﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:04.000

2
00:00:04.004 --> 00:00:08.004
(ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะนักเรียน

3
00:00:08.007 --> 00:00:12.007
วันนี้เราจะมาเรียนกันในตอน ปัจจัยที่มีผล

4
00:00:12.009 --> 00:00:16.009
ต่อการเจริญเติบโตของพืชตอน 3 สอนโดยครูสุนัดดา

5
00:00:16.010 --> 00:00:20.010
ค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายใน

6
00:00:20.012 --> 00:00:24.012
นะคะ ปัจจัยภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนี่นะคะ

7
00:00:24.013 --> 00:00:28.013
คือเอทิลีน แล้วก็ กรดแอบไซซิก ค่ะ ซึ่ง

8
00:00:28.014 --> 00:00:32.014
พืชอีก 2 ชนิดที่เรายังไม่ได้เรียนกันครั้งที่แล้วนะคะ

9
00:00:32.015 --> 00:00:36.015
จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ ก็คือ

10
00:00:36.016 --> 00:00:40.016
สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเจ

11
00:00:40.017 --> 00:00:44.017
สังเคราะห์ขึ้น เพื่อนำมาใช้ในการเกษตร

12
00:00:44.018 --> 00:00:48.018
และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ

13
00:00:48.021 --> 00:00:52.021
นี่คือผลอโวคาโดค่ะ ที่ครูซื้อมานะคะ

14
00:00:52.022 --> 00:00:56.022
ยังไม่สุก ที่ขายให้ครูค่ะ แนะนำนะคะ

15
00:00:56.023 --> 00:01:00.023
ให้นำผลอโวคาโดใส่ในกล่อง

16
00:01:00.024 --> 00:01:04.024
กระดาษนะคะ หลังจากกันก็ให้ใส่กล้วยที่

17
00:01:04.025 --> 00:01:08.025
ใกล้สุกลงไป หรือว่าใส่แอปเปิลลงไป ทำให้อโวคาโด

18
00:01:08.026 --> 00:01:12.026
สุกเร็วขึ้น นี่เรียกว่า "การบ่มผลไม้"

19
00:01:12.027 --> 00:01:16.027
นะคะ นักเรียนเคยบ่มผลไม้หรือเปล่า

20
00:01:16.028 --> 00:01:20.028
และทำไมการบ่มผลไม้ จึงทำให้ผลไม้ของเรา

21
00:01:20.029 --> 00:01:24.029
สุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกัน

22
00:01:24.029 --> 00:01:28.029
เลยค่ะ เอทิลีน มีสถานะเป็นแก๊ส

23
00:01:28.031 --> 00:01:32.031
เป็นฮอร์โมนพืช เอทิลีน

24
00:01:32.032 --> 00:01:36.032
มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด

25
00:01:36.034 --> 00:01:40.034
นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลต่อในด้านอื่น ๆ อีก

26
00:01:40.035 --> 00:01:44.035
เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด การ

27
00:01:44.035 --> 00:01:48.035
ร่วงของใบ เอทิลีนกับการสุก

28
00:01:48.037 --> 00:01:52.037
ของผลไม้ ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญ

29
00:01:52.038 --> 00:01:56.038
เต็มที่ จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น และ

30
00:01:56.039 --> 00:02:00.039
ให้เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์

31
00:02:00.040 --> 00:02:04.040
มีการเปลี่ยนสีของผล เช่น จากสีเขียว

32
00:02:04.041 --> 00:02:08.041
หรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ

33
00:02:08.042 --> 00:02:12.042
ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ถ้าเป็นมะม่วงสุก ก็จะเป็น

34
00:02:12.043 --> 00:02:16.043
สีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบตะ

35
00:02:16.044 --> 00:02:20.044
เป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ

36
00:02:20.045 --> 00:02:24.045
นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะเกิดการ

37
00:02:24.046 --> 00:02:28.046
เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลนะคะ ก็จะมีรสหวานขึ้น

38
00:02:28.047 --> 00:02:32.047
ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ หรือ

39
00:02:32.048 --> 00:02:36.048
อาจเกิดการสร้างกรีกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วนะคะ

40
00:02:36.049 --> 00:02:40.049
เช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมา

41
00:02:40.050 --> 00:02:44.050
ตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่น พอ

42
00:02:44.051 --> 00:02:48.051
ทิ้งเอาไว้จนทุดรียนสุก ก็จะมีกลิ่นออกมาค่ะ

43
00:02:48.052 --> 00:02:52.052
ทำให้เรารู้ว่า ทุเรียนนั้นสุก หรือทำ

44
00:02:52.053 --> 00:02:56.053
ให้เรารับประทานแล้วค่ะ เอทิลีนกับการนำไปใช้

45
00:02:56.056 --> 00:03:00.056
กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน

46
00:03:00.058 --> 00:03:04.058
อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วง

47
00:03:04.059 --> 00:03:08.059
ผลในช่อเดียวกัน ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ

48
00:03:08.060 --> 00:03:12.060
แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาด

49
00:03:12.060 --> 00:03:16.060
นะคะ จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้น เป็นมะม่วงที่

50
00:03:16.064 --> 00:03:20.064
สุกเท่า ๆ กัน นั้นก็เพราะว่าเกษตรกร

51
00:03:20.065 --> 00:03:24.065
สามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันได้

52
00:03:24.064 --> 00:03:28.064
เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

53
00:03:28.065 --> 00:03:32.065
จากสมบัติของเอทิลีนที่มีผลต่อการส

54
00:03:32.067 --> 00:03:36.067
ที่มีผลลต่อการสุกของผลไม้นะคะ ใช้เอทิฟแ

55
00:03:36.068 --> 00:03:40.068
เอทิฟอน  ซึ่งใ้เอทิลีน

56
00:03:40.069 --> 00:03:44.069
หรือใช้ผ่านแก๊ส calucium

57
00:03:44.070 --> 00:03:48.070
ที่ให้แก๊สแก๊สอะเซทิลีน

58
00:03:48.071 --> 00:03:52.071
สามารถใช้ควบคุมผลไม้ในเชิง

59
00:03:52.072 --> 00:03:56.072
พาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ

60
00:03:56.073 --> 00:04:00.073
มะม่วงที่ไม่บ่ม และที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์

61
00:04:00.075 --> 00:04:04.075
สมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ จะเห็นว่ากล้วยและ

62
00:04:04.078 --> 00:04:08.078
มะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่

63
00:04:08.079 --> 00:04:12.079
แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่ไม่มีการบ่มค่ะ จะเป็นสี

64
00:04:12.080 --> 00:04:16.080
เหลืองค่ะ ช่วงชวนคิด

65
00:04:16.081 --> 00:04:20.081
ครูมีคำถามมาให้นักเรียนคิด 1 คำถามนะคะ

66
00:04:20.082 --> 00:04:24.082
นั้นก็คือ ผลไม้ทุกชนิดสามารถยบ่ม

67
00:04:24.083 --> 00:04:28.083
เร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนคงจะเคยทานผลไม้

68
00:04:28.084 --> 00:04:32.084
กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

69
00:04:32.085 --> 00:04:36.085
ที่เราสามารถเก็บมาจากต้นแล้วทานได้ทันที กับอีก

70
00:04:36.086 --> 00:04:40.086
แบบหนึ่งก็คือเก็บมาแล้ว รอให้สุก

71
00:04:40.087 --> 00:04:44.087
ถึงจะรับประทานได้ค่ะ

72
00:04:44.088 --> 00:04:48.088
ผลไม้บางชนิดสามารถบ่ม

73
00:04:48.090 --> 00:04:52.090
ให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีการหายใจ

74
00:04:52.093 --> 00:04:56.093
ระดับเซลล์ และการสร้าง

75
00:04:56.096 --> 00:05:00.096
จากกราฟนี้นะคะ จะเห็นว่า

76
00:05:00.097 --> 00:05:04.097
เมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์

77
00:05:04.099 --> 00:05:08.099
และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ เมื่อ

78
00:05:08.100 --> 00:05:12.100
เริ่มสุกค่ะ ก็จะมีการหายใจระดับเซลล์

79
00:05:12.103 --> 00:05:16.103
และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น เช่น

80
00:05:16.104 --> 00:05:20.104
สามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง

81
00:05:20.104 --> 00:05:24.104
ทุเรียน มะเขือเทศ มะละกอ ขนุน

82
00:05:24.105 --> 00:05:28.105
มังคุด และ

83
00:05:28.108 --> 00:05:32.108
แปลว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน

84
00:05:32.110 --> 00:05:36.110
และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย จึง

85
00:05:36.110 --> 00:05:40.110
ไม่สามารถทำให้สถชุกได้ด้วยการบ่ม ต้องทำให้สุกบนต้น

86
00:05:40.113 --> 00:05:44.113
แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ อย่างเช่น ส้ม

87
00:05:44.114 --> 00:05:48.114
ชมพู่ เงาะ ลิ้นจี่ และลำไยค่ะ เช่น

88
00:05:48.116 --> 00:05:52.116
กรดแอบไซซิก กรดแอบไซซิก

89
00:05:52.117 --> 00:05:56.117
เป็นฮอร์โมนพืช ที่ทมีบทบาท ยับยั้งการงอก

90
00:05:56.119 --> 00:06:00.119
ของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

91
00:06:00.120 --> 00:06:04.120
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

92
00:06:04.122 --> 00:06:08.122
ตอบสนองต่อการขาดน้ำ ส่งผล

93
00:06:08.123 --> 00:06:12.123
ให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

94
00:06:12.124 --> 00:06:16.124
นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมคะ

95
00:06:16.125 --> 00:06:20.125
จำได้ไหมว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอก เรา

96
00:06:20.126 --> 00:06:24.126
ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ

97
00:06:24.126 --> 00:06:28.126
ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดจึงสามารถงอกได้

98
00:06:28.129 --> 00:06:32.129
การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นกันค่ะ

99
00:06:32.130 --> 00:06:36.130
จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ จากนั้นเมล็ดถ

100
00:06:36.132 --> 00:06:40.132
ก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด

101
00:06:40.134 --> 00:06:44.134
การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ จึงมีผล

102
00:06:44.135 --> 00:06:48.135
ต่อการงอกของเมล็ด นักเรียนรู้จักถั่วทั้ง 3

103
00:06:48.136 --> 00:06:52.136
ชนิด ที่เห็นในรูปนี้ไหมค่ะ รูแ

104
00:06:52.138 --> 00:06:56.138
นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ นี่คือ

105
00:06:56.139 --> 00:07:00.139
ถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้ คือ

106
00:07:00.140 --> 00:07:04.140
ถั่วแดงค่ะ

107
00:07:04.141 --> 00:07:08.141
ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่าถั่วต่าง ๆ

108
00:07:08.142 --> 00:07:12.142
นี่ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง และ

109
00:07:12.143 --> 00:07:16.143
มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก ทำให้น้ำไม่สามารถ

110
00:07:16.144 --> 00:07:20.144
ซึมผ่านไปได้ค่ะ ขณะที่

111
00:07:20.145 --> 00:07:24.145
เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่

112
00:07:24.145 --> 00:07:28.145
เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่ จะเข้าสู่การพักตัว

113
00:07:28.149 --> 00:07:32.149
โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์ลดลงอย่างมาก

114
00:07:32.150 --> 00:07:36.150
ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น ทำให้ปฑ

115
00:07:36.151 --> 00:07:40.151
กิริยาในกระบวนการต่าง ๆ นั้น

116
00:07:40.152 --> 00:07:44.152
อัตราการหายใจต่ำลง ในภาวะ

117
00:07:44.153 --> 00:07:48.153
ดังกล่าวพบว่า ภายในเมล็ด มีปริมาณ

118
00:07:48.153 --> 00:07:52.153
กรดแอบไซซิก

119
00:07:52.155 --> 00:07:56.155
นี้ ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

120
00:07:56.157 --> 00:08:00.157
แม้อยู่ในน้ำอยู่ภายในเซลล์น้อยมาก

121
00:08:00.158 --> 00:08:04.158
จะไม่งอก เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด"

122
00:08:04.159 --> 00:08:08.159
การแช่เมล็ด ทำให้เปลือกอ่อน นิ่มลง

123
00:08:08.160 --> 00:08:12.160
เข้าสู่ภายในเมล็ด ผ่านเข้าสู่เล็ก ๆ

124
00:08:12.161 --> 00:08:16.161
ตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ

125
00:08:16.162 --> 00:08:20.162
เมื่อเมล็ดได้รับน้ำ เมล็ดจะพองขึ้น และมี

126
00:08:20.163 --> 00:08:24.163
แรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก

127
00:08:24.164 --> 00:08:28.164
ค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นภายใน

128
00:08:28.164 --> 00:08:32.164
ซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิก

129
00:08:32.166 --> 00:08:36.166
จะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น

130
00:08:36.167 --> 00:08:40.167
และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนชนิดอื่น

131
00:08:40.169 --> 00:08:44.169
ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอก และพัฒนามาเป็นได้

132
00:08:44.170 --> 00:08:48.170
ความรู้เพิ่มเติม โกงกางเป็นพื้ช

133
00:08:48.171 --> 00:08:52.171
ที่ขึ้นในป่าชายเลน นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยน

134
00:08:52.172 --> 00:08:56.172
กันมาบ้างคะ เคยสังเกตกันไหมคะ ว่าป่าชายเลย

135
00:08:56.173 --> 00:09:00.173
เป็นแบบไหน สภาพดินใน

136
00:09:00.174 --> 00:09:04.174
ป่าชายเลนนะคะ เป็นติดเลนค่ะ และมีน้ำท่วม

137
00:09:04.175 --> 00:09:08.175
เมล็ดโกงกางไม่มีการเพาะตัว เพราะมี

138
00:09:08.176 --> 00:09:12.176
แอบไซนินต่ำ สามารถงอกบนต้นได้

139
00:09:12.178 --> 00:09:16.178
เมื่อเมล็ดตรงกลางหลุดออกจากต้น

140
00:09:16.179 --> 00:09:20.179
ที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

141
00:09:20.182 --> 00:09:24.182
จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสภาพที่เป็น

142
00:09:24.185 --> 00:09:28.185
ป่าชายเลนค่ะ กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้

143
00:09:28.188 --> 00:09:32.188
สำหรับสารสังเคราะห์มี่มีสาร

144
00:09:32.189 --> 00:09:36.189
สมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ สามารถนำไปใช้

145
00:09:36.190 --> 00:09:40.190
ช่วยชะลอการเกิดของพืช และไม้ดอกได้ค่ะ

146
00:09:40.192 --> 00:09:44.192
โดยส่งผลให้รูปาก ใบปิด

147
00:09:44.194 --> 00:09:48.194
เพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ยังไม่

148
00:09:48.195 --> 00:09:52.195
เป็นที่นิยมกันนะคะ เพราะว่ามีราคาที่ค่อนข้างแพง

149
00:09:52.196 --> 00:09:56.196
อยู่ค่ะ จากรูปนี้นะคะ เป็นการ

150
00:09:56.199 --> 00:10:00.199
ใช้สารสังเคราะห์ที่มีกรดคล้ายแอบไซซิก

151
00:10:00.199 --> 00:10:04.199
ชะลอการเหี่ยวเฉาของไม้

152
00:10:04.201 --> 00:10:08.201
ในขณะขนส่งค่ะ จะเห็ฯว่า

153
00:10:08.202 --> 00:10:12.202
ถ้าไม่มีการลดน้ำนะคะ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ

154
00:10:12.203 --> 00:10:16.203
ถ้ามีการรดน้ำ ดอกไม้ก็ญังมีค

155
00:10:16.204 --> 00:10:20.204
ยังสดชื่นอยู่นะะค แต่ว่าถ้าไม่มีการรดน้ำ

156
00:10:20.205 --> 00:10:24.205
แล้วก็มีการใช้สารที่มีสมบัติ

157
00:10:24.205 --> 00:10:28.205
คล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้ มี

158
00:10:28.207 --> 00:10:32.207
การเหี่ยวเป็นบางส่วนนะคะ

159
00:10:32.208 --> 00:10:36.208
ปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจาก

160
00:10:36.209 --> 00:10:40.209
ที่เราเรียนปัจจัยภายนอกและก็ปัจจัยภายในครบแล้ว

161
00:10:40.210 --> 00:10:44.210
นะคะ ปัจจัยภายนอก เช่น

162
00:10:44.212 --> 00:10:48.212
แสง น้ำ อุณหภูมิ และสิ่งสัมผัส

163
00:10:48.213 --> 00:10:52.213
นับเป็นสิ่งเร้าที่มีการกระตุ้น

164
00:10:52.213 --> 00:10:56.213
ฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน

165
00:10:56.215 --> 00:11:00.215
ของพืชเหล่านี้ ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่

166
00:11:00.216 --> 00:11:04.216
เหมาะสม ในแต่ละช่วงของการเติมโต

167
00:11:04.217 --> 00:11:08.217
และทำให้เกิดการตอบสนองต่อพืชขึ้น

168
00:11:08.218 --> 00:11:12.218
ต่าง ๆ ทั้งปัจจัย

169
00:11:12.220 --> 00:11:16.220
ภายนอกและปัจจัยภายในจึงมีความสำคัญต่อการ

170
00:11:16.221 --> 00:11:20.221
เจริญเติบโตของผล และมนุษย์ไกเ

171
00:11:20.225 --> 00:11:24.225
ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้

172
00:11:24.227 --> 00:11:28.227
และพัฒนาทางการเกษตร ครูมีคำถามตรวจ

173
00:11:28.228 --> 00:11:32.228
ความเข้าใจของนักเรียน 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือ

174
00:11:32.228 --> 00:11:36.228
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชคืออะไร

175
00:11:36.230 --> 00:11:40.230
และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร ครูมีเวลาให้

176
00:11:40.231 --> 00:11:44.231
นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ

177
00:11:44.232 --> 00:11:48.232

178
00:11:48.233 --> 00:11:52.233

179
00:11:52.234 --> 00:11:56.234
เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ สารที่มีผลต่อ

180
00:11:56.235 --> 00:12:00.235
การเจริญเติบโตของพืช คือการที่มีบทบาท

181
00:12:00.236 --> 00:12:04.236
ต่อการเริญเติบโตและพัฒนราการของพืช

182
00:12:04.238 --> 00:12:08.238
มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ

183
00:12:08.239 --> 00:12:12.239
ของพืช ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่มนุษย์สร้างขึ้น

184
00:12:12.239 --> 00:12:16.239
เอง และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

185
00:12:16.241 --> 00:12:20.241
เอทิลีน เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊

186
00:12:20.242 --> 00:12:24.242
มีบทบาทสำคัญในการหระตุ้นของพืชบางชนิด

187
00:12:24.244 --> 00:12:28.244
นอกจากนี้แล้ว ยังควบคุมการงอกของ

188
00:12:28.244 --> 00:12:32.244
เมล็ดและกระตุ้นการร่วงของใบด้วยค่ะ

189
00:12:32.245 --> 00:12:36.245
สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ นิยมนำมา

190
00:12:36.246 --> 00:12:40.246
ใช้ควบคุมการสุกของผลไม้เชิงพาณิชย์

191
00:12:40.248 --> 00:12:44.248
กรดแอบไซซิกยังมีบทบาทสำคัญ

192
00:12:44.249 --> 00:12:48.249
ในการยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการ

193
00:12:48.250 --> 00:12:52.250
พักตัว นอกจากนี้แล้วยังมีบทบาท

194
00:12:52.252 --> 00:12:56.252
ต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดย

195
00:12:56.254 --> 00:13:00.254
ส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียของน้ำ

196
00:13:00.255 --> 00:13:04.255
สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติ

197
00:13:04.258 --> 00:13:08.258
คล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ นิยมนำมาใช้การชะลอ

198
00:13:08.259 --> 00:13:12.259
ของพืชและไม้ดอกขณะขนส่ง

199
00:13:12.260 --> 00:13:16.260
หลีก หรือว่าเปิด-ปิดรูปากใบ เพื่อลดการสูญเสีย

200
00:13:16.260 --> 00:13:20.260
สำหรับคลิปนี้ก็

201
00:13:20.261 --> 00:13:24.261
ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกันคลิปถัดไป

202
00:13:24.262 --> 00:13:28.262
สวัสดีค่ะ

203
00:13:28.263 --> 00:13:32.263
[เสียงดนตรี]

204
00:13:32.264 --> 00:13:36.264

205
00:13:36.265 --> 00:13:40.265

206
00:13:40.267 --> 00:13:44.267

207
00:13:44.271 --> 00:13:48.271

208
00:13:48.273 --> 00:13:52.273

209
00:13:52.274 --> 00:13:56.274

210
00:13:56.276 --> 00:14:00.276

211
00:14:00.279 --> 00:14:04.279

212
00:14:04.281 --> 00:14:07.281

213
00:14:08.284 --> 00:14:08.286

214
00:14:12.286 --> 00:14:12.286

215
00:14:20.292 --> 00:14:20.292

216
00:14:16.288 --> 00:14:16.291


