Accuracy : 72.49%
Insertion : 718
Deletion : 4559
Substitution : 347
Correction : 15536
Reference tokens : 20442
Hypothesis tokens : 16601

[เสียงดนตรี]([เสียงดนตรี](คุณครูธีรพัฒน์)สวัสดีครับนักเรียนวันนี้ก็มาพบกับผมคุณครูธีรพัฒน์อีกครั้งนะครับในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกันตอนที่2นะครับในเรื่องนี้นี่นะครับจะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับในหัวข้อที่2.4เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับแล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่2.4.2กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับจุดประสงค-์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับเมื่อเรียนจบแล้วนี่คุณครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบายแล้วก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้นห-ือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้ครับก่อนที่เราจะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกัไปแล้วแหละในคลิป...ระบบภูมิคุ้มกันตอนที่1นะครับเดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ-่านแล้วก็สื่อสารกันดู-่(จ)กนั้จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับพร้อมสำหรับคำถามกันหรือยังเดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับคำถามแรกก็คือกลไกการต่อต-้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่คืออะไรนะครับอันนี้เป็นคำถามแรกนะคำถามที่2ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่มีกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้วเหตุใดจึงยังต้องกา(มี)กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะอีกกลไกหนึ่งด้วยนะครับอันนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ให้นักเรียนลองช่วกัคิดดูนะถ้าน(ย)-ักเรียนคิดคำตอบไม่ได้นะครับเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับคือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจ-ำเพาะนะครับโดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ท(ม)-ีอยู-่ด้ส(ว)-ำค(ก)-ัญ(น)มี2อันกข้อ(-็)คืออันแรกก็คือจะเป็นการต่อต้านหรือการทำลายสิ่แปลกปลอน(ม)ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราเ(แ)-้ย(ว)นะครับอันที่2ก็คือกลไกนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซ-ุ่(ล์)เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์นะครและ(-ั)นักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับถ้าลืมไปแล้วเดี๋ยวเราลองมาทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่ค-ุณครูเคยให้ไว-้แล-้นะครับจุดเน้นก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่จะเก(ป)-็นเซลลคือ(-์)เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลายสิ่งอ(ป)ติบ(กปล)ด(ม)-ีได้อย่างจำเพาะนะครับแล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วยนะครับซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับเดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์นี่จะแบ่งไดะ(-้)เป็น2ชนิดด้วยกันชนคร-ั(-ิ)ดแรบ(ก)ชนิดแรกเรียกว่า"เซลล์บีB(")หรือBlymphocyteนะครับชนิดที่2นี่เรียกว่า"เซลล์ที"หรือTlymphocyteนะครับแล-้(ะ)เจ้าเซลล์B(-ี)และเซลล์T(-ี)นี่จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนและ-ั(-็)แอนติบอดีนะครับมีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก2คำแล้วนะคือคำว่า"แอนติเจน"กับ"แอติบอดี"นักเรียนพอจะรู้จัก2คำนี้ไหมครับถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จักกับ2คำนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับเดี๋ยวเราลองดูรูปที่คุณครูให้อ(า)พิจารณากั-ี้นะครับนักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับว่าแอนติบอดีกับแอนติเจนนี่มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับนักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะซึ่งจากรูปนี่จะเห็นว่าตัโดย(ว)แอนติบอด-ีน-ี-่ครับมันสามารถจ-ับก-ับแอนติเจนได้นะครับและก็มีบริเวณที่สามารถจับกับแอนติเนอยู-ั(-่)ริเวณปได้(ลาย)ของแอนติบอดีนะครับการจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอด-ีน-ี-่จะเป็นการจับกันแบบจำเพาะนครับเรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่าแอนติเจนนี่เป็นโมเลาร(-ุล)ทำงานของสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆนะครับอาจจะเป็นพวกไวรัสเชื้อโรคเช่นไว-ัสแบทีเรียหรือส่วนประกอบของเชื้อฌ(โ)รคนะครับ-ือ(ม)ป็น(-ั้ง)ารพ-ิ-่(ษ)ต่างๆที่เชื้อโรคสร้างขึ้นหรืาจจะเป็นสารพิษที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของเราเมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับให้เกิดกลไกการต่อต้านสิ่งหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจที-่(-ำ)-ิ่ง(พาะ)ขึ้ะครับซึ่งกลไารต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่จะเกิดจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดีออกมานะครับและแอนติบอดีเองนี่ก็สาอ(ม)รถทีจ(-่)จะไปจับ(ด)กับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับจากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ค-ุณครูก็มีคำามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับก่อนที่จะให้นักเรียนเข้าไปเรียนในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับคำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอด-ีน-ี-่เกี่ยวข้องกับเซลล์บีเซลล์ทแล-้(ะ)เซลล์T(-ี)อย่างไรนะครับคำถามต่อมาก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อจับกับแอนติเจนเ(แ)-ื(ะ)-่อนำไปทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับหน้าที่ของแอนติบอดีม-ีหน้าท-ี-่ดียวพ(ค)-ื-่อจ-ับก-ับแอนติเจนนะครับเหตุใดจึงสร้างออกมาแล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับนักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับเราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอกแต่ว่าเดี๋ยวเราจะเรียนต่อไปแล้วนักเร-ียา(น)จะเข้าใจมากยิ่-่ขึ้นนะครับเราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจ-ี่เข้ามาภในเนื้อเยื-้(-่)ผ่านในร่างกายของเราแล้วนี่จะเกมี(-ิด)การกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์เม็ดเลืดอย่างไรบ้างนะครับอันแรกเลยคือทั้งเซลล์B(-ี)และเซลล์ทีนีT(-่)จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนครับเซลล์บีนีB(-่)จะถูกกระตุ้ะครับให้มีการแบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะคร-ับเรียกว่า"เซลล์พลา-ับเ(ส)-็น(า")เซลล์พลาสมานี่ก็จะมีบทบาทสำคัญแล้วเพราะ-่าจะเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจ-ับก-ับแอนติเจนแล-้วก็นำไะ(ป)ทำลายต่อไปนะครับในขณะเดียวกันนะครับเซลล์แอนติเจนที่เข้ามาในเ-ื้อเยื่อร่างกายเราได้แล้วนี่ก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครัT(บ)ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกัะครับโดยเซลล์ทีที-่กระตุ้-ี่จะมีหลักๆอยู่ด้วยกัน2อันก็คือเซลล์ทีที่ทล(-ำ)-ักๆ(าย)เซลล์แปลกปลอมนT(ะ)ครับหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับหรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า"cytotoxicTcell"นะครับและอีกชนิดหนึ่งก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับหรือhelperTcellนะครับซึ่งเจ้หรือ(า)hweC(-ัวc)ytotoxicTC(c)ellนี่ก็จะทำหน้าที-่ตามชื-่อของมัใ(น)ะครับส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ก็จะมีบทบาทสำคัญในกไป(าร)กระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่างๆนะครับซึ่งจะมีเป็นตับ(ว)-ี่มีห(บ)น้าท-ี่สำคัญมากในระภูมิคุ้มกัท(น)ของเรานะครับนอกจากนี้นี่เซลล์B(-ี)และเซลล์T(-ี)บางส่วนน-ีะ(-่)ครับก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ม(ร)-ียกว่า"เซลล์ความจำ"นะครับหรือmemorมจ-ำ(y)cellนะครับซึ่งmemorเ(y)cellนี่จะมมโมรีเซลล์มีค(ก)รจดจำที่ส(จ)-ำค(พ)-ัญ(ะ)ต่อแอนติเจนนั้นๆนะครับทำไมจะ(-ึง)ต้องมีการจดจำนะครับก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่นะครับจะเป็นตัวที่ตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับแล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับสร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันครับจากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับเดี๋ยวเราลองมาก(ส)-็จะ(-ุป)เป็นรูปภาพกันเพื่อจะอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับสิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจ-ี่เข้ามาในเ-ื้อเยื่อของร่างกายเราแล้วนี่นะครับก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์B(-ี)เซลล์ทีผู้ช่วยแล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์ไ(แ)ปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชืระต(-้)อไวร-ันะครับกระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นเซลล์B(-ี)-ีะ(-่)ครับจะเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเปว(-็)นเซลล์พลาสมานะครับแล้วซ(-็)ลล์ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับเซลล์พลาสมานี่จะทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมาแอนติบอดีนี่จะไปจับกับแอนติเจะครับซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเ-ื่อกี้ที่เข้ามาในเนื้อเยื่อของร่างกายเรนะครับแล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับโดยเซลล์กลุ่มcโดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับในขณะที่เซลล์T(-ี)ผู้ช่วยนี่ก็จะกระตุ้นให้เกิน(ด)การเก(พ)-ิ-่ด(ม)จำนวนหรืเปล-ี-่ยนไปเป็ก(น)-้(-ั)เซลล์ทีผู้ช่วยเองในปริมาณ-ี่มากขึ้นนะครับแล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ความจำนะครับโดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ครับก็จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์B(-ี)อื่นๆนะครับหรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรืT(อ)เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่ให้เกิดการทำงานใ(แ)ล้วก็แบ่งเซลล์แล้ว-็เพิ่มจำนวนต่อไปนะครับในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายเซ-ิ่ง(ลล์)แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัก็จะลายเป็นเซลล์ความจำหร-ือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิมก็ค-ือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลส่วน(ล์)ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับก็จะทำหน้าที่ในส่วนของเขาก็พ(ค)-ื-่อเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอมหร-ือเซลล์ที่ติดเช-ื-้อไวรัสอยู่นั่นเงนะครับอันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์T(-ี)ที่ทำลายเซลล์แปลกปล...(อม)นะครับรูปนี้นะครับจะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไา(ห)-ือต่อ-ำล(ต้)ย(น)สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ก็เ-ื่องจากว่าเค(ซ)-ับ(ล์)ลิมโฟไซต์นี่นะครับไม่ว่าจะเป็นเซลล์บีเซลล์ทีผู้ช่วยหรือเซลล์ทีที่ทำลาเซลล์แปลกปลอมนี่ครับสามารถก(จ)-ับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเรานี่ได้อย่างจำเพาะนะครับและเซลล์บีที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่ก็ยังสามารถที่จะสร้างแล-้วกะ(-็)หลั่งแอนติบอดีที่สามารถจับก-ับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะด้วยเ-ุ(ช)-่ม(น)กันครับจึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับจากที่เรียนมาทั้งหมดนี่เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับโดา(ย)ตรวจสอบค(จ)ม(ก)เข้าคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่สามารถทำงานได้จะมีผลต่ออย่างไรต่อร่างกายนะครับนักเรียนลองไปคิดดูนะแล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับหลังจากที่เราได้ทำการตรวจสอบทำความเข้าใจกันมาแล้วนะครับครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับแล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้นักเรียนลองมาช่วยกันคิดนะครับปัจจุบข้อความก็คือหลักๆก็คือปัจจุบันนี่โรคมลก(-ัน)พัฒนาไปมากขึ้ะครับการคมนาคมขนส่งต่างๆก็สะดวกมาขึ้นทำให้บางครั้งนี่เราสามารถพบโรคที่เคยอ-ูบ(-่)ในเฉพาะบางประเทศนี-่แพร-่ระบาดไป-ัง(-ู่)ประเทศต่างๆนะครับอย่างตัวอย่างเช่นโรคเมอร์สนะครับหรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครไดยังไม-่(-้)มีกา-ับเชื้อเหล่านี้มาก่อครับอย่างเช่นCOVID-19ที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับทุกคนนี่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคช(ห)ล่-ื้อ(า)ตัวนี-้ได-้แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นที่อาจจะเกิดอันตรายจา-ับโรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติก็อย่างเช่นเด็กเล็กผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับคำถามที่ครูจะให้ลองช่วยกันคิดก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างนะครับลอา(ง)ช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับเรามาดูคำตอบกันคำตอบก็คือแน่นอนเราจะต้องทำการศึกษาข้อมูลแล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆเหล่านี-้นะครั-่(บ)เพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะรับแต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ก็อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะนครับการกินร้อนการล้างมือบ่อยๆการใส่หน้ากากอนามัยนะครับรวมทั้งการทำSociailDistancingที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี-้ด-้วยนะครับนอกจากนี้เรา(ล้ว)อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของโรคต่างๆได้ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้น(ม)กันนั่นเองนะครับมีคำถามให้เ(ล)า(ง)คิดเพิ่มเราาดูกันคำถามก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนี่ทำได้อย่างอย่างไรบ้างครับครูจะมีรูปตัง(ว)อย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนนักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ2รูน(ป)รูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกนี่ที่กำลังดื่มกินน้ำนมข(จ)ง(ก)แม่นะครับแล้วก็รูปที่2นี-็(-่)จะเป็นการรูปของการฉีค(ด)วัคซีนนะครับคำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง2รูปนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรเดี๋ยวเราลองมาดูคำตอบกันนะครับการที่ทารกนี-้(-่)ดื่มกิ-้ำนมของแม-่นี-่เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับการเพิ่มภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับเราจะเรียารเสริมสร้างภูมิคุ้มก-ันแบบนี้ว่า"ภูมิคุ้มกันแบบรับมา"นะครับทารกนี่จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับส่วนการฉีดวัคซีนนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่จะต้องค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับเราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง"นะครับซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง2แบบนี-้(-่)อาศัยหลักการขอการสร้ากลไกภูมิคุ้มกันการต่อต้านหรือก(-ำ)ายสไ(-ิ)-่เซ(งป)ล(อ)มแบบจำเพาะนะครับนัก-์แบ(เ)รียนอธิายได้ไหมว่าภูม-ิคุ้มกันทั้ง2แบบนี่อาศัยก(ห)-ัไ(ก)ารอย่างไรนะนะครับของกลไล(ก)การต่อต้านหรือก(-ำ)ายสิ่งไ(ป)อมแบบจำเพาะเดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับบางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะเดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับเราา(ป)ดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรนะครับความรู้เพิ่มเติมอันนั้นก็คือสถานเสาวภานะครับทอง(-ี่)สภากาชาดไทยนี่จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มซร(หล)-ุ-่ม(ง)หญ่ที่สุน(ด)ของประเทศไทยเลยนะครับเซรุ่มคืออะไรเซรุ-่มนี-่เตรียได้จากเค(ล)-ือดม้านะครับโดยการฉีดแอนติเจนนะครับแอนติเจนที่ว่าก็อาจนเช-่(จ)ะเป็ตัวพิษงูหรือเป็นเชื้อของโรคต่างๆเช่นเชื้อของพิษสุนัขบ้านะครับเพื่อกระตุ้นให้ม้านี่สรทำต(-้)-ัวอย่างแอติบอะคัรบ(ด)-ีออกมาหลังจากนั้นนี่เขาจะเจาะเลือดม้าแล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไปแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมาซึ่งส่เ(ว)รุ(ที)-่เป็นเซรุ่มซึ(นี)-่ง(ะ)มีแอนติบ-ิ(อ)-ีที่เราต้องการแล้วก็เอาไปใช้ฉ-ีดให้กับคนที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับคำถามก็คือว่าเซรุ่มนี่เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับแล้วก็อีกคำถามหนึ่งก็คือว่าการผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับจากข้อมูลตรงนี้นะครับจะเห็นว่าเซรุ่มหรือบางครัที(-้ง)เราก็ข(ร)-ียกว่าน(")ซีรัม"นี่ครับเขียนภาษาอังกฤา(ษ)เหมือนกันเลยบางทีมันเ(ค)หม-ือคำเดียน(ว)กันแต-่ว-่าเราพูดคนละแบบนะครับนี่สกัดได้จากเลือดสัตว์ก็อย่างตัวอย่างที่บอกเมื่อกี-้อย่างเช่นเลือดของม้านะครับการได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่ทำน(-้)ร่างกาย-ำใ(-ี่)ห้ได้รับแอนติบอด-ีท-ี-่จำเพาะต่อแอนติเจนนั้นโดยตรงมบู(นะค)-ั-ื(บ)แอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่สามารถไปจับกับแอนติเจนที่อยู่ใร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ-ั-่(ว)แอนติบอดีที่ได้รับ-ั(ข)-้-่ว(า)ไปนี่อาจจะอยู่ใน-่างกายได้ไม่นานนักนะครับบางรายอาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือครับอันนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดีที่ร่างกายเรนต-ิ(า)ได้รับเข้าไปนั่นเองนะครับนักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับการที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม-่นี-่ก็เป็นการภูมิคุ้มกันร(ล)-ับมาเช่นเดียวกันนะครับแต่จริงๆแล้วโดย-ั่วไปแล้วนรก(-ี่)ก่อนที่จะคลอดนี่ทารกจะได้รับแอนติบอดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม-่ผ-่านทารกนะครับโดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่า(น)-ีก(-่)ระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังทำานได้ไม่สมบูรณ์นะครับดั(ฉะ)นั้นถ้าแม-่นี-่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆจากแม่มาด้วยนะครับแต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราวประมาณแค่2-3เดือน-่อน(ลัง)ะ(ก)คลอดเท่านั้นนะครับการดื่มน้ำนมแม่นี่จะเป็นการส่งผ่าะครับแอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูกนะครับซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม-่ๆนี-่จะพบแอนติบอดีในด(น)-้-ำนมในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนี่นะครับแล้วก็การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดนี่เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับเพราะว่าจะ-่ว-้(ย)ในเรื่องของระบบคุ้มกันภูมิคุ้มกันซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกนี่จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ-้มกันของตนเองได-้ก็คือในช่วงประาณ2-3เดือนแรกหลังคลอดนี่นะครับเป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะครับหลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่มีอะไรบ้างนะครับแล-้ะ(ว)ก็อาศัยหลักการของแอนติเจนแอนติบอดีอย่างไรนะครับเ(ท)-ี-๋ย(-ี)-้เ(ค)า(-ู)-ีข้อควด(ม)-ูเพิ่มเติมให้นะครับเราลองมาดูกันแล้วก็ลองช่วยกันคิดจากคำถามที่ปรากฏอยูฎ(-่)นะครับว่าปกติแล้วนี่คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับเช่นโรคคางทูมโรคอีสุกอีใสแล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่เมื่อได้รับเชื้อที-่ก-่อให้เกิดโรคคางทูมหรื-ีสุกอีใสตัวเดิมเข้ามานี่เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับหรือบางคนอาจจป่วยแล-้วกะ(-็)มีอาการที่ไม่รุนแรงมากน-ันะคร-ับเหท(ต)-ุ-ำไมถ(ใดจ)-ึงเป็นเช่นนั้นครับลอ(มา)ช่วยกันคิดส-ินะครับถ้ายังไม่ค-ิถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้หรือยังคิดไม่ออกนะครับเดี๋ยวเราลองค่อยๆมาศึกษากันไปแล้วกันนะครับนี่มีข้อมูลนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัะครับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันห(ย)-่านี้เป็นตารางการให้วัคซีนใเดอง(-็ก)ไทน(ย)ปกตินะครับเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับอันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยพ.ศ.2563นะครับก็จ-ัด(ก)ตารางตามที่เห็นด้านหลังครูนี่มันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อะครับก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้นแลา(-้)วก็เดี๋ยวป็นต(ร)ลองดูรายละเอียดกันนะครับจากข้อมูลนี่จะเห็นว่าในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึงแรกเกิดนี่จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับแล้วก็วัหรื(ซีน)ป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับและหลังจากนั้นนี่เมื่ออายุได้ประมาณ2เดือะครับก็จะได้รับวัคซีนป้องกัโรคคอตีบ-บาดทะ-ัก-ไอกรนแล้วก็ได้รับวัคซีนบริโาท(ภค)เพิ่มขึ้มานะครับช่วงอายุปรวล(ะม)6เดือนถึง2ปีก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นะครับแล้วก็ช่วงอายุประมาณ9เดือนถึง1ปีนี่ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัโรคหัดหัดเยอรมันคางทูมรวมทั-ึ(-้)งวัคซีนป้องกัโรคไข้สมองอักเสบเจอีด้วยนะครับหลัก(ง)จากนั้นนี่ตั้งแต่อายุประมาณ18เดือนถึง6ปีนี่ก็จะได้รับวัคซีนเหมือ-ิดเดิมนะครับกระตุ้นมาเพิ่มขึ้นนะครับเป็น2ครั้ง3ครั้งก็แล้วแต่นะครับและหลังจากนั้-ี่เมื่ออายุได้ประมาณสัก11-12ปีนะครับในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณป.5นี่ก็จะได้รับวัคซ-ีนท-ี-่ป้องกัมะเร็งปากมดลูกนะครับจากเชื้อHPVซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่งนะครับ1ครั-้(บ)แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกันของทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ก็จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบแล้วก็าดทะยักซ้ำนะครับแล้วก็หลังจากนั้นนี่ะ(-็)ต้องมีการฉีดวัคซ-ั(-ี)นคอตีบแล้วก็บาดทะยักนี่ซ้ำทุกๆ10ปีนะครับซ้-ำ(เ)พื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับจากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเหล(มื)-่อกี้เปา(-็)-ี-่เป-้(-็)ะค(ตา)-ั(ง)วัคซีนที่จำเป็นสำหรับที่ให้ส(ก)-ำหร-ับเด็กทุกค-ี่นะครับคำถามที่คุณจะถามก็คือว่าวัคซีนนี่เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับอันนี้เป็นคำถามแรกคำถามที่ตาอีกอันหนึ่งก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยหลักการขอให-้(ง)แอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนะครับเราลองช่วยคิดแล-้วกะ(-็)ลองตอบท(ค)-ำต(ถ)ามกันดูนะครับนักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ทุกคนแหละต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับก็บางคนอาจจะเจ็บแขนบางคนอาจจะเป็นไข-้นะครับการได้รับวัคซีนนี-้(-่)ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง"นะครับก่อนที่เราจะมาศึกษากันว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองย่าไรนี่เรามาทำควรู้จ-ักกับวัคซีนกันก่อนดีไหม-ัก(ค)รับวัคซีนนี่จะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นา(-่)อ(น)งค์ประกอบของเชื้อโรคนะครับหรือบางชนิดอาจจะเ(ม)-ีป็นเชื้โรคองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้วหรือบางชนิดจะเป็นเชือาจจะ(-้)อโรคที่ทำให้อ่อนกำลังลงนะครับหรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรคที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับองค์ประกอบเหล่านี้อาะนำมาใช้ในการผลิตเปใ(-็)นวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับการที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตราย-่อ(-ับ)ร่างกายของเราได้นะครับเช่นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักหรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้นะครับตัวอย่างเช่นวัคซีนป้องกันโรคหัดหัดเยอรมันหรือไข้-ัดใหญ่เป็นต้นนะครับโดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบต่างๆเหล่านั้นนี-่จะทำหน-้าที่เป็นแอนติเจนนะครับที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่จะกระต-ุ้นภูมิค-ุ้มกัของร่างกายให้เกิดการตอบสนองซึ่งในระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซี-ี่จะมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้โรคต่าได้อย่างรวดเร็วนะครับเช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคเข้ามาในร่างกายของเรานะครับของเมื่อร่างกายได้รับวัคซีนที่เมื่อกี้บอกว่าเป็นแอนติเจนทำ-้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่ครับระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดี-ึ-้า(น)มานะครับหรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่ไปสร้างจำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆนะครับให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับเพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไปนะครับและนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆเตรียมไว้ด้วยนะครับและเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราเคยใด(ห)-้รับวัคซีนเข้าไปเข้ามานี่นะครับระบบภูมิคุ้น(ม)กันจะสามารถกระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดีให้ได้อย่างรวดเร็วหรือกระตุ้นเซลล์T(-ี)ที-่จำเพาะต-่...(อ)เชื้อโรคนั้นๆให้สามารถทำลายหรือต่อต้านเชื้อห(โ)-ื(ข)สิ่งป(ห)ก(-่)านปลอมก-ั-้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันครับเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเส-ิมสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมาแล-้วกะ(-็)ภูมิคุ้มกันแบบก่อเองกัมาแล้ะ(ว)ครับเดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ค-ุณครูขึ(ให)-้นไว้ตรงนี้นะครับแล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ช่วยกันลองคิดนะครับข้อความตรง-ั(-ี)-้ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะแล-้(ะ)ก็ได้รับภูมิคุ้มกันจ(-่)ก(น)น้ำนมแม่มาด้วยนะครับและนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อยๆเป็นระยะเพื่อให้ร่างกายนี่สร้างแล-้วกะ(-็)พัฒนาภูมิคุ้มกัะครับเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเรานี่ได้รับอันตรายจากเชื้อโรคต่างๆที่จะเข้ามาในแต่ละวัะครับคำถามก็คือว่านักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอะไกันมาบ้างแล้วรับลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อนๆนะตั้งแต่เราเกิดมาเลยแรกเกิดเราอาจจะยังจำไม่ได้นะครับจนถึงตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับซึ่งนักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างนะครับค-ุณครูมีตัวช่วยก(ป)-็นตารางเดิมแหละครับคือตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับจากตารางนี้ค-ุณครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองไปช่วยกันคิดนะครับคำถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันซ-ึ่(-้ำ)เป็นระยะๆนะครับอย่างเช่นวัคซีนโปลิโอนี่จะต้งได้รับถ-ีก(-ึง)3ครั้งนะครับในช่วงวัยแรกๆของช่วงอายุแรกเกิดถึง12ปีนะครับคำถามที่2ก็คือว่านอกจาวัคซีนที่จำเป็นต้องให้-ั(-่)เด็กแล้วนักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนช-ิดใดอีกบ้างที่เด็กหรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับอันนี้นี่เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิดแล-้วกะ(-็)นักเรียนอาจจะสามารถสืบค้นหาคำ-้(ต)ม(บ)-ูลได้นะครับจากแหล่งข้อมูลต่างๆนะครับโดยเฉพาะทางผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่ครูคิดว่านักเรีย-่าจะสืบค-้นหาข-้อมูลกันได้เป็นอย่างด-ีนะครับและลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบกันดูครับจากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับเราลองมาตรวจสอบในเรื่องของความเข้าใจในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับโดยจะมี2คำถามให้นักเรียนลองถามตัวเองเพื่อจะดูว่าเข้าใจกับเนมา(ร)-ื่องกน้อยแค่ไหนที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับคำถามแร-็คือว่าเพราะเหตุใดเมื่อถูกยุงกัดจึงต้องจดจำลักษณะของยุงที่กัอ(ด)ที่กัดเรานี่แหน(ล)ะครับหรือกัดคนอื่นนะครับคำถามที่2ก็คือว่าการให้วัคซีนและการให้เซรุ่มมีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรนะครับถ้าลองตอบคำถาม2คำถามนี้ดูนะครับถ้าเรา(ยัง)ตอบไม่ได้ก็แสดงว่าเราอาจจได-้(ะ)ต้องกลับไปทย้อ(บทว)นเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่งแต่ถ้าตอบคำถามได้ถูก-้องแล้วก็แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วนะครับและหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่เราลองมาดูกันว่าบทเรียนที่เราเรียนผ่านไป(มา)ทั้งหมดนี้นะครับตั้งแต่เรื่องของกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งปลกปลอมแบบจำเพาะทั้งหมดนี่เราสามารถสรุปมาเ-็นเนื้อหาได้อย่างไรได้บ้างอันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปไว(มา)-้ให้นะค-ับอันแรกเลยก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่นะครับจเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับกลุ่มลิมโฟไซต์ซึ่งก็ได้แก่เซลล์B(-ี)เซลล์T(-ี)นะครัฃ(บ)ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่า"แอนติเจน"นั่นเองนะครับเมื่อแอนติเจ-ี่เข้าไปในเนื้อเยื-้(-่)อได้แล้วเซลล์บีจะถูกกระตุ้นให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ท-ี่มีขนาดใหญ่ขึ้นเร-ียกว-่า"เซลล์พลาสมา"ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดีซึละ(-่ง)จับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะแล-้วกะ(-็)จะถูกอ(-ำ)ไปทำลายต่อไปนะครับส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับให้ทำหน้าที่ตามแต่แล้วแต่ละชนิดของเซลล-์น-์แล้วแต่ชนิดของเซลล์น-ั้นๆนะครับก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือว่าเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า"เซลล์ความจ-ำ"นะครับมีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่กลับเข้ามาใหม่ร-่างกายจะมีการตอบสนองแล-้วกะ(-็)สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นให้เซลล์T(-ี)นี-่ทำงานได้อย-่างรวดป(ร)-็วยิ่งขึ้กว่าเดิมครับส่วนเรื่องของการเสริมสร-้-้งภูมิคุ้มกันนี่ะครับก็จะสรุปได้ดังนี้ครับก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะและทำลายเชื้อโรคหาะแ(ร)-ือสิ่งแปลกปลอมนั้นไ-่(ด)-้ทันทีอาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับอาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาระยะสั้นๆนะครับเป็นหลักสัปดาห์หรือเป็นหลักเดือนนะครับส่วนภูมิคุ้น(ม)าร(-ัน)แบบก่อเองนี่เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับอาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับแล-้(ะ)กระตุ้นให้ร่างกายเรานี่สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะก(ต)-่อเชื้อโรคนั้นนี่เป็นกต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนะครับในขณะเดียวกันก็เกิดจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ความจำห(-ั)-้ร่าเซลลกาย(-์บี)และเซลล์T(-ี)ขึ้นนะครับทั้งหมดนี่ทำขึเ(-้)นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิจะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานี่ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ก็จะอ-ู-ัง(-่)คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับในตอนต่อไปนี-้(-่)นะครับเราก็จะยังอยู่ใน(-ับ)เรื่องระบบภูมิคุ้น(ม)กันซึ่งเป็นตอนที่3นะครับในตอนที่3นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่าถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่เกิดความผิดปกติเกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรานะครับเราค่อน(ย)มาติดตามกันในตอนที่3นะครับสำหรับวันนี้สวัสดีครับ[เสียงดนตรี]

More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-04-30 15:49:42
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :false
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}