Accuracy : 97.17%
Insertion : 142
Deletion : 312
Substitution : 60
Correction : 17814
Reference tokens : 18186
Hypothesis tokens : 18016
(คุณครูธีรพัฒน์)สวัสดีครับนักเรียนวันนี้มาพบกับขนครูธีรภ(พ)-ัฒนทร(-์)อีกครั้งนะครับในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกันตอนที่2ครับในเรื่องนี้นะครับจะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพครับในหัวข้อที่2.4เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับแล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่2.4.2กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับจุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับเมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบายแล้วก็แผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะได้ครับก่อนที่จะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันมาแล้วล่ะในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่1นะครับเดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านแล้วก็ศึกษาดูจา-้ะง(กน)-ั้นก็มีคำถามนักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับพร้อมสำหรับคำถามกันหรือยังเดี๋ยวเราลองไปดูกันเลยนะครับคำถามแรกก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะคืออะไรครับอันนี้เป็นคำถามแรกนะครับคำถามที่2ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่มีกลไกในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้วเหตุใดจึงต้องมีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะอีกกลไลหนึ่งด้วยให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะถ้านักเรียนคิดคำตอบได้นะครับเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับคือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะโดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้มีอยู่ด้วยกัน2.ก็คืออันแรกก็เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานะครับอันที่สองก็คือกลไกนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์นะครับนักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ครั้งที่แล้วได้ไหมครับถ้าลืมไปแล้วเดี๋ยวเราลองมาทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้ไปแล้วนะครับจุดเน้นก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่จะเป็นเม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับแล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีนะครับซึ่งเราจะได้เรียนต่อไปนะครับเดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้2ชนิดด้เหมื(วย)อนกันชนิดแรกเซลล์บีหรือb-lymphocyteนะครับเรียกว่า"เซลล์ที"หรือ"t-lymphocyte"นะครับเ(ง)จ้าเซลล์ทีและเซลล์บีทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนและแอนติบอดีนะครับคำศัพท์ขึ้นมาอีก2คำแล้วเนาะก็คือคำว่าแอนติเจนแล้วก็แอนติบอดี้นักเรียนพอจะรู้จัก2คันนี้ไหมครับถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก2อันนี้เพิ่มมากขึ้นครับลองดูรูปที่คุณครูให้มาอัพร-ุ(น)-่งนี้นะครับนักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับพอดีกับแอนติเจนมีความสัมพันธ์กันอย่างไรให้เวลาเราคิดสักแป๊บหนึ-่งนะครับนักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะซึ่งจากรูปจะเห็นว่าตัวแอนตี้บอดี้ครับมันสามารถจับกับแอนติเจนได้นะครับแล้วก็มีบริเวณที่สามารถจะกลับmgenอยู่ที-่ไลน์ของแอนติบอดี-้นะครับการจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดีจะเป็นการจัดการแบบเฉพาะนะครับเรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนุ่1(ง)ครับข้อมูลเพิ่มเติมจากอธิบายว่าแอนติเจนเป็นโมเลกุลของสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆนะครับอาจจะเป็นเชื้อโรคเช่นไวรัสแบคทีเรียหรือส่วนตัวของเชื้อโรคนะครับรวมทั้งสารพิษต่างๆที่เชื้อโรคตั้งขึ้นอาจจะเป็นสารพิษจะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราเมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับให้เกิดกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะขึ้นนะครับซึ่งกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะนี่จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับและแอนติบอดีเองจะสามารถไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับจากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ครูก็มีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดกันอย่างต่อเน-ืโ(-่)อทษ(ง)นะครับก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องของลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับคำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอดี-้กลับเร็วกับเซลล์ทีอย่างไรนะครับคำถามตอบมาก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อจับกับแอนติเจนและนำไปทำลายต่อไปครับหน้าที่ของแอนติบอดีคือมีหน้าที่เดียวคือจับกับแอนติเจนครับสร้างมาเพื่อมีหน้าที่เดียวนะครับนักเรียนลองคิดดูนะครับเราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอกนักเรียนจะเข้าใจมากขึ้นครับเราไปดูกันว่าเมื่อแอนติเจนเข้ามาภายในเนื้อเยื่อในร่างกายของเราแล้วจะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์หรือเปล่าครับอันแรกก็คือทั้งเซลล์บีและเซลล์ทีจะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับเซลล์บีจะถูกกระตุ้นนะครับให้แบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับเรียกว่า"เซลล์พลาสมา"เซลล์พลาสมาจะมีบทบาทสั่งสำคัญและเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับให้เข้าไปในร่างกายของเราเพื่อจะแอนติเจนนะครับในขณะเดียวกันนะครับแอนติเจนที่เข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเราแล้วก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครับให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับโดยเซลล์ทีที่กระตุ้นจะมีหลากหลายอยู่ด้วยกันก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับหรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า"hecyto(l)pto(e)xictcell"นะครับแล้วอีกเซลล์หนึ่งก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับหรือhelpertcellนะครับซึ่งตัวhelpertcellก็จะทำตัวหน้าที่ของมันนะครับในการกระตุ้นลิมโฟไซต์สิ่งต่างๆนะครับซึ่งจะมีเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญมากของเรานะครับนอกจากนี้เซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนะครับก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า"เซลล์ความจำ"ครับหรือ"memoryc"ซึ่งmemoryเซลล์จะมีการจดจำแอนติเจนนานๆนะครับทำไมถึงต้องมีการจดจำนะครับก็คือเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาเอาเซลล์เมมโมรี่ครับเป็นตัวที่ตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วครับแล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับสร้างแอนติบอดีออกมาจะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับจากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับเดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกันอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นคร-่ะ(-ับ)สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานี้นะครับว่าจะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์บีเซลล์ทีที-่เป็นตัวผู้ช่วยแล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับกระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นเซลล์ป(บ)-ีนี้ครับเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์พpla(ลา)smaนะครับแล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเป็นเซลล์ความจำนะครับเซลล์พลาสมาทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดี้ออกมาแอนติเจนสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายเรานะครับแล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับโดยเซลล์ลิมโฟไซต์อีกทีครับขณะที่เซลล์ทีผู้ช่วยก็จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ทีผู้ช่วยเองปริมาณที่มากขึ้นนะครับส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเซลล์ความจำนะครับโดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่จะทำหน้าที่กระตุ้นjbอื่นๆนะครับหรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสให้เกิดการทำงานแล้วก็แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ติดเชื้อไวรัสนะครับว่าจะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกันก็จะเป็นเซลล์ความจำหรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์เดิมหรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือติดเชื้อไวรัสนะครับก็จะทำหน้าที่ของเขาก็คือทำลายสิ่งที่แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเองนะครับอันนี้เป็นหน้าที่ของเชลซ(ท)-ีที่ทำลายประกอบนะครับรูปนี้นะครับจะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไกหรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะก็เนื่องจากว่าsymphysisเป็นabหรือเซลล์ทีผู้ช่วยหรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกนะครับสามารถจับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับและเซลล์บีที่พัฒนามาเป็นเซลล์พลาสมาก็ยังสามารถที่จะสร้างแล้วก็หลังแอนติบอดี้ที่สามารถจับกับแอนติเจนได้อย่างเฉพาะด้วยเช่นกันนะครับจึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับจากที่เรียนมาทั้งหมดเราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับโดยตรวจสอบจากคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ที่ผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่สามารถทำงานได้จะมีผลต่ออย่างไรต่อร่างกายนะครับนักเรียนลองไปคิดดูนะแล้วเดี๋ยวเรามาหาคำตอบกันในตอนท้ายนะครับหลังจากที่เราได้ตรวจสอบทำความเข้าใจกันแล้วนะครับครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับแล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับข้อความก็คือหลักๆก็คือปัจจุบันโลกมันพัฒนามากขึ้นนะครับการทำงานของคมนาคมสะดวกมากขึ้นทำให้บางครั้งเราพบโลกที่เคยอยู่ในเฉพาะบางประเทศแค่ระบาดมาสูบ(-่)ประเทศต่างๆนะครับอย่างเช่นโรคมือนะครับหรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครได้รับเชื้อมาก่อนนะครับอย่างเช่นcovidข่าวที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกนะครับทุกคนมีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นที่อาจจะเกิดอันตรายจากโลกเรานี้ได้ง่ายกว่าคนปกติก็อย่างเช่นเด็กเล็กผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับคำถามที่ครูจะให้ช่วยกันคิดก็คือว่าเราจะมีวิธีลดการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างนะครับช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ-่งนะครับเรามาดูคำตอบกันคำตอบก็คือแน่นอนเราต้องทำการศึกษาแล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆเหล่านี้นะครับเพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับแต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะการกินร้อนการอาบน้ำบ่อยๆใส่หน้ากากอนามัยนะครับรวมทั้งการทำsocialdistancingที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้นะครับนอกจากนี้แล้วอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่างต(ๆ)-่างได้ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับมีคำถามให้เราคิดเพิ่มเรามาดูกันคำถามคือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่างๆทำได้อย่างไรครับครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ2รูปรูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกหยุดกินน้ำนมจากแม่ครับแล้วก็รูปที่2จะเป็นการรูปของการฉีดวัคซีนนะครับคำถามที่นักเรียนให้ช่วยกันคิดก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองรูปนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรเดี๋ยวลองมาดูคำตอบกันนะครับการที่ทารกหยุดกินนมแม่การที่ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับเราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า"ภูมิคุ้มกันรับมาน(")ะครับทารกจะได้รับแอนติบอดี้รักแม่มาโดยตรงนะครับส่วนการฉีดวัคซีนนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเราต้องค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับเราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง"ครับซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันแบบ2แบบอาศัยกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับนักเรียนอธิบายได้ไหมว่าภูมิคุ้มกันทั้ง2แบบอาศัยหลักการอย่างไรครับของกลไกต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับเดี๋ยวลองมาดูกันนะครับบางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะเดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับเรามาดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมมันคืออะไรนะครับความรู้เพิ่มเติมอันนั้นก็คือสถานเสาวภาที่สภากาชาดไทยเป็นแหล่งผลิตเซรุ-่มแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะครับเซรุ่มคืออะไรเซรุ่มได้จากเลือดมานะครับโดยการจีบregentregentที่ว่าก็คือตัวพิษงูหรือว่าเป็นเชื้อของโรคต่างๆเช่นเหลือของโรคพิษสุนัขบ้านะครับเพื่อการ์ตูนให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาหลังจากนั้นก็เจาะเลือดมาแล้วก็เก็บตัวอย่างแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมาซึ่งส่วนที่เป็นเซรุ่มจะมีบอันติbodyไปฉีดให้กับคนที่ต้องการใช้เซรุ่มครับคำถามก็คือว่าเซรุ่มเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับอีกคำถามหนึ่งก็คือว่าการผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับจากข้อมูลตรงนี้นะครับจหร(ะ)-ือเรีย(ห็น)กว่าเซ-ีร-ั(-ุ)-่มเป็นคำเดียวกันเราพูดคนละแบบนะครับสารสกัดได้จากเลือดสัตว์ตัวอย่างที่บอกเส้นเลือดของหมานะครับการได้รับเซรุ่มเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับบอดีที่เฉพาะต่อแอนติเจนโดยตรงนะคะแอนติบอดี-้ที่ได้รับเข้าไปสามารถเข้าไปจับกับแอนติเจนที่กลับกับร่างกายของเราได้ทันทีนะครับb(บ)odyที่ได้รับเข้าไปอาจจะอยู่ในร่างกายเราไม่นานนะครับบางรายอาจจะอยู่ได้สัปดาห์เป็นเดือนนะครับขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดีพ(ท)-ี่หมีนะครับนักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้แล้วใช่ไหมครับการที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับแต่จริงๆแล้วโดยทั่วไปก่อนที่จะคลอดทารกจะได้รับแอนติบอดี-้ที่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านระบบน้ำคร่ำโดยในตอนที่อยู่ในคันของแม่ระบบการคุ้มกันของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครัะ(บ)ฉะนั้นถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์เมื่อตั้งครรภ์แล้วลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆจากแม่มาด้วยนะครัะ(บ)ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราวเพียงแค่2-3เดือนก่อนคลอดนะครัะ(บ)การดื่มน้ำนมแม่จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดี-้จากแม่สู่ลูกนะครับซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ๆแล้วตัวแอนต-ี(-ิ)-้บอดี-้ในน้ำนมแม่จะหลุดออกมานะครับการให้น้ำนมกับลูกช่วงแรกคลอดเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับเพราะว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกจนกว่าลูกจะพัฒนาภูมิคุ้มกันของตนเองได้ก็คือช่วงประมาณ2-3เดือนแรกหลังคลอดนะครับเป็นสิ่งที่จำเป็นมากหลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้างแล้วก็อาศัยหลักการแอนติบอดี-้อย่างไรที่นี่ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้นะครับเรามาลองดูกันแล้วก็ลองช่วยกันคิดปกติแล้วคนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดเช่นโรคคางทูมโรคอีสุกอีใสแล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วเมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิดเลือกโรคล(อ)-ังธนบุร-ีสุกอีใสตัวเดิมเข้ามาเราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับหรือบางคนอาจจะป่วยแล้วก็มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักนะครับเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับช่วยกันคิดสินะครับถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้หรือคิดไม่ออกนะครับเราลองค่อยๆมาป(ศ)ร-ึกษากันไปแล้วกันนะครับไม่มีข้อมูลนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้เป็นตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกตินะครับเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครัะ(บ)อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยพ.ศ.2563นะครับจากตารางที่เห็นข้างหลังครูมันค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนนะครับแล้วก็มาปรับเป็นตารางๆให้นักเรียนได้ดูกันนะครับจากข้อมูลจะเห็นว่าในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึง...แรกเกิดจะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับหลังจากนั้นแล(ร)กรับประมาณ2ปีนะครับจะได้รับวัคซีนป้องกันคอตีบบาดทะยักไอกรนไวรัสตับอักเสบบีนะครับช่วง6เดือนถึง2ปีก็จะได้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่นะครัะ(บ)แล้วก็ช่วงอายุประมาณ9เดือนถึง1ปีก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดหัดเยอรม(โ)ร-ัน(ค)คางทูมแล้วก็รวมทั้งวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอีด้วยนะครับหลังจากนั้นตั้งแต่อายุประมาณ18เดือนถึง6ปีจะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับกาาร์ตูนเพลิงคืนอีก2ครั้ง3ครั้งก็แล้วแต่จากนั้นเมื่ออายุประมาณ11-12ปีนะครับในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ5ป5(-ี)จะได้รับวัคซีนที่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อhpvแล้วก็ในช่วงอายุเดียวกันผู้หญิงและผู้ชายจะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก3ครั้งแล้วก็หลังจากนั้นก็มีการฉีดวัคซีนคอตีบหรือบาดทะยักทุกๆ10ปีนะครับเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันนะครับจากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ที่เป็นตารางวัคซีนที่จำเป็นให้กับเด็กทุกคนคำถามที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับคำนี้เป็นคำถามแรกคำถามที่ตามมาอีกอันหนึ-่งก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยหลักงานของแอนติเจนและแอนติบอดีเราลองช่วยคิดแล้วเราช่วยกันตอบคำถามกันดูนะครับนักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ทุกคนแหละต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับเพราะบางคนอาจจะเจ็บแค้(ผล)นบางคนอาจจะเป็นไข้นะครับการได้รับวัคซีนก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอหตุ(ง")นะครับก่อนที่จะมาศึกษากันว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเอหต(ง)-ุเรามาทำความรู้จักอาบน้ำก่อนเลยนะครับวัคซีนจะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับมีบางชนิดอาจจะมีองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้วหรือบางชนิดจะเป็นเชื้อโรคที่กำลังก่อโรคนะครับหรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรคที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษนะครับประกอบเหล่านี้จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายนะครับการที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี้จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับเช่นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักหรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคสามารถพ(ท)-ี่ไปสู่คนอื่นๆได้นะครับตัวอย่างเช่นวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันหรือไข้หวัดใหญ่โทษนะครับโดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบจะทำหน้าที่เป็นแอนติเจนนะครับที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายให้แก่การตอบสนองระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคเข้ามาในร่างกายของเรานะครับเมื่อร่างกายได้รับวัคซีนที่เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนะครับระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับหรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆนะครับให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนครับเพื่อกำจัดเชื้อโรคต่อไปนะครับและนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆเตรียมไวป(-้)ด้วยนะครับและเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราเคยให้วัคซีนเข้าไปเข-้ามานะครับระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกระตุ้นเซลล์bให้สร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็วหรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นไม่สามารถทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นนะครัะ(บ)เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบกลับมาแล้วก็ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอหต(ง)-ุแล้วนะครับเดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ให้เราลองคิดนะครับข้อความอันนั้นก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมาเราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะแล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่ด้วยนะครับและนอกจากนี้เรายังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับตั้งแต่แรกเกิดเรื่อยๆเพื่อให้ร่างกายสร้างแล้วก็พัฒนาภูมิคุ้มกันนะครับเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้รับอันตรายจากเชื้อโรคเหล่านั้นพ(ท)-ี่จะเข้ามาในแต่ละวันนะครับคำถามก็คือว่า...นักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอันไหนแล้วลองช่วยกันในกลุ่มเพื่อนๆนะตั้งแต่เกิดมาเลยแรกเกิดนักเรียนจำไม่ได้จนถึงตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรบ้างนะครับนักเรียนอาจจะยังจำไม่ได้นะครับว่านักเรียนได้รับวัคซีนอะไรไปบ้างนะครัะ(บ)ครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมนะครับเป็นตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับจากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนตอบเลยช่วยกันคิดนะครับคำถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันเป็นระยะระยะนะครับอย่างเช่นวัคซีนโปลิโอจะได้รับถึง3ครั้งนะครับในช่วงวัยแรกๆแรกเกิดถึง12ปีนะครับคำถามที่2ก็คือว่านอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้วนักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้างที่เด็กหรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้วเป็นผู้ใหญ่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับอันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิดแล้วนักเรียนสามารถสืบค้นหาคำตอบได้นะครับจากแหล่งข้อมูลต่างๆนะครับโดยเฉพาะนักเรียนสามารถสืบหาข้อมูลได้เป็นอย่างดีนะครับแล้วเราไปช่วยกันคิดคำตอบนะครับจากที่เรียนมาทั้งหมดนะครับเราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของงูกัดเพื่อดูว่าที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับคำถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใดเมื่อถูกงูกัดจึงต้องจดจำลักษณะของงูที่กัดทพิ(-ี่)กัดเรานี่นะครับอยู่ที่กัดคนอื่นนะครับคำถามที่2ก็คือว่าการให้วัคซีนและการให้เซรุ่มมีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรลองตอบคำถาม2คำถามดูนะครับถ้ายังตอบไม่ได้เราต้องกลับไปทบทวนเราต้องกลับไปเรียนเรื่องเสริมสร้างภูมิกันถ้าเข้าใจแลการแสดงว่าเราเข้าใจอย่างดีแล้วและหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้วเราลองดูกันว่าบทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนะครับตั้งแต่กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแวดล้อมแบบจำเพาะเราสามารถสรุปมาเป็นเนื้อหาอย่างไรได้บ้างอันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับอันแรกเลยก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับกลุ่มลิมโฟไซต์ซึ่งก็ได้แก่เซลล์บีเซลล์ทีนะครับซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่า"แอนติเจน"นั่นเองนะครับแอนตag(-ิ)เent(จน)เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้วเซลล์บีจะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่เกิดขึ้นเป็นเซลล์พลาสมาทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี-้ซึ่งจะจับกับแอนติเจนได้จะถูกนำไปทำลายต่อไปนะครับส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับให้ทำหน้าที่ตามแต่แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้นนะครับก็คือเซลล์ทีที่ทำลายหรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า"เซลล์ความจำ"นะครับมีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนชนิดเดิมกลับเข้ามาร่างกายจะมีการตอบสนองแล้วก็สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นให้เซลล์ทีทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเองนะคะส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับพอจะสรุปได้ดังนี้นะครับก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมาเป็นการรับแอนติบอดี-้ที่มีความจำเพาะและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ทันทีไปอาจจะไม่อยู่ได้ในร่างกายก็ได้นะครับอาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆอาจจะอยู่เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนนะครับส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองเป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับอาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนแล้วก็ตีนให้ร่างกายเราสร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ที่มีความจำเพาะมาต่อต้านในขณะเดียวกันก็เกิดการกระตุ้นจากเซลล์บีและเซลล์ด(ท)-ีขึ้นนะครับทั้งหมดนี้จะทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่อาจมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามาร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเหตุก็จะอยู่คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครัะ(บ)ในตอนต่อไปนี่นะครับเราก็จะยังอยู่เรื่องระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นตอนที่3นะครับในตอนที่3จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่าถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเราเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรานะครัะ(บ)เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่3นะครับสำหรับวันนี้สวัสดีครับ[เสียงดนตรี]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-04-22 14:02:18
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :true
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}