[เสียงดนตรี] (ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาเรียนกัน ในตอนสารอินทรีย์ในพืช โดยมีครูสุนัดดาเป็นผู้สอนค่ะ หัวข้อที่ 3.1 สารอินทรีย์ในพืช เป็นหัวข้อแรกของบทที่ 3 การดำรงชีวิตของพืช ซึ่งตอนนี้นะคะ จะมีจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ พืชต้องการสารอาหาร และพลังงานเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิต โดยพืชสามารถสร้างอาหารได้เอง ผ่านการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการนี้ต้องการคลอโรฟิลล์ ที่พบมากในใบพืช ทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสง มาใช้ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อนำมาสร้างสารอินทรีย์ ได้แก่ น้ำตาล น้ำตาลที่พืชสร้างขึ้นนี้ ถูกนำไปใช้ในการหายใจระดับเซลล์ ได้เป็นพลังงาน สำหรับนำไปใช้ในกระบวนการอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้แล้ว น้ำตาลยังถูกนำไปใช้เป็นแหล่งคาร์บอน สำหรับสังเคราะห์สารอินทรีย์ต่าง ๆ นักเรียนคิดว่าสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้นมีอะไรบ้าง และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร พืชแต่ละชนิดมีสารอินทรีย์เหล่านี้เหมือนกันหรือไม่ เดี๋ยวเราจะมาหาคำตอบด้วยกันนะคะ หัวข้อที่ 3.1 สารอินทรีย์ในพืช นักเรียนลองสังเกตรูปนี้นะคะ สามารถบอกได้ไหมคะ ว่านี่คือรูปของอะไร ใช่แล้วค่ะ นี่คือรูปของอาหารเจ ในทุก ๆ ปีนะคะ จะมีช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งจะละเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ แล้วก็กินอาหารเจ ซึ่งปรุงมาจากพืชค่ะ นักเรียนคิดว่าการรับประทานอาหารเจ จะได้รับสารอาหารครบถ้วนหรือไม่คะ เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกับสารอินทรีย์ในพืช มาอธิบายคำถามนี้ได้ค่ะ โครงสร้างหลักของพืชดอก ประกอบด้วยราก, ลำต้น, ใบ, ดอก และผล ซึ่งอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำหน้าที่เฉพาะอย่างแตกต่างกันไป เช่น รากทำหน้าที่ยึดและค้ำจุน ดูดน้ำและธาตุอาหาร เพื่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช ใบทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง แลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำ การดำรงชีวิตของพืช จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ของอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งแต่ละอวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ ที่มีรูปร่างแตกต่างกัน นี่คือรูปเซลล์พืชที่เราคุ้นชินกันนะคะ ภายในเซลล์จะมีสารอินทรีย์หลายชนิด บางชนิดทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของเซลล์ ในขณะที่บางชนิด ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเซลล์ เช่น ผนังเซลล์ ซึ่งก็คือบริเวณนี้นะคะ ที่เป็นส่วนนอกสุดของเซลล์ เมื่อขยายดูจะเห็นเป็นลักษณะแบบนี้ค่ะ ผนังเซลล์มีส่วนประกอบเป็นเซลลูโลส ซึ่งเซลลูโลสนี้นะคะ เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งก็คือบริเวณนี้นะคะ อยู่ถัดจากผนังเซลล์เข้ามาด้านใน เมื่อขยายภาพจะมองเห็นเป็นแบบนี้ค่ะ เยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด เรียงตัวกันเป็นชั้น 2 ชั้น มีโปรตีน ก็คือก้อนนี้นะคะ แทรกอยู่โดยทั่วไป นอกจากนี้แล้วยังมีคาร์โบไฮเดรตด้วยค่ะ ในไซโทพลาสซึม และออร์แกเนลล์ต่าง ๆ จะมีเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ นะคะ ซึ่งเป็นโปรตีน นอกจากนี้แล้วยังพบสารพันธุกรรมในนิวเคลียส ซึ่งคือบริเวณนี้นะคะ สารพันธุกรรมดังกล่าว ก็คือกรดนิวคลีอิกค่ะ 3.1.1 สารอินทรีย์ที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง พืชสร้างและสะสมสารอินทรีย์ ที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเซลล์ เช่น การแบ่งเซลล์ การขยายขนาดของเซลล์ การสังเคราะห์ด้วยแสง การควบคุมการเจริญเติบโต และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สารกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ลิพิด กรดนิวคลีอิก กรดอะมิโน วิตามิน คลอโรฟิลล์ และฮอร์โมนพืช ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ จะพบได้ในพืชทุกชนิด และมีความจำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง พืชสร้างและสะสมสารอินทรีย์ต่าง ๆ ในปริมาณที่แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร สามารถศึกษาได้จากกิจกรรม 3.1 การทดสอบสารอาหารในพืช นักเรียนสามารถทำกิจกรรมนี้ได้ที่โรงเรียน หรือดูวิดีโอคลิป เพื่อศึกษาตัวอย่างการทำกิจกรรมได้ค่ะ ซึ่งในวิดีโอคลิปนี้นะคะ จะมีการทดสอบสารอาหาร 3 ชนิดค่ะ คือการทดสอบแป้ง โดยการใช้สารละลายไอโอดีน การทดสอบโปรตีน โดยใช้สารละลายไบยูเร็ต และการทดสอบลิพิด โดยใช้กระดาษขาวค่ะ ระหว่างการดูวิดีโอคลิป ครูอยากให้นักเรียนสังเกต การเปลี่ยนแปลงของสารต่าง ๆ ในตัวอย่างพืชที่เรานำมาใช้ในการทดสอบค่ะ จากนั้นบันทึกผลลงในตาราง ซึ่งนักเรียนสามารถดาวน์โหลดไปทำกิจกรรมได้ค่ะ (บรรยาย) การทดสอบสารอาหารในพืช พืชที่นำมาใช้ทดสอบสารอาหาร มะพร้าวแก่, มันฝรั่ง, ข้าวโพด, ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง การเตรียมตัวอย่างพืชที่ต้องการทดสอบ นำพืชอย่างละ 10 กรัม มาหั่นให้เป็นชิ้นขนาดพอเหมาะ ใช้โกร่งบดพืชตัวอย่างแต่ละชนิดให้ละเอียด แล้วผสมน้ำ 30 ลูกบาศก์เซนติเมตร การทดสอบแป้ง ทดสอบโดยใช้สารละลายไอโอดีน ซึ่งมีสีน้ำตาล ผลการทดสอบ ส่วนที่มีแป้งจะเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง นำหลอดทดลองมา 2 หลอด โดยหลอดที่ 1 เติมน้ำกลั่น 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร เพื่อใช้เป็น Nagative control หลอดที่ 2 เติมน้ำแป้ง 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร เพื่อใช้เป็น Positive Control หยดสารละลายไอโอดีน ซึ่งมีสีน้ำตาลความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 2 หยด ลงในหลอดทดลองที่ 1 และ 2 เขย่าให้เข้ากัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะพบว่าหลอดที่ 1 ที่เติมน้ำกลั่น ซึ่งเป็น Nagative Control สารละลายเป็นสีของสารละลายไอโอดีน หลอดที่ 2 ที่เติมน้ำแป้ง ซึ่งเป็น Positive Control สารละลายเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกนม่วง จากนั้นนำหลอดทดลอง 5 หลอด เติมน้ำคั้นจากพืชที่ต้องการทดสอบ ลงไปในแต่ละหลอด อย่างละ 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร หยดสารละลายไอโอดีน ซึ่งมีสีน้ำตาลความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 2 หยด ลงในหลอดทดลองที่ 3-7 เขย่าให้เข้ากัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงสี ของสารละลายในแต่ละหลอดทดลอง พบว่าหลอดที่ 3 มะพร้าวแก่ สารละลายเป็นสีของสารละลายไอโอดีน หลอดที่ 4 มันฝรั่ง สารละลายเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง หลอดที่ 5 ข้าวโพด สารละลายเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง หลอดที่ 6 ถั่วเหลือง เห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน หลอดที่ 7 ถั่วลิสง เห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน ในกรณีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงสี ของสารละลายไม่ชัดเจน สามารถนำชิ้นส่วนพืชมาทดสอบได้ โดยนำชิ้นส่วนพืชจากโกร่ง มาวางบนจานเพาะเลี้ยงเชื้อ และหยดสารละลายไอโอดีนลงไปโดยตรง พบว่ามันฝรั่ง ข้าวโพด และถั่วลิสง สีของสารละลายไอโอดีนที่หยดลงบนชิ้นส่วนพืช จะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง การทดสอบโปรตีน ทดสอบโดยใช้สารละลายไบยูเร็ต ซึ่งมีสีฟ้า ผลการทดสอบ ส่วนที่มีโปรตีนจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง นำหลอดทดลองมา 2 หลอด โดยหลอดที่ 1 เติมน้ำกลั่น 0.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร เพื่อใช้เป็น Nagative Control หลอดที่ 2 เติมนมวัว 0.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร เพื่อใช้เป็น Positive Control เติมสารละลายไบยูเร็ต ปริมาตร 2.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในหลอดทดลองที่ 1 และ 2 เขย่าให้เข้ากัน 30 นาทีต่อมา สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะพบว่าหลอดที่ 1 ที่เติมน้ำกลั่น ซึ่งเป็น Nagative control สารละลายจะยังคงเป็นสีฟ้า หลอดที่ 2 ที่เติมนมวัว ซึ่งเป็น Positive Control เสร็จแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง นำหลอดทดลอง 5 หลอด เติมสารที่ต้องการทดสอบลงไปในแต่ละหลอด อย่างละ 0.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร เติมสารละลายไบยูเร็ต ปริมาตร 2.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในหลอดทดลองที่ 3-7 เขย่าให้เข้ากัน และตั้งทิ้งไว้ 30 นาที 30 นาทีต่อมา สังเกตการเปลี่ยนแปลงสี ของสารละลายในแต่ละหลอดทดลอง พบว่าหลอดที่ 3 มะพร้าวแก่ สารละลายเปลี่ยนเป็นสีม่วง หลอดที่ 4 มันฝรั่ง สารละลายเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อน หลอดที่ 5 ข้าวโพด ไม่เกิดสารละลายสีม่วง หลอดที่ 6 ถั่วลิสง สารละลายเปลี่ยนเป็นสีม่วง หลอดที่ 7 ถั่วเหลือง สารละลายเปลี่ยนเป็นสีม่วง การทดสอบลิพิด ทดสอบโดยใช้ชิ้นส่วนของพืชที่ต้องการทดสอบ ถูบนกระดาษสีขาวทึบแสง ผลการทดสอบกระดาษจะเปลี่ยนไปเป็น มีลักษณะโปร่งแสง การทดสอบลิพิด ทำได้โดยตัดชิ้นส่วนของพืชทดลอง มาถูบนกระดาษสีขาวทึบแสง ผลการทดสอบลิพิด กระดาษจะเปลี่ยนไปเป็นมีลักษณะโปร่งแสง นำกระดาษขาว 1 แผ่น มาตีตารางให้ได้ 7-8 ช่องเท่ากัน นำน้ำเปล่า ซึ่งเป็น Nagative control มาถูกับกระดาษช่องที่ 1 น้ำมันพืช ซึ่งเป็น Positive Control มาถูกับกระดาษช่องที่ 2 ตัดชิ้นส่วนของมะพร้าวมาถูกับกระดาษช่องที่ 3 ตัดชิ้นส่วนของมันฝรั่งมาถูกับกระดาษช่องที่ 4 นำชิ้นส่วนของข้าวโพดมาถูกับกระดาษช่องที่ 5 นำถั่วลิสงมาวางบนกระดาษช่องที่ 6 และใช้สากตำ เพื่อบีบน้ำคั้นออกจากเมล็ด นำถั่วเหลืองมาวางบนกระดาษช่องที่ 7 ทำเช่นเดียวกับถั่วลิสง ทิ้งไว้ให้แห้ง ผลการทดสอบลิพิด กระดาษจะเปลี่ยนไปเป็นมีลักษณะโปร่งแสง ดังนี้ น้ำ ทึบแสง น้ำมันพืช โปร่งแสง มะพร้าวแก่ โปร่งแสง มันฝรั่ง ทึบแสง ข้าวโพด ทึบแสง ถั่วลิสง โปร่งแสง ถั่วเหลือง โปร่งแสง (ดร.สุนัดดา) เมื่อทำกิจกรรมเสร็จแล้ว เรามาตอบคำถามท้ายกิจกรรมกันค่ะ คำถามท้ายกิจกรรม มีทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้ค่ะ ข้อ 1 ชิ้นส่วนของพืชแต่ละชนิดที่นำมาทดสอบ มีสารอาหารที่สะสมอยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันหรือไม่ ทราบได้อย่างไร ข้อ 2 เพราะเหตุใด จึงต้องใช้แป้งมัน นมจืด และน้ำมันพืช ในการทดสอบแป้ง โปรตีน และลิพิด ตามลำดับ ข้อ 3 เพราะเหตุใดในการทดลองนี้ จึงต้องใช้น้ำในการทดสอบด้วย นักเรียนสามารถกดพัก เพื่อตอบคำถามท้ายกิจกรรม และเมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว ก็กดเล่นต่อ เพื่อมาดูคำตอบค่ะ เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม คำถามข้อแรกนะคะ ชิ้นส่วนของพืชแต่ละชนิดที่นำมาทดสอบ มีสารอาหารที่สะสม อยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันหรือไม่ ทราบได้อย่างไร แตกต่างกันค่ะ เนื่องจากตัวอย่างพืชที่นำมาทดสอบ มีน้ำหนักเท่ากันทุกตัวอย่าง จึงสามารถเปรียบเทียบปริมาณของสารอาหาร ที่สะสมในแต่ละตัวอย่างพืชได้โดยประมาณ ซึ่งพิจารณาจากความเข้มของสีที่เปลี่ยนแปลง ถ้าความเข้มของสีมาก แสดงว่ามีปริมาณสารอาหารประเภทนั้น สะสมอยู่มาก แต่การทดสอบอาจจะให้ผลที่แตกต่างกันนะคะ ขึ้นกับตัวอย่างพืชที่เรานำมาใช้ในการทดสอบค่ะ คำถามข้อ 2 นะคะ เพราะเหตุใดจึงต้องใช้แป้งมัน นมจืด และน้ำมันพืชในการทดสอบแป้ง โปรตีน และลิพิด ตามลำดับ นั่นก็เพราะว่าการใช้น้ำแป้งมัน นมจืด และน้ำมันพืช เป็นการทำ Positive Control เพื่อยืนยันผลการทดสอบของตัวอย่างพืชแต่ละชนิด ว่ามีแป้ง โปรตีน และลิพิด ตามลำดับ คำถามข้อที่ 3 นะคะ เพราะเหตุใดในการทดลองนี้ จึงต้องใช้น้ำในการทดสอบด้วย นั่นก็เพราะว่าการใช้น้ำ เพื่อเป็น Nagative Control ทำให้เปรียบเทียบได้ว่า ผลการทดสอบที่ได้ควรจะเป็นเช่นไร หากไม่มีสารอาหารประเภทนั้น ๆ ในตัวอย่างที่เรานำมาใช้ในการทดสอบค่ะ นักเรียนคิดว่าสารอินทรีย์ต่าง ๆ ที่พืชสร้าง และสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของพืชนั้นมาจากไหน พืชจะนำน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง และธาตุอาหารต่าง ๆ มาใช้ในการสร้างสารอินทรีย์ โดยน้ำตาลที่พืชสร้างขึ้นนี้ จะผ่านปฏิกิริยาหลายขั้นตอน ได้เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น สะสมน้ำตาลในอ้อยและผลไม้ หรือสะสมไว้ในรูปแป้ง เช่น ในข้าวหรือข้าวโพด นอกจากนี้น้ำตาลที่พืชสร้างขึ้น อาจถูกนำไปใช้ในการสร้างสารประเภทอื่น ๆ เช่น โปรตีนในเมล็ดถั่ว ลิพิดในเมล็ดทานตะวันและมะพร้าว และกรดนิวคลิอิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิวเคลียส พบมากในบริเวณที่มีการแบ่งเซลล์ เช่น บริเวณปลายยอดพืช จากคำถามที่ครูถามไว้ในตอนแรกนะคะ ว่าถ้าเรารับประทานอาหารเจ จะได้รับสารอาหารครบหรือไม่ เมื่อเรียนจบแล้ว เราก็น่าจะตอบคำถามนี้กันได้แล้วนะคะ ในกรณีที่รับประทานอาหารเจ เราจะได้รับสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วน แต่เนื่องจากพืชแต่ละชนิด จะสะสมสารอาหารประเภทต่าง ๆ ในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารเจ ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่หลากหลาย เพื่อที่ให้ได้รับสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการค่ะ 3.1.2 สารอินทรีย์ที่ไม่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง สารอินทรีย์บางชนิดไม่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง แต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืช เช่น เพิ่มโอกาสในการมีชีวิตรอด และแพร่กระจายพันธุ์ได้ดี ซึ่งสารอินทรีย์เหล่านี้พบได้ในพืชต่างชนิดกัน สารอินทรีย์เหล่านี้ มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของพืชอย่างไร เราสามารถศึกษาได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ รูปแรกนะคะ เป็นรูปดอกบัว ดอกไม้บางชนิดมีสีหรือว่ามีกลิ่นหอม เพื่อล่อแมลงให้มาช่วยผสมเกสร รูปที่ 2 เป็นต้นยางพารา น้ำยางพาราสามารถช่วยปิดแผล และกระตุ้นการเจริญของเนื้อเยื่อเปลือก เมื่อเปลือกนั้นถูกกรีดค่ะ นอกจากนี้แล้วยังช่วยป้องกันจุลินทรีย์ ที่อาจจะเข้ามาทางบาดแผลได้ด้วย รูปที่ 3 คือ มะละกอ ยางมะละกอมีสาร ที่สามารถช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช รวมทั้งป้องกันจุลินทรีย์บางชนิดได้ ส่วนรูปสุดท้ายนี้ คือ กาแฟ คาเฟอีนจากกาแฟสามารถยับยั้งการเจริญเติบโต ของจุลินทรีย์บางชนิดได้ ในปัจจุบันสารอินทรีย์กลุ่มนี้ ถูกนำไปใช้ ประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่าง คือ น้ำยางพารา ที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมยางรถยนต์ ถุงมือยาง รองเท้ายาง และยางรัด หลังจากที่เรียนจบไปแล้วนะคะ เราก็มาสู่ช่วงสรุปเนื้อหาภายในบทเรียน พืชสร้างน้ำตาลจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยน้ำตาลที่สร้างขึ้นนี้ จะถูกนำไปใช้ในการหายใจระดับเซลล์ เพื่อให้ได้เป็นพลังงานไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ และใช้เป็นแหล่งคาร์บอน นำไปใช้ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ และการเจริญเติบโต สารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้น มีทั้งที่เป็นสารอินทรีย์ที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง และสารอินทรีย์ที่ไม่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง สารอินทรีย์ที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง พบได้ในพืชทุกชนิด สารเหล่านี้ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ลิพิด กรดนิวคลีอิก กรดอะมิโน วิตามิน คลอโรฟิลล์ และฮอร์โมนพืช สารอินทรีย์ที่ไม่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง พบได้ในพืชบางชนิด ช่วยให้พืชมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้น หรือช่วยในการแพร่กระจายพันธุ์ได้ดีขึ้น มนุษย์นำสารกลุ่มนี้มาใช้ประโยชน์หลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ใช้เป็นยา สำหรับคลิปนี้ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ในคลิปถัดไป เรื่องปัจจัยบางประการ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]