[เสียงดนตรี] (ดร.นันทยา) สวัสดีค่ะนักเรียน ในคลิปนี้นะคะ เราจะเรียนหัวข้อเกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยครูนันทยา อัครอารีย์ค่ะ ในหัวข้อ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ มีจุดประสงค์ เพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะ อธิบายหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากกรณีของมัลติเพิลแอลลีล แล้วก็ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ซึ่งทั้ง 2 กรณีนะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์อย่างเดียวค่ะ มนุษย์เรานะคะ มีคำถามเกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ ว่าทำไม คนในครอบครัวเดียวกันนี่ ถึงมีหน้าตาเหมือนกัน แล้วก็ลักษณะเหล่านี้นี่ ก็จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้อย่างไรนะคะ ผู้ที่ศึกษาหลักท่านหนึ่งนะคะ ก็คือ Gregor Mendel ค่ะ เขาได้ทำการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรม ของถั่วลันเตาหลาย ๆ ลักษณะ แล้วนำมาวิเคราะห์ผลที่ได้นะคะ จนสรุปออกมา เป็นหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เดี๋ยวเราจะมาลองเรียนรู้นะคะ กับกรณีตัวอย่าง ที่ใช้หลักการของพันธุศาสตร์ Mendel ในการอธิบาย จากนั้นนะคะ จะมาเรียนรู้ ส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel กันต่อค่ะ ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ มีหลากหลายเลย ตั้งแต่หน้าตา สีผิว สีตานะคะ รวมทั้งโรคทางพันธุกรรมด้วย โรคทางพันธุกรรม ที่มีความสำคัญในประเทศไทยโรคหนึ่ง ก็คือโรคธาลัสซีเมียนะคะ ผู้ป่วยนี่ จะมีอาการซีด โลหิตจาง ตาเหลือง ตับ ม้ามโตค่ะ ที่มีความสำคัญกับประเทศไทยนี่ ก็เพราะว่ามีบุคคลที่เป็นพาหะของโรค มากกว่า 30% ของประชากรนะคะ ถ้าหากว่าเราขาดการป้องกัน แล้วก็ดูแลแล้วนี่ เราก็อาจจะทาให้มีเด็กเกิดใหม่นะคะ ที่ป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น ก็ควรจะมีการวางแผนครอบครัวค่ะ เรามาลองดูโจทย์นี้กันนะคะ ถ้าสามีภรรยาคู่หนึ่ง ไปปรึกษาแพทย์ก่อนมีบุตร และแพทย์ตรวจพบว่าทั้งคู่นี่ เป็นพาหะของธาลัสซีเมีย ถ้าเราจะต้องอธิบายเกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของโรคนี้ ให้ทั้งคู่เข้าใจมากขึ้นนะคะ จะต้องอธิบายว่าอย่างไรบ้าง ประเด็นแรก ก็คือโรคนี้ เป็นโรคทางพันธุกรรมนะคะ สามารถที่จะถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ แล้วการถ่ายทอดผ่านกระบวนการอะไรคะ ถูกต้องค่ะ ผ่านการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนะคะ โดยการถ่ายทอดยีนที่อยู่บนโครโมโซม ไปกับเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ เรามาทบทวนกันนะคะ ว่ายีนคืออะไร ยีนทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น การเป็นโรค หรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ โดยยีนนี่ จะเป็นช่วงหนึ่งของ DNA DNA จะขดพันกับโปรตีนเกิดเป็นโครงสร้าง ที่เรียกว่า "โครโมโซม" ดังนั้นนี่ ยีนก็จะอยู่บนโครโมโซมนะคะ ในมนุษย์เรานี่ มีโครโมโซมคู่เหมือน หรือฮอมอโลกัสโครโมโซม จำนวน 23 คู่ โดยทั่วไปแล้วนี่ ยีนที่ควบคุมลักษณะหนึ่ง จะอยู่เป็นคู่แอลลีล บนตำแหน่งเดียวกันของฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบ เรียกรูปแบบนี้ว่า "แอลลีล" เช่น T แทน แอลลีลเด่น ก็จะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะปกตินะคะ ก็จะไม่เป็นโรค และแอลลีล t ซึ่งเป็นแอลลีลด้อย ที่จะก่อให้เกิดโรคธาลัสซีเมีย จะเห็นได้ว่าแอลลีลทั้ง 2 นี่ จะมีข้อมูลทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยลักษณะของคู่แอลลีล บนฮอมอโลกัสโครโมโซมนี่ เราจะเรียกว่า "จีโนไทป์" เช่น TT, Tt และ tt ค่ะ ส่วนลักษณะภายนอกที่ปรากฏออกมาให้เห็นนี่ การเป็นโรค หรือไม่เป็นโรคนะคะ เราเรียกว่า "ฟีโนไทป์" ค่ะ ถ้ามีคู่แอลลีลที่มีรูปแบบเดียวกันนะคะ เราจะจัดจีโนไทป์แบบนั้นเป็น ฮอมอไซกัส แต่ถ้าหากว่ามีคู่ของแอลลีล ที่มีรูปแบบแตกต่างกันนี่ เราจะเรียกว่า "เฮเทอโรไซกัส" ค่ะ โดยบุคคลนี้นะคะ เขาจะไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่ว่าเขาจะเป็นพาหะของโรค โดยสามารถจะถ่ายทอด แอลลีลด้อยไปสู่รุ่นลูกได้ค่ะ จะเห็นได้ว่าฟีโนไทป์นี่ ก็จะขึ้นกับแอลลีลที่เรามีอยู่นะคะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดว่าเป็นแอลลีลเด่น ก็จะแสดงลักษณะของแอลลีลเด่น ก็คือปกติ แต่ถ้าหากว่าได้รับแอลลีลด้อยมาทั้งคู่นะคะ ก็จะแสดงลักษณะด้อย ก็คือเป็นโรคธาลัสซีเมียค่ะ ฟีโนไทป์นะคะ นอกจากจะขึ้นกับจีโนไทป์แล้วนี่ ก็ยังขึ้น... อาจจะขึ้นกับสิ่งแวดล้อมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ความสูงค่ะ ถ้าพ่อแม่เรามีลักษณะสูง เราก็จะมีลักษณะสูงใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากว่าเราได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม หรือออกกำลังกายไม่เหมาะสมนะคะ ก็อาจจะส่งผลต่อลักษณะความสูงของเราได้ค่ะ จากกรณีข้างต้นนะคะ ทั้งคู่นี่เป็นพาหะ แสดงว่ามีจีโนไทป์แบบใดคะ ถูกต้องค่ะ เป็นแบบเฮเทอโรไซกัส หรือ Tt นะคะ โดยการคาดคะเนว่าทั้งคู่นี่ จะมีโอกาสมีลูกเป็นโรคเป็นเท่าไรนี่ เราสามารถนำความรู้ที่ Mendel ค้นพบ เกี่ยวกับหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม มาอธิบายได้ค่ะ จะเห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมลักษณะโรคธาลัสซีเมียนี่ จะอยู่เป็นคู่แอลลีลนะคะ ซึ่งแต่ละเซลล์สืบพันธุ์นี่ จะได้รับเพียงแอลลีลเดียวของยีนนั้น เช่น T หรือ t โดยลูกนะคะ จะได้รับแอลลีลหนึ่ง จากแม่ผ่านทางเซลล์ไข่ แล้วก็อีกแอลลีลหนึ่ง จากพ่อผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ ในการปฏิสนธินี่ เซลล์ไข่แล้วก็สเปิร์มจะรวมกันแบบสุ่ม ทาให้ลูกจะได้รับแอลลีลใดนี่ ก็จะเกิดขึ้นแบบสุ่มด้วยนะคะ เช่น เขาอาจจะได้รับแอลลีล t จากแม่ แล้วก็รับแอลลีล T จากพ่อ หรือเขาอาจจะได้รับแอลลีล t จากทั้งพ่อ แล้วก็แม่นะคะ เราสามารถจะคำนวณหาโอกาส ที่ลูกจะเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคได้นะคะ ถ้าสังเกตนะคะ ถ้าเกิดว่าเขาได้รับแอลลีล T มานี่ ก็จะแสดงลักษณะไม่เป็นโรค ในที่นี้ก็จะเป็น 3 ใน 4 ส่วนถ้าหากว่าลูกได้รับแอลลีลด้อย ทั้งจากพ่อแล้วก็แม่นี่ เขาก็แสดงลักษณะเป็นโรคธาลัสซีเมีย ในที่นี้ก็จะเห็นว่าเป็นโอกาส 1 ใน 4 หรือคิดเป็น 25% นั่นเองค่ะ ถ้าหากมีคนกล่าวว่าลูกคนแรกของสามีคู่นี้ เกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมียแล้ว ลูกคนที่ 2 ไม่มีโอกาสจะเกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมียอีก นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไรคะ สำหรับคุณครูนะคะ คุณครูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าการพิจารณานี้เป็นเพียงการหาโอกาส เป็นโรคของลูกที่จะเกิดขึ้นนะคะ ถึงแม้ว่าลูกคนแรกจะเป็นโรคไปแล้วนี่ ลูกคนที่ 2 ก็ยังมีโอกาสเท่าเดิม ก็คือ 25 %ค่ะ โอกาสนี้นี่ จะเท่ากันทุกครั้ง ไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้งก็ตามนะคะ เพราะว่าแอลลีลที่ก่อโรคได้นี่ ยังคงสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ค่ะ เช่นเดียวกับการพิจารณาเพศของลูก ที่จะเกิดมานะคะ โดยอาจจะมีโอกาสเกิดมาเป็นเพศชาย 50% หรืออาจจะเกิดมาเป็นเพศหญิง 50% ค่ะ เรามาลองทำโจทย์ ตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ ถ้าหากว่าผู้หญิงที่มีลักษณะเผือก แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่มีลักษณะเผือกนะคะ จะมีโอกาสเกิดลูกที่มีลักษณะเผือกเป็นเท่าใด ลองทำดูนะคะ หรือว่าอาจจะลองกดหยุดพักเพื่อลองทำดูก็ได้ค่ะ [เสียงดนตรี] (ดร.นันทยา) ค่ะ เรามาดูเฉลยกันเลยนะคะ ผู้หญิงที่มีลักษณะเผือกนี่ จะมีจีโนไทป์เป็น aa ส่วนผู้ชายที่มีลักษณะไม่เผือกนะคะ อาจจะมีจีโนไทป์ได้ 2 รูปแบบ ก็คือเป็น AA หรือ Aa เพราะฉะนั้นนะคะ เราจะต้องพิจารณา โอกาสของลูกน่ะ ทั้ง 2 รูปแบบ ก็คือ แม่เป็น aa พ่อเป็น AA หรือแม่เป็น aa และพ่อเป็น Aa ค่ะ มาลองทำดูกันนะคะ กรณีแรกนี่ แม่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้นะคะ ส่วนพ่อนี่ ก็จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ เมื่อเราพิจารณาลักษณะของลูกนะคะ จะเห็นได้ว่าลูกทุกคนนี่ จะมีจีโนไทป์เป็น Aa นะคะ เพราะฉะนั้นนี่ ก็จะไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ส่วนในกรณีที่ 2 นะคะ ถ้าแม่มีจีโนไทป์เป็น aa นะคะ พ่อมีจีโนไทป์เป็น Aa นี่ ก็จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ หากเราพิจารณาลักษณะของลูกที่เกิดมานะคะ ก็จะเห็นว่าจีโนไทป์นะคะ จะมีทั้ง Aa, aa, Aa, และ aa ค่ะ เพราะฉะนั้น โอกาสที่ลูกจะมีลักษณะเผือกนะคะ ก็จะเกิดขึ้นในกรณีที่ 2 คิดเป็น 50% ค่ะ นอกจากโรคธาลัสซีเมียแล้วนะคะ ยังมีผู้ศึกษาพบว่า มีอีกหลายกรณีเลยค่ะ ที่สอดคล้องกับกรณีที่ Mendel ศึกษา แต่ก็มีอีกหลายกรณีเช่นกันนะคะ ที่มีความแตกต่างออกไป แต่ก็ยังสามารถที่จะใช้หลักการของ Mendel มาอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ค่ะ เราจัดกรณีนี้นะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel ค่ะ เรามาลองดูในกรณีแรก ของมัลติเพิลแอลลีลกันเลยนะคะ ลักษณะหมู่เลือดในระบบ ABO ของมนุษย์นี่ จะมีเลือด 4 แบบก็คือ A B AB และ O ค่ะ นักเรียนคิดว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของแต่ละหมู่นี่ แตกต่างกันอย่างไรคะ ใช่ค่ะ บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงของแต่ละหมู่นี่ จะมีชนิดของแอนติเจนที่แตกต่างกันนะคะ สังเกตไหม ว่าฟีโนไทป์นะคะ ของหมู่เลือดนี่ จะมี 4 แบบ แต่ลักษณะก่อนหน้านี้ที่เราศึกษามานี่ จะมีเพียงแค่ 2 แบบ เป็นเพราะอะไรคะ ยีนที่ Mendel ศึกษานะคะ จะมีแอลลีลที่เกี่ยวข้อง 2 รูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะสีกลีบดอก จะมีแอลลีล T ควบคุมสีม่วง แอลลีล t ควบคุมดอกสีขาว แต่ในกรณีของหมู่เลือดระบบ ABO นี่ จะมีแอลลีลที่ควบคุมมากกว่า 2 แอลลีล เช่น แอลลีล IA ควบคุมการสร้างแอนติเจน A บนเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง แอลลีล IB ควบคุมการสร้างแอนติเจน B และแอลลีล i จะไม่มีการสร้างทั้งแอนติเจน A แล้วก็แอนติเจน B ค่ะ เราเรียกกรณีที่ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม มีแอลลีลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 2 รูปแบบ ว่ามัลติเพิลแอลลีล ถึงแม้มีแอลลีลที่เป็นไปได้ถึง 3 รูปแบบนะคะ ในแต่ละคนนี้ จะมีเพียงแค่ 2 แอลลีล ซึ่งแต่ละแอลลีลจะอยู่บนคนละโครโมโซม ของฮอมอโลกัสโครโมโซม เช่นเดียวกับกรณีที่ Mendel ศึกษา โดยยีนควบคุมลักษณะหมู่เลือด ABO นะคะ จะอยู่บนฮอมอโลกัสโครโมโซมคู่ที่ 9 อาจจะมีจีโนไทป์ได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น IA, IA, IBi หรือ ii ค่ะ ครูจะลองเปรียบเทียบให้ฟังนะคะ ในกรณีของ Mendel นี่ ก็เหมือนกับเรามีถุงเท้าให้เลือกอยู่ 2 สี คือสีม่วงและสีขาว เราอยากจะเลือกใส่เป็นสีม่วงสีม่วง สีม่วงสีขาว หรือสีขาวสีขาวนะคะ แต่ในกรณีของมัลติเพิลแอลลีลนี่ เรามีถุงเท้าให้เลือกถึง 3 สี คือ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลืองนะคะ ซึ่งเราก็อาจจะเลือกใส่ได้หลากหลายออกไป แต่เราก็จะใส่ได้เพียงแค่ 2 ข้างเท่านั้นค่ะ การที่มีแอลลีลที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบ ทำให้มีจีโนไทป์ แล้วก็ฟีโนไทป์ ที่เป็นไปได้มากกว่ากรณีที่ Mendel ศึกษานะคะ จากตารางจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีเลือดหมู่ O จะมีเฉพาะแอลลีล i นะคะ ส่วนคนที่มีแอลลีล IA ก็จะมีเลือดหมู่ A คนที่มีแอลลีล IB ก็จะมีเลือดหมู่ B ส่วนคนที่มีจีโนไทป์เป็น IA, IB ก็จะมีเลือดหมู่ AB ซึ่งบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงนี่ จะมีทั้งแอนติเจน A แล้วก็แอนติเจน B นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะคะ ที่แตกต่างจากกรณีที่ Mendel ศึกษาค่ะ ค่ะ นักเรียนเราลองมาดูโจทย์นี้กันนะคะ ถ้าแม่มีเลือดหมู่ A และพ่อมีเลือดหมู่ B โดยทั้งคู่นี่เป็น เฮเทอโรไซกัส จะมีโอกาสมีลูกที่มีเลือดหมู่ใดบ้าง ทั้งคู่นะคะเป็นเฮเทอโรไซกัส แสดงว่าแม่มีจีโนไทป์เป็น IAi และพ่อมีจีโนไทป์เป็น IBi ค่ะ จะเห็นได้ว่า หมู่เลือดระบบ ABO นี่... ยีนที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวนะคะ จะอยู่กันเป็นคู่แอลลีล ซึ่งคู่แอลลีล จะแยกออกจากกัน เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ แล้วก็อีกอันหนึ่งจากแม่ค่ะ หมู่เลือดระบบ ABO นี่ ถึงแม้จะมีหลายแอลลีล แตกต่างจากกรณีที่ Mendel ศึกษา แต่การพิจารณารูปแบบการถ่ายทอด ลักษณะพันธุกรรมนี่ ก็ยังคงใช้หลักการของ Mendel ได้นะคะ จึงเรียกว่าเป็นส่วนขยาย ของพันธุศาสตร์ Mendel ค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ จากโจทย์นี้กันดูนะคะ นักเรียนอาจจะลองกดหยุดพักนะคะ เพื่อลองทำโจทย์นี้ดู แล้วเดี๋ยวเรามาดูกันค่ะ ว่าเฉลยเป็นอย่างไรนะคะ [เสียงดนตรี] (ดร.นันทยา) เอาล่ะค่ะ เรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กันเลยนะคะ แม่มีจีโนไทป์เป็น IA, IB ส่วนพ่อมีจีโนไทป์เป็น IBi สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ โดยเราอาจจะใช้ตารางในการช่วยหาโอกาส ของจีโนไทป์ที่จะเกิดขึ้นในรุ่นลูกนะคะ แม่นี่ สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น IA, IB ส่วนพ่อนี่ สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ได้เป็น IB และ i จีโนไทป์ของลูกเป็นดังนี้ โดยลูกจะมีโอกาสที่จะมีเลือดหมู่ดังนี้ค่ะ AB A และเลือดหมู่ B ค่ะ สักครู่เราทำตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนะคะ อันนี้เรามาลองดูอีกกรณีหนึ่งค่ะ ถ้านักเรียนนะคะ จะต้องเขียน เพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับกรณีนี้ นักเรียนจะเขียนว่าอย่างไรบ้าง นักเรียนอาจจะลองกดพักนะคะ เพื่อลองทำกิจกรรมนี้ดู แล้วเดี๋ยวเรามาดูเฉลย ว่าเป็นอย่างไรค่ะ นักเรียน เรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กันเลยนะคะ พ่อและแม่นี่ มีเลือดหมู่ A แสดงว่าอาจจะมีจีโนไทป์ เป็น IA, IA หรือ IAi ส่วนลูกนี่ มีเลือดหมู่ AB แสดงว่ามีจีโนไทป์เป็น IA, IB ค่ะ จะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ ที่พ่อกับแม่นี่จะถ่าย... ถ่ายทอดลักษณะแอลลีล IB มาให้ลูกได้นะคะ แสดงว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาดบางประการขึ้นค่ะ ในปัจจุบันนี้นะคะ นอกจากการตรวจหมู่เลือดแล้วนี่ เรายังมีเทคโนโลยีทาง DNA ช่วยในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยค่ะ ค่ะ เรามาดูกรณีของยีน ที่อยู่บนโครโมโซมเพศกันต่อนะคะ จากตารางทั้ง 2 นี่ สัดส่วนของลักษณะทางพันธุกรรมในเพศชาย และเพศหญิงเป็นอย่างไรคะ จะสังเกตได้ว่าลักษณะหมู่เลือด ABO นี่ ทั้งเพศชายและเพศหญิงจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในกรณีของลักษณะตาบอดสีนี่ เพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิงนะคะ เพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนั้น เราจะได้มาเรียนรู้กันค่ะ โครโมโซมของมนุษย์นะคะ จะมีทั้งหมด 23 คู่ของฮอมอโลกัสโครโมโซม โดยแบ่งเป็นออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ ถ้าหากว่ามีโครโมโซมเพศเป็น XY ก็จะเป็นเพศชาย แต่ถ้ามีโครโมโซมเพศเป็น XX ก็จะเป็นเพศหญิงนะคะ การที่โครโมโซมเพศของผู้ชาย และผู้หญิง มีลักษณะแตกต่างกันนะคะ ทำให้ยีนบางยีนอาจจะไม่อยู่เป็นคู่แอลลีลเสมอไป เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเขียว-แดง ซึ่งจะอยู่บนโครโมโซม X ของมนุษย์นะคะ จะเห็นได้ว่าเพศหญิงนี่จะมี 2 แอลลีล แต่ในเพศชายนี่ ก็จะมีแอลลีลของยีนนี้เพียงแค่หนึ่งแอลลีล แตกต่างจากกรณีของลักษณะหมู่เลือดนะคะ ที่อยู่บนออโตโซม บุคคลที่มีลักษณะตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ จะยังคงมองเห็นภาพได้ปกติ แต่ว่ามีความบกพร่องที่เซลล์รับแสงในตา ทำให้แยกสีเขียวและสีแดงนะคะ ออกจากกันได้ยาก แต่ว่าระดับความรุนแรงนี่ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จากภาพนะคะ จะเห็นได้ว่าสามารถที่จะแยกสีออกจากกันได้ยาก เราอาจจะใช้ตัวอักษร หรือลวดลายนะคะ มากำกับเพิ่ม เพื่อให้สามารถที่จะสื่อสารกับผู้อื่นได้เข้าใจ นอกจากนี้นะคะ ในการออกแบบเว็บไซต์ หรือการออกแบบต่าง ๆ นะคะ ก็จะต้องคำนึงถึงสีที่เหมาะสมด้วย แล้วแบบนี้จะเห็นไฟสัญญาณจราจรเป็นอย่างไรนะ เรามาดูภาพตัวอย่างกันค่ะ ถึงแม้บุคคลที่มีลักษณะตาบอดสีเขียว-แดงนี่ จะแยกสีเขียวและแดงออกจากกันยากนะคะ แต่ว่าแต่ละสีของไฟจราจรนี่ จะอยู่คนละตำแหน่งกัน จึงทำให้สามารถระบุได้ค่ะ ลักษณะตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ ควบคุมโดยแอลลีลด้อย c บนโครโมโซม X ดังนั้น เพศหญิงที่มีแอลลีลด้อย 2 แอลลีล ก็จะแสดงลักษณะตาบอดสี แต่ในเพศชายจะแตกต่างกันออกไปนะคะ เพราะว่ามีโครโมโซม X เพียงโครโมโซมเดียว จึงมีลักษณะตาบอดสี ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีลด้อยเพียงแอลลีลเดียวค่ะ การพิจารณารูปแบบการถ่ายทอด สามารถใช้หลักการของ Mendel ได้นะคะ จะเห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมลักษณะ ตาบอดสีเขียว-แดงนี่ จะอยู่กันเป็นคู่ของแอลลีล โดยแอลลีลจะแยกออกจากกัน เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แล้วลูกนี่ ก็จะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ และอีกแอลลีลหนึ่งจากแม่ แต่ถ้าหากว่า เราสลับลักษณะของพ่อและแม่นะคะ โอกาสที่จะมีลูกมีลักษณะตาบอดสี ใน 2 กรณีนี่ ก็จะแตกต่างกันออกไป กรณีแรก ไม่ว่าลูกจะเกิดเป็นเพศใด ก็จะไม่มีลักษณะตาบอดสีค่ะ แต่ในกรณีที่ 2 นี่ โอกาสที่ลูกจะมีตาบอดสีเป็น 50% โดยลูกสาวทุกคน จะเป็นพาหะของลักษณะตาบอดสี และลูกชายทุกคน ก็จะเกิดมามีลักษณะตาบอดสี ที่เป็นแบบนี้นะคะ ก็เป็นผลมาจากการที่เพศชายนี่ มีโครโมโซม X 1 โครโมโซม วิธีหนึ่งในการทดสอบ ว่ามีลักษณะตาบอดสีหรือไม่นะคะ ก็คือใช้ชุดกระดาษแผ่นทดสอบที่มีลักษณะดังภาพค่ะ บุคคลที่มีลักษณะตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ ก็จะไม่สามารถอ่านตัวเลข 74 หรือ 6 ได้ชัดเจนค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ เกี่ยวกับยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศกันนะคะ จากโจทย์ตัวอย่างนี่ ก็จะเป็นลักษณะของฮีโมฟิเลีย ซึ่งควบคุมโดยแอลลีลด้อยบนโครโมโซม X นะคะ นักเรียนลองเติมแผนภาพให้สมบูรณ์ดู อาจจะกดหยุดพัก แล้วก็ลองทำแล้วเดี๋ยวมาฟังเฉลยพร้อม ๆ กันค่ะ [เสียงดนตรี] (ดร.นันทยา) เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ทำกันได้รึเปล่า เรามาดูเฉลยกันนะคะ จากจีโนไทป์ของพ่อและแม่นะคะ จะสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ แล้วก็สามารถที่จะมีจีโนไทป์ของรุ่นลูกนะคะ ได้เป็นดังนี้ เราจะเห็นได้นะคะ ว่าผู้หญิงที่ได้รับแอลลีลด้อยจากแม่นี่ ก็จะไม่เป็นโรค เพราะว่าได้รับแอลลีลเด่นจากพ่อด้วยค่ะ แต่ในกรณีของผู้ชายนะคะ จะแตกต่างออกไป ได้รับเพียงแอลลีลด้อย จากแม่หนึ่งแอลลีลนะคะ ก็จะแสดงลักษณะเป็นโรค เพราะว่าผู้ชายนี่ จะมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งโครโมโซมค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาสรุปเนื้อหาที่เราได้เรียนกัน ในคลิปนี้กันนะคะ ลักษณะทางพันธุกรรมนี่ เป็นลักษณะที่สามารถถ่ายทอด จากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูกได้ โดยผ่านยีนในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ ซึ่งรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ก็มีหลากหลายนะคะ บางกรณีนี่ ก็เป็นส่วนที่เป็นส่วนขยาย ของพันธุศาสตร์ Mendel ซึ่งยังคงสามารถใช้หลักการที่ Mendel ค้นพบ ในการอธิบายได้ ตัวอย่างเช่น ลักษณะที่มีการควบคุมโดยมียีนนะคะ ที่มีแอลลีลมากกว่า 2 รูปแบบ ก็จะเรียกว่า "มัลติเพิลแอลลีล" เช่น ระบบหมุนเลือด ABO ส่วนลักษณะที่ควบคุมโดยยีน ที่อยู่บนโครโมโซมเพศนะคะ จะมีโอกาสพบในเพศชายกับเพศหญิงนี่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะตาบอดสี หรือโรคฮีโมฟิเลียนะคะ ซึ่งนอกจากลักษณะที่เป็นส่วนขยาย ของพันธุศาสตร์ Mendel ที่เราเรียนกันไปวันนี้แล้วนะคะ ยังมีลักษณะ ที่มีรูปแบบแตกต่างกันไปอีกมากมายเลยค่ะ บางกรณีก็มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ลักษณะที่ควบคุมด้วยยีนหลาย ๆ ยีน หรือลักษณะที่มีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ แต่หลักการพื้นฐานก็ยังคงเหมือนกันค่ะ ก็คือลักษณะทางพันธุกรรมนี่ มีการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง ผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์นะคะ วันนี้นะคะ เราก็สามารถจะนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนครอบครัว ว่าลูกที่เกิดมานะคะ จะมีลักษณะเป็นโรคหรือไม่นะคะ มีโอกาสเท่าไร นอกจากนี้นะคะ ก็ยังสามารถที่จะนำความรู้นี่ ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช แล้วก็ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ให้มีลักษณะตามต้องการได้ค่ะ ค่ะ ในคลิปนี้นะคะ นักเรียนก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และในหัวข้อต่อ ๆ ไปนะคะ ก็จะได้เรียนรู้ว่ายีนนี่ ทำหน้าที่ในการควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมอย่างไร รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เราก็จะได้เรียนรู้ถึงการนำความรู้ ทางพันธุศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ ในเทคโนโลยีทาง DNA ยกตัวอย่างเช่น การหาแอลลีลก่อโรค เพื่อวินิจฉัยโรค หรือนำไปใช้ทางการเกษตรนะคะ สำหรับคลิปนี้ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]