﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:00.551

2
00:00:01.589 --> 00:00:02.451

3
00:00:06.318 --> 00:00:06.718

4
00:00:09.018 --> 00:00:09.260

5
00:00:10.489 --> 00:00:10.707

6
00:00:10.748 --> 00:00:11.009

7
00:00:10.879 --> 00:00:12.183
เสียงดนตรี

8
00:00:12.669 --> 00:00:12.972

9
00:00:14.718 --> 00:00:14.988

10
00:00:15.038 --> 00:00:15.515

11
00:00:15.928 --> 00:00:16.124

12
00:00:18.628 --> 00:00:18.983

13
00:00:18.948 --> 00:00:20.697

14
00:00:20.738 --> 00:00:20.952

15
00:00:21.247 --> 00:00:21.498

16
00:00:21.508 --> 00:00:22.882
สวัสดีค่ะ

17
00:00:23.108 --> 00:00:26.397
สำหรับคลิปนี้นะคะเป็นคลิปการสอนใน

18
00:00:26.318 --> 00:00:28.131
หัวข้อที่ 4.3

19
00:00:28.238 --> 00:00:30.684
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

20
00:00:30.980 --> 00:00:36.314
ให้ความรู้โดยครูบุญญาพรค่ะโดยที่ข้อนี้นะคะอยู่ภายใต้บทที่ 4

21
00:00:36.619 --> 00:00:42.248
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์

22
00:00:42.188 --> 00:00:43.242
ชีวภาพ

23
00:00:43.279 --> 00:00:45.743
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่ะ

24
00:00:45.839 --> 00:00:50.823
จุดประสงค์นะคะก็คือเพื่อให้นักเรียนสามารถอธิบายและยกตัวอย่าง

25
00:00:51.928 --> 00:00:55.554
มิวเทชันและผลของมิวเทชันต่อการลักษณะ

26
00:00:55.579 --> 00:00:57.497
แสดงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

27
00:00:57.438 --> 00:01:00.546
และยกตัวอย่างการนำเนชั่นไปใช้ประโยชน์ค่ะ

28
00:01:00.578 --> 00:01:03.106
นักเรียนน่าจะเคยได้ยิน

29
00:01:03.069 --> 00:01:04.995
ประโยชน์เกี่ยวกับการณรงค์นะคะ

30
00:01:05.379 --> 00:01:12.338
เกี่ยวกับแสงแดดนะคะโดยอาจจะเป็นการแนะนำนะคะให้ลดการอยู่กลางแจ้งหรือว่าให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

31
00:01:13.000 --> 00:01:17.215
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไรถึงได้มีการรณรงค์แบบนี้เกิดขึ้น

32
00:01:17.357 --> 00:01:17.780

33
00:01:17.938 --> 00:01:18.805
ค่ะ

34
00:01:19.279 --> 00:01:19.680

35
00:01:19.669 --> 00:01:23.361
คำตอบนะคะก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต

36
00:01:23.318 --> 00:01:25.848
หรือรังสียูวีในแสงแดดนะคะ

37
00:01:26.008 --> 00:01:33.830
เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังซึ่งนักเรียนจะสามารถที่จะใช้ความรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

38
00:01:33.757 --> 00:01:34.765
นะคะ

39
00:01:34.718 --> 00:01:36.817
อธิบายในกรณีนี้ได้ค่ะ

40
00:01:38.569 --> 00:01:41.355
กลับมาที่รูปนี้อีกครั้งหนึ่งนะคะ

41
00:01:41.387 --> 00:01:46.559
ลองดูที่ยีน 1 ยีนกันนักเรียนคิดว่าทำไมยีน 1 ยีนนี่

42
00:01:46.577 --> 00:01:49.500
ถึงได้มีแอลลีนได้มากกว่า 1 แอลลีลค่ะ

43
00:01:50.547 --> 00:01:55.138
คำตอบก็คือเพราะว่า DNA เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต

44
00:01:55.099 --> 00:01:57.752
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้

45
00:01:58.037 --> 00:02:00.132
หลักการเกิดมิวเทชันค่ะ

46
00:02:00.217 --> 00:02:00.553

47
00:02:00.538 --> 00:02:03.265
โดยนิวคลีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะคะ

48
00:02:03.227 --> 00:02:04.230
ของยีน

49
00:02:04.186 --> 00:02:06.011
อาจจะเปลี่ยนแปลงไป

50
00:02:06.367 --> 00:02:08.841
จัดเป็นมิวเทชันในระดับยีนค่ะ

51
00:02:08.988 --> 00:02:09.211

52
00:02:09.247 --> 00:02:11.283
ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้น

53
00:02:11.307 --> 00:02:11.493

54
00:02:11.498 --> 00:02:12.876
อาจจะก่อให้เกิด

55
00:02:13.157 --> 00:02:17.383
หรือที่แตกต่างกันออกไปนะคะหรือเป็นโรคได้ค่ะ

56
00:02:18.150 --> 00:02:18.498

57
00:02:18.788 --> 00:02:24.432
ดังในกรณีตัวอย่างนะคะของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดในโลก

58
00:02:24.306 --> 00:02:25.557
ธาลัสซีเมียค่ะ

59
00:02:25.837 --> 00:02:31.125
ซึ่งเป็นมิวเทชันของนิวคลีโอไทด์อีก 1 ตำแหน่งในรูปนะคะ

60
00:02:32.057 --> 00:02:34.989
วิธีการเปลี่ยนคู่ betagen

61
00:02:34.938 --> 00:02:36.200
ในที่ใหญ่

62
00:02:36.418 --> 00:02:36.848

63
00:02:36.797 --> 00:02:39.912
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์

64
00:02:39.937 --> 00:02:41.249
คู่นี้นะคะ

65
00:02:41.278 --> 00:02:44.527
ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ

66
00:02:44.546 --> 00:02:48.055
ทำให้กลายเป็นลักษณะของโรคธาลัสซีเมียได้ค่ะ

67
00:02:49.156 --> 00:02:57.164
ค่ะนอกจากมิวเทชันจะเกิดขึ้นได้ในระดับดีแล้วนะคะจะเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมได้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

68
00:02:58.388 --> 00:03:01.843
สำหรับนิวเทชั่นของระดับโครโมโซมนะคะ

69
00:03:01.847 --> 00:03:05.085
สามารถเกิดได้ทั้งในสร้างของโครโมโซม

70
00:03:05.816 --> 00:03:11.313
และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะซึ่งทั้งหมดนี้นะคะอาจส่งผลให้เกิดการผิดปกติทาง

71
00:03:11.265 --> 00:03:12.132
จำได้

72
00:03:12.158 --> 00:03:14.626
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ

73
00:03:14.907 --> 00:03:15.129

74
00:03:15.303 --> 00:03:17.535
ตัวอย่างมิวเทชันในการ

75
00:03:17.477 --> 00:03:19.763
ในด้านโครงสร้างโครโมโซมนะคะ

76
00:03:20.676 --> 00:03:20.911

77
00:03:21.317 --> 00:03:28.489
ตัวอย่างชิ้นส่วนของโครโมโซมขาดหายไปทำให้บังแอลหายไปจึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะ

78
00:03:28.307 --> 00:03:30.321
โปรตีนได้ตามปกตินะคะ

79
00:03:30.347 --> 00:03:33.490
อยากในรูปเป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการ

80
00:03:33.746 --> 00:03:34.091

81
00:03:34.966 --> 00:03:37.128
วิธีบูชานะคะซึ่งเกิดจาก

82
00:03:37.266 --> 00:03:42.819
การชิ้นส่วนโครโมโซมคู่ที่ 5 หายไปค่ะส่งผลให้มีลักษณะศีรษะเล็ก

83
00:03:43.299 --> 00:03:46.600
น่าเปลี่ยนนะคะและมีเสียงเล็กแหลมเป็นต้นค่ะ

84
00:03:46.877 --> 00:03:47.135

85
00:03:47.706 --> 00:03:48.117

86
00:03:48.026 --> 00:03:51.043
ออกมานะครับเป็นตัวอย่างของมิวเทชัน

87
00:03:51.365 --> 00:03:56.591
ในระดับโครโมโซมนะคะโดยโครโมโซมอาจจะเกินมาทั้งโครโมโซม

88
00:03:56.616 --> 00:03:58.893
หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ

89
00:03:58.986 --> 00:04:04.214
อย่างในรูปตอนนี้นะคะเป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ

90
00:04:04.236 --> 00:04:07.072
หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ

91
00:04:07.187 --> 00:04:13.894
เกิดจากการที่มีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะซึ่งส่งผลให้มีรูปร่าง

92
00:04:13.848 --> 00:04:14.984
เตี้ยนะคะ

93
00:04:14.949 --> 00:04:16.578
มีลักษณะหน้าเปลี่ยน

94
00:04:16.735 --> 00:04:19.354
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ

95
00:04:19.997 --> 00:04:20.209

96
00:04:21.407 --> 00:04:21.596

97
00:04:21.596 --> 00:04:27.935
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะอันนี้เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการเทอร์เนอร์นะคะ

98
00:04:28.197 --> 00:04:33.698
เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซมเหลือแค่โครโมโซม x

99
00:04:33.646 --> 00:04:35.125
1โครโมโซมค่ะ

100
00:04:35.115 --> 00:04:35.990

101
00:04:35.946 --> 00:04:37.224
ส่งผลให้มี

102
00:04:37.166 --> 00:04:38.678
รูปร่างเตี้ย

103
00:04:38.706 --> 00:04:41.385
ลักษณะหน้าเปลี่ยนมีแผงที่คอ

104
00:04:41.336 --> 00:04:44.330
มือเท้าบวมน้ำและมักจะเป็นหมันค่ะ

105
00:04:45.235 --> 00:04:45.446

106
00:04:45.685 --> 00:04:46.151

107
00:04:46.265 --> 00:04:52.878
ค่ะพี่เรียนมาดูเหมือนว่าจะมีแต่การเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

108
00:04:53.056 --> 00:04:58.853
คราวนี้คำถามก็คือมิวเทชันทำให้ก่อให้เกิดผลเสียเสมอ

109
00:04:58.756 --> 00:05:00.081
ไปหรือไม่นะคะ

110
00:05:00.037 --> 00:05:07.244
อันนี้นะคะอยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะแล้วก็รอให้เหตุผลด้วยว่าเพราะอะไรนักเรียน

111
00:05:07.085 --> 00:05:08.414
ไม่คิดแบบนั้นนะคะ

112
00:05:08.747 --> 00:05:10.969
โดยที่คุณครูจะให้นักเรียน

113
00:05:11.115 --> 00:05:14.833
ประมาณ 10 วินาทีนะคะให้นักเรียนคิดดูพร้อมๆกันนะคะ

114
00:05:14.906 --> 00:05:16.085
เริ่มได้เลยค่ะ

115
00:05:16.056 --> 00:05:16.287

116
00:05:16.435 --> 00:05:17.614
เสียงดนตรี

117
00:05:17.975 --> 00:05:18.519

118
00:05:19.776 --> 00:05:20.205

119
00:05:20.025 --> 00:05:21.207

120
00:05:21.305 --> 00:05:21.792

121
00:05:22.015 --> 00:05:22.288

122
00:05:22.396 --> 00:05:22.834

123
00:05:22.656 --> 00:05:23.030

124
00:05:22.845 --> 00:05:23.102

125
00:05:23.226 --> 00:05:23.589

126
00:05:23.675 --> 00:05:24.476

127
00:05:24.705 --> 00:05:24.904

128
00:05:25.146 --> 00:05:26.091

129
00:05:26.175 --> 00:05:27.569
หมดเวลาแล้วนะคะ

130
00:05:27.836 --> 00:05:28.208

131
00:05:28.355 --> 00:05:31.276
คำตอบก็คือไม่เสมอไปนะคะ

132
00:05:31.426 --> 00:05:31.647

133
00:05:31.625 --> 00:05:35.564
เนื่องจากว่ามิวเทชันอาจก่อให้เกิดผลดี

134
00:05:35.656 --> 00:05:36.909
ผลเสีย

135
00:05:37.005 --> 00:05:40.178
หรือไม่ส่งผลใดๆต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

136
00:05:40.337 --> 00:05:44.082
ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้

137
00:05:44.046 --> 00:05:46.403
เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรค่ะ

138
00:05:46.627 --> 00:05:46.892

139
00:05:46.806 --> 00:05:46.990

140
00:05:46.996 --> 00:05:47.428

141
00:05:47.445 --> 00:05:51.337
นักเรียนอาจจะสงสัยนะคะว่าไม่ส่งผลมาได้อย่างไรนะคะ

142
00:05:51.285 --> 00:05:51.521

143
00:05:51.605 --> 00:05:54.279
พูดอย่างเดียวเดี๋ยวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

144
00:05:54.306 --> 00:05:59.785
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างการเกิดมิวเทชันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดลักษณะ

145
00:05:59.745 --> 00:06:01.081
จากกันเลยดีกว่าค่ะ

146
00:06:01.095 --> 00:06:01.393

147
00:06:01.605 --> 00:06:07.051
Amway ใหญ่อาจจะเกิดมาในลักษณะโปรตีนที่ปกตินะคะทำให้มี

148
00:06:06.916 --> 00:06:10.651
การสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้นและไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

149
00:06:10.765 --> 00:06:11.316

150
00:06:11.276 --> 00:06:18.242
แต่ถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะทำให้มีโปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ยังสามารถทำตามได้

151
00:06:18.065 --> 00:06:19.258
ปกติอยู่นะคะ

152
00:06:19.346 --> 00:06:19.845

153
00:06:19.985 --> 00:06:25.326
คงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้นและทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

154
00:06:26.586 --> 00:06:31.847
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะทำให้โปรตีนเปลี่ยนแปลงไป

155
00:06:31.835 --> 00:06:33.679
และทำงานไม่ได้นะคะ

156
00:06:33.635 --> 00:06:36.252
จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน

157
00:06:36.197 --> 00:06:36.490

158
00:06:36.706 --> 00:06:36.957

159
00:06:37.096 --> 00:06:39.323
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

160
00:06:40.486 --> 00:06:40.759

161
00:06:40.745 --> 00:06:43.792
หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

162
00:06:43.825 --> 00:06:51.025
ทำให้ไม่มีการสร้างโปรตีนหรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะก็จะส่งผลให้มีการสังเคราะห์เมลานิน

163
00:06:51.316 --> 00:06:53.430
และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

164
00:06:53.495 --> 00:06:53.846

165
00:06:53.815 --> 00:06:58.234
จะเห็นได้ว่านะคะจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชัน

166
00:06:58.180 --> 00:06:59.170
ไม่ได้ทำให้

167
00:06:59.775 --> 00:07:06.289
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะจะส่งผลกับโปรตีนที่สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ

168
00:07:06.435 --> 00:07:07.757
แล้วถ้ามันส่งผล

169
00:07:07.785 --> 00:07:09.280
มันส่งผลอย่างไรค่ะ

170
00:07:09.508 --> 00:07:09.712

171
00:07:09.705 --> 00:07:09.891

172
00:07:09.827 --> 00:07:11.723
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนะคะ

173
00:07:11.947 --> 00:07:15.448
เกิดได้ทั้งผลดีและผลเสียก็ได้ค่ะ

174
00:07:15.405 --> 00:07:19.100
ที่ผ่านมาเราเห็นแต่ตัวอย่างผลเสียใช่ไหมคะ

175
00:07:20.266 --> 00:07:24.553
คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าตัวอย่างที่เป็นผลดีมีอะไรบ้างค่ะ

176
00:07:25.335 --> 00:07:30.983
ในบางกรณีนะคะมิวเทชันอาจทำให้การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ

177
00:07:31.426 --> 00:07:32.871
ตัวอย่างเช่น

178
00:07:32.825 --> 00:07:35.571
มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์

179
00:07:35.515 --> 00:07:37.270
แอนติเจนดัฟฟี่นะคะ

180
00:07:37.185 --> 00:07:39.649
บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง

181
00:07:39.625 --> 00:07:43.264
ซึ่งส่งผลให้มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเรียค่ะ

182
00:07:43.527 --> 00:07:43.783

183
00:07:43.786 --> 00:07:44.189

184
00:07:44.165 --> 00:07:49.476
นอกจากนี้นะคะมิวเทชั่นยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมนะคะ

185
00:07:50.126 --> 00:07:55.064
ความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์นะคะและความแตกต่างในลักษณะ

186
00:07:55.055 --> 00:07:56.180
ที่ปรากฏค่ะ

187
00:07:56.597 --> 00:07:56.989

188
00:07:57.304 --> 00:08:02.803
ซึ่งความหลากหลายในความพันธุกรรมนี้นะคะมีความสำคัญอย่างมากเลยต่อการเกิดวิวัฒนาการ

189
00:08:02.745 --> 00:08:06.764
ซึ่งเดี๋ยวนักเรียนค่ะจะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ

190
00:08:07.425 --> 00:08:07.638

191
00:08:07.615 --> 00:08:10.729
คราวนี้นะคะคุณครูก็อยากจะให้นักเรียน

192
00:08:10.745 --> 00:08:13.165
ลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ

193
00:08:14.276 --> 00:08:18.461
ทั้งในกรณีของมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคมิวเทชัน

194
00:08:18.377 --> 00:08:24.504
ที่ก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิตแล้วก็กรณีของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใดๆต่อสิ่งมี

195
00:08:24.396 --> 00:08:28.725
ชีวิตนะคะเพื่อที่นักเรียนจะได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลายในกรณีที่แตกต่างกันค่ะ

196
00:08:29.146 --> 00:08:32.351
คราวนี้นะคะเรามาเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะ

197
00:08:32.276 --> 00:08:37.219
แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราต้องเรียนมามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองได้อย่างไรนะคะ

198
00:08:37.405 --> 00:08:37.638

199
00:08:38.365 --> 00:08:38.849

200
00:08:38.875 --> 00:08:44.493
ก่อนอื่นต้องบอกว่ามิวเทชั่นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและเกิดได้ในทุกเซลล์นะคะ

201
00:08:45.095 --> 00:08:49.845
โดยมิวเทชันที่เกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์จะสามารถที่จะถ่ายทอดไปต่อรุ่น

202
00:08:49.765 --> 00:08:51.155
ต่อไปได้นะคะ

203
00:08:51.175 --> 00:08:51.593

204
00:08:51.685 --> 00:08:55.464
อย่างไรก็ตามนิวเทชั่นที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

205
00:08:55.468 --> 00:08:55.664

206
00:08:55.854 --> 00:09:05.854
ในเซลล์ร่างกายของเราไม่สามารถที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้นะคะ

207
00:09:08.063 --> 00:09:08.487
แต่ว่าไม่สามารถ

208
00:09:08.292 --> 00:09:08.535

209
00:09:08.359 --> 00:09:08.597

210
00:09:08.440 --> 00:09:08.667

211
00:09:08.459 --> 00:09:10.943
ตัวอย่างก็เชิญนะคะกรณีของ

212
00:09:10.906 --> 00:09:12.415
มะเร็งหลายๆชนิดค่ะ

213
00:09:12.575 --> 00:09:20.033
ซึ่งมิวเทชันนะคะสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติโดยที่อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะที่ทำให้เกิดมิวเทชันใน

214
00:09:20.006 --> 00:09:21.655
ภาษาที่สูงขึ้นได้นะคะ

215
00:09:21.865 --> 00:09:22.209

216
00:09:22.186 --> 00:09:24.907
เส้นรังสีอัลตราไวโอเลตรังสีเอกซ์

217
00:09:24.995 --> 00:09:26.653
รังสีแกมมา

218
00:09:26.606 --> 00:09:28.221
ภายในควันบุหรี่นะคะ

219
00:09:29.035 --> 00:09:29.244

220
00:09:29.485 --> 00:09:29.754

221
00:09:29.866 --> 00:09:34.951
โดยที่รังสีหรือสารเคมีดังกล่าวเหล่านี้นะคะก่อให้เกิดมิวเทชัน

222
00:09:34.865 --> 00:09:42.391
ที่ทำให้เซลล์เพิ่มจำนวนโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะก็อาจจะส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ

223
00:09:43.775 --> 00:09:49.069
ในกรณีของมะเร็งผิวหนังนะคะการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดนะคะ

224
00:09:49.217 --> 00:09:53.358
จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมิวเทชันในเซลล์ผิวหนัง

225
00:09:53.384 --> 00:09:59.142
ดังนั้นนะคะการหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้งหรือการใช้ครีมกันแดด

226
00:09:59.148 --> 00:10:02.998
ก็อาจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดมิวเทชันดังกล่าวนะคะ

227
00:10:03.245 --> 00:10:04.754
แล้วก็

228
00:10:04.846 --> 00:10:07.893
ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ

229
00:10:07.925 --> 00:10:10.854
เดี๋ยวลองมาดูอีกสักตัวอย่างนึงนะคะ

230
00:10:10.870 --> 00:10:12.371
สูบบุหรี่นะคะ

231
00:10:12.346 --> 00:10:13.978
เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

232
00:10:14.516 --> 00:10:15.963
มะเร็งในปอดค่ะ

233
00:10:16.126 --> 00:10:16.482

234
00:10:16.446 --> 00:10:19.945
ทอผ้าและฟอร์มาลดีไฮด์ในควันบุหรี่นะคะเพิ่มโอกาส

235
00:10:19.835 --> 00:10:21.496
มิวเทชันในเซลล์ปอด

236
00:10:21.435 --> 00:10:24.235
ดังนั้นการไม่สูบบุหรี่หรือการ

237
00:10:24.195 --> 00:10:27.457
หลีกเลี่ยงสูดดมควันบุหรี่นะคะก็จะช่วยโอกาสในการ

238
00:10:27.395 --> 00:10:29.561
เกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ

239
00:10:30.345 --> 00:10:36.378
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะมนุษย์ก็มีการนำความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ

240
00:10:36.427 --> 00:10:42.446
มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆด้วยนักเรียนลองคิดดูนะคะว่าจะเคยได้ยินหรือเคยได้รับรู้

241
00:10:42.326 --> 00:10:48.043
ข้อมูลเกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์จากข่าวหรือจากแหล่งอื่นๆบ้างนะคะสำหรับ

242
00:10:47.965 --> 00:10:52.038
ตอนนี้นะคะเดี๋ยวครูจะยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดูค่ะ

243
00:10:53.466 --> 00:10:53.893

244
00:10:53.916 --> 00:10:56.134
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลังจาก

245
00:10:56.165 --> 00:11:01.491
การเกิดมิวเทชันนะคะเพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามที่ต้องการนะคะ

246
00:11:02.306 --> 00:11:02.675

247
00:11:02.755 --> 00:11:08.381
อันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องการใช้รังสีนะคะเช่นการฉายรังสีแกมมาให้กับเนื้อเยื่อ

248
00:11:08.267 --> 00:11:12.588
หน่อหรือเหง้าพุทธรักษาเพื่อชักนำให้เกิดมิวเทชัน

249
00:11:12.506 --> 00:11:13.507

250
00:11:13.526 --> 00:11:13.785

251
00:11:13.788 --> 00:11:16.065
ทั้ง 3 สีนะคะ

252
00:11:16.145 --> 00:11:18.186
ที่ทำให้สีดอกเปลี่ยน

253
00:11:18.005 --> 00:11:21.127
แล้วก็คัดเลือกต้นที่มีดอกสีใหม่นะคะ

254
00:11:21.465 --> 00:11:26.705
ทำให้ได้พุทธรักษาที่มีลักษณะใหม่ที่มีสีต่างๆเพิ่มมากขึ้นค่ะ

255
00:11:26.655 --> 00:11:32.752
อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะคือการใช้รังสีนะคะเพื่อสร้างดอกทิวลิปที่มีสีดอกที่หลากหลายค่ะ

256
00:11:33.126 --> 00:11:37.067
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะก็จะมีการใช้ในส่วนของ

257
00:11:37.036 --> 00:11:42.591
การใช้สารเคมีนะคะเพื่อที่จะยับยั้งการแยกของโครโมโซมในการแบ่งเซลล์

258
00:11:43.116 --> 00:11:47.081
เพื่อสร้างพืชที่มีจำนวนชุดหรือโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ

259
00:11:47.286 --> 00:11:49.929
จะเป็นเพื่อเพิ่มขนาดดอกหรือผลนะคะ

260
00:11:50.296 --> 00:11:52.440
หรือเพื่อเพิ่มปริมาณการ

261
00:11:52.787 --> 00:11:54.693
สื่อสารที่ต้องการ

262
00:11:55.166 --> 00:12:02.263
หรือเพื่อได้ต้นพืชที่ไร้เมล็ดค่ะอันนี้นะคะนักเรียนอาจจะไปสืบค้นเพิ่มเติมดูนะคะว่าตัวอย่างเช่น

263
00:12:02.146 --> 00:12:04.631
ยกมีตัวอย่างเป็นอย่างไรกันบ้างนะคะ

264
00:12:04.966 --> 00:12:08.527
นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชั่นนะคะ

265
00:12:08.546 --> 00:12:10.657
เพื่อการรักษาสุขภาพ

266
00:12:10.735 --> 00:12:16.034
และการชักนำเพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตตามลักษณะที่ต้องการแล้วนะคะมนุษย์

267
00:12:15.916 --> 00:12:23.493
ยังมีการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนะคะมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆอีกหลายด้าน

268
00:12:23.666 --> 00:12:23.944

269
00:12:23.865 --> 00:12:28.436
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนในข้อต่อไปนะคะก็คือหัวข้อที่ 4.4 ค่ะ

270
00:12:29.187 --> 00:12:29.443

271
00:12:29.696 --> 00:12:30.039

272
00:12:30.205 --> 00:12:37.317
จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะเดี๋ยวเรามาลองตอบคำถามเพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนการดูดีกว่านะ

273
00:12:37.126 --> 00:12:37.536

274
00:12:37.577 --> 00:12:43.139
ลองดูสิว่าข้อความต่อไปนี้นักเรียนคิดว่าเป็นข้อความที่ถูกต้องหรือว่าผิดนะคะ

275
00:12:44.366 --> 00:12:47.940
ข้อแรกนะคะมิวเทชันจะส่งผลต่อ

276
00:12:47.946 --> 00:12:52.952
สิ่งมีชีวิตถ้ามิวเทชันนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

277
00:12:53.717 --> 00:12:56.508
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

278
00:12:58.006 --> 00:12:59.711
เฉลยเลยนะคะ

279
00:12:59.677 --> 00:13:01.958
คำตอบที่ถูกก็คือ

280
00:13:02.047 --> 00:13:02.833
ผิดค่ะ

281
00:13:03.007 --> 00:13:09.530
เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะว่าการเกิดมิวเทชันมันอาจจะทำให้เกิดผลดี

282
00:13:09.797 --> 00:13:13.432
หรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้ใช่ไหมคะ

283
00:13:13.575 --> 00:13:13.833

284
00:13:14.726 --> 00:13:15.000

285
00:13:15.045 --> 00:13:17.053
มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ

286
00:13:17.037 --> 00:13:18.927
ชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด

287
00:13:19.086 --> 00:13:23.226
และสารในบุหรี่ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด

288
00:13:23.376 --> 00:13:25.590
และทำให้เกิดมะเร็งปอด

289
00:13:25.627 --> 00:13:25.977

290
00:13:25.946 --> 00:13:28.089
เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ

291
00:13:28.058 --> 00:13:28.922
มีลูก

292
00:13:28.886 --> 00:13:29.072

293
00:13:29.207 --> 00:13:32.946
สามารถถ่ายทอดมิวเทชันดังกล่าวให้ลูกได้

294
00:13:33.307 --> 00:13:35.959
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

295
00:13:37.467 --> 00:13:37.696

296
00:13:37.667 --> 00:13:38.970
คำตอบนะคะ

297
00:13:39.706 --> 00:13:39.902

298
00:13:40.427 --> 00:13:41.217
ผิดค่ะ

299
00:13:41.576 --> 00:13:47.062
เพราะว่าอะไรคะเพราะว่ามิวเทชันอันนี้เกิดในเซลล์ปรอทใช่ไหมคะ

300
00:13:47.206 --> 00:13:47.571

301
00:13:47.586 --> 00:13:53.082
แต่ว่ามิวเทชันที่จะส่งต่อไปยังลูกได้จะต้องเป็นมิวเทชันที่เกิดในเซลล์

302
00:13:52.906 --> 00:13:53.899
สุพรรณค่ะ

303
00:13:55.667 --> 00:13:55.857

304
00:13:56.046 --> 00:14:01.370
จากที่เราได้เรียนมานะคะคราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

305
00:14:01.746 --> 00:14:07.408
การเปลี่ยนแปลงลำดับของนิวคลีโอไทด์จัดเป็นมิวเทชั่นซึ่งอาจเกิดในระดับยีน

306
00:14:07.586 --> 00:14:09.722
หรือในระดับโครโมโซม

307
00:14:09.697 --> 00:14:15.992
โอเคฉันนะคะอาจก่อให้เกิดผลเสียผลดีหรือไม่ส่งผลใดๆต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ

308
00:14:16.037 --> 00:14:21.356
อยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นส่งผลให้โปรตีนที่สังเคราะห์คลื่นเปลี่ยนแปลงหรือไม่

309
00:14:21.487 --> 00:14:23.956
ได้อย่างไรค่ะมนุษย์นะคะ

310
00:14:23.917 --> 00:14:30.857
ได้มีการประยุกต์ใช้หลักการของการเกิดมิวเทชันในการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ

311
00:14:30.776 --> 00:14:34.849
แตกต่างจากเดิมโดยการใช้รังสีและสารเคมีค่ะ

312
00:14:35.766 --> 00:14:40.112
จบลงไปแล้วนะคะกับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

313
00:14:40.127 --> 00:14:43.888
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปก็คือ

314
00:14:44.158 --> 00:14:46.248
เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอค่ะ

315
00:14:46.727 --> 00:14:48.807
สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ

316
00:14:49.097 --> 00:14:50.337
เสียงดนตรี

317
00:14:51.786 --> 00:14:51.989

318
00:14:51.977 --> 00:15:01.977


