﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.005 --> 00:00:08.005

3
00:00:08.006 --> 00:00:12.006

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009

5
00:00:16.012 --> 00:00:20.012

6
00:00:20.015 --> 00:00:24.015

7
00:00:24.019 --> 00:00:28.019

8
00:00:28.020 --> 00:00:32.020
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียนวันนี้มาพบกั

9
00:00:32.021 --> 00:00:36.021
วันนี้เราจะมาเรียน เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน กันนะครับ

10
00:00:36.023 --> 00:00:40.023
ในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนี่

11
00:00:40.024 --> 00:00:44.024
ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ จะอยู่ในเรื่

12
00:00:44.025 --> 00:00:48.025
เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกานมนุษย์นะครับ

13
00:00:48.027 --> 00:00:52.027
ในหัวข้อ 2.4 นี่ จะมีด้วยกัน

14
00:00:52.028 --> 00:00:56.028
3 หัวข้อย่อย หัวข้อแรก ก็คือกลไกการต่อต้าน

15
00:00:56.029 --> 00:01:00.029
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ หัวข้อที่ 2 ก็จะเป็น

16
00:01:00.030 --> 00:01:04.030
กลไกแบบจำเพาะ และหัวขอที่ 3 ก้จะเป็นเรื่องความผิดปกติ

17
00:01:04.031 --> 00:01:08.031
ภูมิคุ้มกัน ในวันนี้เราจะมาเรียนกัน

18
00:01:08.032 --> 00:01:12.032
หัวข้อย่อยแรกนะครับ ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

19
00:01:12.032 --> 00:01:16.032
แบบไม่จำเพาะ แต่ว่าก่อนอื่นนี่เราจะมาเรียน

20
00:01:16.034 --> 00:01:20.034
เนื้อหาคร่าว ๆ กันก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันคืออะไร

21
00:01:20.035 --> 00:01:24.035
จุดประสงค์ของเรื่องนี้

22
00:01:24.036 --> 00:01:28.036
นะครับ ก็คาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบายบทบาท

23
00:01:28.037 --> 00:01:32.037
อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกันหรือทำลาย

24
00:01:32.038 --> 00:01:36.038
หรือสิ่งแปลกปลอมได้ อันที่ 2 ก็คือสามารถอธิบายหรือ

25
00:01:36.039 --> 00:01:40.039
เขียนแผนผังที่เกี่ยวข้องกับกลไกการต่อต้าน

26
00:01:40.040 --> 00:01:44.040
สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้ครับ มาดูรูปนี้

27
00:01:44.044 --> 00:01:48.044
กันนะครับ นักเรียนรู้จักอะไรในรูปนี้บ้าง

28
00:01:48.045 --> 00:01:52.045
ครูจะให้เวลาลองคิดนะครับ

29
00:01:52.047 --> 00:01:56.047

30
00:01:56.049 --> 00:02:00.049
มันก็คือเชื้อโรค

31
00:02:00.050 --> 00:02:04.050
หรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่รอบตัวเรานั่นเอง

32
00:02:04.051 --> 00:02:08.051
นะครับ ก็อาจจะมีทั้ง แบคทีเรีย รา ไวรัส

33
00:02:08.052 --> 00:02:12.052
ปรสิต หรือแม้กระทั่งเรณูของดอกไม้นะครับ

34
00:02:12.054 --> 00:02:16.054
ในแต่ละวัน

35
00:02:16.054 --> 00:02:20.054
นี่ร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

36
00:02:20.056 --> 00:02:24.056
ไวรัส แบคทีเรีย หรือสารพิษต่าง ๆ ผ่านเข้ามาทางใดได้บ้า

37
00:02:24.056 --> 00:02:28.056
นักเรียนตอบคำถามนะครับ อันที่ 2 เมื่อร่างกาย

38
00:02:28.058 --> 00:02:32.058
ได้รับแล้วนี่จะทำให้เกิดอันตรายหรือเจ็บป่วยทุกครั้งเสมอไป

39
00:02:32.061 --> 00:02:36.061
หรือไม่นะครับ อันนี้เป็น 2 คำถามที่คุณครู

40
00:02:36.063 --> 00:02:40.063
ให้นักเรียนได้ลองคิดกันดูนะครับ

41
00:02:40.064 --> 00:02:44.064
นอกจากนี้

42
00:02:44.065 --> 00:02:48.065
ยังมีคำถามเพิ่มอีกว่าในบางครั้งร่างกายของแต่ละคนนี่

43
00:02:48.065 --> 00:02:52.065
อาจจะได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมชนิดเดียวกัน

44
00:02:52.067 --> 00:02:56.067
อาจจะแสดงออกด้วยอาการที่เจ็บป่วยแตกต่างกันไป

45
00:02:56.067 --> 00:03:00.067
บางคนอาจจะไม่เจ็บป่วยเลยก็ได้ เหตุใดจึง

46
00:03:00.068 --> 00:03:04.068
เป็นเช่นนั้นครับ มี 3 คำถามด้วยกันนะที่ให้นักเรียนลองคิด

47
00:03:04.069 --> 00:03:08.069
เราจะมาหาคำตอบกันได้ในบทเรียนเรื่องภูมิคุ้มกันในว

48
00:03:08.070 --> 00:03:12.070

49
00:03:12.071 --> 00:03:16.071
นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบคำถามได้นะครับ ว่าระบบ

50
00:03:16.080 --> 00:03:20.080
ภูมิคุ้มกันแต่ละคนนี่มีการตอบสนองต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

51
00:03:20.082 --> 00:03:24.082
ที่แตกต่างกันนี่เองจึงเป็นสาเหตุของการแสดงออก

52
00:03:24.083 --> 00:03:28.083
ของโรค หรืออาการที่แตกต่างกันไป

53
00:03:28.095 --> 00:03:32.095
มีคำถามต่อมาอีกนะครับ ว่าระบบภูมิคุ้มกัน

54
00:03:32.097 --> 00:03:36.097
มีการตอบสนอง ต่อต้าน หรือทำลาย

55
00:03:36.098 --> 00:03:40.098
สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไร เดี๋ยวเราช่วยกันคิด

56
00:03:40.099 --> 00:03:44.099
นะ...

57
00:03:44.099 --> 00:03:48.099
จริง ๆ แล้ว นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบได้

58
00:03:48.100 --> 00:03:52.100
หรือบางคนอาจจะยังตอบไม่ได้ ไม่แปลกครับ จริง ๆ รบบ

59
00:03:52.102 --> 00:03:56.102
ภูมิคุ้มกันนี่ เป็นระบบที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ก่อนอื่นที่

60
00:03:56.103 --> 00:04:00.103
เราจะมาเรียนว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่ มีการทำงาน

61
00:04:00.104 --> 00:04:04.104
มีการตอบสนองหรือต่อต้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรนี่ เรามาดูว่า

62
00:04:04.108 --> 00:04:08.108
มีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบ

63
00:04:08.109 --> 00:04:12.109
ภูมิคุ้มกันของเรา เรามาดูกันนะครับบ ว่าอวัยวะ

64
00:04:12.110 --> 00:04:16.110
และเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้าง กลุ่มแรกนี่

65
00:04:16.116 --> 00:04:20.116
สร้างแล้วก็พัฒนากลุ่มนิโคลไซต์

66
00:04:20.117 --> 00:04:24.117
ไขกระดูกและไทมัสครับ นักเรียนจำคำนี้ไว้ก่อนนะครับ "ลิมโฟไซต์"

67
00:04:24.118 --> 00:04:28.118
อาจจะยังไม่รู้จักมันตอนนี้แต่ว่า

68
00:04:28.118 --> 00:04:32.118
ครูจะบอกว่าเป็น ลิมโฟไซต์ มีบทบาทสำคัญในเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน

69
00:04:32.119 --> 00:04:36.119
นะครับ ต่อมา จะเป็น

70
00:04:36.122 --> 00:04:40.122
กลุ่มที่เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดักจับและทำลาย

71
00:04:40.123 --> 00:04:44.123
สิ่งแปลกปลอม ซึ่งก็ได้แก่ ม้ามแล้วก็ต่อมน้ำเหลือง

72
00:04:44.124 --> 00:04:48.124
ครับ มาดูกลุ่มสุดท้าย กลุ่มสุดท้ายนี่จะเป็นเนื้อยเื่อ

73
00:04:48.126 --> 00:04:52.126
บริเวณต่าง ๆ ที่ทำหน้าทีดักจับ แล้วก็

74
00:04:52.127 --> 00:04:56.127
ทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น ทอนซิล แล้วก็เนื้อเยื่อน้ำเหลือง

75
00:04:56.128 --> 00:05:00.128
นักเรียนก็ได้ทราบกันมาแล้วนะครับ ว่า

76
00:05:00.129 --> 00:05:04.129
มีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

77
00:05:04.130 --> 00:05:08.130
ต่อมา ก็คืออวัยวะ และเนื้อเยื่อ

78
00:05:08.131 --> 00:05:12.131
เหล่านี้ นักเรียนคิดว่าอยู่ที่บริเวณใดบ้างในร่างกายของเรา

79
00:05:12.133 --> 00:05:16.133
ลองมาช่วยกันคิดนะครนันบ

80
00:05:16.135 --> 00:05:20.135
จากรูปนะครับ

81
00:05:20.136 --> 00:05:24.136
นักเรียนจะเห็นได้ว่า อวัยวะหรือเนื้อเยื่อน้ำเหลือง

82
00:05:24.137 --> 00:05:28.137
เช่น ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง หรือหลอดน้ำเหลืองนี่จะ

83
00:05:28.138 --> 00:05:32.138
พบได้กระจายอยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา แต่ถ้าเป็น

84
00:05:32.139 --> 00:05:36.139
อวัยวะหรือเนื้อเยื่อบางอย่าง เช่น ทอนซิล

85
00:05:36.140 --> 00:05:40.140
ม้าม หรือว่าไส้ติ่งนี่ จะเป็นอวัยวะที่

86
00:05:40.141 --> 00:05:44.141
พบได้ในจุดเดียวของร่างกาย แต่จะพบอยู่ในบริเวณที่แตกต่าง

87
00:05:44.142 --> 00:05:48.142
กันไปนะครับ คำถามต่อมาก็คือ

88
00:05:48.144 --> 00:05:52.144
เหตุใดเราจึงพบอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเหล่านี้

89
00:05:52.149 --> 00:05:56.149
อยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา

90
00:05:56.150 --> 00:06:00.150
นักเรียนบางคนอาจจะยัง

91
00:06:00.152 --> 00:06:04.152
ตอบคำถามที่ครูถามเมื่อสักครู่ไม่ได้นะครับ แต่ครูมี

92
00:06:04.156 --> 00:06:08.156
จากหนังสือเรียนให้ แล้วดูสิว่าเราจะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือเ

93
00:06:08.158 --> 00:06:12.158
มาดูอันแรกกันเลยนะครับ อันแรก ก็คือ

94
00:06:12.159 --> 00:06:16.159
ลิมโฟไซต์นี่ คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนอง

95
00:06:16.160 --> 00:06:20.160
หรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับ

96
00:06:20.161 --> 00:06:24.161
โดยอาศัย สารที่สร้างขึ้นมาจากตัว ลิมโฟไซต์ นี่

97
00:06:24.162 --> 00:06:28.162
เช่น แอนติบอดี นักเรียนคุ้น ๆ คำว่า

98
00:06:28.163 --> 00:06:32.163
"ลิมโฟไซต์" กันใช่ไหมครับ ที่เราเพิ่งเจอกันไปเมื่อกี้

99
00:06:32.164 --> 00:06:36.164
แล้วก็จะมีคำใหม่ขึ้นมาคำว่า "แอนติบอดี" เดี๋ยวเราจะ

100
00:06:36.165 --> 00:06:40.165
เรียนรู้เรื่องแอนติบอดีกันต่อไปนะครับ เราลองมาโฟกัส

101
00:06:40.166 --> 00:06:44.166
ที่ครูวงกลมสีแดงไว้ก่อน ว่าตัวลิมโฟไซต์นี่ เป็

102
00:06:44.167 --> 00:06:48.167
เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้

103
00:06:48.168 --> 00:06:52.168
พอจะตอบคำถามได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้

104
00:06:52.169 --> 00:06:56.169
มาดูอันถัดไปนะครับ ก็คือความรู้เกี่ยวกับ

105
00:06:56.170 --> 00:07:00.170
ไส้ติ่งหรือ Appendix นี่ อยู่บริเวณท่อ

106
00:07:00.171 --> 00:07:04.171
ปลายตันนะครับ อยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้น มีความยาว

107
00:07:04.175 --> 00:07:08.175
2-7 เซนติเมตร ภายในของไส้ติ่งนี่จะมี

108
00:07:08.176 --> 00:07:12.176
ลิมโฟไซต์ เจอคำว่า ลิมโฟไซต์ อีกแล้วนะ อยู่กันหนาแน่น

109
00:07:12.177 --> 00:07:16.177
นะครับ และก็ยัง

110
00:07:16.178 --> 00:07:20.178
อาจจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย

111
00:07:20.180 --> 00:07:24.180
เหมือนเดิมเราลองมาโฟกัสเฉพาะที่ครูวงกลมสีแดงเอาไว้

112
00:07:24.181 --> 00:07:28.181
นะครับว่า เจ้าไส้ติ่งนี่ มันเป็นที่

113
00:07:28.182 --> 00:07:32.182
มีลิมโฟไซต์อยู่หน้าแน่นนะครับ และลิมโฟไซต์

114
00:07:32.182 --> 00:07:36.182
ก็ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันด้วย พอจะตอบคำถามได้หรือยังครับ

115
00:07:36.184 --> 00:07:40.184

116
00:07:40.187 --> 00:07:44.187
งั้นเราลองมาทวนคำถามที่ครูถามเมื่อกี้กันอีกทีนะครับ

117
00:07:44.190 --> 00:07:48.190
ว่าเหตุใดอวัยวะ และระบบ

118
00:07:48.191 --> 00:07:52.191
เนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่จึงพบอยู่ทั่วร่างกายของเรา

119
00:07:52.191 --> 00:07:56.191
น่าจะตอบกันได้แล้วนะ

120
00:07:56.191 --> 00:08:00.191
งั้นเราลองมาดูที่ครูเฉลยกันนะครับ

121
00:08:00.193 --> 00:08:04.193
เหตุผลแรก ก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนี่

122
00:08:04.194 --> 00:08:08.194
อย่างสไลด์แรกที่ครูพูดมาเลยนี่ มันมี

123
00:08:08.195 --> 00:08:12.195
พบอยู่ทั่วไปรอบร่างกายเราเลย ฉะนั้น

124
00:08:12.195 --> 00:08:16.195
มันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกายหรือเนื้อเยื่อเราได้เกือบทุกบริเวณเลย

125
00:08:16.197 --> 00:08:20.197
นะครับ ดังนั้น

126
00:08:20.198 --> 00:08:24.198
อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบ

127
00:08:24.199 --> 00:08:28.199
ภูมิคุ้มกันนี่จะต้องกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

128
00:08:28.201 --> 00:08:32.201
ต่าง ๆ ของร่างกายของเรานะครับ เหตุผลต่อมาก็คือ

129
00:08:32.202 --> 00:08:36.202
เจ้าลิมโฟไซต์ที่เป็นพระเอกของเรานี่ เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วเ

130
00:08:36.203 --> 00:08:40.203
จะสร้างและพัฒนาที่บริเวณไหนครับ บริเวณ

131
00:08:40.204 --> 00:08:44.204
ไขกระดูกแล้วไทมัสใช่ไหมครับ ซึ่งเมื่อ

132
00:08:44.205 --> 00:08:48.205
สร้างที่บริเวณเหล่านั้นแต่ว่ามันจำเป็นต้องอาศัยเนื้เอ

133
00:08:48.207 --> 00:08:52.207
หรืออวัยวะ เนื้อเยื่ออื่น ๆ

134
00:08:52.211 --> 00:08:56.211
นะครับ ในการลำเลียงไปทั่วร่างกายของเรานะครับ

135
00:08:56.212 --> 00:09:00.212
แล้วก็เหตุผลถัดมา ก็

136
00:09:00.214 --> 00:09:04.214
คือ เมื่อลำเลียงลิมโฟไซต์เหล่านี้ไปแล้วนี่ ก็ยังจำเป้

137
00:09:04.215 --> 00:09:08.215
มีอวัยวะหรือเนื้อเยอะ ที่เป็นที่สะสม

138
00:09:08.216 --> 00:09:12.216
ลิมโฟไซต์เหล่านี้ เพราะเมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามา

139
00:09:12.217 --> 00:09:16.217
ที่บริเวณใดก็ตามนะครับ ลิมโฟไซต์ก็จะทำหน้าที่

140
00:09:16.218 --> 00:09:20.218
ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมี่เข้าสู่ร่างกทาย

141
00:09:20.220 --> 00:09:24.220
อันนี้ก็จะเป็นคำตอบที่สำหรับคำถามที่ครูถาม

142
00:09:24.221 --> 00:09:28.221
ไปเมื่อกี้ครับ นักเรียนลอง

143
00:09:28.222 --> 00:09:32.222
พิจารณาข้อความที่ปรากฏอยู่นี่นะครับ

144
00:09:32.224 --> 00:09:36.224
แล้วเดี๋ยวเราลองมาคิด จากคำถามที่ครูจะถามกัน

145
00:09:36.225 --> 00:09:40.225
นะครับ

146
00:09:40.227 --> 00:09:44.227

147
00:09:44.228 --> 00:09:48.228
คำถามที่จะให้นักเรียนลองคิด ก็คือ

148
00:09:48.229 --> 00:09:52.229
กลไกแบบไม่จำเพาะและกลไกแบบจำเพาะนี่

149
00:09:52.230 --> 00:09:56.230
คืออะไร และเหตุใดร

150
00:09:56.231 --> 00:10:00.231
ร่างกายของเราจึงต้องมีกลไกทั้ง 2 แบบ

151
00:10:00.232 --> 00:10:04.232
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

152
00:10:04.233 --> 00:10:08.233
เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กันไปทีละกลไล

153
00:10:08.234 --> 00:10:12.234
นะครับ เริ่มต้นจากกลไลการต่อต้าน

154
00:10:12.235 --> 00:10:16.235
สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะก่อน ในกลไกนี้จะ

155
00:10:16.236 --> 00:10:20.236
แบ่งออกได้เป็น 2 กลไกหลัก ๆ ก็คืออันแรกจะเป็นการ

156
00:10:20.243 --> 00:10:24.243
ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่บริเวณหรือนเื่อ

157
00:10:24.244 --> 00:10:28.244
ของร่างกาย อันนี้คุณครูย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า

158
00:10:28.245 --> 00:10:32.245
ที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเรานั่นเองนะครับ กลไกต่อมา

159
00:10:32.247 --> 00:10:36.247
ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเนื้อเยื่อที่อยู่ใน

160
00:10:36.248 --> 00:10:40.248
ขงร่างกายของเราแล้ว ครับ

161
00:10:40.249 --> 00:10:44.249
จากที่คุณครูได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า กลไก

162
00:10:44.250 --> 00:10:48.250
ในระบบภูมิคุ้มกันนี่เป็นระบบที่มีความซับซ้อน

163
00:10:48.251 --> 00:10:52.251
ฉะนั้น เราทราบไปแล้วว่ามีอวัยวะ หรือ

164
00:10:52.251 --> 00:10:56.251
เนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ

165
00:10:56.255 --> 00:11:00.255
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ

166
00:11:00.257 --> 00:11:04.257
ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายนี่ที่ทำหน้าที่ต่อต้าน

167
00:11:04.258 --> 00:11:08.258
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเรา

168
00:11:08.259 --> 00:11:12.259
เช่นกัน นักเรียนพอจะทราบ

169
00:11:12.259 --> 00:11:16.259
ไหมครับ ว่าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบ

170
00:11:16.261 --> 00:11:20.261
อื่น ๆ ของร่างกายนี่ อะไรบ้างที่ทำหน้าที่ที่ครูกล่าวมา

171
00:11:20.268 --> 00:11:24.268
นะครับ ถ้ามาดูจากรูป

172
00:11:24.269 --> 00:11:28.269
ก็พอจะเห็นกันนะครับว่า ครูทำเป็นกล่องไว้นะ

173
00:11:28.270 --> 00:11:32.270
แล้วนักเรียนลองเดาสิว่าอวัยวะเหล่านี้

174
00:11:32.271 --> 00:11:36.271
ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าสู่เนื้อเยื่ออย่างไรบ้าง

175
00:11:36.274 --> 00:11:40.274
เดี๋ยวครูจะให้เวลาลองคิดกันนะครับ

176
00:11:40.275 --> 00:11:44.275
เรามาลองดูกันที่

177
00:11:44.276 --> 00:11:48.276
อวัยวะหรือเนื้อเยื้อเลยนะ นะครับ ไล่จากล่างขึ้นบนเลย

178
00:11:48.278 --> 00:11:52.278
อันแรก ก็คือหูของเรานี่แหละนะครับ

179
00:11:52.279 --> 00:11:56.279
ภายในหูนี่จะมีขี้หูทำหน้าที่

180
00:11:56.280 --> 00:12:00.280
ดักจับฝุ่นละอองหรือว่าแมลง หรือสิ่งแปลกปลอมที่

181
00:12:00.281 --> 00:12:04.281
นะครับ ต่อมา คือ

182
00:12:04.282 --> 00:12:08.282
ผิวหนัง ผิวหนังนี่จะมีบทบาทสำคัญมากเลย

183
00:12:08.286 --> 00:12:12.286
เพราะว่าทุกส่วนของร่างกายเราก็จะมีผิวหนังห่อหุ้ม

184
00:12:12.286 --> 00:12:16.286
นะครับ ผิวหนังจะทำหน้าที่หลัก ๆ ในการป้องกันการบุกรุก

185
00:12:16.288 --> 00:12:20.288
แล้วก็สิ่งแปลกปลอม ในขณะเดียวกันนะครับ ก็จะมีต่อมเหงื่อ

186
00:12:20.289 --> 00:12:24.289
ที่ผิวหนังก็จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ซึ่งน้ำมันจาก

187
00:12:24.289 --> 00:12:28.289
ต่อมเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมันนี่จะยับยั้งการเจริญเติบโต

188
00:12:28.291 --> 00:12:32.291
ของแบคทีเรียบางชนิดได้นะครับ

189
00:12:32.292 --> 00:12:36.292
ถัดมา ก็คือบริเวณตาของเรานี่แหละนะครับ

190
00:12:36.293 --> 00:12:40.293
ในตานี่จะมีน้ำตา ซึ่ง

191
00:12:40.293 --> 00:12:44.293
จะมีเอนไซม์ที่เรียกว่า ไไลโซไซม

192
00:12:44.294 --> 00:12:48.294
ย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรียซคึ่งก็

193
00:12:48.295 --> 00:12:52.295
เป็นสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ

194
00:12:52.296 --> 00:12:56.296
ถัดมาก็จะเป็นระบบหายใจ

195
00:12:56.297 --> 00:13:00.297
ซึ่งก็จะมีจริง ๆ แล้วจะมีจมูกด้วยนะครับ

196
00:13:00.298 --> 00:13:04.298
จมูกก็จะมีขนจมูก มีน้ำมูก

197
00:13:04.299 --> 00:13:08.299
มีเมือกต่าง ๆ ที่คอยดักจับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าไปใน

198
00:13:08.300 --> 00:13:12.300
ท่อลมนะครับ ซึ่งในท่อลมเองก็จะมีการหลั่ง

199
00:13:12.301 --> 00:13:16.301
เมือกนะครับ ที่ดักจับฝุ่นละอองและก็

200
00:13:16.303 --> 00:13:20.303
เชื้อจุลินทรีย์ที่เข้ามา หรือว่าสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามา

201
00:13:20.304 --> 00:13:24.304
ได้ถึงท่อลมแล้วนี่ ก็จะมีซีเลีย

202
00:13:24.305 --> 00:13:28.305
ที่จะคอยทำหน้าที่โบกพัดให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้

203
00:13:28.306 --> 00:13:32.306
นะครับ มันกลับขึ้นไปในระบบหายใจทางจมูก

204
00:13:32.307 --> 00:13:36.307
แล้วก็จะกำจัดออกจากร่างกายด้วยการไอ หือจาม

205
00:13:36.308 --> 00:13:40.308
เวลาที่ ตอนนี้

206
00:13:40.309 --> 00:13:44.309
ที่มันมีสถานการณ์ของโควิดอยู่ ฉะนั้น เขาเลย

207
00:13:44.310 --> 00:13:48.310
รณรงค์ให้เราใส่หน้ากากอนามัย

208
00:13:48.312 --> 00:13:52.312
ที่ จะออกมาจากการไอ หรือจาม ของเรานั่นเองนะครับ อันนี้ก็

209
00:13:52.313 --> 00:13:56.313
เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่เราเจออยู่ทุกวันนี้นะ

210
00:13:56.315 --> 00:14:00.315
อวัยวะถัดมา ก็คือกระเพาะอาหารนะครับ กระเพาะอาหารนี่

211
00:14:00.317 --> 00:14:04.317
จะมีกรด ก็คือกรดไฮโดรคลอริก

212
00:14:04.318 --> 00:14:08.318
ที่เรารู้จักกันดี ก็มี pH แบบต่ำมากเลย ก็จะ

213
00:14:08.319 --> 00:14:12.319
ทำลายแบคทีเรียที่ลงไปกัดอาหารที่เรากิน

214
00:14:12.320 --> 00:14:16.320
เพราะว่าอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะของสดต่าง ๆ อย่างเช่น ผัก ผลไม้สดนี่

215
00:14:16.320 --> 00:14:20.320
ก็จะมีการเจือจนและสิ่งแปลกปลอมอยู่มาก

216
00:14:20.322 --> 00:14:24.322
จะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่

217
00:14:24.322 --> 00:14:28.322
เนื้อเยื่อของเรานะครับ ถัดลงมาทางด้านล่าง

218
00:14:28.323 --> 00:14:32.323
นะครับ ก็คือตัวกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ

219
00:14:32.324 --> 00:14:36.324
นี่ จะทำหน้าที่ขับปัสสาวะออกจากร่างกาย

220
00:14:36.325 --> 00:14:40.325
ในขณะเดียวกันก็จะช่วยพาพวกเชื้อโรค

221
00:14:40.326 --> 00:14:44.326
อย่างจุลินทรีย์ต่าง ๆ นี่ ออกมาทางท่อปัสสาวะด้วยนะครับ

222
00:14:44.327 --> 00:14:48.327
และสุดท้าย คือ ช่องคลอด ซึ่ง

223
00:14:48.328 --> 00:14:52.328
ช่องคลอดนี่จะมีภาวะที่เป็นกรด ก็จะทำหน้าที่ยับยั้ง

224
00:14:52.329 --> 00:14:56.329
การเจริญเติบโตของเชื้อโรคด้วยเหมือนกันครับ

225
00:14:56.330 --> 00:15:00.330
นักเรียนก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับ ว่า

226
00:15:00.332 --> 00:15:04.332
ในร่างกายของเรานี่ นอกจากอวัยะที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันแล้ว

227
00:15:04.334 --> 00:15:08.334
ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่น ๆ ที่

228
00:15:08.335 --> 00:15:12.335
ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อง

229
00:15:12.336 --> 00:15:16.336
ของร่างกายเรานะครับ

230
00:15:16.337 --> 00:15:20.337
แล้วถ้าแนว

231
00:15:20.338 --> 00:15:24.338
ป้องกันเหล่านี้ถูกทำลายนะครับ เช่น

232
00:15:24.340 --> 00:15:28.340
เกิดบาดแผลขึ้น ครับ หรือว่า มีเชื้อโรค

233
00:15:28.341 --> 00:15:32.341
ที่สร้างเอนไซม์มาย่อยสลายเซลล์เยื่อบุผิวต่าง ๆ

234
00:15:32.342 --> 00:15:36.342
นะครับ ร่างกายเราจะมีกลไกในการต่อต้านหรือทำลาย

235
00:15:36.342 --> 00:15:40.342
สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อของเราได้อย่างไร

236
00:15:40.344 --> 00:15:44.344
นะครับ แล้วถ้าครูมีข้อความ

237
00:15:44.345 --> 00:15:48.345
ข้อความตรงนี้ให้ ว่าเมื่อเกิดบาดแผล

238
00:15:48.346 --> 00:15:52.346
สิ่งที่เราสังเกตเห็นจากบาดแผลของเราจะมีเลือดไหลออกมา

239
00:15:52.347 --> 00:15:56.347
ใช่ไหมครับ เนื่องจากว่าหลอดเลือดฝอยของเรานี่

240
00:15:56.348 --> 00:16:00.348
ถูกทำลาย หรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการบวมแดง หรือ

241
00:16:00.348 --> 00:16:04.348
บริเวณบาดแผลนี่ มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น

242
00:16:04.350 --> 00:16:08.350
จากอุณหภูมิปกติของร่างกายเรา กลไกอันนี้

243
00:16:08.351 --> 00:16:12.351
ก็ถือว่าเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเนื้อเยื่อของ

244
00:16:12.354 --> 00:16:16.354
เรา คำถามก็คือ

245
00:16:16.355 --> 00:16:20.355
กลไกลักษณะดังกล่าวะนี่เรียกว่าอะไรนะครับ

246
00:16:20.356 --> 00:16:24.356
แล้วก็เหตุใดมักจึงเกิดลักษณะดังกล่าวขึ้นเมื่อเกิดบาดแผล

247
00:16:24.357 --> 00:16:28.357
ขึ้นตามร่างกายของเรา

248
00:16:28.359 --> 00:16:32.359
ลองตอบคำถามกันดูนะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะมาได้

249
00:16:32.360 --> 00:16:36.360
เรียนรู้กันต่อไป ลักษณะ

250
00:16:36.361 --> 00:16:40.361
บาดแผลที่เราเห็นได้นะครับ ก็เป็นกลไก

251
00:16:40.362 --> 00:16:44.362
การต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยจำเพาะรูปแบบหนึ่ง

252
00:16:44.362 --> 00:16:48.362
นะครับ เกิดขึ้นเมื่อ มีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเนื้อเยื่อเราได้

253
00:16:48.363 --> 00:16:52.363
นะครับ เราจะเรียกกลไกนี้ว่า "การอักเสบ"

254
00:16:52.366 --> 00:16:56.366
หรือ Inflammation นะครับ การอักเสบนี่จะ

255
00:16:56.367 --> 00:17:00.367
ไปพร้อม ๆ กับการทำงานกับเซลล์อีกกลุ่มหนึ่ง

256
00:17:00.368 --> 00:17:04.368
นะครับที่เรียกว่า ฟาโกไซต์ เซลล์กลุ่ม ฟาโกไซต์ จะคอยดักจับ

257
00:17:04.369 --> 00:17:08.369
และทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่เนื้อเยื่อของเรา

258
00:17:08.372 --> 00:17:12.372
ผ่านทางบาดแผลนะครับ เรามาทำความรู้จัก

259
00:17:12.375 --> 00:17:16.375
กับเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์เพิ่มเติมนะครับ จริง ๆ เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์

260
00:17:16.375 --> 00:17:20.375
ก็เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งนะครับ ซึ่งได้แก่ นิวโทรฟิล

261
00:17:20.377 --> 00:17:24.377
แล้วก็โมโนไซต์ โดยเจ้าตัวโมโนไซต์

262
00:17:24.379 --> 00:17:28.379
มันจะสามารถแทรกตัวออกจากหลอดเลือดฝอยของเราได้นะครับ ไปตาม

263
00:17:28.381 --> 00:17:32.381
เนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเมื่อมัน

264
00:17:32.382 --> 00:17:36.382
แทรกตัวไปที่เนื้อเยื่อแล้วนี่ มันก็จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ

265
00:17:36.383 --> 00:17:40.383
กลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่าแมโครฟาจ

266
00:17:40.384 --> 00:17:44.384
จะมีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่บาดแผลของเรา

267
00:17:44.386 --> 00:17:48.386
นะครับ อันนี้ก็คือรูปของ

268
00:17:48.387 --> 00:17:52.387
นิวโทรฟิลโมโนไซต์  แล้วก็ แมคโครฟาจ เมื่อฉายแ

269
00:17:52.388 --> 00:17:56.388
จะมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างนี้นะครับ

270
00:17:56.388 --> 00:18:00.388
กลไกที่เกิดขึ้น

271
00:18:00.390 --> 00:18:04.390
เมื่อเราเกิดบาดแผลแล้วก็เกิดการอักเสบ

272
00:18:04.391 --> 00:18:08.391
ตามมานี้ เกิดขึ้นอย่างไรนะครับ เมื่อเราเกิดบาดแผลนี่

273
00:18:08.392 --> 00:18:12.392
จะเกิดสัญญาณเคมี ซึ่งสัญญาณเคมีนี้เกิดจากอะไร เกิด

274
00:18:12.394 --> 00:18:16.394
เนื้อเยื่อที่เสียหาย หรือว่าตัวเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเองนะครับ

275
00:18:16.395 --> 00:18:20.395
เมื่อมีสัญญาณเคมีเกิดขึ้นจะดึงดูด

276
00:18:20.396 --> 00:18:24.396
กลุ่มฟาโกไซต์ มาที่หลอดเลือดฝอยมากขึ้น

277
00:18:24.397 --> 00:18:28.397
เมื่อมาถึงนี่ เมื่อเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์มาถึงนี้ จะดักจับ

278
00:18:28.398 --> 00:18:32.398
ดักจับนะครับ เชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจายไปยังบริเวณ

279
00:18:32.399 --> 00:18:36.399
ต่าง ๆ นะครับ เราเรียกกระบวนการที่

280
00:18:36.400 --> 00:18:40.400
เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์ นี่ดักจับเชื้อโรคว่า

281
00:18:40.403 --> 00:18:44.403
ฟาโกไซโทซิสนะครับ

282
00:18:44.404 --> 00:18:48.404
นอกจากนี้

283
00:18:48.405 --> 00:18:52.405
กระบวนการอักเสบยังทำให้เกิดลักษณะต่าง ๆ

284
00:18:52.406 --> 00:18:56.406
ตามมานะครับ ก็คือ หลอดเลือดฝอยมีการขยายตัวเกิดขึ้

285
00:18:56.407 --> 00:19:00.407
นะครับ มีการนำเลือด แล้วก็สะสมเม็ลเลือดของเซลล์เม็ดเลือด

286
00:19:00.410 --> 00:19:04.410
นะครับ มีการซึมผ่านของน้ำเหลือง

287
00:19:04.411 --> 00:19:08.411
แล้วก็เกิดอาการบวมแดง

288
00:19:08.412 --> 00:19:12.412
บริเวณนั้นอาจจะสูงขึ้นด้วย เราเรียกรวมกันว่า

289
00:19:12.414 --> 00:19:16.414
การเกิดการอักเสบ

290
00:19:16.415 --> 00:19:20.415
และทำลายสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ

291
00:19:20.416 --> 00:19:24.416
อันนี้คือภาพรวมโดยสรุปของ

292
00:19:24.417 --> 00:19:28.417
การอักเสบนะครับ จะเห็นว่า  ภาพ ก. ก็คือ สัญญาณเคมี

293
00:19:28.418 --> 00:19:32.418
จะถูกส่งออกมานะครับ ดึงดูดเซลล์ฟาโกไซต์

294
00:19:32.420 --> 00:19:36.420
โดยเฉพาะตัวแมโครฟาจนะครับ ให้เกิดกระบวนการฟาโกไซโทซิส

295
00:19:36.421 --> 00:19:40.421
ที่จะคอยดักจับแล้วก็ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในภายบาดแผล

296
00:19:40.421 --> 00:19:44.421
นะครับ หลังจากนั้น

297
00:19:44.423 --> 00:19:48.423
เชื้อโรคที่ถูดทำลาย จะรวมกับฟาโกไซต์ที่ตายแล้ว

298
00:19:48.423 --> 00:19:52.423
กลายเป็นหนอง และนอกจากนี้ยังมีการแบ่งเซลล์บริเวณ

299
00:19:52.425 --> 00:19:56.425
ที่เกิดบาดแผลนี่ เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายด้วยนะครับ

300
00:19:56.426 --> 00:20:00.426
ในหนังสือเรียนชีวภาพนี่จะมีกรอบความรู้

301
00:20:00.427 --> 00:20:04.427
จะมีกรอบความรู้นะครับ อย่างอันนี้ก็จะเป็นกรอบที่เชื่อมโยง

302
00:20:04.427 --> 00:20:08.427
กับสุขภาพ จะเห็นว่าสิ่งที่

303
00:20:08.429 --> 00:20:12.429
เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนี่

304
00:20:12.429 --> 00:20:16.429
จะพยายามเชื่อมโยงให้นักเรียนได้นำความรู้ในสิ่งที่

305
00:20:16.431 --> 00:20:20.431
ได้เรียนมานะครับ ไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่พบได้ในชีวิตประจำวันของนัก

306
00:20:20.431 --> 00:20:24.431
เพื่อที่ให้นักเรียนสามารถเข้าใจและอธิบาย

307
00:20:24.432 --> 00:20:28.432
หรือรู้เท่าทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

308
00:20:28.445 --> 00:20:32.445
หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานะครับ

309
00:20:32.445 --> 00:20:36.445
อย่างตัวอย่างกรอบภาพนี้ เป็นตัวอย่างความรู้ของการเกิดสิง

310
00:20:36.447 --> 00:20:40.447
นะครับ หรือสิวอักเสบที่พบได้มากในช่วง

311
00:20:40.448 --> 00:20:44.448
วัยรุุ่นหรือวัยของนักเรียนอย่างนี้นะครับ

312
00:20:44.449 --> 00:20:48.449
หลังจากที่เราเรียนมาทั้งหมดแล้ว เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ

313
00:20:48.450 --> 00:20:52.450
นักเรียนเข้าใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ โดยเฉพาะในเรื่อง

314
00:20:52.451 --> 00:20:56.451
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะมากน้อย

315
00:20:56.451 --> 00:21:00.451
แค่ไหนนะครับ รู้สึกว่าเราจะตรวจสอบความเข้าใจกันอย่างไรบ้างนะครับ

316
00:21:00.453 --> 00:21:04.453
ลองหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมา

317
00:21:04.454 --> 00:21:08.454
แล้วก็เขียนแผนผัง สรุปกลไลการต่อต้านและทำลายสิ

318
00:21:08.454 --> 00:21:12.454
ไม่จำเพาะดู ดูสิว่านักเรียนจะเขียนอย่างไร ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้

319
00:21:12.456 --> 00:21:16.456
นะครับ เริ่มต้นจากตรงไหนก็ได้

320
00:21:16.457 --> 00:21:20.457
เหมือนกับที่คุณครูได้ทำมาเป็นตัวอย่างไหมนะครับ

321
00:21:20.458 --> 00:21:24.458
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของ

322
00:21:24.461 --> 00:21:28.461
แผนผังที่คุณครูเขียนให้นักเรียนดูนะครับ ลองไป

323
00:21:28.464 --> 00:21:32.464
ศึกษากันดู ก็จะมีทั้งกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม

324
00:21:32.465 --> 00:21:36.465
ที่ ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราว่า

325
00:21:36.466 --> 00:21:40.466
ว่ามีอะไรบ้างนะครับ

326
00:21:40.467 --> 00:21:44.467
เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนะครับ

327
00:21:44.468 --> 00:21:48.468
แล้วหลังจากเรียนมาทั้งหมดแล้ว

328
00:21:48.468 --> 00:21:52.468
นักเรียนสรุปเนื้อหาที่ได้จากบทเรียนนี้กันว่าอย่างไรบ้าง

329
00:21:52.469 --> 00:21:56.469
อันนี้เป็นที่คุณครูสรุปได้นะครับ ก็คือ

330
00:21:56.469 --> 00:22:00.469
ข้อแรกเลย ร่างกายของเรานี่มีกลไกการต่อต้านหรือทำลาย

331
00:22:00.470 --> 00:22:04.470
แปลกปลอมนะครับ โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

332
00:22:04.471 --> 00:22:08.471
และที่เราเรียนวันนี้ก็คือ กลไกการต่อต้าน

333
00:22:08.472 --> 00:22:12.472
แบบไม่จำเพาะ ตัวอย่างเช่น ผิวหนัง

334
00:22:12.473 --> 00:22:16.473
หรือเหงื่อ หรือน้ำตา หรือกรดจากกระเพาะอาหารนะครับ

335
00:22:16.474 --> 00:22:20.474
ที่จะเป็นด่านแรกหรือสิ่งป้องกัน

336
00:22:20.475 --> 00:22:24.475
เข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราได้ครับ

337
00:22:24.476 --> 00:22:28.476
และเมื่อเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ จะมี

338
00:22:28.477 --> 00:22:32.477
กลไกอื่นที่ตามมา คือ การอักเสบ โดยการอักเสบนี่จะทำงานกับเซลล์

339
00:22:32.478 --> 00:22:36.478
ขาวกลุ่มฟาโกไซต์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม

340
00:22:36.479 --> 00:22:40.479
ออกจากร่างกายของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ

341
00:22:40.481 --> 00:22:44.481
ในครั้งต่อไป เราจะมาพบกับระบบภูมิคุ้มกันใน

342
00:22:44.482 --> 00:22:48.482
ตอนที่ 2 นะครับ ซึ่งจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน

343
00:22:48.482 --> 00:22:52.482
และทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เราจะมาดูกันว่า

344
00:22:52.482 --> 00:22:56.482
กลไกแบบจำเพาะกับไม่จำเพาะนี่เหมือนหรือแตกต่างอย่าง

345
00:22:56.483 --> 00:23:00.483
เราถึงเรียกแบบนั้นนะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

346
00:23:00.484 --> 00:23:04.484

347
00:23:04.484 --> 00:23:08.484
[เสียงดนตรี]

348
00:23:08.486 --> 00:23:12.486
[เสียงดนตรี]

349
00:23:12.490 --> 00:23:16.490

350
00:23:16.493 --> 00:23:20.493

351
00:23:20.495 --> 00:23:24.495

352
00:23:24.500 --> 00:23:28.500

353
00:23:28.503 --> 00:23:32.503

354
00:23:32.506 --> 00:23:32.509

355
00:23:36.509 --> 00:23:36.511

356
00:23:40.511 --> 00:23:40.512


