[เสียงดนตรี] (คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้มาพบกับผมคุณครูธีรพัฒน์อีกครั้งนะครับ ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 2 นะครับ ในเรื่องนี้นี่นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.2 กลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียนจบแล้วนี่ คุณครูคาดหวังว่า นักเรียนจะสามารถอธิบาย แล้วก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้ครับ ก่อนที่จะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันไปแล้วแหละ ในคลิป... ระบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่าน แล้วก็สื่อสารกันดู จากนั้นจะมีคำถาม ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่คืออะไร ครับ อันนี้เป็นคำถามแรกนะ คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ ในระบบคุ้มกันอยู่แล้ว เหตุใดจึงยังต้องมีกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ อีกกลไกหนึ่งด้วยนะครับ อันนี้เป็นคำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ คือหัวข้อกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 อัน ก็คือ อันแรก ก็คือจะเป็นการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนะครับ อันที่ 2 ก็คือกลไกนี้จะเกี่ยวข้อง กับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว กลุ่มลิมโฟไซต์นะครับ นักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับ ถ้าลืมไปแล้วเดี๋ยวเราลองมาทบทวน จากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้ไว้แล้วนะครับ จุดเน้น ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ จะเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอม ได้อย่างจำเพาะนะครับ แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วยนะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่ม เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์นี่ จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน ชนิดแรก ชนิดแรกเรียกว่า "เซลล์บี" หรือ B lymphocyte นะครับ ชนิดที่ 2 นี่เรียกว่า "เซลล์ที" หรือ T lymphocyte นะครับ และเจ้าเซลล์ทีและเซลล์บีนี่ จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจน และก็แอนติบอดีนะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ คือคำว่า "แอนติเจน" กับ "แอนติบอดี" นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จัก เดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จัก กับ 2 คำนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ ลองดูรูปที่คุณครูให้มาพิจารณากันนี้นะครับ นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ ว่าแอนติบอดีกับแอนติเจนนี่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับ ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้ แบบตรงไปตรงมานะ ซึ่งจากรูปนี่จะเห็นว่าตัวแอนติบอดีนี่ครับ มันสามารถจับกับแอนติเจนได้นะครับ และก็มีบริเวณที่สามารถจับกับแอนติเจน อยู่บริเวณปลายของแอนติบอดีนะครับ การจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดีนี่ จะเป็นการจับกันแบบจำเพาะนะครับ เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่าแอนติเจนนี่ เป็นโมเลกุลของสาร หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ นะครับ อาจจะเป็นเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ รวมทั้งสารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคสร้างขึ้น หรืออาจจะเป็นสารพิษ ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่ จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับ ให้เกิดกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะขึ้นนะครับ ซึ่งกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ จะเกิดจากการที่ร่างกายนี่ สร้างแอนติบอดีออกมานะครับ และแอนติบอดีเองนี่ ก็สามารถที่จะไปจัด กับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มีคำถาม ที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับ ก่อนที่จะเข้าไปเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ คำถามแรก ก็คือการสร้างแอนติบอดีนี่ เกี่ยวข้องกับเซลล์บีและเซลล์ทีอย่างไรนะครับ คำถามต่อมา ก็คือว่า เหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีออกมา เพื่อจับกับแอนติเจน และนำไปทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดีมีหน้าที่เดียว คือ จับกับแอนติเจนนะครับ เหตุใดจึงสร้างออกมา แล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก แต่ว่าเดี๋ยวเราจะเรียนต่อไป แล้วนักเรียนจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ เราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจนนี่ เข้ามาภายในเนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนี่ จะเกิดการกระตุ้น หรือเกิดการทำงานของเซลล์อย่างไรบ้างนะครับ อันแรกเลย คือ ทั้งเซลล์บีและเซลล์ทีนี่ จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ เซลล์บีนี่จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้แบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เรียกว่า "เซลล์พลาสมา" เซลล์พลาสมานี่ก็จะมีบทบาทสำคัญแล้ว เพราะว่าจะเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับ ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจับกับแอนติเจน แล้วก็นำไปทำลายต่อไปนะครับ ในขณะเดียวกันนะครับ แอนติเจนที่เข้ามา ในเนื้อเยื่อร่างกายเราได้แล้วนี่ ก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครับ ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ โดยเซลล์ทีที่กระตุ้นนี่ จะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2 อัน ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ หรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า "cytotoxic T cell" นะครับ และอีกชนิดหนึ่ง ก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ หรือ helper T cell นะครับ ซึ่งเจ้าตัว cytotoxic T cell นี่ ก็จะทำหน้าที่ตามชื่อของมันนะครับ ส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ ก็จะมีบทบาทสำคัญ ในการกระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่าง ๆ นะครับ ซึ่งจะมีเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญมาก ในระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ นอกจากนี้นี่ เซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ครับ ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ หรือ memory cell นะครับ ซึ่ง memory cell นี่ จะมีการจดจำที่จำเพาะ ต่อแอนติเจนนั้น ๆ นะครับ ทำไมถึงต้องมีการจดจำนะครับ ก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่ เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่ครับ จะเป็นตัวที่ตอบสนอง ต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับ แล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับ สร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อเข้าไปจับ กับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาสรุปเป็นรูปภาพกัน เพื่อจะอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนนี่ เข้ามาในเนื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนี่นะครับ ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย แล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น เซลล์บีนี่ครับ จะเมื่อถูกกระตุ้นแล้ว จะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็น เซลล์พลาสมานะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่ง ก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับ เซลล์พลาสมานี่ จะทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมา แอนติบอดีนี่จะไปจับกับแอนติเจนนะครับ ซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเมื่อกี้ ที่เข้ามาในเนื้อเยื่อของร่างกายเรานะครับ แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ โดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับ ในขณะที่เซลล์ทีผู้ช่วยนี่ ก็จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวน หรือเปลี่ยนไปเป็นตัวเซลล์ทีผู้ช่วยเอง ในปริมาณที่มากขึ้นนะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไป เป็นเซลล์ความจำนะครับ โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีอื่น ๆ นะครับ หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่ ให้เกิดการทำงานแล้วก็แบ่งเซลล์ แล้วก็เพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ ในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ ก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน ก็จะกลายเป็นเซลล์ความจำ หรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิม ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ ก็จะทำหน้าที่ของเขา ก็คือเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสอยู่นั่นเองนะครับ อันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์ที ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไกหรือต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ ก็เนื่องจากว่าเซลล์ลิมโฟไซต์นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนี่ครับ สามารถจับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเรานี่ ได้อย่างจำเพาะนะครับ และเซลล์บีที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่ ก็ยังสามารถที่จะสร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดี ที่สามารถจับกับแอนติเจน ได้อย่างจำเพาะด้วยเช่นกันครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ โดยตรวจสอบจากคำถามที่ว่า ถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลาย หรือไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลต่ออย่างไรต่อร่างกายครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ แล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ หลังจากที่เราได้ตรวจสอบ ทำความเข้าใจกันมาแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ แล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถาม ให้นักเรียนลองมาช่วยกันคิดนะครับ ข้อความ ก็คือหลัก ๆ ก็คือปัจจุบันนี่ โรคมันพัฒนามากขึ้นนะครับ การคมนาคมขนส่งต่าง ๆ ก็สะดวกมากขึ้น ทำให้บางครั้งนี่เราสามารถพบโรค ที่เคยอยู่ในเฉพาะบางประเทศนี่ แพร่ระบาดไปสู่ประเทศต่าง ๆ นะครับ อย่างตัวอย่างเช่น โรคเมอร์ส นะครับ หรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครได้รับเชื้อเหล่านี้มาก่อนนะครับ อย่างเช่น COVID-19 ที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ ทุกคนนี่ มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้ แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่อาจจะเกิดอันตรายจากโรคเหล่านี้ได้นี่ ง่ายกว่าคนปกติ ก็อย่างเช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ คำถามที่ครูจะให้ลองช่วยกันคิด ก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยง ของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างนะครับ ลองช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอนเราต้องทำการศึกษา แล้วก็ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเอง จากเชื้อโรคนะครับ แต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ก็อย่างเช่น การรักษาสุขลักษณะนะครับ การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ รวมทั้งการทำ Social Distancing ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ด้วยนะครับ นอกจากนี้แล้ว อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง จากอันตรายของโรคต่าง ๆ ได้ ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้ลองคิดเพิ่มเรามาดูกัน คำถามก็คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนี่ ทำได้อย่างไรบ้างครับ ครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป รูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกนี่ ดื่มกินน้ำนมจากแม่นะครับ แล้วก็รูปที่ 2 นี่ จะเป็นการรูปของการฉีดวัคซีนนะครับ คำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดก็คือว่า การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 รูปนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เดี๋ยวเรามาดูคำตอบกันนะครับ การที่ทารกนี่ ดื่มกินน้ำนมของแม่นี่ เป็นการที่ทารกนี่ จะได้รับการภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับ เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันแบบรับมา" นะครับ ทารกนี่ จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับ ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่ จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่ อาศัยหลักการของกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะนะครับ นักเรียนอธิบายได้ไหมว่าภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่ อาศัยหลักการอย่างไรนะครับ ของกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะ เดี๋ยวเราลองมาดูกันครับ บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ เราไปดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรนะครับ ความรู้เพิ่มเติมอันนั้น ก็คือสถานเสาวภานะครับ ที่สภากาชาดไทยนี่ จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่ม แหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเลยนะครับ เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มนี่ เตรียมได้จากเลือดม้านะครับ โดยการฉีดแอนติเจนนะครับ แอนติเจนที่ว่าก็อาจจะเป็นตัวพิษงู หรือเป็นเชื้อของโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อของพิษสุนัขบ้านะครับ เพื่อกระตุ้นให้ม้านี่ สร้างแอนติบอดีออกมา หลังจากนั้นนี่เขาจะเจาะเลือดม้า แล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไป แล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมา ซึ่งส่วนที่เป็นเซรุ่มนี่ จะมีแอนติบอดีที่เราต้องการ แล้วก็เอาไปใช้ฉีดให้กับคน ที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ คำถามก็คือว่าเซรุ่มนี่ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ แล้วก็อีกคำถามหนึ่งก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม อาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ จากข้อมูลตรงนี้นะครับ จะเห็นว่าเซรุ่ม หรือบางครั้งเราก็เรียกว่า "ซีรัม" นี่ครับ เขียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเลย มันคือคำเดียวกันแต่ว่าเราพูดคนละแบบนะครับ นี่สกัดได้จากเลือดสัตว์ ก็อย่างตัวอย่างที่บอกเมื่อกี้ อย่างเช่นเลือดของม้านะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่ ทำให้ร่างกายนี่ ได้รับแอนติบอดีที่จำเพาะ ต่อแอนติเจนนั้นโดยตรงนะครับ แอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่ สามารถไปจับกับแอนติเจน ที่อยู่ในร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ ตัวแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่ อาจจะอยู่ในร่างกายได้ไม่นานนักนะครับ บางรายอาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนนะครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดี ที่ร่างกายเราได้รับเข้าไปนั่นเองครับ นักเรียนยังจำรูปที่ ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับ การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่ ก็เป็นภูมิคุ้มกันกลับมาเช่นกันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปแล้วนี่ ก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนติบอดี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านทารกนะครับ โดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่นี่ ระบบภูมิคุ้มกันของทารก ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น ถ้าแม่นี่ มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ จากแม่มาด้วยนะครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ จะอยู่ได้ชั่วคราวประมาณแค่ 2-3 เดือน หลังจากคลอดเท่านั้นนะครับ การดื่มน้ำนมแม่นี่ จะเป็นการส่งผ่านนะครับ แอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูกนะครับ ซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ นี่ จะพบแอนติบอดีในน้ำนม ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากครับ แล้วก็การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดนี่ เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกนี่ จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของตนเองได้ ก็คือในช่วงประมาณ 2-3 เดือนแรกหลังคลอดนี่ครับ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ ว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ มีอะไรบ้างนะครับ แล้วก็อาศัยหลักการของแอนติเจน แอนติบอดีอย่างไรนะครับ ทีนี้ ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้นะครับ เราลองมาดูกันแล้วก็ลองช่วยกันคิด จากคำถามที่ปรากฏอยู่นะครับ ว่าปกติแล้วนี่ คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับ เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส แล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคคางทูม อีสุกอีใส ตัวเดิมเข้ามานี่ เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับ หรือบางคนอาจจะป่วย แล้วก็มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักนะครับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ มาช่วยกันคิดสินะครับ ถ้ายังไม่คิดถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือยังคิดไม่ออกนะครับ เดี๋ยวเราลอง ค่อย ๆ มาศึกษากันไปแล้วกันนะครับ นี่มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้ เป็นตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับ อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจาก ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับ โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ ก็จากตารางที่เห็นหลังครูนี่ มันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนนะครับ ก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้น แล้วก็เดี๋ยวเราลองดูรายละเอียดกันนะครับ จากข้อมูลนี่ จะเห็นว่า ในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึงแรกเกิดนี่ จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับ แล้วก็วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ หลังจากนั้นนี่ เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือนนะครับ ก็จะได้รับวัคซีน ป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน แล้วก็ได้รับวัคซีนบริโภคเพิ่มนะครับ ช่วงอายุประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นะครับ แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปีนี่ ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม รวมทั้งวัคซีนป้องกัน โรคไข้สมองอักเสบเจอีด้วยนะครับ หลังจากนั้นนี่ ตั้งแต่อายุประมาณ 18 เดือนถึง 6 ปีนี่ ก็จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับ กระตุ้นมาเพิ่มขึ้นนะครับ เป็น 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่นะครับ หลังจากนั้นนี่ เมื่ออายุได้ประมาณสัก 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ ป.5 นี่ ก็จะได้รับวัคซีนที่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกนะครับ จากเชื้อ HPV ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งนะครับ ครับ แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกัน ของทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบ แล้วก็บาดทะยักซ้ำนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นนี่ ก็ต้องมีการฉีดวัคซีนคอตีบแล้วก็บาดทะยักนี่ ซ้ำทุก ๆ 10 ปีนะครับ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับ จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ เป็นที่เป็นตารางวัคซีน ที่จำเป็นสำหรับที่ให้กับเด็กทุกคนนี่นะครับ คำถามที่คุณจะถาม ก็คือว่าวัคซีนนี่ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าการให้วัคซีน อาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไรนะครับ เราลองช่วยคิดแล้วก็ลองตอบคำถามกันดูนะครับ นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ที่ทุกคนแหละต้องมีประสบการณ์ ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ ก็บางคนอาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ การได้รับวัคซีนนี่ ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ ก่อนที่เราจะมาศึกษากันว่า มันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองอย่างไรนี่ เรามาทำความรู้จักกับวัคซีนกันก่อนดีไหมครับ วัคซีนนี่ จะมีองค์ประกอบ ที่อาจจะเป็นส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิดอาจจะมีองค์ประกอบ ที่เป็นเชื้อโรคที่ตาย แล้วหรือบางชนิดจะเป็นเชื้อโรค ที่ทำให้อ่อนกำลังลงนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับ องค์ประกอบเหล่านี้ จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นวัคซีน ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับ การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกันโรค ที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเราได้นะครับ เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรค ที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่น ๆ ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือไข้หวัดใหญ่ เป็นต้นนะครับ โดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมา ว่ามีองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นนี่ จะทำหน้าที่เป็นแอนติเจนนะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้เกิดการตอบสนอง ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนนี่ จะมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนอง ต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรค เข้ามาในร่างกายของเรานะครับ ของเมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ที่เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่ครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนอง โดยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ที ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นะครับ ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไปนะครับ และนอกจากนี้ จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำ ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ และเมื่อได้รับเชื้อโรค ชนิดเดียวกับที่เราเคยให้วัคซีนเข้าไป เข้ามานี่นะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกระตุ้นเซลล์บี ให้สร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ ให้สามารถทำลาย หรือต่อต้านเชื้อโรคของสิ่งเหล่านั้น ได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วยเช่นกันครับ เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมา แล้วก็ภูมิคุ้มกันแบบก่อเองกันมาแล้วครับ เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ครูให้ตรงนี้นะครับ แล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ช่วยกันลองคิดนะครับ ข้อความนี้ ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่ เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ และก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่มาด้วยนะครับ และนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายนี่ สร้างแล้วก็พัฒนาภูมิคุ้มกันนะครับ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเรานี่ ได้รับอันตรายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในแต่ละวันนะครับ คำถาม ก็คือว่า นักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนได้รับวัคซีน ป้องกันโรคอะไรกันมาบ้างแล้ว ครับ ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ นะ ตั้งแต่เราเกิดมาเลย แรกเกิดอาจจะยังจำไม่ได้นะครับ จนถึงตอนนี้ เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับ นักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่า นักเรียนได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างนะครับ ครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมแหละครับ คือตารางวัคซีนที่จำเป็น ที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียน ลองไปช่วยกันคิดนะครับ คำถามแรก ก็คือว่าเพราะเหตุใด จึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกัน ซ้ำเป็นระยะ ๆ นะครับ อย่างเช่น วัคซีนโปลิโอนี่ จะต้องได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ ของช่วงอายุแรกเกิดถึง 12 ปีครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่านอกจากวัคซีน ที่จำเป็นต้องให้แก่เด็กแล้ว นักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้าง ที่เด็กหรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ ควรได้รับเพิ่มเติมครับ อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด แล้วก็นักเรียนอาจจะสามารถ สืบค้นหาคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ โดยเฉพาะทางผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่ ครูคิดว่านักเรียนน่าจะสืบค้นหาข้อมูลกันได้ เป็นอย่างดีนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบดูครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจ ในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับ โดยจะมี 2 คำถาม ให้นักเรียนลองถามตัวเองเพื่อจะดูว่า เข้าใจกับเรื่องที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับ คำถามแรก ก็คือว่าเพราะเหตุใด เมื่อถูกยุงกัดจึงต้องจดจำลักษณะของยุงที่กัด ที่กัดเรานี่แหละครับ หรือกัดคนอื่นนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีน และการให้เซรุ่ม มีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ลองตอบคำถาม 2 คำถามดูนะครับ ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็แสดงว่าเราอาจจะต้องกลับไปทบทวน เรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าตอบคำถามได้ถูกต้องแล้ว ก็แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วครับ และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่ เราลองมาดูกันว่า บทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนี้นะครับ ตั้งแต่เรื่องของกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งปลอมแบบจำเพาะทั้งหมดนี่ เราสามารถสรุปมาเป็นเนื้อหาอย่างไรได้บ้าง อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ อันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่นะครับ จะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ กลุ่มลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์บี เซลล์ที นะครับ ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเองนะครับ เมื่อแอนติเจนนี่ เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว เซลล์บีจะถูกกระตุ้น ให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เรียกว่า "เซลล์พลาสมา" ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี ซึ่งจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะ แล้วก็จะถูกนำไปทำลายต่อไปนะครับ ส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ตามแต่ แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้น ๆ นะครับ ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือว่าเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ ในขณะเดียวกันเซลล์บี และเซลล์ทีบางส่วนนี่ก็จะพัฒนา ไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่ กลับเข้ามาใหม่ ร่างกายจะมีการตอบสนอง แล้วก็สร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่ ทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนี่นะครับ ก็จะสรุปได้ดังนี้ครับ ก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ และทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นได้ทันที อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับ อาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นะครับ เป็นหลักสัปดาห์หรือเป็นหลักเดือนนะครับ ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับ และกระตุ้นให้ร่างกายเรานี่ สร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นี่ มาต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนะครับ ในขณะเดียวกันก็เกิดจะกระตุ้น ให้เกิดการสร้างเซลล์ความจำ ทั้งเซลล์บีและเซลล์ทีขึ้นนะครับ ทั้งหมดนี่ ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม ในการที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ ก็จะอยู่คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานครับ ในตอนต่อไปนี่นะครับ เราก็จะยังอยู่กับเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ในตอนที่ 3 นี่ จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่ เกิดความผิดปกติเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรานะครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]