﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.005 --> 00:00:08.005

3
00:00:08.011 --> 00:00:12.011
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12.015 --> 00:00:16.015

5
00:00:16.017 --> 00:00:20.017

6
00:00:20.018 --> 00:00:24.018

7
00:00:24.019 --> 00:00:28.019

8
00:00:28.021 --> 00:00:32.021
(คุณครูปาณิก) สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคน

9
00:00:32.025 --> 00:00:36.025
เข้าสู่หัวข้อที่ 2.2 เรื่องการรักษา

10
00:00:36.027 --> 00:00:40.027
ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด และหัวข้อที่ 2.3

11
00:00:40.029 --> 00:00:44.029
เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ

12
00:00:44.030 --> 00:00:48.030
ภายในร่างกาย โดยครูปาณิก เวียงชัย เป็นผู็ให้ความรู้ค่ะ

13
00:00:48.031 --> 00:00:52.031
2 หัวข้อนี้นะคะ เป็น 2 หัวข้อย่อย

14
00:00:52.031 --> 00:00:56.031
จากทั้งหมด 4 หัวข้อในบทที่

15
00:00:56.033 --> 00:01:00.033
รักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์

16
00:01:00.037 --> 00:01:04.037
หัวข้อที่ 2.2 และ 2.3 นี่นะคะ

17
00:01:04.037 --> 00:01:08.037
มีจุดประสงค์การเรียนรู้ด้วยทั้งหมด 3 หัวข้อ

18
00:01:08.040 --> 00:01:12.040
ดังรูปค่ะ นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ

19
00:01:12.041 --> 00:01:16.041
ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มเรียนกันเลยค่ะ ก่อน

20
00:01:16.043 --> 00:01:20.043
จะเริ่มเนื้อหาใน 2.2 และ 2.3 กันนะคะ เรามา

21
00:01:20.044 --> 00:01:24.044
ทบทวนความรู้เก่าของเรา เรื่อง การรักษาดุลยภาพ

22
00:01:24.048 --> 00:01:28.048
ของน้ำและสารในร่างกายก่อนค่ะ ไตมนุษย์

23
00:01:28.049 --> 00:01:32.049
ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพ

24
00:01:32.050 --> 00:01:36.050
รวมทั้งกำจัดของเสีย ที่มีไนโตรเจน เป็นองค์

25
00:01:36.051 --> 00:01:40.051
ภายในเนื้อไตประกอบด้วยหน่วยไต ซึ่งเป็นหน่วย

26
00:01:40.053 --> 00:01:44.053
ปฏิบัติงานขนาดเล็ก แต่ละหน่วยไต

27
00:01:44.054 --> 00:01:48.054
ทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ

28
00:01:48.056 --> 00:01:52.056
รวมทั้งกำจัดของเสีย โดยมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

29
00:01:52.057 --> 00:01:56.057
การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง

30
00:01:56.058 --> 00:02:00.058
การรักษาดุลยภาพของน้ำ

31
00:02:00.059 --> 00:02:04.059
ภายในร่างกายเกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบขับถ่าย

32
00:02:04.061 --> 00:02:08.061
ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด

33
00:02:08.063 --> 00:02:12.063
และระบบต่อไร่ท่อหรือฮอร์โมน

34
00:02:12.064 --> 00:02:16.064
การรักษาดุลยภาพแร่ธาตุในร่างกาย

35
00:02:16.067 --> 00:02:20.067
เช่น การรักษาดุลยภาพของโซเดียมภายในร่างกาย

36
00:02:20.069 --> 00:02:24.069
มาถึงเนื้อหาที่เราจะเริ่มเรียนกันในวันนี้กันนะคะ ใร

37
00:02:24.071 --> 00:02:28.071
การรักาษาดุลยภาพการเป็นกรด-เบสของเลือด

38
00:02:28.073 --> 00:02:32.073
กรด-เบส สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร

39
00:02:32.075 --> 00:02:36.075
ครูอยากให้นักเรียนพิจารณากราฟกราฟนี้นะคะ

40
00:02:36.076 --> 00:02:40.076
แสดงการทำงาน ของเอนไซม์ 2 ชนิด เป็ฯ

41
00:02:40.077 --> 00:02:44.077
เอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาการ และ

42
00:02:44.078 --> 00:02:48.078
อไมเลสในน้ำลายค่ะ

43
00:02:48.084 --> 00:02:52.084
นักเรียนดูกราฟนี้แล้วนักเรียนคิดว่าเอนไซม์

44
00:02:52.085 --> 00:02:56.085
เพปซิน และเอนไซม์อะไมเลส เป็นค่า

45
00:02:56.089 --> 00:03:00.089
ประมาณเท่าไรคะ

46
00:03:00.089 --> 00:03:04.089
เอนไซม์เพปซินนะคะ ทำงาน

47
00:03:04.090 --> 00:03:08.090
ได้ดีที่ค่า pH ประมาณ 2 และเอนไซม์อะไมเลส

48
00:03:08.093 --> 00:03:12.093
ทำงานได้ดีที่ค่า pH

49
00:03:12.094 --> 00:03:16.094
ปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ในร่างกายนี่ ถูกควบคุม

50
00:03:16.095 --> 00:03:20.095
โดยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งเอนไซม์บางชนิด

51
00:03:20.096 --> 00:03:24.096
นี่ก็ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกลาง บางชนิด

52
00:03:24.097 --> 00:03:28.097
ก้ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกรด บางภาวะก็

53
00:03:28.098 --> 00:03:32.098
เสียดุลยภาพของการเป็นกรด-เบส เพื่อรักษาดุลยภาพ

54
00:03:32.099 --> 00:03:36.099
ของเอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกายค่ะ นักเรียนคิดว่า

55
00:03:36.100 --> 00:03:40.100
ร่างกายของคนเรานี่มีแนวโน้มที่จะมีภาวะ

56
00:03:40.101 --> 00:03:44.101
ความเป็นกรด-เบสคะ เราลองหาคำตอ

57
00:03:44.102 --> 00:03:48.102
กระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น การหายใจระดับเซลล์

58
00:03:48.114 --> 00:03:52.114
จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ซึ่ง

59
00:03:52.116 --> 00:03:56.116
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

60
00:03:56.118 --> 00:04:00.118
กรดคาร์บอนิก แล้วเจ้ากรด

61
00:04:00.122 --> 00:04:04.122
ทำให้ได้ไฮโดรเจนไอออน

62
00:04:04.124 --> 00:04:08.124

63
00:04:08.125 --> 00:04:12.125
ดังนั้น ความเข้มข้นของไฮโดรจน เมื่อ

64
00:04:12.126 --> 00:04:16.126
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดนะคะ เมื่อความเข้มข้นของ

65
00:04:16.128 --> 00:04:20.128
จึงทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไออน

66
00:04:20.129 --> 00:04:24.129
หรืออาจกล่าวได้ว่าเลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น

67
00:04:24.130 --> 00:04:28.130
แต่ถ้าเลือดมีปริมาณไฮโดรเจนไอออนลดลง

68
00:04:28.134 --> 00:04:32.134
หรือความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนลดลง หรือ

69
00:04:32.135 --> 00:04:36.135
เลือดก็จะมีภาวะเป็นเบสเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

70
00:04:36.137 --> 00:04:40.137
แล้วนักเรียนอยู่แล้วใช่ไหมคะ ว่า

71
00:04:40.138 --> 00:04:44.138
ร่างกายของคนเรานี่มีเลือดไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

72
00:04:44.139 --> 00:04:48.139
เพื่อนำสารอาหาร และแก๊สออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยง

73
00:04:48.140 --> 00:04:52.140
การที่เลือดของเรามีความเข้มข้มของไฮโดรเจนไอออ

74
00:04:52.140 --> 00:04:56.140
เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของ

75
00:04:56.142 --> 00:05:00.142
เซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเอนไซม์

76
00:05:00.143 --> 00:05:04.143
ที่จะทำให้อัตราการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

77
00:05:04.144 --> 00:05:08.144
หรือไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ แล้วนักเรียน

78
00:05:08.146 --> 00:05:12.146
ทราบไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่สามารถรักษาดุลยภาพ

79
00:05:12.148 --> 00:05:16.148
ของความเป็นกรด-เบสของความเป็นเลือดได้อย่างไร

80
00:05:16.150 --> 00:05:20.150
วันนี้นะคะ ครูก้ได้มาสอน การทำงานของดุลยภาพ

81
00:05:20.151 --> 00:05:24.151
โดยการทำงานของปอด นักเรียนจำได้ไหมคะ

82
00:05:24.152 --> 00:05:28.152
การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับแก๊ส

83
00:05:28.153 --> 00:05:32.153
ออกซิเจน เกิดขึ้นที่บริเวณใดของปอด

84
00:05:32.154 --> 00:05:36.154
เฉลยนะคะ เกิดที่บริเวณถุงลมปอดนั่นเองค่ะ

85
00:05:36.155 --> 00:05:40.155
แล้วการหายใจ ช่วย

86
00:05:40.156 --> 00:05:44.156
ในการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดได้อย่างไรคะ

87
00:05:44.157 --> 00:05:48.157
เรามาลองศึกษากันนะคะ

88
00:05:48.158 --> 00:05:52.158
ร่างกายของเรานี่นะคะ รักษาดุลยภาพ

89
00:05:52.160 --> 00:05:56.160
โดยความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนที่เพิ่มขึ้น

90
00:05:56.160 --> 00:06:00.160
หรือลดลงกว่าปกตินี่ จะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการ

91
00:06:00.161 --> 00:06:04.161
หายใจที่สมองนะคะ ทำให้เปลี่ยนแปลง

92
00:06:04.163 --> 00:06:08.163
อัตราการหายใจของเรา โดยถ้า

93
00:06:08.164 --> 00:06:12.164
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดของเรามากกว่าปกติ สมองของเรานะคะ

94
00:06:12.166 --> 00:06:16.166
ก็จะไปสั่งให้เรานะคะ เพิ่มอัตราการหายใจขึ้น

95
00:06:16.167 --> 00:06:20.167
แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

96
00:06:20.169 --> 00:06:24.169
ในเลือดของเรา น้อยกว่าปกติ สมองก็จะสั่งให้เรา

97
00:06:24.171 --> 00:06:28.171
ลดอัตราการหายใจ การที่อัตราการหายใจ

98
00:06:28.172 --> 00:06:32.172
เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปกตินี่

99
00:06:32.173 --> 00:06:36.173
ส่งผลต่อความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดอย่างไร

100
00:06:36.174 --> 00:06:40.174
ก็คือ ถ้าเรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ดังนั้น ร่างกาย

101
00:06:40.175 --> 00:06:44.175
ถูกขับออกจากปอดเร็วขึ้น ดังนั้น การเพิ่มขึ้น

102
00:06:44.176 --> 00:06:48.176
ของไฮโดรเจนไอออนในเลือดนี่ก็จะลดลงนั่นเองค่ะ

103
00:06:48.177 --> 00:06:52.177
แต่ถ้าเรานี่ ลดอัตราการหายใจลดลงกว่าปกติ

104
00:06:52.178 --> 00:06:56.178
นี่นะคะ คาร์บอนได้ออกไซด์ในเลือด

105
00:06:56.180 --> 00:07:00.180
เพิ่มมากขึ้น ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

106
00:07:00.180 --> 00:07:04.180
ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ ซึ่งจากกลไกทั้ง 2 นี้นะคะ ก็จะทำให้

107
00:07:04.182 --> 00:07:08.182
เรานี่สามารถรักษาดุลยภาพของความเป็นกรด-เบสในเลือดได้ค่ะ

108
00:07:08.183 --> 00:07:12.183
กลไกต่อมาในการรักษาดุลยภาพ

109
00:07:12.184 --> 00:07:16.184
ก็คือการทำงานของไตนั่นเองค่ะ กลไกการทำงานของไตมี 3 ขั้นตอน

110
00:07:16.185 --> 00:07:20.185
คือ การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง

111
00:07:20.186 --> 00:07:24.186
ซึ่งโดยปกติแล้วนะคะ ไตของเรานี่

112
00:07:24.187 --> 00:07:28.187
จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่

113
00:07:28.189 --> 00:07:32.189
แต่ถ้าเลือดของเรานะคะ มีความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

114
00:07:32.190 --> 00:07:36.190
ไตของเรานะคะ ก็จะทำการหลั่งสารที่มีไฮโดรเจนไอออน

115
00:07:36.191 --> 00:07:40.191
ออกไปโดยการทำงานของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต

116
00:07:40.192 --> 00:07:44.192
ค่ะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตนี่นะคะ เซลล์ที่ผนังของ

117
00:07:44.193 --> 00:07:48.193
จากเลือดเข้าสู่ท่อหน่วยไต

118
00:07:48.195 --> 00:07:52.195
ขณะเดียวกันเซลล์ที่ผนังของหน่วยไตนี่นะคะ

119
00:07:52.196 --> 00:07:56.196
ก็จะมีการดูดกลับไฮโดรเจน

120
00:07:56.197 --> 00:08:00.197
โซเดียมไอออน เข้าสู่หน่วยไตค่ะ มาสู่

121
00:08:00.198 --> 00:08:04.198
ดุลยภาพความเป็นกรด-เบส ได้นั่นเองค่ะ เรามา

122
00:08:04.200 --> 00:08:08.200
ตรวจสอบความเข้าใจนะคะ ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบส

123
00:08:08.201 --> 00:08:12.201
ท่อหน่วยไตจะมีการหลั่งและดูดกลับสารอย่างไรคะ

124
00:08:12.203 --> 00:08:16.203
เพื่อรักาษความเป็นกรด-เบส เพื่อรักษาดุลยภาพน

125
00:08:16.204 --> 00:08:20.204
ครูให้เวลาคิด 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ

126
00:08:20.205 --> 00:08:24.205
[เสียงดนตรี]

127
00:08:24.206 --> 00:08:28.206

128
00:08:28.207 --> 00:08:32.207
(คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ

129
00:08:32.210 --> 00:08:36.210
นักเรียนตอบได้ไหมคะ เราลองมาดูคำตอบกันนะคะ ว่าจะตรงกับ

130
00:08:36.212 --> 00:08:40.212
ที่นักเรียนคิดไว้ไหม คำตอบนะคะ

131
00:08:40.212 --> 00:08:44.212
เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตก็จะลดการผลิตไฮโดรเจนไอออน

132
00:08:44.214 --> 00:08:48.214
เพื่อมห้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

133
00:08:48.217 --> 00:08:52.217
และขณะเดียวกัน มีการหลั่งไฮโดรเจนคาร์

134
00:08:52.218 --> 00:08:56.218
เข้าสู่ของเหลวที่ท่อหน่วยไตเพื่อ

135
00:08:56.219 --> 00:09:00.219
ขับออกนอกร่างกายพร้อมกับปัสสาวะ เพื่อลดความกรด-เบส

136
00:09:00.220 --> 00:09:04.220
ของเลือด กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ

137
00:09:04.221 --> 00:09:08.221
ตอบถูกเหมือนกันไหมคะ เอาล่ะค่ะ จากที่นักเรียน

138
00:09:08.223 --> 00:09:12.223
ได้เรียนรู้ความสำคัญของไตแล้วนะคะ ไตของมนุษย์นี่

139
00:09:12.224 --> 00:09:16.224
ทำหน้าที่สำคัญในการรักษาดุลยภาพสำคัญของน้ำ

140
00:09:16.225 --> 00:09:20.225
และสารต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งกำจัดของเสียต่าง ๆ ในร่างกาย

141
00:09:20.226 --> 00:09:24.226
ทีนี้ ถ้าไต

142
00:09:24.227 --> 00:09:28.227
ของคนเราไม่สามารถทำงานได้ หรือมีความผิดปกติ

143
00:09:28.229 --> 00:09:32.229
ก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกาย

144
00:09:32.230 --> 00:09:36.230
ในอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นะคะ

145
00:09:36.231 --> 00:09:40.231
โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานของไตนี่

146
00:09:40.232 --> 00:09:44.232
ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการ คือ

147
00:09:44.233 --> 00:09:48.233
ร่างกายจะบวมน้ำ เพราะว่าน้ำนี่

148
00:09:48.233 --> 00:09:52.233
เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลล์เป็นจำนวนมาก

149
00:09:52.234 --> 00:09:56.234
วิธีสังเกตง่าย ๆ นะคะ

150
00:09:56.234 --> 00:10:00.234
ก็คือลองเอานิ้วมือนะคะ จิ้มไปที่บริเวณผิวหนัง

151
00:10:00.235 --> 00:10:04.235
ออกแรงกดเล็กน้อยนักเรียนจะเห็นว่าเมื่อ

152
00:10:04.236 --> 00:10:08.236
นักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่ จะเห็นได้ว่า นิ้วมือ

153
00:10:08.239 --> 00:10:12.239
แต่ถ้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอาการบวมน้ำนี่

154
00:10:12.240 --> 00:10:16.240
พอนักเรียนดึงนิ้วมือออกมาแล้วนี่ ผิวหนังจะใช้ระยะ

155
00:10:16.241 --> 00:10:20.241
หนึ่งในการที่จะเด้งขึ้นมาอยู่ในภาวะปกติค่ะ

156
00:10:20.242 --> 00:10:24.242
ทีนี้เรามาดู ตัวอย่างโรคไต

157
00:10:24.244 --> 00:10:28.244
ที่ส่งผลต่อการทำงานของไตนะคะ ตัวอย่างโรคไต

158
00:10:28.245 --> 00:10:32.245
ที่พบ เช่น 1. โรคไตวาย โดยโรคไตวายนี้จะ

159
00:10:32.246 --> 00:10:36.246
แบ่งได้เป็น 2 แบบ ก็คือไตวายเฉียบพลัน และ

160
00:10:36.248 --> 00:10:40.248
ไตวายเรื้อรัง ไดวานเฉียบพลันนี่นะคะ

161
00:10:40.249 --> 00:10:44.249
ถ้าเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีนี่ ได้ก็

162
00:10:44.250 --> 00:10:48.250
กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม แต่ถ้าป่วย

163
00:10:48.251 --> 00:10:52.251
เป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่ ไตจะไม่สามารถกลับ

164
00:10:52.252 --> 00:10:56.252
มาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้ดังเดิมนะคะ ต้อดูแล

165
00:10:56.254 --> 00:11:00.254
ต่อไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างโรคไตที่พบอันที่ 2 ก็คือ

166
00:11:00.255 --> 00:11:04.255
โรคนิ่วในไต โดยนิ่วในไต

167
00:11:04.256 --> 00:11:08.256
นี่นะคะ มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เป็นสารประกอบออกซาเลต

168
00:11:08.257 --> 00:11:12.257
ซึ่งถ้าเกิดมีนิ่วในไต ก็จะสามารไม่ทำงานได้อย่าง

169
00:11:12.257 --> 00:11:16.257
ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แล้วถ้านิ่วในไตนี่

170
00:11:16.258 --> 00:11:20.258
ไปอุดตันที่บริเวณท่อปัสสาวะ พอเวลา

171
00:11:20.259 --> 00:11:24.259
ขับถ่ายนี่ก็จะเกิดอาการแสบร้อนบริเวณท่อปัสสาวะ

172
00:11:24.260 --> 00:11:28.260
และบางครั้งก็อาจทำให้เกิดท่อปัสส

173
00:11:28.262 --> 00:11:32.262
ทีนี้ เราลองมาดูตัวอย่างโรคทางเดินปัสสาวะที่

174
00:11:32.262 --> 00:11:36.262
พบได้บ่อยนะคะ เช่น 1. กระเพาะ

175
00:11:36.263 --> 00:11:40.263
ปัสสาวะอักเสบ โรคนี้นะคะ จะพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่า

176
00:11:40.263 --> 00:11:44.263
เพศชาย เพราะว่าเพศหญิงนี่ มีท่อปัสสาวะที่สั้น

177
00:11:44.266 --> 00:11:48.266
และรูเปิดใกล้ทวารหนัก ดังนั้น

178
00:11:48.268 --> 00:11:52.268
ต่าง ๆ เช่น อีโคไรก็จะ

179
00:11:52.270 --> 00:11:56.270
เข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย มาถึงตัวอย่างโรค

180
00:11:56.272 --> 00:12:00.272
เกี่ยวกับ ทางเดินปัสสาวะนะคะ

181
00:12:00.273 --> 00:12:04.273
โดยโรคนี้นะคะ เกิดจากการติดเชื้อที่บริเวณ

182
00:12:04.273 --> 00:12:08.273
ท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่พบได้จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ

183
00:12:08.274 --> 00:12:12.274
ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็คือติดเชื้อจากโรคอีโคไล

184
00:12:12.276 --> 00:12:16.276
อาจพบได้ จากการที่ท่อปัสสาวะนี่ ถูกการกระทบกระเทือ

185
00:12:16.277 --> 00:12:20.277
จากการสวนปปถ่าย

186
00:12:20.278 --> 00:12:24.278
ในผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

187
00:12:24.279 --> 00:12:28.279
โดยทั่วไปแล้วนี่ การดูแลรักษาโรคไตนี่

188
00:12:28.280 --> 00:12:32.280
ถ้าป่วยหนัก ๆ นี่นะคะ ก็จะมีการฟอกเลือด

189
00:12:32.281 --> 00:12:36.281
ดังภาพนะคะ ภาพ ก. นะคะ การฟอกเลือดโดย

190
00:12:36.282 --> 00:12:40.282
ใช้เครื่องไตเทียม หรืออีกวิธีหนึ่งในการรักษาโรคไต

191
00:12:40.283 --> 00:12:44.283
นะคะ ก็คือการปลูกถ่ายไตค่ะ โดยการ

192
00:12:44.284 --> 00:12:48.284
ปลูกถ่ายไตนะคะ จะต้องใช้ไตโดยสายเลือด เพื่อ

193
00:12:48.285 --> 00:12:52.285
ไม่ให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อ โดย

194
00:12:52.285 --> 00:12:56.285
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายค่ะ ทีนี้มาดู

195
00:12:56.287 --> 00:13:00.287
วิธีการป้องกันการเกิดโรคไตกันบ้างนะคะ วิธีง่าย ๆ เลย

196
00:13:00.289 --> 00:13:04.289
ก็คือ ลดการรับประทานที่ค่อนข้าง

197
00:13:04.289 --> 00:13:08.289
เค็มจัด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาการที่มีส่วนผส

198
00:13:08.291 --> 00:13:12.291
ออกซาเลต ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอ

199
00:13:12.291 --> 00:13:16.291
ในแต่ละวัน ไม่กลั้นปัสสาวะ

200
00:13:16.293 --> 00:13:20.293
มาถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ นักเรียนคิดว่า

201
00:13:20.294 --> 00:13:24.294
ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้ จะมีผล

202
00:13:24.295 --> 00:13:28.295
อย่างไรต่อร่างกายคะ ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ

203
00:13:28.298 --> 00:13:32.298
เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี]

204
00:13:32.298 --> 00:13:36.298

205
00:13:36.300 --> 00:13:40.300

206
00:13:40.302 --> 00:13:44.302
หมดเวลาค่ะ นักเรียนนึกออกไหมคะ

207
00:13:44.304 --> 00:13:48.304
ถ้าหากไตไม่สามารถทำงานได้นะคะ

208
00:13:48.305 --> 00:13:52.305
ของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็นสาร

209
00:13:52.309 --> 00:13:56.309
น้ำและสารอื่น ๆ นี่ ที่เกินความต้องการ

210
00:13:56.311 --> 00:14:00.311
ของร่างกาย รวมทั้งไอออนต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจนไอออน

211
00:14:00.312 --> 00:14:04.312
แอมโมเนียมไอออน จะสะสมอยู่ในเลือด

212
00:14:04.312 --> 00:14:08.312
จนเป็นอันตรายต่อเซลล์ และการ

213
00:14:08.314 --> 00:14:12.314
รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ของร่างกายได้

214
00:14:12.315 --> 00:14:16.315
ให้สุขภาพอ่อนแอ และอาจทำให้

215
00:14:16.316 --> 00:14:20.316
เสียชีวิตได้ค่ะ มาถึงหัวข้อ

216
00:14:20.316 --> 00:14:24.316
ถัดมานะคะ เรื่องการรักษาดุลยภาพของน้ำ และสารต่างๆ

217
00:14:24.318 --> 00:14:28.318
2.3 นักเรียนลองดูกราฟ

218
00:14:28.319 --> 00:14:32.319
กราฟนี้นะคะ เป็นกราฟที่แสดงการทำงานของ

219
00:14:32.319 --> 00:14:36.319
เอนไซม์อะไมเลสที่อุณหภูมิแตกต่างกัน

220
00:14:36.321 --> 00:14:40.321
จากที่นักเรียนเคยทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่า

221
00:14:40.324 --> 00:14:44.324
มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลการทำงาน

222
00:14:44.325 --> 00:14:48.325
ของเอนไซม์ ซึ่งนักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าค่าความ

223
00:14:48.327 --> 00:14:52.327
เป็นกรด-เบสของเลือดนี่ก็มีผลต่อเอนไซม์

224
00:14:52.328 --> 00:14:56.328
ปัจจัยต่อมา ก็คืออุณหภูมิค่ะ

225
00:14:56.331 --> 00:15:00.331
นักเรียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลต่อก

226
00:15:00.332 --> 00:15:04.332
ของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่อย่างไร และเอนไซม์อะไมเลสนี่

227
00:15:04.333 --> 00:15:08.333
สามารถเร่งปฏิกิริยาในมนุษย์

228
00:15:08.333 --> 00:15:12.333
ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

229
00:15:12.335 --> 00:15:16.335
นักเรียนลองดูนะคะ จากกราฟนี้นะคะ

230
00:15:16.336 --> 00:15:20.336
ที่จุดสูงสุดนะคะ อัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสนี่

231
00:15:20.337 --> 00:15:24.337
จะอยู่ในช่วงประมาณอุณหภูมิ

232
00:15:24.338 --> 00:15:28.338
อุณหภูมิช่วงนี้นะคะ เป็นอุณหภูมิปกติ

233
00:15:28.339 --> 00:15:32.339
ของร่างกายมนุษย์ค่ะ ดังนั้น เอนไซม์อะไมเลสนะคะ

234
00:15:32.342 --> 00:15:36.342
จึงยังคงสามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิ 37

235
00:15:36.343 --> 00:15:40.343
องศาเซลเซียส และนักเรียนคิดไหมคะ

236
00:15:40.343 --> 00:15:44.343
ถ้าร่างกาย ไม่สามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิของร่าง

237
00:15:44.345 --> 00:15:48.345
ไว้ได้ จะเกิดอะไรขึ้น ร่างกาย

238
00:15:48.346 --> 00:15:52.346
สามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิให้อยู่

239
00:15:52.348 --> 00:15:56.348
ที่ค่าค่าหนึ่งไว้ได้ตลอดเวลา ทำได้อย่างไร

240
00:15:56.349 --> 00:16:00.349
เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

241
00:16:00.351 --> 00:16:04.351
กลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิใน

242
00:16:04.353 --> 00:16:08.353
ร่างกายนี่มีสมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่ง

243
00:16:08.354 --> 00:16:12.354
ควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่

244
00:16:12.357 --> 00:16:16.357
ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ จะไปสั่งการให้

245
00:16:16.359 --> 00:16:20.359
การทำงานร่วมกันของอวัยวะหรือโครงสร้า ง

246
00:16:20.360 --> 00:16:24.360
หลอดเลือดที่ผิวหนัง ผิวหนัง

247
00:16:24.362 --> 00:16:28.362
และเส้นขนที่ผิวหนัง และกล้าม

248
00:16:28.364 --> 00:16:32.364
เนื้อโครงร่างค่ะ เรามาดูการ

249
00:16:32.368 --> 00:16:36.368
นะคะ กลไกการทำงานแรกนะคะ

250
00:16:36.368 --> 00:16:40.368
ถ้าสิ่งแวดล้อมภายนอกมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือ

251
00:16:40.369 --> 00:16:44.369
ข้างนอกนี่อากาศร้อน อุณหภูมิ

252
00:16:44.371 --> 00:16:48.371
ที่สูงขึ้นนี่นะคะ ก็จะไป... ส่งผลการทำงานไปที่

253
00:16:48.372 --> 00:16:52.372
สมองส่วนไฮโพทาลามัส สมองส่วนนี้นะคะ จะทำให้

254
00:16:52.373 --> 00:16:56.373
อัตราเมแทบอลิซึมในร่างกายนี่ลดต่ำลง

255
00:16:56.374 --> 00:17:00.374
ดังนั้น จึงเกิดความร้อนลดลงค่ะ อีก

256
00:17:00.376 --> 00:17:04.376
ทั้งยังไปทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่

257
00:17:04.378 --> 00:17:08.378
ซึ่งทำให้มีปริมาณเลือดมาไหลเวียนที่บริเวณ

258
00:17:08.379 --> 00:17:12.379
ผิวหนังมากขึ้น ซึ่งเป็นการระบายความร้อนอีกทางหนึ่ง

259
00:17:12.380 --> 00:17:16.380
สมองส่วนนี้ก็ยังไปทำให้เส้นขนเกิด

260
00:17:16.382 --> 00:17:20.382
การเอนราบ จึงทำให้มีการระบายความร้อนออกไปได้ง่าย

261
00:17:20.383 --> 00:17:24.383
และสุดท้ายนะคะ เหงื่อค่ะ

262
00:17:24.384 --> 00:17:28.384
สมองส่วนนี้ไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่มีการสร้างเหงื่อ

263
00:17:28.385 --> 00:17:32.385
เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เหงื่อที่เพิ่มออกมานี่นะคะ จะ

264
00:17:32.386 --> 00:17:36.386
ระเหย ก็จะเป็นการพาความร้อนออกไปด้วยค่ะ

265
00:17:36.388 --> 00:17:40.388
ทีนี้ เรามาลองดูกลไกการรักษาดุลยภาพ

266
00:17:40.389 --> 00:17:44.389
ภายในร่างกายเมื่ออากาศข้างนอกหนาวนะคะ อากาศที่หนาวลง

267
00:17:44.390 --> 00:17:48.390
นี่นะคะ ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัส

268
00:17:48.391 --> 00:17:52.391
ไปสั่งการทำงานของโคร

269
00:17:52.392 --> 00:17:56.392
คือ เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมที่สู

270
00:17:56.394 --> 00:18:00.394
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น หลอดเลือด

271
00:18:00.396 --> 00:18:04.396
ที่ผิวหนังมีการหดตัวความร้อนจึงไม่สามารถ

272
00:18:04.398 --> 00:18:08.398
ออกไปนอกร่างกายได้ แล้วก็ไปทำให้เส้นขนเกิดการลุ

273
00:18:08.400 --> 00:18:12.400
นี่นะคะ ตั้งชัน หรือที่เราเรียกว่า "ขนลุก" นั่นแหละค่ะ

274
00:18:12.402 --> 00:18:16.402
ความร้อนจึงไม่สามารถออกไปได้ อีกทั้งยัง

275
00:18:16.403 --> 00:18:20.403
ไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่ค่ะ ลดการ

276
00:18:20.407 --> 00:18:24.407
สร้างเหงื่อออกมา และสุดท้าย

277
00:18:24.407 --> 00:18:28.407
ถ้าข้างนอกมีอากาศหนาวมากนี้ ก็ทำให้บริเวณแขน ข

278
00:18:28.409 --> 00:18:32.409
มีอาการสั่น ซึ่งการสั่นนี่นะคะ

279
00:18:32.410 --> 00:18:36.410
เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่าง ซึ่งเพิ่ม

280
00:18:36.412 --> 00:18:40.412
อัตราเมแทบอลิซึมอีกคราวหนึ่ง

281
00:18:40.412 --> 00:18:44.412
จึงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ นี่นะคะ

282
00:18:44.414 --> 00:18:48.414
จึงทำให้ร่างกายนี่มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

283
00:18:48.415 --> 00:18:52.415
หรือกลับเข้าสู่ดุลยภาพตามเดิม

284
00:18:52.417 --> 00:18:56.417
ค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ การที่

285
00:18:56.418 --> 00:19:00.418
เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างๆ

286
00:19:00.419 --> 00:19:04.419
การที่ร่างกายสั่นช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย

287
00:19:04.421 --> 00:19:08.421
ได้อย่างไร เพราะเหตุใดเมื่อ

288
00:19:08.434 --> 00:19:12.434
ออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง และ

289
00:19:12.434 --> 00:19:16.434
และถี่ขึ้น ครูให้เวลา 10 วินาทีค่ะ

290
00:19:16.436 --> 00:19:20.436
เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี]

291
00:19:20.438 --> 00:19:24.438

292
00:19:24.439 --> 00:19:28.439

293
00:19:28.443 --> 00:19:32.443
หมดเวลาค่ะ เราลองมาดู

294
00:19:32.446 --> 00:19:36.446
คำตอบกันนะคะ ข้อแรกนะคะ เหงื่อ

295
00:19:36.447 --> 00:19:40.447
ช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร การที่เหงื่อ

296
00:19:40.449 --> 00:19:44.449
นะคะ จะทำให้เกิดการระบายมากขึ้น

297
00:19:44.450 --> 00:19:48.450
ออกไปด้วย ยิ่งร่างกายขับเหงื่อออกมามากเท่าใด

298
00:19:48.450 --> 00:19:52.450
ก็จะช่วยยิ่งลดอุณหภูมิภายในร่างกายลงได้มากขึ้น

299
00:19:52.452 --> 00:19:56.452
นะคะ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ ณ ขณะนั้นด้วย

300
00:19:56.453 --> 00:20:00.453
เพระาว่าถ้าอากาศชื้นมาก เหงื่อก็จะระเหยออกไป

301
00:20:00.455 --> 00:20:04.455
แต่อากาศมีความชื้นน้อย เหงื่อก็จะระเหย

302
00:20:04.456 --> 00:20:08.456
ออกไปได้มากค่ะ 2. การที่ร่างกายสั่น

303
00:20:08.457 --> 00:20:12.457
ก็เป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายโดยการสั่น

304
00:20:12.460 --> 00:20:16.460
นี่ เป็นการทำงานของโครงร่างนะคะ การสั่นนี่

305
00:20:16.461 --> 00:20:20.461
ทำให้เกิดความร้อนขึ้น อาการสั่นนี่นะคะ จะพบได้บ่อย

306
00:20:20.462 --> 00:20:24.462
เมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมาก ๆ นะคะ

307
00:20:24.463 --> 00:20:28.463
และสุดท้ายนะคะ เหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก

308
00:20:28.465 --> 00:20:32.465
จึงมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก

309
00:20:32.467 --> 00:20:36.467
และถี่ขึ้น เมื่อออกกำลังกายอย่างหนักใช่ไหมคะ

310
00:20:36.468 --> 00:20:40.468
เซลล์ในร่างกายของเรานี่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก จึง

311
00:20:40.469 --> 00:20:44.469
เกิดกระบวนการเมตาบอลิซึมขึ้น จึงทำให้เกิดความ

312
00:20:44.470 --> 00:20:48.470
ร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ เมื่อ

313
00:20:48.487 --> 00:20:52.487
ส่วนไฮโพทาลามัส ก็จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้ผิวหนัง

314
00:20:52.487 --> 00:20:56.487
ขยายตัว เลือดจึงหมุนเวียนได้เร็วขึ้น ทำให้มีอาการ

315
00:20:56.489 --> 00:21:00.489
หน้าแดง ขณะเดียวกันต่อมเหงื่อก็จะมีการ

316
00:21:00.490 --> 00:21:04.490
ขับเหงื่อเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการระบายความร้อน

317
00:21:04.491 --> 00:21:08.491
และกระบวนการเมแทบอลิซึมลิซึมนี่นะคะ

318
00:21:08.495 --> 00:21:12.495
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมากขึ้นใช่ไหมคะ

319
00:21:12.496 --> 00:21:16.496
เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้

320
00:21:16.498 --> 00:21:20.498
ของไฮโดรเจนไอออนนี่ เพิ่มขึ้นสูงไปเรื่อย และ

321
00:21:20.500 --> 00:21:24.500
ขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้ออกไป โดนการ

322
00:21:24.502 --> 00:21:28.502
หายใจที่แรงและถี่ขึ้น เพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก

323
00:21:28.503 --> 00:21:32.503
จากร่างกายให้เร็วที่สุดนั่นเองค่ะ นักเรียนตอบถูกไหมคะ

324
00:21:32.504 --> 00:21:36.504
มาถึงสรุปเนื้อหาบทเรียนภายใน

325
00:21:36.506 --> 00:21:40.506
การรักษาดุลยภาพ

326
00:21:40.508 --> 00:21:44.508
ความเป็นกรด-เบสของเลือดขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

327
00:21:44.509 --> 00:21:48.509
การรักษากรด-เบสและดุลยภาพของร่างกาย

328
00:21:48.509 --> 00:21:52.509
ชั้นนี้ มี 2 กลไกคือ 1.

329
00:21:52.511 --> 00:21:56.511
การทำงานของปอด ถ้าความเข้มข้นของ

330
00:21:56.512 --> 00:22:00.512
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ หรือเลือด

331
00:22:00.512 --> 00:22:04.512
มีภาวะเป็นกรด สมองส่วนควบคุมการหายใจ จะบังคับ

332
00:22:04.514 --> 00:22:08.514
ให้ร่างกาย เพิ่มอัตราการหายใจ ถ้าส่วนของ

333
00:22:08.516 --> 00:22:12.516
ในเลือดลดลงกว่าปกติ หรือเลือดมีภาวะ

334
00:22:12.516 --> 00:22:16.516
เป็นเบส สมองส่วนควบคุมการหายใจจะสั่งการ

335
00:22:16.518 --> 00:22:20.518
ให้ร่างกายลดอัตราการหายใจ กลไกที่ 2

336
00:22:20.519 --> 00:22:24.519
นะคะ การทำงานของไตค่ะ ถ้าความเข้มข้น

337
00:22:24.520 --> 00:22:28.520
ของไฮโดรเจนไอออนในเลือด

338
00:22:28.522 --> 00:22:32.522
มีภาวะเป็นกรด เซลล์ผนังท่อหน่วยไตจะหลั่ง

339
00:22:32.523 --> 00:22:36.523
ไฮโดรเจนไอออน แอมโมเนียมไอออน

340
00:22:36.523 --> 00:22:40.523
หน่วยไต และขับออกไปในท่อปัสสาวะ

341
00:22:40.525 --> 00:22:44.525
ขณะเดียวกันก็มีการดูดกลับ ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

342
00:22:44.526 --> 00:22:48.526
โซเดียมไอออนเข้าสู่หลอดเลือด แต่ถ้าความเข้มข้น

343
00:22:48.527 --> 00:22:52.527
ของไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

344
00:22:52.527 --> 00:22:56.527
เป็นเบส เซลล์ในผนังท่อหน่วยไต

345
00:22:56.529 --> 00:23:00.529
และหลั่งไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

346
00:23:00.530 --> 00:23:04.530
ของเหลวในท่อหน่วยไต และขับออกไปพร้อมปัสสาวะ

347
00:23:04.531 --> 00:23:08.531
สำหรับสรุปเนื้อหายภายในบทเรียนบทที่ 2.3 การ

348
00:23:08.532 --> 00:23:12.532
รักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย และการรัก

349
00:23:12.533 --> 00:23:16.533
ภายในร่างกายนี่ เป็นการทำงานร่วมกันของหลอดเลือดที่ผิวหนัง

350
00:23:16.534 --> 00:23:20.534
และเส้นขนในผิวหนัง กล้ามเนื้อโครงร่าง

351
00:23:20.535 --> 00:23:24.535
โดยมีสมองส่วนไฮโพทาลามัสควบคุม

352
00:23:24.536 --> 00:23:28.536
อุณหภูมิให้คงที่ ในภาวะต่าง ๆ ดังนี้ ซึ่ง

353
00:23:28.537 --> 00:23:32.537
ภายในร่างกายของเราสูงขึ้น สมองส่วนไฮโพทาลามัส

354
00:23:32.537 --> 00:23:36.537
จะไปสั่งการให้ร่างกายลดอัตราเมแทบอลิซึมลง

355
00:23:36.538 --> 00:23:40.538
หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนังมีการขยาย

356
00:23:40.541 --> 00:23:44.541
ตัว ต่อมเหงื่อ เพิ่มการสร้างเหงื่อ

357
00:23:44.543 --> 00:23:48.543
เส้นขนเอนราบ เพื่อเพิ่มการระบายความร้อน

358
00:23:48.544 --> 00:23:52.544
แต่ถ้าอุณหภูมิภายในร่างกายต่ำกว่าปกติ สมอง

359
00:23:52.546 --> 00:23:56.546
ส่วนไฮโพทาลามัสจะสั่งให้ร่างกายเพิ่ม

360
00:23:56.546 --> 00:24:00.546
อัตราเมแทบอลิซึม หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนัง

361
00:24:00.548 --> 00:24:04.548
ต่อมเหงื่อนี่ค่ะ ลดการสร้างเหงื่อออกมา

362
00:24:04.549 --> 00:24:08.549
แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมาก ๆ ก็จะมีอาการสั่น

363
00:24:08.550 --> 00:24:12.550
เข้ามาด้วยนะคะ ซึ่งการสั่นนี้เป็นการทำงานของ

364
00:24:12.551 --> 00:24:16.551
กล้ามเนื้อโครงร่าง ทำให้

365
00:24:16.552 --> 00:24:20.552
ให้สูงขึ้น ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

366
00:24:20.553 --> 00:24:24.553
ร่างกายจึงกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่งค่ะ

367
00:24:24.554 --> 00:24:28.554
สำหรับครั้งต่อไปนะคะ จะเป็นหัวข้อที่

368
00:24:28.556 --> 00:24:32.556
2.4 เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับวันนี้

369
00:24:32.556 --> 00:24:36.556
ครูปาณิกขอไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

370
00:24:36.559 --> 00:24:40.559
[เสียงดนตรี]

371
00:24:40.560 --> 00:24:44.560

372
00:24:44.561 --> 00:24:48.561
[เสียงดนตรี]

373
00:24:48.562 --> 00:24:52.562

374
00:24:52.564 --> 00:24:56.564

375
00:24:56.566 --> 00:25:00.566

376
00:25:00.570 --> 00:25:04.570

377
00:25:04.572 --> 00:25:08.572

378
00:25:08.574 --> 00:25:11.574

379
00:25:12.576 --> 00:25:15.579

380
00:25:16.578 --> 00:25:16.578

381
00:25:20.579 --> 00:25:20.579


