(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินเสียงชัดเจนไหมครับ โอเคนะครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์หทัยวรรณ) หัวหน้าเชิญค่ะ ค่ะ โอเค เดี๋ยววันนี้ตามที่เราคุยกันไว้นะคะ ก็คือนำเสนอเรื่องสั้น 2 เรื่อง เสร็จแล้วก็จะเป็นเรียนต่อของครู ครูจะบรรยายต่อนะคะ คราวนี้ วันที่เรานำเสนอเรื่องสั้นวันนี้ ทุกเรื่องครูจะอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้นักศึกษานี่ ไปทำวิจารณ์นวนิยายให้สมบูรณ์แบบ โอเคนะ ซึ่งครูดูของทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ที่เราทำมา วิจารณ์เรื่องสั้นในวันนี้ มันยังไม่ได้ตรง Concept กับงานที่ครูให้นักศึกษาทำ เพราะว่าครูให้ทำ 11 หัวข้อที่ครูสอนไปในสไลด์ แต่ว่าของเราไม่ได้ทำตรงตามหัวข้อที่ครูส่งสไลด์ให้นะคะ ฉะนั้น ตอนที่ไปทำวิจารณ์นวนิยายต้องทำให้ถูก อันนี้ครูจะถือว่าทำมาแล้ว แล้วครูจะบอกว่าอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง ให้ไปแก้ไขในนวนิยาย เพราะนวนิยาย 20 คะแนน ถ้าไม่ถูกต้อง เราก็จะได้คะแนนน้อย แล้วก็มีผลต่อเกรดของเรานะคะ เดี๋ยวเชิญเรื่องสั้นเรื่องแรก ขอให้เพื่อนเล่าเรื่องย่อให้เพื่อนที่ไม่ได้อ่านนี่ฟังให้เข้าใจด้วยว่าที่เราอ่านไป มีเรื่องราวว่าอย่างไรบ้างนะคะ เชิญค่ะ (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ วันนี้พวกเราก็จะมานำเสนอการวิจารณ์เรื่อง “ในที่สาธารณะและถูกต้องถามกฎหมาย” ครับ ครับ รูปแบบนะครับ ก็คือ เรื่องสั้น คือ บันเทิงคดีร้อยแก้วรูปแบบหนึ่ง หมายถึง เรื่องแต่งที่มีขนาด... เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาวพนักงานของโรงแรม ที่ประสบชะตากรรม โรงแรมถล่ม โดยเธอถูกเชิญมาสัมภาษณ์ และถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศ โดยการสัมภาษณ์นั้น พิธีกรพยายามจะถามเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในขณะที่ตกอยู่ใต้ซากตึกกับผู้ชายอีกคนหนึ่งครับ ครับ บทสนทนานะครับ คือ เป็นบทสนทนารู้สึกว่าคำถามของพิธีกรส่อไปในความคิดในทางลบ เพราะเป็นคำถามที่ถามในสิ่งที่หญิงสาวไม่อยากตอบ และส่งผลให้หญิงสาวต้องอับอายต่อผู้คนทั่วประเทศ แม้กระทั่งคนรักของเธอก็ตีตัวออกห่างจากเธอด้วยความระแวงและอับอายครับ ครับ แก่นเรื่องนะครับ ก็คือการสัมภาษณ์เข้าทำนองประจานทำให้หญิงสาวมีเรื่องที่ต้องอับอายจนคนรักของหญิงสาวยอมรับไม่ได้ และต้องจากเธอไป พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างชายใต้ตึกและหญิงสาว พวกเขาถามในสิ่งที่เธอไม่อยากบอก แต่เรื่องที่หญิงสาวอยากจะบอกกลับไม่มีใครถาม คือ ชายหนุ่มคนนั้นยอมตายเพื่อให้หญิงสาวมีชีวิตอยู่ครับ (นักศึกษาหญิง) รูปแบบในการแต่งเรื่องนะคะจะเป็นเรื่องสั้นค่ะ เรื่องสั้นก็คือจะเป็นบันเทิงคดีใน… เป็นร้อยแก้วรูปแบบหนึ่งค่ะ จะเป็นเรื่องแต่งที่เป็นขนาดสั้น มีองค์ประกอบเหมือนกับนวนิยายค่ะ ทั้งโครงเรื่อง ฉาก ตัวละคร แล้วก็แก่นเรื่องค่ะ เรื่องสั้นนะคะ ก็จะมีตัวละครไม่มากค่ะ สามารถเขียนพรรณนาได้ไม่เยิ่นเย้อค่ะ การดำเนินเรื่องก็จะมุ่งเข้าสู่ประเด็นหลักอย่างรวดเร็วค่ะ เนื้อเรื่องของเรื่องนี้นะคะ ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาวค่ะ ที่ประสบชะตากรรมในโรงแรมที่ตึกถล่มนะคะ แล้วก็ติดอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งค่ะ โดยเธอถูกเชิญไปสัมภาษณ์นะคะ แล้วก็คำถามของพิธีกรนี่ ก็จะส่อไปในทางลบค่ะ มีคำถามที่หญิงสาวคนนี้ไม่อยากจะตอบค่ะ ก็ทำให้เธอนี่เกิดความอับอายค่ะ จุดมุ่งหมายในการแต่งนะคะ จะสะท้อนให้เห็นมายาคติและวาทกรรมในชีวิตประจำวันที่สังคมยังขาดความเข้าใจอยู่ค่ะ ยังมองเห็นอยู่ว่าผู้หญิงนี่เป็นวัตถุแห่งการจ้องมอง หรือความปรารถนาทางการเพศค่ะ อาจจะเป็นคุกคามทางเพศด้วยวาจาของพิธีกรชายค่ะ คือ ซึ่งจะ… ซึ่งในทางพิธีกรนี่ ก็จะสัมภาษณ์เอาแต่เรื่องบันเทิง หรือว่าสัมภาษณ์ในสิ่งที่ผู้หญิงอายที่จะพูดค่ะ (นักศึกษาหญิง 2) ศิลปะในการแต่งนะคะ คือ เป็นการเล่าเรื่องแบบเกิดจินตภาพ ได้อ่านและให้แนวคิดน่าติดตาม และได้สอดแทรกแนวคิดที่มีในชีวิตและสังคมชนบทไว้ในเรื่องสั้น ได้อย่างผสมผสานกลมกลืน สามารถดึงดูดใจผู้อ่านค่ะ การใช้โวหาร คือ ใช้โวหารภาพพจน์ หรืออุปมาโวหาร มีการเล่าเรื่องให้เห็นภาพ และมีการย้อนกลับมาเปรียบเทียบตัวละคร เพื่อให้เข้าใจง่ายและเกิดอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้นค่ะ (นักศึกษาหญิง 1) คุณค่าของเรื่องนะคะ ก็คือสะท้อนให้เห็นสภาพแวดล้อม อาชีพ ความเชื่อ และค่านิยมค่ะ ผู้แต่งก็จะแสดงทัศนคติว่ามนุษย์ทุกคนนี่ เกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือสภาพใด มนุษย์ก็ยังคงศักดิ์ศรี และมีคุณค่าของความเป็นคนเสมอกันค่ะ พวกเราขอจบการเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์หทัยวรรณ) ของกลุ่มนี้ทำครบทุกคน อ่านเนื้อเรื่องมาครบทุกคนไหมคะ ครูถามตรง ๆ มีใครในกลุ่มที่ไม่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ยกมือค่ะ ถ้าอย่างนั้นกลุ่มนี้มีใครบ้างยกมือค่ะ ทำไมมี 3 คน กับเพื่อนหู กับเพื่อนที่ไม่มา โอเค ถ้าอ่านครบทุกคน อย่างนั้นครูถามแล้วกัน ตัวละครในเรื่องนี้มีใครบ้างคะ ตอบคนละ 1 นิดหนึ่ง พิธีกรชาย หญิงสาว เด็กสาวข้างบ้าน อันนี้ พิธีกรหญิง อะไรอีกไหม โอเค คราวนี้ สิ่งที่เรานำเสนอมา ข้อแรกเลยนะคะนักศึกษา ครู Comment แล้วก็เอาไปใช้ในการวิจารณ์นวนิยายของตัวเอง คะแนนส่วนนี้ ครูจะให้ส่งอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่เราเอาเป็น 11 ข้อน่ะ ที่ครูให้ส่งเป็นแบบแผ่นกระดาษ เป็น Paper ครูจะคิดคะแนนอีกรอบหนึ่ง เพราะว่าครั้งนี้การนำเสนอของเรา มันไม่ได้ตรงตามหัวข้อที่ครูสอน แล้วก็จากที่ดูการวิจารณ์นวนิยาย... เอ้ย วิจารณ์เรื่องสั้นของเรา จริง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นการลักษณะของการวิจารณ์ด้วย หัวข้อทั้ง 11 หัวข้อนี่ ถ้าเปิดเข้าไปดูในสไลด์ มันจะมีเริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ทั้งหมด คราวนี้ แต่สิ่งที่เรานำเสนอมา หัวข้อจะเป็นรูปแบบ เนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมาย ศิลปะในการแต่ง แล้วก็คุณค่าของเรื่อง อันนี้ครูเข้าใจว่าเราน่าจะเอาแผ่นสุดท้ายในสไลด์ ที่ครูไม่ได้พูดถึง แต่เราไปเอาแผ่นนั้นมาใช้ในการทำงาน แต่ที่ครูสั่งงาน ก็คือตอนที่ครูสอน ครูสอนการวิจารณ์ทั้ง 11 หัวข้อ ในสไลด์ก็มีนะคะ ในสไลด์ของเราก็มี แล้วทีนี้ ตอนที่ให้ส่งเป็น Paper นี่ให้วิจารณ์ 11 หัวข้อ คือจริง ๆ วันนี้ต้องส่งพร้อมด้วย 11 หัวข้อ พร้อมกับนำเสนอ 5 หัวข้อที่คัดเลือกมาจาก 11 หัวข้อนั้น แต่เราก็ยังไม่ได้ส่ง เราก็ทำอันนี้มาก่อน ซึ่งเป็นทั้ง 2 กลุ่ม ฉะนั้น ครูจะพูดเป็นภาพรวมนะคะ ว่านำเสนอนวนิยายก็ทำแบบเดียวกัน แต่ให้ทำเป็นรูปเล่มรายงาน เรื่องสั้นอันนี้ ครูให้แค่เย็บมุม ไม่ต้องมีหน้าปก คำนำ สารบัญ คือ ไม่ต้องถึงขั้นรูปเล่มรายงาน เพราะครูจะเอาคะแนนแค่ 10 คะแนน เพื่อที่จะประเมินเบื้องต้น แล้วก็จะบอกว่าแต่ละหัวข้อวิจารณ์อย่างไรบ้างนะคะ แต่ถ้าเป็นนวนิยาย ที่จะนำเสนอสัปดาห์ถัดไปน่ะ ต้องทำเป็นรูปเล่ม คือ มีหน้าปก คำนำ สารบัญ และเนื้อหา ก็คือการวิจารณ์ 11 หัวข้อ ตามสไลด์ที่ครูสอน และส่ง PowerPoint ให้ ส่วนที่จะมานำเสนอ ให้เลือก 5 หัวข้อ จาก 11 หัวข้อที่วิจารณ์ 11 หัวข้อที่ครูพูดไปเมื่อกี้นั่นแหละค่ะ แล้วก็ให้เลือกมานำเสนอ 5 หัวข้อ ซึ่งหัวข้อมันจะมีตั้งแต่... เดี๋ยวนะ เปิดสไลด์ดูด้วยกัน สไลด์ที่ครูส่งเข้าไปให้ในกลุ่ม ลองดูสิ แล้วก็ตอบพร้อมกัน จะได้เข้าใจตรงกันว่ามีหัวข้ออะไรบ้างคะ เครื่องของครูโหลดช้า เครื่องของใครโหลดก่อน ไหนตอบให้ครูก่อน หัวข้อแรกคืออะไรคะ 1. ชื่อเรื่อง 2. โครงเรื่อง 3. ฉาก 4. ตัวละคร 5. บทสนทนา 6. เทคนิคการนำเสนอ 7. การเปิดเรื่อง 8. การดำเนินเรื่อง 9. การปิดเรื่อง 10. แก่นเรื่อง และ 11. ท่วงทำนองและลีลาในการแต่ง นักศึกษาตอบครบ 11 ข้อ เครื่องครูยังโหลดไม่เสร็จเลยค่ะ ของหนูก็ยังโหลดไม่เสร็จเหมือนกันใช่ไหม เราใช้ TRUE เหมือนกันหรือเปล่าคะ น่าจะเป็น TRUE แล้วล่ะค่ะ งานนี้ นั่นคือ 11 หัวข้อที่ให้นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์นะคะ แล้วก็ให้เลือก 5 หัวข้อมานำเสนอ คราวนี้ 11 หัวข้อนี่ นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์ โอเคแหละ ทำมา 5 หัวข้อ อันนี้ ครูไม่ว่าเท่าไร เพราะอย่างน้อยก็ได้ทำมาแล้ว แต่สิ่งที่ครูจะว่า ก็คือ ลักษณะของการวิจารณ์ มันก็ยังไม่ใช่การวิจารณ์ เช่น 1. เหตุการณ์ที่เราบอกมา ซึ่งเหตุการณ์มันน่าจะไปตรงกับหัวข้ออะไรคะ ถ้าจะให้ใน 11 หัวข้อ เหตุการณ์มันน่าจะไปสอดคล้องกับหัวข้อไหน เหตุการณ์นี่ ไม่ โครงเรื่อง โอเคนะ เหตุการณ์ มันจะอยู่ในส่วนของโครงเรื่อง ซึ่งโครงเรื่อง ครูก็ได้สอนว่าลักษณะของการวิจารณ์นะ คุณต้องพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เลย มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ 2. มีความขัดแย้งอะไรบ้าง แล้วก็ 3. ในความขัดแย้งนั้นมันมีจุดต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งจุดต่าง ๆ ที่ว่า ครูก็จะย้ำว่า เรื่องสั้นกับนวนิยายนี่มันต่างกันนะ เพราะเรื่องสั้นมันคือเรื่องขนาดสั้น นวนิยายคือเรื่องขนาดยาว ฉะนั้น เรื่องสั้นที่เราทำมานี่ มันก็จะมีจุดแค่ 1 คือจุดอะไรคะ เปิดเรื่อง เห็นไหมในสไลด์ขึ้นหรือยัง 1. คือเปิดเรื่อง 2. 2. คืออะไร การพิจารณาโครงเรื่อง 1. เปิดเรื่อง 2. เห็นไหมคะ สไลด์ขึ้นหรือยัง ของนิดหนึ่งเห็นไหม การพิจารณาโครงเรื่อง พิจารณาอะไรบ้าง ลำดับเหตุการณ์ 3. ความขัดแย้ง 4. เฮ้ย 4. จุดวิกฤติ แล้วก็ 5. จุดคลี่คลาย นักศึกษาต้องดึงออกมาเป็นข้อ ๆ แบบนี้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีเหตุการณ์อะไรบ้าง มันมีความขัดแย้งอะไร มีจุดวิกฤติอะไร แล้วมีจุดคลี่คลายจนนำไปสู่ตอนจบของเรื่องอย่างไร นั่นถึงจะเรียกว่า "การวิจารณ์" เพราะวิจารณ์ มันต้องใช้ทั้งการวิเคราะห์ วิเคราะห์ ก็คือการแยกเป็นส่วน ๆ การวิจารณ์ ก็คือการแสดงความคิดเห็น แล้วก็การวิพากษ์ การวิพากษ์ คือ การตัดสิน เช่น วิเคราะห์นักศึกษาแยกออกมาเป็นส่วน ๆ แล้วว่านี่ เหตุการณ์มันมีอะไรบ้าง มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วก็มีจุดวิกฤติของเรื่องอะไร นำไปสู่จุดคลี่คลายและตอนจบของเรื่องอย่างไร เสร็จแล้ว นักศึกษาก็มาวิจารณ์ ว่าโครงเรื่องมีความสมจริง สมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร แล้วก็ค่อยมาตัดสิน ว่าสรุปว่าโครงเรื่องนี้ มันดีหรือไม่ดีอย่างไร ถึงจะเรียกว่า "การวิจารณ์" แต่ว่าลักษณะของเราที่นำเสนอมา เป็นแค่การแบบพูดถึงเหตุการณ์สั้น ๆ ยังไม่ได้รู้เรื่องเลยนะคะ หรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่องย่อ ครูคาดหวังว่าอย่างน้อยนี่ เล่าเรื่องย่อ ถ้าอ่านมาแล้วต้องเล่าให้เพื่อนฟังได้ เช่นคุณไปดูหนังเรื่องหนึ่งมาแล้วคุณสามารถเล่าให้เพื่อนฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่เล่าแค่ว่า นี่ มีนางเอกคนหนึ่งรักกับพระเอก แล้วสุดท้ายมาได้กัน จบแล้ว นี่มันก็ย่อเกินไป มันไม่ใช่เรื่องย่อที่เพื่อนจะรู้เรื่อง แต่มันต้องเป็นเรื่องย่อที่เราอ่าน แล้วเราสามารถเอามาพูดให้เพื่อนฟังได้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องอย่างไร เธอ ฉันไปกินข้าวเมื่อวาน ฉันไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง เขามาทักฉันเว่ย เขาบอกว่าฉันน่ารัก นี่ ฉันก็เลยคุยกับเขา ตอนนี้ฉันก็ยังคุยกับเขาอยู่นะ นี่ คือเรื่องย่อ คือพูดให้เพื่อนเข้าใจว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น โอเคนะคะ คุณอ่านหนังสือ คุณอ่านเรื่องขนาดสั้นหรือยาวก็ตาม ก็เอามาพูดให้เพื่อนฟังได้ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วก็จบด้วยอะไร นี่คือการเล่าเรื่องย่อนะคะ ต่อมา ตัวละคร โอเค หัวข้อตัวละครเอามานำเสนอก็จริง แต่ว่านี่ยังไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม ถ้าเราจะบอกว่าตัวละครมีหญิงสาว มีนายทุน มีชายหนุ่ม มีพิธีการชาย มีพิธีกรหญิง มันจะจบอยู่แค่การเอามาบอกเฉย ๆ แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นการวิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วก็วิพากษ์ ซึ่งถ้าเราจะเป็นการวิจารณ์วรรณกรรมจริง ๆ เราต้องบอกว่าหญิงสาวมีลักษณะอย่างไร ในเรื่องกล่าวถึงเขาว่าอย่างไรบ้าง แล้วมีการนำเสนอตัวละครแบบไหน ที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่ครูจะงดคลาสไปนี่ ครูก็ได้พูดแล้วว่าตัวละครมีการนำเสนอทั้งแบบกลม แล้วก็แบบแบนนะ แบบกลม ก็คือ มีลักษณะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกอย่าง เช่น มีรัก โลภ โกรธ หลง นี่คือแบบกลม ถ้าเป็นแบบแบน คือ มีความทื่อ ทื่อก็คือลักษณะแบบเดียวตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เช่น นางร้ายในอดีต เริ่มต้นมา ร้าย ๆ ๆ ๆ ๆ ก็จบแบบร้ายแบบร้ายจนตัวเองตายอะไรอย่างนี้ อันนี้ก็คือแบบแบน ส่วนตัวละครบางตัว เอ้า ทีแรกก็เป็นคนดีแหละ แต่พอเจอสิ่งที่ไม่ดีเข้าไป ก็เลยทำให้เขาต้องเป็นคนร้าย เช่น ครูก็จะยกตัวอย่างครั้งที่แล้ว ว่านี่ ตัวละครในเรื่องนาคี ถ้าบางคนที่ดูใช่ไหม นางเอกนี่ จริง ๆ เป็นคนดีนะ เป็นคนดีมากเลย แต่ว่าพออยู่มาวันหนึ่งเขาโดนทำร้ายคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นแม่ หรือไม่ว่าจะเป็นแฟนของเขา ก็เลยทำให้เขานี่ต้องร้าย แล้วก็จองล้างจองผลาญคนที่มาทำร้ายเขา ประมาณนี้นะ อันนี้ก็คือจะเป็นตัวละครแบบกลม แล้วก็วิธีการนำเสนอตัวละคร นำเสนอแบบไหน บางคนก็จะถูกนำเสนอแบบหญิงสาวคนนี้มีอายุ 15 ปีเศษ ลักษณะนิสัยของเธอ เป็นผู้หญิงที่มีความก้าวร้าว ไม่มีความเรียบร้อยในตัวเองเลย ถ้าครูพูดไปแบบนี้ เขานำเสนอแบบตรงหรือแบบอ้อมคะ แบบตรงหรือแบบอ้อม แบบตรง เพราะว่าบอกตรง ๆ เลยว่าเป็นใคร ลักษณะแบบไหน อายุเท่าไร ใช่ไหมคะ แต่ถ้านำเสนอแบบอ้อม ก็ยกตัวอย่างเช่น หญิงสาวผู้มีดวงตาราวกับอะไรดีล่ะ ดวงตาสีดำราวกับถูกวาดเอาไว้ในภาพวาด และผมของเธอดำขลับราวกับเส้นไหมที่ถักทอ หญิงผู้นั้นมีรอยยิ้มที่ราวกับกลีบดอกบัวที่ผุดขึ้นมากลางสระน้ำ โอ้โห กำลังพูดถึงความงามของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหน อันนี้เป็นนำเสนอแบบไหนคะ แบบอ้อม โอเคนะ ฉะนั้น เวลาที่นำเสนอตัวละคร เวลาที่เราจะวิจารณ์ตัวละคร นอกจากจะบอกว่ามีใครบ้างแล้ว ก็ต้องบอกด้วยว่าลักษณะเป็นแบบไหน นำเสนออย่างไรนะคะ บทสนทนาก็เหมือนกัน บทสนทนา เราพูดภาพรวมแล้ว ว่าบทสนทนานี่ มันส่อไปในความคิดทางลบ โอเคแล้ว คุณมีลักษณะของการวิจารณ์แล้ว แต่ถ้าจะให้ครบ คุณจะต้องบอกว่า เช่น มีการยกตัวอย่างบทสนทนานั้นด้วย เอามาใส่แล้วก็วิจารณ์ออกมาว่านี่ มันเป็นลักษณะแบบนี้นะคะ ไม่ใช่บอกแค่ว่าภาพรวมเป็นแบบนี้ แต่ให้มีการยกตัวอย่างประกอบด้วย ฉากก็เหมือนกัน ฉากมีที่ไหนบ้าง แล้วฉากไหนบ้างที่น่าสนใจ มีอิทธิพลกับตัวละครอย่างไร ในสไลด์จะบอกวิธีการพิจารณาฉากทุกอย่าง ให้เราศึกษาเอกสารด้วย ครูสังเกตหลายครั้งแล้ว ไม่ค่อยเปิดหนังสือ ไม่ค่อยเปิดสไลด์ ชอบไปเอามาจากในเน็ต ทั้ง ๆ ที่ครูก็สอนในหนังสือ ในสไลด์ ในข้อสอบมีแต่ในหนังสือ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีในอินเทอร์เน็ตนะคะ เราน่ะ ไม่ค่อยเปิดหนังสือ หนังสือนี่เช็กดูด้วยว่ามีอะไรบ้าง มันตรงกับที่ครูสอนไหมหรือว่าในสไลด์ อย่างน้อยไม่เปิดในหนังสือ เปิดสไลด์ก็ยังดี เพราะว่าครูสอนตามสไลด์นะคะ แก่นเรื่อง แก่นเรื่องก็เหมือนกัน แก่นเรื่อง คือ ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง แก่นเรื่องจะไม่ใช่การบรรยายเนื้อเรื่อง ข้อคิดเช่น เรื่องนี้ นักศึกษาคิดว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไปออกรายการโทรทัศน์ แล้วรายการโทรทัศน์ถามโยงเข้าไปให้ผู้หญิงตอบเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่านี่ แล้วคนส่วนใหญ่พอดูรายการโทรทัศน์เสร็จแล้วน่ะ ก็เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้โดนข่มขืนแน่ ๆ นี่ นักศึกษาคิดว่าแก่นเรื่องเขาต้องการที่จะพูดถึงสังคมในลักษณะไหนคะ รายการโทรทัศน์นี่ มันเป็นตัวแทนของอะไร รายการโทรทัศน์เป็นตัวแทนของอะไร มีคำเดียว ส เสือ ใบ้ให้ขนาดนี้เลย สื่อ โอเคไหม แก่นเรื่องนี่ เขาต้องการที่จะกล่าวถึงสื่อ ที่มักจะนำความคิดของผู้ชมไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ ถูกไหม ดังนั้น แก่นเรื่อง เขาอาจจะต้องการที่จะให้เรานี่ ตระหนักถึงจรรยาบรรณของสื่อ ว่าสื่อที่ดีควรนำเสนอในทางที่ถูกที่เหมาะสม เพราะถ้านำเสนอในทางตรงกันข้าม มันก็อาจจะทำให้ผู้ชมเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดได้ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้วิจารณ์ที่เป็นคนสมัยใหม่นี่ คุณก็สามารถเขียนต่อไปได้เลยว่า ดังเช่นในยุคปัจจุบัน สื่อมีอิทธิพลกับคนในสังคมไหมคะ มีสิ ถ้าใครที่ชอบดูข่าวบ่อย ๆ นักข่าวเดี๋ยวนี้ โห เล่นข่าวกันหนักมาก แถมคนทุกวันนี้ ถ้าเดือดร้อน ไปหาตำรวจหรือไปหาสื่อไวกว่ากัน สื่อ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราน่ะเขียนต่อไปได้เลยว่า นี่ มันสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี่ สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับคนในสังคม เพราะว่าสื่อสามารถที่จะทำให้... เอ้ย สามารถที่จะชักจูงหรือโน้มนาวคน ให้เชื่อในสิ่งที่ตนนำเสนอได้ เหมือนอย่างเช่น ในเรื่องนี้่เลย “ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย” ถ้าสมมติว่าเพื่อนคนไหนที่ไม่ได้อ่านนะคะ เรื่องนี้ เขากำลังพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เจอเหตุการณ์ตึกถล่ม 5 วัน ไม่ได้ออกมา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ออกมาได้ เขาก็เลยถูกทาบทามจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่า ไปช่วยออกรายการให้หน่อย มันขายข่าวได้ไง คนที่รอดชีวิตจากรายการตึกถล่มอะไรอย่างนี้ และทีนี้ สื่อก็พยายามอยู่นั่นแหละ ว่าคุณน่ะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร โดยที่ไม่เป็นอะไรเลย ผู้หญิงคนนี้เขาก็จะพยายามไปบอกว่า ที่เขามีชีวิตรอดมาได้นี่ เพราะตอนนั้นเขาติดอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในที่แคบ ๆ แต่ผู้ชายคนนั้นนี่พยายามที่จะตะกุยซากตึกออก โดยที่การตะกุยของเขานี่ จนนำไปสู่ผู้ชายคนนั้นนี่ถูกตึกทับตาย แต่ผู้หญิงคนนั้นรอด ผู้หญิงคนนั้นก็เลยพยายามบอกว่า ที่เขารอดมาได้ก็เพราะว่ามีผู้ชายคนนี้แหละที่ช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ว่าสุดท้าย สื่อก็ถามอยู่นั่นแหละ คุณติดอยู่กับผู้ชาย 2 คนในนั้นตั้งหลายวัน เขาไม่ได้ทำอะไรคุณเลยเหรอ แต่คุณ สภาพของคุณนี่ คุณใส่ชุดพนักงานโรงแรม มันดูเอิ่ม มันดูเอิ่ม พูดเอิ่มอยู่นั่นแหละ พูดเอิ่มขนาดนี้ คนเข้าใจว่าอย่างไรคะ เรียบร้อยไหม ไม่เรียบร้อยอยู่แล้ว เขาก็ต้อง เอ้า คนดูก็เริ่มคิดแล้ว คิดตามแล้วว่าเออว่ะ มันอยู่กับผู้ชาย 2 คนนี่ มันต้องมีอะไรกันแน่ ๆ เลย จนทำให้ผู้หญิงคนนี้ ถูกคนในสังคมเข้าใจไปเองแล้วเรียบร้อย ว่าเธอนี่ ถูกผู้ชายคนนี้ข่มขืน โดยที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้โดนข่มขืนจริง ๆ แต่มันมาจากคำพูดหรือคำถามของพิธีกรที่ถ่ายทอดผ่านรายการโทรทัศน์ ก็เลยนำไปสู่ชื่อเรื่องที่ว่า “ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย” ตรงนี้เชื่อมโยงได้ไหมคะ นี่เราก็วิจารณ์ชื่อเรื่องต่อไปได้อีกแล้ว ว่าชื่อเรื่องนี่ มันมีความเหมาะสม เพราะมันกำลังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังถูกกระทำหรือถูกถามอะไรบางอย่างในรายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้นะคะ ฉะนั้น เวลาที่เราจะเขียนวิจารณ์ เราก็ต้องเขียนให้มันชัดเจน ให้มันสอดคล้องกับเรื่อง หรือแม้กระทั่งศิลปะในการแต่ง อันนี้ครูรู้สึกว่าเราอาจจะไปเอามาจากในเน็ตด้วยแหละ เพราะว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ได้สอดคล้อง เช่น ทำให้น่าติดตาม แทรกแนวคิดที่มีต่อชีวิตและสังคมไว้ในเรื่องสั้น คือ มันจะสังคมชนบทอะไรน่ะ ในเรื่องมันไม่ได้กล่าวถึงท้องไร่ท้องนาเลย มันกล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานโรงแรม แล้วตึกถล่ม แล้วก็ได้มาออกโทรทัศน์ ไม่ได้เกี่ยวกับสังคมชนบทเลย อันนี้มันก็เลยทำให้ครูนี่รู้ว่าคุณไม่ได้คิดเองแน่ ๆ คุณไม่ได้เขียนเองแน่ ๆ นะคะ อันนี้นะ หรือแม้กระทั่งให้เห็นสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ที่ครูพูดไปไม่มีสักอย่างเลย มันก็สะท้อนอีกอย่างหนึ่งแล้วแหละ ว่าเราทำงานนี่ ไปเอามาจากในเน็ตแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีมาจากเนื้อเรื่องเลยนะคะ ฉะนั้น ของกลุ่มที่ 1 นี่ พูดยาวหน่อย เพราะว่าให้กลุ่มที่ 2 ฟังด้วย เพราะน่าจะเป็นในลักษณะเดียวกันนะคะ เอ้า เชิญกลุ่มที่ 2 มานำเสนอก่อนค่ะ (นักศึกษาหญิง 3) สวัสดีค่ะ พวกเรากลุ่มที่ 2 นะคะ วิจารณ์เรื่องสั้น เรื่อง “สยุมพรเหนือหลุมฝังศพ” ค่ะ เรื่องย่อนะคะ สโรชินและก็สภาพรค่ะ เป็นคู่รักที่รักกันมาก ๆ ค่ะ แล้วก็สัญญากัน ว่าหลังจากที่พวกเขาเรียนจบ พวกเขาก็จะแต่งงานกัน แต่ว่าเพราะความจำเป็นบางอย่างค่ะ ทำให้สโรชินนะคะ ต้องลาออกจามหาวิทยาลัย เพื่อที่จะไปแต่งงานกับคนอื่น ทำให้สถาพรเสียใจมากเลยค่ะ แล้วก็ไม่สามารถที่จะลืมสโรชินได้ค่ะ เมื่อสถาพรจบการศึกษานะคะ ไปเป็นสัตวแพทย์ที่จังหวัดสุโขทัย ก็ทำให้เขาป่วย เกิดอาการเพ้อค่ะ แล้วก็ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เขาน่ะ เพ้อไปอยู่ใต้ต้นประดู่น่ะค่ะ แล้วเขาก็รู้ความจริงค่ะ ว่าที่ใต้ต้นประดู่แห่งนั้นนะคะ เป็นที่เสียชีวิตของสโรชินค่ะ (นักศึกษาหญิง 4) ต่อไปนะคะ ก็จะเป็นตัวละครนะคะ ตัวละครหลักก็มี ข้าพเจ้า (อรรถพร) ค่ะ แล้วก็สโรชิน และสถาพรค่ะ ส่วน 2. นะคะ จะเป็นตัวละครประกอบค่ะ ก็จะมีคนรักและเพื่อนของสถาพรค่ะ ตัวละครนะคะ ก็จะมี 14 ตัวค่ะ ที่หนูได้อ่านมา ก็จะมีสโรชินค่ะ คือ เด็กสาวที่ยิ้มผุดผาดค่ะ แล้วก็จะมี Freshy แล้วก็มีนิสิตเก่า มีมะลิวัลย์ คือ เป็นเหมือนนักเรียนค่ะ แล้วก็มีศิษย์เก่ามาด้วยค่ะ (อาจารย์หทัยวรรณ) Freshy คือ เขากำลังจะเรียกคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่… (นักศึกษาหญิง) ค่ะ แล้วก็มีมะลิวัลย์นะคะ ส่วน 5. ก็เป็นเด็กหนุ่มค่ะ คือ สถาพรกับเวชพุธ แล้วก็ 7. นะคะ ก็จะเป็นเทวินค่ะ 8. ก็จะเป็นอรรถพร 9. จะเป็นอมพร ค่ะ ส่วน 10. นะคะ ก็จะเป็นเทพค่ะ คือ เจ้าของไร่ฝ่ายแปลงใหญ่ค่ะ ส่วน 11. นะคะก็จะเป็นนายแพทย์ค่ะ คือ คอยรักษาชาวบ้านค่ะ แล้ว 12. นะคะ ก็จะเป็นวรีค่ะ 13. ก็คือสาโรจน์ค่ะ (นักศึกษาชาย 2) ต่อมานะครับ จะเป็นการพิจารณาโครงเรื่องครับ กลวิธีการดำเนินเรื่อง เป็นมุมมองตัวละครของอรรถพรเป็นคนเล่าเรื่องครับ การเปิดเรื่องมาด้วยคำพูดและความรู้สึกของตัวละครผู้เป็นคนเล่าเรื่องครับ ต่อมาการดำเนินเรื่องจะเป็นเหตุการณ์งาน Freshy เมื่อ 5 ปีก่อน ที่อรรถพร สโรชิน และสถาพรได้เจอกันครับ อรรถพรได้เจอสโรชินและสถาพร ก่อนเข้าพิธีซ้อมรับปริญญาครับ อรรถพรถูกทิ้ง และไปเที่ยวสุโขทัย และพวกเพื่อนสมัยเรียนได้ชวนมาที่ไร่นะครับ อรรถพรได้เจอกับสถาพรที่ป่วยเป็นมาลาเรีย ทราบข่าวสโรชินทิ้งไปแต่งงานกับคนอื่น และสภาพป่วยทำให้เพ้อ สถาพรกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้เขาเตลิดไปอยู่ใต้ต้นประดู่ และความจริงปรากฏว่า ณ ที่ต้นประดู่แห่งนั้นเป็นที่เสียชีวิตของสโรชิน คนรักของเขาครับ ต่อมา การ... เป็นการวิเคราะห์ครับ ความรักอันบริสุทธิ์เป็นสิ่งงดงาม แม้ความตายก็มิอาจทำลายได้ครับ (นักศึกษาหญิง 5) ต่อไปเป็นการพิจารณาโครงเรื่องนะคะ ขออภัยค่ะ เป็นการวิจารณ์ค่ะ ในเนื้อเรื่องมีความสุขซ้อนในความเศร้าค่ะ มีการใช้คำพูด การจัดวางคำ เล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ ทั้งในด้านการฟังและก็การอ่าน พร้อมทำให้รู้สึก รัก เศร้า เสียใจ จากสถานการณ์หรือตอนนั้น ๆ จากเนื้อเรื่องค่ะ พวกเราขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ พิจารณาแล้วค่ะ ใช่ไหม หนูขออภัยค่ะ หนูพูดผิด (อาจารย์หทัยวรรณ) ของกลุ่มนี้ก็เหมือนกันนะคะ ไปปรับแก้ไขตามที่ครูได้พูดไป มีดีเพิ่มเข้ามาตรงที่ว่ามีการเล่าเรื่องย่อได้ แต่ก็ยังไม่ได้ใจความเท่าไรนะคะ เพิ่มเข้ามาอีกหน่อยนะคะ ส่วนตัวละคร ถ้าเราจะวิจารณ์ตัวละคร ไม่ต้องเอามาทั้งหมด ที่ครูเคยยกตัวอย่างว่าพระเอกกำลังจะไปหานางเอกที่ห้องนี่ พระเอกเดินผ่านตลาด แวะซื้อผลไม้กับแม่ค้า เราก็ไม่ต้องเอาว่าตัวละครในเรื่องนี่ มีแม้ค้าด้วย เพราะแม่ค้าไม่ได้มีอิทธิพลอะไรต่อตัวละครหลักหรือตัวละครรองเลย แต่ถ้าเราจะบอกว่าหนูขอเอาได้ไหมคะ เพราะว่าแม่ค้านี่ ในขณะที่พระเอกซื้อ แม่ค้าถามพระเอกว่าเธอจะไปทำอะไร อ๋อ เธอจะไปหาผู้หญิงคนนั้นเหรอ แต่ฉันรู้สึกว่ามีผู้ชายน่ะ แวะเวียนมาหาเขาเยอะมากเลยนะ มันมีอิทธิพลกับตัวละครแล้ว แสดงว่าแม่ค้าคนนี้สามารถเอาไปใส่ในการวิจารณ์ตัวละครประกอบได้ เวลาที่เราจะเขียนนะคะ ตัวละครหลัก ตัวละครรอง กับตัวละครประกอบ ต้องเขียนเป็น Step แบบนี้ และตัวละครหลักมีใครบ้าง แบบที่ครูพูดไปแล้วว่าก็ต้องบอกด้วยว่าไอ้ตัวละครหลักนี่ มีการนำเสนอแบบไหน ต้องวิเคราะห์ตัวละครออกมาให้ได้ด้วย ไม่ใช่แค่บอกว่าใครเป็นตัวละครหลัก ใครเป็นตัวละครรอง และตัวละครหลักจะไม่มีข้าพเจ้า ตัวละครหลัก ก็คือจะเป็นชื่อตัวละครไปเลยนะคะ ส่วนตัวละครประกอบ จะไม่มีคนรัก และเพื่อนของสถาพร แต่จะบอกชื่อของตัวละครนั้น ๆ ไม่มี Freshy ไม่มีศิษย์เก่า เพราะนั่นไม่ใช่ตัวละคร ตัวละครต้องเป็นใครที่มีบทบาทในเรื่อง เช่น สมมติ ครูนี่ มาสอนนักเรียนในห้อง อันนี้คือเรื่องของนางสาวหทัยวรรณ มณีวงษ์ นะคะ เรื่องของหทัยวรรณนี่ วันนี้นางสาวหทัยวรรณมาสอนหนังสือในห้อง แล้วก็มีเด็กชาย ก ถามนางสาวหทัยวรรณ ว่าอาจารย์จะไปกินข้าไหน ซึ่งเพื่อนในห้องเยอะมาก ตัวลรในเรื่องก็จะมี 1. เลย นางสาวหทัยวรรณเป็นตัวละครหลักหรือตัวละครเอกของเรื่อง 2. ตัวละครรอง ก็อาจจะเป็น นาย ก ที่เขาถาม ว่านางสาวหทัยวรรณจะทำอะไรนี่โน่นนั่น มีบทบาทแล้ว แล้วก็ที่เหลือ ตัวละครประกอบ ตัวละครประกอบนี่ อันนี้ใช้คำว่า "นักเรียน" ได้ เพราะว่ามีบทบาท ก็คือ เป็นบุคคลที่นางสาวหทัยวรรณกำลังมาสอน โอเคไหมคะ แต่พี่ช่างที่เดินอยู่หน้าห้อง มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ของหทัยวรรณก็จริง แต่เราจำเป็นต้องใส่พี่ช่างเป็นตัวละครไหมคะ ไม่ต้อง โอเคไหม มันก็จะเหมือนกับที่เราน่ะ บอกว่ามี Freshy กับศิษย์เก่า ซึ่ง Freshy กับศิษย์เก่าไม่ได้มีบทบาทในเรื่อง ดังนั้น ไม่ต้องใส่นะคะ ตัวละครในเรื่องมีใครบ้าง ตัวละครหลักคือใคร ตัวละครรองคือใคร และตัวละครประกอบคือใคร อันนี้ดึงออกมาให้ได้ จับออกมาให้ได้นะคะ ไม่ยากเกินไปหรอก เพราะว่าทุกคนเคยดูละครมาแล้ว เรื่องสั้นกับนวนิยายมันก็แค่เป็นตัวอักษรที่เขียนมา แค่ไม่ได้มาแสดงให้เราดูเหมือนตัวละคร เหมือนในละคร ฉะนั้น คุณอ่าน คุณก็ต้องรู้แหละ ว่าใครเป็นตัวละครเอกหรือตัวละครหลัก ใครเป็นตัวละครรอง ใครเป็นตัวละครประกอบ สมมติ เราดูคังคุไบแล้ว ครูถามเรื่องนี้ได้ เพราะทุกคนได้ดูเหมือนกันหมด คังคุไบ ใครเป็นตัวละครเอกของเรื่องหรือตัวละครหลักของเรื่อง คังคุไบ คนเดียวไหม ถ้าเป็นในเรื่องนี้ คนเดียว โอเคไหม แต่ตัวละครรอง คือ มันรองลงมาจากคังคุไบอีกทีหนึ่ง ใครเป็นตัวละครรองบ้าง ราฮิม ใครอีก มีอีกได้เยอะเลย ตัวละครรองมีได้เยอะ เพราะว่าตัวละครรอง คือ บุคคลที่มีอิทธิพลรองลงมาจากตัวละครหลัก มีบทบาทรองมาจากตัวละครหลัก มีราฮิมแล้ว 1 อะไรนะ ป้าไลลา หา ชื่ออะไร อ๋อ ราเซียไบ ราเซียไบ หรือแม้กระทั่งคนรักของคังคุไบน่ะ ก็ใช่ โอเคไหม แต่ว่าคนรักของคังคุไบ ใช่ แต่คนที่ไปแต่งงานกับคนรักของคังคุไบใช่ตัวละครรองไหม ไม่ เป็นตัวละครอะไร ประกอบเฉย ๆ โอเคนะคะ เพราะอะไร เพราะความสำคัญมันรองลงมาแล้ว การเรียงลำดับตัวละครหลัก ตัวละครรอง ตัวละครประกอบ เราต้องดูลำดับความสำคัญด้วย บางคนบอกว่า เอ้า แต่เขาก็เป็นคนที่ไปแต่งงานกับคนรักของคังคุไบนะ มันก็น่าจะสำคัญ แต่เขาไม่ได้สำคัญถึงขั้นที่ว่ามีบทบาทเด่นต่อตัวละครหลัก เขาก็เลยอยู่จัดออกมาเป็นตัวละครประกอบเท่านั้นนะคะ แต่คนที่เดินไปเดินมาในฉาก ใช่ตัวละครประกอบไหม ไม่ใช่นะ เราไม่ต้องเอามาใส่นะคะ ยกเว้นคุณจะบอกว่า เอ้า แต่เวลาที่พูดถึงละคร คนเหล่านี้เขาก็เรียกว่า "ตัวประกอบ" ไม่ใช่เหรอ อันนั้นมันตัวประกอบคนละแบบ ไม่ใช่ตัวละครแบบ ประกอบแบบในการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ในการวิจารณ์วรรณกรรม ก็คือ ต้องเป็นตัวละครที่มีบทบาทที่เราเอามาวิจารณ์เขาได้น่ะ ถ้าเป็นคนที่เดินไปเดินมา คุณจะมาวิจารณ์เขาอย่างไรล่ะ มันไม่ได้มีบทบาทอะไรที่พอจะวิจารณ์ขนาดนั้นนะคะ ฉะนั้น งานของเรา เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มแล้ว ก็คือ 1. ไอ้ 11 หัวข้อนี่ ครูให้เวลาไปทำจนถึงวันจันทร์ คือ ให้ไปเคลียร์เลย คนที่บอกว่าจะส่งวันนี้ ยังไม่ต้องส่ง ไปเช็กของตัวเองก่อน ให้ดีก่อน เพราะงานนี้ 10 คะแนน ซึ่งจริง ๆ สัปดาห์ที่แล้วที่ครูไม่ได้เข้า ครูก็คาดหวังว่า เออ นักศึกษาจะได้มีเวลาไปทำงานนะคะ เพราะว่าครูก็ติดภารกิจเหมือนกัน แต่คราวนี้ นักศึกษาต้องทำแบบไม่ได้ใช้เวลาแล้วแหละ เพราะว่าอันนี้คือการเอาไปปรับแก้นะคะ ให้ส่งภายในวันจันทร์เท่านั้น ทั้ง 2 กลุ่ม แล้ววันนี้ก็จะได้เรียนการวิจารณ์ร้อยกรอง ก็จะมีงานเพิ่มด้วย แต่งานเพิ่มนี่ จะให้ส่งวันศุกร์ในคาบของเรา ซึ่งเราไม่ได้เรียนถูกไหม ครูให้เวลาในการไปทำวิจารณ์นวนิยาย 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะเตรียมนำเสนอ 20 คะแนน อันนี้ 10 คะแนน แล้วให้โอกาสไปแก้ด้วย แต่ 20 คะแนน ไม่ได้ให้โอกาสไปแก้ เพราะว่าจะถือว่าเป็นคะแนนสอบกลางภาคนะคะ กลุ่มละ 3 คนนะ ครูให้กลุ่มละ 3 คน ฉะนั้น 20 คะแนน น้ำหนักคะแนนเพิ่มด้วย แล้วงานก็เพิ่มด้วย เพราะว่าจากกลุ่มละ 6 เป็นกลุ่มละ 3 แล้ว งานต้องดีขึ้นอีกนะคะ คราวนี้ สำหรับวันนี้ ขอสอนต่อในเรื่องของการวิจารณ์ร้อยกรอง ซึ่งจะเป็นบทสุดท้ายที่ครูจะบรรยาย และวันนี้ 5 โมงเย็น อย่าลืมเข้า ZOOM นะคะ เดี๋ยวครูส่งให้ มีวิทยากรพิเศษ ก็คืออาจารย์วุฒินันท์ จะสอนเรื่องการเขียนบทความวิจารณ์ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาของบทที่ 8 ของเรานะคะ ทีนี้ดูวิจารณ์บทร้อยกรอง วิจารณ์บทร้อยกรอง ลักษณะของการวิจารณ์ จะง่ายกว่าเรื่องสั้นกับนวนิยายนิดหน่อยนะคะ ง่ายกว่านิดหน่อยตรงที่ว่าหัวข้อมันน้อยกว่า นวนิยายกับเรื่องสั้นนี่มีตั้ง 11 หัวข้อแน่ะ แต่ว่าวิจารณ์บทร้อยกรองนี่ มีแค่ 4 หัวข้อ แค่นั้น แต่คำว่า "4 หัวข้อ" ก็ไม่ได้แปลว่า โห มันน้อยจังนะคะ เหตุผลที่ 4 หัวข้อ เพราะว่าการวิจารณ์ร้อยกรองนี่มันต่างจากนวนิยาย ตรงที่จะเน้นในเรื่องของภาษา ร้อยกรองต่างจากร้อยแก้ว เพราะว่าร้อยกรองต้องมีบังคับฉันทลักษณ์ เช่น รูปแบบการแต่งแต่ละบทประพันธ์ แต่ละโครง แต่ละกลอน รูปแบบฉันทลักษณ์ ไม่เหมือนกัน เช่น กาพย์ยานี 11 ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 รวมกันให้ได้ 11 คำ แบบนี้ หรือกลอน 8 ต้องมีวรรคละ 7-9 คำ เป็นต้น แล้วก็ยังมีว่าต้องบังคับสัมผัส สระ พยัญชนะ อะไรก็ว่าไป มันก็เลยกลายเป็นว่า เวลาที่จะเขียนร้อยกรองได้นี่ เขาต้องมีการเลือกสรรคำ ให้มีความไพเราะ ให้มีความน่าสนใจ และก็ต้องให้ลงล็อกฉันทลักษณ์ด้วย เช่น บทประพันธ์ พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง เคยได้ยินไหมคะ เคยได้ยินไหม พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา อันนี้เป็นกาพย์ยานี 11 ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 โอเคไหม บังคับแล้ว ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 แล้ว 1. 2. ยังจะมาบังคับคำให้มันสัมผัสสระ วรรณยุกต์ ให้มันลงล็อกอีก เขาก็เลยมีการเลือกสรรคำ ในบทประพันธ์นี้ไม่ได้ใช้คำไทยเลย มีแต่คำไวพจน์ทั้งนั้นเลย คำไวพจน์คือความหมายคล้ายกัน... มีความหมายเหมือนกันเอามาใช้ เช่น คำว่า "พฤษภ" พฤษภแปลว่าอะไรคะ ใครราศีพฤษภบ้าง มีไหม คนที่เกิดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกลางมิถุนายน มีไหมในห้องนี้ ไม่มีเลยเหรอ เฮ้ย ห้องนี้ไม่มีราศีพฤษภเลย ไม่มี แล้วพอเดาได้ไหม พฤษภ พฤษภ ราศีพฤษภมันจะเป็นหน้าอะไรคะ เฮ้ย ความรู้รอบตัวนี่ มีบ้างนิดหนึ่ง เป็นหน้าวัว สรุปพฤษภเป็นอะไร พฤษภเป็นอะไร มันแปลว่าอะไร มันเป็นหน้าวัวขนาดนั้นมันต้องเป็นอะไรพฤษภนี่ เป็นวัว มันเป็นหน้าวัว มันก็ต้องเป็นวัวสิคะนักศึกษา พฤษภ ฉะนั้น เมื่อกี้ “พฤษภ” มาแล้วแปลว่าวัว “กาษร” ให้เดาแปลว่าอะไร ควาย โอเคนะ พฤษภกาสร จริง ๆ มันคือ “พฤษภ” กับ “กาสร” นั่นแหละ แต่ว่าเวลาอ่าน เวลาเขียน เขาจะให้มันเป็น 5 คำไงคะ จะพูดว่า ‘พรึดสบกาสอน’ เฉย ๆ มันก็เป็นแค่ 4 เขาก็เลยอ่านเป็น ‘พรึดสบพะกาสร’ นะคะ อีกกุญชรอันปลดปลง “กุญชร” แปลว่าอะไร ช้าง วัว ควาย ช้าง อันปลดปลงก็คือที่ตายแล้ว โททนต์เสน่งคง “ทนต์” กับ “ทันต” เหมือนกัน ถ้า “ทันตแพทย์” แปลว่า หมอฟัน แล้ว “โททนต์” น่าจะแปลว่าอะไร ฟัน พวกกระดูกและฟัน “เสน่ง” ก็คือ เขา กระดูก ฟัน เขา งา อะไรพวกนี้ เสน่งคง เขาก็บอกว่า ไม่ว่ากระดูก และฟัน และเขา มันก็ยังคงอยู่ ทวนอีกรอบ วัว ควาย หรือช้าง ถ้าตายไปแล้ว แต่กระดูก เขาและฟันของมันก็ยังคงอยู่ สำคัญหมายในกายมี อันนี้ก็คือ คือมันยังอยู่นะคะ นรชาติวางวาย “นรชาติ” แปลว่า คน แปลว่าคน แปลว่า มนุษย์ นรชาติวางวาย ก็คือ คนที่ตายไปแล้ว มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ “อินทรีย์” แปลว่า ร่ายกาย อินทรีย์ไม่ได้แปลว่านกนะคะ อินทรีย์ก็แปลว่านกแหละ ก็มีแหละ แต่ว่าอันนี้จะเป็นอินทรีย์ที่แปลว่าร่างกายนะคะ เขาจะบอกว่าคนถ้าตายไปแล้ว มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ ก็คือ ร่างกายดับสลายหมดเลย เพราะว่าเวลาเราประกอบพิธีกรรมก็คือเราจะต้องเผา สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา แสดงว่าสิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือความดี ความชั่ว เขาก็เลยต้องการที่จะบอกว่า นี่ ในบทประพันธ์นี้ ถ้าเป็นสัตว์ต่าง ๆ นี่ วัว ควาย ถ้ามันตายไปมันยังเหลือเขา งา ทิ้งเอาไว้ให้เห็นนะ แค่คนนี่ ไม่เหลืออะไรไว้ให้เห็นเลย เหลือไว้แค่ความดีความชั่ว ฉะนั้น บทประพันธ์ที่ครูเอาให้นักศึกษาลองพิจารณาเมื่อกี้ นักศึกษาสามารถพิจารณาในแง่ที่ว่า 1. เลย ภาษาของเขา เขาไม่ได้ใช้ภาษาธรรมดา ๆ เพราะร้อยกรอง มันต้องมีการสรรหาคำที่ทำให้เกิดความไพเราะ แล้วก็ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของเขา ถ้าเกิดเขาใช้คำว่า "วัวควายที่ตายไป" มันก็ไม่ได้คล้องจองน่ะ มันไม่ได้ไพเราะ ฉะนั้น เวลาที่เราจะพิจารณาบทประพันธ์หรือบทร้อยกรอง คุณต้องหาความหมายให้ได้ด้วยนะคะ หรือแม้กระทั่งแก่นเรื่องในตอนท้าย เขาก็ไม่ได้พูดตรง ๆ แต่บทร้องกรอง หรือบทประพันธ์ เขาจะมีแนวคิด มักจะใส่ไว้ในวรรคสุดท้าย หรือบทสุดท้ายของบทประพันธ์ เพื่อที่จะบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อทั้งหมดนี่ คืออะไร อย่างเช่นบทเมื่อกี้ ก็จะบอกว่าสิ่งที่ต้องการจะสื่อทั้งหมด ก็คือต้องการให้คนนี่ รู้จักการทำความดี เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ก็จะเหลือไว้แค่ความดีกับความชั่ว ถ้าคุณทำชั่ว คนก็จะจดจำแต่เรื่องที่คุณทำ หรือถ้าคุณทำความดี เขาก็จะจดจำแต่เรื่องดี ๆ ที่คุณทำนั่นเองนะคะ เมื่อกี้ เกริ่นในเรื่องของการวิจารณ์บทร้อยกรอง คราวนี้ มาเริ่มดูองค์ประกอบในการพิจารณาบทร้อยกรองตั้งแต่แรกเลย ก็คือ 1. ผู้พูด น้ำเสียงนะคะ ผู้พูด น้ำเสียง คืออะไร ผู้พูดและน้ำเสียงนี่ ด้วยความที่ว่าบทร้อยกรองไม่ได้มีบทสนทนาเหมือนกับเรื่องสั้นนวนิยาย คุณจะไม่รู้เลยว่าผู้พูดนี่เป็นใคร ดังนั้น ผู้อ่านต้องใช้การพิจารณาจากภาษา ว่าเขาพูดแบบไหน น้ำเสียงอย่างไร อารมณ์โกรธ ประชดประชัน เคร่งเครียด สนุกสนาน หรือร่าเริง เช่น ครูจะอ่านให้ฟัง แล้วนักศึกษาพิจารณาว่าน้ำเสียงนี่ เป็นน้ำเสียงไหน เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาศสถุลฉะนี้ฉะไหนก็มาเป็น ศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะน้อยจะมาจะยากจะเย็นประการใด อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยั้นมิทันกระไรก็หมิ่นกู กลกะกากะหวาดขมังธนู ฤๅบ่หอนจะเห็นธวัชริปูสิล่าถอย อารมณ์ไหนคะ น้ำเสียงไหนคะ อะไรนะ โกรธ อะไรนะ หาเสียดสี อ๋อ ยังไม่ถูก อันนี้จะเป็นอารมณ์โกรธนะคะ อันนี้จะเป็นอารมณ์โกรธ โอเคนะ 1. เลย โกรธ เพราะว่า จากที่อ่านแล้ว เอออุเหม่งนะมึงชิช่างกระไร นี่ มันเป็นน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ 2. ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวันวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง อันนี้น้ำเสียงอะไรคะ เศร้า โอเคไหม ที่น้ำเสียงเศร้าเพราะอะไร มันน่าจะเป็นฟีลแม่กับลูกกำลังจะพรากจากกัน เราอ่านแล้วเราก็ตีความได้จากภาษาว่า อ๋อ น่าจะเป็นแม่กับลูกกำลังจะจากกันน่ะ มันมีสะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย บางคนบอกว่าน้ำเสียงแบบไหนหนูไม่รู้ แต่หนูเห็นภาษาแบบสะอื้นร่ำอำลาและอาลัย หนูก็เลยตีความได้ว่ามันต้องเป็นเศร้าแน่ ๆ อันนี้ก็ได้นะคะ ฉะนั้น ข้อสังเกตของการพิจารณาบทประพันธ์ นั่นก็คือพิจารณาภาษาเป็นหลัก ต่อไป สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ แม้แต่ธุลีมิอาลัย ลืมเจ้าไซร้จนชั่วกาลปาวสาน ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษช้ำนานา ไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอยฯ น้ำเสียงแบบไหนคะ อันนี้ให้ตอบได้นะคะ ฝั่งนู้น ที่ทีแรกตอบอะไรนะ เสียดสี คราวนี้ให้ตอบเสียดสีได้นะคะ นักศึกษา รู้ไหมทำไมถึงเป็นเสียดสี รู้ไหม นักศึกษาคิดว่าเขาเกลียดหรือว่าเขารัก จากบทประพันธ์เขาเกลียดหรือว่าเขารัก ใคร… รัก มีใครให้เกลียดไหมคะ ไม่มีนะ บทประพันธ์นี้ 1. เลย เสียดสี 2. ไม่ได้เสียดสีเพราะเกลียด แต่เสียดสีเพราะรัก ถ้าสังเกตการใช้คำของเขา สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ เริ่มต้นมาเลย ยังไม่ได้อ่านถึงตอนท้ายน่ะ เริ่มต้นก็รู้แล้วว่ารัก ทำไมถึงรู้ล่ะ ถ้าคนมันเกลียด คนมันต้องอยากทำลายคนที่ตัวเองเกลียด ถูกไหม แต่นี่ก็คือสูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้เธอเป็นไฟ เราจะเป็นไม้ให้เธอเผาทำลายเอง นี่ก็คือ 1. แล้ว ที่ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้เกลียดแน่ ๆ แต่ทำไมเขาถึงเสียดสีแบบนี้ล่ะ ก็มันสืบเนื่องมาจากรักแล้วมันช้ำ แล้วมันผิดหวังในความรักไง ถ้ามันผิดหวังในความรัก ถ้ามันไม่ได้คู่ครองกับเธอจริง ๆ น่ะ เธอก็ทำลายฉันทิ้งไปเสียเถอะ อันนี้คือบทประพันธ์นี้ สังเกตตั้งแต่สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณนี่ เกิดไปอยู่ใต้รอยเท้า ให้เจ้า… เอ้ย ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษช้ำนานา ไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอยฯ ถ้าไม่รักฉันนี่ ก็ฆ่าฉันให้ตายเสียเถอะ อันนี้ก็คือบทแบบประพันธ์ที่เสียดสีนะคะ ถ้าสังเกตบทประพันธ์นี้จะต่างจาก 2 บทเมื่อกี้ ตรงที่ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามฉันทลักษณ์ แต่นี่ก็เป็นอีก 1 บทร้อยกรองที่เขาเรียกว่า "กลอนเปล่า" นะคะ ซึ่งเป็นบทร้อยกรองที่ตอนนี้กำลังฮิต ถ้าสังเกตว่าที่ได้รับรางวัลซีไรต์ต่าง ๆ จะเป็นบทประพันธ์แบบกลอนเปล่า เพราะอะไร เพราะว่าใช้คำแบบที่ไม่ต้องลงล็อกก็ได้ แต่เน้นกินใจ และต้องเน้นภาษาที่สั้น กระชับเหมือนเดิม ถึงจะไม่ต้องบังคับฉันทลักษณ์ แต่ก็ยังคง Concept ก็คือสั้น กระชับ ไม่ได้เป็นแบบร้อยแก้วนะคะ ต่อไป ข้อที่ 2 เมื่อกี้คือการพิจารณาน้ำเสียงนะ เวลาที่เราจะวิจารณ์บทร้อยกรอง เราต้องพิจารณาตั้งแต่ข้อ 1 ก่อน พิจารณาน้ำเสียง บทประพันธ์มีน้ำเสียงอย่างไรนะคะ ต่อไป การใช้ถ้อยคำของภาษา ข้อนี้ดอกจัน เพราะว่าในการที่จะพิจารณาบทประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือแนวคิด ภาษาคือสิ่งที่ผู้วิจารณ์ต้องตีความให้ได้ เพราะอย่างที่บอกว่าเผื่อบางอันที่เป็นบังคับฉันทลักษณ์ เขาก็จะมีข้อกำหนดว่าเขาต้องใช้คำนี้ คำนี้ เพื่อให้มันลงล็อก อย่างเช่น ผู้หญิงนี่ แทนที่จะใช้เป็นคำว่า "ผู้หญิง" เขาก็อาจจะมีคำอื่น ๆ เช่น นารี สตรี อะไรก็ว่าไป ดอกไม้ก็อาจจะเป็นบุปผา บุพชาติ นี่ก็คือคำต่าง ๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน แล้วเอามาใช้แทนได้ ดังนั้น ภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เราต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกนะคะ การพิจารณาภาษา ข้อแรก 1. เลย ความหมายตรงกับความหมายแฝง เพราะบทประพันธ์ เขามักจะไม่ได้บอกความหมายตรง ๆ หรอกค่ะ เขามักจะบอกความหมายแฝงซ่อนอยู่เสมอ เช่น ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว กระดาษฉันแผ่นเดียวนี่ ความหมายตรงคืออะไรคะ ความหมายของกระดาษแผ่นเดียวคืออะไร กระดาษแผ่นเดียวนี่ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว กระดาษแผ่นเดียว ความหมายตรงที่ว่าน่าจะหมายถึงอะไร ถ้าเป็นความหมายตรงเลย ใช่เงินไหม กระดาษแผ่นเดียว คือแบงก์… แบงก์ธนบัตรไหม ใช่ไหมคะ คืออะไร เมื่อกี้พี่ล่ามบอกแล้วนะคะ คืออะไรเอ๊า เรามาเรียนนี่ ใบกระดาษแผ่นเดียวที่เราจะได้คืออะไร ไม่ใช่เงินแน่ ๆ เพราะว่าเงินนี่เราได้หลายใบ ใบปริญญา โอเคนะคะนักศึกษา มาบัดทีนี้มาช่วยตอบ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังจะเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว บทประพันธ์นี้ ถ้าตีความความหมายตรง กระดาษแผ่นเดียวจะหมายถึงใบปริญญา แต่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ บทประพันธ์นี้สามารถตีความได้ว่า สิ่งที่เขาหวังน่ะ สิ่งที่เขาอยากได้ เขาไม่ได้อยากได้แค่ใบปริญญานะ เพราะเขาเปิดด้วยคำที่ว่า "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง" ก่อน นั่นแสดงว่าสิ่งที่เขาอยากได้คืออะไร ความรู้ นี่คือความหมายแฝงที่เขาแฝงอยู่ข้างใน โอเคนะ ถ้าเราตอบได้แบบนี้แสดงว่าเราน่ะเริ่มเก็ตแล้วว่า อ๋อ ความหมายแฝงคืออะไร ความหมายตรงคืออะไร นักศึกษาถ้ามองเป็นภาพรวม เป็นภาพแบบถ้าอ่านเผิน ๆ บทประพันธ์นี้ มันเป็นความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบ สุดท้ายให้แค่ใบปริญญาของเขาน่ะ เป็นความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบ เชิงลบ ถูกไหม เพราะว่าเขาเหมือนกับว่าเขาอยากได้อะไรมากกว่านี้ นั่นแสดงว่าที่เราพูดไปเมื่อกี้แหละ เขาอยากได้ความรู้ ประสบการณ์ที่เขาควรจะได้ แต่ว่าสุดท้ายให้แผ่นเดียว นั่นแสดงว่าเขารู้สึกว่าเขามาแล้ว เขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาอยากได้เต็มที่น่ะ แต่สิ่งที่เขาได้ ได้แค่ใบปริญญาไปติดฝาบ้านแค่นั้น นั่นแปลว่าเขากำลังจะบอกว่า เขาไม่เห็นจะได้ความรู้แบบที่เขาได้เลย ถูกไหมคะ ทีนี้ ครูบังเอิญไปเลื่อนเจอ Facebook นักศึกษา เขามีความเห็นต่างจากบทประพันธ์นี้มาก เขาบอกว่าใบกระดาษแผ่นเดียวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แค่แผ่นเดียว มันเป็นช่วงรับปริญญาของราชมงคลฯ 3 ปีที่แล้ว อันนี้ครูจำได้เลย ครู Capture ไว้ด้วยนะคะ ผู้หญิงคนหนึ่งเขารับปริญญา คือเขาเป็นเหมือนแบบชาวเขาแหละ แล้วเขาก็พอได้ใบนี้เสร็จแล้วน่ะ เขาก็เขียนเป็นบทความผ่าน Facebook แล้วมีคนแชร์เยอะ ครูก็เลยเข้าไปอ่าน เขาบอกว่าใบกระดาษแค่แผ่นเดียวของเขา มันไม่ใช่แค่แผ่นเดียว แต่มันหมายถึงความภูมิใจของทุกคนในบ้านของเขา แค่แผ่นเดียวที่เขาถือไปน่ะ มันหมายถึงสิ่งที่พ่อกับแม่เขาฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่าอยากได้ แต่ไม่มีโอกาสได้ อีใบแค่แผ่นเดียวใบนี้แหละ แต่เขาสามารถที่จะทำให้ความฝันของพ่อของแม่เขาของน่ะ สำเร็จได้ ด้วยใบกระดาษแผ่นเดียว เขาไม่รู้หรอก ว่าเขาเรียนจบไปแล้วน่ะ เขาจะได้ทำงานตามวุฒิปริญญาที่เขาเรียนมาหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาได้ในตอนนี้ มันคือ ความสุขที่ทุกคนในบ้านของเขาน่ะ มีกับใบกระดาษแผ่นเดียว ครูก็เลยเออ ถ้าสมมติว่านักศึกษาน่ะ จะเอาไปตีความ หรือว่าจะเอาไปวิจารณ์เหมือนกับว่าวิจารณ์บทประพันธ์ สิ่งที่เราวิจารณ์ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่คุณต้องมีเหตุผล ถูกไหมคะ ซึ่งถ้าคุณจะวิจารณ์ว่าสุดท้ายได้กระดาษแผ่นเดียว แสดงว่าบทประพันธ์นี้ แสดงให้เห็นถึงใบปริญญาที่อาจจะไม่มีค่าเท่าความรู้ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนอยากจะได้รับ คุณก็วิจารณ์ไปในเชิงลบได้ แต่บางคนที่เขาเอา เขาเรียกว่าอะไร ความรู้สึกของเขา ความคิดที่มีต่อสิ่งที่เขาอ่าน เอาไปใส่ด้วย เขาก็อาจจะวิจารณ์ไปในเชิงบวกก็ได้ อย่างที่ครูพูดให้ฟังไปเมื่อกี้ว่าผู้หญิงคนนั้นนี่ เขาก็เอาบทประพันธ์บทนี้มา แล้วเขาก็พูดถึงใบปริญญาที่บอกว่า มันไม่ใช่แค่ใบปริญญานะ แต่มันคือความสุขต่างหากล่ะ อันนี้ก็เป็นความหมายแฝงของผู้หญิงคนนี้ได้เหมือนกันนะคะ นี่คือความหมายตรงกับความหมายแฝง ต่อไป ใช้คำให้เกิดจินตภาพ 1. หาความหมายตรงความหมายแฝงให้ได้ 2. หาจินตภาพที่เกิดในบทประพันธ์นี้ให้ได้นะคะ จินตภาพที่ว่า มันก็คือภาพที่เราคิดเอาไว้นั่นล่ะ แต่ถ้าจินตภาพทั่วไปเฉย ๆ นี่ มันก็จะมีแค่ภาพใช่ไหม แต่ถ้าเราจะวิจารณ์จินตภาพในบทประพันธ์ คุณสามารถที่จะเกิดภาพได้ทั้งที่เป็นภาพจากสายตา ภาพจากเสียง ภาพจากกลิ่น แล้วก็ภาพจากการสัมผัสก็ได้ เช่น บทประพันธ์ชื่นชมนางประแดะ ในเรื่องระเด่นลันได ครูจะชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ เพราะว่านางเอกในวรรณคดีไทยนี่ ส่วนใหญ่จะชอบยกย่องว่าสวยอย่างนั้น สวยอย่างนี้ใช่ไหมคะ แต่ว่านางประแดะในวรรณคดีเรื่องระเด่นลันได เขาชมนางเอกว่า สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ พิจารณาบทประพันธ์ตั้งแต่อันแรก สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋านี่สวยไหมคะ ไม่สวย ใครที่คิดภาพไม่ออก ว่าอูฐกะหลาป๋าเป็นอย่างไร ก็คืออูฐนั่นแหละ ก็คือจะเดินแล้วก็จะตูดแอ่น ๆ หน่อย อันนี้ก็คือ 1. นะ 2. พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา แสดงว่าเป็นอย่างไร ดำปี๋ โอเคไหม นี่ อันนี้ก็คือให้เห็นภาพแล้ว สุดท้าย ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ มันเป็นอย่างไร ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอนี่ ผิวตะปุ่มตะป่ำแบบลูกยอ ถ้าคนที่เคยเห็นลูกยอก็จะคิดภาพออก แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเห็นก็จะคิดภาพไม่ออกนะคะ ฉะนั้น ก็ลอง Search หาเสีย ลูกยอก็จะเป็นลักษณะแบบผิวตะปุ่มตะป่ำนั่นเอง ฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นว่าอ๋อในเรื่องนี้ เขาไม่ได้ให้เห็นแค่ภาพหรือจินตภาพนะ บางทีเห็นเหมือนกับสัมผัสจับต้องด้วย ด้วยการที่ใช้ภาษาในการบรรยายนะคะ หรือแล้วจินตภาพที่เป็นกลิ่น มันจะได้กลิ่นได้อย่างไรนะคะ ครูเคยอ่านเรื่องหมาเน่าลอยน้ำ ของวินทร์ เลียววาริณ เขาอธิบายลักษณะของหมาเน่า ที่ตัวมันกำลังพองและผุ ฉุได้เต็มที่ มันกำลังลอยน้ำมา ทันใดนั้นเอง มันชนกับผักตบชวา ทำให้หนองที่อยู่ในตัวมันกระเด็นออกมา กระจายไปทั่วผืนน้ำ นักศึกษาเห็นภาพไหมคะ ใคร... ใครที่ไม่เห็นก็ลองคิดตามดูนะคะ ไม่ได้แค่เห็นอย่างเดียว บางคนบอกว่าเหมือนได้กลิ่นออกมาด้วย จากภาษาที่เขาใช้ มันก็เลยกลายเป็นว่า การที่คุณนี่ จะบอกจินตภาพเกิดขึ้นได้นี่ มันไม่ใช่แค่ภาพที่เป็นภาพวาดเฉย ๆ หรือภาพในฝันหรือจินตนาการอย่างเดียว แต่มันอาจจะหมายถึงเสียง อาจจะหมายถึงกลิ่น หรือสัมผัสด้วยก็ได้ด้วยนะคะ ยกตัวอย่างบทประพันธ์บทนี้ อ่านออกเสียงหน่อยเพื่อกระตุ้นนักศึกษานิดหนึ่ง อ่านออกเสียง ข้างบ้านมีศพจึงวุ่นวาย พร้อมกัน 1 2 3 ให้คิดจินตภาพคนละ 1 อย่าง หลังจากที่อ่านแล้วเกิดจินตภาพอะไรบ้างในเรื่องนี้ ห้ามซ้ำกัน เป็นภาพก็ได้ เป็นเสียงก็ได้ เป็นกลิ่นก็ได้ ได้อะไรบ้าง คนละ 1 อย่าง เอาเพื่อนหูด้วยนะคะ พี่ล่ามรบกวนอันนี้ด้วย ให้คิดคนละ 1 อย่าง จินตภาพ ภาพก็ได้ เสียงก็ได้ กลิ่นก็ได้ สัมผัสก็ได้ถ้ามันมีนะคะ เริ่ม ใครจะตอบก่อนคะ ยกมือค่ะ ค่ะ เสียงอะไรคะ เสียงอะไรคะ เสียงญาติคุยกัน ของญาติ 1. ค่ะ เสียงร้องไห้ 2. ค่ะ เป็นภาพคนช่วยงานศพ ค่ะ มีเสียงแล้วก็มีภาพแล้ว มันซ้ำ ซ้ำแล้ว กลิ่นธูป เฮ้ย อันนี้ได้นะคะนักศึกษา บางคนจะเถียงว่าไม่เห็นมีคำว่า "ธูป" เลยค่ะ แต่อ่านแล้วมันเห็นภาพของงานศพใช่ไหม มันก็น่าจะมีจินตภาพ จินตภาพ คือ จินตนาการ ได้ค่ะ เสียงหมูกรีดร้องตอนโดนเชือด โดนเชือด ภาพ... มันซ้ำน่ะ มันซ้ำ หา ข้างบ้านวุ่นวาย เลิกวุ่นวาย แบบภาพแบบเงียบสงบ เสียงเพลง เพื่อนหูเขายังได้ยินเสียงเพลง คนปกติไม่ได้ยินเสียงเพลงได้อย่างไรนี่ มันชัดขนาดนี้ ได้ค่ะ 1. โอเค ภาพวัวที่กำลังผูกไว้รอที่จะอาจจะเป็นศพต่อไป ค่ะ อะไรอีกคะ เพื่อน 2 คน ยังไม่ได้นะคะ 2 คนเมื่อกี้ยังซ้ำอยู่นะ เห็นอะไรไหม ภาพอะไร ภาพอะไร คนร้องไห้ ภาพคนร้องไห้ มีใครพูดหรือยัง เป็นเสียงนะ เป็นเสียงร้องไห้ ให้ก็ได้ เหลืออีกคนหนึ่ง พูดไปแล้ว พูดไปแล้ว เหลืออีกคนหนึ่ง เงียบ (นักศึกษาหญิง) ความเสียใจ (อาจารย์หทัยวรรณ) อ๋อ คือความเสียใจทิ้ง ยังคงอยู่ โอเค นี่คือสิ่งที่เราต้องเขียนนะคะ เวลาที่เราน่ะเจอในบทร้อยกรอง แล้วเราก็ต้องเขียนออกมาให้ได้ว่ามีจินตภาพอะไรบ้าง เหมือนคอมฯ ค้าง คอมฯ ค้างใช่ไหม ใช่ คอมฯ ค้าง โอเค สิ่งที่เราตอบมาใช่หมด ถ้าครูบอกว่ามันมี… มีกลิ่นคาวเลือดหมู ได้กลิ่นไหมคะ มีไหมคะ ครูพูดได้ไหม มันเป็นจินตภาพของครูได้ไหม มีกลิ่นคาวเลือดหมู ได้ เพราะครูอนุมานมาจากภาษาที่เขาใช้ ก็คือ หมูโดนเชือด โอเคไหม แล้วครูจะจินตภาพว่ามันต้องมีแบบเป็นป้าย เป็นป้ายข้างหน้า แล้วก็เขียน เขียนอะไรต่าง ๆ ได้ไหม ได้เหมือนกัน เพราะในบทประพันธ์ก็มีเหมือนกันนะคะ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราน่ะ จะคิดแค่อย่างเดียวอย่างหนึ่งที่เป็นภาพเท่านั้น คิดเป็นกลิ่นก็ได้ เมื่อกี้เพื่อนบอกว่ากลิ่นธูปอันนี้ก็ได้เลย เพราะว่ามันไม่มีธูปหรอก ในเรื่อง แต่ดูแล้วมันมีธูปแน่ ๆ เพราะมันเป็นงานศพ ไม่ได้ยินเสียงหรอก แต่คิดว่ามีเสียงแน่ ๆ ก็นี่ไงเขาบอกว่ามีเพลงขับบันเทิงสมัย เพลงขับบันเทิงสมัยมันน่าจะเป็นเพลงอะไร งานศพ ธรณีกรรแสง นี่ คือเขาไม่ได้บอกหรอกว่ามันเป็นเพลงธรณีกรรแสง แต่เราอ่านแล้วเรา อ๋อ มีเพลงธรณีกันแสงด้วย อย่างนี้ อันนี้ก็คือเป็นภาพหรือจินตภาพที่เกิดขึ้นนะคะ ดังนั้น ตรงนี้แหละ ที่เราต้องพิจารณา แล้วก็ภาษาในส่วนของโวหาร ภาษาในส่วนของโวหารนี่ก็จะมีพวกภาพพจน์ โวหารต่าง ๆ ซึ่งภาพพจน์โวหารที่ว่า เดี๋ยวนะคะ สักครู่นะ ครูรู้สึกว่าสายมันหลุด ใช่ไหมคะ โอเคค่ะ สวัสดีค่ะ โอเคค่ะ เดี๋ยวเริ่มต่อเลยนะคะ มาต่อ ทีนี้มาดูโวหารภาพพจน์นะคะ กลับมา กลับมา โวหารภาพพจน์ ในภาษาไทยนี่ จริง ๆ แล้วเขาบอกว่ามีมากกว่า 258 แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นของเราที่ต้องไปรู้จักขนาดนั้น สิ่งที่เราต้องรู้ หลัก ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะมีกี่แบบก็ตาม แต่สิ่งที่มักจะเจอบ่อย... สิ่งที่… โวหารที่มักจะเจอบ่อย ก็คือ 4 โวหารนี้ แล้วครูเชื่อว่าถ้านักศึกษาได้ไปทำงานที่ครูให้ ก็จะเจอ 4 โวหารนี้เช่นกัน 1. เลย อุปมา 2. อุปลักษณ์ 3. บุคลาธิษฐาน แล้วก็ 4. สัญลักษณ์นะคะ เริ่มจากอุปมากับอุปลักษณ์ก่อน อุปมา คือ เปรียบเหมือน ฉะนั้น อุปมาจะมีลักษณะว่า คุณเช็กได้จากคีย์เวิร์ด หรือวลีที่เขาเอามาใช้ในการเปรียบ เช่น ดุจ ดั่ง เหมือน ราว ราวกับ คล้าย ประหนึ่ง เฉก เช่น เพี้ยง ก็ใช่ หรือคำอื่น ๆ อีก ที่เป็นการเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน โอเคนะคะ ยกตัวอย่างเช่น จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด ดวงใจให้เลือดหลั่งไหล แต่ยังมีร้าวราวใน เหมือนไฟเผาผลาญศรัทธา มีคำว่า "เหมือน" จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด เขาใช้วิธีเปรียบเทียบ ก็คือจากเจ้า ก็คือจากคนที่รัก กับโดนคนมาเฉือน บางทีเขานี่ พยายามจะใช้คำให้มันได้อารมณ์ความรู้สึก ว่าถ้าเกิดว่าจากเจ้า เหมือนคนมาแทงจึ้ก แทงเจ็บแป๊บเดียว จบไหมคะ จบไหม เจ็บแป๊บเดียวจบนะคะ แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเฉือน มันไม่จบน่ะสิ เพราะมันค่อย ๆ เจ็บ ทรมานช้า ๆ ทรมานไปเรื่อย ๆ มันก็เลยเปรียบเทียบในลักษณะที่ว่าการจากเธอนี่ มันเจ็บปวดแล้วก็ทรมานนะ นะคะ อันนี้ก็คือสังเกตการใช้คำนะคะ โดยการเอาอุปมามาเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "เหมือน" ดวงใจให้เลือดหลั่งไหล แต่ยังมีร้าวรานใน เหมือนไฟเผาผลาญศรัทธา นอกจากจะเจ็บปวดทรมานแล้วก็ยังเหมือนกับการเผาผลาญศรัทธาทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ในชีวิตของเขานะคะ ต่อไป สังเกต ต่อไปเดี๋ยวดูอุปลักษณ์ก่อน อุปลักษณ์ ก็เป็นความเปรียบเหมือนกัน แต่ว่าคนภาษาไทยเขาจะรู้กันว่า อุปลักษณ์เปรียบเหมือน เอ้ยไม่ใช่ อุปมาเปรียบเหมือน อุปลักษณ์เปรียบเป็น อันนี้คนภาษาไทยรู้กัน เพราะอะไร เพราะอุปมาเขาจะมีการใช้คีย์เวิร์ด คือคำว่าพวก “เหมือน” "ราวกับ" "คล้าย" "เฉกเช่น" นะ แต่อุปลักษณ์เขาจะใช้เป็นคำว่า "เป็น" เช่น ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ เธอเป็นนางฟ้าของฉัน นี่ ก็คือเปรียบแหละ ลูกไม่ใช่แก้วตาจริง ๆ แล้วก็เธอไม่ใช่นางฟ้าจริง ๆ แต่เปรียบเป็น อันนี้ก็คือเปรียบโดยคำว่า "เป็น" นะคะ อุปลักษณ์จะต่างจากอุปมาตรงที่ว่าอุปลักษณ์บางครั้งสามารถละคำว่า "เป็น" กับ "คือ" ได้ แต่มันก็ได้ใจความเหมือนกัน เช่น แม่พูดกับลูกว่า โถ แก้วตาดวงใจของแม่ ไม่มีคำว่า "เป็น" แต่รู้ไหมคะ จะใส่คำว่า "เป็น" รู้ เราน่ะ ละเอาไว้ได้ ก็คือมันก็แปลว่าเธอเป็นแก้วตาดวงใจของแม่นั่นแหละนะคะ ฉะนั้น ถ้าเป็นอุปมา ต้องมีคีย์เวิร์ด แต่ถ้าเป็นอุปลักษณ์ ละได้ แต่รู้กันว่ามันมีความหมาย ก็คือคำว่า "เป็น" ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ถ้าเจอคีย์เวิร์ดง่าย ๆ เช่น ยิ้มเด็กคือยิ้มโลก บรรเทาโศกด้วยยิ้มฝัน ฝันเด็กดั่งตะวัน สาดแสงงามยามอรุณ บทประพันธ์นี้มีทั้งอุปมา มีทั้งอุปลักษณ์ อุปลักษณ์ก็คือยิ้มเด็ก คือ ยิ้มโลก เขาต้องการจะเปรียบเทียบว่า ยิ้มของเด็กนี่ ทำให้โลกสดใสได้อย่างนี้ ฝันเด็กดั่งตะวัน ฝันของเด็กนี่ เหมือนกับแสงตะวันเลย เพราะว่ามันดูสว่างสไว ดูสดใส โอเคนะคะ นี่ก็คือการเปรียบ แต่อุปลักษณ์ บางครั้งอาจจะไม่มี “เป็น” กับ “คือ” ก็ได้ เหมือนที่ครูพูดไว้เมื่อกี้ ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระปิ่นภพภูวนาถนาถา ยับยั้งคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธี บางคนถ้าไม่เข้าใจความหมายของคำ ก็จะตีความไม่ได้ แล้วก็จะหาอุปลักษณ์ไม่ได้ แต่ถ้าคนที่เข้าใจความหมายของคำว่า อ๋อ “พระปิ่นภพ” มันแปลว่าบุคคลสำคัญของโลก คือ ปิ่น คือ “ภพ” ภพ ก็คือโลกน่ะนะ ภูวนาทนาถา ภูวนาทนาถา แปลว่า พระมหากษัตริย์ ดังนั้น ถ้าสมมติว่า บทประพันธ์นี้จะมีอุปลักษณ์ นักศึกษาก็ต้องมาสังเกตว่าอะไรที่เป็นอุปลักษณ์ได้ วรรคแรก เขาบอกว่าก้มเกล้าเคารพอภิวาท ก็คือการกราบ กราบใครสักคนหนึ่งนี่ พระปิ่นภพภูวนาถนาถา แล้วก็มาตีความว่า ปิ่นภพภูวนาถนาถา ภูวนาถนาถา เมื่อกี้ ครูให้ความหมายแปลว่าอะไรคะ แปลว่า พระมหากษัตริย์ พระปิ่นภพ แปลว่า ยิ่งใหญ่ระดับโลก ดังนั้น ถ้าเราจะตีความ เราก็ตีความว่าผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ถูกไหมคะ ดังนั้น พระปิ่นภพจึงเป็นอุปลักษณ์ที่ไม่ต้องมีคำว่า "เป็น" กับคำว่า "คือ" ละได้ เพราะมันแปลความว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ นี่ เวลาที่คุณจะตีความในบทประพันธ์ บางครั้งครูถึงบอกว่า ภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นว่าเราต้องแปลออกให้ได้ก่อน ตีความให้ได้ก่อน คุณจึงจะสามารถมาดูได้ว่าในส่วนนี้มีภาพพจน์หรือไม่อย่างไรนะคะ ยกตัวอย่าง ดูผิวสีนวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น นักศึกษา เขาบอกว่าให้ดูผิวสิ มะลิซ้อนน่ะดำไปเลย แสดงว่าผิวเขาขาวหรือดำ บางคนบอกดำ ผิวขาวหรือดำ ขาว แต่เขาไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนผิวขาว ถูกไหม ดังนั้น ลักษณะของบทแรกที่ครูอ่านไปเมื่อกี้ มันก็เลยเป็นบทที่เป็นอุปลักษณ์ ที่ไม่ต้องมีคำว่า "เป็น" กับคำว่า "คือ" แต่เรารู้กันว่ามันตีความได้ว่าเป็นผู้หญิงขาว โอเคนะคะ อันนี้ได้ แต่อันที่เป็นอุปมา งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน งามกรดังลายเลขา อันนี้เป็นอุปมา เพราะมีคำว่า "ดัง" งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน แปลว่าอะไร ปากเขียวอ่อนไหมคะ ไม่ใช่นะคะ งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน ก็คือ ริมฝีปากบาง เขาต้องการจะสื่อว่าเป็นคนริมฝีปากบาง เมื่อกี้สายหลุดค่ะ ฉันจะกดรับ ใครโทรมา หรือว่าเราโทรไปก่อน ความที่ห้องมันรั้นน่ะนะ ของตึก 17 มีแบบนี้ไหม… ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวต่อ อันนี้ต่อนะคะ บุคลาธิษฐาน บุคลาธิษฐาน ก็คือ การที่เอาสิ่งไม่มีชีวิตมาทำกิริยาเหมือนกับสิ่งมีชีวิต เช่น เถาตำลุงริมรั้วก็ยั่วทัก กระถินฝักดอกแคก็ย้อมค่อย อะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้างคะ เถาตำลึงริมรั้วก็ยั่่วทัก กระถินฝักดอกแคก็ย้อมค่อย มะรุมรอมะละกอก็รอคอย ใบหม่อนไหมน้อยก็น้อยตื่นตัว ลมลอดกอไผ่เป็นเพลงล่อง ดงกล้วยใบตองก็ไกวทั่ว ม้าเอ๋ยอกข้าระทึกรัว กล้ากล้ากลัวกลัวไม่รู้แล้ว อะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้าง 1. เถาตำลึงมันก็กำลังทำอะไร ยั่วทัก แบบทักทาย อะไรอีกคะ กระถิน แล้วก็ฝักดอกแค มันก็ทักทายเหมือนกัน ต่อไป มะรุมแล้วก็มะละกอ มีบางห้องตอบว่ามะรุมรอคืออะไรคะอาจารย์ มะรุมมันกำลังทำกริยานะคะ รอนะคะ บางคนบอกว่า มะรุมรอคือสายพันธุ์หนึ่งของมะรุมหรือเปล่า ไม่ใช่ อันนี้มะรุมกำลังรอแล้วมะละกอก็รอเหมือนกัน อะไรอีกคะ ใบหม่อนไหมน้อยก็แบบก็ตื่นตัวตลอดเวลา อะไรอีกคะ อะไรลอด ลม ก็ทำกิริยา ก็คือลอดกอไผ่อยู่ แล้วก็ดงกล้วย ข้างล่างใช่ไหม ม้าเอ๋ยอกข้าระทึกรัว ใช่ไหม ไม่ใช่ อันนี้ม้ามันไม่ได้ทำกิริยา แค่เราน่ะ บอกม้าเฉย ๆ ว่าม้าเอ๋ย อกข้าระทึกรัวนะคะ ก็เลยมีแค่นี้นะคะ อันนี้ บุคลาธิษฐานก็อาจจะเจอบ่อยเหมือนกัน พี่ล่ามค่ะ ฝาก... โอเค อ๋อโอเคค่ะ เดี๋ยวรอก่อนก็ได้ (ล่าม) สวัสดีค่ะ (อาจารย์หทัยวรรณ) โอเคนะคะพี่ล่าม พี่ล่ามมาแล้วนะคะ โอเคค่ะ ค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะคะ ทำไมวันนี้สายหลุดบ่อย มาค่ะ กลับมา กลับมา เด็ก ๆ สาว ๆ มา ต่อไปนะคะ สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบบ่อยเหมือนกัน คราวนี้สัญลักษณ์นี่ เป็นภาพพจน์ที่ใช้ในการเปรียบ แต่ไม่ได้เปรียบเหมือนกับอุปมากับอุปลักษณ์ แต่สัญลักษณ์จะเป็นในลักษณะที่ว่าเอาสิ่งหนึ่งมาแทนสิ่งหนึ่ง เช่น เราน่ะ อยู่เมืองย่าโม สัญลักษณ์ของเรา เราก็มักจะถูกเรียกว่าเป็นหลานสาวย่าโม โอเคไหม นี่คือสัญลักษณ์คือเอาสิ่งหนึ่งมาแทนสิ่งหนึ่ง คือทำให้รู้ว่า นี่ เป็นลักษณะที่เราเข้าใจได้ชัดเจนนะคะ สัญลักษณ์ที่ว่าจะมีทั้งแบบขนบกับแบบสากล แบบขนบ ก็คือ ในแต่ละท้องที่หรือวัฒนธรรมนั้น ๆ นี่ จะรู้และเข้าใจเป็นกันเอง... ด้วยกันดีว่าอันนี้คืออะไร สัญลักษณ์นี้แปลว่าอะไร ส่วนแบบสากล ก็คือ โดยทั่วไป เข้าใจโดยทั่วไป เช่น สีขาวเหมือนกัน สีขาว ถ้าเป็นสัญลักษณ์แบบขนบ ก็คือสีขาวบนธงชาติไทย แปลว่าอะไรคะ สีขาว ในผืนธงชาติไทยนี่แปลว่าอะไร เฮ้ย ในธงชาติไทย สีขาวในธงชาติไทย แปลว่าอะไร ศาสนา โอเคไหม นี่คือแบบขนบ สีขาวในธงชาติไทย แล้วถ้าสีขาวแบบสากลทั่วไป เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ คราวนี้ถ้าครูบอกว่า เฮ้ย เราไปเป็นครูแล้วน่ะ มันก็จะมีขนบของเราเพิ่มขึ้นมาอีก เช่น โรงเรียน จะมีโรงเรียนสีขาว เคยได้ยินไหมคะ เขาจะติดป้ายใหญ่ ๆ หน้าโรงเรียน โรงเรียนสีขาว ไอ้สีขาวที่ว่านั้นน่ะ แปลว่าอะไรคะ โรงเรียนนี้อยู่ในโครงการอะไรคะ ปลอดยาเสพติด โอเคไหม บางคนบอกว่าเป็นโรงเรียนที่เคร่งศาสนา เป็นโรงเรียนอะไรที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ใช่ เราจะสังเกตว่าขาวเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันนะ สัญลักษณ์นี่ ให้สังเกตดี ๆ ไม่ใช่ว่าฉันเข้าใจแบบนี้มาโดยตลอด ว่าสัญลักษณ์นี้มันเป็นแบบนี้ มันต้องแปลว่าแบบนี้เท่านั้น ไม่ใช่ คุณต้องสังเกตด้วยว่า เขาใช้ในบริบทไหน ในขนบไหน เช่น สีขาวบนธงชาติไทยเมื่อกี้ ที่ครูบอกว่ามันไม่ได้แปลว่าความบริสุทธิ์ มันไม่ได้แปลว่าปลอดยาเสพติดนะ แต่มันแปลว่าศาสนา แต่ถ้าบอกว่าโรงเรียนสีขาว อันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนปลอดยาเสพติด แต่ถ้าสีขาวโดยทั่วไปจะแปลว่าความบริสุทธิ์ เหมือนกัน นกพิราบ ถ้าเป็นในอดีต นกพิราบของเราเป็นสัญลักษณ์ของการ... ของการ… เวลาจะส่งจดหมายหากันต้องส่งทางนกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสาร โอเคนะ แต่ถ้าบอกว่าคุณไปเจอนกพิราบ หรือบางทีน่ะ เขาจะเป็นป้ายใหญ่ ๆ นะ แล้วก็จะมีตราสัญลักษณ์นกพิราบอยู่ อันนั้นจะแปลว่าอะไรคะ สันติภาพ เสรีภาพ เป็นต้นนะคะ ฉะนั้น อันนี้คือสิ่งที่เราน่ะ ต้องสังเกตว่าเวลาที่คุณน่ะไปเจอสัญลักษณ์ในบทประพันธ์ คุณต้องตีความออกมาให้ได้นะคะ ยกตัวอย่าง บทประพันธ์ที่ใช้สัญลักษณ์ ดอกรักกำลังจะบาน กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทม หนาวน้ำตามาห้อมห่ม หัวใจเอ๋ยเจ้าเลยลา ครู... ครูอะไรนะ ครูเน้นให้แล้ว ว่าอะไรมันคือสัญลักษณ์ อย่างเช่น อันแรกดอกรักกำลังจะบาน ให้เราช่วยแปลว่า “ดอกรัก” เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความรัก โอเคนะ บางทีเขาอาจจะใช้คำง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ แหละ แต่ว่าบางคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจนะคะ ดอกรัก ก็คือความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เขาเปรียบเทียบเหมือนกับดอกไม้ที่กำลังจะบาน กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทน “ลั่นทน” แปลว่าอะไร ลั่นทมเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความโศกเศร้า ความทุกข์ใจ หนาวน้ำตามาห้อมห่ม น้ำตาก็เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน สัญลักษณ์ก็แทนความเสียใจเหมือนกัน ฉะนั้น บทประพันธ์นี้เขาก็เลยบอกว่าความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าเสียแล้ว แล้วก็ต้องแบบเอาน้ำตานี่มาแบบแทนความเศร้าของตัวเอง ก็คือโศกเศร้า รักยังไม่ได้เริ่มเลยกลับเศร้าก่อน อันนี้คือบทสรุปสั้น ๆ ของบทประพันธ์นี้นะคะ อีกบทหนึ่งไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยขลาดมาแต่ต้น เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน หลังพายุผ่านพ้นจึงสร่างซา ครูขีดเส้นใต้ให้แล้วว่าอะไรเป็นสัญลักษณ์ พวกเราลองตีความดูสิว่าสัญลักษณ์อันนี้มันแทนอะไร เมฆแทนอะไรคะ เมฆ เมฆ มันแทนอะไร สัญลักษณ์แทนอะไร เมฆมันแทนสว่างเหรอ เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน หา ความดี ผิด เฮ้ย อ่านดูดี ๆ มันไม่มีทางเป็นไปในเชิงบวกได้เลยนะนักศึกษา ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยขลาดมาแต่ต้น เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน เมฆสีดำ เดี๋ยวมันแทนอะไร มันสัญลักษณ์แทนอะไร เรื่องดี ดี ดีเหรอ มันกลายเป็นมืดมนนะ ถ้ามันดีมันจะมืดมนไหม มันต้องเป็นอะไรที่ทำให้มืดมน เศร้า มันมีอะไรเข้ามา เราทำงานอยู่แล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ มันมีอะไรเข้ามา อุปสรรค โอ้โห ต้องใบ้ขนาดนั้นเลยทีเดียว เมื่อมีเมฆ ก็คือเมฆแทนอุปสรรค ย่อมมีความมืดมัน มืดมนแทนอะไร มันมีอุปสรรคมา เราก็เลยผิดหวัง โอเค มา หลังพายุผ่านพ้น พายุครูเคลมว่ามันเป็นเหมือนเมฆได้ไหม มันเป็นอุปสรรคเหมือนเมฆได้ไหมคะ ได้ คือหลังพายุ ก็คือหลังจากอุปสรรคผ่านพ้นไปจึงสร่างซา คราวนี้แหละ สร่างซามันถึงจะแปลว่า โล่ง ความอะไร มันมีอุปสรรค มันทำให้ผิดหวัง พอมันอุปสรรคผ่านไป มันก็จะมีความสำเร็จ โอเคนะคะ ไป ค่อย ๆ เรียนรู้ไป สิ่งที่เราต้องพิจารณาในการวิจารณ์ เราก็ต้องดูว่ามีภาพพจน์อะไรบ้าง ภาพพจน์แบบใดบ้าง เมื่อกี้พูดไป สอนไปมี 4 ภาพพจน์ แล้วก็อธิบายมาให้ได้ว่าแล้วภาพพจน์ลักษณะอย่างไร ตีความแบบไหน ครูพาตีความ ก็ต้องตีความออกมาให้ได้แบบนั้นนะคะ ต่อไป รูปแบบคำประพันธ์ รูปแบบคำประพันธ์นี่มีทั้งหมด 3 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ รูปแบบตายตัวหรือตามตัว ก็คือรูปแบบที่เป็นบังคับฉันทลักษณ์ของไทยปกติเลย ไม่ว่าจะเป็นโคลง โคลงสี่สุภาพ ก็จะมีรูปแบบที่บังคับฉันทลักษณ์ เอก 7 โท 4 ก็ว่าไป หรือรูปแบบกาพย์ยานี 11 ก็จะมีบังคับฉันทลักษณ์ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 แล้วก็การคล้องจอง รูปแบบกลอนสุภาพหรือกลอนแปด ก็จะมี 7-9 คำ แล้วก็กลอนดอกสร้อย ขึ้นต้นด้วย “เอ๋ย” ลงท้ายด้วย “เอย” ที่ครูเอาขึ้นมา เป็นแค่ยกตัวอย่างให้ดูเฉย ๆ นะคะ ว่ารูปแบบของคำประพันธ์ของไทยจริง ๆ มีมากกว่านี้ แต่ว่าอันนี้คือยกตัวอย่างมาให้ว่าแต่ละรูปแบบก็จะมีบังคับฉันทลักษณ์แตกต่างกันไป ต่อไป รูปแบบกลอนอิสระ รูปแบบกลอนอิสระ ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์ เช่น ที่ครูให้นักศึกษาอ่าน สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ นั่นแหละค่ะ อันนี้เป็น… เขาจะเรียกว่า "กลอนเปล่า" หรือ "กลอนอิสระ" นะคะ จะเป็นวัฒนธรรมที่เรารับอิทธิพลมาจากตะวันตก มีช่องว่างระยะห่างบรรทัดมากกว่าปกติ ลักษณะของประโยคจะสั้น กระชับ แล้วก็จะมีความใหม่ ประโยคที่ใหม่ ยกตัวอย่าง บางคนฝากดวงดาวไปบอกคนรักว่า “คิดถึง” หลายคนฝากสายลมสายฝน สำหรับฉันได้แต่เก็บความรู้สึกเช่นนั้นไว้กับตัวเอง และปล่อยให้มันเผาไหม้หัวใจฉันจนเป็นสีดำ เคยไหมที่คุณพบใครบางคนสายไป แล้วหัวใจคุณกลายเป็นสีดำ บางคนบอกทำไมหนูอ่านแล้วมันเหมือนร้อยแก้วธรรมด๊าธรรมดา มันเป็นลักษณะคล้ายกับร้อยแก้วธรรมดานั่นแหละค่ะ แต่เขาจะมีการเขียนให้เป็นรูปแบบของกลอน ก็เลยเรียกกลอนชนิดนี้ว่า "กลอนเปล่า" ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์นั่นเองนะคะ ต่อไปวรรณรูป วรรณรูป ก็คือการสร้างด้วยอักษร การสร้างภาพด้วยอักษร วรรณ คือ ภาษา รูป ก็คือภาพ ฉะนั้น วรรณรูป ก็คือการใช้ภาษาในการสร้างภาพ เช่น บทประพันธ์เรื่อง “หยาดฝน” เขาทำเป็นรูปหยดน้ำฝนอยู่ นักศึกษาเห็นไหมคะ ถ้าใครที่ไม่เห็น ก็ให้เห็นเป็นหยดฝนนะคะ เพราะว่าเขาพยายามทำให้เราเห็นเป็นหยดฝนนะคะ ถึงแม้… ถึงบางคนจะบอกว่า เหมือนเป็นสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมอะไรก็ว่าไป อันนี้คือเขาก็ตั้งใจทำให้หยด ๆ เป็นหยดฝนนะคะ เขาพูดถึงเด็กกับสาว ที่มองน้ำฝนต่างกัน เด็กคนนั้น มองสายฝนภายนอกหน้าต่าง หยาดน้ำฝนจากฟ้าหลั่งมาเป็นสาย ดูสิจ๊ะ น้ำฝนใส เด็กน่ะจะมองน้ำฝนเป็นสีใส เพราะเขายังไม่ได้คิดอะไร เขามีแต่ความบริสุทธิ์ สาวคนนั้นมองสายฝนภายในหัวใจ หยาดน้ำฝนจากใจ หลั่งมาเป็นสาย ดูสิจ๊ะ น้ำฝนขุ่น นี่เขาต้องการให้รู้ว่าสาวพอเริ่มมีความรัก พอเริ่มมีอะไรต่าง ๆ เข้ามาในชีวิต มีประสบการณ์มากขึ้น สายฝนของเขาก็ไม่ได้เป็นใสเหมือนเดิมอีกต่อไปนะคะ หรือรูปนี้ เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน อ่านบทประพันธ์นี้พร้อมกันสิ อ่านว่าอะไร เอ๊ย ทำไมอ่านได้ไวขนาดนั้น เก่งมากนะคะ สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนอ่านมาจากไหนนะคะ มีสติอย่าเผลอ เขากำลังทำเป็นรูปพระพุทธรูป แล้วก็ใช้พยัญชนะ ตัวอักษรก็คือคำว่า "มี" อยู่บนเศียรของพระ แล้วก็ “สติ” ก็คือตัวของพระ แล้วก็ช่วงล่าง ก็คือช่วงขาก็คือคำว่า "อย่าเผลอ" นั่นเอง โดยใช้ภาษามาสร้างสรรค์เป็นรูปภาพนะคะ อันนี้ก็คือวรรณรูป สิ่งที่เราต้องพิจารณาเวลาที่เราจะวิจารณ์บทร้อยกรอง ก็คือ ดูว่าเขาใช้รูปแบบกลอนแบบไหน แล้วเหมาะสมกับสิ่งที่เขาเขียนไหม รูปแบบกลอน ถ้าแบบฉันทลักษณ์แบบตายตัวก็บอกให้ได้ว่าใช้โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ชนิดใดนะคะ แล้วก็สุดท้าย แนวคิดของเรื่อง แนวคิด ถ้าเทียบกับพวกเรื่องสั้นกับนวนิยาย ก็คือแก่นเรื่องนั่นแหละ แต่แนวคิดอันนี้จะเป็นลักษณะของข้อคิด คือ สิ่งที่ผู้อ่านต้องค้นหาให้ได้ว่าสิ่งที่ผู้แต่งเขาต้องการจะสื่ออะไร เหมือนตอนที่ครูพูดพฤษภกาสรให้ฟัง เขาเป็นบทประพันธ์ยาวแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้าย แนวคิดสั้น ๆ แค่ว่าสอนให้มนุษย์รู้จักการทำดี โอเคไหมคะ อันนี้คือแนวคิด ก็คือแนวคิดแบบสั้น ๆ คุณต้องอ่านแล้วสามารถสรุปให้ได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อคืออะไรนะคะ จบแล้ว ในเรื่องของการวิจารณ์บทร้อยกรอง บทร้อยกรองจะมีแค่ 4 หัวข้อแค่นั้นไม่เยอะ แต่มันจะเยอะ มันจะหนักตรงที่ว่า เราต้องสามารถพิจารณาภาษาให้ได้นะคะ เราถึงจะสามารถวิจารณ์บทร้อยกรองได้ มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ไม่มีนะ ก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่าทำอะไรนะคะ ทีนี้ทวนงานสุดท้ายของเรา งาน ครูจะส่งวิจารณ์… ครูจะส่งบทร้อยกรองให้เราวิจารณ์นะคะ อันนี้เป็นงานเดี่ยว งานเดี่ยว แต่วิจารณ์บทเดียวกันทุกคนในห้อง โอเคนะ แต่ให้เขียนส่งเดี่ยว อาทิตย์หน้าไม่ได้เรียน เพราะว่าเราจะจบ ปิดคอร์สการบรรยายภายในสัปดาห์นี้ แล้วก็ภายในตอนเย็นนี้ เข้า ZOOM ของอาจารย์วุฒินันท์นะคะ แต่งานเรายังไม่จบ งานที่ 1 ที่กำลังจะให้ในตอนนี้ ก็คือวิจารณ์บทร้อยกรอง เดี๋ยวครูจะส่งไฟล์ให้ แล้วให้นักศึกษาพรินต์ แล้วก็เขียนมาส่ง อันนี้ให้เขียนเอา เพราะเป็นงานเดี่ยว แล้วก็เป็นงานที่ทุกคนได้บทเดียวกัน ฉะนั้น ให้เขียนเอา ถ้าคุณลอกมา คุณก็ต้องลอกเขียนมา คืออย่างไรมันก็ต้องผ่านคุณอยู่ดี ครูไม่ให้ก๊อบฯ นะคะ อันนี้คืองานที่ครูจะส่งให้ อันนี้ชิ้นที่ 1 ชิ้นที่ 2 คือ เรื่องสั้น ที่นำเสนอไปวันนี้แหละ ให้ไปเคลียร์ ปรับ แก้ไข ให้เรียบร้อย เรื่องสั้น 11 หัวข้อน่ะ ส่งวันจันทร์ที่ห้องพัก หัวหน้ารู้ห้องพักครูแล้วนะ ให้เอาไปใส่ไว้ที่บล็อกครูได้เลยนะคะ มันจะเป็นบล็อก เดี๋ยวมันจะมีชื่อครู หนูเอาหยอดใส่ไว้ในชื่อครูได้เลย ส่วนวิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุกร์ วิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุกร์ แล้วก็นำเสนอนวนิยาย อาทิตย์ วันที่ 29 มีนาคม นำเสนอนวนิยายของเรา จะจบวันที่ 29 มีนาคม ครู… ครูไล่ถูกอยู่ใช่ไหม ที่ครูแจ้งไว้ตอนนั้น ขอโทษค่ะ ขอโทษ โอเค โอเค 5 เมษายน ขอโทษค่ะ 29 มีนาคม คือ งดคลาสให้ไปทำงาน คือ ปิดคอร์สแล้วน่ะค่ะ ให้ไปทำงาน แล้วก็ 5 เมษายน นำเสนอนวนิยาย แล้วทีนี้ ตอนที่เรียนกับอาจารย์วุฒินันท์ เรื่องการเขียนบทความวิจารณ์ จะมีงานเดี่ยวบทความวิจารณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ทุกคนจะต้องเขียนบทความวิจารณ์ โดยพอหลังจากเรียนแล้ว นักศึกษาสามารถที่จะเลือกนวนิยายหรือเรื่องสั้นเล่มไหนก็ได้ แล้วเขียนบทความวิจารณ์ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ เอาแค่นี้นะคะ ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ แล้วส่งวันสอบปลายภาคของเรา อันนี้ให้เวลาในการทำนาน ไม่ต้องกลัวว่าทำไมงานเยอะแล้วมันจะทันไหม งานชิ้นสุดท้าย คือ บทความวิจารณ์ ส่งวันที่ 18 เมษายน เราสอบปลายภาค วันที่ 18 เมษายนนะคะ เป็นช่วงบ่าย สอบในห้อง เดี๋ยวครูจะนัดหมายอีกทีหนึ่ง เพราะว่าสอบรวมกัน 3 ห้อง เดี๋ยวครูหาห้องให้ก่อนนะคะ แต่ว่าใช้การสอบแบบ e-Testing นั่นก็คือเป็นระบบ เดี๋ยวส่วนกลางจะส่งลิงก์ให้ แต่ว่าทุกคนต้องมานั่งสอบด้วยกัน ฉะนั้น อุปกรณ์ในการสื่อสาร อุปกรณ์ในการสอบทุกคน ให้เตรียมพร้อมแค่นั้นเองวันที่ 18 นะคะ แล้ววันที่ 18 ก็จะเป็นส่งงานบทความวิจารณ์ชิ้นสุดท้ายที่เป็นงานเดี่ยวด้วย สรุป ครูเคยบอกแล้วนะ ว่าวิชานี้ เน้นปฏิบัติ ดังนั้น ก็เลยจะมีการเขียนเยอะหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ครูจะให้ทำเป็นกลุ่ม เพราะว่าลดภาระของเรา งานเดี่ยวของครูจะมีแค่ 2 ชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือวิจารณ์บทร้อยกรองที่ต้องส่งวันศุกร์หน้า ไม่ยาก เพราะว่ามี 4 หัวข้อ แค่นี้เอง แล้วก็บทความวิจารณ์ที่หลังจากเราเรียนกับอาจารย์วุฒินันท์เสร็จแล้ว ถึงจะได้ทำนะคะ โดยบทความวิจารณ์นี่ ส่งได้ก็คือ 18 เมษายน ครูสั่งวันนี้ วันนี้วันที่ 22 มีเวลาอีกประมาณ 1 เดือนเต็ม ๆ น่ะค่ะ เกือบ ๆ 1 เดือน ฉะนั้น มีเวลา แต่สิ่งที่คุณต้องเร่งแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดของคุณในตอนนี้ ก็คือ วิจารณ์นวนิยาย ที่คะแนน 20 คะแนน และอันนี้เป็นงานกลุ่มด้วย งานกลุ่ม 3 คนด้วย ฉะนั้น ทำให้ดี ทำแบบลักษณะของเรื่องสั้นนั่นแหละ ก็คือวิจารณ์ 11 หัวข้อ แต่ไม่ต้องเย็บมุมมาส่ง ให้ทำเป็นรูปเล่มรายงาน มีหน้าปก มีคำนำ มีสารบัญ แล้วก็เลือกนำเสนอ 5 หัวข้อ ใน 11 หัวข้อ ให้ดูจากสไลด์นะคะ 11 หัวข้อมีอะไรบ้าง ดูจากสไลด์ มีใครมีคำถามตรงไหนไหมคะ ไม่เข้าใจงานไหน หรือว่าสงสัยอะไร ส่งวันศุกร์ ตอนไหนก็ได้ แค่รวบรวมมาส่ง เวลาไหนก็ได้ค่ะ เพราะว่าเราน่ะไม่ได้เจอกันในห้องอยู่แล้ว เราสะดวกนัดกันวันไหนก็ตามนั้น แค่เอาไปส่งที่บล็อกของครู หรือบางคนบอกว่าส่งใครส่งมันเลยได้ไหม ขี้เกียจรวบรวมกับเพื่อน แต่ว่าห้องพักอาจารย์อยู่ที่อาคาร 36 ชั้น 6 ห้อง 8 มันจะมีบล็อก จะมีบล็อกสีดำหน้าห้อง แล้วก็หาดูชื่อครู แล้วก็หย่อนตรงบล็อกชื่อครูแค่นั้น ถ้าอย่างนั้นทวนปฏิทินของเรานะ ปฏิทินของเรา อาทิตย์หน้ามีอะไรบ้างคะ วันจันทร์ส่งเรื่องสั้น วันศุกร์ส่งวิจารณ์บทร้อยกรองงานเดี่ยว แล้วก็ข้ามไปที่วันที่ 5 นำเสนอวิจารณ์นวนิยาย แล้วก็ข้ามไปที่ 18 สอบปลายภาคในห้อง แต่ห้องยังไม่รู้ เดี๋ยวแจ้งอีกครั้งหนึ่งนะคะ อันนี้คือปฏิทินนะ คราวนี้งานของเรา งานชิ้นที่ 1 ก็คือวันจันทร์วิจารณ์เรื่องสั้นเป็นกลุ่ม ส่ง จริง ๆ ทำมาแล้วแหละ แต่ก็ให้ไปแก้ไขให้มันเรียบร้อยเฉย ๆ งานชิ้นที่ 2 งานเดี่ยว ก็คือวิจารณ์บทร้อยกรอง งานชิ้นที่ 3 วิจารณ์นวนิยายที่ให้เริ่มทยอยทำมาตั้งแต่แรกแล้วนะคะ แล้วก็นำเสนอ ก็คือวันที่ 5 แล้วก็งานชิ้นที่ 4 งานเดี่ยว บทความวิจารณ์ ส่งวันที่ 18 ทั้งเทอมได้ทำงานเดี่ยวแค่ 2 ครั้งนะคะ ก็คือร้อยกรองกับบทความนี่แหละ ที่เหลืองานกลุ่มนะคะ ฉะนั้น งานเดี่ยวมันจะเป็นตัวชี้วัดเกรดของเราแล้ว ว่าเกรดของเราจะต่างกับเพื่อนหรือว่าจะดีกว่าเพื่อนอย่างไร ฉะนั้น เขียนเดี่ยว เขียนออกมาให้ดี ๆ เพราะงานกลุ่มมันต้องเฉลี่ยรวม ได้เท่าไรได้เท่ากัน แต่งานเดี่ยวคือตัวนี้แหละ ที่จะทำให้เกรดเราต่างจากเพื่อนแน่นอน เพราะว่างานเราจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ส่วนพัฒนาการวรรณคดีของเราจะเจอกันสัปดาห์หน้าสัปดาห์สุดท้าย อันนี้จะสบายหน่อย อีกวิชาหนึ่งจะสบายกว่ากันนะคะ เป็นธรรมชาติของวิชา 2 วิชา ดังนั้น เราไม่ต้องเซ็งว่าทำไมอันนี้งานเยอะจัง ก็ธรรมชาติของวิชา อีกวิชาหนึ่งพัฒนาการวรรณคดี เหลือแค่นำเสนอเกมอีก 2 กลุ่ม ก็จบแล้ว เตรียมสอบปลายภาคอย่างเดียว ฉะนั้น อีกวิชาหนึ่งเราสบายไปแล้ว ก็จะเหลือเวลาให้มาทำงานวิชานี้นะคะ โอเค มีคำถามอะไรไหมคะ 11 โมงครึ่งพอดี มีคำถามไหม ถ้าไม่มี เจอกันวันพุธหน้านะคะ วันพุธหน้านำเสนอเกม แล้วก็ปิดคอร์สพัฒนาการ แล้ว... อ๋อ วันพุธหน้าที่เราคุยกันว่าเราย้ายห้อง จะย้ายห้องไปตรงอาคาร 17 ไหม ที่ว่านำเสนอเกม ห้องนั้นมันแอร์พัง ห้องที่เราเรียนวันพุธเมื่อกี้มันแอร์เสีย เราก็เลยร้อน เอาเป็นว่าหาห้องนะ ถ้าอาคาร 17 ว่างเดี๋ยวก็จะไปอาคาร 17 นะคะ 18 พูดผิด ขอโทษค่ะ [เสียงหัวเราะ] ค่ะ เดี๋ยวอาคาร 18 18 ครูพูดผิดหรือเปล่า ครูพูดผิด 18 18 โอเคค่ะ [เสียงหัวเราะ] อย่างนั้นวันนี้ก็แค่นี้นะคะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยค่ะ หัวหน้าเชิญค่ะ (นักศึกษา) นักศึกษาทำความเคารพ (อาจารย์หทัยวรรณ) ค่ะ ไปค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]