 --> 00:41:40.998
ถ้าเป็นในเรื่องนี้คนเดียว

626
00:41:41.000 --> 00:41:45.000
โอเคไหม แต่ตัวละครรอง คือมันรองลงมา

627
00:41:45.000 --> 00:41:49.000
กับคังคุไบอีกทีหนึ่ง ใครเป็น

628
00:41:49.004 --> 00:41:53.004
ตัวละครรองบ้าง ราฮิม

629
00:41:53.005 --> 00:41:57.005
ใครอีก มีอีก ได้

630
00:41:57.005 --> 00:42:01.005
เยอะเลย ตัวละครรองมีได้เยอะ เพราะตัวละครรอง

631
00:42:01.007 --> 00:42:05.007
มีอิทธิพลรองลงมาจากตัวละครหลัก

632
00:42:05.008 --> 00:42:09.008
รองมาจากตัวละครหลัก มีราฮิมแล้ว 1

633
00:42:09.009 --> 00:42:13.009
อะไรนะ ป้าไลลา

634
00:42:13.010 --> 00:42:17.010
ชื่ออะไร...

635
00:42:17.011 --> 00:42:21.011
ราเซียไบ ราเซียไบ

636
00:42:21.012 --> 00:42:25.012
หรือแม้กระทั่งคนรักของคังคุไบ ก็ใช่

637
00:42:25.013 --> 00:42:29.013
ก็ใช่ โอเคไหม แต่ว่าคนรักของคังคุไบ

638
00:42:29.014 --> 00:42:33.014
ใช่ แต่คนที่ไปแต่งงานกับคนรักคังคุไบ เป็นตัวละครรองไหม

639
00:42:33.015 --> 00:42:37.015
ไม่ เป็นตัวละครอะไร

640
00:42:37.016 --> 00:42:41.016
ประกอบเฉย ๆ โอเคนะคะ เพราะอะไร เพราะความสำคัญ

641
00:42:41.017 --> 00:42:45.017
มันรองลงมาแล้ว การเรียงลำดับตัวละคร

642
00:42:45.018 --> 00:42:49.018
หลัก ตัวละครรอง ตัวละครประกอบ เราต้องดูลำดับ

643
00:42:49.020 --> 00:42:53.020
ความสำคัญด้วย บางคนบอกว่าแต่เขาก็เป็นคน

644
00:42:53.021 --> 00:42:57.021
ที่ไปแต่งงานกับคนรักของคังคุไบนะ เขาก็น่าจะสำคัฯญ

645
00:42:57.024 --> 00:43:01.024
แต่เขาไม่ได้สำคัญ ถึงขั้นที่ว่า

646
00:43:01.025 --> 00:43:05.025
มีบทบาทเด่นต่อตัวละครหลัก เขาก็เลย

647
00:43:05.026 --> 00:43:09.026
จัดออกมาเป็นตัวละครประกอบเท่านั้นนะคะ

648
00:43:09.027 --> 00:43:13.027
แต่คนที่เดินไปเดินมาในฉาก ใช่ตัวประกอบไหม

649
00:43:13.028 --> 00:43:17.028
ไม่ใช่นะ เราไม่ต้องเอามาใส่นะคะ

650
00:43:17.031 --> 00:43:21.031
ยกเว้นคุณจะบอกว่า แต่เวลา

651
00:43:21.032 --> 00:43:25.032
ที่พูดถึงละครคนเหล่านี้ก็เรียกว่าตัวประกอบไม่ใช่เหรอ

652
00:43:25.033 --> 00:43:29.033
อันนั้น มันตัวประกอบคนละแบบ ไม่ใช่ตัวละคร

653
00:43:29.034 --> 00:43:33.034
ประกอบ แบบในการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ

654
00:43:33.035 --> 00:43:37.035
ในการวิจารณ์วรรณกรรมก็คือต้องเป็นตัวละครที่มี

655
00:43:37.038 --> 00:43:41.038
บทบาทที่เราเอามาวิจารณ์เขาได้น่ะ ถ้าเป็น

656
00:43:41.039 --> 00:43:45.039
คนที่เดินไปเดินมา คุณจะมาวิจารณืเขาอย่างไร มันไม่ได้มีบทบาท

657
00:43:45.040 --> 00:43:49.040
อะไรที่พอจะวิจารณ์ขนาดนั้นนะคะ

658
00:43:49.042 --> 00:43:53.042
ฉะนั้น งานของเรา

659
00:43:53.044 --> 00:43:57.044
เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มแล้ว ก็คือ

660
00:43:57.045 --> 00:44:01.045
1. ไอ้ 11 หัวข้อนี่ ครูให้เวลาไปทำจนถึงวันจันทร์

661
00:44:01.045 --> 00:44:05.045
ไปทำ จนถึงวันจันทร์ คือ ให้

662
00:44:05.047 --> 00:44:09.047
ไปเคลียร์เลย คนที่บอกว่าจะส่งวันนี้ ยังไม่ต้องส่ง เป็นเช็กของ

663
00:44:09.048 --> 00:44:13.048
ตัวเองก่อนให้ดีก่อน เพราะงานนี้

664
00:44:13.050 --> 00:44:17.050
10 คะแนน ซึ่งจริง ๆ  สัปดาห์ที่แล้ว ที่ครูไมไ่ด้เข้

665
00:44:17.052 --> 00:44:21.052
คาดหวังว่า เออ นักศึกษาจะได้มีเวลาไปทำงาน เพราะครูก็

666
00:44:21.053 --> 00:44:25.053
ติดภารกิจเหมือนกัน แต่คราวนี้นักศึกษา

667
00:44:25.053 --> 00:44:29.053
ต้องทำแบบไม่ได้ใช้เวลาแล้วแหละ

668
00:44:29.055 --> 00:44:33.055
เพราะว่าอันนี้คือการเอาไปปรับแก้ ให้ส่ง

669
00:44:33.057 --> 00:44:37.057
ภายในวันจันทร์เท่านั้น ทั้ ง 2 กลุ่ม แล้ว

670
00:44:37.057 --> 00:44:41.057
วันนี้ก็จะได้เรียนการวิจารณ์ร้อยกรอง ก็จะมีงาน

671
00:44:41.058 --> 00:44:45.058
เพิ่มด้วย แต่งานเพิ่มนี่ จะให้ส่ง

672
00:44:45.060 --> 00:44:49.060
วันศุกร์ ในคาบของเรา ซึ่งเราไมไ่ด้เรียน ถูกไหม

673
00:44:49.061 --> 00:44:53.061
ครูให้เวลาในการไปทำวิจารณ์

674
00:44:53.061 --> 00:44:57.061
นวนิยาย 1 สัปดาห์ เพื่อ

675
00:44:57.063 --> 00:45:01.063
ที่จะเตรียมนำเสนอ 20 คะแนน

676
00:45:01.065 --> 00:45:05.065
คะแนน อันนี้ 10 คะแนน

677
00:45:05.067 --> 00:45:09.067
แล้วให้โอกาสไปแก้ด้วย แต่ 20 คะแนน ไม่ได้ให้

678
00:45:09.068 --> 00:45:13.068
โอกาสไปแก้ เพราะว่าจะถือว่าเป็นคะแนน

679
00:45:13.071 --> 00:45:17.071
สอบกลางภาคนะคะ กลุ่มละ

680
00:45:17.073 --> 00:45:21.073
3 คนนะ ครูให้กลุ่มละ 3

681
00:45:21.075 --> 00:45:25.075
ฉะนั้น 20 คะแนน น้ำหนักคะแนน

682
00:45:25.076 --> 00:45:29.076
เพิ่มด้วย และงานก็เพิ่มด้วย เพราะว่าจาก

683
00:45:29.079 --> 00:45:33.079
กลุ่มละ 6 เป็นกลุ่มละ 3 แล้ว

684
00:45:33.080 --> 00:45:37.080
งานต้องดีขึ้นอีกนะะ

685
00:45:37.081 --> 00:45:41.081
คราวนี้ สำหรับวันนี้

686
00:45:41.082 --> 00:45:45.082
ขอสอนต่อในเรื่องของการวิจารณ์ร้อยกรอง

687
00:45:45.083 --> 00:45:49.083
ซึ่งจะเป็นบทสุดท้าย

688
00:45:49.084 --> 00:45:53.084
ที่ครูจะบรรยาย และวันนี้ 5 โมงเย็น

689
00:45:53.085 --> 00:45:57.085
อย่าลืมเข้า ZOOM นะคะ เดี๋ยวครูส่งให้

690
00:45:57.086 --> 00:46:01.086
มีวิทยากรพิเศษก็คืออาจารย์บุตรธินันท์

691
00:46:01.087 --> 00:46:05.087
จะสอนเรื่องการเขียนบทความ

692
00:46:05.087 --> 00:46:09.087
วิจารณ์ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาของบทที่ 8

693
00:46:09.089 --> 00:46:13.089
ของเรานะคะ

694
00:46:13.091 --> 00:46:17.091
ทีนี้ดูวิจารณ์บทร้อยกรอง

695
00:46:17.094 --> 00:46:21.094
วิจารณ์บทร้อยกรองลักษณะของ

696
00:46:21.095 --> 00:46:25.095
การวิจารณ์ จะ

697
00:46:25.097 --> 00:46:29.097
ง่ายกว่าเรื่องสั้น กับนวนิยายนิดหน่อยนะคะ

698
00:46:29.101 --> 00:46:33.101
ง่ายกว่านิดหน่อยตรงที่ว่าหัวข้อมันน้อยกว่า

699
00:46:33.102 --> 00:46:37.102
นวนิยายกับเรื่องสั้นนี่มีตั้ง 11 หัวข้อแหน่ะ

700
00:46:37.103 --> 00:46:41.103
แต่ว่าวิจารณ์บทร้อยกรองนี่ มีแค่

701
00:46:41.104 --> 00:46:45.104
4 หัวข้อ แค่นั้น แต่คำว่า "4 หัวข้อ" ไม่ได้

702
00:46:45.104 --> 00:46:49.104
แปลว่า โอ้โห มันน้อยจังนะคะ เหตุผล 4 หัวข้อ

703
00:46:49.106 --> 00:46:53.106
เพราะว่าการวิจารณ์ร้อยกรองนี่มันต่างจาก

704
00:46:53.108 --> 00:46:57.108
นวนิยาย ตรงที่จะเน้นในเรื่องของ

705
00:46:57.109 --> 00:47:01.109
ภาษา ร้อยกรองต่างจากร้อยแก้ว เพราะว่า

706
00:47:01.110 --> 00:47:05.110
ร้อยกรองต้องมีบังคับฉันทลักษณ์ เช่น

707
00:47:05.110 --> 00:47:09.110
รูปแบบการแต่งแต่ละบทประพันธ์

708
00:47:09.112 --> 00:47:13.112
แต่บะโครง แต่ละกลอน รูปแบบฉันทลักษณ์

709
00:47:13.113 --> 00:47:17.113
ไม่เหมือนกันป ปเช่น กาพย์ยานี 11 ข้างหน้า

710
00:47:17.114 --> 00:47:21.114
5 ข้างหลัง 6 รวมกันให้ได้ 11 คำ อย่างนี้

711
00:47:21.115 --> 00:47:25.115
หรือกลอน 8 ต้องมีวรรคละ 7

712
00:47:25.115 --> 00:47:29.115
ถึง 9 คำเป็นต้น และก็ยังมีว่า

713
00:47:29.116 --> 00:47:33.116
ต้องบังคับสัมผัส สระ พยัญชนะ

714
00:47:33.117 --> 00:47:37.117
อะไรก็ว่าไป มันก็เลยกลายเป็นว่า

715
00:47:37.119 --> 00:47:41.119
เวลาที่จะเขียนร้อยกรองได้นี่ เขาต้อง

716
00:47:41.119 --> 00:47:45.119
มีการเลือกสรรคำให้มีความไพเราะ

717
00:47:45.121 --> 00:47:49.121
ให้มีความน่าสนใจ แล้วก็ต้องให้ลงล็อก

718
00:47:49.121 --> 00:47:53.121
ฉันทลักษณ์ด้วย เช่น บท

719
00:47:53.123 --> 00:47:57.123
ประพันธ์ พฤษก ผกาศร อีก

720
00:47:57.123 --> 00:48:01.123
กุญชร อันปลดปลง เคยได้ยินไหม

721
00:48:01.125 --> 00:48:05.125
เคยได้ยินไหม พฤษภผกาสร

722
00:48:05.126 --> 00:48:09.126
โททน

723
00:48:09.127 --> 00:48:13.127
สำคัญหมายในกายมี นรชาติ

724
00:48:13.128 --> 00:48:17.128
ติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

725
00:48:17.129 --> 00:48:21.129
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้

726
00:48:21.130 --> 00:48:25.130
ในโลกา อันนี้เป็นกาพย์ยานี 11

727
00:48:25.131 --> 00:48:29.131
5 ข้างหลัง 6 โอเคไหม บังคับ

728
00:48:29.134 --> 00:48:33.134
และข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 แล้ว 1 2. ยังจะมาบังคับ

729
00:48:33.136 --> 00:48:37.136
คำให้มันสัมผัสสระ วรรณยุกต์ ให้มัน

730
00:48:37.143 --> 00:48:41.143
ลงล็อกอีก เขาก็เลยมีการเลือกสรรคำ

731
00:48:41.144 --> 00:48:45.144
ในบทประพันธ์นี้ไม่ได้ใช้คำไทยเลย มีแต่

732
00:48:45.146 --> 00:48:49.146
คำไวพจน์ทั้งนั้นเลย คำไวยพจน์คือ

733
00:48:49.147 --> 00:48:53.147
ความหมายคล้ายกัน... มีความหมายเหมือนกันมาใช้ เช่น คำว่า "

734
00:48:53.149 --> 00:48:57.149
พฤษภ พฤษภแปลว่าอะไรคะ

735
00:48:57.149 --> 00:49:01.149
ราศีพฤษภบ้าง

736
00:49:01.151 --> 00:49:05.151
คนที่เกิดในช่วงเดือนพฤษภาคม

737
00:49:05.152 --> 00:49:09.152
ถึงกลางมิถุนายน มีไหม ในห้องนี้

738
00:49:09.153 --> 00:49:13.153
ไม่มีเลยเหรอ ห้องนี้

739
00:49:13.154 --> 00:49:17.154
ไม่มีราศีพฤษภเลย

740
00:49:17.156 --> 00:49:21.156
แล้วพอเดาได้ไหม พฤภพ แ

741
00:49:21.157 --> 00:49:25.157
พฤษภ

742
00:49:25.158 --> 00:49:29.158
ราศีพฤษภมันจะเป็นหน้าอะไรคะ

743
00:49:29.159 --> 00:49:33.159
ความรู้รอบตัวนี่

744
00:49:33.160 --> 00:49:37.160
มีบ้างนิดหนึ่ง เป็นหน้าวัว

745
00:49:37.161 --> 00:49:41.161
สรุป พฤษภเป็นอะไร พฤษภ

746
00:49:41.161 --> 00:49:45.161
เป็นอะไร มันแปลว่าอะไร มันเป็นหน้าวัว

747
00:49:45.163 --> 00:49:49.163
ขนาดนั้นมันต้องเป็นอะไรพฤษภนี่

748
00:49:49.164 --> 00:49:53.164
เป็นวัว มันเป็นหน้าวัว มันก็ต้องเป็นวัวสิคะ

749
00:49:53.168 --> 00:49:57.168
นักศึกษา พฤษภ ฉะนั้น

750
00:49:57.169 --> 00:50:01.169
เมื่อกี้พฤษภมาแล้วแปลว่าวัว ภกาษร

751
00:50:01.170 --> 00:50:05.170
ให้เดาแปลว่าอะไร ควาย โอเคนะ

752
00:50:05.171 --> 00:50:09.171
พฤาภ พกาสร จริง ๆ มันคือ พฤ

753
00:50:09.173 --> 00:50:13.173
กับกาสรนั่นแหละ แต่ว่าเวลาอ่าน เวลาเขียน

754
00:50:13.176 --> 00:50:17.176
เขาจะให้มันเป็น 5 คำไงคะ จะพูดว่า พฤษภ กาษร มันก็เปน

755
00:50:17.177 --> 00:50:21.177
กาสรเฉย ๆ มันก็เป็นแค่ 4 เขาก็เลยอ่าน พฤษภ

756
00:50:21.178 --> 00:50:25.178
ภกาษรนะคะ

757
00:50:25.178 --> 00:50:29.178
อันปลดปลง กุญชรแปล

758
00:50:29.180 --> 00:50:33.180
วัว ความ ช้าง

759
00:50:33.181 --> 00:50:37.181
อันปลดปลงก็คือที่ตายแล้ว โททนต์

760
00:50:37.182 --> 00:50:41.182
สะเน่งคง ทน กับ ทันตั

761
00:50:41.183 --> 00:50:45.183
เหมือนกัน ถ้าทันตแพทย์ แปลว่า หมอฟัน ถ้าโททน

762
00:50:45.185 --> 00:50:49.185
น่าจะแปลว่าอะไร ฟัน พวกกระดูก

763
00:50:49.186 --> 00:50:53.186
และฟันเสน่งก็คือเขา กระดูก ฟัน เขา

764
00:50:53.187 --> 00:50:57.187
งา อะไรพวกนี้ สะเหน่งคง

765
00:50:57.189 --> 00:51:01.189
และฟัน และเขา มันก็ยังคงอยู่ ทวนอีกรอบ

766
00:51:01.190 --> 00:51:05.190
วัว ความ หรือช้าง ถ้าตายไปแล้ว

767
00:51:05.192 --> 00:51:09.192
แต่กระดูกเขาและฟันของมันก็ยังคงอยู่ สำคัญหมายในกายมี

768
00:51:09.195 --> 00:51:13.195

769
00:51:13.196 --> 00:51:17.196
นรชาติ แปลว่า

770
00:51:17.197 --> 00:51:21.197
คน แปลว่าคน แปลว่ามนุษย์

771
00:51:21.198 --> 00:51:25.198
นรชาติวางวายแปลว่าคนที่ตายไปแล้ว มลายสิ้นทั้งอ

772
00:51:25.200 --> 00:51:29.200

773
00:51:29.201 --> 00:51:33.201
อินทรีย์ แปลว่า ร่ายกาย

774
00:51:33.202 --> 00:51:37.202
แต่ว่าอันนี้อินทรีย์ที่แปลว่าร่างกายนะคะ

775
00:51:37.203 --> 00:51:41.203
ถ้าตายไปแล้วมลายสิ้นทั้งอินทรีย์ ก็คือ

776
00:51:41.205 --> 00:51:45.205

777
00:51:45.207 --> 00:51:49.207
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

778
00:51:49.208 --> 00:51:53.208
แสดงว่าสิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือ

779
00:51:53.208 --> 00:51:57.208
ความดี ความชั่ว เขาก็เลต้องการที่จะบอกว่า

780
00:51:57.209 --> 00:52:01.209
ในบทประพันธ์นี้ ถ้าเป็นสัตว์ต่าง ๆ นี้ วัว ควาย

781
00:52:01.211 --> 00:52:05.211
ถ้ามันตายไปมันยังเหลือเขา งา ทิ้งไว้ให้เห็นนะ แค่คนนี่

782
00:52:05.212 --> 00:52:09.212
ไม่เหลืออะไรไว้ให้เห็นเลย เหลือไว้แค่ความดี

783
00:52:09.213 --> 00:52:13.213
ความชั่ว ฉะนั้น บทประพันธ์ที่ครู

784
00:52:13.214 --> 00:52:17.214
เอาให้นักศึกษาลองพิจารณาเมื่อกี้ นักศึกษา

785
00:52:17.216 --> 00:52:21.216
สามารถพิจารณาในแง่ 1. เลย ภาษาของ

786
00:52:21.217 --> 00:52:25.217
เขาไม่ได้ใช้ภาษาธรรมดา ธรรมดา เพราะ

787
00:52:25.220 --> 00:52:29.220
ร้อยกรอง มันต้องมีการสรรหาคำที่ทำให้เกิดความไพเราะ

788
00:52:29.220 --> 00:52:33.220
แล้วก็ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของเขา ถ้าเกิดเขาใช้คำว่า

789
00:52:33.221 --> 00:52:37.221
ว่า วัว ควาย ที่ตาย มันก็ไม่ได้คล้องจองน่ะ

790
00:52:37.222 --> 00:52:41.222
มันไม่ได้ไพเราะ ฉะนั้น เวลาที่เราจะพิจารณา

791
00:52:41.223 --> 00:52:45.223
บทประพันธ์หรือบทร้อยกรอง คุรต้องหาความหมายให้ได้ด้วย

792
00:52:45.224 --> 00:52:49.224
หรือแม้กระทั่งแก่นเรื่องในตอนท้าย เขา

793
00:52:49.225 --> 00:52:53.225
ก็ไม่ได้พูดตรง ๆ แต่บทร้องกรอง หรือ

794
00:52:53.226 --> 00:52:57.226
ประพันธ์เขาจะมีแนวคิดมักจะใส่

795
00:52:57.227 --> 00:53:01.227
ไว้ในวรรคสุดท้าย หรือบทสุดท้ายของบทประพันธ์

796
00:53:01.229 --> 00:53:05.229
บทสุดท้ายของบทประพันธ์ เพื่อที่เขาจะบอกว่า สิ่งที่

797
00:53:05.230 --> 00:53:09.230
เขาต้องการจะสื่อทั้งหมดนี่ มันคืออะไร อย่างเช่นบทเมื่อกี้

798
00:53:09.232 --> 00:53:13.232
ก็จะบอกว่าสิ่งที่ต้องการจะสื่อทั้งหมด ก็คือ

799
00:53:13.232 --> 00:53:17.232
ต้องการให้คนนี่ รู้จักการทำความดี

800
00:53:17.234 --> 00:53:21.234
เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ ก็จะเหลือไว้แค่ความดี

801
00:53:21.235 --> 00:53:25.235
กับความชั่ว ถ้าคุณทำชั่วคนก็จะจดจำที่คุณทำ

802
00:53:25.235 --> 00:53:29.235
หรือถ้าคุณทำความดีเขาก็จะจดจำแต่เรื่องดี ๆ

803
00:53:29.236 --> 00:53:33.236
ที่คุณทำนั่นเองนะคะ เมื่อกี้

804
00:53:33.237 --> 00:53:37.237
เกริ่นในเรื่องของการวิจารณ์บทร้อยกรอง คราวนี้

805
00:53:37.238 --> 00:53:41.238
มาเริ่มดูองค์ประกอบในการพิจารณา

806
00:53:41.239 --> 00:53:45.239
ตั้งแต่แรกเลย ก็คือ 1. ผู้พูด น้ำเสียงนะคะ

807
00:53:45.240 --> 00:53:49.240
ผู้พูด น้ำเสียง

808
00:53:49.241 --> 00:53:53.241
คืออะไร ผู้พูดและน้ำเสียง

809
00:53:53.242 --> 00:53:57.242
นี่ ด้วยความที่ว่าบทร้อยกรอง

810
00:53:57.243 --> 00:54:01.243
ไม่ได้มีบทสนทนาเหมือนกับเรื่องสั้นนวนิยาย

811
00:54:01.245 --> 00:54:05.245
คุณจะไม่รู่้เลยว่าผู้พูโ

812
00:54:05.250 --> 00:54:09.250
เป็นใคร ดังนั้น ผู้อ่าน

813
00:54:09.251 --> 00:54:13.251
ต้องใช้การพิจารณาจากภาษา

814
00:54:13.252 --> 00:54:17.252
ว่าเขาพูดแบบไหน

815
00:54:17.253 --> 00:54:21.253
น้ำเสียงอย่างไร อารมณ์โกรธ

816
00:54:21.255 --> 00:54:25.255
ประชดประชัน เคร่งเครียด สนุกสนาน

817
00:54:25.258 --> 00:54:29.258
หรือร่าเริง เช่น

818
00:54:29.259 --> 00:54:33.259
ครูจะอ่านให้ฟัง

819
00:54:33.261 --> 00:54:37.261
แล้วนักศึกษาพิจารณาว่าน้ำเสียงนี่

820
00:54:37.262 --> 00:54:41.262
เป็นน้ำเสียงไหน

821
00:54:41.264 --> 00:54:45.264
เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาศสถุงฉะ

822
00:54:45.265 --> 00:54:49.265
ศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะน้อย

823
00:54:49.266 --> 00:54:53.266
จะมาจะยากจะเย็นประการใด อวดฉลาด

824
00:54:53.267 --> 00:54:57.267
เพราะใจขยาดขยั้นมิทันกระไปรปปก็หมิ่นกู

825
00:54:57.269 --> 00:55:01.269
กลกะกากะหวาดขมังธนู

826
00:55:01.270 --> 00:55:05.270
ฤๅบ่หอนจะเห้นธวัชริปูสีล่าถอย

827
00:55:05.271 --> 00:55:09.271
อารมณ์ไหนคะ น้ำเสียงไหนคะ

828
00:55:09.272 --> 00:55:13.272
อะไรนะ โกรธ

829
00:55:13.274 --> 00:55:17.274
อะไรนะคะ เสียดสี อ๋อ

830
00:55:17.275 --> 00:55:21.275
ยังไม่ถูก อันนี้จะเป็นอารมณ์โกรธนะคะ อันนี้จะเป็นอารมณ์โฏรธ

831
00:55:21.276 --> 00:55:25.276
โอเคนะ 1 เลย โกรธ

832
00:55:25.278 --> 00:55:29.278
เพราะว่า จากที่อ่าน เอออุเหม่งนะมึงชิ

833
00:55:29.282 --> 00:55:33.282
ช่างกระไร นี่มันเป็นน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์

834
00:55:33.283 --> 00:55:37.283
2. ลูกก็แลดูแม่

835
00:55:37.286 --> 00:55:41.286
แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่า

836
00:55:41.290 --> 00:55:45.290
เลือดตาไหล สะอื้นร่ำ อำลา

837
00:55:45.292 --> 00:55:49.292
ด้วยอาลัย แล้วแข็งใจ

838
00:55:49.293 --> 00:55:53.293
จากนางตามทางมา เหลียวหลัง

839
00:55:53.294 --> 00:55:57.294
ยามเห็นแม่ แลเขม้น แม่ก็เห็น

840
00:55:57.296 --> 00:56:01.296
ลูกน้อย ละห้อยหา

841
00:56:01.297 --> 00:56:05.297
เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวันวิญญาณ์

842
00:56:05.297 --> 00:56:09.297
โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง

843
00:56:09.299 --> 00:56:13.299
อันนี้น้ำเสียงอะไรคะ เศร้า โอเคไหม

844
00:56:13.301 --> 00:56:17.301
ที่น้ำเสียงเศร้า เพราะอะไร มันน่าจะเป็นฟีล

845
00:56:17.301 --> 00:56:21.301
แม่กับลูกกำลังจะพรากจากกัน เราอ่าน

846
00:56:21.303 --> 00:56:25.303
แล้วเราก็ตีความได้จากภาษาว่า อ๋อ

847
00:56:25.304 --> 00:56:29.304
น่าจะเป็นแม่กับลูกกำลังจะจากกัน

848
00:56:29.305 --> 00:56:33.305
มันมีสะอื้นร่ำ อำลาด้วยอาลัย

849
00:56:33.306 --> 00:56:37.306
บางคนบอกว่าน้ำเสียงแบบไหนหนูไม่รู้ แต่หนูเห็น

850
00:56:37.307 --> 00:56:41.307
ภาษาแบบสะอื้นอำลาและอาลัย

851
00:56:41.308 --> 00:56:45.308
ได้ว่ามันต้องเป็นเศร้าแน่ ๆ อันนี้ก็ได้นะคะ

852
00:56:45.309 --> 00:56:49.309
ของการพิจารณาบทประพันธ์ นั่นก็คือ

853
00:56:49.310 --> 00:56:53.310
พิจารณาภาษาเป็นหลัก

854
00:56:53.313 --> 00:56:57.313
ต่อไป สูเป็นไฟ

855
00:56:57.314 --> 00:57:01.314
เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ

856
00:57:01.316 --> 00:57:05.316
แม้แต่ธุลีมิอาลัย ลืมเจ

857
00:57:05.316 --> 00:57:09.316
ลืมเจ้าไซร้จนชั่วกาลปาวสาน

858
00:57:09.317 --> 00:57:13.317
ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน

859
00:57:13.318 --> 00:57:17.318
จะทรมาน ควักทิ้งทั้งแก้วตา

860
00:57:17.320 --> 00:57:21.320
ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า

861
00:57:21.323 --> 00:57:25.323
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า

862
00:57:25.323 --> 00:57:29.323
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา

863
00:57:29.325 --> 00:57:33.325
ไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอย

864
00:57:33.326 --> 00:57:37.326
น้ำเสียงแบบไหนคะ

865
00:57:37.327 --> 00:57:41.327
อันนี้ให้ตอบได้นะคะ ฝั่งนู้น ที่ตอนแรกตอบอะไรนะคะ

866
00:57:41.328 --> 00:57:45.328
เสียดสี คราวนี้ให้ตอบ

867
00:57:45.330 --> 00:57:49.330
เสียดสีได้นะคะ นักศึกษษ

868
00:57:49.333 --> 00:57:53.333
รู้ไหม

869
00:57:53.334 --> 00:57:57.334
คิดว่าเขาเกลียดหรือว่าเขารัก

870
00:57:57.335 --> 00:58:01.335
จากบทประพันธ์เขาเกลียดหรือเขารัก

871
00:58:01.337 --> 00:58:05.337

872
00:58:05.346 --> 00:58:09.346
ใครอ่านรัก มีใครให้เกลียดไหมคะ

873
00:58:09.347 --> 00:58:13.347
ไม่มีนะ บทประพันธ์นี้

874
00:58:13.348 --> 00:58:17.348
1. เลย เสียดสี

875
00:58:17.349 --> 00:58:21.349
2 ไม่ได้เสียดสีเพราะเกลียด แต่เสียดสีเพราะ

876
00:58:21.352 --> 00:58:25.352
รัก ถ้าสังเกตการใช้คำของเขา

877
00:58:25.358 --> 00:58:29.358
สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ เริ่มต้น

878
00:58:29.358 --> 00:58:33.358
มาเลย ยังไม่ได้อ่านถึงตอนท้ายน่ะ เริ่มต้นก็รู้แล้ว

879
00:58:33.360 --> 00:58:37.360
ว่ารัก ทำไมถึงรู้ ถ้าคนมันเกลียด

880
00:58:37.361 --> 00:58:41.361
คนมันต้องอยากทำลายคนที่ตัวเองเกลียดถูกไหม แต่ถ้า

881
00:58:41.361 --> 00:58:45.361
สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้เธอเป็นไฟ เราจะเป็น

882
00:58:45.363 --> 00:58:49.363
ไม้ให้เธอเผาทำลายเอง นี่ก็คือ 1. แล้ว

883
00:58:49.366 --> 00:58:53.366
ที่ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้เกลียดแน่ ๆ แต่ทำไมเขา

884
00:58:53.367 --> 00:58:57.367
เขาถึงเสียดสีแบบนี้ล่ะ ก็มันสืบเนื้องม

885
00:58:57.369 --> 00:59:01.369
มาจากรัก แล้วมันช้ำ แล้วมันผิดหวังใน

886
00:59:01.370 --> 00:59:05.370
ความรักไง ถ้ามันผิดหวังในความรัก

887
00:59:05.370 --> 00:59:09.370
ถ้ามันไม่ได้คู่ครองกับเธอจริง ๆ

888
00:59:09.372 --> 00:59:13.372
ฉันทิ้งไปเสียเถอะ อันนี้คือบทประพันธ์นี้

889
00:59:13.373 --> 00:59:17.373
ตั้งแต่สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้น

890
00:59:17.374 --> 00:59:21.374
ถึงวิญญาณ์ เกิดไปอยู่ใต้

891
00:59:21.375 --> 00:59:25.375
รอยเท้า ให้เจ้า...ตายไปอยู่ใต

892
00:59:25.376 --> 00:59:29.376
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษ

893
00:59:29.377 --> 00:59:33.377
นานาไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอยฯ ถ้าไม่รักฉัน

894
00:59:33.377 --> 00:59:37.377
ก็ฆ่าฉันให้ตายเสียเถอะ อันนี้ก็คือบท

895
00:59:37.378 --> 00:59:41.378
ประพันธ์ที่เสียดสีนยะคะ ถ้าสังเกต

896
00:59:41.380 --> 00:59:45.380
บทประพันธ์นี้ จะต่างจาก 2 บท เมื่อกี้ ตรงที่ว่า

897
00:59:45.383 --> 00:59:49.383
มันไม่ได้เป็นไปตามฉันทลักษณ์

898
00:59:49.386 --> 00:59:53.386
แต่นี่ ก็เป็นอีกบทร้อยกรองที่เขา

899
00:59:53.388 --> 00:59:57.388
เรียกว่ากลอนเปล่านะคะ ซึ่งเป็น

900
00:59:57.388 --> 01:00:01.388
บทร้อยกรองที่ตอนนี้กำลังฮิต ถ้าสังเกต

901
01:00:01.389 --> 01:00:05.389
ว่าที่ได้่รับรางวัล ต่าง ๆ จะเป็นบทประพันธ์

902
01:00:05.390 --> 01:00:09.390
แบบกลอนเปล่า เพราะอะไร เพราะว่า

903
01:00:09.391 --> 01:00:13.391
ใช้คำแบบที่ไม่ต้องลงล็อกก็ได้ แต่

904
01:00:13.392 --> 01:00:17.392
เน้นกินใจ และต้องเน้นภาษาที่สั้น

905
01:00:17.393 --> 01:00:21.393
กระชัดเหมือนเดิม ถึงจะไม่ต้องบังคับฉันทลักษณ์

906
01:00:21.394 --> 01:00:25.394
แต่ก็ยังคง Concept ก็คือสั้น

907
01:00:25.395 --> 01:00:29.395
กระชับ ไมไ่ด้เป็นแบบร้อยแก้วนะคะ

908
01:00:29.396 --> 01:00:33.396
ต่อไป ข้อที่ 2 เมื้อกี้

909
01:00:33.399 --> 01:00:37.399
คือการพิจารณาน้ำเสียงนะ เวลาที่เรา

910
01:00:37.400 --> 01:00:41.400
จะวิจารณ์บทร้อยกรอง เราต้องพิจารณา

911
01:00:41.403 --> 01:00:45.403
ตั้งแต่ข้อ 1 ก่อน พิจารณาน้ำเสียง

912
01:00:45.404 --> 01:00:49.404
มีน้ำเสียงอย่างไรนะคะ ต่อไป การใช้

913
01:00:49.405 --> 01:00:53.405
ถ้อยคำของภาษา ของนี้ * เพราะ

914
01:00:53.406 --> 01:00:57.406
ว่าในการที่จะพิจารณาบทประพันธ์

915
01:00:57.406 --> 01:01:01.406
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือแนวคิด ภาษาคือสิ่งที่

916
01:01:01.408 --> 01:01:05.408
ผู้วิจารณ์ต้องตีความให้ได้ เพราะ

917
01:01:05.410 --> 01:01:09.410
อย่างที่บอกว่าเผื่อบางอันที่เป็น

918
01:01:09.410 --> 01:01:13.410
บังคับฉันทลักษณ์เขาก็จะมีข้อกำหนดว่าต้องใช้

919
01:01:13.418 --> 01:01:17.418
คำนี้ คำนี้ เพื่อให้มันลงล็อก  อยา่งเช่น ผู้หญิงนี่

920
01:01:17.420 --> 01:01:21.420
แทนที่จะใช้เป็นคำว่า "ผู้หญิง" เขาจะมีคำ

921
01:01:21.421 --> 01:01:25.421
อื่น ๆ เช่น นารี สตรี อะไรก็ว่าไป

922
01:01:25.422 --> 01:01:29.422
ดอกไม้ก็อาจจะเป็นบุพผา บุพชาติ

923
01:01:29.422 --> 01:01:33.422
นี่ก็คือคำต่าง ๆ ที่ทีความหมายเหมือนกัน

924
01:01:33.425 --> 01:01:37.425
แล้วเอามาใช้แทนได้ ดังนั้น ภาษาจึงเป็นสิ่ง

925
01:01:37.426 --> 01:01:41.426
ที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก

926
01:01:41.427 --> 01:01:45.427
นะคะ การพิจารณาภาษา

927
01:01:45.428 --> 01:01:49.428
ข้อแรก  1. เลย ความหมายตรงกับ

928
01:01:49.429 --> 01:01:53.429
ความหมายแฝง เพราะบทประพันธ์

929
01:01:53.431 --> 01:01:57.431
เขามักจะไม่ได้บอกความหมายตรง ๆ

930
01:01:57.432 --> 01:02:01.432
หรอกค่ะ เขามักจะบอกความหมายแฝง

931
01:02:01.432 --> 01:02:05.432
ซ่อนอยู่เสมอนะคะ เช่น ฉันเยาว์

932
01:02:05.433 --> 01:02:09.433
ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง

933
01:02:09.434 --> 01:02:13.434
มาหาความหมาย ฉันหวัง

934
01:02:13.438 --> 01:02:17.438
เก็บอะไรไปมากมาย สุดท้าย

935
01:02:17.439 --> 01:02:21.439
ให้กระดาษฉันปแผ่นเดียว กระดาษฉัน

936
01:02:21.442 --> 01:02:25.442
แผ่นเดียวนี่ ความหมายตรงคืออะไรคะ

937
01:02:25.443 --> 01:02:29.443
ความหมายของกระดาษแผ่นเดียวคืออะไร

938
01:02:29.444 --> 01:02:33.444
กระดาษแผ่นเดียวนี่

939
01:02:33.445 --> 01:02:37.445
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงหาความหมาย

940
01:02:37.446 --> 01:02:41.446
ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว กระดาษแผ่นเดี

941
01:02:41.448 --> 01:02:45.448
ความหมายตรงที่ว่าน่าจะหมายถึงอะไร ถ้าเป็น

942
01:02:45.449 --> 01:02:49.449
ความหมายตรงเลย ใช่เงินไหม

943
01:02:49.450 --> 01:02:53.450
กระดาษแผ่นเดียว คือแบงค์ธนบั

944
01:02:53.451 --> 01:02:57.451
ใช่ไหมคะ

945
01:02:57.453 --> 01:03:01.453
คืออะไร

946
01:03:01.453 --> 01:03:05.453
เมื่อกี้พี่ล่ามบอกแล้วนะคะ

947
01:03:05.455 --> 01:03:09.455
คืออะไร เรามาเรียนนี่

948
01:03:09.456 --> 01:03:13.456
ใบกระดาษแผ่นเดียวที่เราจะได้คืออะไร

949
01:03:13.457 --> 01:03:17.457
ไม่ใช่เงินแน่ ๆ เพราะว่าเงินเราได้หลาย ๆ ใบ คือใบ

950
01:03:17.458 --> 01:03:21.458
ปริญญา โอเคนะคะ นักศึกษา

951
01:03:21.459 --> 01:03:25.459
มาบัดทีนี้ มาช่วยตอบ ฉันเยาว์ ฉันเข

952
01:03:25.459 --> 01:03:29.459
ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังจะเก็บอะไรมากมาย

953
01:03:29.461 --> 01:03:33.461
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว บทประพันธ์นี้

954
01:03:33.463 --> 01:03:37.463
ถ้าตีความความหมายตรง กระดาษแผ่นเดียว

955
01:03:37.464 --> 01:03:41.464
จะหมายถึงใบขปริญญา แต่บทความที่เขาจะสื่อ

956
01:03:41.465 --> 01:03:45.465
บทประพันธ์นี้ สามารถตีความได้ว่า สิ่งที่เขาหวัง

957
01:03:45.465 --> 01:03:49.465
สิ่งที่เขาอยากได้ เขาไม่ได้อยากได้แค่ใบปริญญานะ

958
01:03:49.467 --> 01:03:53.467
เพราะเขาเปิดด้วยคำที่ว่า ฉันเยาว์ ฉันเขลา

959
01:03:53.469 --> 01:03:57.469
ฉันทึ่งก่อน นั่นแสดงว่าสิ่งที่เขาอยากได้

960
01:03:57.470 --> 01:04:01.470
คืออะไร ความรู้ นี่คือ

961
01:04:01.471 --> 01:04:05.471
ความหมายแฝงที่เขาแฝงอยู่ข้างใน โอเคนะ ถ้า

962
01:04:05.472 --> 01:04:09.472
ตอบได้แบบนี้แสดงว่าเรานี่เริ่มเก็ตแล้วว่า

963
01:04:09.473 --> 01:04:13.473
คืออะไร ความหมายตรงคืออะไร นักศึกษาถ้ามอง

964
01:04:13.474 --> 01:04:17.474
เป็นภาพแบบ ถ้าอ่านเผิน ๆ บทประพันธ์นี้เป็นความหมาย

965
01:04:17.475 --> 01:04:21.475
เชิงบวกหรือเชิงลบ สุดท้ายให้

966
01:04:21.479 --> 01:04:25.479
แค่ใบปริญญาของเขาน่ะ เป็นความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบ

967
01:04:25.480 --> 01:04:29.480
เชิงลบ ถูกไหม เพราะว่า

968
01:04:29.482 --> 01:04:33.482
เขาเหมือนกับว่า เขาอยากได้อะไรมากกว่านี้ นั่นแสดงว่า

969
01:04:33.483 --> 01:04:37.483
เมื่อกี้แหละเขาอยากได้ความรู้ ประสบการณ์ที่เขา

970
01:04:37.484 --> 01:04:41.484
ควรจะได้แต่ว่าสุดท้ายให้แผ่นเดียว เขารู้สึกว่า

971
01:04:41.486 --> 01:04:45.486
เขามาแล้ว เขาไม่ได้ในสั่งที่เขาอยากได้เต็มที่

972
01:04:45.487 --> 01:04:49.487
แต่สิ่งที่เขาได้ เขาได้ใบปริญญาติดฝาบ้าน

973
01:04:49.489 --> 01:04:53.489
แปลว่าเขากำลังจะบอกว่าเขาไม่เห็นจะได้ความรู้อย่างที่บอกไว้เลย

974
01:04:53.491 --> 01:04:57.491
ถูกไหมคะ ทีนี้ ครูบังเอิญ

975
01:04:57.492 --> 01:05:01.492
ไปเลื่อนเจอ Facebook นักศึกษา

976
01:05:01.493 --> 01:05:05.493
เขามีความเห็นต่างจากบทประพันธ์นี้มาก เขาบอกว่า

977
01:05:05.494 --> 01:05:09.494
ใบกระดาษแผ่นเดียวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แค่แผ่นเดียว

978
01:05:09.495 --> 01:05:13.495
มันเป็นช่วงรับปริญญาของราชมงคล 3 ปี

979
01:05:13.496 --> 01:05:17.496
ที่แล้ว ิันนี้ครุจำได้เลย ครู Capture ไว้ด้วย

980
01:05:17.510 --> 01:05:21.510
เขารับปริญญา เหมือนเขาเป็นชาวเขาแหละ

981
01:05:21.511 --> 01:05:25.511
พอได้ใบนี้เสร็จแล้วน่ะ เขาก็เขียน

982
01:05:25.512 --> 01:05:29.512
เป็นบทความผ่าน Facebook แล้วมีคนเข้าไปดูเยอะ ครูก็เลยเข้าไปอ่าน

983
01:05:29.512 --> 01:05:33.512
เขาบอกว่าใบกระดาษแค่แผ่นเดียว

984
01:05:33.514 --> 01:05:37.514
ของเขา มันไม่ใช่แค่แผ่นเดียว แต่มันหมายถึง

985
01:05:37.515 --> 01:05:41.515
ความภูมิใจของทุกคนในบ้านของเขา

986
01:05:41.516 --> 01:05:45.516
แค่แผ่นเดียวที่เขาถือไปน่ะ มันหมายถึง

987
01:05:45.516 --> 01:05:49.516
สิ่งที่พ่อกับแม่เขาฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่าอยากได้

988
01:05:49.517 --> 01:05:53.517
แต่ไม่มีโอกาสได้ อีใบแค่แผ่นเดียว ใบนี้แหละ

989
01:05:53.518 --> 01:05:57.518
สามารถที่จะทำให้ความฝันของพ่อของแม่เขาของน่ะ สำเร็จ

990
01:05:57.519 --> 01:06:01.519
ได้ด้วยใบกระดาษแผ่นเดียว เขาไม่รู้หรอกว่า

991
01:06:01.519 --> 01:06:05.519
เขาเรียนจบไปแล้ว เขาจะได้ทำงานตามวุฒิ

992
01:06:05.522 --> 01:06:09.522
ที่เขาเรียนมาหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาได้ในตอนนี้ คือ

993
01:06:09.523 --> 01:06:13.523
ความสุขที่ทุกคนในบ้านของเขาน่ะ มีต่อใบกระดาษ

994
01:06:13.524 --> 01:06:17.524
แผ่นเดียว ครูก็เลยถ้าสมมติว่า

995
01:06:17.525 --> 01:06:21.525
นักศึกษาจะเอาไปตีความ หรือว่าจะเอาไปวิจารณ์

996
01:06:21.528 --> 01:06:25.528
เหมือนกับว่าวิจารณ์บทประพันธ์ สิ่งที่เราวิจัย

997
01:06:25.530 --> 01:06:29.530
ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่คุณต้องมีเหตุผล ถูกไหมคะ

998
01:06:29.531 --> 01:06:33.531
ซึ่งถ้าคุณจะวิจารณ์ว่าสุดท้ายได้กระดาษแผ่นเดียว

999
01:06:33.531 --> 01:06:37.531
แสดงว่าบทประพันธ์นี้ แสดง

1000
01:06:37.533 --> 01:06:41.533
ที่อาจจะไม่มีค่าเท่าความรู้ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่

1001
01:06:41.535 --> 01:06:45.535
ผู้เขียนอยากจะได้รับ คุณก็วิจารณ์ไปในเชิงลบได้

1002
01:06:45.536 --> 01:06:49.536
แต่บางคนที่เขาเอาเขาเรียกว่าอะไร ความรู้สึก

1003
01:06:49.537 --> 01:06:53.537
ของเขา ความคิดที่มีแต่สิ่งที่เขาอ่าน เขาก็

1004
01:06:53.538 --> 01:06:57.538
เอาไปใส่ด้วย เขาก็อาจจะวิจารณ์ไปในเชิงบวกก็ได้

1005
01:06:57.539 --> 01:07:01.539
อย่างที่ครูพูดให้ฟังไปเมื่อกี้ ผู้หญิงคนนั้นนี่

1006
01:07:01.540 --> 01:07:05.540
เอาบทประพันธ์บทนี้มาแล้วเขาก็พูดถึงใบปริญญาว่า

1007
01:07:05.542 --> 01:07:09.542
มันไม่ใช่แค่ใบปริญญานะ แต่มันเป็นความสุข

1008
01:07:09.543 --> 01:07:13.543
ต่างหากล่ะ อันนี้ก็เป็นความหมายแฝงของผู้หญิงคนนี้ได้

1009
01:07:13.544 --> 01:07:17.544
เหมือนกันนะคะ นี่คือความหมายตรงกับความหมาย

1010
01:07:17.547 --> 01:07:21.547
แฝง ต่อไป ใช้คำ

1011
01:07:21.549 --> 01:07:25.549
ให้เกิดจินตภาพ 1. หาความหมายตรง

1012
01:07:25.549 --> 01:07:29.549
ความหมายแฝงให้ได้ 2. หาจินตภาพที่เกิด

1013
01:07:29.549 --> 01:07:33.549
ในบทประพันธ์นี้ให้ได้นะคะ จินตภาพ

1014
01:07:33.550 --> 01:07:37.550
ที่ว่ามันก็คือภาพ

1015
01:07:37.552 --> 01:07:41.552
ที่เราคิดเอาไว้นั่นล่ะ แต่ถ้าจิตภาพเ

1016
01:07:41.553 --> 01:07:45.553
เฉย ๆ นี่ มันก็จะมีแค่ภาพใช่ไหม แต่ถ้าเรา

1017
01:07:45.554 --> 01:07:49.554
จะวิจารณ์จินตภาพในบทประพันธ์

1018
01:07:49.555 --> 01:07:53.555
คุณสามารถที่จะเกิดภาพได้

1019
01:07:53.559 --> 01:07:57.559
ทั้งที่เป็นภาพจากสายตา

1020
01:07:57.561 --> 01:08:01.561
ภาพจากเสียง ภาพจากกลิ่น แล้วก็ภาพ

1021
01:08:01.562 --> 01:08:05.562
การสัมผัสก็ได้ เช่น

1022
01:08:05.563 --> 01:08:09.563
บทประพันธ์ชื่นชม

1023
01:08:09.564 --> 01:08:13.564
นางประแดง ในเรื่องระเด่นลันได

1024
01:08:13.566 --> 01:08:17.566
ครูจะชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ เพราะว่านางเอกในวรรณคดีไทยนีั่

1025
01:08:17.567 --> 01:08:21.567
จะชอบยกย่องว่าสวนอย่างนั้น สวนอย่างนี้ใช่ไหมคะ

1026
01:08:21.568 --> 01:08:25.568
แต่ว่านางประแดะ

1027
01:08:25.569 --> 01:08:29.569
ในวรรณคดีเรื่องระเด่นลันได เขาชม

1028
01:08:29.570 --> 01:08:33.570
นางเอกว่า สูงระหง์ทรงเพียวเรียวรูด

1029
01:08:33.571 --> 01:08:37.571
งามละไม้คล้ายอูฐกะหลาป๋า

1030
01:08:37.572 --> 01:08:41.572
พิษแต่หัวลามมาเท้า

1031
01:08:41.575 --> 01:08:45.575
ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ

1032
01:08:45.577 --> 01:08:49.577
พิจิตรบทประพันธ์ตั้งแต่

1033
01:08:49.578 --> 01:08:53.578
อันแรก สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้

1034
01:08:53.580 --> 01:08:57.580
คล้ายอูฐกะหลาป๋าไหมคะ

1035
01:08:57.581 --> 01:09:01.581
ใครที่คิดภาพไม่ออกว่าอูฐกลาป๋าเป็นอย่างไร

1036
01:09:01.583 --> 01:09:05.583
ก็คืออูฐนั่นแหละ ก็คือเดิน แล้วก็จะตูดแอ่น ๆ

1037
01:09:05.584 --> 01:09:09.584
คือ 1. นะ 2. พิศแต่หัวตลอดเท้า

1038
01:09:09.586 --> 01:09:13.586
ขาวแต่ตา แสดงว่าเป็นอย่างไร

1039
01:09:13.590 --> 01:09:17.590
ดำปี๋ โอเคไหม นี่ก็ให้เห็นภาพ

1040
01:09:17.590 --> 01:09:21.590
แล้ว สุดท้าย ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ

1041
01:09:21.597 --> 01:09:25.597
มันเป็นอย่างไร

1042
01:09:25.598 --> 01:09:29.598
ผิวตะปุ่มตะป่ำ

1043
01:09:29.599 --> 01:09:33.599
แบบลูกยอ ถ้าคนที่เคยเห็นลูกยอก็จะคิดภาพออก

1044
01:09:33.600 --> 01:09:37.600
แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเห็นก็จะคิดภาพไม่ออกนะคะ

1045
01:09:37.602 --> 01:09:41.602
ลูกยอ ก็เป็นผิวแบบตะปุ่มตะป่ำนั่นเอง

1046
01:09:41.603 --> 01:09:45.603
ฉะนั้น มันก็เลยเป็นว่าอ๋อในเรื่องนี้

1047
01:09:45.605 --> 01:09:49.605
เขาไม่ได้ให้เห็นแค่ภาพ หรือจินตภาพนะ บางทีใหเ้

1048
01:09:49.606 --> 01:09:53.606
เห็นเหมือนกับสัมผัสจับต้องด้วย โดยการใช้คำในการ

1049
01:09:53.607 --> 01:09:57.607
บรรยายนะคะ หรือ แล้วจินตภาพที่เป็นกลิ่น

1050
01:09:57.608 --> 01:10:01.608
มันจะได้กลิ่นได้อย่างไรนะคะ ครู

1051
01:10:01.609 --> 01:10:05.609
เคยอ่านเรืองหมาเน่าลอยน้ำ ของเยาวริน

1052
01:10:05.610 --> 01:10:09.610
เขาอธิบายลักษณะของหมาเน่า ที่ตัวมัน

1053
01:10:09.611 --> 01:10:13.611
กำลังพองแล้วกำลังพุ แล้วกำลังได้เต็มที่

1054
01:10:13.612 --> 01:10:17.612
ลอยน้ำมาทันใดนั้นเองมันชนกับผักตบชวา

1055
01:10:17.613 --> 01:10:21.613
ทำให้หนองที่อยู่ในตัวมันกระเด็นออกมา กระจาย

1056
01:10:21.618 --> 01:10:25.618
ไปทั่วผืนน้ำ นักศึกษาเห็นภาพไหมคะ ใคร...

1057
01:10:25.619 --> 01:10:29.619
ใครที่ไม่เห็นก็ลองคิดตามดูนะคะ

1058
01:10:29.621 --> 01:10:33.621
ไม่ได้แค่เห็นอย่างเดียวบางคนบอกว่า

1059
01:10:33.622 --> 01:10:37.622
เหมือนได้กลิ่นออกมาด้วย จากภาษาที่เขาใช้

1060
01:10:37.623 --> 01:10:41.623
มันก็เลยกลายเป็นว่า การที่คุณบอก

1061
01:10:41.623 --> 01:10:45.623
จินตภาพเกิดขึ้นได้นี่ มันใช่แค่เป็น

1062
01:10:45.625 --> 01:10:49.625
ภาพวาดเฉย ๆ หรือภาพในฝันหรือจินตนาการ

1063
01:10:49.625 --> 01:10:53.625
อย่างเดียว แต่มันอาจจะหมายถึงเสียง หมายถึงกลิ่น

1064
01:10:53.627 --> 01:10:57.627
กลิ่นหรือสัมผัสก็ได้ด้วยนะคะ

1065
01:10:57.628 --> 01:11:01.628
ยกตัวอย่าง บทประพันธ์บทนี้

1066
01:11:01.629 --> 01:11:05.629
อ่านออกเสียงหน่อยเพื่อกระตุ้นนักศึกษา

1067
01:11:05.630 --> 01:11:09.630
นิดหนึ่ง อ่านออกเสียงข้างบ้านมีสพจึงวุ่นวาย พนร้อมกัน

1068
01:11:09.630 --> 01:11:13.630
1 2 3

1069
01:11:13.631 --> 01:11:17.631

1070
01:11:17.631 --> 01:11:21.631

1071
01:11:21.632 --> 01:11:25.632

1072
01:11:25.635 --> 01:11:29.635

1073
01:11:29.636 --> 01:11:33.636

1074
01:11:33.637 --> 01:11:37.637

1075
01:11:37.638 --> 01:11:41.638

1076
01:11:41.639 --> 01:11:45.639

1077
01:11:45.641 --> 01:11:49.641

1078
01:11:49.643 --> 01:11:53.643

1079
01:11:53.644 --> 01:11:57.644

1080
01:11:57.646 --> 01:12:01.646

1081
01:12:01.650 --> 01:12:05.650

1082
01:12:05.651 --> 01:12:09.651

1083
01:12:09.654 --> 01:12:13.654

1084
01:12:13.657 --> 01:12:17.657

1085
01:12:17.658 --> 01:12:21.658

1086
01:12:21.661 --> 01:12:25.661

1087
01:12:25.665 --> 01:12:29.665

1088
01:12:29.670 --> 01:12:33.670

1089
01:12:33.672 --> 01:12:37.672
ให้คิดจินตภาพคนละ 1 อย่าง

1090
01:12:37.674 --> 01:12:41.674
หลังจากที่อ่านแล้ว

1091
01:12:41.674 --> 01:12:45.674
เกิดจินตภาพอะไรบ้างในเรื่องนี้

1092
01:12:45.675 --> 01:12:49.675
ห้ามซ้ำกัน เป็นภาพก็ได้ พ

1093
01:12:49.676 --> 01:12:53.676
เป็นเสียงก็ได้ เป็นกลิ่นก็ได้

1094
01:12:53.676 --> 01:12:57.676
ได้อะไรบ้าง คนละ 1 อย่าง

1095
01:12:57.678 --> 01:13:01.678
เอาเพื่อนหูด้วยนะคะ พี่ล่ามรบกวน

1096
01:13:01.679 --> 01:13:05.679
อันนี้ด้วย ให้คิดคนละ 1 อย่าง

1097
01:13:05.679 --> 01:13:09.679
จินตภาพ ภาพก็ได้ เสียง

1098
01:13:09.681 --> 01:13:13.681
ก็ได้ กลิ่นก็ได้ สัมผัสก็ได้ถ้ามันมี

1099
01:13:13.682 --> 01:13:17.682
นะคะ เริ่มใครจะตอก่อนคะ ยกมือค่ะ

1100
01:13:17.682 --> 01:13:21.682
ยกมือค่ะ ค่ะ เสียงอะไรคะ

1101
01:13:21.684 --> 01:13:25.684
เสียงอะไรคะ เสียงญาติ

1102
01:13:25.686 --> 01:13:29.686
คุยกันของญาติ 1 ค่ะ

1103
01:13:29.687 --> 01:13:33.687
เสียงร้องไห้ 2 ค่ะ

1104
01:13:33.689 --> 01:13:37.689
เป็นภาพคนช่วยงานศพ ค่ะ

1105
01:13:37.691 --> 01:13:41.691
ค่ะ

1106
01:13:41.692 --> 01:13:45.692
มีเสียงแล้วก็มีภาพแล้ว

1107
01:13:45.693 --> 01:13:49.693

1108
01:13:49.694 --> 01:13:53.694
มันซ้ำ ซ้ำแล้ว กลิ่นธูป

1109
01:13:53.696 --> 01:13:57.696
อันนี้ได้นะคะ นักศึกษา บางคนจะเถียงว่า

1110
01:13:57.698 --> 01:14:01.698
ไม่เห็นมีคำว่า "ธูป" เลยค่ะ แต่อ่านแล้วมันเห็นภาพ

1111
01:14:01.700 --> 01:14:05.700
ของงานศพใช่ไหม มันก็น่าจะมีจินตภาพ คือจินตนาการ

1112
01:14:05.701 --> 01:14:09.701
ได้ค่ะ

1113
01:14:09.702 --> 01:14:13.702
เสียงหมูคือร้องตอนโดนเชือด

1114
01:14:13.703 --> 01:14:17.703
โดนเชือด ภาพ...

1115
01:14:17.704 --> 01:14:21.704
มันซ้ำน่ะ มันซ้ำ

1116
01:14:21.706 --> 01:14:25.706

1117
01:14:25.707 --> 01:14:29.707

1118
01:14:29.710 --> 01:14:33.710
(อาจารย์หทัยวรรณ) ข้างบ้านวุ่นวาย

1119
01:14:33.712 --> 01:14:37.712
เลิกวุ่นวาย ภาพแบบเงียบสงบ

1120
01:14:37.713 --> 01:14:41.713
เสียงเพลง

1121
01:14:41.714 --> 01:14:45.714
เพื่อนหูเขายังได้ยินเสียงเพลง คนปกติไม่ได้ยิน

1122
01:14:45.715 --> 01:14:49.715
เสียงเพลงได้อย่างไรนี่ มันชัดขนาดนี้

1123
01:14:49.716 --> 01:14:53.716
ได้ค่ะ 1

1124
01:14:53.716 --> 01:14:57.716
โอเค

1125
01:14:57.718 --> 01:15:01.718
ภาพวัวที่กำลังผูกไว้รอกำลังที่จะ

1126
01:15:01.719 --> 01:15:05.719
อาจจะเป็นศพต่อไปค่ะ

1127
01:15:05.721 --> 01:15:09.721
อะไรอีกคะ

1128
01:15:09.721 --> 01:15:13.721

1129
01:15:13.723 --> 01:15:17.723

1130
01:15:17.725 --> 01:15:21.725
เพื่อน 2 คน ยังไม่ได้นะคะ

1131
01:15:21.728 --> 01:15:25.728
2 คนตะกี้ยังซ้ำอยู่นะ

1132
01:15:25.730 --> 01:15:29.730

1133
01:15:29.732 --> 01:15:33.732

1134
01:15:33.733 --> 01:15:37.733

1135
01:15:37.734 --> 01:15:41.734

1136
01:15:41.738 --> 01:15:45.738

1137
01:15:45.741 --> 01:15:49.741
ภาพอะไร ภาพอะไร

1138
01:15:49.743 --> 01:15:53.743
คนร้องไห้

1139
01:15:53.743 --> 01:15:57.743
ภาพคนร้องไห้ มีใครพูดยัง

1140
01:15:57.745 --> 01:16:01.745
เป็นเสียงนะ

1141
01:16:01.746 --> 01:16:05.746
เป็นเสียงร้องไห้ ให้ก็ได้ เหลืออีกคนหนึ่ง

1142
01:16:05.749 --> 01:16:09.749
พูดไปแล้ว พูดไปแล้ว เหลือ

1143
01:16:09.750 --> 01:16:13.750
อีกคนหนึ่ง

1144
01:16:13.751 --> 01:16:17.751
เงียบ

1145
01:16:17.752 --> 01:16:21.752
อ๋อ

1146
01:16:21.753 --> 01:16:25.753
คือความเสียใจทิ้งยังคงอยู่

1147
01:16:25.758 --> 01:16:29.758
โอเค นี่คือสิ่งที่เราต้องเขียนนะคะ

1148
01:16:29.759 --> 01:16:33.759
เวลาที่เราน่ะเจอในบทร้อยกรอง แล้วเราต้อง

1149
01:16:33.764 --> 01:16:37.764
เขียนออกมาให้ได้ว่ามีจินตภาพอะไรบ้าง

1150
01:16:37.765 --> 01:16:41.765
คอมค้าง

1151
01:16:41.766 --> 01:16:45.766
คอมฯ ค้างใช่ไหม ใช่

1152
01:16:45.767 --> 01:16:49.767

1153
01:16:49.768 --> 01:16:53.768

1154
01:16:53.769 --> 01:16:57.769
โอเค สิ่งที่เรา

1155
01:16:57.773 --> 01:17:01.773
ตอบมา ใช่หมด ถ้าครูบอกว่า

1156
01:17:01.774 --> 01:17:05.774
มันมี มีกลิ่นคาวเลือดหมู

1157
01:17:05.775 --> 01:17:09.775
ได้กลิ่นไหมคะ มีไหมคะ

1158
01:17:09.777 --> 01:17:13.777
ครูพูดได้ไหม มันเป็นจินตภาพของครูได้ไหม

1159
01:17:13.778 --> 01:17:17.778
ได้ เพราะครุอนุมานมาจากภาษาที่เขาใช้คื

1160
01:17:17.781 --> 01:17:21.781
หมูโดนเชือด โอเคไหม แล้วครู

1161
01:17:21.783 --> 01:17:25.783
จะจินตภาพว่ามันต้องมี

1162
01:17:25.784 --> 01:17:29.784
แบบเป็นป้ายข้างหน้าแล้วก็

1163
01:17:29.786 --> 01:17:33.786
เขียน เขียนอะไรต่าง ๆ  ได้ไหม

1164
01:17:33.787 --> 01:17:37.787
ได้เหมือนกัน เพราะในบทประพันธ์ก็มีเหมือนกัน

1165
01:17:37.788 --> 01:17:41.788
นะคะ ดังนั้น ไม่ใช่ว่า

1166
01:17:41.791 --> 01:17:45.791
เราน่ะ จะคิดแค่อย่างเดียวอย่างหนึ่งที่

1167
01:17:45.792 --> 01:17:49.792
เป็นภาพเท่านั้น คิดเป็นกลิ่นก็ได้ เมื่อกี้เพื่อนบอกว่ากลิ่นธูป

1168
01:17:49.792 --> 01:17:53.792
อันนี้ก็ได้เลย เพราะว่ามันไม่มีธูปหรอก ในเรื่อง

1169
01:17:53.794 --> 01:17:57.794
แล้วมันมีธูปแน่ ๆ เพราะมันเป็นงานศพ ไม่ได้ยิน

1170
01:17:57.797 --> 01:18:01.797
หรอกแต่คิดว่ามีเสียงแน่ ๆ ก็นี่ไง

1171
01:18:01.797 --> 01:18:05.797
เขาบอกว่ามีเพลงขับบันเทิงสมัย คือเพลงอะไร

1172
01:18:05.797 --> 01:18:09.797
งานศพ

1173
01:18:09.799 --> 01:18:13.799
ธรณีกันแสงนี่ เขาไม่ได้บอกหรอกว่าเป็นเพลงธรณีกันแสง

1174
01:18:13.800 --> 01:18:17.800
แต่เราอ่านแล้วเรามีเพลงธรณีกันแสงด้วย

1175
01:18:17.801 --> 01:18:21.801
อย่างนี้ อันนี้ก็คือเป็นภาพ หรือจินตภาพ

1176
01:18:21.804 --> 01:18:25.804
นะคะ ดังนั้น ตรงนี้แหละ ที่เราต้อง

1177
01:18:25.805 --> 01:18:29.805
พิจารณา แล้วก็ภาษา

1178
01:18:29.806 --> 01:18:33.806
ในส่วนของโวหาร ภาษาในส่วนของโวหาร

1179
01:18:33.807 --> 01:18:37.807
นี่ ก็จะมีพวกาภพพจน์ โวหารต่าง ๆ

1180
01:18:37.808 --> 01:18:41.808
ซึ่งภาพพจน์โวหารที่ว่า

1181
01:18:41.809 --> 01:18:45.809
เดี๋ยวนะคะ สักครู่นะ ครูรู้สึกว่า

1182
01:18:45.809 --> 01:18:49.809
สายมันหลุด ใช่ไหมคะ

1183
01:18:49.810 --> 01:18:53.810

1184
01:18:53.811 --> 01:18:57.811

1185
01:18:57.815 --> 01:19:01.815

1186
01:19:01.818 --> 01:19:05.818

1187
01:19:05.823 --> 01:19:09.823

1188
01:19:09.825 --> 01:19:13.825

1189
01:19:13.826 --> 01:19:17.826

1190
01:19:17.828 --> 01:19:21.828

1191
01:19:21.831 --> 01:19:25.831

1192
01:19:25.834 --> 01:19:29.834

1193
01:19:29.847 --> 01:19:33.847

1194
01:19:33.849 --> 01:19:37.849

1195
01:19:37.851 --> 01:19:41.851

1196
01:19:41.856 --> 01:19:45.856

1197
01:19:45.859 --> 01:19:49.859

1198
01:19:49.860 --> 01:19:53.860

1199
01:19:53.862 --> 01:19:57.862

1200
01:19:57.865 --> 01:20:01.865

1201
01:20:01.867 --> 01:20:05.867
โอเคค่ะ สวัสดีค่ะ โอเคค่ะ

1202
01:20:05.870 --> 01:20:09.870
เดี๋ยวเริ่มต่อเลยนะคะ

1203
01:20:09.872 --> 01:20:13.872
มา ต่อ ทีนี้มาดูโวหาร

1204
01:20:13.873 --> 01:20:17.873
ภาพพจน์นะคะ กลับมา กลับมา

1205
01:20:17.874 --> 01:20:21.874
โวหารภาพพจน์ ในภาษาไทยนี่

1206
01:20:21.876 --> 01:20:25.876
จริง ๆ แล้วเขาบอกว่ามีมากกว่า 258

1207
01:20:25.879 --> 01:20:29.879
แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นของเราที่จ้องไปรู้ขนาดนั้น

1208
01:20:29.879 --> 01:20:33.879
สิ่งที่เราต้องรู้ หลัก ๆ ก็คือ ไม่ว่า

1209
01:20:33.880 --> 01:20:37.880
มีกี่แบบก็ตาม แต่สิ่งที่มักจะเจอบ่อย...

1210
01:20:37.881 --> 01:20:41.881
สิ่งที่โวหารที่มักจะเจอบ่อย

1211
01:20:41.882 --> 01:20:45.882
ก็คือ 4 โวหารนี้ และครู

1212
01:20:45.883 --> 01:20:49.883
เชื่อว่าถ้านักศึกษาได้ไปทำงานที่ครูให้ ก็จะ

1213
01:20:49.884 --> 01:20:53.884
เจอ 4 โวหารนี้เช่นกัน 1. เลย อุปมา

1214
01:20:53.884 --> 01:20:57.884
2. อุปลักษณ์ 3.

1215
01:20:57.885 --> 01:21:01.885
บุคลาธิษฐาน แล้วก็ 4.

1216
01:21:01.887 --> 01:21:05.887
เริ่มจากอุปมากับอุปลักษณ์ก่อน

1217
01:21:05.888 --> 01:21:09.888
อุปมา คือ เปรียบเหมือน

1218
01:21:09.889 --> 01:21:13.889
ฉะนั้น

1219
01:21:13.890 --> 01:21:17.890
อุปมาจะมีลักษณะว่า คุณเช็กได้

1220
01:21:17.893 --> 01:21:21.893
จากคีย์เวิร์ด หรือวลีที่เขาใช้

1221
01:21:21.894 --> 01:21:25.894
ในการเปรียบ เช่น ดุจ ดั่ง

1222
01:21:25.895 --> 01:21:29.895
เหมือน ราว ราวกับ คล้าย

1223
01:21:29.896 --> 01:21:33.896
ประหนึ่ง เฉก เช่น เพี้ยง

1224
01:21:33.897 --> 01:21:37.897
ก็ใช่ หรือคำอื่น ๆ อีก ที่เป็นการ

1225
01:21:37.899 --> 01:21:41.899
เปรียบเทียบ เปรียบเหมือน โอเคนะคะ

1226
01:21:41.901 --> 01:21:45.901
ยกตัวอย่างเช่น

1227
01:21:45.902 --> 01:21:49.902
จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด

1228
01:21:49.903 --> 01:21:53.903
ให้เลือกหลั่งไหล แต่ยังมี

1229
01:21:53.904 --> 01:21:57.904
ร้าวราวใน เหมือนไฟเผาผลาญศรัทธา

1230
01:21:57.905 --> 01:22:01.905
มีคำว่า "เหมือน"

1231
01:22:01.906 --> 01:22:05.906
จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด

1232
01:22:05.907 --> 01:22:09.907
เปรียบเทียบ ก็คือจากเจ้า ก็คือจากคนที่รัก

1233
01:22:09.908 --> 01:22:13.908
กับโดนคนมาเฉือน

1234
01:22:13.910 --> 01:22:17.910
บางทีเขานี่ พยายาม

1235
01:22:17.911 --> 01:22:21.911
จะใช้คำให้ใันได้อารมณ์ความรู้สึกว่า

1236
01:22:21.912 --> 01:22:25.912
ถ้าเกิดว่าจากเจ้าเหมือนคนมาแทง จึก

1237
01:22:25.912 --> 01:22:29.912
แทงเจ็บแป๊บเดียวจบไหมคะ จบไหมคะ

1238
01:22:29.914 --> 01:22:33.914
เจ็บแป๊บเดียวจบนะคะ

1239
01:22:33.916 --> 01:22:37.916
แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเฉือน มันไม่จบน่ะสิ่

1240
01:22:37.917 --> 01:22:41.917
เพราะมันค่อย ๆ เจ็บ ทรมานช้าง ๆ

1241
01:22:41.918 --> 01:22:45.918
ทรมานไปเรื่อย ๆ มันก็เลยเปรียบเทียบ

1242
01:22:45.919 --> 01:22:49.919
ในลักษณะที่ว่าการจากเธอนี่มัน

1243
01:22:49.921 --> 01:22:53.921
เจ็บปวดแล้วก็ทรมานนะคะ

1244
01:22:53.922 --> 01:22:57.922
การใช้คำนะคะ โดยการเอาอุปมามาเปรียบเทียบ

1245
01:22:57.923 --> 01:23:01.923
ก็คือคำว่า "เหมือน" ดวงใจให้เลือดหลั่งไหล

1246
01:23:01.927 --> 01:23:05.927
แต่ยังมีร้าวรานใน เหมือนไฟเผาผลาญ

1247
01:23:05.928 --> 01:23:09.928
ศรัทธา นอกจากจะเจ็บปวดทรมานแล้ว

1248
01:23:09.930 --> 01:23:13.930
เหมือนกับการเผาผลาญศรัทธาทุกสิ่งทุกอย่าง

1249
01:23:13.930 --> 01:23:17.930
ของเขานะคะ ต่อไป

1250
01:23:17.932 --> 01:23:21.932
สังเกต ต่อไปเดี๋ยวดูอุปลักษณ์ก่อน

1251
01:23:21.932 --> 01:23:25.932
อุปลักษณ์ ก็เป็นความเปรียบเหมือนกัน แต่

1252
01:23:25.934 --> 01:23:29.934
คนภาษาไทยเขาจะรู้กันว่า อุปลักษณ์

1253
01:23:29.934 --> 01:23:33.934
เปรียบเหมือน ไม่ใช่ อุปมา เปรียบเหมือน

1254
01:23:33.936 --> 01:23:37.936
อุปลักษณ์เปรียบเป็น อันนี้คนภาษาไทย

1255
01:23:37.938 --> 01:23:41.938
รู้กัน เพราะอะไร เพราะอุปมาเขาจะใช้คำว่า

1256
01:23:41.939 --> 01:23:45.939
ราวกัน คล้าย เฉกเช่น นะ แต่

1257
01:23:45.940 --> 01:23:49.940
อุปลักษณ์เขาจะใช้เป็นคำว่า "เป็น" เช่น

1258
01:23:49.941 --> 01:23:53.941
ลูกเป็นแก้วตาดวงใจ

1259
01:23:53.942 --> 01:23:57.942
ของแม่ เธอเป็นนางฟ้าของฉัน

1260
01:23:57.943 --> 01:24:01.943
นี่ ก็คือเปรียบแหละ ลูกไม่ใช่แก้วตาจริง ๆ

1261
01:24:01.944 --> 01:24:05.944
แล้วก็เธอไม่ใช่นางฟ้าจริง ๆ แต่เปรียบเป็น

1262
01:24:05.946 --> 01:24:09.946
อันนี้ก็คือเปรียบโดยคำว่า "เป็น"

1263
01:24:09.949 --> 01:24:13.949
นะคะ อุปลักษณ์ จะต่างจากอุปมาตรงที่ว่า

1264
01:24:13.951 --> 01:24:17.951
อุปลักษณ์ บางครั้งสามารถละคำว่า "เป็น" กับ "คือ"

1265
01:24:17.951 --> 01:24:21.951
ได้ แต่มันก็ได้ใจความเหมือนกัน

1266
01:24:21.952 --> 01:24:25.952
เช่น แม่พูดกับลูกว่า

1267
01:24:25.954 --> 01:24:29.954
โธ แก้วตาดวงใจของแม่

1268
01:24:29.956 --> 01:24:33.956
ไม่มีคำว่า "เป็น" แต่รู้ไหมคะ จะใส่คำว่า "เป็น"

1269
01:24:33.957 --> 01:24:37.957
รู้ เราน่ะ ละเอาไว้ได้ ก็คือ

1270
01:24:37.958 --> 01:24:41.958
มันก็แปลว่า เธอเป็นแก้วตาดวงใจของแม่นั่นแหละ

1271
01:24:41.959 --> 01:24:45.959
นะคะ ฉะนั้น ถ้าเป็นอุปมา

1272
01:24:45.960 --> 01:24:49.960
ต้องมีคีย์เวิร์ด แต่ถ้าเป็นอุปลักษณ์

1273
01:24:49.963 --> 01:24:53.963
ละได้ แต่รู้กันว่ามันมีความหมาย ก็คือคำว่า "เป็น

1274
01:24:53.965 --> 01:24:57.965
ยกตัวอย่าง อุปลักษณ์

1275
01:24:57.967 --> 01:25:01.967
ถ้าเจอคีย์เวิร์ดง่าย ๆ เช่น ยิ้มเด็ฏ

1276
01:25:01.968 --> 01:25:05.968
คือ ยิ้มโลกบรรเทาโศกด้วยยิ้มฝัน

1277
01:25:05.969 --> 01:25:09.969
ฝันเด็กดั่งตะวัน สาดแสงงามยาม

1278
01:25:09.970 --> 01:25:13.970
อรุณ บทประพันธ์นี้

1279
01:25:13.972 --> 01:25:17.972
มีทั้งอุปลักษณ์ อุปลักษณ์ ก็คือยิ้มเด็ฏ

1280
01:25:17.972 --> 01:25:21.972
คือ ยิ้มโลก เขาต้องการจะเปรียบเทียบว่า ยิ้มของเด็ก

1281
01:25:21.972 --> 01:25:25.972
ทำให้โลกสดใสได้อย่างนี้ ฝันเด็กดั่ง

1282
01:25:25.973 --> 01:25:29.973
ตะวัน ฝันของเด็กนี่เหมือนกับ

1283
01:25:29.974 --> 01:25:33.974
แสงตะวันเลย เเพราะว่ามันดูสว่างดู

1284
01:25:33.975 --> 01:25:37.975
สดใส โอเคนะคะ นี่ก็คือ

1285
01:25:37.977 --> 01:25:41.977
การเปรียบ แต่อุปลักษณ์บางครั้ง

1286
01:25:41.979 --> 01:25:45.979
อาจจะไม่มีเป็นกับคือก็ได้เหมือน

1287
01:25:45.980 --> 01:25:49.980
ที่ครูพูโไว้เมื่อกี้ ก้ม ก้าาเคารพอภิวาท

1288
01:25:49.980 --> 01:25:53.980
พระปิ่นภพภูวนาถนาถา

1289
01:25:53.982 --> 01:25:57.982
ยับยั้งคอยฟังพระวาจา

1290
01:25:57.983 --> 01:26:01.983
จะบัญชาให้ยกโยธี

1291
01:26:01.984 --> 01:26:05.984
บางคนถ้าไม่เข้าใจความหมายของคำ

1292
01:26:05.984 --> 01:26:09.984
ของคำ ก็จะตีคำไม่ได้ ก็จะหาอุปลักษณ์

1293
01:26:09.986 --> 01:26:13.986
ไม่ได้ แต่ถ้าคนที่เข้าใจความหมายของคำว่า

1294
01:26:13.987 --> 01:26:17.987
อ๋อ พระปิ่นภพมันแปลว่าบุคคลสำคัญ

1295
01:26:17.988 --> 01:26:21.988
ของโลก คือปิ่น คือ ภพ ภพ ก็คือโลกนะ

1296
01:26:21.990 --> 01:26:25.990
ภูวนาทนาถา แปลว่า พระมหากษัตริย์

1297
01:26:25.991 --> 01:26:29.991
ดังนั้น ถ้าสมมติว่า

1298
01:26:29.993 --> 01:26:33.993
บทประพันธ์นี้จะมีอุปลักษณ์

1299
01:26:33.993 --> 01:26:37.993
นักศึกษาก็ต้องมาสงเกตว่าอะไรที่เป็น

1300
01:26:37.994 --> 01:26:41.994
อุปลักษณ์ได้ วรรคแรก

1301
01:26:41.996 --> 01:26:45.996
เขาบอกว่าก้มเก้าเคารพอภิวาท ก็คือการกราบ

1302
01:26:45.998 --> 01:26:49.998
กราบใครสักคนหนึ่งนี่ พระปิ่นภพภูวนาถนาถา

1303
01:26:49.998 --> 01:26:53.998
ภูวนาถนาถา พระ

1304
01:26:54.000 --> 01:26:58.000
ปิ่นภพภูวนาถนาภาป

1305
01:26:58.001 --> 01:27:02.001
แปลว่าอะไรคะ แปลว่า พระมหากษัตริย์

1306
01:27:02.002 --> 01:27:06.002
พระปิ่นภพ แปลว่า ยิ่งใหญ่

1307
01:27:06.002 --> 01:27:10.002
ระดับโลก ดังนั้น ถ้าเราจะตีความ เราก็ต้องตีคามว่า

1308
01:27:10.004 --> 01:27:14.004
ผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่

1309
01:27:14.007 --> 01:27:18.007
ถูกไหมคะ ดังนั้น พระปิ่นภพ

1310
01:27:18.008 --> 01:27:22.008
จึงเป็นอุปลักษณ์ที่ไม่ต้องมีคำว่า

1311
01:27:22.010 --> 01:27:26.010
เป็น กับคำว่า คือ ละได้ เพราะ

1312
01:27:26.010 --> 01:27:30.010
มันแปลความว่าเป็นพระมหากษัตริย์

1313
01:27:30.012 --> 01:27:34.012
ที่ยิ่งใหญ่ นี่เวลาที่คุณ

1314
01:27:34.013 --> 01:27:38.013
จะตีความในบทประพันธ์บางครั้งครูถึงบอกว่า

1315
01:27:38.016 --> 01:27:42.016
ภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นว่าเราต้อง

1316
01:27:42.016 --> 01:27:46.016
แปลออกให้ได้ก่อน ตีความให้ได้ก่อน คุณจึงจะสามารถตีความได้

1317
01:27:46.018 --> 01:27:50.018
ว่าในส่วนนี้มีภาพพจน์หรือไม่อย่างไร

1318
01:27:50.018 --> 01:27:54.018
นะคะ ยกตัวอย่าง

1319
01:27:54.020 --> 01:27:58.020
ดูผิวสินวลละอองอ่อน

1320
01:27:58.022 --> 01:28:02.022
มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น นักศึกษา

1321
01:28:02.025 --> 01:28:06.025
เขาบอกว่าให้ดูผิวสิ มะลิซ้อนนี่ดูดำ

1322
01:28:06.026 --> 01:28:10.026
ไปเลย แสดงว่าผิวเขาขาวหรือดำ

1323
01:28:10.027 --> 01:28:14.027
บางคนบอกดำ ผิวขาวหรือดำ

1324
01:28:14.028 --> 01:28:18.028
ขาว แต่เขาไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคนนี้

1325
01:28:18.029 --> 01:28:22.029
เป็นคนผิวขาว ถูกไหม

1326
01:28:22.031 --> 01:28:26.031
ดังนั้น ลักษณะของบทแรกที่ครูอ่าน

1327
01:28:26.032 --> 01:28:30.032
ไปเมื่อกี้ มันเป็นบทที่เป็นอุปลักษณ์

1328
01:28:30.033 --> 01:28:34.033
ที่ไม่ต้องมีคำว่า "เป็น" กับคำว่า "คือ"

1329
01:28:34.034 --> 01:28:38.034
แต่เรารู้กันว่ามันตีความได้ว่าเป็น

1330
01:28:38.034 --> 01:28:42.034
ผู้หญิงขาว โอเคนะคะ

1331
01:28:42.036 --> 01:28:46.036
อันนี้ได้ แต่

1332
01:28:46.039 --> 01:28:50.039
อันที่เป็นอุปมา งามโอษฐ์ยันไม้

1333
01:28:50.040 --> 01:28:54.040
อ่อน งามกรดังลายเลขา

1334
01:28:54.040 --> 01:28:58.040
อันนี้เป็นอุปมา เพราะมีคำว่า "ดัง"

1335
01:28:58.042 --> 01:29:02.042
งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน แปลว่าอะไร

1336
01:29:02.043 --> 01:29:06.043
ปากเขียวอ่อนไหมคะ

1337
01:29:06.044 --> 01:29:10.044
ไม่ใช่นะคะ งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน คือริมฝีปากบาง

1338
01:29:10.045 --> 01:29:14.045
เขาต้องการจะบอกว่าเป็นคนริมฝีปากบาง

1339
01:29:14.047 --> 01:29:18.047

1340
01:29:18.048 --> 01:29:22.048
ฉันจะกดรับ

1341
01:29:22.049 --> 01:29:26.049

1342
01:29:26.050 --> 01:29:30.050

1343
01:29:30.051 --> 01:29:34.051

1344
01:29:34.053 --> 01:29:38.053

1345
01:29:38.056 --> 01:29:42.056

1346
01:29:42.059 --> 01:29:46.059

1347
01:29:46.061 --> 01:29:50.061
ใครโทรมา หรือว่าเราโทรไป

1348
01:29:50.063 --> 01:29:54.063

1349
01:29:54.064 --> 01:29:58.064

1350
01:29:58.066 --> 01:30:02.066
ความที่ห้องมันรั้นน่ะนะ

1351
01:30:02.067 --> 01:30:06.067
ของตึก 17 มีแบบนี้ไหม

1352
01:30:06.069 --> 01:30:10.069

1353
01:30:10.070 --> 01:30:14.070

1354
01:30:14.071 --> 01:30:18.071

1355
01:30:18.072 --> 01:30:22.072
ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวตอ่อันนี้ต่อนะคะ

1356
01:30:22.075 --> 01:30:26.075
บุคลาธิษฐาน บุคลาธิษฐาน

1357
01:30:26.079 --> 01:30:30.079
ก็คือการที่เอา

1358
01:30:30.080 --> 01:30:34.080
สิ่งไม่มีชีวิตมาทำกิริยา

1359
01:30:34.082 --> 01:30:38.082
เช่น เถาตำลุงริมรั้วก็ยั่วทัก

1360
01:30:38.083 --> 01:30:42.083
ริมรั้วก็ยั่วทัก

1361
01:30:42.084 --> 01:30:46.084
ก็ยอมค่อย อะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้างคะ

1362
01:30:46.085 --> 01:30:50.085
เถาตำลึงริมรั่วก็ยั่วยัก

1363
01:30:50.085 --> 01:30:54.085
กระถินฝักดอกแคก็ย้อมค่อย

1364
01:30:54.087 --> 01:30:58.087
มะรุมรอมะละกอก็รอคอย

1365
01:30:58.087 --> 01:31:02.087
ใบหม่อนไหมน้อยก็น้อยตื่นตัว ลมลอดกอไผ่เป็น

1366
01:31:02.089 --> 01:31:06.089
เพลงล่อง ดงกล้วยใบตองก็ไกวทั่ว ม้าเอ๋ย

1367
01:31:06.090 --> 01:31:10.090
เอ๋ยอกข้าระทึกรัว กล้ากล้า

1368
01:31:10.092 --> 01:31:14.092
อะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้าง 1.

1369
01:31:14.092 --> 01:31:18.092
เถาตำลึงมันก็กำลังทำอะไร

1370
01:31:18.093 --> 01:31:22.093
ยั่วทัก แบบทักทาย

1371
01:31:22.095 --> 01:31:26.095
อะไรอีกคะ กระถิน แล้วก็ฝักดอกแค

1372
01:31:26.096 --> 01:31:30.096
แล้วก็ฝักดอกแค มันก็ทักทายเหมือนกัน -

1373
01:31:30.097 --> 01:31:34.097
ต่อไป มะรุม

1374
01:31:34.098 --> 01:31:38.098
แล้วก็มะละกอ มีบางห้อง

1375
01:31:38.099 --> 01:31:42.099
ตอบว่ามะรุมรอคืออะไรคะอาจารย์ มะรุม

1376
01:31:42.100 --> 01:31:46.100
มันกำลัง... กริยานะคะ รอ

1377
01:31:46.101 --> 01:31:50.101
มะรุมรอคือสายพันธุ์หนึ่งของมะละกอหรือเปล่า ไม่ใช่

1378
01:31:50.101 --> 01:31:54.101
อันนี้มะรุมกำลังรอแล้วมะละกอก็

1379
01:31:54.103 --> 01:31:58.103
รอเหมือนหัน อะไรอีกคะ ใบหม่อน

1380
01:31:58.104 --> 01:32:02.104
ไหมน้อย ก็แบบ ก็ตื่นตัวตลอดเวลา

1381
01:32:02.104 --> 01:32:06.104
อะไรอีกคะ

1382
01:32:06.106 --> 01:32:10.106
อะไรลอด ล่ม ก็ทำกิริยา ก็คือ

1383
01:32:10.107 --> 01:32:14.107
ลอดกอไผ่อยู่

1384
01:32:14.110 --> 01:32:18.110
แล้วก็ดงกล้วย ข้างล่างใช่ไหม

1385
01:32:18.111 --> 01:32:22.111
ม้าเอ๋ยอกข้าระทึกรัว ใช่ไหม ไม่ใช่

1386
01:32:22.112 --> 01:32:26.112
อันนี้ม้ามันไม่ได้ทำกิริยา แค่เรา

1387
01:32:26.114 --> 01:32:30.114
บอกม้าเฉย ๆ ว่าม้าเอ๋ย อกข้าระทึกรัว

1388
01:32:30.115 --> 01:32:34.115
ก็เลยมีแค่นี้นะคะ อันนี้ บุคลาธิษฐาน

1389
01:32:34.115 --> 01:32:38.115
ก็อาจจะเจอบ่อยเหมือนกัน

1390
01:32:38.117 --> 01:32:42.117

1391
01:32:42.118 --> 01:32:46.118
พี่ล่ามค่ะ ฝาก... โอเค

1392
01:32:46.121 --> 01:32:50.121
โอเคค่ะ

1393
01:32:50.122 --> 01:32:54.122
เดี๋ยวรอก่อนก็ได้

1394
01:32:54.123 --> 01:32:58.123

1395
01:32:58.124 --> 01:33:02.124

1396
01:33:02.125 --> 01:33:06.125

1397
01:33:06.128 --> 01:33:10.128

1398
01:33:10.131 --> 01:33:14.131
(ล่าม) สวัสดีค่ะ

1399
01:33:14.134 --> 01:33:18.134

1400
01:33:18.138 --> 01:33:22.138

1401
01:33:22.139 --> 01:33:26.139

1402
01:33:26.140 --> 01:33:30.140

1403
01:33:30.141 --> 01:33:34.141

1404
01:33:34.143 --> 01:33:38.143

1405
01:33:38.146 --> 01:33:42.146

1406
01:33:42.150 --> 01:33:46.150

1407
01:33:46.151 --> 01:33:50.151

1408
01:33:50.153 --> 01:33:54.153

1409
01:33:54.155 --> 01:33:58.155

1410
01:33:58.157 --> 01:34:02.157

1411
01:34:02.158 --> 01:34:06.158

1412
01:34:06.161 --> 01:34:10.161

1413
01:34:10.163 --> 01:34:14.163

1414
01:34:14.165 --> 01:34:18.165

1415
01:34:18.166 --> 01:34:22.166

1416
01:34:22.172 --> 01:34:26.172

1417
01:34:26.174 --> 01:34:30.174
โอเคนะคะพี่ล่าม พี่ล่ามมาแล้วนะคะ โอเค

1418
01:34:30.176 --> 01:34:34.176
ค่ะ เดี๋ยวต่อเลย

1419
01:34:34.178 --> 01:34:38.178
นะคะ ทำไมวันนี้สายหลุดบ่อย

1420
01:34:38.181 --> 01:34:42.181
มาค่ะ กลับมา กลับมา เด็ก ๆ

1421
01:34:42.182 --> 01:34:46.182
สาว ๆ มา ต่อไปนะคะ สัญลักษณ์

1422
01:34:46.183 --> 01:34:50.183
สัญลักษณ์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง

1423
01:34:50.183 --> 01:34:54.183
ที่พบบ่อยเหมือนกัน คราวนี้สัญลักษณ์นี่

1424
01:34:54.187 --> 01:34:58.187
เป็นภาพพจน์ที่ใช้ในการเปรียบ แต่ไม่

1425
01:34:58.190 --> 01:35:02.190
เปรียบเทียบเหมือนกับอุปมากับอุปลักษณ์ แต่สัญลักษณ์

1426
01:35:02.191 --> 01:35:06.191
จะเป็นในลักษณะที่ว่าเอาสิ่งหนึ่ง

1427
01:35:06.193 --> 01:35:10.193
มาแทนสิ่งหนึ่ง เช่น

1428
01:35:10.194 --> 01:35:14.194
เราน่ะ อยู่เมืองย่าโม

1429
01:35:14.194 --> 01:35:18.194
สัญลักษณ์ของเรา เราก็มันจะถูกเรียกว่าเป็น

1430
01:35:18.195 --> 01:35:22.195
หลานสาวย่าโม โอเคไหม

1431
01:35:22.195 --> 01:35:26.195
นี่คือสัญลักษณ์คือเอาสิ่งหนึ่งมาแทนสิ่งหนึ่ง

1432
01:35:26.197 --> 01:35:30.197
เป็นลักษณะที่เราเข้าใจได้ ชัดเจนนะคะ

1433
01:35:30.198 --> 01:35:34.198
สัญลักษณ์ที่ว่าจะมีทั้งแบบขนบและแบบสากล

1434
01:35:34.200 --> 01:35:38.200
แบบขนบ ก็คือ

1435
01:35:38.201 --> 01:35:42.201
ในแต่ละท้องที่ หรือวัฒนธรรมนั้น ๆ  นี่ จะเข้าใจ

1436
01:35:42.202 --> 01:35:46.202
และเข้าใจเป็นกันเอง... ด้วยกันดีว่าอันนี้คือ

1437
01:35:46.203 --> 01:35:50.203
อะไร สัญลักษณ์นี้แปลว่าอะไร ส่วนแบบสากล ก็คือ

1438
01:35:50.204 --> 01:35:54.204
โดยทั่วไปเข้าใจโดยทั่วไป เช่น

1439
01:35:54.205 --> 01:35:58.205
สีขาวเหมือนกัน สีขาวถ้าเป็นสัญลักษณ์

1440
01:35:58.206 --> 01:36:02.206
แบบขนบ ก็คือสีขาวบนธงชาติ

1441
01:36:02.207 --> 01:36:06.207
ไทย แปลว่าอะไรคะ

1442
01:36:06.209 --> 01:36:10.209
สีขาว ในผืนธงชาติไทยนี่แปลว่าอะไร

1443
01:36:10.210 --> 01:36:14.210
ในธงชาติไทย

1444
01:36:14.211 --> 01:36:18.211
สีขาวในธงชาติไทย

1445
01:36:18.212 --> 01:36:22.212
แปลว่าอะไร

1446
01:36:22.213 --> 01:36:26.213
ศาสนา โอเคไหม นี่คือแบบขนบ

1447
01:36:26.215 --> 01:36:30.215
สีขาว ในธงชาติไทย แล้วถ้าสีขาว

1448
01:36:30.220 --> 01:36:34.220
แบบสากลทั่วไป เป็นสัญลักษณ์ของความ

1449
01:36:34.221 --> 01:36:38.221
บริสุทธิ์ คราวนี้ถ้าครูบอกว่า ถ้า

1450
01:36:38.222 --> 01:36:42.222
เราไปเป็นครูแล้วน่ะ มันก็จะมีขนบของเราเพิ่มขึ้นมา

1451
01:36:42.223 --> 01:36:46.223
อีก เช่น โรงเรียน จะมีโรงเรียน

1452
01:36:46.224 --> 01:36:50.224
สีขาว เคยได้ยินไหมคะ เขาจะติดป้ายใหญ่ ๆ

1453
01:36:50.225 --> 01:36:54.225
หน้าโรงเรียน โรงเรียนสีขาว ไอ้สีขาว

1454
01:36:54.227 --> 01:36:58.227
ที่ว่านั้นน่ะแปลว่าอะไรคะ โรงเรียนนี้

1455
01:36:58.228 --> 01:37:02.228
อยู่ในโครงกาอะไรคะ

1456
01:37:02.232 --> 01:37:06.232
ปลอดยาเสพติด โอเคไหม บางคนบอกว่าเป็นโรงเรียนที่

1457
01:37:06.233 --> 01:37:10.233
เคร่งศาสนา เป็นอะไรที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ใช่ เราจะสังเกต

1458
01:37:10.234 --> 01:37:14.234
ว่าขาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันนะ

1459
01:37:14.235 --> 01:37:18.235
สัญลักษณ์นี่ ให้สังเกตดี ๆ ไม่ใช่ว่า

1460
01:37:18.236 --> 01:37:22.236
แบบนี้มาโดยตลอด ว่าสัญลักษณ์นี้มันเป็นแบบนี้

1461
01:37:22.238 --> 01:37:26.238
แปลว่าแบบนี้เท่านั้น ไม่ใช่ คุณต้องสังเกตด้วยว่า

1462
01:37:26.239 --> 01:37:30.239
ใช้ในบริบทไหนในขนบไหน

1463
01:37:30.240 --> 01:37:34.240
เช่น สีขาวบนะงชาติไทยเมื่อกี้ที่ครูบอกว่า

1464
01:37:34.241 --> 01:37:38.241
มันไม่ได้แปลว่าความบริสุทธิ์ มันไม่ได้แปลว่าปลอดยาเสพติด

1465
01:37:38.242 --> 01:37:42.242
นะ แต่มันแปลว่า ศาสนา แต่ถ้าบอกว่าโรงเรียน

1466
01:37:42.243 --> 01:37:46.243
สีขาว อันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนปลอดยาเสพติด

1467
01:37:46.243 --> 01:37:50.243
แต่ถ้าสีขาวโดยทั่วไปจะแปลว่าความบริสุทธิ์

1468
01:37:50.247 --> 01:37:54.247
เหมือนกัน นกพิราบ

1469
01:37:54.248 --> 01:37:58.248
ถ้าเป็นในอดีต นกพิราบของเราเป็นสัญลักษณ์ของการ...

1470
01:37:58.249 --> 01:38:02.249
ของการเวลาจะส่งจดหมาย

1471
01:38:02.250 --> 01:38:06.250
หากันต้องส่งทางนกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ ของการ

1472
01:38:06.251 --> 01:38:10.251
สื่อสาร โอเคนะ แต่ถ้าบอกว่า

1473
01:38:10.251 --> 01:38:14.251
คุณไปเจอนกพิราบ หรือบางทีเขาจะเป็นป้าย

1474
01:38:14.253 --> 01:38:18.253
ใหญ่ ๆ นะ แล้วก็จะมีตราสัญลักษณ์นกพิราบอยู่

1475
01:38:18.254 --> 01:38:22.254
อันนั้นจะแปล่าอะไรคะ

1476
01:38:22.256 --> 01:38:26.256
สันติภาพ เสรีภาพ เป็นต้นนะคะ

1477
01:38:26.258 --> 01:38:30.258
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องสังเกตว่า เวลาที่

1478
01:38:30.259 --> 01:38:34.259
คุณน่ะไปเจอสัญลักษณ์ในบทประพันธ์คุณต้องตี

1479
01:38:34.261 --> 01:38:38.261
ความออกมาให้ได้นะคะ

1480
01:38:38.265 --> 01:38:42.265
ยกตัวอย่าง บทประพันธ์ที่ใช้

1481
01:38:42.269 --> 01:38:46.269
สัญลักษณ์ ดอกรักกำลังจะบาน

1482
01:38:46.270 --> 01:38:50.270
กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทม

1483
01:38:50.272 --> 01:38:54.272
หนาวน้ำตา มาห้อมห่ม หัวใจเอย

1484
01:38:54.274 --> 01:38:58.274
เจ้าเลยลา ครู...

1485
01:38:58.276 --> 01:39:02.276
ครูอะไรนะ ครูเน้นให้แล้วว่าอะไรมันคือ

1486
01:39:02.277 --> 01:39:06.277
สัญลักษณ์อย่างเช่น อันแรกดอกรักกำลังจะบาน

1487
01:39:06.278 --> 01:39:10.278
ให้เราช่วยแปลว่าดอกรักเป็นสัญลักษณ์ของดะไ

1488
01:39:10.280 --> 01:39:14.280

1489
01:39:14.282 --> 01:39:18.282
ความรัก โอเคนะ บางทีเขาอาจจะใช้

1490
01:39:18.283 --> 01:39:22.283
คำง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ แหละ แต่ว่าบางคนก็อาจจะยังไม่

1491
01:39:22.285 --> 01:39:26.285
เข้าใจนะคะ ดอกรักก็คือความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

1492
01:39:26.286 --> 01:39:30.286
เขาเปรียบเทียบเหมือนกับดอกไม้ที่กำลังจะบาน

1493
01:39:30.290 --> 01:39:34.290
กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทน ลั่นทนแปลว่าอะไร

1494
01:39:34.291 --> 01:39:38.291
ลั่นทมเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความโศกเศร้า

1495
01:39:38.291 --> 01:39:42.291
ความทุกข์ใจ หนาวน้ำตามาห้อมห่ม

1496
01:39:42.292 --> 01:39:46.292
น้ำตาก็เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน น้ำตาก็แทนความ

1497
01:39:46.293 --> 01:39:50.293
เสียใจเหมือนกัน ฉะนั้นบทประพันธ์นี้เขาก็เลยบอกว่า

1498
01:39:50.294 --> 01:39:54.294
ความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

1499
01:39:54.294 --> 01:39:58.294
แต่ก็ต้องเศร้าเสียแล้ว ก็ต้อง

1500
01:39:58.295 --> 01:40:02.295
เอาน้ำตานี่มาแทนความเศร้าของตัวเอง

1501
01:40:02.297 --> 01:40:06.297
โศกเศร้ารักยังไม่ได้เริ่มเลยกลับเศร้าก่อน อันนี้คือบทประ

1502
01:40:06.299 --> 01:40:10.299
สั้น ๆ ของบทประพันธ์นี้นะคะ

1503
01:40:10.300 --> 01:40:14.300
อีกบทหนึ่ง ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด

1504
01:40:14.301 --> 01:40:18.301
ไม่มีใครไม่เคยขลาดมาแต่ต้น

1505
01:40:18.302 --> 01:40:22.302
เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน

1506
01:40:22.302 --> 01:40:26.302
หลังพายุผ่านพ้นจึงสร่างซา

1507
01:40:26.304 --> 01:40:30.304
ครูขีดเส้นใต้ให้แล้วว่าอะไรเป็นสัญลักษณ์

1508
01:40:30.304 --> 01:40:34.304
พวกเราลองตีความดูสิ ว่าสัญลักษณ์อันนี้มันแทนอะไร

1509
01:40:34.306 --> 01:40:38.306
เมฆแทนอะไรคะ

1510
01:40:38.306 --> 01:40:42.306
เมฆ เมฆ

1511
01:40:42.307 --> 01:40:46.307
มันแทนอะไร

1512
01:40:46.308 --> 01:40:50.308
สัญลักษณ์แทนอะไร เมฆมันแทนสว่างเหรอ

1513
01:40:50.310 --> 01:40:54.310
ย่อมมีความมืดมน

1514
01:40:54.311 --> 01:40:58.311
ความดี ผิด อ่านดูดี ๆ

1515
01:40:58.311 --> 01:41:02.311
มันไม่มีทางเป็นไปในเชิงบวกได้เลยนะนักศึกษา

1516
01:41:02.312 --> 01:41:06.312
ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด ไม่มีใคร

1517
01:41:06.313 --> 01:41:10.313
ไม่เคยขลาดมาแต่ต้น เมื่อมีเมฆย่อมมี

1518
01:41:10.316 --> 01:41:14.316
ความมืดมน

1519
01:41:14.319 --> 01:41:18.319
เมฆสีดำ เดี๋ยวมันแทนแะไร สัญลักษณ์แทนอะไร

1520
01:41:18.320 --> 01:41:22.320
เรื่องดี ดี

1521
01:41:22.324 --> 01:41:26.324
ดีเหรอ มันกลายเป็นมืดมนนะ ถ้ามันดีมันจะมืดมน

1522
01:41:26.325 --> 01:41:30.325
ไหม มันต้องเป็นอะไร

1523
01:41:30.326 --> 01:41:34.326
ที่ทำให้มืดมน เศร้า มันมีอะไร

1524
01:41:34.326 --> 01:41:38.326
เข้ามา เราทำงานอยู่ แล้วมันไม่ประสบ

1525
01:41:38.329 --> 01:41:42.329
ความสำเร็จ มันมีอะไรเข้ามา อุปสรรค

1526
01:41:42.330 --> 01:41:46.330
ต้องใบ้ขนาดนั้นเลยทีเดียว เมื่อ

1527
01:41:46.332 --> 01:41:50.332
มรเมฆ ก็คือเมฆแทนอุปสรรค ย่อมมีความมืดมัน มืดม

1528
01:41:50.336 --> 01:41:54.336
แทนอะไร มันมีอุปสรรคมา มันก็เลย

1529
01:41:54.339 --> 01:41:58.339
ผิดหวัง โอเค มา

1530
01:41:58.341 --> 01:42:02.341
หลังพายุผ่านพ้น พายุ

1531
01:42:02.342 --> 01:42:06.342
ครูเคลมว่ามันเป้นเหมือนเมฆได้ไหม

1532
01:42:06.344 --> 01:42:10.344
มันเป็นอุปสรรคเหมือนเมฆได้ไหม ได้ ำ

1533
01:42:10.345 --> 01:42:14.345
พายุก็คือหลังจากอุปสรรคผ่านพ้นไปจึงสร่างซา

1534
01:42:14.347 --> 01:42:18.347
สร่างซามันถึงจะแปลว่า

1535
01:42:18.352 --> 01:42:22.352
โล่ง ความอะไร

1536
01:42:22.353 --> 01:42:26.353
มันมีอุปสรรค มันทำให้ผิดหวัง พอ

1537
01:42:26.354 --> 01:42:30.354
มันอุปสรรคผ่านไปมันก็จะมีความสำเร็จ โอเค

1538
01:42:30.354 --> 01:42:34.354
นะคะ ไปค่อย ๆ เรียนรู้ไป

1539
01:42:34.356 --> 01:42:38.356
สิ่งที่เราต้องพิจารณาในการวิตจารณ์

1540
01:42:38.357 --> 01:42:42.357
ในการวิจารณ์ เราก็ต้องดูว่ามีภาพพจน์อะไรบ้าง ภาพพจน์

1541
01:42:42.358 --> 01:42:46.358
แบบใดบ้าง เมื่อกี้พูดไปสอนไปมี 4 ภาพพจน์

1542
01:42:46.359 --> 01:42:50.359
แล้วก็อธิบายมาให้ได้ว่าแล้วภาพพจน์

1543
01:42:50.360 --> 01:42:54.360
ลักษณะอย่างไร ตีความแบบไหน ครูพาตีความ

1544
01:42:54.361 --> 01:42:58.361
ก็ต้องตีความออกมาให้ได้แบบนั้นนะคะ

1545
01:42:58.362 --> 01:43:02.362
ต่อไป รูปแบบคำประพันธ์

1546
01:43:02.362 --> 01:43:06.362
รูปแบบคำประพันธ์นี่มีทั้งหมด 3

1547
01:43:06.364 --> 01:43:10.364
รูปแบบแรกคือรูปแบบตายตัว หรือตามตัว

1548
01:43:10.365 --> 01:43:14.365
ก็คือรูปแบบที่เป็นบังคับฉันทลักษณ์ของไทย

1549
01:43:14.367 --> 01:43:18.367
เลย ไม่ว่าจะเป็น โคลง โคลงสี่สุภาพ

1550
01:43:18.368 --> 01:43:22.368
ก็จะมีรูปแบบที่บังคับฉันทลักษณ์ เอก 7 โท 4

1551
01:43:22.369 --> 01:43:26.369
ก็ว่าไปหรือรูปแบบกาพย์ยานี 11

1552
01:43:26.370 --> 01:43:30.370
ก็จะมีบังคับฉันทลักษณ์ ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6

1553
01:43:30.372 --> 01:43:34.372
แล้วก็การคล้องจอง รูปแบบกลอนสุภาพ

1554
01:43:34.373 --> 01:43:38.373
หรือกลอนแปดก็จะมี 7-9 คำ

1555
01:43:38.373 --> 01:43:42.373
แล้วก็กลอนดอกสร้อย ขึ้นต้นด้วย เอย ลงท้ายด้วย เอย

1556
01:43:42.375 --> 01:43:46.375
ที่ครูเอาขึ้นมา เป็นแค่ยกตัวอย่างให้ดูเฉย ๆ

1557
01:43:46.378 --> 01:43:50.378
ว่ารูปแบบของคำประพันธ์แท้ ๆ จริง ๆ มีมากกว่านี้ แต่

1558
01:43:50.379 --> 01:43:54.379
อันนี้คือยกตัวอย่างมาให้ว่าแต่ละรูปแบบก็จะมีฉันทลักษณ์

1559
01:43:54.381 --> 01:43:58.381
บังคับฉันทลักษณ์แตกต่างกันไป ต่อไป

1560
01:43:58.382 --> 01:44:02.382
รูปแบบกลอนอิสระ รูปแบบ

1561
01:44:02.383 --> 01:44:06.383
อิสระ ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์ เช่นที่ครูให้

1562
01:44:06.384 --> 01:44:10.384
นักศึกษาอ่านสูเป็นไฟ เราเป็นไม้อันนี้แหละค่ะ

1563
01:44:10.386 --> 01:44:14.386
อันนี้เป็น เขาจะเรียกว่ากลอนเปล่า หรือว่ากลินอิสระ

1564
01:44:14.387 --> 01:44:18.387
นะคะ จะเป็นวัฒนธรรมที่เรารับ

1565
01:44:18.387 --> 01:44:22.387
อิทธิพลมาจากตะวันตก มี

1566
01:44:22.387 --> 01:44:26.387
ระยะห่างบรรทัดมากกว่าปกติ ลักษณะ

1567
01:44:26.389 --> 01:44:30.389
ของประโยคจะสั้นหระชับ

1568
01:44:30.390 --> 01:44:34.390
แล้วก็จะมีความใหม่ ประโยคที่ใหม่ ยกตัวอย่าง

1569
01:44:34.390 --> 01:44:38.390
บางคนฝากดวงดาวไปบอก

1570
01:44:38.394 --> 01:44:42.394
คนรักว่าคิดถึง หลายคนฝากสายลม

1571
01:44:42.397 --> 01:44:46.397
สายฝน สำหรับฉัน

1572
01:44:46.397 --> 01:44:50.397
ได้แต่เก็บความรู้สึกเช่นนั้นไว้กับตัวเอง

1573
01:44:50.399 --> 01:44:54.399
และปล่อยให้มันเผาไหม้หัวใจฉัน

1574
01:44:54.400 --> 01:44:58.400
จนเป็นสีดำ เคยไหมที่

1575
01:44:58.401 --> 01:45:02.401
คุณพบใครบางคนสายไป แล้วหัวใจ

1576
01:45:02.402 --> 01:45:06.402
คุณกลายเป็นสีดำ บางคนบอก ทำไมหนูอ่านแล้วมันเหมือน

1577
01:45:06.403 --> 01:45:10.403
ร้อยแก้วธรรมดา มันเป็นลักษณะคล้าย

1578
01:45:10.405 --> 01:45:14.405
กับร้อยแก้วธรรมดานั่นแหละค่ะ แต่เขาจะมีการ

1579
01:45:14.406 --> 01:45:18.406
เขียนให้เป็นรูปแบบของกลอน

1580
01:45:18.407 --> 01:45:22.407
ก็เลยเรียกกลอนชนิดนี้ว่า "กลอนเปล่า"

1581
01:45:22.408 --> 01:45:26.408
ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์นั่นเองนะคะ

1582
01:45:26.410 --> 01:45:30.410
ต่อไป

1583
01:45:30.410 --> 01:45:34.410
วรรณรูป วรรณรูปก็คือการสร้าง

1584
01:45:34.412 --> 01:45:38.412
ด้วยอักษร การสร้างภาพด้วยอักษร

1585
01:45:38.413 --> 01:45:42.413
วรณณะ คือ ภาษา รูปก็คือภาพ

1586
01:45:42.413 --> 01:45:46.413
ฉะนั้น วรรณรูป ก็คือ

1587
01:45:46.414 --> 01:45:50.414
การใช้ภาษาในการสร้างภาพ เช่น บทประพันธ์

1588
01:45:50.416 --> 01:45:54.416
เรื่อง หยาดฝน เขาทำเป็นรูปหยด

1589
01:45:54.417 --> 01:45:58.417
น้ำฝนอยู่นักศึกษาเห็นไหมคะ ถ้าใครไม่เห็นก็เห็น

1590
01:45:58.418 --> 01:46:02.418
เป็นหยดฝนนะคะ เพราะว่าเขาพยายามทำให้เราเห็นเป็นหยดฝน

1591
01:46:02.419 --> 01:46:06.419
นะคะ ถึงบางคนจะบอกว่าเป็นสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมก็ว่าไป

1592
01:46:06.420 --> 01:46:10.420
อันนี้คือเขาตั้งใจทำให้เป็นหยดฝนนะคะ

1593
01:46:10.421 --> 01:46:14.421
เขาพูดถึงเด็กกับสาว

1594
01:46:14.424 --> 01:46:18.424
ที่มองน้ำฝนต่างกัน

1595
01:46:18.425 --> 01:46:22.425
เด็กคนนั้น มองสายฝนภายนอกหน้าต่าง

1596
01:46:22.427 --> 01:46:26.427
หยาดน้ำฝนจากฟ้าหลั่งมาเป็นสาย

1597
01:46:26.427 --> 01:46:30.427
ดู ซิ จ๊ะ น้ำฝน ใส

1598
01:46:30.429 --> 01:46:34.429
เด็กน่ะจะมองน้ำฝนเป็นสีใส เพราะเขาไม่ได้คิดอะไร

1599
01:46:34.430 --> 01:46:38.430
เขามีแต่ความบริสุทธิ์ สาวคนนั้น

1600
01:46:38.431 --> 01:46:42.431
มองสายฝนภายในหัวใจ หยาดน้ำฝน

1601
01:46:42.432 --> 01:46:46.432
จากใจหลั่งมาเป็นสาย ดู ซิ จ๊ะ

1602
01:46:46.433 --> 01:46:50.433
น้ำฝนขุ่น นี่เขาต้องการให้รู้ว่า

1603
01:46:50.434 --> 01:46:54.434
สาวพอเริ่มมีความรัก พอเริ่มมี

1604
01:46:54.435 --> 01:46:58.435
อะไรต่าง ๆ เข้ามาในชีวิต มีประสบการณ์มากขึ้น สายฝน

1605
01:46:58.436 --> 01:47:02.436
ของเขาก็ไม่ได้เป็นใสเหมือนเดิมอีกต่อไป

1606
01:47:02.437 --> 01:47:06.437
นะคะ หรือรูปนี้เงยหน้า

1607
01:47:06.438 --> 01:47:10.438
ขึ้นพร้อมกัน อ่านบทประพันธ์นี้พร้อมกันสิ

1608
01:47:10.439 --> 01:47:14.439
อ่านว่าอะไร ทำไม

1609
01:47:14.441 --> 01:47:18.441
อ่านได้ไวขนาดนั้น เก่งมากนะคะ สำหรับ

1610
01:47:18.441 --> 01:47:22.441
บางคนที่ยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนอ่านมาจากไหน มีสติอย่าเผลอ

1611
01:47:22.442 --> 01:47:26.442
เขากำลังทำเป็นรูปพระพุทธรูป

1612
01:47:26.444 --> 01:47:30.444
แล้วก็ใช้พยัญชนะ ก็คือตัวอักษร คำว่า "มี"

1613
01:47:30.445 --> 01:47:34.445
มีอยู่บนเศียรของพระ

1614
01:47:34.447 --> 01:47:38.447
สติ ก็คือตัวของพระแล้วก็ช่วงล่าง

1615
01:47:38.448 --> 01:47:42.448
ก็คือช่วงขา ก็คือคำว่า "อย่าเผลอ" นั่นเอง

1616
01:47:42.449 --> 01:47:46.449
โดยใช้ภาษามาสร้างสรรค์เป็นรูปภาพ

1617
01:47:46.450 --> 01:47:50.450
นะคะ อันนี้ก็คือวรรณรูป สิ่งที่เรา

1618
01:47:50.451 --> 01:47:54.451
ต้องพิจารณาเวลาที่เราจะวิจารณ์

1619
01:47:54.451 --> 01:47:58.451
บทร้อยกรอง ก็คือเขาใช้รูปแบบ

1620
01:47:58.453 --> 01:48:02.453
กลอนแบบไหน แล้วกเหมาะสมกับ

1621
01:48:02.453 --> 01:48:06.453
สิ่งที่เขาเขียนไหม รูปแบบกลอน

1622
01:48:06.454 --> 01:48:10.454
แบบฉันทลักษณ์แบบตายตัวก็บอกให้ได้ว่าใช้

1623
01:48:10.455 --> 01:48:14.455
โครง ฉันท์ กาพย์ กลอน ชนิดใด

1624
01:48:14.455 --> 01:48:18.455
แล้วก็สุดท้าย

1625
01:48:18.457 --> 01:48:22.457
แนวคิดของเรื่อง แนวคิด

1626
01:48:22.459 --> 01:48:26.459
ถ้าเทียบกับพวกเรื่องสั้นกับนวนิยาย ก็คือ

1627
01:48:26.460 --> 01:48:30.460
แก่นเรื่องนั่นแหละ แต่แนวคิ

1628
01:48:30.461 --> 01:48:34.461
อันนี้เป็นลักษณะของข้อคิด คือ สิ่งที่ผู้อ่านจะต้อง

1629
01:48:34.463 --> 01:48:38.463
ค้นหาให้ได้ว่าสิ่งที่ผู้แต่งเขาต้องการจะสื่อ

1630
01:48:38.465 --> 01:48:42.465
อะไร เหมือนตอนที่ครู

1631
01:48:42.465 --> 01:48:46.465
พูดพฤษภกาษรให้ฟัง เขาเป็นแบบใดก็

1632
01:48:46.467 --> 01:48:50.467
แต่สุดท้าย แนวคิดสั้น ๆ แค่ว่า

1633
01:48:50.468 --> 01:48:54.468
สอนให้มนุษย์รู้จักการทำดี

1634
01:48:54.470 --> 01:48:58.470
โอเคไหมคะ อันนี้คือแนวคิด ก็คือแนวคิดแบบ

1635
01:48:58.472 --> 01:49:02.472
สั้น ๆ คุณต้องอ่านแล้วสามารถสรุปได้ว่า

1636
01:49:02.475 --> 01:49:06.475
สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อคืออะไรนะคะ

1637
01:49:06.475 --> 01:49:10.475
จบแล้ว ในเรื่องของการ

1638
01:49:10.477 --> 01:49:14.477
การวิจารณ์บทร้อยกรอง

1639
01:49:14.478 --> 01:49:18.478
บทร้อยกรองจะมีแค่ 4 หัวข้อแค่นั้ย ไม

1640
01:49:18.479 --> 01:49:22.479
มันจะเยอะ มันจะหนักตรงที่ว่า เราสามารถ

1641
01:49:22.482 --> 01:49:26.482
พิจารณาภาษาให้ได้นะคะ เราถึง

1642
01:49:26.483 --> 01:49:30.483
จะสามารถวิจารณ์บทร้อยกรองได้

1643
01:49:30.484 --> 01:49:34.484
มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ

1644
01:49:34.485 --> 01:49:38.485
ไม่มีนะ ก้มหน้าก้มตา

1645
01:49:38.488 --> 01:49:42.488
ไม่รู้ว่าทำอะไรนะคะ ทีนี้

1646
01:49:42.490 --> 01:49:46.490
ทวนงานสุดท้ายของเรา

1647
01:49:46.491 --> 01:49:50.491
งาน ครูจะส่งวิจารณ์

1648
01:49:50.493 --> 01:49:54.493
ครูจะส่งบทร้อยกรองให้เราวิจารณ์นะคะ อันนี้

1649
01:49:54.494 --> 01:49:58.494
เป็นงานเดี่ยว งานเดี่ยว แต่วิจารณ์บทเดียวกัน

1650
01:49:58.496 --> 01:50:02.496
ทุกคนในห้อง โอเคนะ แต่ให้เขียน

1651
01:50:02.498 --> 01:50:06.498
ส่งเดี่ยว อาทิตย์หน้า ไม่ได้เรียน

1652
01:50:06.500 --> 01:50:10.500
เพราะว่าเราจะจบ ปิดคอร์ส

1653
01:50:10.502 --> 01:50:14.502
การบรรยายภายในสัปดาห์นี้ และ

1654
01:50:14.504 --> 01:50:18.504
ภายในตอนเย็นนี้ เข้า Zoom ของอาจารย์วุฒินันท์

1655
01:50:18.505 --> 01:50:22.505
นะคะ แต่งานเรายังไม่จบ

1656
01:50:22.506 --> 01:50:26.506
งานที่ 1 ที่กำลังจะให้ในตอนนี้ ก็คือ

1657
01:50:26.506 --> 01:50:30.506
วิจารณ์บทร้อยกรอง ครูจะส่งไฟล์ให้ แล้วให้

1658
01:50:30.508 --> 01:50:34.508
นักศึกษาพรินต์แล้วก็เขียนมาส่ง

1659
01:50:34.510 --> 01:50:38.510
อันนี้ให้เขียนเอา เพราะเป็นงานเดี่ยว แล้วก็เป็น

1660
01:50:38.510 --> 01:50:42.510
งานที่ทุกคนได้บทเดียวกัน ให้คุณ

1661
01:50:42.512 --> 01:50:46.512
เขียนเอา ถ้าคุณลอกมา คุณก็ต้อง

1662
01:50:46.513 --> 01:50:50.513
ลอกเขียนมาคืออย่างไรมันก็ต้องผ่านครูอยู่ดี

1663
01:50:50.513 --> 01:50:54.513
ครูไม่ให้ก๊อบนะคะ อันนี้คืองานที่ครูจะส่งให้

1664
01:50:54.515 --> 01:50:58.515
อันนี้ชิ้นที่ 1 ชิ้นที่ 2 คือ

1665
01:50:58.517 --> 01:51:02.517
เรื่องสั้นที่นำเสนอไปวันนี้แหละ ให้ไปเคลียร์

1666
01:51:02.518 --> 01:51:06.518
ปรับ แก้ไข ให้เรียบร้อย

1667
01:51:06.519 --> 01:51:10.519
เรื่องสั้น 11 หัวข้อน่ะ

1668
01:51:10.520 --> 01:51:14.520
ส่งวันจันทร์ที่ห้องพัก หัวหน้ารู้ห้องพัก

1669
01:51:14.521 --> 01:51:18.521
ครูแล้วนะ ให้เอาไปใส่ไว้ที่บล็อก

1670
01:51:18.522 --> 01:51:22.522
ครูได้เลยนะคะ มันจะเป็นบล็อกเดี๋ยวมันจะมีชื่อครู

1671
01:51:22.523 --> 01:51:26.523
หนูเอาหยอดใส่ไว้ในชื่อครูได้เลย

1672
01:51:26.525 --> 01:51:30.525
ส่วนวิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุร์

1673
01:51:30.526 --> 01:51:34.526
วิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุกร์

1674
01:51:34.527 --> 01:51:38.527
แล้วก็

1675
01:51:38.528 --> 01:51:42.528
นำเสนอนวนิยาย อาทิตย์

1676
01:51:42.529 --> 01:51:46.529
วันที่ 29 มีนาคม

1677
01:51:46.531 --> 01:51:50.531
นำเสนอนวนิยายของเรา จะจบ

1678
01:51:50.531 --> 01:51:54.531
วันที่ 29 มีนาคม ครูไล่ถูกอยู่ใช่ไหม

1679
01:51:54.533 --> 01:51:58.533
ที่ครูแจ้งไว้ตอนนั้น

1680
01:51:58.535 --> 01:52:02.535
ขอโทษค่ะ

1681
01:52:02.536 --> 01:52:06.536
โอเค โอเค 5 เมษายน 29

1682
01:52:06.537 --> 01:52:10.537
มีนาคมคืองดคลาสให้ไปทำงาน คือปิดคลาส

1683
01:52:10.538 --> 01:52:14.538
แล้วน่ะค่ะ ให้ไปทำงาน แล้วก็ 5 เมษายน

1684
01:52:14.539 --> 01:52:18.539
นำเสนอนวนิยาย

1685
01:52:18.540 --> 01:52:22.540
แล้วทีนี้ตอนที่เรียน

1686
01:52:22.540 --> 01:52:26.540
กับอาจารย์วุฒินันท์เรื่องการเขียนบทความ

1687
01:52:26.543 --> 01:52:30.543
วิจารณ์ จะมีงานเดี่ยวบทความวิตจารย์

1688
01:52:30.544 --> 01:52:34.544
อีกชิ้นหนึ่ง ที่ทุกคนจะต้องเขียนบทความวิจารณ์

1689
01:52:34.545 --> 01:52:38.545
โดยพอหลังจากเรียนแล้ว

1690
01:52:38.546 --> 01:52:42.546
นักศึกษาสามารถที่จะ

1691
01:52:42.547 --> 01:52:46.547
เลือกนวนิยาย หรือเรื่องสั้น

1692
01:52:46.547 --> 01:52:50.547
เล่มไหนก็ได้ แล้วเขียนบทความวิจารณ์ ไม่เกิน

1693
01:52:50.549 --> 01:52:54.549
2 หน้ากระดาษ เอาแค่นี้นะคะ

1694
01:52:54.550 --> 01:52:58.550
นะคะ ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษแล้วส่ง

1695
01:52:58.551 --> 01:53:02.551
วันสอบปลายภาคของเรา

1696
01:53:02.551 --> 01:53:06.551
อันนี้ให้เวลาในการทำนาน ไม่ต้องกลัวว่า

1697
01:53:06.554 --> 01:53:10.554
ทำไมงานเยอะแล้วมันจะทันไหม งาน

1698
01:53:10.555 --> 01:53:14.555
ชิ้นสุดท้ายคือบทความวิจารณ์ส่งวันที่ 18

1699
01:53:14.563 --> 01:53:18.563
เมษายน เราสอบปลายภาค

1700
01:53:18.564 --> 01:53:22.564
วันที่ 18 เมษายนนะคะ

1701
01:53:22.565 --> 01:53:26.565
เป็นช่วงบ่าย สอบในห้อง

1702
01:53:26.566 --> 01:53:30.566
เดี๋ยวครูจะนัดหมายอีกทีหนึ่งเพราะสอบรวมกัน

1703
01:53:30.567 --> 01:53:34.567
3 ห้องเดี๋ยวครุหาห้องให้ก่อนนะคะ แต่ว่า

1704
01:53:34.567 --> 01:53:38.567
ใช้การสอบแบบ E-Testing นั่นก็คือเป็นระบบ

1705
01:53:38.569 --> 01:53:42.569
เดี๋ยวส่วนกลางจะส่งลิงก์ให้ แต่

1706
01:53:42.570 --> 01:53:46.570
ทุกคนต้องมานั่งสอบด้วยกัน ฉะนั้น

1707
01:53:46.571 --> 01:53:50.571
อุปกรณ์ในการสอบทุกคนให้เตรียมพร้อม แค่นั้นเอง

1708
01:53:50.573 --> 01:53:54.573
นะคะ แล้ววันที่ 18 จะเป็น

1709
01:53:54.575 --> 01:53:58.575
ส่งงานบทความ วิจารณ์ชิ้นสุดท้ายที่เป็นงานเดี่ยว

1710
01:53:58.576 --> 01:54:02.576
ด้วย สรุป

1711
01:54:02.577 --> 01:54:06.577
ครูเคยบอกแล้วนะ ว่าวิชานี้

1712
01:54:06.579 --> 01:54:10.579
เน้นปฏิบัติ ก็เลยมีการเขียนเยอะหน่อย

1713
01:54:10.581 --> 01:54:14.581
ซึ่งส่วนใหญ่ครูจะให้ทำเป็นกลุ่ม เพราะว่า

1714
01:54:14.582 --> 01:54:18.582
ลดภาระของเรา งานเดี่ยวของครูจะมีแค่ 2 ชิ้น

1715
01:54:18.584 --> 01:54:22.584
เท่านั้น นั่นก็คือวิจารณ์บทร้อยกรองที่ส่ง

1716
01:54:22.586 --> 01:54:26.586
วันศุกร์หน้า ไม่ยาก เพราะว่ามี 4 หัวข้อ แค่นี้เอง

1717
01:54:26.595 --> 01:54:30.595
แล้วก็บทความวิจารณ์

1718
01:54:30.596 --> 01:54:34.596
ที่หลังจากเราเรียนกับอาจารย์วุฒินันท์เสร็จแล้ว

1719
01:54:34.598 --> 01:54:38.598
ถึงจะได้ทำนะคะ โดย

1720
01:54:38.599 --> 01:54:42.599
บทความวิจารณ์นี่ ส่งได้ 18

1721
01:54:42.600 --> 01:54:46.600
เมษายน ครูสั่งวันนี้ วันนี้วันที่ 22

1722
01:54:46.601 --> 01:54:50.601
มีเวลาประมาณ 1 เดือนเต็ม ๆ น่ะค่ะ เกือบ ๆ 1 เดือน

1723
01:54:50.602 --> 01:54:54.602
ฉะนั้น มีเวลา แต่สิ่งที่คุณ

1724
01:54:54.603 --> 01:54:58.603
ต้องเร่งแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด

1725
01:54:58.603 --> 01:55:02.603
ตอนนี้ ก็คือวิจารณ์นวนิยายที่

1726
01:55:02.604 --> 01:55:06.604
คะแนน 20 คะแนน

1727
01:55:06.606 --> 01:55:10.606
และอันนี้เป็นงานกลุ่มด้วย งานกลุ่ม

1728
01:55:10.607 --> 01:55:14.607
3 คนด้วย ฉะนั้น ทำให้ดี

1729
01:55:14.608 --> 01:55:18.608
ทำแบบลักษณะของเรื่องสั้นนั่นแหละ ก็คือ

1730
01:55:18.613 --> 01:55:22.613
วิจารณ์ 11 หัวข้อ แต่

1731
01:55:22.615 --> 01:55:26.615
ไม่ต้องเย็บมุมมาส่ง ให้ทำเป็นรูปเล่ม

1732
01:55:26.617 --> 01:55:30.617
รายงาน มีหน้าปก มีคำนำ

1733
01:55:30.618 --> 01:55:34.618
มีสารบัญ แล้วก็เลือก

1734
01:55:34.619 --> 01:55:38.619
นำเสนอ 5 หัวข้อใน 11 หัวข้อ

1735
01:55:38.624 --> 01:55:42.624
ให้ดูจากสไลด์นะคะ 11 หัวข้อ

1736
01:55:42.625 --> 01:55:46.625
มีอะไรบ้าง ดูจากสไลด์

1737
01:55:46.628 --> 01:55:50.628
มีใครมีคำถาม

1738
01:55:50.629 --> 01:55:54.629
ตรงไหนไหมคะ ไม่เข้าใจ

1739
01:55:54.630 --> 01:55:58.630
งานไหน

1740
01:55:58.632 --> 01:56:02.632
หรือว่าสงสัยอะไร

1741
01:56:02.633 --> 01:56:06.633
ส่งวันศุกร์

1742
01:56:06.636 --> 01:56:10.636
ตอนไหนก็ได้

1743
01:56:10.637 --> 01:56:14.637
ถ้ารวบรวมมาส่ง เวลาไหนก็ได้ เพราะว่า้รา

1744
01:56:14.638 --> 01:56:18.638
ไม่ได้เจอกันในห้องอยู่แล้ว เราสะดวกนัดกันวันไหน

1745
01:56:18.640 --> 01:56:22.640
ก็ตามนั้น แค่เอาไปส่งบอก หรือบางคนบอกว่า

1746
01:56:22.640 --> 01:56:26.640
ส่งใครส่งมันเลยได้ไหม ขี้เกียจรวมกับเพื่อน

1747
01:56:26.643 --> 01:56:30.643
แต่ว่าห้องพักอาจารย์อยู่ที่อาคาร 36

1748
01:56:30.644 --> 01:56:34.644
ห้อง 8 มันจะมีบล็อก มันจะมีบล็อก

1749
01:56:34.646 --> 01:56:38.646
สีดำ หน้าห้องแล้วก็หาดูชื่อครู

1750
01:56:38.647 --> 01:56:42.647
แล้วก็หย่อนตรงบล็อกชื่อครู

1751
01:56:42.648 --> 01:56:46.648
แค่นั้น

1752
01:56:46.649 --> 01:56:50.649
ถ้าอย่างนั้นทวนปฏิทินของเรานะ ปฏิทินของเรา

1753
01:56:50.650 --> 01:56:54.650
อาทิตย์หน้ามีอะไรบ้างคะ

1754
01:56:54.652 --> 01:56:58.652
วันจันทร์ส่ง

1755
01:56:58.653 --> 01:57:02.653
เรื่องสั้น วันศุกร์ ส่งวิจารณ์

1756
01:57:02.654 --> 01:57:06.654
บทร้อยกรอง งานเดี่ยว แล้วก็

1757
01:57:06.657 --> 01:57:10.657
ข้ามไปที่วันที่ 5

1758
01:57:10.658 --> 01:57:14.658
นำเสนอวิจารณ์นวนิยาย

1759
01:57:14.659 --> 01:57:18.659
แล้วก็ข้ามไปที่ 18 สอบปลายภาค

1760
01:57:18.663 --> 01:57:22.663
ในห้อง แต่ห้องยังไม่รู้ เดี๋ยวแจ้งอีกครั้งหนึ่ง

1761
01:57:22.664 --> 01:57:26.664
นะคะ อันนี้ที่ปฏิทินนะ

1762
01:57:26.666 --> 01:57:30.666
งานของเรางานชิ้นที่ 1

1763
01:57:30.668 --> 01:57:34.668
ก็คือวีันจันทร์วิจารณ์เรื่องสั้นเป็นกลุ่ม

1764
01:57:34.670 --> 01:57:38.670
จริง ๆ ทำมาแล้วแหละ

1765
01:57:38.671 --> 01:57:42.671
แต่ก็ให้ไปแก้ไขให้มันเรียบร้อยเฉย ๆ

1766
01:57:42.672 --> 01:57:46.672
งานชิ้นที่ 2 งานเดี่ยว

1767
01:57:46.673 --> 01:57:50.673
ก็คือวิจารณ์บทร้อยกรอง

1768
01:57:50.674 --> 01:57:54.674
งานชิ้นที่ 3 วิจารณ์

1769
01:57:54.675 --> 01:57:58.675
นวนิยายที่ให้เริ่มทยอยทำมาตั้งแต่แรก

1770
01:57:58.677 --> 01:58:02.677
แล้วก็นำเสนอ ก็คือวันที่ 5

1771
01:58:02.678 --> 01:58:06.678
แล้วก็งานชิ้นที่ 4 งานเดี่ยว

1772
01:58:06.679 --> 01:58:10.679
บทความ วิจารณ์ ส่งวันที่

1773
01:58:10.680 --> 01:58:14.680
18 ทั้งเทอมได้ทำ

1774
01:58:14.681 --> 01:58:18.681
งานเดี่ยวแค่ 2 ครั้งนะคะ ก็คือร้อยกรองกับ

1775
01:58:18.682 --> 01:58:22.682
ที่เหลืองานกลุ่มนะคะ ฉะนั้น งานเดี่ยวจะเป็นตัวชี้วัด

1776
01:58:22.683 --> 01:58:26.683
เกรดของเราแล้ว ว่าเกรดของเราจะต่างจากเพื่อนหรือดีกว่าเพื่อเน

1777
01:58:26.683 --> 01:58:30.683
อย่างไร ฉะนั้นเขียนเดี่ยว เขียนออกมาให้ดี ๆ

1778
01:58:30.685 --> 01:58:34.685
เพราะงานกลุ่มมันต้องเฉลี่ยรวม

1779
01:58:34.686 --> 01:58:38.686
ได้เท่าไร ได้เท่ากัน แต่งาน

1780
01:58:38.687 --> 01:58:42.687
ที่จะทำให้เกรดเราต่างจากเพื่อนแน่นอน เพราะว่า

1781
01:58:42.688 --> 01:58:46.688
งานเราจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับเราคนเดียว

1782
01:58:46.689 --> 01:58:50.689
มีใครมี

1783
01:58:50.689 --> 01:58:54.689
คำถามอะไรไหมคะ ส่วนพัฒนาการวรรณคดี

1784
01:58:54.691 --> 01:58:58.691
ของเราจะเจอกันสัปดาห์หน้า สัปดาห์สุดท้าย

1785
01:58:58.692 --> 01:59:02.692
อันนี้จะสบายหน่อย อีกวิชาหนึ่งจะสบายกว่ากัน

1786
01:59:02.693 --> 01:59:06.693
เป็นธรรมชาติของวิชา 2 วิชา ดังนั้น

1787
01:59:06.694 --> 01:59:10.694
เราไม่ต้องเซ็งว่าอันนี้งานเยอะจัง

1788
01:59:10.695 --> 01:59:14.695
ก็ธรรมชาติของวิชา อีกวิชาหนึ่ง

1789
01:59:14.695 --> 01:59:18.695
เหลือแค่นำเสนอเกม อีก 2 กลุ่ม

1790
01:59:18.697 --> 01:59:22.697
ก็จบแล้วเตรียมสอบปลายภาคอย่างเดียว

1791
01:59:22.698 --> 01:59:26.698
ฉะนั้น อีกวิชาหนึ่งเราสบายไปแล้ว ก็จะเหลือเวลาให้มาทำ

1792
01:59:26.699 --> 01:59:30.699
วิชานี้นะคะ

1793
01:59:30.700 --> 01:59:34.700
โอเค มีคำถามอะไรไหมคะ 11 โมงครึ่ง

1794
01:59:34.701 --> 01:59:38.701
พอดี มีคำถามไหม

1795
01:59:38.702 --> 01:59:42.702

1796
01:59:42.704 --> 01:59:46.704
ถ้าไม่มี เจอกันวันพุธ

1797
01:59:46.706 --> 01:59:50.706
หน้านะคะ วันพุธหน้านำเสนอเกม แล้วก็ปิดคอร์ส

1798
01:59:50.707 --> 01:59:54.707
พัฒนาการแล้ว... วันพุธหน้า

1799
01:59:54.707 --> 01:59:58.707
ที่เราคุยกันว่าเราย้ายห้อง จะย้ายห้อง

1800
01:59:58.709 --> 02:00:02.709
ไปตรงอาคาร 17 ไหม

1801
02:00:02.710 --> 02:00:06.710
ที่ว่านำเสนอเกม ห้องนั้นมันแอร์พัง

1802
02:00:06.712 --> 02:00:10.712
ห้องที่เราเรียนวันพุธ

1803
02:00:10.712 --> 02:00:14.712
เมื่อกี้มันแอร์เสีย เราก็เลยร้อน

1804
02:00:14.714 --> 02:00:18.714
เอาเป็นว่า หาห้องนะ ถ้า

1805
02:00:18.716 --> 02:00:22.716
อาคาร 17 ว่างเดี๋ยวก็จะไปอาคาร 17 นะคะ

1806
02:00:22.718 --> 02:00:26.718
18 พูดผิดขอโทษค่ะ

1807
02:00:26.719 --> 02:00:30.719
ค่ะ ไปอาคาร 18

1808
02:00:30.720 --> 02:00:34.720

1809
02:00:34.722 --> 02:00:38.722
18

1810
02:00:38.725 --> 02:00:42.725

1811
02:00:42.727 --> 02:00:46.727
ครูพูดผิดหรือเปล่า ครุพูดผิด 18 18

1812
02:00:46.730 --> 02:00:50.730
โอเคค่ะ

1813
02:00:50.732 --> 02:00:54.732
อย่างนั้นวันนี้ก็แค่นี้นะคะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วย

1814
02:00:54.733 --> 02:00:58.733
นะคะ หัวหน้าเชิญค่ะ (นักศึกษา) นักศึกษาทำความเคารพ (อาจารย์หทัยวรรณ)

1815
02:00:58.734 --> 02:01:02.734
ค่ะ ไปค่ะ

1816
02:01:02.734 --> 02:01:06.734

1817
02:01:06.735 --> 02:01:10.735

1818
02:01:10.735 --> 02:01:14.735
[สิ้นสุดการถอดความ]

1819
02:01:14.738 --> 02:01:18.738

1820
02:01:18.739 --> 02:01:22.739

1821
02:01:22.741 --> 02:01:26.741

1822
02:01:26.744 --> 02:01:30.744

1823
02:01:30.746 --> 02:01:33.745

1824
02:01:34.747 --> 02:01:37.748

1825
02:01:38.750 --> 02:01:41.751

1826
02:01:42.754 --> 02:01:45.757

1827
02:01:46.757 --> 02:01:49.760

1828
02:01:50.760 --> 02:01:53.763

1829
02:01:54.761 --> 02:01:57.764

1830
02:01:58.763 --> 02:02:01.765

1831
02:02:02.765 --> 02:02:05.766

1832
02:02:06.767 --> 02:02:09.769

1833
02:02:10.771 --> 02:02:13.772

1834
02:02:14.773 --> 02:02:17.775

1835
02:02:18.775 --> 02:02:21.777

1836
02:02:22.777 --> 02:02:25.778

1837
02:02:26.779 --> 02:02:29.780

1838
02:02:30.781 --> 02:02:33.784

1839
02:02:34.782 --> 02:02:37.785

1840
02:02:38.785 --> 02:02:41.786

1841
02:02:42.787 --> 02:02:45.787

1842
02:02:46.790 --> 02:02:49.794

1843
02:02:50.791 --> 02:02:53.792

1844
02:02:54.793 --> 02:02:57.796

1845
02:02:58.795 --> 02:03:01.799

1846
02:03:02.797 --> 02:03:05.798

1847
02:03:06.798 --> 02:03:09.802

1848
02:03:10.801 --> 02:03:13.805

1849
02:03:14.802 --> 02:03:17.805

1850
02:03:18.805 --> 02:03:21.806

1851
02:03:22.807 --> 02:03:25.812

1852
02:03:26.809 --> 02:03:29.813

1853
02:03:30.811 --> 02:03:33.814

1854
02:03:34.813 --> 02:03:37.816

1855
02:03:38.815 --> 02:03:41.818

1856
02:03:42.817 --> 02:03:45.817

1857
02:03:46.821 --> 02:03:49.824

1858
02:03:50.826 --> 02:03:53.829

1859
02:03:54.829 --> 02:03:57.831

1860
02:03:58.834 --> 02:04:01.838

1861
02:04:02.836 --> 02:04:05.837

1862
02:04:06.838 --> 02:04:09.842

1863
02:04:10.839 --> 02:04:13.842

1864
02:04:14.841 --> 02:04:17.841

1865
02:04:18.843 --> 02:04:21.844

1866
02:04:22.844 --> 02:04:22.845

1867
02:04:26.846 --> 02:04:26.850

1868
02:04:34.857 --> 02:04:34.861

1869
02:04:30.851 --> 02:04:30.855


