สวัสดีค่ะนักเรียน วันนี้เราจะมาเรียนกันในตอนปัจจัยบางประการ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ตอน 3 สอนโดย ครูสุนัดดา ค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายในนะคะ ปัจจัยภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนี้นะคะ ก็คือเอทิลีน แล้วก็กรดแอบไซซิกค่ะ ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชอีก 2 ชนิด ที่เรายังไม่ได้เรียนกันในคลิปที่แล้วนะคะ จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ ก็คือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เพื่อนำมาใช้ในการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืช และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ นี่คือผลอะโวคาโดค่ะ ที่ครูซื้อมานี้นะคะ ยังไม่สุกนะคะ ที่ขายให้ครูค่ะ แนะนำว่าให้นำผลอะโวคาโดใส่ในกล่องกระดาษ หรือว่าถุงกระดาษนะคะ หลังจากนั้น ก็ให้ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือว่าใส่แอปเปิลลงไปค่ะ จะทำให้อะโวคาโดสุกเร็วขึ้น นี่เรียกว่า "การบ่มผลไม้" นะคะ นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่าคะ และทำไมการบ่มผลไม้ จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกันเลยค่ะ เอทิลีน เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืช ที่มีสถานะเป็นแก๊ส มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด นอกจากนี้แล้วยังมีผลต่อพืชในด้านอื่น ๆ อีก เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด กระตุ้นการร่วงของใบ เอทิลีนกับการสุกของผลไม้ ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญเต็มที่ จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น แล้วส่งผลให้ เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์ มีการเปลี่ยนสีของผล จากสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นมะม่วงสุกก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบจะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นน้ำตาลนะคะ ทำให้มีรสชาติหวานขึ้น ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ รวมทั้งอาจจะเกิดการสร้างกลิ่น ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมาแล้ว ตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่นค่ะ แต่เมื่อทิ้งเอาไว้จนทุเรียนสุก ก็จะมีกลิ่นมานะคะ ซึ่งทำให้เรารู้ว่าทุเรียนนั้นสุก และพร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ เอทิลีนกับการนำไปใช้ กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วงแต่ละผลในช่อเดียวกัน ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้น เป็นมะม่วงที่สุกเท่า ๆ กัน นั่นก็เพราะว่าเกษตรกร สามารถทำให้มะม่วงสุก พร้อมกันเป็นจำนวนมากได้ เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอ กับความต้องการของผู้บริโภค จากสมบัติของเอทิลีน ที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ จึงมีการใช้เอทิฟอน ซึ่งให้แก๊สเอทิลีนหรือใช้ถ่านแก๊ส แคลเซียมคาร์ไบด์ ที่ให้แก๊สอะเซทิลีน ซึ่งแก๊สนี้มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ สามารถใช้ควบคุมการสุกของผลไม้ ในเชิงพาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ เป็นกล้วยและมะม่วง ที่ไม่บ่มและที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์ ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ จะเห็นว่าทั้งกล้วย แล้วก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่ แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่ะ ช่วงชวนคิด ครูมีคำถามมาชวนให้นักเรียนคิดหนึ่งคำถามนะคะ นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิด สามารถนำมาบ่มให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนน่าจะเคยทานผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง ที่เราสามารถเก็บมาจากต้น แล้วก็ทานได้ทันที กับอีกแบบหนึ่ง ก็คือเมื่อเก็บมาแล้ว จะต้องนำมาบ่มให้สุก ถึงจะรับประทานได้ค่ะ ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ในกลุ่ม ที่มีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้นก่อนสุก จากกราฟนี้นะคะ จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ ก็จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง ทุเรียน มะเขือเทศ มะละกอ ขนุน มังคุด แอปเปิ้ลและฝรั่งค่ะ แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย จึงไม่สามารถทำให้สุกได้ด้วยการบ่ม ต้องรอให้สุกบนต้น แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ อย่างเช่น ส้ม ชมพู่ เงาะ ลิ้นจี่และลำไยค่ะ กรดแอบไซซิก กรดแอคไซซิสเป็นฮอร์โมนพืช ที่มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมค่ะ จำได้ไหมว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอก จะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดจึงจะสามารถงอกได้ การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันค่ะ จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ แล้วหลังจากนั้นเมล็ดถั่วงอกก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ จึงมีผลต่อการงอกของเมล็ด นักเรียนรู้จักถั่วทั้ง 3 ชนิดที่เห็นในรูปนี้ไหมค่ะ รูปร่างนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้คือถั่วแดงค่ะ ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่าถั่วต่าง ๆ นี้ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง แล้วก็มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ ขณะที่เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่ เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์ ของเมล็ดลดลงอย่างมาก ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ ภายในเมล็ดเกิดขึ้นน้อยมาก อัตราการหายใจต่ำลง ในภาวะดังกล่าวพบว่า ภายในเมล็ด มีปริมาณกรดแอบไซซิกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกรดแอบไซซิกนี้ ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้ แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์น้อยมาก เมล็ดจะไม่งอก เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด" การแช่เมล็ดช่วยให้เปลือกเมล็ดอ่อนนุ่มลง น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในเมล็ดผ่านรูเล็ก ๆ นะคะ ก็คือตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ เมื่อเมล็ดได้รับน้ำเมล็ดจะพองขึ้น และมีแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก ทำให้ได้รับน้ำมากขึ้นค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมล็ด ซึ่งในขณะนั้น กรดแอบไซซิกจะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนพืชชนิดอื่น ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอก และพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้ ความรู้เพิ่มเติม โกงกางเป็นพืชที่ขึ้นในป่าชายเลน นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยว ป่าชายเลนกันมาบ้างนะคะ เคยสังเกตไหมคะ ว่าดินในป่าชายเลนเป็นแบบไหน สภาพดินในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ และมีน้ำท่วม เมล็ดโกงกางไม่มีการพักตัว มีระดับกรดแอบไซซิกต่ำสามารถงอกรากบนต้นได้ เมื่อเมล็ดโกงกางหลุดออกจากต้น จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด ในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าชายเลนค่ะ กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้ สำหรับสารสังเคราะห์ ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนั้นนะคะ สามารถนำไปใช้ช่วยชะลอการเหี่ยวเฉา ของพืชและไม้ดอกในขณะขนส่งได้ค่ะ โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมกันนะคะ เพราะว่ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ค่ะ จากรูปนี้นะคะ เป็นการใช้สารสังเคราะห์ ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก ในการชะลอการเหี่ยวเฉา ของไม้กระถางในกลุ่มเบญจมาศ ในขณะขนส่งค่ะ จะเห็นว่าถ้าไม่มีการรดน้ำนะคะ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ ถ้ามีการรดน้ำ ดอกไม้ก็จะยังสดชื่นอยู่นะคะ แต่ว่าถ้าไม่มีการรดน้ำ แล้วก็มีการใช้สาร ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้ ก็จะมีการเหี่ยวเป็นบางส่วนนะคะ แต่ว่าส่วนมากแล้ว ก็จะยังคงปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภายนอก แล้วก็ปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ ปัจจัยภายนอก เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิและสิ่งสัมผัส นับเป็นสิ่งเร้า ที่มีผลกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ฮอร์โมนพืชเหล่านี้ ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้น ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน จึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และมนุษย์ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาทางการเกษตร ครูมีคำถามตรวจสอบความเข้าใจ ของนักเรียนหนึ่งคำถามนะคะ นั่นก็คือสารควบคุม การเจริญเติบโตของพืชคืออะไร และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร ครูมีเวลาให้ คิด 10 วินาทีค่ะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช คือสารที่มีบทบาท ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่พืชสร้างขึ้นเอง และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊สนะคะ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น การสุกของผลไม้บางชนิด นอกจากนี้แล้วยังควบคุมการงอกของเมล็ด และกระตุ้นการร่วงของใบด้วยค่ะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ นิยมนำมาใช้ควบคุมการสุก ของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ค่ะ กรดแอบไซซิกมีบทบาทสำคัญ ในการยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาทเกี่ยวกับการตอบสนอง ต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำนะคะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ นิยมนำมาใช้ชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช และไม้ดอกขณะขนส่ง ทำให้พืชหรี่หรือว่าปิดรูปากใบ เพื่อลดการสูญเสียน้ำค่ะ สำหรับคลิปนี้ ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในคลิปถัดไป สวัสดีค่ะ