﻿WEBVTT

1
00:00:00.000 --> 00:00:05.402

2
00:00:05.410 --> 00:00:05.733

3
00:00:05.669 --> 00:00:05.916

4
00:00:12.971 --> 00:00:13.444

5
00:00:27.070 --> 00:00:27.338

6
00:00:27.319 --> 00:00:28.584
สวัสดีค่ะ

7
00:00:28.927 --> 00:00:29.308

8
00:00:29.306 --> 00:00:33.490
อันดับนักเรียนทุกคนเข้าสู่หัวข้อที่ 2.2 เรื่อง

9
00:00:33.398 --> 00:00:35.457
การรักษาดุลยภาพของ

10
00:00:35.449 --> 00:00:35.941

11
00:00:35.899 --> 00:00:37.028
เบสของเลือด

12
00:00:37.370 --> 00:00:43.497
และหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย

13
00:00:43.781 --> 00:00:46.949
โดยครูปราณีเวียงชัยเป็นผู้ให้ความรู้ค่ะ

14
00:00:47.561 --> 00:00:48.982
2 หัวข้อนี้นะคะ

15
00:00:49.742 --> 00:00:51.477
เป็น 2 หัวข้อย่อยจาก

16
00:00:51.471 --> 00:00:56.209
ทั้งหมด 4 หัวข้อในบทที่ 2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์

17
00:00:56.199 --> 00:00:56.642

18
00:01:00.310 --> 00:01:00.748

19
00:01:00.498 --> 00:01:00.751

20
00:01:00.878 --> 00:01:05.053
หัวข้อที่ 2.2 2.3 นี่นะคะมีจุดประสงค์

21
00:01:04.920 --> 00:01:06.393
การเรียนรู้ทั้งหมด

22
00:01:06.399 --> 00:01:07.814
3 ข้อดังรูปค่ะ

23
00:01:09.021 --> 00:01:09.234

24
00:01:09.282 --> 00:01:09.511

25
00:01:09.403 --> 00:01:11.111
นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ

26
00:01:11.711 --> 00:01:11.964

27
00:01:12.090 --> 00:01:14.140
ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่ม

28
00:01:14.209 --> 00:01:14.620

29
00:01:14.720 --> 00:01:15.101

30
00:01:14.849 --> 00:01:15.470

31
00:01:15.940 --> 00:01:16.169

32
00:01:16.130 --> 00:01:22.695
วันที่ 22 และ 2.3 นะคะครูอยากให้นักเรียนไปทวนความรู้ความรู้เก่าของเรา

33
00:01:22.543 --> 00:01:22.960

34
00:01:22.920 --> 00:01:27.665
ในเรื่องของการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารในร่างกายนะคะ

35
00:01:27.600 --> 00:01:35.158
อะไรมนุษย์ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆในร่างกายรวมทั้งกำจัดของเสียที่มีไนโตรเจน

36
00:01:35.032 --> 00:01:36.095
องค์ประกอบ

37
00:01:36.180 --> 00:01:37.403
ภายใน

38
00:01:37.461 --> 00:01:38.597
เนื้อไต

39
00:01:38.559 --> 00:01:41.102
มีหน่วยไตเป็นหน่วยปฏิบัติงาน

40
00:01:41.049 --> 00:01:41.415

41
00:01:41.369 --> 00:01:41.565

42
00:01:41.499 --> 00:01:48.451
แต่ละหน่วยไตทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆรวมทั้งกำจัดของเสีย

43
00:01:49.251 --> 00:01:50.903
ตามขั้นตอนดังนี้

44
00:01:51.431 --> 00:01:52.396
ทอง

45
00:01:53.029 --> 00:01:53.591

46
00:01:53.540 --> 00:01:53.978

47
00:01:54.180 --> 00:01:54.528

48
00:01:54.501 --> 00:01:55.587
และการหลั่ง

49
00:01:56.750 --> 00:01:57.100

50
00:01:57.074 --> 00:02:02.445
การรักษาดุลยภาพของน้ำภายในร่างกายเกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบค่ะ

51
00:02:02.328 --> 00:02:03.843
ระบบประสาท

52
00:02:04.122 --> 00:02:04.532

53
00:02:04.632 --> 00:02:04.851

54
00:02:05.140 --> 00:02:06.471
ระบบหมุนเวียนเลือด

55
00:02:07.892 --> 00:02:08.640
และระบบ

56
00:02:08.851 --> 00:02:10.242
ต่อมไร้ท่อ

57
00:02:10.261 --> 00:02:11.478
หรือฮอร์โมน

58
00:02:12.442 --> 00:02:12.848

59
00:02:12.571 --> 00:02:12.845

60
00:02:12.760 --> 00:02:17.615
การรักษาดุลยภาพของแร่ธาตุในร่างกายเช่นการรักษา

61
00:02:17.634 --> 00:02:18.706
ปริมาณโซเดียม

62
00:02:18.782 --> 00:02:20.265
มาถึงแล้วนะ

63
00:02:20.133 --> 00:02:22.702
ในวันนี้นะคะมาที่

64
00:02:22.631 --> 00:02:23.314

65
00:02:23.271 --> 00:02:23.855

66
00:02:24.101 --> 00:02:25.435
การรักษา

67
00:02:25.443 --> 00:02:26.303
เนื้อผ้า

68
00:02:26.343 --> 00:02:26.600

69
00:02:26.531 --> 00:02:27.354

70
00:02:27.302 --> 00:02:28.761
เบสของเลือด

71
00:02:29.162 --> 00:02:31.966
กรดเบสสำคัญกับร่างกายมนุษย์อย่างไร

72
00:02:31.922 --> 00:02:34.091
กูอยากให้นักเรียนพิจารณากราฟ

73
00:02:34.281 --> 00:02:36.037
มีนะคะเป็นกราฟ

74
00:02:36.081 --> 00:02:38.632
การแสดงการทำงานของเอนไซม์

75
00:02:39.091 --> 00:02:41.514
ได้แก่เอนไซม์เพปซิน

76
00:02:41.712 --> 00:02:42.005

77
00:02:41.971 --> 00:02:43.629
และเอนไซม์อะไมเลส

78
00:02:43.703 --> 00:02:44.791
น้ำลายค่ะ

79
00:02:45.633 --> 00:02:45.879

80
00:02:46.331 --> 00:02:47.251
นักเรียน

81
00:02:47.483 --> 00:02:50.058
ที่แล้วนักเรียนคิดว่า

82
00:02:50.114 --> 00:02:51.769
FC น

83
00:02:51.712 --> 00:02:53.196
เอนไซม์อะไมเลส

84
00:02:53.573 --> 00:02:56.581
งานได้ดีที่ค่า pH

85
00:02:57.282 --> 00:02:58.195
เท่าไหร่คะ

86
00:02:58.562 --> 00:02:58.822

87
00:02:59.011 --> 00:02:59.309

88
00:03:00.432 --> 00:03:04.433
เอนไซม์เพปซินนะคะทำงานได้ดีที่ค่า pH

89
00:03:04.391 --> 00:03:08.919
ประมาณ 14:00 น ขณะที่เอนไซม์อะไมเลสทำงานได้ดี

90
00:03:09.011 --> 00:03:11.287
เล็กค่า pH ประมาณ 7

91
00:03:11.573 --> 00:03:11.828

92
00:03:11.962 --> 00:03:12.980
ทางนี้ก็เพราะ

93
00:03:12.986 --> 00:03:14.118
ปฏิกิริยาใน

94
00:03:14.643 --> 00:03:17.715
ต่างๆเนี่ยถูกควบคุมด้วยเอนไซม์หลายชนิด

95
00:03:19.191 --> 00:03:21.338
เรื่องเอนไซม์หลายชนิดนะเนี่ย

96
00:03:21.244 --> 00:03:22.315
ก็ทำงานได้ดี

97
00:03:22.273 --> 00:03:25.033
ก็ทำหน้าที่

98
00:03:25.040 --> 00:03:25.530

99
00:03:25.544 --> 00:03:26.166

100
00:03:26.124 --> 00:03:26.400

101
00:03:27.333 --> 00:03:27.756

102
00:03:27.783 --> 00:03:30.160
งานเสียงในภาพของการเป็นกรด

103
00:03:29.965 --> 00:03:30.763

104
00:03:30.795 --> 00:03:31.292

105
00:03:31.563 --> 00:03:32.313
มีผลกระทบ

106
00:03:33.231 --> 00:03:34.248
ต่อร่างกาย

107
00:03:34.254 --> 00:03:35.853
นักเรียนคิดว่า

108
00:03:35.792 --> 00:03:36.171

109
00:03:36.236 --> 00:03:37.699
ร่างกายของคนเราเนี่ย

110
00:03:38.673 --> 00:03:39.033

111
00:03:40.145 --> 00:03:42.658
มีแนวโน้มที่จะเป็นกรดเป็นเบสคะ

112
00:03:42.644 --> 00:03:45.808
เรามาหาคำตอบกันนะคะกระบวนการเมตา

113
00:03:45.654 --> 00:03:50.324
บริษัทเล่นการหายใจระดับเซลล์จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น

114
00:03:50.204 --> 00:03:54.886
ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้นะคะว่าจะไปรวมตัวกับน้ำในเลือด

115
00:03:55.003 --> 00:03:56.662
จะได้เป็นกรดคาร์บอนิก

116
00:03:56.603 --> 00:04:02.784
แล้วเจ้ากรดคาร์บอนิกนะคะก็จะแตกตัวออกมาทำให้ได้ไฮโดรเจนไอออนดังสมการนะคะ

117
00:04:05.442 --> 00:04:06.007

118
00:04:06.092 --> 00:04:07.032
ดังนั้น

119
00:04:07.241 --> 00:04:07.657

120
00:04:07.443 --> 00:04:09.629
ความเข้มข้นของไฮโดรเจน

121
00:04:09.934 --> 00:04:12.797
เมื่อไฮโดรเจนไอออนในเลือดนะคะ

122
00:04:12.752 --> 00:04:14.416
มีปริมาณเพิ่มขึ้น

123
00:04:14.362 --> 00:04:14.729

124
00:04:14.743 --> 00:04:20.898
จึงทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มขึ้นหรืออาจกล่าวได้ว่า

125
00:04:20.883 --> 00:04:24.601
เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้นแต่ถ้าเลือด

126
00:04:24.677 --> 00:04:26.063
มีปริมาณ

127
00:04:26.203 --> 00:04:26.464

128
00:04:29.083 --> 00:04:30.478
ไฮโดรเจนมากขึ้น

129
00:04:30.755 --> 00:04:31.524
หรือ

130
00:04:33.315 --> 00:04:37.516
เลือดก็จะมีภาวะเป็นเบสมากขึ้นกว่าปกติค่ะและนักเรียนก็จะทราบ

131
00:04:37.413 --> 00:04:41.169
แล้วใช่ไหมคะว่าร่างกายของคนเราเนี่ยมีเลือด

132
00:04:41.075 --> 00:04:42.799
ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

133
00:04:42.732 --> 00:04:45.289

134
00:04:45.234 --> 00:04:45.500

135
00:04:45.482 --> 00:04:46.202

136
00:04:46.256 --> 00:04:46.473

137
00:04:46.446 --> 00:04:47.375
หล่อเลี้ยง

138
00:04:48.318 --> 00:04:48.530

139
00:04:48.433 --> 00:04:49.199

140
00:04:50.993 --> 00:04:53.516
เปลี่ยนแปลงไปจากปกติก็จะส่งผล

141
00:04:53.684 --> 00:04:54.534
ของ

142
00:04:54.454 --> 00:04:54.826

143
00:04:55.162 --> 00:04:56.802
การทำงานของเซลล์ต่างๆ

144
00:04:56.892 --> 00:04:57.110

145
00:04:57.404 --> 00:05:00.799
โดยเฉพาะการทำงานของร่างกายแต่ในแต่ละที่

146
00:05:01.765 --> 00:05:02.645
หรือ

147
00:05:02.654 --> 00:05:03.025

148
00:05:03.362 --> 00:05:09.007
ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะแล้วนักเรียนทราบไหมคะว่าร่างกายของ

149
00:05:08.937 --> 00:05:09.695
เราเนี่ย

150
00:05:09.894 --> 00:05:10.142

151
00:05:12.333 --> 00:05:14.444
สร้างความเป็นกรดเป็นเบสของเลือด

152
00:05:14.514 --> 00:05:18.053
ได้อย่างไรวันนี้นะคะคุณครูเขาจะได้มาสอน

153
00:05:18.094 --> 00:05:18.994
ดูแลภาพ

154
00:05:18.924 --> 00:05:19.557

155
00:05:20.152 --> 00:05:20.714

156
00:05:21.043 --> 00:05:21.545

157
00:05:21.568 --> 00:05:21.944

158
00:05:22.836 --> 00:05:24.336
นักเรียนจำได้ไหมคะ

159
00:05:24.505 --> 00:05:24.783

160
00:05:24.636 --> 00:05:25.716
การแลกเปลี่ยน

161
00:05:26.046 --> 00:05:28.099
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับแก๊ส

162
00:05:28.034 --> 00:05:29.544
ออกซิเจนเกิดขึ้น

163
00:05:29.564 --> 00:05:33.179
ในบริเวณใดของปอดเฉลยนะคะ

164
00:05:33.084 --> 00:05:35.710
เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอดนั่นเองค่ะ

165
00:05:36.554 --> 00:05:40.713
แล้วการหายใจช่วยในการรักษาดุลยภาพของกรด

166
00:05:40.720 --> 00:05:41.290
เบส

167
00:05:41.154 --> 00:05:42.616
ในเลือดได้อย่างไรคะ

168
00:05:43.914 --> 00:05:44.206

169
00:05:44.294 --> 00:05:44.673

170
00:05:44.884 --> 00:05:46.686
เรามาลองศึกษากันนะคะ

171
00:05:46.794 --> 00:05:47.075

172
00:05:47.125 --> 00:05:47.357

173
00:05:47.374 --> 00:05:48.965
ร่างกายของเรานี่คะ

174
00:05:49.485 --> 00:05:52.359
รักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือด

175
00:05:52.365 --> 00:05:55.322
โดยความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนที่เพิ่มขึ้น

176
00:05:55.263 --> 00:05:57.058
หรือลดลงกว่าปกตินี่

177
00:05:57.183 --> 00:05:58.926
จะไป

178
00:05:58.593 --> 00:06:04.282
กระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองทำให้เปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจโดย

179
00:06:04.934 --> 00:06:05.252

180
00:06:05.124 --> 00:06:08.908
ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดของเรา

181
00:06:09.877 --> 00:06:12.548
สมองก็จะไปสั่งให้เรานี่นะคะ

182
00:06:12.694 --> 00:06:13.822
ลดอัตรา

183
00:06:13.974 --> 00:06:15.104
การหายใจ

184
00:06:15.185 --> 00:06:21.102
มาขึ้นแต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนของเราน้อยกว่าปกติ

185
00:06:21.084 --> 00:06:23.051
สมองก็จะไปสั่งให้เรา

186
00:06:23.134 --> 00:06:25.038
ลดอัตราการหายใจ

187
00:06:25.116 --> 00:06:30.516
การที่อัตราการหายใจของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปกตินี่

188
00:06:33.055 --> 00:06:33.286

189
00:06:34.285 --> 00:06:34.498

190
00:06:34.474 --> 00:06:35.414
ก็คือ

191
00:06:35.494 --> 00:06:35.735

192
00:06:35.754 --> 00:06:35.969

193
00:06:36.205 --> 00:06:41.765
เรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นคาร์บอนไดออกไซด์นะคะก็จะถูกขับออกจากเซลล์มากขึ้น

194
00:06:41.707 --> 00:06:42.847
ดังนั้น

195
00:06:42.865 --> 00:06:43.934
คาร์บอนไดออกไซด์

196
00:06:45.238 --> 00:06:48.103
ของไฮโดรเจนเพิ่มมากขึ้นก็จะลดลงค่ะ

197
00:06:47.983 --> 00:06:49.602
แต่ถ้าเรา

198
00:06:50.425 --> 00:06:50.694

199
00:06:50.805 --> 00:06:51.608
นี้นะคะ

200
00:06:51.577 --> 00:06:51.937

201
00:06:53.495 --> 00:06:56.078
คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดไหนก็จะสะสม

202
00:06:55.995 --> 00:06:56.815
เพิ่มมากขึ้น

203
00:06:57.914 --> 00:07:00.205
ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนเนี่ย

204
00:07:00.094 --> 00:07:02.426
ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะซึ่ง

205
00:07:02.474 --> 00:07:04.746
ทั้งสองนะคะก็จะทำให้เราเนี่ย

206
00:07:05.345 --> 00:07:07.293
รักษาดุลยภาพของการเป็นกรด

207
00:07:07.217 --> 00:07:12.205
ของเลือดได้ค่ะการรักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือด

208
00:07:13.418 --> 00:07:16.628
ผลการทำงานของตายนะเอ็งขากลการทำงานของไต

209
00:07:17.325 --> 00:07:19.118
คือการกรอง

210
00:07:19.054 --> 00:07:19.964
การดูดกลับ

211
00:07:20.208 --> 00:07:21.375
และการหลั่งค่ะ

212
00:07:21.297 --> 00:07:22.847
ซึ่งปกตินะคะ

213
00:07:22.906 --> 00:07:28.473
อะไรของเราเนี่ยจะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่แล้วแต่ถ้าเลือกของเรานะคะ

214
00:07:28.284 --> 00:07:28.706

215
00:07:28.924 --> 00:07:29.681

216
00:07:30.137 --> 00:07:31.407
ไฮโดรเจนไอออน

217
00:07:32.515 --> 00:07:34.447
จะทำการหลั่งสาร

218
00:07:34.625 --> 00:07:40.302
ที่มีไฮโดรเจนไอออนออกไปโดยการทำงานของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต

219
00:07:41.036 --> 00:07:42.014
ฝรั่ง

220
00:07:42.054 --> 00:07:42.373

221
00:07:42.444 --> 00:07:43.666
อ้อย

222
00:07:44.687 --> 00:07:44.934

223
00:07:45.447 --> 00:07:45.730

224
00:07:45.776 --> 00:07:48.146
เข้าสู่ท่อหน่วยไตขณะเดียวกัน

225
00:07:48.205 --> 00:07:52.551
เซลล์ที่ผนังของท่อหน่วยไตนี้นะคะก็จะมีการดูดกลับ

226
00:07:52.696 --> 00:07:53.062

227
00:07:53.077 --> 00:07:56.478
ไฮโดรเจนไอออนและโซเดียมไอออนเข้าสู่หลอดเลือดค่ะ

228
00:07:56.664 --> 00:07:58.960
ดังนั้นเรื่องของเรา

229
00:07:58.976 --> 00:08:01.423
จะยังคงรักษาไฮโดรเจนและ

230
00:08:02.238 --> 00:08:03.934
ของเลือดได้นะเองค่ะ

231
00:08:03.845 --> 00:08:04.187

232
00:08:04.415 --> 00:08:04.694

233
00:08:04.804 --> 00:08:05.159

234
00:08:05.316 --> 00:08:09.648
มอเตอร์ไซค์ความเข้าใจกันนะคะถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบสท่อหน่วยไตจะมีการ

235
00:08:09.536 --> 00:08:11.028
หลังแล้วดูด

236
00:08:11.016 --> 00:08:12.258
The Rapper

237
00:08:12.106 --> 00:08:12.552

238
00:08:12.560 --> 00:08:16.135
สารต่างๆอย่างไรเพื่อรักษาดุลยภาพของกรดเบส

239
00:08:16.075 --> 00:08:17.130
เลือด

240
00:08:17.035 --> 00:08:20.105
กูให้เวลาคิด 10 วินาทีนะคะเริ่มค่ะ

241
00:08:20.366 --> 00:08:20.591

242
00:08:21.715 --> 00:08:22.080

243
00:08:22.229 --> 00:08:22.518

244
00:08:22.736 --> 00:08:22.979

245
00:08:23.186 --> 00:08:24.515
เสียงดนตรี

246
00:08:24.727 --> 00:08:25.030

247
00:08:25.237 --> 00:08:25.605

248
00:08:25.816 --> 00:08:26.036

249
00:08:27.026 --> 00:08:27.255

250
00:08:29.085 --> 00:08:29.338

251
00:08:29.466 --> 00:08:30.540
หมดเวลาค่ะ

252
00:08:30.556 --> 00:08:31.001

253
00:08:30.882 --> 00:08:32.341
นักเรียนตอบได้ไหมคะ

254
00:08:32.417 --> 00:08:32.918

255
00:08:32.797 --> 00:08:36.353
จอมาดูคำตอบนะคะว่าจะตรงกับที่นักเรียนคิดไว้ไหม

256
00:08:36.897 --> 00:08:38.225
คำตอบนะคะ

257
00:08:38.887 --> 00:08:46.656
เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตก็จะลดการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเพื่อให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มขึ้น

258
00:08:46.565 --> 00:08:47.005

259
00:08:46.956 --> 00:08:49.843
และขณะเดียวกันก็จะมีการหลั่งไฮโดรเจน

260
00:08:49.775 --> 00:08:52.522
เล่นคาร์บอเนตไอออนเข้าสู่ของเหลว

261
00:08:52.659 --> 00:08:53.862
ที่ท่อหน่วยไต

262
00:08:53.815 --> 00:08:54.146

263
00:08:54.197 --> 00:08:59.710
เสื้อขับออกนอกร่างกายพร้อมกับปัสสาวะทำให้ความเป็นกรดเบสของเลือด

264
00:08:59.698 --> 00:09:01.637
เข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ

265
00:09:02.018 --> 00:09:04.247
นักเรียนตอบถูกเหมือนกันไหมคะ

266
00:09:04.576 --> 00:09:04.876

267
00:09:04.954 --> 00:09:05.276

268
00:09:05.144 --> 00:09:09.613
เอาล่ะค่ะจากที่นักเรียนได้เรียนรู้ความสำคัญของไตกันแล้วนะคะ

269
00:09:09.446 --> 00:09:11.076
ไปของมนุษย์นี่

270
00:09:11.107 --> 00:09:13.978
ทำหน้าที่สำคัญในการรักษา

271
00:09:14.118 --> 00:09:14.931
สภาพ

272
00:09:14.886 --> 00:09:15.141

273
00:09:15.585 --> 00:09:16.388
ในการรัก

274
00:09:16.297 --> 00:09:17.627
น้ำ

275
00:09:17.577 --> 00:09:18.033

276
00:09:18.607 --> 00:09:20.514
และมีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ

277
00:09:20.527 --> 00:09:20.808

278
00:09:21.355 --> 00:09:21.587

279
00:09:21.616 --> 00:09:24.161
ปีนี้ผ้าไตรของคนเรา

280
00:09:24.367 --> 00:09:26.559
ไม่สามารถทำงานได้

281
00:09:26.675 --> 00:09:31.997
หรือทำงานผิดปกติก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกายในส่วนอื่นๆ

282
00:09:32.118 --> 00:09:33.057
เช่นเดียวกัน

283
00:09:33.910 --> 00:09:34.196

284
00:09:34.046 --> 00:09:37.839
ครั้งนี้นะคะโดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับ

285
00:09:37.756 --> 00:09:39.290
การทำงานของไตเนี่ย

286
00:09:39.737 --> 00:09:44.421
ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการก็คือร่างกายจะบวมน้ำ

287
00:09:44.355 --> 00:09:44.769

288
00:09:44.545 --> 00:09:45.491
เพราะว่า

289
00:09:45.635 --> 00:09:45.902

290
00:09:46.216 --> 00:09:47.115
น้ำเนี่ย

291
00:09:47.180 --> 00:09:50.815
เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลล์เป็นจำนวนมาก

292
00:09:50.767 --> 00:09:52.089
สภาพดีนะคะ

293
00:09:52.107 --> 00:09:52.358

294
00:09:52.366 --> 00:09:52.647

295
00:09:53.516 --> 00:09:57.619
วิธีสังเกตง่ายๆนะคะก็คือลองเอานิ้วมือนะคะ

296
00:09:57.617 --> 00:10:00.251
จิ้มไปที่บริเวณผิวหนังออกแรงกด

297
00:10:00.177 --> 00:10:04.360
เล็กน้อยนักเรียนจะเห็นว่านักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่

298
00:10:04.276 --> 00:10:10.944
ผิวหนังก็จะเด้งออกมาเป็นปกติฉันทีแต่ถ้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตที่มีอาการบวมน้ำนี่

299
00:10:11.007 --> 00:10:13.432
ขอนักเรียนดึงมือออกมาแล้วนี่

300
00:10:13.247 --> 00:10:15.162
ผิวหนังจะใช้

301
00:10:15.365 --> 00:10:17.083
เวลาระยะหนึ่งในการ

302
00:10:17.090 --> 00:10:18.036
ขึ้นมา

303
00:10:18.055 --> 00:10:21.695
อยู่ในภาวะปกติค่ะที่นี้เรามาดูตัวอย่าง

304
00:10:21.896 --> 00:10:22.895
โรคไต

305
00:10:23.569 --> 00:10:23.812

306
00:10:24.206 --> 00:10:25.798
ของกระเพาะปัสสาวะ

307
00:10:26.695 --> 00:10:32.364
ตัวอย่างโรคไตที่พบเส้น 1 โรคไตวายโดยโรคไตวายแบ่งได้เป็น 2 แบบ

308
00:10:32.276 --> 00:10:34.775
ก็คือไตวายเฉียบพลัน

309
00:10:34.705 --> 00:10:35.282
และ

310
00:10:35.478 --> 00:10:37.101
ไตวายเรื้อรัง

311
00:10:37.006 --> 00:10:43.223
ว่าจะพานี้นะคะถ้าเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีไรก็ยังจะสามารถ

312
00:10:43.229 --> 00:10:47.342
กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพดังเดิมแต่ถ้า

313
00:10:47.848 --> 00:10:50.465
ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่

314
00:10:50.469 --> 00:10:50.912

315
00:10:50.856 --> 00:10:53.165
สายก็จะไม่สามารถกลับมา

316
00:10:53.537 --> 00:10:55.424
มีประสิทธิภาพดังเดิมได้นะคะ

317
00:10:55.336 --> 00:10:56.162
ก็ต้อง

318
00:10:56.106 --> 00:10:57.671
โครงการรักษา

319
00:10:57.834 --> 00:10:58.894
เรื่อยๆ

320
00:10:58.924 --> 00:10:59.352

321
00:10:59.376 --> 00:11:01.698
ที่ 2 นะคะโรคนิ่วในไต

322
00:11:01.547 --> 00:11:06.965
โดยนิ่วในไตนี่นะคะมีลักษณะเป็นก้อนแข็งเป็นสารประกอบออกไซด์

323
00:11:07.825 --> 00:11:08.098

324
00:11:08.015 --> 00:11:11.460
ซึ่งถ้าเกิดมีนิ่วในไตก็จะทำให้

325
00:11:11.405 --> 00:11:12.114

326
00:11:12.306 --> 00:11:13.390
ไม่สามารถ

327
00:11:13.595 --> 00:11:15.604
ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

328
00:11:16.926 --> 00:11:17.176

329
00:11:18.395 --> 00:11:19.823
เวลาขับถ่ายนี่

330
00:11:19.866 --> 00:11:21.201
ก็จะเกิดอาการ

331
00:11:21.215 --> 00:11:24.018
แบบย้อนในท่อบริเวณปัสสาวะ

332
00:11:24.166 --> 00:11:28.742
และบางครั้งก็อาจทำให้ท่อปัสสาวะนี่เกิดการอักเสบได้

333
00:11:28.966 --> 00:11:29.488

334
00:11:29.415 --> 00:11:31.524
ทีนี้เรามาดูตัวอย่าง

335
00:11:31.654 --> 00:11:32.892
โรคกระเพาะปัสสาวะ

336
00:11:33.194 --> 00:11:33.754

337
00:11:34.216 --> 00:11:34.932

338
00:11:34.856 --> 00:11:36.511
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

339
00:11:36.777 --> 00:11:37.007

340
00:11:37.047 --> 00:11:42.501
โรคนี้นะคะจะพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเพราะว่าเพศหญิงนี่

341
00:11:42.485 --> 00:11:43.802

342
00:11:43.954 --> 00:11:45.769
มีกระเพาะปลาที่สั้น

343
00:11:45.753 --> 00:11:50.652
ดังนั้นพวกเชื้อโรคต่างๆเช่น e-coli

344
00:11:50.553 --> 00:11:53.228
ก็จะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย

345
00:11:53.444 --> 00:11:53.724

346
00:11:54.084 --> 00:11:55.814
มาถึงตัวอย่างที่เกี่ยวกับ

347
00:11:55.934 --> 00:11:56.587

348
00:11:57.475 --> 00:12:00.017
ทางเดินปัสสาวะนะคะก็คือ 2

349
00:11:59.975 --> 00:12:03.822
โรคท่อปัสสาวะอักเสบโดยโรคนี้นะคะก็จะเกิดการติดเชื้อ

350
00:12:04.394 --> 00:12:05.204
นุ้ย

351
00:12:05.224 --> 00:12:06.052
ท่อปัสสาวะ

352
00:12:06.057 --> 00:12:08.916
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะพบในการมีเพศสัมพันธ์

353
00:12:09.253 --> 00:12:10.896
เชื้ออีโคไล

354
00:12:10.805 --> 00:12:15.360
บางครั้งอาจพบได้จากการที่ท่อปัสสาวะนี่ถูก

355
00:12:15.535 --> 00:12:16.866
กระทบกระเทือน

356
00:12:16.885 --> 00:12:20.188
การสวนไทยทางท่อปัสสาวะ

357
00:12:20.214 --> 00:12:24.942
ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยทั่วไปแล้วนี่

358
00:12:24.885 --> 00:12:27.215
การดูแลรักษาโรคไตนี่

359
00:12:27.203 --> 00:12:27.451

360
00:12:27.333 --> 00:12:30.031
ถ้าป่วยหนักนี่นะคะก็จะมีการฟอกเลือด

361
00:12:30.525 --> 00:12:32.794
ช่างภาพนะคะภาพกไก่ค่ะ

362
00:12:33.084 --> 00:12:33.444

363
00:12:33.412 --> 00:12:34.416
การฟอกเลือด

364
00:12:34.365 --> 00:12:34.602

365
00:12:34.633 --> 00:12:35.520
โดยใช้

366
00:12:35.524 --> 00:12:39.974
เครื่องไตเทียมหรืออีกวิธีหนึ่งในการรักษาโรคไตนะคะ

367
00:12:39.883 --> 00:12:40.318

368
00:12:40.332 --> 00:12:42.525
เพื่อการปลูกถ่ายไตค่ะ

369
00:12:43.922 --> 00:12:44.288

370
00:12:44.301 --> 00:12:45.193

371
00:12:45.453 --> 00:12:47.079
ขายนะคะจะใช้

372
00:12:47.053 --> 00:12:47.612
เลือด

373
00:12:47.692 --> 00:12:47.937

374
00:12:47.882 --> 00:12:48.127

375
00:12:48.332 --> 00:12:50.044
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด

376
00:12:51.292 --> 00:12:54.057
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

377
00:12:53.971 --> 00:12:55.270
LINE ค่ะ

378
00:12:56.531 --> 00:12:57.790
ที่นี่

379
00:12:57.811 --> 00:12:58.807
เรามาดู

380
00:12:59.361 --> 00:13:01.993
วิธีการง่ายๆก็คือการลด

381
00:13:01.924 --> 00:13:03.572
การรับประทานอาหาร

382
00:13:03.521 --> 00:13:04.738
ค่อนข้างเค็ม

383
00:13:04.733 --> 00:13:05.024

384
00:13:05.442 --> 00:13:05.673

385
00:13:05.633 --> 00:13:09.424
หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีองค์ประกอบของ

386
00:13:09.280 --> 00:13:12.109
ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอในแต่ละวัน

387
00:13:12.101 --> 00:13:12.522

388
00:13:12.491 --> 00:13:13.789
ไม่ควรปัสสาวะ

389
00:13:14.082 --> 00:13:14.474

390
00:13:14.473 --> 00:13:16.743
ถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ

391
00:13:17.041 --> 00:13:17.292

392
00:13:17.491 --> 00:13:18.820
นักเรียนคิดว่า

393
00:13:18.771 --> 00:13:20.955
ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้

394
00:13:21.581 --> 00:13:23.891
มีผลอย่างไรต่อร่างกายคะ

395
00:13:24.604 --> 00:13:24.954

396
00:13:25.243 --> 00:13:28.331
กูให้เวลา 10 วินาทีนะคะเริ่มค่ะ

397
00:13:28.882 --> 00:13:29.243

398
00:13:29.851 --> 00:13:30.926
ดนตรี

399
00:13:34.522 --> 00:13:34.823

400
00:13:38.492 --> 00:13:38.812

401
00:13:38.752 --> 00:13:39.947
เวลาค่ะ

402
00:13:40.173 --> 00:13:42.003
นักเรียนนักตกไหมคะ

403
00:13:43.564 --> 00:13:43.823

404
00:13:43.752 --> 00:13:44.803
รหัส

405
00:13:44.961 --> 00:13:50.807
ไปไม่สามารถทำงานได้นะคะของเสียต่างๆโดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์

406
00:13:50.602 --> 00:13:51.167

407
00:13:51.181 --> 00:13:51.605

408
00:13:51.822 --> 00:13:53.575
น้ำและสัตว์อื่นๆนี่

409
00:13:53.491 --> 00:13:53.739

410
00:13:53.681 --> 00:13:54.649
เตือนความจำ

411
00:13:54.641 --> 00:14:00.371
อาการของร่างกายรวมทั้งไอออนต่างๆเช่นไฮโดรเจนไอออนแอมโมเนียไอออน

412
00:14:00.341 --> 00:14:00.551

413
00:14:00.663 --> 00:14:02.410
สะสมอยู่ในเลือด

414
00:14:02.389 --> 00:14:04.209
อันตรายต่อเซลล์

415
00:14:04.642 --> 00:14:06.556
และยังทำให้ร่างกายเนี่ย

416
00:14:06.690 --> 00:14:12.339
ไม่สามารถรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆได้ส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอ

417
00:14:12.843 --> 00:14:13.094

418
00:14:13.282 --> 00:14:13.849
และ

419
00:14:13.800 --> 00:14:15.768
อาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

420
00:14:16.743 --> 00:14:17.561

421
00:14:17.511 --> 00:14:19.278
มาถึงหัวเขาทักมานะคะ

422
00:14:19.301 --> 00:14:22.555
เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกายค่ะ

423
00:14:22.439 --> 00:14:24.277
หัวข้อที่ 2.3

424
00:14:24.939 --> 00:14:25.320

425
00:14:25.330 --> 00:14:26.373
เพื่อนลองดู

426
00:14:26.351 --> 00:14:26.799

427
00:14:26.732 --> 00:14:27.939
รักนี้นะคะ

428
00:14:28.083 --> 00:14:28.321

429
00:14:28.270 --> 00:14:34.548
รักนี้นะคะเป็นกราฟแสดงการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสที่อุณหภูมิต่างๆกัน

430
00:14:34.421 --> 00:14:34.638

431
00:14:34.870 --> 00:14:35.163

432
00:14:35.131 --> 00:14:37.736
นักเรียนเคยทราบใช่ไหมคะ

433
00:14:37.636 --> 00:14:38.226

434
00:14:38.521 --> 00:14:41.696
ทำงานของเอนไซม์นี้มีปัจจัยต่างๆ

435
00:14:41.789 --> 00:14:42.875
ที่ส่งผล

436
00:14:42.941 --> 00:14:44.796
การทำงานของเอนไซม์

437
00:14:44.859 --> 00:14:47.290
ซึ่งนักเรียนได้ทราบมาแล้วว่า

438
00:14:47.169 --> 00:14:48.531
ค่าโครงการ

439
00:14:48.450 --> 00:14:49.357

440
00:14:49.219 --> 00:14:49.427

441
00:14:50.240 --> 00:14:53.363
หลายปัจจัยต่อมาคืออุณหภูมิค่ะ

442
00:14:53.569 --> 00:14:56.267
จากกราฟนี้นะคะนักเรียนคิดว่า

443
00:14:56.272 --> 00:14:57.346
การเปลี่ยนแปลง

444
00:14:57.549 --> 00:15:01.834
อุณหภูมิมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่อย่างไร

445
00:15:01.770 --> 00:15:02.022

446
00:15:01.959 --> 00:15:03.859
เอนไซม์อะไมเลส

447
00:15:03.759 --> 00:15:04.132

448
00:15:04.094 --> 00:15:06.792
สามารถเร่งปฏิกิริยาในร่างกายมนุษย์

449
00:15:06.709 --> 00:15:08.672
ได้หรือไม่เพราะเหตุใด

450
00:15:10.041 --> 00:15:11.720
นักเรียนลองดูนะคะ

451
00:15:11.969 --> 00:15:12.273

452
00:15:12.539 --> 00:15:12.757

453
00:15:12.919 --> 00:15:13.301

454
00:15:13.248 --> 00:15:16.941
รักนี้นะคะนักเรียนจะเห็นว่าที่จุดสูงสุดนะคะ

455
00:15:16.827 --> 00:15:17.978
อการ

456
00:15:18.168 --> 00:15:18.833
ฝรั่ง

457
00:15:19.457 --> 00:15:19.668

458
00:15:19.588 --> 00:15:19.801

459
00:15:19.778 --> 00:15:22.577
เอนไซม์อะไมเลสเนี่ยอยู่ที่อุณหภูมิ

460
00:15:24.707 --> 00:15:25.103

461
00:15:25.028 --> 00:15:25.259

462
00:15:25.409 --> 00:15:26.846
อุณหภูมิพวกนี้นะคะ

463
00:15:27.017 --> 00:15:32.064
อุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ค่ะดังนั้น estimate ให้นะคะ

464
00:15:32.008 --> 00:15:33.533
ยังจึงสามารถ

465
00:15:33.607 --> 00:15:37.064
ทำงานได้ในอุณหภูมิ 36-37

466
00:15:37.727 --> 00:15:38.860
องศาเซลเซียส

467
00:15:38.867 --> 00:15:39.442

468
00:15:39.766 --> 00:15:41.860
นักเรียนคิดดูนะคะว่า

469
00:15:42.519 --> 00:15:46.567
ถ้าในร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ในร่างกายได้

470
00:15:46.938 --> 00:15:47.877
ต้องการอะไร

471
00:15:48.288 --> 00:15:48.658

472
00:15:49.627 --> 00:15:50.981
เปิดการสร้าง

473
00:15:51.490 --> 00:15:52.564
อุณหภูมิ

474
00:15:52.768 --> 00:15:54.776
ที่ค่าย 1 อยู่ในตลอดเวลา

475
00:15:54.948 --> 00:15:57.542
ทำได้อย่างไรเราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

476
00:15:58.148 --> 00:15:58.374

477
00:15:58.916 --> 00:16:01.153
กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์

478
00:16:02.440 --> 00:16:04.631
อุณหภูมิภายในร่างกายนะคะ

479
00:16:04.747 --> 00:16:08.568
ร่างกายมีสมองส่วนไฮโพทาลามัสซึ่งเป็นส่วนควบ

480
00:16:08.846 --> 00:16:12.956
อบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ

481
00:16:12.946 --> 00:16:16.028
จะไปสั่งการให้เกิดการทำงาน

482
00:16:16.030 --> 00:16:16.305

483
00:16:16.287 --> 00:16:17.610
ของออยวะ

484
00:16:18.077 --> 00:16:19.978
โครงสร้างที่เกี่ยวข้องได้แก่

485
00:16:20.055 --> 00:16:20.364

486
00:16:20.376 --> 00:16:21.901
หลอดเลือดที่ผิวหนัง

487
00:16:21.977 --> 00:16:22.805
หนัง

488
00:16:22.746 --> 00:16:24.436
เส้นขนที่ผิวหนัง

489
00:16:25.567 --> 00:16:25.773

490
00:16:25.767 --> 00:16:26.159

491
00:16:26.016 --> 00:16:27.988
และกล้ามเนื้อโครงร่างค่ะ

492
00:16:28.256 --> 00:16:28.699

493
00:16:28.707 --> 00:16:29.965
เราลองมาดู

494
00:16:30.238 --> 00:16:32.038
กลไกการทำงานกันนะคะ

495
00:16:32.564 --> 00:16:32.916

496
00:16:32.937 --> 00:16:34.891
ไกลกันทำงานแรกนะคะ

497
00:16:34.727 --> 00:16:41.093
ถ้าสิ่งแวดล้อมแรกภายนอกมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือข้างนอกนี่อากาศร้อน

498
00:16:41.968 --> 00:16:43.959
อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้นะคะ

499
00:16:43.886 --> 00:16:45.152
ว่าจะไป

500
00:16:45.106 --> 00:16:45.724
ส่ง

501
00:16:45.746 --> 00:16:48.674
สัญญาณไปที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส

502
00:16:48.697 --> 00:16:53.966
สมองส่วนนี้นะคะก็จะไปทำให้อัตราเมทาบอลิซึมทำให้

503
00:16:54.197 --> 00:16:56.214
ต่ำลงทั้งนั้น

504
00:16:56.186 --> 00:16:57.952
ความร้อนลดลงค่ะ

505
00:16:58.045 --> 00:16:58.833
ครั้ง

506
00:16:58.886 --> 00:16:59.103

507
00:16:59.006 --> 00:16:59.283

508
00:17:00.037 --> 00:17:00.789

509
00:17:01.246 --> 00:17:05.386
ทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่เกิดการขยายตัวและทำให้

510
00:17:05.545 --> 00:17:06.573
มาของเลือด

511
00:17:06.566 --> 00:17:07.387

512
00:17:07.655 --> 00:17:09.060
มาไหล

513
00:17:09.576 --> 00:17:10.718
มะเร็งผิวหนัง

514
00:17:10.665 --> 00:17:11.586
อีกครั้งนึง

515
00:17:11.758 --> 00:17:14.386
สมองส่วนนี้ก็ยังไปทำให้เส้นขนนี่

516
00:17:14.386 --> 00:17:14.823

517
00:17:14.706 --> 00:17:15.948
กางเกงราก

518
00:17:16.046 --> 00:17:16.988
ทำให้

519
00:17:17.455 --> 00:17:19.592
มีการระบายความร้อนออกไปได้ง่าย

520
00:17:20.466 --> 00:17:22.326
แล้วสุดท้ายนะคะเบื่อค่ะ

521
00:17:22.777 --> 00:17:23.921
สมองส่วนนี้

522
00:17:24.124 --> 00:17:25.288
ทำให้สมอง

523
00:17:25.915 --> 00:17:27.448
พี่ต่อมเหงื่อออกนี่

524
00:17:27.445 --> 00:17:28.465
มีการ

525
00:17:28.405 --> 00:17:32.776
การเพิ่มมากขึ้นดังนั้นน่ะที่ออกมานี่นะคะเมื่อมีการระเหย

526
00:17:32.765 --> 00:17:35.753
การพาความร้อนออกไปจากร่างกายด้วยนะคะ

527
00:17:35.780 --> 00:17:36.138

528
00:17:36.225 --> 00:17:39.749
ที่นี้เรามาดูคนไกลของการรักษาดุลยภาพ

529
00:17:39.691 --> 00:17:40.113

530
00:17:40.005 --> 00:17:41.658
ของอุณหภูมิในร่างกาย

531
00:17:42.956 --> 00:17:48.378
อากาศที่หนาวนี้นะคะก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัสให้ไปสั่ง

532
00:17:48.405 --> 00:17:49.539
ทำงาน

533
00:17:49.555 --> 00:17:49.907

534
00:17:50.066 --> 00:17:50.820
สมอง

535
00:17:50.766 --> 00:17:52.807
ให้มีทักษะการทำงานร่วมกัน

536
00:17:52.945 --> 00:17:53.899
อันนี้คือ

537
00:17:54.874 --> 00:17:56.826
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

538
00:17:56.725 --> 00:17:56.959

539
00:17:57.945 --> 00:17:58.191

540
00:17:58.134 --> 00:18:00.046
หลอดเลือดที่ผิวหนังมีการ

541
00:18:00.055 --> 00:18:00.427

542
00:18:00.375 --> 00:18:01.193

543
00:18:01.274 --> 00:18:05.127
ความร้อนจึงไม่สามารถออกไปภายนอกร่างกายได้

544
00:18:05.125 --> 00:18:06.189
แล้วก็

545
00:18:06.405 --> 00:18:08.341
ทำให้เส้นขนนี่นะคะ

546
00:18:08.835 --> 00:18:10.490
นั่งชันหรือ

547
00:18:10.765 --> 00:18:12.940
เดี๋ยวเรียกกันว่าขนลุกนี่ล่ะค่ะ

548
00:18:12.994 --> 00:18:13.242

549
00:18:13.385 --> 00:18:13.640

550
00:18:14.274 --> 00:18:15.091
อีกครั้ง

551
00:18:15.114 --> 00:18:15.510

552
00:18:15.885 --> 00:18:17.811
ไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่นะคะ

553
00:18:17.993 --> 00:18:18.504
รถ

554
00:18:18.565 --> 00:18:20.514
การสร้างเหงื่อออกมา

555
00:18:20.495 --> 00:18:20.771

556
00:18:20.754 --> 00:18:21.885
ท้าย

557
00:18:22.227 --> 00:18:23.377
ข้างนอก

558
00:18:23.374 --> 00:18:24.202
มีอากาศ

559
00:18:24.274 --> 00:18:25.367
หนาวมากนี่

560
00:18:25.934 --> 00:18:30.056
ว่าจะทำให้บริเวณแขนขามีอาการสั่น

561
00:18:29.974 --> 00:18:31.504
ซึ่งการสั่งนี้นะครับ

562
00:18:31.516 --> 00:18:33.185
การทำงานของ

563
00:18:33.626 --> 00:18:35.411
โครงสร้างเนื้อโครงร่าง

564
00:18:35.353 --> 00:18:35.666

565
00:18:35.744 --> 00:18:37.761
ซึ่งทำให้การทำงาน

566
00:18:39.003 --> 00:18:40.849
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

567
00:18:40.795 --> 00:18:41.072

568
00:18:41.054 --> 00:18:41.351

569
00:18:41.373 --> 00:18:43.283
ดังนั้นกระบวนการต่างๆนะคะ

570
00:18:43.353 --> 00:18:45.040
ทำให้ร่างกายนี่

571
00:18:44.964 --> 00:18:48.820
มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลหรือ

572
00:18:48.743 --> 00:18:51.560
เข้าสู่ดุลยภาพตามเดิมอีกครั้งค่ะ

573
00:18:51.693 --> 00:18:52.080

574
00:18:51.954 --> 00:18:54.461
เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ

575
00:18:54.515 --> 00:18:54.793

576
00:18:54.894 --> 00:18:57.789
เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร

577
00:18:58.923 --> 00:18:59.189

578
00:18:59.243 --> 00:19:03.598
การที่ร่างกายสั่นช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างไร

579
00:19:04.184 --> 00:19:04.795

580
00:19:04.754 --> 00:19:08.480
เพราะเหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนักจะมีอาการหน้าแดง

581
00:19:08.473 --> 00:19:09.777
ออกไม่ได้

582
00:19:09.374 --> 00:19:11.896
ขึ้นหายใจแรงและถี่ขึ้น

583
00:19:12.124 --> 00:19:12.376

584
00:19:12.704 --> 00:19:15.371
กูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ

585
00:19:15.265 --> 00:19:16.040
เรื่องค่ะ

586
00:19:16.934 --> 00:19:18.010
ดนตรี

587
00:19:27.954 --> 00:19:28.486

588
00:19:28.523 --> 00:19:29.722
เวลาค่ะ

589
00:19:30.193 --> 00:19:32.015
เราลองมาดูคำตอบกันนะคะ

590
00:19:32.047 --> 00:19:32.541

591
00:19:32.633 --> 00:19:34.062
รักนะคะ

592
00:19:34.034 --> 00:19:36.695
เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร

593
00:19:36.722 --> 00:19:37.002

594
00:19:36.922 --> 00:19:40.795
การที่ผิวหนังขับเหงื่อออกมานะคะจะทำให้เกิดการระเหยขึ้น

595
00:19:40.834 --> 00:19:47.034
ระบายความร้อนที่บริเวณผิวหนังออกไปด้วยร่างกายขับเหงื่อออกมามากเท่าใด

596
00:19:46.973 --> 00:19:50.435
ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายลงมาได้

597
00:19:50.504 --> 00:19:57.286
รักขึ้นแต่ทางนี้นะคะก็ขึ้นอยู่กับความชื้นอากาศในขณะนั้นด้วยเพราะว่าอากาศชื้นมาก

598
00:19:57.163 --> 00:20:01.755
เลือดของคนเราก็จะระเหยออกไปได้น้อยแต่ถ้าอากาศมีความชื้นน้อย

599
00:20:01.643 --> 00:20:03.779
แล้วก็จะระเหยออกไปได้มากค่ะ

600
00:20:04.912 --> 00:20:05.155

601
00:20:05.103 --> 00:20:05.864
2

602
00:20:05.812 --> 00:20:07.161
การที่ร่างกายสั่น

603
00:20:07.092 --> 00:20:07.322

604
00:20:07.283 --> 00:20:08.135
เป็นการ

605
00:20:08.183 --> 00:20:13.848
ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายโดยการสัตว์นี่เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างนะคะ

606
00:20:13.952 --> 00:20:16.789
ซึ่งจัดสรรที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้น

607
00:20:16.703 --> 00:20:16.979

608
00:20:16.834 --> 00:20:18.203
อากาศวันนี้

609
00:20:18.112 --> 00:20:18.401

610
00:20:18.563 --> 00:20:22.209
จะพบได้บ่อยเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆนะคะ

611
00:20:22.473 --> 00:20:22.697

612
00:20:22.792 --> 00:20:24.082
สุดท้ายนะคะ

613
00:20:24.712 --> 00:20:26.869
ในเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก

614
00:20:26.883 --> 00:20:29.318
มีอาการหน้าแดงเหงื่อออกมาก

615
00:20:29.252 --> 00:20:30.474
หายใจแรง

616
00:20:30.482 --> 00:20:30.774

617
00:20:30.733 --> 00:20:31.882
และถี่ขึ้น

618
00:20:32.272 --> 00:20:32.840
ค่ะ

619
00:20:32.972 --> 00:20:33.374

620
00:20:33.293 --> 00:20:35.138
ออกกำลังกายอย่างหนักใช่ไหมคะ

621
00:20:35.151 --> 00:20:35.424

622
00:20:35.401 --> 00:20:37.065
ในร่างกายของเรานี่

623
00:20:37.002 --> 00:20:38.987
ต้องใช้พลังงานอย่างมาก

624
00:20:38.872 --> 00:20:41.659
จึงเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมมากขึ้น

625
00:20:42.201 --> 00:20:46.561
ทำให้เกิดความร้อนในร่างกายมากกว่าปกติศูนย์ควบคุม

626
00:20:46.561 --> 00:20:47.395
อุณหภูมิ

627
00:20:48.034 --> 00:20:48.860
สมร

628
00:20:48.868 --> 00:20:52.095
ส่วนไฮโพทาลามัสจะส่งสัญญาณไปกระตุ้น

629
00:20:52.062 --> 00:20:54.261
ให้หลอดเลือดที่ผิวหนังเปลี่ยนตัว

630
00:20:54.364 --> 00:20:55.155
หลอดเลือด

631
00:20:55.721 --> 00:20:58.529
เวียนได้เร็วขึ้นทำให้มีอาการหน้าแดง

632
00:20:58.533 --> 00:20:59.026

633
00:20:59.233 --> 00:21:00.001
เดียวกัน

634
00:21:00.072 --> 00:21:02.577
เหมือนมีอาการขับเหงื่อเพิ่มขึ้น

635
00:21:02.441 --> 00:21:02.707

636
00:21:02.632 --> 00:21:03.486
ช่วย

637
00:21:03.533 --> 00:21:04.621
ความร้อน

638
00:21:04.625 --> 00:21:04.898

639
00:21:05.201 --> 00:21:05.658
และ

640
00:21:05.832 --> 00:21:11.337
กระบวนการเมแทบอลิซึมด้วยนะคะเพื่อจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพิ่มมากขึ้นจะได้ไหมคะ

641
00:21:11.151 --> 00:21:15.995
เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ความเข้มข้นของ

642
00:21:15.961 --> 00:21:16.379

643
00:21:16.923 --> 00:21:18.186
เจนนี่

644
00:21:18.132 --> 00:21:20.657
เพิ่มขึ้นดังนั้นร่างกาย

645
00:21:20.705 --> 00:21:21.982
ต้องขับ Grab

646
00:21:21.914 --> 00:21:22.165

647
00:21:22.752 --> 00:21:29.419
โดยการหายใจที่แรงและถี่ขึ้นเพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุดนั่นเองค่ะ

648
00:21:29.352 --> 00:21:30.960
เรียนตอบถูกไหมคะ

649
00:21:32.422 --> 00:21:32.758

650
00:21:33.442 --> 00:21:36.578
มาถึงสรุปเนื้อหาภายในบทเรียนภายในหัวข้อ

651
00:21:36.522 --> 00:21:36.796

652
00:21:36.712 --> 00:21:40.483
2.2 การรักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือด

653
00:21:40.552 --> 00:21:46.011
ความเป็นกรดเบสของเลือดขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไอออนทางรักษาดุลยภาพ

654
00:21:46.001 --> 00:21:47.679
ของกฎ

655
00:21:47.672 --> 00:21:48.338
เลือด

656
00:21:48.310 --> 00:21:48.529

657
00:21:48.560 --> 00:21:49.953
กลไกคือ

658
00:21:50.041 --> 00:21:50.850
1

659
00:21:50.992 --> 00:21:52.402
การทำงานของปอด

660
00:21:52.671 --> 00:21:53.115

661
00:21:52.861 --> 00:21:53.081

662
00:21:52.990 --> 00:21:55.415
ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

663
00:21:55.425 --> 00:21:57.260
ในเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

664
00:21:57.401 --> 00:21:57.658

665
00:21:58.040 --> 00:22:00.037
เลือดมีภาวะเป็นกรด

666
00:22:00.031 --> 00:22:00.232

667
00:22:00.232 --> 00:22:03.444
สมองส่วนควบคุมการหายใจจะต่างกัน

668
00:22:03.621 --> 00:22:08.363
ให้ร่างกายเพิ่มอัตราการหายใจแต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจน

669
00:22:08.432 --> 00:22:09.251
ลดลง

670
00:22:09.771 --> 00:22:11.617
หรือเลือดมีภาวะเป็นเบส

671
00:22:11.882 --> 00:22:12.246

672
00:22:12.390 --> 00:22:14.247
สมองส่วนควบคุมการหายใจ

673
00:22:14.381 --> 00:22:16.773
ทำให้ร่างกายการหายใจ

674
00:22:16.950 --> 00:22:18.612
ลดอัตราการหายใจ

675
00:22:18.741 --> 00:22:20.393
กลไกที่ 2 นะคะ

676
00:22:20.340 --> 00:22:21.675
ทำงานของไตค่ะ

677
00:22:22.832 --> 00:22:25.546
ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

678
00:22:26.113 --> 00:22:28.483
เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติหรือ

679
00:22:28.411 --> 00:22:30.037
เลือดมีภาวะเป็นกรด

680
00:22:30.011 --> 00:22:33.102
ท่อหน่วยไตตาราง Iron

681
00:22:33.220 --> 00:22:34.053

682
00:22:34.182 --> 00:22:35.525
ไอออน

683
00:22:36.421 --> 00:22:40.014
ของเหลวได้เท่าไหร่ตายและขับออกมาพร้อมปัสสาวะ

684
00:22:39.941 --> 00:22:42.286
ขณะเดียวกันก็ยังมีกัน

685
00:22:42.641 --> 00:22:43.025

686
00:22:44.041 --> 00:22:46.426
serotonin เข้าสู่หลอดเลือด

687
00:22:46.732 --> 00:22:47.011

688
00:22:46.921 --> 00:22:47.717

689
00:22:47.692 --> 00:22:49.870
แต่ก็ลดลงกว่าปกติ

690
00:22:49.875 --> 00:22:50.521

691
00:22:50.520 --> 00:22:51.762
เลือดมีภาวะเป็นเบส

692
00:22:51.921 --> 00:22:53.491
เมื่อไหร่ตาย

693
00:22:53.460 --> 00:22:55.705
ถ้าหลังไฮโดรเจนไอออน

694
00:22:55.641 --> 00:23:01.129
หลังคาเป็นเส้นคาร์บอเนตไอออนเข้าสู่ของเหลวในท่อหน่วยไตและ

695
00:23:01.020 --> 00:23:01.314

696
00:23:01.150 --> 00:23:02.463
พร้อมปัสสาวะ

697
00:23:03.520 --> 00:23:06.351
กับหนูนาหาภายในบทเรียนที่ 2

698
00:23:06.150 --> 00:23:09.631
3 เรื่องการรักษาดุลยภาพอุณหภูมิ

699
00:23:09.601 --> 00:23:12.465
ภายในร่างกายการรักษาอุณหภูมิ

700
00:23:13.571 --> 00:23:16.369
ภายในร่างกายนี่เป็นการรักษา

701
00:23:16.331 --> 00:23:18.886
ผิวหนังและเส้นขนที่ผิวหนัง

702
00:23:18.950 --> 00:23:26.890
และกล้ามเนื้อโครงร่างโดยมีส่วนสมองส่วนไฮโพทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ในภาวะต่างๆดังนี้

703
00:23:26.769 --> 00:23:27.225

704
00:23:27.150 --> 00:23:28.824
เมื่ออุณหภูมิร่างกาย

705
00:23:29.330 --> 00:23:33.294
เราสูงขึ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัสจะไปโอนให้

706
00:23:33.241 --> 00:23:34.216
กำลังกาย

707
00:23:35.031 --> 00:23:35.983
ลดอัตรา

708
00:23:36.760 --> 00:23:38.134
ซึมลง

709
00:23:38.362 --> 00:23:38.776

710
00:23:38.880 --> 00:23:39.837
อัตรา

711
00:23:40.800 --> 00:23:41.819
ต่อมเหงื่อ

712
00:23:41.890 --> 00:23:44.501
เพิ่มการสร้างเหงื่อเล่น x n ราก

713
00:23:44.770 --> 00:23:46.630
เพิ่มการระบายความร้อน

714
00:23:46.749 --> 00:23:47.004

715
00:23:48.170 --> 00:23:51.105
แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ

716
00:23:51.050 --> 00:23:51.803

717
00:23:52.199 --> 00:23:53.340
ไฮโพทาลามัส

718
00:23:53.420 --> 00:23:54.913
สั่งให้ร่างกาย

719
00:23:54.889 --> 00:23:56.672
อัตราเมแทบอลิซึม

720
00:23:56.819 --> 00:23:58.746
รถที่บริเวณผิวหนัง

721
00:23:58.870 --> 00:23:59.095

722
00:24:00.789 --> 00:24:02.966
เลือดที่บริเวณผิวหนังได้คะ

723
00:24:03.679 --> 00:24:05.189
ถ้าเหงื่อออกมา

724
00:24:05.208 --> 00:24:06.388
ถ้าบริเวณ

725
00:24:06.680 --> 00:24:07.263

726
00:24:07.189 --> 00:24:08.188
ผิวหนัง

727
00:24:09.309 --> 00:24:10.964
เนื่องจากตอนนี้เป็นการ

728
00:24:10.972 --> 00:24:12.113
ทำงาน

729
00:24:12.189 --> 00:24:13.842
กล้ามเนื้อโครงร่าง

730
00:24:14.951 --> 00:24:15.251

731
00:24:15.649 --> 00:24:15.886

732
00:24:15.781 --> 00:24:20.843
ทำให้ร่างกายสูงขึ้นความร้อนในร่างกาย

733
00:24:20.970 --> 00:24:22.758
ร่างกายจึงกลับเข้าสู่

734
00:24:23.470 --> 00:24:25.260
ภาวะสมดุลอีกครั้งค่ะ

735
00:24:25.710 --> 00:24:25.975

736
00:24:25.858 --> 00:24:26.417
สำหรับ

737
00:24:26.539 --> 00:24:28.157
ต่อไปนะคะก็จะเป็น

738
00:24:28.340 --> 00:24:31.306
ข้อที่ 2.4 เรื่องระบบคุ้มกัน

739
00:24:31.410 --> 00:24:31.779

740
00:24:31.799 --> 00:24:33.650
ตอนนี้ครูปราณี

741
00:24:34.160 --> 00:24:35.508
ขอไปก่อนนะคะ

742
00:24:35.439 --> 00:24:36.721
สวัสดีค่ะ

743
00:24:37.820 --> 00:24:39.109
เสียงดนตรี

744
00:24:53.320 --> 00:24:53.568

745
00:24:53.962 --> 00:24:54.278

746
00:24:54.540 --> 00:24:54.969

747
00:24:54.921 --> 00:24:55.196

748
00:24:55.181 --> 00:24:55.417

749
00:24:55.630 --> 00:24:55.894

750
00:24:56.140 --> 00:24:56.460

751
00:24:56.390 --> 00:24:56.780

752
00:24:57.107 --> 00:24:57.735

753
00:24:57.870 --> 00:24:58.230

754
00:24:58.510 --> 00:24:58.960

755
00:25:00.561 --> 00:25:00.776

756
00:25:00.821 --> 00:25:01.070

757
00:25:01.081 --> 00:25:01.570

758
00:25:05.301 --> 00:25:05.651

759
00:25:07.092 --> 00:25:07.333

760
00:25:09.281 --> 00:25:09.535

761
00:25:09.470 --> 00:25:09.750

762
00:25:10.301 --> 00:25:10.512

763
00:25:12.031 --> 00:25:12.308

764
00:25:18.881 --> 00:25:19.168

765
00:25:20.550 --> 00:25:20.773

766
00:25:22.022 --> 00:25:22.435

767
00:25:23.241 --> 00:25:23.518

768
00:25:24.190 --> 00:25:24.420

769
00:25:25.030 --> 00:25:25.456

770
00:25:25.231 --> 00:25:25.451


